สเปนถอนทูตจากอิสราเอล ไม่ได้หนุนอิหร่าน แต่สะท้อนท่าทีต้านสงครามที่แข็งกร้าวขึ้น

สเปนถอนทูตจากอิสราเอล ไม่ได้หนุนอิหร่าน แต่สะท้อนท่าทีต้านสงครามที่แข็งกร้าวขึ้น

12 มี.ค. 2569 14:58 น.

สเปนถอนทูตจากอิสราเอล ไม่ได้หนุนอิหร่าน แต่สะท้อนท่าทีต้านสงครามที่แข็งกร้าวขึ้น

นักวิเคราะห์ชี้ ความเคลื่อนไหวรัฐบาลสเปนประกาศถอนทูตอิสราเอล ไม่ใช่การเข้าข้างอิหร่าน แต่เป็นสัญญาณการเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลนายกฯ เปโดร ซานเชซ ที่แสดงจุดยืนต่อต้านสงครามชัดขึ้น

วันที่ 12 มีนาคม 2569  รัฐบาลสเปนตัดสินใจถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอล ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยนักวิเคราะห์มองว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าสเปนหันไปสนับสนุนอิหร่าน แต่สะท้อนท่าทีต่อต้านสงครามที่แข็งกร้าวขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศที่เริ่มก่อตัวมาหลายปีของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ที่แสดงจุดยืนต่อต้านสงครามชัดขึ้น

โดยคำสั่งถอนทูตมีการเผยแพร่ผ่านราชกิจจานุเบกษาของรัฐบาล มีเนื้อความระบุให้ยุติการดำรงตำแหน่งของอานา มาเรีย ซาโลมอน เปเรซ เอกอัครราชทูตสเปนประจำอิสราเอล ตามข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศและการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากนี้สถานเอกอัครราชทูตสเปนในนครเทลอาวีฟ จะอยู่ภายใต้การบริหารงานโดยอุปทูตชั่วคราว  

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สเปนเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่วิจารณ์นโยบายของอิสราเอลอย่างเปิดเผยมากที่สุด ทั้งต่อสงครามในฉนวนกาซา ตลอดจนความขัดแย้งที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน

ก่อนหน้านี้นายกฯ เปโดร ซานเชซ ระบุว่าการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นสิ่ง “ไม่อาจยอมรับได้” พร้อมประกาศจุดยืนของรัฐบาลว่า “ไม่เอาสงคราม” อย่างไรก็ตาม ท่าทีนี้ไม่ได้หมายความว่าสเปนสนับสนุนรัฐบาลอิหร่าน เพราะที่ผ่านมานายซานเชซยังวิจารณ์การปราบปรามผู้ประท้วงภายในอิหร่านและบทบาทของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามมาโดยตลอด

ขณะที่ ที่ผ่านมารัฐบาลสเปนยังเป็นหนึ่งในประเทศยุโรปที่ วิจารณ์ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในกาซาอย่างต่อเนื่อง และในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐสภาสเปนยังผ่านกฎหมาย ห้ามส่งออกอาวุธและเทคโนโลยีทางทหารให้กับอิสราเอลโดยสิ้นเชิง

มาตรการนี้รวมถึงการห้ามจำหน่ายอาวุธ อุปกรณ์ทางทหาร และเทคโนโลยีสองทาง (dual-use) เพื่อตอบโต้ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา”

นักวิเคราะห์มองว่า การถอนทูตครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มใหม่ของนโยบายต่างประเทศสเปน ที่พยายามแสดงบทบาททางการทูตในตะวันออกกลาง พร้อมย้ำจุดยืนด้านกฎหมายระหว่างประเทศและการแก้ไขความขัดแย้งด้วยการเจรจา

นอกจากนี้ การถอนทูตจึงถูกมองว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของการปรับท่าทีทางการทูตของสเปน ที่พยายามวางตัวเป็น เสียงวิจารณ์สงครามในยุโรป และผลักดันบเองทบาทของตนในฐานะตัวกลางทางการทูตในภูมิภาคตะวันออกกลาง.

ที่มา Euronews

อิรักสั่งหยุดส่งออกน้ำมันทันที หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีในอ่าวเปอร์เซีย

อิรักสั่งหยุดส่งออกน้ำมันทันที หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีในอ่าวเปอร์เซีย

12 มี.ค. 2569 14:13 น.

