GC ยันเดินเครื่องผลิตต่อเนื่อง ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง มั่นใจส่งมอบสินค้าหนุนภาคอุตสาหกรรมไทย

GC ยันเดินเครื่องผลิตต่อเนื่อง ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง มั่นใจส่งมอบสินค้าหนุนภาคอุตสาหกรรมไทย

13 มี.ค. 2569 11:25 น.

GC ยันเดินเครื่องผลิตต่อเนื่อง ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง มั่นใจส่งมอบสินค้าหนุนภาคอุตสาหกรรมไทย

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 – บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ยังคงเดินเครื่องการผลิตอย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตและการจัดหาวัตถุดิบ เพื่อดูแลการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความรุนแรงและผันผวน ซึ่งส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานและวัตถุดิบทั่วโลกตึงตัวจากกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมที่ลดลง โดย GC ได้สื่อสารและทำงานร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบตลอดทั้ง Value Chain และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทยสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

 ในปัจจุบัน GC ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังรักษาระดับการเดินโรงงานได้ตามแผนการผลิตและส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า พร้อมดำเนินมาตรการบริหารจัดการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความผันผวนของราคา การจัดหาและบริหารวัตถุดิบ การบริหารสินค้าคงคลัง การผลิต และการจำหน่ายสินค้า รวมถึงการบริหารงบประมาณและค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น 

นอกจากนี้ GC พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ และทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) รวมถึงประสานความร่วมมือกับกลุ่ม ปตท. เพื่อติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ความผันผวนครั้งนี้ไปด้วยกัน

นักวิเคราะห์ชี้ แถลงการณ์ครั้งแรกของผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ สะท้อนความต่อเนื่องของนโยบายสายแข็ง

นักวิเคราะห์ชี้ แถลงการณ์ครั้งแรกของผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ สะท้อนความต่อเนื่องของนโยบายสายแข็ง

13 มี.ค. 2569 11:16 น.

นักวิเคราะห์ชี้ แถลงการณ์ครั้งแรกของผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ สะท้อนความต่อเนื่องของนโยบายสายแข็ง

นักวิเคราะห์ชี้ แถลงการณ์ครั้งแรกหลังรับตำแหน่งของ “โมจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ประกาศเดินหน้าสู้ศัตรู-ใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือกดดัน สะท้อนความต่อเนื่องของนโยบายสายแข็ง

วันที่ 12 มีนาคม 2469 โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ออกแถลงการณ์ครั้งแรกผ่านสถานีโทรทัศน์ Press TV หลังรับตำแหน่ง โดยเรียกร้องให้ชาวอิหร่านรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวในช่วงสงคราม พร้อมย้ำว่าอิหร่านจะเดินหน้าต่อสู้กับศัตรูต่อไป และเตือนว่าฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคควรถูกปิดทันที มิฉะนั้นจะตกเป็นเป้าหมายโจมตี 

ผู้นำอิหร่านยังระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก จะยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันศัตรูของอิหร่าน พร้อมระบุว่ากลุ่มติดอาวุธพันธมิตรใน เยเมน และ อิรัก อาจเข้าร่วมสนับสนุนการต่อสู้ของอิหร่าน 

โดยคำปราศรัยครั้งแรกของ โมจตาบา คาเมเนอี หลังขึ้นดำรงตำแหน่ง ถูกมองว่าเป็นสัญญาณสำคัญต่อทิศทางสงครามในตะวันออกกลาง โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าเนื้อหาส่วนใหญ่สะท้อนแนวคิด ความต่อเนื่องและการต่อต้าน จากยุคของบิดา

อย่างไรก็ตาม ผู้นำสูงสุดคนใหม่ออกแถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ โดยให้ผู้ประกาศข่าวเป็นคนอ่านออกอากาศแทน อาจสะท้อนทั้งข้อจำกัดด้านสุขภาพและการจัดวางบทบาททางการเมืองในช่วงสงคราม ขณะที่กลไกด้านความมั่นคงของรัฐ โดยเฉพาะ IRGC ยังคงเป็นกำลังหลักที่ขับเคลื่อนการตอบโต้ของอิหร่านในเวลานี้.

