คนร้ายตายแล้ว หลังโจมตีโบสถ์ยิวในดีทรอยต์ ช็อกพบระเบิดเต็มท้ายรถ

คนร้ายตายแล้ว หลังโจมตีโบสถ์ยิวในดีทรอยต์ ช็อกพบระเบิดเต็มท้ายรถ

13 มี.ค. 2569 05:03 น.

คนร้ายตายแล้ว หลังโจมตีโบสถ์ยิวในดีทรอยต์ ช็อกพบระเบิดเต็มท้ายรถ

คนร้ายผู้ก่อเหตุขับรถพุ่งชนโบสถ์ยิวในเมืองดีทรอยต์เสียชีวิตแล้ว หลังยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย โดยมีการพบวัตถุระเบิดปริมาณมากในท้ายรถของผู้ต้องสงสัยด้วย

เมื่อ 12 มี.ค. 2569 เจ้าหน้าที่สหรัฐ เปิดเผยว่า ชายผู้ก่อเหตุขับรถพุ่งชนโบสถ์ยิว “เทมเพิล อิสราเอล” (Temple Israel) ในเขตเวสต์ บลูมฟิลด์ ของเมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน เสียชีวิตแล้ว หลังปะทะกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

นายไมเคิล บูชาร์ด นายอำเภอเขตโอ๊คแลนด์ เคาน์ตี ระบุว่ารถยนต์ของผู้ต้องสงสัยขับมาถึงโบสถ์ เทมเพิล อิสราเอล ซึ่งมีศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอยู่ภายใน จากนั้นจึงพุ่งชนประตูบุกเข้าไปในตัวอาคารแล้วขับไปตามโถงทางเดินจนเข้าไปถึง “พื้นที่ด้านในสุด” ของตัวอาคาร

เมื่อผู้ต้องสงสัยบุกเข้ามาภายในโบสถ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหลายนายที่อยู่ในที่เกิดเหตุได้เผชิญหน้าและเกิดการยิงปะทะกันส่งผลให้คนร้ายเสียชีวิต แต่นายบูชาร์ดไม่ยืนยันว่าผู้ต้องสงสัยเสียชีวิตอย่างไร ขณะที่แหล่งข่าวบอกกับสำนักข่าว CNN ว่า ร่างของผู้ต้องสงสัยถูกไฟคลอกอย่างหนัก เนื่องจากมีบางอย่างเกิดไฟไหม้ภายในรถ

ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้มีปืนไรเฟิลในครอบครอง จากนั้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยก็พบสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็น วัตถุระเบิดปริมาณมาก อยู่ที่หลังรถคันที่ก่อเหตุ

เหตุการณ์นี้ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์เป็นกลุ่มแรก ถูกรถชนได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 8 ราย ซึ่งขณะนี้ทั้งหมดกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาลท้องถิ่น 2 แห่ง โดยไม่มีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับอาการของพวกเขา

ในระหว่างเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดำเนินการอพยพเด็กนักเรียน, บุคลากรของโรงเรียน และผู้คนในโบสถ์แห่งนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าสามารถระบุตัวตนและช่วยเหลือทุกคนที่อยู่ในอาคารออกมาได้ครบถ้วนแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอน การส่งตัวเด็กๆ คืนสู่ครอบครัว

นายบูชาร์ดยืนยันว่า ไม่มีเด็กหรือบุคลากรในโรงเรียนได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

หลังเกิดเหตุ มีการระดมสุนัขดมกลิ่นระเบิดและเจ้าหน้าที่เทคนิคจำนวนมากลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบรถยนต์และกำจัดวัตถุระเบิดรวมถึงภัยคุกคามอื่นๆ ในขณะที่ทางการท้องถิ่นสั่งเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยรอบพื้นที่ของชุมชนชาวยิวในเวสต์ บลูมฟิลด์ เพิ่มความปลอดภัยขึ้นสูงสุด

ทั้งนี้ ข้อมูลจากองค์กร Anti-Defamation League ระบุว่า กระแสการต่อต้านชาวยิว (Antisemitism) พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ท่ามกลางภาวะสงครามในตะวันออกกลาง และเหตุการณ์ในมิชิแกนครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการโจมตีสมาชิกชุมชนชาวยิวที่เกิดขึ้นหลายครั้งก่อนหน้า