อิรักสั่งหยุดส่งออกน้ำมันทันที หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีในอ่าวเปอร์เซีย

รัฐบาลอิรัก สั่งระงับการดำเนินงานของท่าเรือน้ำมันทั้งหมด หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในน่านน้ำของประเทศ ส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงและทำให้สถานการณ์ความปลอดภัยทางพลังงานตึงเครียด

ฟาร์ฮาน อัล-ฟาร์ตูซี ผู้อำนวยการบริษัทท่าเรือของอิรัก เปิดเผยกับสำนักข่าวแห่งชาติอิรักเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ขณะนี้ การดำเนินงานที่ท่าเรือน้ำมันของอิรักถูกระงับทั้งหมด ขณะที่ท่าเรือพาณิชย์ทั่วไปยังคงเปิดให้บริการตามปกติ

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำถูกโจมตีในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย จนเกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง โดยมีลูกเรือเสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และอีก 38 คนได้รับการช่วยเหลือ

รายงานระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เชื่อว่าเกิดจาก โดรนทางน้ำของอิหร่าน ที่พุ่งเข้าชนเรือบรรทุกน้ำมัน

โดยนับตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา มีรายงานเหตุโจมตีเรือในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียแล้วอย่างน้อย 6 ลำ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมันโลก ทำให้เหตุโจมตีเรือหลายลำในช่วงเวลาสั้น ๆ ส่งผลให้ตลาดพลังงานและการค้าทางทะเลทั่วโลกจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ด้านบริษัทการตลาดน้ำมันของอิรัก State Organization for Marketing of Oil (SOMO) ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของอิรักโดยตรง เนื่องจากประเทศพึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นรายได้หลักของประเทศ.

ที่มา : CNN

กต.ไทยเรียกเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าชี้แจง กรณีโจมตีเรือไทย

กต.ไทยเรียกเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าชี้แจง กรณีโจมตีเรือไทย

12 มี.ค. 2569 13:39 น.

กต.ไทยเรียกเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าชี้แจง กรณีโจมตีเรือไทย

กระทรวงการต่างประเทศไทยเรียกตัวเอกอัครราชทูตของอิหร่านประจำประเทศไทยเข้าพบ เพื่อชี้แจงกรณีที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความตึงเครียดและเหตุโจมตีเรือสินค้าในภูมิภาคตะวันออกกลาง

รัฐบาลไทยเรียกเอกอัครราชทูตของอิหร่าน เข้าพบเพื่อชี้แจง หลังเรือสินค้าของไทยถูกวัตถุไม่ทราบชนิดโจมตีใกล้ ช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยทางการไทยแถลงว่าขณะนี้ยังมีลูกเรือชาวไทย 3 คนสูญหาย หลังเกิดเหตุระเบิดบนเรือ

เจ้าหน้าที่เชื่อว่า ลูกเรือทั้งสามคนกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ใน ห้องเครื่องของเรือ ซึ่งเป็นจุดที่เกิดเพลิงไหม้หลังแรงระเบิด ขณะที่ลูกเรืออีก 20 คนได้รับการช่วยเหลือ หลังอพยพลงเรือชูชีพออกจากเรือได้ทัน

เรือที่ถูกโจมตีคือเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยชื่อ “มยุรี นารี” ซึ่งเป็นหนึ่งใน 6 ลำ ที่ถูกวัตถุพุ่งชนหรือโจมตีใกล้เส้นทางเดินเรือสำคัญในช่วง 2 วันที่ผ่านมา

การเรียกทูตเข้าชี้แจงครั้งนี้มีขึ้นหลังเกิดเหตุโจมตีเรือหลายลำในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และพื้นที่อ่าวเปอร์เซียในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา 

พื้นที่ ช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานและสินค้าทางทะเลที่สำคัญที่สุดของโลก ทำให้เหตุการณ์โจมตีเรือหลายลำในช่วงที่ผ่านมาเพิ่มความกังวลต่อความปลอดภัยของการเดินเรือในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยหลายประเทศกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.

ที่มา : CNN

จีนผ่านกฎหมายชาติพันธุ์ใหม่ ชนกลุ่มน้อยต้องเรียน “ภาษาจีนกลาง” ตั้งแต่อนุบาล-ม.ปลาย

จีนผ่านกฎหมายชาติพันธุ์ใหม่ ชนกลุ่มน้อยต้องเรียน "ภาษาจีนกลาง" ตั้งแต่อนุบาล-ม.ปลาย

12 มี.ค. 2569 13:30 น.