ขณะที่นักวิชาการจากสถาบันตะวันออกกลาง ให้สัมภาษณ์อัลจาซีรา ว่าเนื้อหาคำปราศรัยของผู้นำคนใหม่ เน้นการสานต่อแนวทางเดิมของบิดา มากกว่าการส่งสัญญาณเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า หากโมจตาบาต้องการสร้างภาพลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เขาจะต้องอาศัยบทบาทของ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม IRGC ซึ่งเป็นกำลังหลักในสงครามครั้งนี้.

ที่มา Guardian

Netflix ประกาศสร้างภาคต่อ “KPop Demon Hunters” แอนิเมชันระดับปรากฏการณ์

Netflix ประกาศสร้างภาคต่อ "KPop Demon Hunters" แอนิเมชันระดับปรากฏการณ์

13 มี.ค. 2569 11:15 น.

Netflix ประกาศสร้างภาคต่อ “KPop Demon Hunters” แอนิเมชันระดับปรากฏการณ์

Netflix ยืนยันเตรียมสร้างภาคต่อของ “KPop Demon Hunters” หลังภาพยนตร์แอนิเมชันแนวเคป๊อปปราบปีศาจกลายเป็นหนังที่มีผู้ชมสูงสุดในประวัติศาสตร์ของแพลตฟอร์ม ที่กวาดรางวัลสำคัญระดับโลกและมีลุ้นรางวัลใหญ่บนเวทีออสการ์อาทิตย์นี้ ขณะที่ทีมผู้สร้างเผยเรื่องราวยังมีอีกมากให้ต่อยอด

Netflix ประกาศข่าวดีอย่างเป็นทางการสำหรับการสร้างภาคต่อของ “KPop Demon Hunters” ภาพยนตร์แอนิเมชันที่ขึ้นแท่นเป็นคอนเทนต์ที่มีผู้ชมสูงสุดตลอดกาลของแพลตฟอร์ม ด้วยสถิติยอดการเข้าชมมากกว่า 480 ล้านครั้งภายในเวลาเพียงครึ่งปีนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อฤดูร้อนปีที่ผ่านมา

โปรเจกต์ภาคต่อนี้ถือเป็นผลงานแรกภายใต้ข้อตกลงพิเศษระยะเวลาหลายปีระหว่าง Netflix และสองผู้กำกับคู่บุญ แม็กกี้ คัง และ คริส แอปเพลแฮนส์ แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีการประกาศวันฉายที่แน่นอน แต่การยืนยันนี้ก็สร้างความตื่นเต้นให้แก่แฟนคลับทั่วโลก

ประกาศนี้มีขึ้นในช่วงเวลาที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เนื่องจาก KPop Demon Hunters กำลังเป็นตัวเก็งสำคัญบนเวทีออสการ์ที่จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์นี้ โดยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 2 รางวัลใหญ่ ได้แก่ สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม โดยมีคู่แข่งอย่าง Zootopia 2 และ Elio และ สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ก่อนหน้านี้ เพลงประกอบสุดฮิตอย่าง “Golden” ได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นเพลงเค-ป๊อป เพลงแรกที่คว้ารางวัลแกรมมีในสาขาเพลงประกอบสื่อบันเทิงยอดเยี่ยม รวมถึงกวาดรางวัลจากเวทีลูกโลกทองคำมาแล้ว นอกจากนี้ยังสร้างสถิติพุ่งทะยานสู่อันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 อีกด้วย

แม็กกี้ คัง ผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า “ในฐานะคนทำหนังชาวเกาหลี ฉันรู้สึกภูมิใจมากที่ผู้ชมต้องการชมเรื่องราวและตัวละครเกาหลีของเรามากขึ้น โลกที่เราสร้างขึ้นยังมีอะไรให้ค้นหาอีกมาก และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น”

ด้าน “อีแจ” (Ejae) นักร้องผู้พากย์เสียงร้องของตัวละคร “รูมิ” และร่วมเขียนเพลง Golden กล่าวว่า ในภาคต่อนี้เธอหวังจะนำเสนอสไตล์ดนตรีและแง่มุมของเกาหลีที่หลากหลายขึ้น “เกาหลีมีแนวดนตรีที่เยอะมาก ฉันหวังว่าจะได้แสดงด้านใหม่ๆ ให้โลกเห็น” เธอกล่าวเสริม