นายบูชาร์ดอ้างว่า เขาได้หารือกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดความรุนแรงมาตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้โบสถ์ยิวแห่งนี้มีการเตรียมพร้อมและมีหน่วยรักษาความปลอดภัยที่สามารถ “เข้าจัดการกับภัยคุกคาม” ได้ทันที

อนึ่ง ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ Temple Israel เรียกตัวเองว่าเป็นโบสถ์ยิวนิกายปฏิรูปที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยมีสมาชิกกว่า 12,000 คน ภายในมีศูนย์การศึกษาปฐมวัย และมีโปรแกรมการศึกษาสำหรับครอบครัวและผู้ใหญ่

เว็บไซต์ระบุว่าโบสถ์แห่งนี้ “มีความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือชุมชนชาวยิวทั่วโลก” และมีพันธกิจในการ “สร้างชุมชนผ่านมุมมองของศาสนายิวสายปฏิรูป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กกต.เนปาลเผย พรรค RSP ของ “บาลานดรา ชาห์” ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

กกต.เนปาลเผย พรรค RSP ของ “บาลานดรา ชาห์” ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

13 มี.ค. 2569 03:47 น.

กกต.เนปาลเผย พรรค RSP ของ “บาลานดรา ชาห์” ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

พรรค RSP ของนายบาลานดรา ชาห์ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเนปาล ชนะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างถล่มทลาย เกือบครองเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด

เมื่อ 12 มี.ค. 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งของประเทศเนปาลเปิดเผยผลการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาออกมาแล้ว โดยปรากฏว่าพรรค “ราษฎริยสวตันตระ” (Rashtriya Swatantra – RSP) ซึ่งเป็นพรรคสายกลางของนายบาลานดรา ชาห์ อดีตแรปเปอร์ที่ผันตัวมาเป็นนักการเมือง สามารถคว้าเก้าอี้ในสภาได้ถึง 182 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากสำเร็จ

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) ชุดใหม่จำนวน 275 ที่นั่ง โดยแบ่งเป็นที่นั่งจากการเลือกตั้งโดยตรง 165 ที่นั่ง และจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (สัดส่วน) อีก 110 ที่นั่ง

ในวันพฤหัสบดี นายนารายัน ปราสาท ภัตตาไร โฆษกคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงว่า “การนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร… ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว”

โดยในระบบเลือกตั้งโดยตรง พรรค RSP คว้าไปได้ 125 จาก 165 ที่นั่ง และได้เพิ่มอีก 57 ที่นั่งจากระบบบัญชีรายชื่อ ส่งผลให้พรรคขาดอีกเพียง 2 ที่นั่งเท่านั้นก็จะครองเสียงข้างมากเด็ดขาดแบบ 2 ใน 3

ส่วนพรรคคู่แข่งอย่าง “เนปาลี คองเกรส” (Nepali Congress) ซึ่งเคยเป็นพรรคใหญ่ที่สุดในสภาชุดก่อน ได้ไปเพียง 38 ที่นั่ง ส่วนพรรคมาร์กซิสต์ (CPN-UML) ของนายเคพี ชาร์มา โอลี อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ไปเพียง 25 ที่นั่ง ขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (ลัทธิเหมา) ได้ไป 7 ที่นั่ง

นายภัตตาไรกล่าวเสริมว่า “ในวันนี้ได้มีการส่งจดหมายไปยังพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คัดเลือกรายชื่อผู้สมัครและเสนอต่อคณะกรรมการภายใน 3 วัน”

นี่ถือเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของเนปาลนับตั้งแต่เหตุการณ์ประท้วงต่อต้านคอร์รัปชันโดยกลุ่มเยาวชนเจนซี (Gen Z) เมื่อเดือนกันยายน 2568 ซึ่งบานปลายจนกลายเป็นเหตุรุนแรงและนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลชุดก่อน

กว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองของเนปาลตกอยู่ในวงจรของรัฐบาลผสมที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นสู่อำนาจ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกครอบงำโดยพรรคการเมืองใหญ่ 3 พรรค โดย 2 ใน 3 นั้นเป็นพรรคคอมมิวนิสต์

การเลือกตั้งในครั้งนี้จึงกลายเป็นบททดสอบสำคัญว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มเจนซี จะประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวคนทั้งประเทศได้หรือไม่ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะให้คนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านบททดสอบเข้ามากำหนดอนาคต หรือว่าเหล่านักการเมืองรุ่นใหญ่ระดับแถวหน้า ผู้ซึ่งครองอำนาจมานานหลายทศวรรษ จะยังคงรักษาเก้าอี้เอาไว้ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สื่ออิหร่านอ้าง ภริยาอดีตผู้นำสูงสุดยังมีชีวิตอยู่

สื่ออิหร่านอ้าง ภริยาอดีตผู้นำสูงสุดยังมีชีวิตอยู่

13 มี.ค. 2569 03:05 น.