จีนผ่านกฎหมายชาติพันธุ์ใหม่ ชนกลุ่มน้อยต้องเรียน “ภาษาจีนกลาง” ตั้งแต่อนุบาล-ม.ปลาย

จีนผ่านกฎหมายใหม่ว่าด้วย “ความเป็นเอกภาพทางชาติพันธุ์” ในการประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติจีน มุ่งเป้าสร้างอัตลักษณ์ร่วมใน 56 กลุ่มชาติพันธุ์ โดยกำหนดให้ภาษาจีนกลางเป็นภาษาหลักในการศึกษาและงานราชการ ซึ่งเด็กทุกคนต้องเรียนภาษาจีนกลางก่อนเข้าเรียนชั้นอนุบาลจนถึงจบมัธยมปลาย ขณะที่นักวิจารณ์กังวลว่ากฎหมายดังกล่าวอาจเร่งกระบวนการกลืนกลายชนกลุ่มน้อยและจำกัดการแสดงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์

จีนผ่านกฎหมายใหม่เกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ เพื่อส่งเสริมแนวคิด “อัตลักษณ์ร่วมของชาติ” ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ภายในประเทศ โดยกฎหมายดังกล่าวได้รับการอนุมัติใน ระหว่างการประชุมปิดสมัยประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) ซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติสูงสุดของจีน

ร่างกฎหมายที่มีชื่อว่า “การส่งเสริมเอกภาพและความก้าวหน้าทางชาติพันธุ์” มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพของชาติและสนับสนุนการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของจีน ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

ปัจจุบัน จีนให้การรับรองกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นทางการ 56 กลุ่ม โดยมีชาวฮั่นเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 91 ของประชากร 1,400 ล้านคน ขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เช่น ทิเบต, มองโกเลีย, หุย, แมนจู และอุยกูร์ มักอาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งครอบคลุมเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศและอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ

ร่างกฎหมายฉบับนี้ระบุชัดเจนถึงการส่งเสริมการหลอมรวมผ่านนโยบายการศึกษา ที่อยู่อาศัย การย้ายถิ่น และวัฒนธรรม โดยมีประเด็นสำคัญ เช่น กำหนดให้ภาษาจีนกลางเป็นภาษาพื้นฐานในการเรียนการสอนในโรงเรียน โดยเด็กทุกคนต้องเรียนภาษาจีนกลางก่อนเข้าโรงเรียนอนุบาลจนถึงจบมัธยมปลาย ก่อนหน้านี้ นักเรียนสามารถเรียนหลักสูตรส่วนใหญ่ในภาษาแม่ของตน เช่น ภาษาทิเบต ภาษาอุยกูร์ หรือภาษามองโกล

รวมถึงการใช้ภาษาจีนกลางในหน่วยงานราชการและธุรกิจที่เป็นทางการ ในพื้นที่สาธารณะที่มีการใช้ภาษาท้องถิ่นควบคู่กับภาษาจีนกลาง กฎหมายกำหนดให้ภาษาจีนกลางต้องได้รับ “ความโดดเด่น” ทั้งในแง่ของการจัดวาง ลำดับ และการนำเสนอ

นอกจากนี้ กลุ่มศาสนา สถานศึกษาทางศาสนา และสถานที่ประกอบพิธีกรรม จะต้องปฏิบัติตามแนวทาง “การทำให้ศาสนามีลักษณะสอดคล้องกับจีน” หรือที่เรียกว่า Sinicization ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลจีนในการปรับกิจกรรมทางศาสนาให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและระบบการเมืองของจีน

กฎหมายนี้ยังเป็นพื้นฐานทางกฎหมายในการดำเนินคดีกับพ่อแม่หรือผู้ปกครองที่อาจปลูกฝังทัศนคติที่ “เป็นอันตราย” ให้แก่เด็ก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความปรองดองทางเชื้อชาติ และเรียกร้องให้มี “สภาพแวดล้อมชุมชนที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น” ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าอาจส่งผลให้ย่านที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยแตกแยกได้

อัลเลน คาร์ลสัน รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศของจีน มองว่ากฎหมายฉบับนี้เน้นย้ำถึงนโยบายการหลอมรวมชาติพันธุ์ที่ชัดเจนที่สุดในยุคของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง โดยบีบให้กลุ่มที่ไม่ใช่ชาวฮั่นต้องปรับตัวเข้าหาคนส่วนใหญ่และต้องแสดงความจงรักภักดีต่อรัฐบาลจีนเหนือสิ่งอื่นใด