แม้ความสำเร็จจะดูรวดเร็ว แต่ภาพยนตร์ภาคแรกใช้เวลาพัฒนานานถึง 7 ปี ตั้งแต่เริ่มเสนอโปรเจกต์จนถึงวันเข้าฉาย โดยจุดเด่นที่ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม คือการผสมผสานความเป็นสากลเข้ากับอัตลักษณ์ของเกาหลีอย่างลงตัว ทั้งเรื่องของอาหาร ภาษา และสัญลักษณ์ต่างๆ แม้จะเป็นการผลิตโดยทีมงานฝั่งอเมริกาก็ตาม

สำหรับเนื้อเรื่องในภาคแรก เป็นการติดตามชีวิตของ รูมิ, มิรา และ โซอี้ สามสาวสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ป Huntr/x ที่ต้องรับมือกับชีวิตเบื้องหน้าอันโด่งดัง และชีวิตเบื้องหลังที่เป็นนักล่าปีศาจ ซึ่งในภาคต่อนี้ มาร์ค ซอนเนนบลิค ผู้เขียนเพลง ระบุว่าขณะนี้กระบวนการพัฒนากำลังเริ่มต้นขึ้น โดยจะเน้นไปที่การสร้างโครงเรื่องให้แข็งแรงก่อนที่จะเริ่มเขียนเพลงใหม่เพื่อให้ดนตรีสอดรับกับเนื้อหาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด.

ที่มา BBC

ระเบิดสนั่นหลายจุดในกรุงเตหะราน เจ้าหน้าที่กาชาดอิหร่านบาดเจ็บ 3 ราย

 ระเบิดสนั่นหลายจุดในกรุงเตหะราน เจ้าหน้าที่กาชาดอิหร่านบาดเจ็บ 3 ราย

13 มี.ค. 2569 09:55 น.

ระเบิดสนั่นหลายจุดในกรุงเตหะราน เจ้าหน้าที่กาชาดอิหร่านบาดเจ็บ 3 ราย

เสียงระเบิดรุนแรงดังหลายครั้งในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่านในช่วงเช้าวันศุกร์ โดยสื่อของรัฐระบุว่าแรงระเบิดเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของเมือง และมีเจ้าหน้าที่กาชาดอิหร่านบาดเจ็บอย่างน้อย 3 ราย

สื่อทางการรายงานว่า เหตุโจมตีทางอากาศเกิดขึ้นราวเวลา 05.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ในพื้นที่เขตตะวันออกของกรุงเตหะราน โดย Fars News Agency ระบุว่าแรงระเบิดรุนแรงจนประชาชนหลายพื้นที่รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของบ้านเรือน ขณะที่ Tasnim News Agency รายงานว่า ยังมีเสียงระเบิดหนักในพื้นที่ตอนใต้ของเมืองด้วย

ด้านสมาคมเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่านเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ขององค์กร 3 คนได้รับบาดเจ็บจากเหตุโจมตีบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทางบนทางด่วนเตหะราน–กุม ซึ่งเป็นทางออกสำคัญจากกรุงเตหะรานไปยังเมืองกอม

รายงานระบุว่า จุดช่วยเหลือของกาชาดในพื้นที่ได้รับความเสียหาย และผู้บาดเจ็บทั้งสามถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

หนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บเปิดเผยกับสื่อของรัฐว่า เขาได้ยินเสียงเครื่องบินรบบินอยู่เหนือศีรษะ ก่อนจะเกิดแรงโจมตีสองครั้งพร้อมกัน และแรงระเบิดระลอกที่สามทำให้เขาถูกแรงอัดจนล้มลงกับพื้น

ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดครั้งนี้ ขณะที่สถานการณ์ในกรุงเตหะรานยังคงตึงเครียด.

ที่มา : CNN

จับคาสนามบิน! หนุ่มจีนลักลอบขน “มดนางพญา” กว่า 2,000 ตัวออกจากเคนยา

จับคาสนามบิน! หนุ่มจีนลักลอบขน “มดนางพญา” กว่า 2,000 ตัวออกจากเคนยา

13 มี.ค. 2569 09:41 น.