สื่ออิหร่านอ้าง ภริยาอดีตผู้นำสูงสุดยังมีชีวิตอยู่

สื่อของอิหร่านหลายสำนักอ้างว่า ภริยาของ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดผู้ล่วงลับ ยังมีชีวิตอยู่ และข่าวที่ว่าเธอเสียชีวิตซึ่งถูกรายงานก่อนหน้านี้นั้น เป็นผลจากความผิดพลาด

เมื่อ 12 มี.ค. 2569 สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) และนูร์นิวส์ (Nournews) ซึ่งเป็นสื่อที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลอิหร่าน ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่า ภริยาของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านผู้ล่วงลับ เสียชีวิตจากบาดแผลที่ได้รับระหว่างที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน

ทั้งนี้ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนก่อนของอิหร่าน ถูกสังหารเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ระหว่างการโจมตีทางอากาศร่วมกันของสหรัฐฯ กับอิสราเอล ณ ที่พักของเขาในกรุงเตหะราน และมีรายงานว่า ภริยาของเขาเสียชีวิตไปด้วย

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวฟาร์สระบุว่า รายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับการเสียชีวิตของ นางมานซูเรห์ โคจาสเทห์ บาเกอร์ซาเดห์ นั้นไม่เป็นความจริง และพยายามที่จะแก้ไขสิ่งที่อธิบายว่าเป็น “ข้อมูลที่ผิดพลาด” ซึ่งแพร่กระจายภายหลังการสังหารตัวผู้นำ

ด้านนูร์นิวส์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ระบุว่า “ภริยาของผู้นำการปฏิวัติผู้พลีชีพยังมีชีวิตอยู่ และข่าวการพลีชีพของเธอที่เผยแพร่ออกไปก่อนหน้านี้ไม่ถูกต้อง”

อย่างไรก็ตาม สื่อดังกล่าวไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการของเธอ หรืออธิบายถึงความคลาดเคลื่อนของรายงานก่อนหน้านี้

อนึ่ง เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา สื่ออิหร่านสำนักอื่นๆ รายงานว่านางบาเกอร์ซาเดห์เสียชีวิตจากบาดแผลในการโจมตีที่สังหารสามีของเธอ โดยสำนักข่าว ISNA รายงานว่าเธอกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราหลังการโจมตีและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐมนตรีอิหร่านยืนยัน ไม่ได้วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ

รัฐมนตรีอิหร่านยืนยัน ไม่ได้วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ

13 มี.ค. 2569 01:54 น.

รัฐมนตรีอิหร่านยืนยัน ไม่ได้วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ

รัฐมนตรีอิหร่านอ้างว่า พวกเขาไม่ได้กำลังวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซตามที่สหรัฐฯ กล่าวหา แม้ว่าก่อนหน้านี้ กองทัพสหรัฐฯ จะเผยแพร่คลิปซึ่งแสดงให้เห็นการยิงทำลายเรือวางทุ่นระเบิดของอิหร่านก็ตาม

เมื่อ 12 มี.ค. 2569 นายมาจิด ทักต์-ราวันชี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า อิหร่านกำลังวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ เพียงไม่กี่วันหลังจากที่สหรัฐฯ ระบุว่าได้โจมตีเรือหลายลำที่มีอุปกรณ์สำหรับวางระเบิดซึ่งปฏิบัติการอยู่ใกล้กับเส้นทางเดินเรือดังกล่าว

นายทักต์-ราวันชี เผยกับสำนักข่าว AFP ว่า “มีบางประเทศได้พูดคุยกับเราเกี่ยวกับการเดินทางผ่านช่องแคบนี้แล้ว และเราก็ได้ให้ความร่วมมือกับพวกเขา”

อย่างไรก็ตาม เขาเสริมว่าประเทศที่ “เข้าร่วมการรุกราน” ต่ออิหร่าน “ไม่ควรได้รับประโยชน์จากการผ่านทางที่ปลอดภัย” พร้อมระบุว่ารัฐบาลอิหร่านต้องการความมั่นใจว่า สงครามจะไม่ถูก “ยัดเยียด” ให้กับประเทศของเขาอีกครั้ง