นอกจากนี้ กฎหมายยังครอบคลุมไปถึงบุคคลหรือองค์กรนอกประเทศจีน โดยระบุว่าหากมีการกระทำใดๆ ที่ทำลายความสามัคคีหรือยุยงให้เกิดการแบ่งแยกดินแดน จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งนักวิจารณ์กังวลว่าข้อหานี้อาจถูกนำมาใช้จัดการกับผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิทางวัฒนธรรม

ด้านบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี ของรัฐบาลจีน ระบุว่ากฎหมายนี้ผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างเข้มงวดและมีการหารือกับตัวแทนชนกลุ่มน้อยอย่างถี่ถ้วน โดยยืนยันว่ากฎหมายยังคงเน้นการคุ้มครองประเพณีวัฒนธรรมและวิถีชีวิต และการอ้างว่าชนกลุ่มน้อยต้องเลือกระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการรักษาวัฒนธรรมนั้นเป็นเรื่องที่ “บิดเบือนความเป็นจริง”.

ที่มา Reuters

รวบ 3 พี่น้องชาวนอร์เวย์เชื้อสายอิรัก วางระเบิดหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงออสโล

รวบ 3 พี่น้องชาวนอร์เวย์เชื้อสายอิรัก วางระเบิดหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงออสโล

12 มี.ค. 2569 12:20 น.

รวบ 3 พี่น้องชาวนอร์เวย์เชื้อสายอิรัก วางระเบิดหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงออสโล

ตำรวจนอร์เวย์จับกุม 3 พี่น้องชาวนอร์เวย์เชื้อสายอิรัก หลังเกิดเหตุระเบิดบริเวณสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงออสโลช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้แรงระเบิดทำให้เกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อยและไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนในฐานะ “การก่อการร้าย” พร้อมตรวจสอบความเป็นไปได้ของการสั่งการจากต่างประเทศ

ตำรวจนอร์เวย์เปิดเผยว่า ได้จับกุมพี่น้องชาย 3 คนในกรุงออสโล หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับเหตุวางระเบิดบริเวณสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงออสโล เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทางการกำลังสอบสวนในข้อหาก่อเหตุวางระเบิดในลักษณะการก่อการร้าย

คริสเตียน ฮัตโล อัยการฝ่ายตำรวจ เปิดเผยในการแถลงข่าวว่า ผู้ต้องสงสัยทั้งสามเป็นพลเมืองนอร์เวย์เชื้อสายอิรักอายุราว 20 ปี และถูกจับกุมในกรุงออสโล ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนแรงจูงใจของการก่อเหตุ เขาระบุว่าเจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาหลายสมมติฐาน รวมถึงความเป็นไปได้ว่าการก่อเหตุครั้งนี้อาจได้รับคำสั่งจากหน่วยงานของรัฐต่างประเทศ เนื่องจากเป้าหมายคือสถานทูตสหรัฐฯ และสถานการณ์ด้านความมั่นคงของโลกในปัจจุบันยังคงตึงเครียด

เบื้องต้นตำรวจเชื่อว่า หนึ่งในผู้ต้องสงสัยเป็นผู้วางระเบิดไว้ด้านนอกสถานทูต ขณะที่อีกสองคนมีบทบาทช่วยเหลือหรือร่วมสมคบคิดในการก่อเหตุ

ด้านออยสไตน์ สตอร์วิก ทนายความของผู้ต้องสงสัยรายหนึ่ง เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ TV2 ว่า ลูกความของเขายอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว และยอมรับว่าเป็นผู้วางระเบิดจริง โดยขณะนี้ได้ให้ปากคำกับตำรวจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

แม้ผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 จะไม่เคยอยู่ในบัญชีเฝ้าระวังของตำรวจมาก่อน แต่อัยการระบุว่าการสืบสวนยังไม่ตัดความเป็นไปได้ว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุอาจมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรม

ก่อนหน้านี้ หน่วยข่าวกรองความมั่นคงของนอร์เวย์ หรือ PST ระบุในรายงานประเมินภัยคุกคามประจำปีว่า อิหร่านเป็นหนึ่งในภัยคุกคามหลักต่อประเทศ และอาจใช้ “ตัวแทนปฏิบัติการ” หรือเครือข่ายอาชญากรรมในการก่อเหตุโจมตี อย่างไรก็ตาม เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงออสโลได้ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดดังกล่าว โดยระบุว่าไม่ยอมรับการกล่าวหาที่พุ่งเป้ามายังอิหร่าน

เหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันอาทิตย์ (8 มี.ค.) บริเวณทางเข้าส่วนกงสุลของสถานทูตสหรัฐ ส่งผลให้เกิดความเสียหายเล็กน้อย แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ต่อมาในวันจันทร์ ตำรวจได้เผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งแสดงให้เห็นผู้ต้องสงสัยสวมเสื้อผ้าสีเข้ม คลุมศีรษะด้วยฮู้ด และสะพายกระเป๋าเป้

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับเหตุการณ์ดังกล่าว ยังมีการอัปโหลดวิดีโอลงบนหน้า Google Maps ของสถานทูตสหรัฐฯ โดยวิดีโอที่ถูกลบออกในภายหลัง ปรากฎภาพของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิตในวันแรกของการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่าน

ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์สาธารณะนอร์เวย์ NRK ผู้ที่โพสต์วิดีโอดังกล่าวได้เขียนข้อความเป็นภาษาเปอร์เซียว่า “พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ เราได้รับชัยชนะแล้ว”

ขณะนี้ตำรวจนอร์เวย์ได้เปิดการสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิดีโอดังกล่าว เพื่อพิจารณาความเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น.


ที่มา AFP

โจมตีไม่หยุด! เรือคอนเทนเนอร์ถูกถล่มใกล้ช่องแคบฮอร์มุซอีก ลำที่ 6 ใน 48 ชั่วโมง

โจมตีไม่หยุด! เรือคอนเทนเนอร์ถูกถล่มใกล้ช่องแคบฮอร์มุซอีก ลำที่ 6 ใน 48 ชั่วโมง

12 มี.ค. 2569 11:57 น.

โจมตีไม่หยุด! เรือคอนเทนเนอร์ถูกถล่มใกล้ช่องแคบฮอร์มุซอีก ลำที่ 6 ใน 48 ชั่วโมง

เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซอีกแล้ว นับเป็นเรือลำที่ 6 ถูกโจมตีใน 2 วัน ท่ามกลางความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย

สถานการณ์ความปลอดภัยทางทะเลในอ่าวเปอร์เซียทวีความตึงเครียด หลังมีรายงานว่าเรือคอนเทนเนอร์ลำหนึ่งถูกวัตถุปริศนาพุ่งชนจนเกิดเพลิงไหม้ขนาดเล็ก ขณะแล่นอยู่ใกล้ชายฝั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE นับเป็นเรือลำที่ 6 ที่ถูกโจมตีในช่วงเวลาเพียง 2 วัน

หน่วยงาน United Kingdom Maritime Trade Operations (UKMTO) ซึ่งดูแลความปลอดภัยทางทะเลในภูมิภาค เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดี เมื่อเรือคอนเทนเนอร์ถูกวัตถุไม่ทราบชนิดพุ่งชน ส่งผลให้เกิดไฟไหม้เล็กน้อยบนเรือ

เหตุการณ์เกิดขึ้นห่างจากเมืองท่า Jebel Ali ซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญใกล้เมืองดูไบ ประมาณ 35 ไมล์ทะเล

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การประเมินความเสียหายโดยละเอียดทำได้ยาก เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน แต่ยืนยันว่า ลูกเรือทุกคนปลอดภัย

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการโจมตีเรือลำที่ 6 ภายในเวลาเพียง 2 วัน ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ท่ามกลางสถานการณ์ที่อิหร่านยกระดับการโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานและการขนส่งในภูมิภาค ทั้งเรือบรรทุกน้ำมัน เรือสินค้า และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง มีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันต่างชาติ 2 ลำถูกโจมตีในน่านน้ำของอิรัก จนเกิดเพลิงไหม้ โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือลูกเรือได้ 38 คน

นอกจากนี้เมื่อช่วงเช้าวันพุธ ยังมีรายงานว่าเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ของไทยถูกโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้ ทำให้ต้องอพยพลูกเรือทั้งหมดออกจากเรือ โดยในวันเดียวกัน ยังมีเรืออีก 2 ลำ รายงานว่าถูกโจมตีในพื้นที่เดียวกัน สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของการขนส่งพลังงานและการค้าทางทะเลในภูมิภาคตะวันออกกลาง.

ที่มา : CNN

น้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ “IEA” ประกาศระบายน้ำมันสำรองปริมาณมากทุบสถิติ

น้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ "IEA" ประกาศระบายน้ำมันสำรองปริมาณมากทุบสถิติ

12 มี.ค. 2569 11:35 น.