จับคาสนามบิน! หนุ่มจีนลักลอบขน “มดนางพญา” กว่า 2,000 ตัวออกจากเคนยา

เจ้าหน้าที่เคนยาจับกุมชายชาวจีนที่สนามบินหลักของประเทศ หลังพยายามลักลอบขน “มดนางพญา” กว่า 2,000 ตัวออกนอกประเทศไปยังจีน เชื่อเป็นตัวการสำคัญของเครือข่ายลักลอบค้าสัตว์ป่าหายาก

ผู้ต้องสงสัยชื่อนาย จาง เค่อฉวิน ถูกจับกุมระหว่างการตรวจความปลอดภัยที่สนามบินนานาชาติ โจโม เคนยัตตา ในกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา หลังเจ้าหน้าที่พบมดมีชีวิตจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทางที่เตรียมส่งไปยังจีน

อัยการเปิดเผยในศาลว่า ภายในกระเป๋าของเขาพบนางพญา หรือมดราชินี จำนวนถึง 1,948 ตัว บรรจุอยู่ในหลอดทดลองแบบพิเศษ และยังพบมดมีชีวิตอีกกว่า 300 ตัวซ่อนอยู่ในม้วนกระดาษทิชชูรวมทั้งหมดมากกว่า 2,000 ตัว

มดชนิดดังกล่าวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Messor cephalotes ซึ่งเป็นมดเก็บเกี่ยวขนาดใหญ่ของแอฟริกา และอยู่ภายใต้การคุ้มครองของข้อตกลงด้านความหลากหลายทางชีวภาพระหว่างประเทศ ทำให้การค้าขายต้องได้รับอนุญาตอย่างเข้มงวด

เจ้าหน้าที่จากหน่วยพิทักษ์ป่าเคนยา  หรือ KWS ระบุว่า ความต้องการมดชนิดนี้เพิ่มขึ้นในยุโรปและเอเชีย เนื่องจากนักสะสมบางกลุ่มนิยมเลี้ยงมดหายากเป็นสัตว์เลี้ยงในตลาดสัตว์แปลก

อัยการยังขอให้ศาลอนุญาตตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้ต้องสงสัย ทั้งโทรศัพท์และแล็ปท็อป เพื่อหาหลักฐานเชื่อมโยงกับเครือข่ายลักลอบค้าสัตว์ป่า

เจ้าหน้าที่ KWS ระบุว่า คดีนี้อาจเชื่อมโยงกับขบวนการค้ามดนางพญาที่ถูกปราบปรามในเคนยาเมื่อปีที่แล้ว โดยเชื่อว่า จาง เค่อฉวิน อาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายดังกล่าว แต่เคยหลบหนีออกจากประเทศโดยใช้หนังสือเดินทางอีกเล่ม

ขณะนี้ศาลอนุญาตให้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเป็นเวลา 5 วัน เพื่อให้ตำรวจขยายผลสอบสวนเพิ่มเติม และเจ้าหน้าที่คาดว่าอาจมีการจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มในเมืองอื่น ๆ ของเคนยา

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ศาลเคนยาเคยตัดสินจำคุกชาย 4 คน รวมถึงชาวเบลเยียมและเวียดนาม จากความพยายามลักลอบขนมดราชินีหลายพันตัวออกนอกประเทศ ซึ่งถือเป็นคดีแรกในลักษณะนี้

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า มดเก็บเกี่ยวแอฟริกามีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ เนื่องจากช่วยปรับปรุงคุณภาพดินและรักษาความสมดุลของความหลากหลายทางชีวภาพ การนำออกจากธรรมชาติในปริมาณมากอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว.

ที่มา : BBC

แตกตื่น! ไฟไหม้ห้องซักรีดเรือ “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด” ในทะเลแดง ลูกเรือเจ็บ 2 ราย

แตกตื่น! ไฟไหม้ห้องซักรีดเรือ "ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด" ในทะเลแดง ลูกเรือเจ็บ 2 ราย

13 มี.ค. 2569 09:10 น.