นายทักต์-ราวันชี กล่าวต่อว่า “ตอนที่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว หลังจากผ่านไป 12 วัน ก็ได้มีการประกาศสิ่งที่เรียกว่าการยุติการสู้รบ… แต่หลังจากนั้น 8 หรือ 9 เดือน พวกเขาก็กลับมารวมตัวกันใหม่และก่อเหตุซ้ำอีก”

ก่อนหน้านี้ กองทัพสหรัฐฯ เผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นวินาทีที่พวกเขายิงทำลายเรือรบ และเรือวางทุ่นระเบิดของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซจำนวนนับสิบลำ หลังจากมีรายงานว่า อิหร่านเริ่มวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลกแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ดีทรอยต์ระทึก มือปืนยิง-ขับรถพุ่งชนโบสถ์ยิว จนท.เร่งเข้าระงับเหตุ

ดีทรอยต์ระทึก มือปืนยิง-ขับรถพุ่งชนโบสถ์ยิว จนท.เร่งเข้าระงับเหตุ

13 มี.ค. 2569 01:13 น.

ดีทรอยต์ระทึก มือปืนยิง-ขับรถพุ่งชนโบสถ์ยิว จนท.เร่งเข้าระงับเหตุ

ตำรวจสหรัฐฯ กำลังเข้าระงับเหตุยิงกันที่โบสถ์ยิวแห่งหนึ่งในเมืองดีทรอยต์ หลังจากมีรถบรรทุกขับพุ่งชนอาคาร โดยตอนนี้เหตุการณ์ยังไม่สงบลง และทางการสั่งล็อกดาวน์พื้นที่แล้ว

เมื่อ 12 มี.ค. 2569 ตำรวจของสหรัฐอเมริกา กำลังเข้าระงับเหตุหลังจากได้รับแจ้งว่ามี “มือปืนที่ยังก่อเหตุอยู่” ที่โบสถ์ชาวยิวแห่งหนึ่ง นอกเมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน โดยมีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากบริเวณหลังคา

สถานีโทรทัศน์ WDIV-TV รายงานว่า เกิดเหตุรถบรรทุกพุ่งชนโบสถ์ยิว “เทมเพิล อิสราเอล” (Temple Israel) ในเขตเวสต์ บลูมฟิลด์ โดยภาพจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นรถตำรวจหลายสิบคันจอดล้อมรอบอาคารดังกล่าว

นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ (FBI) ระบุว่าเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งดูเหมือนจะเป็น “เหตุการณ์ขับรถพุ่งชนและมือปืนกราดยิง” ณ โบสถ์ยิวแห่งนี้ ซึ่งมีโรงเรียนอยู่ภายในด้วย

หลังเกิดเหตุ เขตการศึกษาเวสต์ บลูมฟิลด์ ได้ประกาศล็อกดาวน์ทันที ขณะที่มีผู้ปกครองประมาณ 12 คนรีบวิ่งไปรับลูกๆ จากศูนย์เรียนรู้เด็กปฐมวัยที่อยู่ภายในอาคาร หลังจากได้รับอนุญาตจากตำรวจ

ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ Temple Israel เรียกตัวเองว่าเป็นโบสถ์ยิวนิกายปฏิรูปที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยมีสมาชิกกว่า 12,000 คน ภายในมีศูนย์การศึกษาปฐมวัย และมีโปรแกรมการศึกษาสำหรับครอบครัวและผู้ใหญ่

เว็บไซต์ระบุว่าโบสถ์แห่งนี้ “มีความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือชุมชนชาวยิวทั่วโลก” และมีพันธกิจในการ “สร้างชุมชนผ่านมุมมองของศาสนายิวสายปฏิรูป”

ต่อมา สหพันธ์ชาวยิวแห่งดีทรอยต์ประกาศแนะนำให้องค์กรชาวยิวทุกแห่งในพื้นที่เข้าสู่สภาวะ “ล็อกเอาต์” (lockout) หรือ ห้ามบุคคลภายนอกเข้าและห้ามคนข้างในออกจากอาคารโดยเด็ดขาด

อนึ่ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่อิสราเอลกำลังดำเนินการโจมตีอิหร่านกับเลบานอนอย่างหนักหน่วง ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย และปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบที่สำคัญของโลก ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : wjbf

ทรัมป์ยินดีต้อนรับ ทีมชาติอิหร่านร่วมบอลโลก แต่อาจไม่เหมาะสมที่จะมา

ทรัมป์ยินดีต้อนรับ ทีมชาติอิหร่านร่วมบอลโลก แต่อาจไม่เหมาะสมที่จะมา

12 มี.ค. 2569 23:31 น.