น้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ “IEA” ประกาศระบายน้ำมันสำรองปริมาณมากทุบสถิติ

ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบารร์เรลแล้ว แม้ชาติหลายมหาอำนาจจะประกาศระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินถึง 400 ล้านบาร์เรลเพื่อรับมือวิกฤตสงคราม ขณะที่อิหร่านขู่ราคาน้ำมันอาจแตะถึง 200 ดอลลาร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงดีดตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในวันนี้ (12 มี.ค.) แม้กลุ่มประเทศมหาอำนาจจะบรรลุข้อตกลงระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อพยายามสกัดกั้นผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่กำลังลุกลาม

ในตลาดการซื้อขายที่เอเชีย ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นเกือบ 9% ทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,200 บาทต่อบาร์เรลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้ว่า 32 ชาติสมาชิกขององค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะยืนยันว่าพร้อมระบายน้ำมันสำรองปริมาณรวม 400 ล้านบาร์เรลออกสู่ตลาด เพื่อคลายความกังวลในการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งตัวเลขการระบายน้ำมันฉุกเฉินครั้งนี้สูงกว่าสถิติเมื่อครั้งรัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022 ที่ 182 ล้านบาร์เรลกว่าเท่าตัว

สถานการณ์ยิ่งทวีความตึงเครียดเมื่อโฆษกกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,400 บาท) ต่อบาร์เรล เนื่องจากอิหร่านได้เตรียมยกระดับการโจมตีเรือขนส่งน้ำมันที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือสำคัญที่ส่งออกสินค้าด้านพลังงานราว 1 ใน 5 ของโลก พร้อมขู่ว่าประเทศต่าง ๆ ไม่มีทางเข้าแทรกแซงเพื่อทำให้ราคาน้ำมันให้ต่ำลงได้ และย้ำว่าเรือทุกลำที่มีความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ อิสราเอล หรือชาติพันธมิตรของทั้งสองประเทศ จะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทันทีเมื่อแล่นผ่านช่องแคบแห่งนี้

ความผันผวนของตลาดน้ำมันนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีใส่อิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาขายปลีกน้ำมันทั่วโลก โดยในสหรัฐฯ ราคาน้ำมันเบนซินโดยเฉลี่ยพุ่งสูงกว่า 3.50 ดอลลาร์ (ประมาณ 112 บาท) ต่อแกลลอนแล้ว เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (10 มี.ค.)

ขณะที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียที่พึ่งพาสินค้าพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นหลักได้รับผลกระทบอย่างหนัก ประชาชนในฟิลิปปินส์ เวียดนาม รวมถึงไทย เข้าแถวรอเติมน้ำมันกันอย่างเนืองแน่นสถานีบริการตลอดสัปดาห์

โดยในประเทศไทย รัฐบาลได้ประกาศขอความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐส่วนใหญ่ให้ใช้นโยบายทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) เพื่อประหยัดพลังงาน รวมทั้งยังระงับการเดินทางไปต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐหากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ในขณะที่ฟิลิปปินส์เริ่มใช้นโยบายให้ข้าราชการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์เพื่อลดการใช้พลังงานในประเทศ.

ที่มา: BBC

เอฟบีไอเตือน! อิหร่านอาจใช้โดรนโจมตีรัฐแคลิฟอร์เนีย

เอฟบีไอเตือน! อิหร่านอาจใช้โดรนโจมตีรัฐแคลิฟอร์เนีย

12 มี.ค. 2569 11:22 น.

เอฟบีไอเตือน! อิหร่านอาจใช้โดรนโจมตีรัฐแคลิฟอร์เนีย

ชาวอเมริกันผวา บันทึกเตือนภัยของเอฟบีไอ ระบุว่าอิหร่านอาจพยายามใช้โดรนโจมตีรัฐเคลิฟอร์เนียของสหรัฐจากทางทะเล ในลักษณะโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว 

รายงานระบุว่า เอฟบีไอได้ส่งบันทึกดังกล่าวไปยังหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่นครลอสแอนเจลิส เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อแจ้งเตือนความเป็นไปได้ของการโจมตีด้วยโดรนจากนอกชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนีย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ข่าวกรองด้านความมั่นคงของสหรัฐและรัฐแคลิฟอร์เนียระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลภัยคุกคามที่เฉพาะเจาะจง และคำเตือนดังกล่าวอ้างอิงจากข้อมูลเบาะแสที่ได้รับมาก่อนความขัดแย้งล่าสุดกับอิหร่าน

ด้านผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย กาวิน นิวซัม โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณของภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้น แต่ทางการยังคงเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นภายในรัฐ

ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ฐานทัพ Joint Base Andrews ว่า รายงานดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยระบุว่า ขณะนี้มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้น และรัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.