แตกตื่น! ไฟไหม้ห้องซักรีดเรือ “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด” ในทะเลแดง ลูกเรือเจ็บ 2 ราย

เกิดเหตุไฟไหม้บนเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด” เรือที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพสหรัฐ ขณะปฏิบัติภารกิจในทะเลแดง มีลูกเรือได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ยืนยันเรือยังปฏิบัติการได้ตามปกติ

กองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐเปิดเผยว่า เกิดเหตุไฟไหม้ในพื้นที่ห้องซักรีดหลักของเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด” (USS Gerald R. Ford) โดยเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ลูกเรือทั้งสองคนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและอยู่ในอาการคงที่ แต่ยืนยันว่าเหตุไฟไหม้ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ 

เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้มีระวางขับน้ำราว 100,000 ตัน และมีลูกเรือประมาณ 4,500 นาย ถือเป็นเรือรบที่ทันสมัยและมีขนาดใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือสหรัฐ ซึ่งยังคงปฏิบัติภารกิจในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง 

ปัจจุบันเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด”  กำลังปฏิบัติภารกิจในทะเลแดง หลังเคลื่อนกำลังจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนลงมาทางใต้ ภายหลังสหรัฐเริ่มปฏิบัติการโจมตีต่ออิหร่าน 

การเดินเรือครั้งนี้ถือเป็นภารกิจที่ยาวนานและซับซ้อน โดยเรือได้ออกจากฐานทัพที่เมืองนอร์ฟอล์ก รัฐเวอร์จิเนีย ตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ก่อนเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังยุโรป จากนั้นกลับไปยังแคริบเบียนเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการในเวเนซุเอลา ก่อนถูกส่งกลับมายังตะวันออกกลางอีกครั้ง 

เหตุไฟไหม้ครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นกับเรือบรรทุกเครื่องบินมูลค่ากว่า 13,000 ล้านดอลลาร์ลำนี้ ก่อนหน้านี้สื่อสหรัฐรายงานว่าเรือลำดังกล่าวประสบปัญหาระบบท่อสุขาภิบาลและห้องน้ำหลายครั้ง จนต้องเรียกช่างภายนอกเข้าซ่อมบำรุงหลายสิบครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

ในขณะเดียวกัน กองทัพสหรัฐยังมีเรือบรรทุกเครื่องบินอีกลำคือ ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) ที่ถูกส่งไปประจำการในตะวันออกกลางเช่นกัน เพื่อเสริมกำลังทางทหารในภูมิภาคที่กำลังเผชิญความตึงเครียดด้านความมั่นคง.

ที่มา : Reuters

สหรัฐไฟเขียวซื้อน้ำมันรัสเซียชั่วคราว หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ ท่ามกลางสงคราม

สหรัฐไฟเขียวซื้อน้ำมันรัสเซียชั่วคราว หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ ท่ามกลางสงคราม

13 มี.ค. 2569 08:47 น.

สหรัฐไฟเขียวซื้อน้ำมันรัสเซียชั่วคราว หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ ท่ามกลางสงคราม

รัฐบาลสหรัฐออกใบอนุญาตพิเศษแบบจำกัด อนุญาตให้บางประเทศสามารถซื้อน้ำมันของรัสเซียได้ชั่วคราว โดยมาตรการดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามกับอิหร่าน

รายงานระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปิดตลาดสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2022 ขณะที่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก

ด้าน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการอนุญาตชั่วคราวเพื่อช่วยให้สามารถระบายอุปทานน้ำมันที่กำลังลอยลำอยู่กลางทะเล โดยเขาระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า “เพื่อเพิ่มการเข้าถึงอุปทานน้ำมันในตลาดโลก กระทรวงการคลังสหรัฐได้ออกใบอนุญาตชั่วคราวให้ประเทศต่าง ๆ สามารถซื้อน้ำมันรัสเซียที่กำลังติดค้างอยู่ในทะเลได้”

อย่างไรก็ตาม เบสเซนต์ย้ำว่า มาตรการนี้มีขอบเขตจำกัดและเป็นเพียงระยะสั้น โดยใช้เฉพาะกับน้ำมันที่ถูกบรรทุกลงเรือแล้วเท่านั้น และจะไม่สร้างผลประโยชน์ทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญให้กับรัฐบาลรัสเซีย เนื่องจากรายได้หลักจากพลังงานของรัสเซียมาจากภาษีที่เรียกเก็บตั้งแต่ขั้นตอนการสกัด