ทรัมป์ยินดีต้อนรับ ทีมชาติอิหร่านร่วมบอลโลก แต่อาจไม่เหมาะสมที่จะมา

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย ยินดีต้อนรับนักฟุตบอลทีมชาติอิหร่านให้มาร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกาได้ แต่ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความปลอดภัยของนักเตะ

เมื่อ 12 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า นักฟุตบอลทีมชาติอิหร่านนั้น “ได้รับการต้อนรับ” ให้เดินทางมาเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งสหรัฐฯ, แคนาดา และเม็กซิโกเป็นเจ้าภาพร่วมกันได้ แต่เขาตั้งคำถามว่าการเดินทางมาเข้าร่วมนั้นเหมาะสมหรือไม่

“ทีมฟุตบอลทีมชาติอิหร่านได้รับการต้อนรับให้เดินทางเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก แต่ผมไม่เชื่อจริงๆ ว่ามันจะเป็นการเหมาะสมที่พวกเขาจะอยู่ที่นั่น เพื่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของตัวพวกเขาเอง ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้! ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

ก่อนหน้านี้ นายจานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า (FIFA) กล่าวว่าทรัมป์ได้ให้คำมั่นกับเขาว่าทีมชาติอิหร่านนั้น “ได้รับการต้อนรับ” ให้ลงแข่งขันในรายการนี้

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคำยืนยันดังกล่าว แต่อาหมัด ดอนยามาลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬาของอิหร่านประกาศผ่านสื่อของรัฐอย่างเป็นทางการว่า ทีมชาติอิหร่านจะไม่เข้าร่วมการแข่งขันไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม โดยอ้างเหตุผลเรื่องการลอบสังหารผู้นำสูงสุด และการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ เป็นสาเหตุในการถอนตัว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลเตรียมขยายปฏิบัติการในเลบานอน ส่อโจมตีภาคพื้นดินครั้งใหญ่

อิสราเอลเตรียมขยายปฏิบัติการในเลบานอน ส่อโจมตีภาคพื้นดินครั้งใหญ่

12 มี.ค. 2569 22:58 น.

อิสราเอลเตรียมขยายปฏิบัติการในเลบานอน ส่อโจมตีภาคพื้นดินครั้งใหญ่

อิสราเอลกำลังส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการเปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินครั้งใหญ่ในเลบานอน ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นกับกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

เมื่อ 12 มี.ค. 2569 นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล ระบุว่าเขาสั่งการให้กองทัพเตรียมพร้อมสำหรับการขยายปฏิบัติการในเลบานอน หลังจากเมื่อเย็นวันพุธที่ผ่านมา กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ระดมโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ความขัดแย้งรอบใหม่เริ่มขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน

อิสราเอลแสดงท่าทีไม่เชื่อมั่นในความสามารถของรัฐบาลเลบานอนที่จะปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ แม้ว่าประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ของเลบานอน จะออกมากล่าวหาว่ากลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ “ทรยศต่อประเทศชาติ” ก็ตาม

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เริ่มสงคราม อิสราเอลได้เข้ายึดพื้นที่ในตอนใต้ของเลบานอนไปแล้วบางส่วน และมีการส่งหน่วยจู่โจมภาคพื้นดินเข้าไปหลายครั้ง

ล่าสุดในวันพฤหัสบดี นายคัตซ์กล่าวว่า “เราจะเข้ายึดพื้นที่และจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง” ขณะที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่ากำลังส่งกองพลเพิ่มเติมไปยังตอนเหนือของอิสราเอล และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการ “เสริมกำลังเพิ่มเติม” อีก

กองทัพอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีอย่างหนักทั่วตอนใต้ของเลบานอน โดยเฉพาะในย่านดาฮิเยห์ (Dahieh) ของเมืองหลวงกรุงเบรุต ซึ่งถือเป็นฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