ที่มา : BBC

สหรัฐฯ สั่งสอบสวนการค้าไม่เป็นธรรม 16 ประเทศ รวมไทย

สหรัฐฯ สั่งสอบสวนการค้าไม่เป็นธรรม 16 ประเทศ รวมไทย

12 มี.ค. 2569 11:22 น.

สหรัฐฯ สั่งสอบสวนการค้าไม่เป็นธรรม 16 ประเทศ รวมไทย

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มกระบวนการสอบสวนทางการค้าภายใต้มาตรา 301 มุ่งเป้า “กำลังการผลิตส่วนเกิน” ใน 16 ประเทศคู่ค้าหลักซึ่งมียอดเกินดุลสหรัฐฯ มหาศาลที่รวมถึง “ไทย” ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน และเตรียมแบนสินค้าจากกว่า 60 ประเทศที่พัวพันแรงงานบังคับ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการรีดภาษีนำเข้าครั้งใหม่ หลังถูกศาลสูงสุดสหรัฐฯ สั่งเพิกถอนมาตรการภาษีเดิมเมื่อเดือนที่ผ่านมา

รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ในการปกป้องฐานการผลิตภายในประเทศ โดยนายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระบุว่ากำลังเริ่มการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เพื่อมุ่งเป้าไปที่ประเทศที่มี “กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง” ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในสหรัฐฯ

ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าวว่า การสอบสวนเรื่องการค้าที่ไม่เป็นธรรมตาม “มาตรา 301” อาจนำไปสู่การเรียกเก็บภาษีใหม่กับจีน สหภาพยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเม็กซิโกภายในฤดูร้อนนี้

ประเทศคู่ค้าอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน ได้แก่ ไต้หวัน เวียดนาม ไทย มาเลเซีย กัมพูชา สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บังกลาเทศ สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์ ส่วนแคนาดา ซึ่งเป็นคู่ค้าที่ใหญ่เป็นอันดับสองของสหรัฐฯ ไม่ได้ถูกกล่าวถึงว่าเป็นเป้าหมายของการสอบสวนนี้

USTR ระบุว่า ในกรณีของไทยและเพื่อนบ้านในอาเซียน กำลังถูกจับตามองในอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องจักร โดยเฉพาะการรุกตลาดของค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนอย่าง BYD ที่กำลังขยายฐานการผลิตในไทยและอีกหลายประเทศ ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นการระบายกำลังการผลิตส่วนเกินออกมาทำลายกลไกตลาดโลก

นอกจากประเด็นการผลิตเกินตัว เกรียร์ยังเตรียมประกาศสอบสวนมาตรา 301 อีกหนึ่งกรณีในวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ โดยการตรวจสอบจะครอบคลุมมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ซึ่งถือเป็นการขยายขอบเขตจากเดิมที่เน้นเพียงภูมิภาคซินเจียงของจีน มาเป็นมาตรการบังคับใช้ในระดับสากลมากขึ้น

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการตอบโต้หลังจากเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่ามาตรการภาษีแบบครอบคลุมของทรัมป์นั้น “ผิดกฎหมาย” ส่งผลให้ทรัมป์ต้องใช้กฎหมายมาตรา 122 เพื่อจัดเก็บภาษีชั่วคราว 10% เป็นเวลา 150 วัน ซึ่งจะหมดอายุลงในเดือนกรกฎาคมนี้ ดังนั้น USTR จึงเร่งสรุปผลการสอบสวนมาตรา 301 ให้ทันก่อนกำแพงภาษีชั่วคราวจะสิ้นสุดลง

การดำเนินการนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ศาลฎีกาตัดสินว่าภาษีที่ทรัมป์เรียกเก็บจากหลายประเทศทั่วโลกเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การสอบสวนนี้เปิดโอกาสให้รัฐบาลทรัมป์สร้างข้ออ้างที่น่าเชื่อถือสำหรับการขู่กรรโชกภาษีต่อคู่ค้า นอกจากนี้ยังเกิดขึ้นในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ มีกำหนดจะพบกับคู่เจรจาจากจีนในกรุงปารีสในช่วงสุดสัปดาห์นี้ คาดว่าการเจรจาเหล่านั้นจะช่วยวางรากฐานสำหรับการที่ทรัมป์จะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในกรุงปักกิ่งในปลายเดือนมีนาคม.