ใบอนุญาตดังกล่าว ซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ครอบคลุมเฉพาะน้ำมันดิบหรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของรัสเซียที่ถูกบรรทุกขึ้นเรือภายในวันที่ 12 มีนาคม และอนุญาตให้ดำเนินการซื้อขายหรือขนส่งได้จนถึงวันที่ 11 เมษายน

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สงครามระหว่างอิหร่านกับฝ่ายตรงข้ามเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง และส่งผลให้การเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราวหนึ่งในห้าของโลก ต้องหยุดชะงักอย่างมีนัยสำคัญ

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่นักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ และผู้ค้าพลังงานเตือนว่า แม้สงครามจะยุติลงอย่างรวดเร็ว ก็ไม่ได้หมายความว่าเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานได้ทันที.

ที่มา : CNN

เครื่องบินเติมน้ำมันสหรัฐฯ ตกในอิรัก ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

เครื่องบินเติมน้ำมันสหรัฐฯ ตกในอิรัก ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

13 มี.ค. 2569 05:49 น.

เครื่องบินเติมน้ำมันสหรัฐฯ ตกในอิรัก ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

เครื่องบินเติมน้ำมันของกองทัพสหรัฐฯ ตกในอิรัก โดยยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุแน่ชัด แต่กองบัญชาการกลางยืนยันว่า ไม่ได้เป็นผลจากการยิงของฝ่ายศัตรูหรือการยิงกันเอง

เมื่อ 12 มี.ค. 2569 กองทัพสหรัฐฯ แถลงว่า เครื่องบินเติมน้ำมันรุ่น KC-135 Stratotanker ประสบอุบัติเหตุตก ในพื้นที่ทางตะวันตกของอิรักเมื่อวันพฤหัสบดี โดยยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ “ไม่ได้เกิดจากการยิงของฝ่ายศัตรูหรือการยิงกันเอง” อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์ยังไม่ได้ระบุสาเหตุที่แน่ชัด และไม่บอกว่ามีบาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่

แถลงการณ์จากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในน่านฟ้าฝ่ายพันธมิตรระหว่างปฏิบัติการ “อีปิก ฟิวรี” (Epic Fury) และขณะนี้ความพยายามในการกู้ภัยกำลังดำเนินอยู่

นอกจากเครื่องบินเติมน้ำมันลำที่ตกแล้ว ยังมีเครื่องบินเกี่ยวข้องในเหตุการณ์นี้ด้วยอีก 2 ลำ ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยกับ CNN ว่าเครื่องบินลำที่สองนั้นเป็นรุ่น KC-135 เช่นกัน และสามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย

กองทัพสหรัฐฯ ระบุอีกว่า จะเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อสถานการณ์คืบหน้า และขอความกรุณาให้รอคอยในขณะที่กำลังรวบรวมรายละเอียด “เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนแก่ครอบครัวของเหล่าทหาร”

ทั้งนี้ ตามปกติแล้วเครื่องบิน KC-135 จะมีลูกเรือ 3 ถึง 4 นาย ประกอบด้วย นักบิน, นักบินผู้ช่วย และเจ้าหน้าที่ควบคุมการเติมน้ำมัน ซึ่งทำหน้าที่เติมน้ำมันให้เครื่องบินลำอื่นกลางอากาศ นอกจากนี้บางภารกิจอาจต้องมีเจ้าหน้าที่นำร่องร่วมด้วย

นี่นับเป็นการสูญเสียเครื่องบินในปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน เพิ่งเกิดเหตุเครื่องบินขับไล่ F-15E Strike Eagle จำนวน 3 ลำ ถูกพวกเดียวกันยิงตกเหนือน่านฟ้าคูเวต แต่ลูกเรือทั้ง 6 คน สามารถดีดตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

คนร้ายตายแล้ว หลังโจมตีโบสถ์ยิวในดีทรอยต์ ช็อกพบระเบิดเต็มท้ายรถ

คนร้ายตายแล้ว หลังโจมตีโบสถ์ยิวในดีทรอยต์ ช็อกพบระเบิดเต็มท้ายรถ

13 มี.ค. 2569 05:03 น.