ด้านกระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลแล้วเกือบ 700 ศพ ขณะที่คำเตือนให้อพยพของอิสราเอลส่งผลให้ประชาชนหลายแสนคนต้องทิ้งบ้านเรือนทั่วตอนใต้และตอนกลางของเลบานอน โดยที่ยังไม่มีทีท่าว่าการสู้รบที่รุนแรงขึ้นทุกวันนี้จะสิ้นสุดลงอย่างไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ไม่กังวลราคาน้ำมันพุ่ง ชี้เมื่อราคาขึ้น สหรัฐฯ ก็ได้ “เงินมหาศาล”

ทรัมป์ไม่กังวลราคาน้ำมันพุ่ง ชี้เมื่อราคาขึ้น สหรัฐฯ ก็ได้ “เงินมหาศาล”

12 มี.ค. 2569 22:03 น.

ทรัมป์ไม่กังวลราคาน้ำมันพุ่ง ชี้เมื่อราคาขึ้น สหรัฐฯ ก็ได้ “เงินมหาศาล”

โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่หวั่นราคาน้ำมันพุ่งสูงเนื่องจากการทำสงครามกับอิหร่าน โดยระบุว่า อเมริกาเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด ดังนั้นเมื่อน้ำมันราคาสูงขึ้น สหรัฐฯ ก็จะทำเงินได้อย่างมากมาย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามลดกระแสความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและความผันผวนของตลาดที่ผูกโยงกับความขัดแย้งกับอิหร่าน โดยอ้างว่าสหรัฐฯ จะได้รับประโยชน์เมื่อราคาพลังงานขยับตัวสูงขึ้น

“สหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก ทิ้งห่างประเทศอื่นไปไกลมาก ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น เราจึงทำเงินได้มหาศาล” นายทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social

“แต่สิ่งที่ผมในฐานะประธานาธิบดีให้ความสนใจและให้ความสำคัญมากกว่านั้นมาก คือการหยุดยั้งอาณาจักรแห่งความชั่วร้ายอย่างอิหร่าน ไม่ให้มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง และไม่ให้ทำลายล้างตะวันออกกลาง รวมถึงโลกใบนี้ด้วย ผมจะไม่มีวันยอมให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น!” ทรัมป์ประกาศ

ความเห็นของทรัมป์มีขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออกมาเตือนว่า โลกอาจกำลังเผชิญกับการ “หยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดน้ำมันโลก” ท่ามกลางการโจมตีเส้นทางการเดินเรือโดยอิหร่านที่รุนแรงขึ้น

ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นยังเริ่มส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวอเมริกันแล้ว โดยนาย คริส แอบเบอตต์ ซีอีโอของบริษัท Pivot Bio ระบุว่า ภาคเกษตรกรรมของสหรัฐฯ ต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซสำหรับนำเข้าปัจจัยการผลิตที่สำคัญจำนวนมาก ซึ่งรวมถึง ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 20%, ปุ๋ยไนโตรเจนยูเรียราว 30% และกำมะถัน “ในสัดส่วนที่มากกว่านั้นอีก”

นายแอบบอตต์เน้นย้ำว่าในช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง เกษตรกรอเมริกันจำนวนมากยังไม่ได้รับปัจจัยการผลิตที่จำเป็น เนื่องจากยังเหลือเวลาอีกหลายสัปดาห์กว่าจะถึงฤดูกาลเพาะปลูก “ในช่วงก่อนเข้าสู่ความขัดแย้งนี้ สหรัฐฯ เพิ่งมีการซื้อปุ๋ยไปเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของความต้องการทั้งหมดเท่านั้น” เขาระบุ

แต่ในขณะนี้ที่ฤดูกาลเพาะปลูกกำลังใกล้เข้ามา เกษตรกรทั่วประเทศต่างเร่งรีบจัดหาวัสดุอุปกรณ์ ซึ่งแอบเบอตต์กล่าวว่าราคาได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

“เราพบว่าราคายูเรียพุ่งสูงขึ้นถึง 50%” เขาชี้แจง และเสริมว่า “ในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ ราคาพุ่งขึ้นไปเกือบ 100% แล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้นำใหม่อิหร่าน ลั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ จะล้างแค้นให้ผู้เสียชีวิต

ผู้นำใหม่อิหร่าน ลั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ จะล้างแค้นให้ผู้เสียชีวิต

12 มี.ค. 2569 21:34 น.