ที่มา Reuters / BBC

6 วันแรก “สงครามอิหร่าน” ผลาญงบสหรัฐฯ พุ่ง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์

6 วันแรก "สงครามอิหร่าน" ผลาญงบสหรัฐฯ พุ่ง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์

12 มี.ค. 2569 10:44 น.

6 วันแรก “สงครามอิหร่าน” ผลาญงบสหรัฐฯ พุ่ง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ รายงานข้อมูลลับต่อสภาคองเกรส เผยค่าใช้จ่ายการทำสงครามกับอิหร่านเพียง 6 วันแรก สูงเกินกว่า 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.6 แสนล้านบาท ขณะที่ สส. ฝ่ายค้านรุมสับ รัฐบาลภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ยังตอบไม่ได้ว่าเข้าสู่สงครามเพื่ออะไร และจะมีจุดจบอย่างไร ท่ามกลางประเด็นขีปนาวุธสหรัฐฯ ถล่มโรงเรียนประถมในอิหร่าน

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ รายงานอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ที่ได้เข้าชี้แจงต่อสภาคองเกรสในการประชุมปิดลับเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (10 มี.ค.) ว่างบประมาณที่ใช้ในปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่านในช่วง 6 วันแรก นับตั้งแต่เริ่มเปิดฉากโจมตีเมื่อวันที่ 28 ก.พ. อาจสูงถึง 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.6 แสนล้านบาท) ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นเพียงค่าใช้จ่ายเบื้องต้น โดยยังไม่ได้รวมงบประมาณในการเคลื่อนพลและจัดเตรียมยุทโธปกรณ์ก่อนเกิดเหตุปะทะ ซึ่งคาดว่ามูลค่ารวมจะสูงกว่านี้อีกมหาศาล

หลังการประชุม สมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครตหลายคนแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง โดย สว. เอลิซาเบธ วอร์เรน ระบุว่า “เราเข้าสู่สัปดาห์ที่สองของสงครามแล้ว แต่รัฐบาลทรัมป์ยังอธิบายไม่ได้ว่าเราเข้าสู่สงครามนี้ทำไม เป้าหมายคืออะไร และจะใช้วิธีไหนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น”

ขณะนี้ ฝ่ายเดโมแครตกำลังผลักดันให้มีการเปิดอภิปรายสาธารณะและเรียกตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาให้ปากคำ เนื่องจากคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะมีการขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการรบในระยะยาว แม้ว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนความพยายามในการระงับสงครามผ่านมติอำนาจในการทำสงครามจะถูกปัดตกไปในทั้งสองสภาก็ตาม

ความแตกต่างของงบประมาณส่วนหนึ่งเกิดจากยุทธศาสตร์ที่ต่างกัน สหรัฐฯ พึ่งพายุทโธปกรณ์ราคาสูง ขณะที่อิหร่านเน้นใช้ “โดรนโจมตีเที่ยวเดียว” (one-way drones) ราคาประหยัดแต่สร้างความเสียหายได้อย่างรุนแรง มีรายงานว่าก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เคยปฏิเสธข้อเสนอจากยูเครนในการช่วยพัฒนาระบบป้องกันโดรน แต่กลับต้องรีบขอความช่วยเหลือจากยูเครนทันทีเมื่อสงครามกับอิหร่านปะทุขึ้น

สงครามครั้งนี้ไม่เพียงแต่ผลาญงบประมาณกองทัพ แต่ยังส่งผลกระทบต่อปากท้องชาวอเมริกัน โดยทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและดัชนีตลาดหุ้นสำคัญร่วงกราว ผลสำรวจพบว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนการทำสงครามครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวต่อกลุ่มผู้สนับสนุนเมื่อวันพุธว่า สหรัฐฯ “ชนะแล้ว” และอ้างว่า “สงครามจบลงตั้งแต่ชั่วโมงแรก” แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะยอมรับว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือน และอาจต้องส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเข้าไปก็ตาม

นอกจากประเด็นเรื่องงบประมาณ รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่น หลังมีรายงานว่าเพนตากอนรับทราบเป็นการภายในแล้วว่า ขีปนาวุธของสหรัฐฯ คือต้นเหตุของการโจมตีโรงเรียนประถมเด็กหญิงแห่งหนึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 160 ราย ซึ่งขัดแย้งกับคำแถลงต่อสาธารณะของเจ้าหน้าที่รัฐที่ระบุว่า “อยู่ระหว่างการตรวจสอบ”.


ที่มา The New York Times