คนร้ายตายแล้ว หลังโจมตีโบสถ์ยิวในดีทรอยต์ ช็อกพบระเบิดเต็มท้ายรถ

คนร้ายผู้ก่อเหตุขับรถพุ่งชนโบสถ์ยิวในเมืองดีทรอยต์เสียชีวิตแล้ว หลังยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย โดยมีการพบวัตถุระเบิดปริมาณมากในท้ายรถของผู้ต้องสงสัยด้วย

เมื่อ 12 มี.ค. 2569 เจ้าหน้าที่สหรัฐ เปิดเผยว่า ชายผู้ก่อเหตุขับรถพุ่งชนโบสถ์ยิว “เทมเพิล อิสราเอล” (Temple Israel) ในเขตเวสต์ บลูมฟิลด์ ของเมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน เสียชีวิตแล้ว หลังปะทะกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

นายไมเคิล บูชาร์ด นายอำเภอเขตโอ๊คแลนด์ เคาน์ตี ระบุว่ารถยนต์ของผู้ต้องสงสัยขับมาถึงโบสถ์ เทมเพิล อิสราเอล ซึ่งมีศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอยู่ภายใน จากนั้นจึงพุ่งชนประตูบุกเข้าไปในตัวอาคารแล้วขับไปตามโถงทางเดินจนเข้าไปถึง “พื้นที่ด้านในสุด” ของตัวอาคาร

เมื่อผู้ต้องสงสัยบุกเข้ามาภายในโบสถ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหลายนายที่อยู่ในที่เกิดเหตุได้เผชิญหน้าและเกิดการยิงปะทะกันส่งผลให้คนร้ายเสียชีวิต แต่นายบูชาร์ดไม่ยืนยันว่าผู้ต้องสงสัยเสียชีวิตอย่างไร ขณะที่แหล่งข่าวบอกกับสำนักข่าว CNN ว่า ร่างของผู้ต้องสงสัยถูกไฟคลอกอย่างหนัก เนื่องจากมีบางอย่างเกิดไฟไหม้ภายในรถ

ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้มีปืนไรเฟิลในครอบครอง จากนั้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยก็พบสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็น วัตถุระเบิดปริมาณมาก อยู่ที่หลังรถคันที่ก่อเหตุ

เหตุการณ์นี้ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์เป็นกลุ่มแรก ถูกรถชนได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 8 ราย ซึ่งขณะนี้ทั้งหมดกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาลท้องถิ่น 2 แห่ง โดยไม่มีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับอาการของพวกเขา

ในระหว่างเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดำเนินการอพยพเด็กนักเรียน, บุคลากรของโรงเรียน และผู้คนในโบสถ์แห่งนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าสามารถระบุตัวตนและช่วยเหลือทุกคนที่อยู่ในอาคารออกมาได้ครบถ้วนแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอน การส่งตัวเด็กๆ คืนสู่ครอบครัว

นายบูชาร์ดยืนยันว่า ไม่มีเด็กหรือบุคลากรในโรงเรียนได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

หลังเกิดเหตุ มีการระดมสุนัขดมกลิ่นระเบิดและเจ้าหน้าที่เทคนิคจำนวนมากลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบรถยนต์และกำจัดวัตถุระเบิดรวมถึงภัยคุกคามอื่นๆ ในขณะที่ทางการท้องถิ่นสั่งเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยรอบพื้นที่ของชุมชนชาวยิวในเวสต์ บลูมฟิลด์ เพิ่มความปลอดภัยขึ้นสูงสุด

ทั้งนี้ ข้อมูลจากองค์กร Anti-Defamation League ระบุว่า กระแสการต่อต้านชาวยิว (Antisemitism) พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ท่ามกลางภาวะสงครามในตะวันออกกลาง และเหตุการณ์ในมิชิแกนครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการโจมตีสมาชิกชุมชนชาวยิวที่เกิดขึ้นหลายครั้งก่อนหน้า

นายบูชาร์ดอ้างว่า เขาได้หารือกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดความรุนแรงมาตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้โบสถ์ยิวแห่งนี้มีการเตรียมพร้อมและมีหน่วยรักษาความปลอดภัยที่สามารถ “เข้าจัดการกับภัยคุกคาม” ได้ทันที