ผู้นำใหม่อิหร่าน ลั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ จะล้างแค้นให้ผู้เสียชีวิต

ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านเผยแพร่ข้อความออกมาเป็นครั้งแรก โดยยืนยันว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไปเพื่อกดดันศัตรู และประกาศกร้าวว่าจะล้างแค้นให้แก่ชาวอิหร่านที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอล

เมื่อ 12 มี.ค. 2569 สถานีโทรทัศน์ของรัฐอิหร่านเผยแพร่ข้อความฉบับแรกจาก อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน นับตั้งแต่เขาได้รับตำแหน่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (8 มี.ค.) สืบทอดต่อจาก อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี บิดาของเขาที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอล

ในข้อความของคาเมเนอี เขาเรียกร้องให้ประชาชนชาวอิหร่านรวมพลังกันเป็นหนึ่งเดียว พร้อมเตือนว่า เส้นทางการเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงถูกปิดต่อไป เพื่อใช้เป็น “เครื่องมือในการกดดัน” ศัตรูของอิหร่าน

ผู้นำใหม่อิหร่านย้ำด้วยว่า เตหะรานยังคงเชื่อมั่นใน “มิตรภาพ” ที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 15 ประเทศมาตลอด แต่ “ประเทศเหล่านี้ต้องแสดงจุดยืนและหน้าที่ของตนให้ชัดเจนต่อผู้รุกรานมาตุภูมิอันเป็นที่รักของเรา และผู้ฆาตกรรมประชาชนของเรา” เขากล่าวเสริม พร้อมทั้งแนะนำให้ประเทศเหล่านั้นสั่งปิดฐานทัพสหรัฐฯ “โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” เพราะอิหร่านจะยังคงตั้งเป้าโจมตีฐานทัพเหล่านั้นต่อไป

คาเมเนอีบอกอีกว่า อิหร่านจะไม่ลังเลที่จะ “ล้างแค้นให้แก่เลือดของชาวอิหร่าน” ที่ถูกสังหาร โดยเฉพาะกรณีการโจมตีของสหรัฐฯ ใกล้กับโรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมินาบ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 168 ศพ เป็นเด็กถึง 110 ราย

ผู้นำสูงสุดอิหร่านระบุอีกว่า สหรัฐฯ และอิสราเอล ต้องจ่าย “ค่าชดเชย” สำหรับการกระทำของตน โดยคาเมเนอีไม่ได้ระบุชื่อทั้งสองประเทศโดยตรง แต่เรียกขานว่าเป็น “ศัตรู”

“เราจะเรียกร้องค่าชดเชยจากศัตรู หากเราไม่สามารถได้รับค่าชดเชยจากศัตรูได้ เราจะทำลายทรัพย์สินของพวกเขาให้มากเท่ากับที่พวกเขาทำลายทรัพย์สินของเรา” คาเมเนอีระบุในแถลงการณ์

เขายังขอบคุณกองทัพที่ช่วยป้องกันไม่ให้อิหร่านถูกครอบงำหรือถูกแบ่งแยกในช่วงที่ถูกโจมตี โดยระบุว่า “ข้าพเจ้าขอขอบคุณเหล่านักรบผู้กล้าหาญที่ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในยามที่ประเทศถูกกดดันและถูกรุกราน” และเสริมว่า กลุ่มฮูตีในเยเมนจะ “ทำหน้าที่ของตนด้วยเช่นกัน” ขณะที่กลุ่มติดอาวุธในอิรักก็ “ต้องการที่จะช่วยเหลือ” อิหร่าน

คาเมเนอียังระบุถึงมาตรการภายในและนโยบายเพิ่มเติม โดยจะให้ผู้ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีได้รับการรักษาฟรี และรัฐบาลจะมอบเงินชดเชยเยียวยาให้แก่ผู้ที่ได้รับความเสียหาย

นอกจากนั้น อิหร่านจำเป็นต้องปรับปรุงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน หลังจากที่อิหร่านได้ใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีหลายประเทศในภูมิภาคไปก่อนหน้านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cnn

“คาเธ่ย์ แปซิฟิค” ขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเกือบเท่าตัว เซ่นพิษสงครามอิหร่านทำราคาน้ำมันพุ่ง

"คาเธ่ย์ แปซิฟิค" ขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเกือบเท่าตัว เซ่นพิษสงครามอิหร่านทำราคาน้ำมันพุ่ง

12 มี.ค. 2569 17:33 น.

“คาเธ่ย์ แปซิฟิค” ขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเกือบเท่าตัว เซ่นพิษสงครามอิหร่านทำราคาน้ำมันพุ่ง

สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค เตรียมปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเกือบเท่าตัวในทุกเส้นทางบิน หลังวิกฤตสงครามในอิหร่านทำราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูง กระทบสายการบินทั่วโลกจ่อเพิ่มราคาตั๋วโดยสาร

สื่อต่างประเทศรายงานว่า สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค (Cathay Pacific Airways) ซึ่งเป็นสายการบินประจำชาติของฮ่องกง ออกแถลงการณ์ในวันนี้ (12 มี.ค.) โดยประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) ในเกือบทุกเส้นทางบิน โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคมนี้ เป็นต้นไป หลังจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานพุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัว เนื่องจากสถานการณ์สงครามในอิหร่านที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยเผยว่าการปรับเปลี่ยนนี้เป็นไปตามกลไกการคำนวณราคาที่กำหนดไว้ โดยมีรายละเอียดการปรับขึ้น ดังนี้

    • เส้นทางระยะสั้น: ปรับเพิ่มเป็น 290 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 1,180 บาท) จากเดิม 142 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 578 บาท)
    • เส้นทางระยะกลาง: ปรับเพิ่มเป็น 541 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 2,200 บาท) จากเดิม 264 ดอลลาร์ฮ่อง (ประมาณ 1,070 บาท)
    • เส้นทางระยะไกล: ปรับเพิ่มขึ้นกว่าหนึ่งเท่าตัว เป็น 1,164 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 4,700 บาท) จากเดิม 569 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 2,300 บาท)

ทั้งนี้ทางสายการบินระบุว่ามีการทบทวนค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้วเพื่อให้มีความสอดคล้องกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานในตลาดโลก

วิกฤตจากสงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ราคาสินค้าด้านพลังงานของโลก ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหลังจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ขู่ว่าจะมีการปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทำให้ราคาน้ำมันเครื่องบินเฉลี่ยทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยดัชนีพลาตส์ (Platts) รายงานว่าราคาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (9 มี.ค.) พุ่งแตะ 173.91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 5,500 บาท

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบไปยังสายการบินอื่นทั่วโลก โดยสายการบินฮ่องกง แอร์ไลน์ (Hong Kong Airlines) ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันสูงสุดถึง 35.2% ตั้งแต่วันนี้ (12 มี.ค.) เป็นต้นไป 

รวมไปถึงสายการบินแควนตัส (Qantas Airways) ของออสเตรเลีย และแอร์นิวซีแลนด์ (Air New Zealand) ที่ต่างเตรียมปรับขึ้นราคาค่าโดยสารในเส้นทางบินระหว่างประเทศภายในสัปดาห์นี้เช่นกัน ในขณะที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่ามีความจำเป็นต้องปรับขึ้นค่าโดยสารราว 10% ถึง 15% 

ส่วนสายการบินเวียดนาม แอร์ไลน์ (Vietnam Airlines) ได้ทำเรื่องร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพื่อขอยกเว้นภาษีสิ่งแวดล้อมสำหรับน้ำมันเครื่องบินเพื่อลดภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงแล้ว

อย่างไรก็ตามสายการบินบางแห่งในยุโรปยังสามารถรับมือกับวิกฤตนี้ได้ในระยะสั้น เนื่องจากมีการทำสัญญาซื้อน้ำมันล่วงหน้าในราคาคงที่ (Hedging) เอาไว้แล้ว โดยสายการบินลุฟท์ฮันซ่า (Lufthansa) ของเยอรมนีเผยว่าได้สำรองน้ำมันไว้ถึง 80% ของความต้องการใช้ตลอดทั้งปี ขณะที่แอร์ฟรานซ์-เคแอลเอ็ม (Air France-KLM) สามารถตกลงราคาคงที่ไว้ได้ 70% สำหรับสองไตรมาสแรก และ 60% สำหรับไตรมาสถัดไป เช่นเดียวกับสายการบินราคาประหยัดอย่างไรอันแอร์ (Ryanair) ของไอร์แลนด์ก็มีการสำรองน้ำมันไว้ในสัดส่วนที่สูงเช่นกัน

ในทางกลับกัน สายการบินเอสเอเอส (SAS) ซึ่งเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในสแกนดิเนเวีย กลับต้องประกาศปรับขึ้นราคาค่าโดยสารชั่วคราวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากราคาต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน.

ที่มา: CNA