อนึ่ง ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ Temple Israel เรียกตัวเองว่าเป็นโบสถ์ยิวนิกายปฏิรูปที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยมีสมาชิกกว่า 12,000 คน ภายในมีศูนย์การศึกษาปฐมวัย และมีโปรแกรมการศึกษาสำหรับครอบครัวและผู้ใหญ่

เว็บไซต์ระบุว่าโบสถ์แห่งนี้ “มีความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือชุมชนชาวยิวทั่วโลก” และมีพันธกิจในการ “สร้างชุมชนผ่านมุมมองของศาสนายิวสายปฏิรูป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กกต.เนปาลเผย พรรค RSP ของ “บาลานดรา ชาห์” ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

กกต.เนปาลเผย พรรค RSP ของ “บาลานดรา ชาห์” ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

13 มี.ค. 2569 03:47 น.

กกต.เนปาลเผย พรรค RSP ของ “บาลานดรา ชาห์” ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

พรรค RSP ของนายบาลานดรา ชาห์ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเนปาล ชนะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างถล่มทลาย เกือบครองเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด

เมื่อ 12 มี.ค. 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งของประเทศเนปาลเปิดเผยผลการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาออกมาแล้ว โดยปรากฏว่าพรรค “ราษฎริยสวตันตระ” (Rashtriya Swatantra – RSP) ซึ่งเป็นพรรคสายกลางของนายบาลานดรา ชาห์ อดีตแรปเปอร์ที่ผันตัวมาเป็นนักการเมือง สามารถคว้าเก้าอี้ในสภาได้ถึง 182 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากสำเร็จ

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) ชุดใหม่จำนวน 275 ที่นั่ง โดยแบ่งเป็นที่นั่งจากการเลือกตั้งโดยตรง 165 ที่นั่ง และจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (สัดส่วน) อีก 110 ที่นั่ง

ในวันพฤหัสบดี นายนารายัน ปราสาท ภัตตาไร โฆษกคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงว่า “การนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร… ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว”

โดยในระบบเลือกตั้งโดยตรง พรรค RSP คว้าไปได้ 125 จาก 165 ที่นั่ง และได้เพิ่มอีก 57 ที่นั่งจากระบบบัญชีรายชื่อ ส่งผลให้พรรคขาดอีกเพียง 2 ที่นั่งเท่านั้นก็จะครองเสียงข้างมากเด็ดขาดแบบ 2 ใน 3

ส่วนพรรคคู่แข่งอย่าง “เนปาลี คองเกรส” (Nepali Congress) ซึ่งเคยเป็นพรรคใหญ่ที่สุดในสภาชุดก่อน ได้ไปเพียง 38 ที่นั่ง ส่วนพรรคมาร์กซิสต์ (CPN-UML) ของนายเคพี ชาร์มา โอลี อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ไปเพียง 25 ที่นั่ง ขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (ลัทธิเหมา) ได้ไป 7 ที่นั่ง

นายภัตตาไรกล่าวเสริมว่า “ในวันนี้ได้มีการส่งจดหมายไปยังพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คัดเลือกรายชื่อผู้สมัครและเสนอต่อคณะกรรมการภายใน 3 วัน”

นี่ถือเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของเนปาลนับตั้งแต่เหตุการณ์ประท้วงต่อต้านคอร์รัปชันโดยกลุ่มเยาวชนเจนซี (Gen Z) เมื่อเดือนกันยายน 2568 ซึ่งบานปลายจนกลายเป็นเหตุรุนแรงและนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลชุดก่อน

กว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองของเนปาลตกอยู่ในวงจรของรัฐบาลผสมที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นสู่อำนาจ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกครอบงำโดยพรรคการเมืองใหญ่ 3 พรรค โดย 2 ใน 3 นั้นเป็นพรรคคอมมิวนิสต์

การเลือกตั้งในครั้งนี้จึงกลายเป็นบททดสอบสำคัญว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มเจนซี จะประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวคนทั้งประเทศได้หรือไม่ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะให้คนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านบททดสอบเข้ามากำหนดอนาคต หรือว่าเหล่านักการเมืองรุ่นใหญ่ระดับแถวหน้า ผู้ซึ่งครองอำนาจมานานหลายทศวรรษ จะยังคงรักษาเก้าอี้เอาไว้ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna