รู้จัก “อะห์มัด วาฮิดี” ผู้บัญชาการ IRGC คนใหม่ ที่มีความคุ้นเคยกับสหรัฐฯ

รู้จัก “อะห์มัด วาฮิดี” ผู้บัญชาการ IRGC คนใหม่ ที่มีความคุ้นเคยกับสหรัฐฯ

6 มี.ค. 2569 11:43 น.

รู้จัก “อะห์มัด วาฮิดี” ผู้บัญชาการ IRGC คนใหม่ ที่มีความคุ้นเคยกับสหรัฐฯ

อะห์มัด วาฮิดี กลายเป็นบุคคลที่ถูกจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งในอิหร่าน หลังได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม โดยนักวิเคราะห์นิยามว่ามีความคุ้นเคยกับสหรัฐฯมาก่อน

ตำแหน่งดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสุดในอิหร่าน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญสงครามเต็มรูปแบบกับสหรัฐและอิสราเอล ซึ่งทำให้ผู้นำทางทหารระดับสูงของอิหร่านหลายคนถูกสังหาร

วาฮิดีเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการ IRGC หลังจากผู้บัญชาการก่อนหน้าอย่าง พลเอก โมฮัมหมัด ปักปูร์  ถูกสังหารในช่วงเริ่มต้นของการโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐและอิสราเอล

ก่อนหน้านั้นไม่นาน ผู้บัญชาการ IRGC อีกคนคือ ฮุสเซน ซาลามี ก็ถูกสังหารเช่นกันในช่วงสงครามเมื่อปี 2025 ทำให้ตำแหน่งผู้นำขององค์กรทหารสำคัญนี้เปลี่ยนมือหลายครั้งภายในระยะเวลาไม่นาน

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ตำแหน่งผู้บัญชาการ IRGC ในช่วงสงครามถือเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในโครงสร้างอำนาจของอิหร่าน

วาฮิดีเป็นหนึ่งในสมาชิกยุคแรกของ IRGC หลังการปฏิวัติอิสลามในช่วงปลายทศวรรษ 1970 และไต่เต้าขึ้นมาในองค์กรอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1980

นักวิเคราะห์เผย มีความคุ้นเคยกับสหรัฐฯและอิสราเอล

ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 มีรายงานว่า อะห์มัด วาฮิดี มีส่วนร่วมในการติดต่ออย่างลับระหว่างตัวแทนของอิหร่านกับตัวกลางที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลของประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ในขณะนั้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีอื้อฉาว อิหร่าน–คอนทรา ที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แอบอำนวยความสะดวกในการส่งอาวุธให้กับอิหร่านอย่างลับ ๆ

ซึ่ง อาลี อัลโฟเนห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านจากสถาบันวิจัย Arab Gulf States Institute ในกรุงวอชิงตัน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า วาฮิดีมีความ “คุ้นเคยอย่างลึกซึ้ง” กับอิสราเอลและสหรัฐฯ จากการมีส่วนร่วมในการเจรจาลับดังกล่าวนั่นเอง

ทั้งนี้ สื่อของอิหร่านระบุว่า เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษ Quds Force ระหว่างปี 1988-1997 ก่อนส่งต่อหน้าที่ให้กับ กอเซม โซไลมานี ในปี 1998

ต่อมาโซไลมานีก็ถูกสังหารจากการโจมตีด้วยโดรนของสหรัฐในปี 2020 ตามคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้นคือโดนัลด์ ทรัมป์

มีบทบาทหลายด้านนอกจากกองทัพ

อย่างไรก็ตาม บทบาทของ อะห์มัด วาฮิดี ต่างจากผู้บัญชาการ IRGC หลายคนในอดีต และไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในกองทัพเท่านั้น โดยเขาเคยดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีกลาโหม ในรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีมหาดไทย ในรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีอิบราฮิม ไรซีก่อนออกจากตำแหน่งในปี 2024

ประสบการณ์ทั้งในระบบราชการ การเมือง และกองทัพ ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลสูงในโครงสร้างอำนาจของอิหร่าน

แม้วาฮิดีจะมีบทบาทสำคัญในรัฐอิหร่าน แต่ชื่อของเขาก็ถูกเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาหลายประการ

องค์การตำรวจสากล Interpol เคยออกหมายแดงตามคำร้องของอาร์เจนตินา จากข้อกล่าวหาว่าเขาอาจเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดศูนย์ชุมชนชาวยิว AMIA Jewish Community Center ในกรุงบัวโนสไอเรสเมื่อปี 1994 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 85 คน แต่รัฐบาลอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ และระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล

นอกจากนี้ สหรัฐและสหภาพยุโรปยังคว่ำบาตรวาฮิดี จากบทบาทที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการประท้วงทั่วประเทศหลังการเสียชีวิตของ แมฮ์ซอ แอมีนี ในปี 2022

บทบาทสำคัญในอนาคตของอิหร่าน

นักวิเคราะห์มองว่า การแต่งตั้งวาฮิดีสะท้อนความพยายามของผู้นำอิหร่านในการเลือกบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือและสามารถรักษาเสถียรภาพของรัฐได้ในช่วงวิกฤต

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ว่า กองกำลัง IRGC ถือเป็นเสาหลักของระบอบการปกครองของอิหร่าน และบทบาทของผู้บัญชาการองค์กรนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ

ในช่วงเวลาที่ผู้นำทหารระดับสูงจำนวนมากถูกสังหารจากสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ ชื่อของวาฮิดีจึงถูกจับตามองมากขึ้นว่าอาจกลายเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อทิศทางการเมืองและความมั่นคงของอิหร่านในอนาคต.

ที่มา : Aljazeera

เที่ยวบินกว่า 11,000 เที่ยวถูกยกเลิก จากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง

เที่ยวบินกว่า 11,000 เที่ยวถูกยกเลิก จากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง

6 มี.ค. 2569 10:46 น.

เที่ยวบินกว่า 11,000 เที่ยวถูกยกเลิก จากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง

นักท่องเที่ยวนับ 100,000 คน ต้องติดอยู่ในตะวันออกกลางเพราะสถานการณ์ความไม่สงบ ที่ทำให้เที่ยวบินกว่า 11,000 เที่ยวถูกยกเลิกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา 

หลังจากที่สหรัฐเเละอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เที่ยวบินกว่า 11,000 เที่ยว ถูกยกเลิกอย่างกะทันหัน เนื่องจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางประกาศปิดน่านฟ้า ส่งผลให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 100,000 คนต้องติดอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

จากที่ปกติน่านฟ้าของภูมิภาคตะวันออกกลางมีการจราจรที่หนาแน่น เเละมีเที่ยวบินดำเนินการจำนวนมาก กลับกลายเป็นน่านฟ้าที่ถูกปิดเเละไม่มีเที่ยวบินดำเนินการ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา 

ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็น 1 ในสนามบินที่มีเที่ยวบินเยอะที่สุดที่สามารถเชื่อมต่อภูมิภาคยุโรป เอเชีย เเละแอฟริกา ไปยัง 291 จุดหมายทั่วโลก เเละรองรับนักท่องเที่ยวได้มากกว่า 4.9 ล้านคน กลับมีเที่ยวบินลดลง 87% ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายสนามบินในภูมิภาคตะวันออกกลางยกเลิกเที่ยวบินเฉลี่ย 91% และช่วงวันที่ 4 มีนาคม บางสนามบินเรื่มกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในบางเส้นทาง เเม้เหตุการณ์ความวุ่นวายยังไม่สงบลง

มีรายงานเพิ่มเติมว่า นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษกว่า 300,000 คนยังอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างเดินทางกลับประเทศ 

ด้านสหรัฐรายงานว่า พลเมืองชาวอเมริกันกว่า 17,500 คนได้รับการช่วยเหลือเเละเดินทางออกจากตะวันออกกลางและกลับประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างปลอดภัย.

อ่านเพิ่มเติม ข่าวต่างประเทศ

ที่มา CNN

“ควีน ปาห์ลาวี” ชี้ การเสียชีวิตของคาเมเนอีไม่ทำให้ระบอบอิสลามล่มสลายโดยอัตโนมัติ

"ควีน ปาห์ลาวี" ชี้ การเสียชีวิตของคาเมเนอีไม่ทำให้ระบอบอิสลามล่มสลายโดยอัตโนมัติ

6 มี.ค. 2569 10:44 น.

“ควีน ปาห์ลาวี” ชี้ การเสียชีวิตของคาเมเนอีไม่ทำให้ระบอบอิสลามล่มสลายโดยอัตโนมัติ

“ฟาราห์ ปาห์ลาวี” พระชายาของ “โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี” ชาห์องค์สุดท้ายของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า การเสียชีวิตของ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถือเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้หมายความว่าระบอบสาธารณรัฐอิสลามของอิหร่านจะล่มสลายโดยอัตโนมัติ

คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังการโจมตีทางทหารของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่าน ซึ่งทำให้คาเมเนอีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนเสียชีวิต และส่งผลให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางเข้าสู่ความปั่นป่วน พร้อมตั้งคำถามต่ออนาคตทางการเมืองของอิหร่าน

อดีตจักรพรรดินีวัย 87 ปี ระบุว่า การเสียชีวิตของบุคคลหนึ่ง แม้จะมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างอำนาจเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าระบบการปกครองจะสิ้นสุดลงทันที พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกรักษาความเคารพต่ออธิปไตยของอิหร่าน และสนับสนุนให้ประชาชนอิหร่านกำหนดอนาคตของตนเอง

เธอกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางประเทศ คือความสามารถของประชาชนอิหร่านในการรวมตัวกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐที่ปกครองภายใต้หลักนิติธรรมอย่างสันติ เป็นระเบียบ และมีอธิปไตย

ฟาราห์ ปาห์ลาวี ยังกล่าวด้วยว่า เรซา ปาห์ลาวี บุตรชายของเธอ ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ และถูกมองว่าเป็นทางเลือกทางการเมืองหากระบอบสาธารณรัฐอิสลามล่มสลาย กำลังเตรียมแผนสำหรับกระบวนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว

เรซา ปาห์ลาวี วัย 65 ปี ได้รับความสนใจจากเวทีโลกมากขึ้นในช่วงการประท้วงทั่วประเทศอิหร่านที่ทวีความรุนแรงในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งตะโกนคำขวัญสนับสนุนบุตรชายของอดีตชาห์

ล่าสุดเขาโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ เรียกร้องให้ชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ในอิหร่านร่วมมือกันสร้างเอกภาพของชาติ และส่งสัญญาณไม่สนับสนุนให้ใช้ความขัดแย้งในปัจจุบันเป็นโอกาสผลักดันการแยกดินแดน

ขณะเดียวกัน ฟาราห์ ปาห์ลาวี ซึ่งลี้ภัยอยู่ในกรุงปารีสนับตั้งแต่การปฏิวัติอิหร่านปี 1979 ยังเรียกร้องให้ประชาคมโลกสนับสนุนสิทธิขั้นพื้นฐานของชาวอิหร่าน เช่น สิทธิในการเลือกผู้นำ การแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี และการมีชีวิตที่มีศักดิ์ศรีและความมั่งคั่ง

เธอย้ำว่า การสนับสนุนควรมุ่งไปที่ประชาชน ไม่ใช่ผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเรียกร้องให้ทางการอิหร่านใช้ความยับยั้งชั่งใจและหลีกเลี่ยงการนองเลือด

ก่อนหน้านี้ การประท้วงในกรุงเตหะรานเมื่อเดือนมกราคมถูกปราบปรามอย่างรุนแรง โดยสำนักข่าวนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน หรือ HRANA ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 7,000 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ประท้วง และคาดว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้ นอกจากนี้ยังมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 53,000 คนตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา

ฟาราห์ ปาห์ลาวี เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า กระแสการประท้วงครั้งล่าสุดของอิหร่าน “ไม่มีทางย้อนกลับได้” และชัยชนะของประชาชนอิหร่านจะไม่เพียงเป็นชัยชนะของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นชัยชนะของสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพของโลกด้วย

อดีตจักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์ลาวี และพระสวามี โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ถูกขับออกจากอิหร่านในเดือนมกราคมปี 1979 หลังการปฏิวัติของประชาชนที่โค่นล้มระบอบกษัตริย์ และนำไปสู่การก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในเวลาต่อมา.

ที่มา AFP

“พั้นช์คุง” ลูกลิงกำพร้าญี่ปุ่น ผูกมิตรกับฝูงมากขึ้น เริ่มไม่ติดแม่ตุ๊กตาแล้ว

"พั้นช์คุง" ลูกลิงกำพร้าญี่ปุ่น ผูกมิตรกับฝูงมากขึ้น เริ่มไม่ติดแม่ตุ๊กตาแล้ว

6 มี.ค. 2569 10:09 น.

“พั้นช์คุง” ลูกลิงกำพร้าญี่ปุ่น ผูกมิตรกับฝูงมากขึ้น เริ่มไม่ติดแม่ตุ๊กตาแล้ว

แฟนคลับโล่งใจ เมื่อล่าสุดเจ้าหน้าที่เผยข่าวดี “พั้นช์” ลูกลิงกำพร้าในสวนสัตว์ญี่ปุ่น ที่กลายเป็นไวรัลบนโซเชียล เข้าสังคมเก่ง และเริ่มไม่ง้อแม่ตุ๊กตาแล้ว

มีข่าวดีมาให้แฟนคลับ ลูกลิง”พั้นช์” ได้ชื่นใจ  เมื่อล่าสุดเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ที่เมืองอิจิคาวะ ประเทศญี่ปุ่นพบว่า พั้นช์เริ่ม ใช้ตุ๊กตาน้อยลง และหันมาใช้เวลากับลิงตัวอื่นมากขึ้น โดยมีภาพที่มันปีนขึ้นหลังลิงตัวโต นั่งรวมกับลิงในฝูง และบางครั้งก็ได้รับการเลียขนหรือกอดจากลิงตัวอื่น แสดงทิศทางที่ดีของการปรับตัวเข้ากับสังคมของลิงในฝูง หลังจากเคยโดดเดี่ยวและต้องพึ่ง แม่ตุ๊กตาอุรังอุตังตัวใหญ่ เป็นที่ปลอบใจ

ก่อนหน้านี้ ภาพของเจ้าพั้นช์ที่ลากตุ๊กตาขนาดใหญ่กว่าตัวเองไปทั่วสวนสัตว์ กลายเป็นภาพที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกเอ็นดู เมื่อใดก็ตามที่ลิงตัวอื่นไล่หรือไม่ยอมรับ เจ้าพั้นช์จะรีบกลับไปกอดตุ๊กตาตัวโปรดเพื่อปลอบใจตัวเอง

ซานาเอะ อิซึมิ ฃแฟนคลับวัย 61 ปีจากโอซากะ ซึ่งเดินทางมาที่สวนสัตว์เพราะเป็นห่วงเจ้าลิงตัวนี้ กล่าวว่า เธอรู้สึกดีใจมากที่เห็นมันเติบโตแบบนี้ มันทำให้เธอโล่งใจ และมันน่ารักมากจริง ๆ

ด้านโคสุเกะ คาโนะ เจ้าหน้าที่ดูแลสวนสัตว์วัย 24 ปี กล่าวว่า “ภารกิจสำคัญที่สุดของเราคือช่วยให้พั้นช์เรียนรู้กฎของสังคมลิง และได้รับการยอมรับจากฝูง”

เรื่องราวของพั้นช์กลายเป็นกระแสไวรัลอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์เมื่อเดือนที่ผ่านมา จนมีผู้คนหลั่งไหลไปชมจำนวนมาก ทำให้สวนสัตว์ต้องออกกฎให้ผู้เข้าชม ลดเสียงรบกวนและจำกัดเวลาชมเพียง 10 นาที เพื่อไม่ให้ลิงกว่า 50 ตัวในพื้นที่เกิดความเครียด

ด้าน ชิเกคาซุ มิซุชินะ ผู้อำนวยการสวนสัตว์กล่าวว่า การที่พั้นช์เริ่มเลิกพึ่งพาตุ๊กตาถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะเมื่อมันเริ่มไม่ต้องใช้ตุ๊กตา นั่นหมายความว่ามันกำลังเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหวังไว้

แม้ตอนนี้เจ้าพั้นช์ยังคง นอนกอดตุ๊กตาทุกคืน แต่ผู้ดูแลหวังว่าในอนาคตจะได้เห็นมันนอนขดรวมกับลิงตัวอื่นในฝูง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการเติบโตและการใช้ชีวิตในสังคมลิงอย่างแท้จริง.

ที่มา : Channelnewsasia

สงครามอิหร่านวันที่ 7 อิสราเอลถล่มชานกรุงเบรุต เลบานอน ปชช.หนีตายโกลาหล เสียชีวิตอย่างน้อย 123 ศพ

สงครามอิหร่านวันที่ 7 อิสราเอลถล่มชานกรุงเบรุต เลบานอน ปชช.หนีตายโกลาหล เสียชีวิตอย่างน้อย 123 ศพ

6 มี.ค. 2569 09:52 น.

สงครามอิหร่านวันที่ 7 อิสราเอลถล่มชานกรุงเบรุต เลบานอน ปชช.หนีตายโกลาหล เสียชีวิตอย่างน้อย 123 ศพ

สงครามโจมตีอิหร่านวันที่ 7 กองทัพอิสราเอล เปิดฉากโจมตีกรุงเบรุต ของเลบานอน หลังเตือนประชาชนอพยพด่วน ขณะยอดผู้เสียชีวิตพุ่ง 123 ศพ 

วันที่ 6 มีนาคม 2569 สงครามในตะวันออกกลางสหรัฐฯ และอิสราเอล โจมตีอิหร่าน เข้าสู่วันที่ 7 หลังอิสราเอลประกาศเดินหน้าสู่ “ระยะถัดไป” ของปฏิบัติการทางทหาร พร้อมเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่ชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน

ก่อนการโจมตี กองทัพอิสราเอลได้ออกคำเตือนอพยพครั้งใหญ่แบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ให้ประชาชนในพื้นที่รีบอพยพเพื่อรักษาชีวิตทันที ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากแตกตื่นหนีออกจากบ้าน รถติดยาวบนถนนสายหลัก ขณะที่บางคนยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อเตือนให้ผู้คนรีบออกจากพื้นที่ โดยทางการเลบานอนเปิดเผยว่า ตั้งแต่การปะทะเริ่มต้นมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 123 ศพ บาดเจ็บ 683 ราย และประชาชนกว่า 90,000 คนต้องพลัดถิ่น 

ความขัดแย้งครั้งนี้เริ่มขยายวงเมื่อกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธที่เป็นพันธมิตรของอิหร่าน เปิดฉากโจมตีอิสราเอลเพื่อตอบโต้การสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ทำให้อิสราเอลตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศและส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าสู่บางพื้นที่ชายแดนของเลบานอน.

ที่มา BBC

กองทัพสหรัฐเผย รุกโจมตี “เรือบรรทุกโดรน” อิหร่าน ไฟลุกกลางทะเล

กองทัพสหรัฐเผย รุกโจมตี “เรือบรรทุกโดรน” อิหร่าน ไฟลุกกลางทะเล

6 มี.ค. 2569 08:56 น.

กองทัพสหรัฐเผย รุกโจมตี “เรือบรรทุกโดรน” อิหร่าน ไฟลุกกลางทะเล

กองทัพสหรัฐเผยโจมตีเรือบรรทุกโดรนของอิหร่านจนเกิดเพลิงไหม้ ขณะเดินหน้าปฏิบัติการกดดันกองทัพเรืออิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง

กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐ หรือ United States Central Command (CENTCOM) เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า กองกำลังสหรัฐได้ดำเนินการโจมตี เรือบรรทุกโดรนของอิหร่าน จนเกิดเพลิงไหม้ ระหว่างปฏิบัติการทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

CENTCOM ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า กองกำลังสหรัฐยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีทางทะเลต่อกองทัพเรือของ Iran อย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า “กองกำลังสหรัฐจะไม่ถอยจากภารกิจในการทำลายศักยภาพของกองทัพเรืออิหร่าน วันนี้เรือบรรทุกโดรนของอิหร่าน ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงเรือบรรทุกเครื่องบินในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกโจมตีและกำลังเกิดไฟลุกไหม้”

อย่างไรก็ตาม กองทัพสหรัฐยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับ พิกัดหรือพื้นที่ที่เกิดการโจมตี รวมถึงความเสียหายหรือจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

รายงานด้านความมั่นคงระบุว่า เรือที่ถูกโจมตีอาจเป็น IRIS Shahid Bagheri ซึ่งเป็นเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็น เรือบรรทุกโดรนของกองทัพเรืออิหร่าน

โดยเรือลำดังกล่าวถูกออกแบบให้สามารถปล่อยโดรนลาดตระเวนและโดรนโจมตีจากทะเล, ใช้เป็นฐานปฏิบัติการโดรนระยะไกล และสนับสนุนภารกิจทางทหารของอิหร่านในทะเลเปิด

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงมองว่า โครงการเรือบรรทุกโดรนเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของอิหร่านในการ ขยายอิทธิพลทางทะเลและเพิ่มศักยภาพการโจมตีระยะไกล โดยเฉพาะในอ่าวเปอร์เซียและทะเลอาหรับ

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มสูงขึ้น หลังจากสหรัฐและพันธมิตรเปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านในช่วงที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์มองว่า การทำลายเรือบรรทุกโดรนของอิหร่านอาจเป็นความพยายามของสหรัฐในการ ลดศักยภาพการโจมตีทางทะเลและโดรนของอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญต่อความมั่นคงในภูมิภาค.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ

“บริทนีย์ สเปียร์ส” ถูกจับเมาแล้วขับในแคลิฟอร์เนีย ศาลนัดไต่สวนพฤษภาคมนี้

"บริทนีย์ สเปียร์ส" ถูกจับเมาแล้วขับในแคลิฟอร์เนีย ศาลนัดไต่สวนพฤษภาคมนี้

6 มี.ค. 2569 08:35 น.

“บริทนีย์ สเปียร์ส” ถูกจับเมาแล้วขับในแคลิฟอร์เนีย ศาลนัดไต่สวนพฤษภาคมนี้

ตำรวจทางหลวงรัฐแคลิฟอร์เนียจับกุม “บริทนีย์ สเปียร์ส” นักร้องเพลงป๊อบชื่อดังฐานต้องสงสัยขับรถขณะมึนเมา ก่อนปล่อยตัวในช่วงเช้ามืด พร้อมกำหนดวันขึ้นศาลต้นเดือนพฤษภาคม 

ด้านตัวแทนยอมรับเป็นเหตุการณ์ที่ “ไม่อาจแก้ตัวได้”

วันที่ 5 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “บริทนีย์ สเปียร์ส” นักร้องเพลงป๊อปชื่อดังระดับโลก  วัย 44 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงรัฐแคลิฟอร์เนียควบคุมตัวเมื่อเวลาประมาณ 21.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันพุธ หลังถูกสงสัยว่าขับรถในสภาพมึนเมา บริเวณรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ

สำนักงานนายอำเภอเขตเวนทูราในรัฐแคลิฟอร์เนียยืนยันกับสื่อท้องถิ่นว่า การจับกุมเกิดขึ้นจริง และนักร้องสาวถูกปล่อยตัวในช่วงเช้ามืดของวันพฤหัสบดี โดยมีกำหนดขึ้นศาลที่เวนทูรา ในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้

ขณะที่ตัวแทนของนักร้องดังให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและไม่อาจแก้ตัวได้ พร้อมระบุว่านักร้องสาวจะปฏิบัติตามกฎหมาย และหวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นในชีวิตของเธอ พร้อมระบุว่า ครอบครัวและคนใกล้ชิดกำลังวางแผนช่วยเหลือเพื่อดูแลสภาพจิตใจและความเป็นอยู่ของ”บริทนีย์ สเปียร์ส” ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก โดยลูกชายของเธอก็จะใช้เวลาอยู่กับแม่มากขึ้น

รายงานยังระบุว่า บัญชีอินสตาแกรมของสเปียร์สดูเหมือนถูกลบออกไปไม่นานหลังข่าวการจับกุมแพร่สะพัด

ทั้งนี้ “บริทนีย์ สเปียร์ส” เป็นหนึ่งในศิลปินป๊อปที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก มีเพลงฮิตจำนวนมาก แต่ก่อนหน้านี้ในปี 2567 เธอเคยประกาศว่าจะไม่กลับสู่วงการเพลงอีก โดยผลงานล่าสุดคือการร้องเพลงคู่กับเอลตัน จอห์น ในปี 2565

นอกจากนี้ เธอยังเคยตกอยู่ภายใต้การดูแลทางกฎหมาย นานถึง 13 ปี จนถึงปี 2564 ซึ่งทำให้ชีวิตส่วนตัวและทรัพย์สินของเธอถูกควบคุมโดยบิดา ก่อนจะถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านบันทึกความทรงจำชื่อ The Woman in Me ที่ตีพิมพ์ในปี 2566 ขณะที่เควิน เฟเดอร์ไลน์ อดีตสามีของเธอ  ก็เพิ่งออกหนังสือบันทึกความทรงจำของตัวเองในปี 2568 ชื่อ You Thought You Knew ด้วยเช่นกัน.

ที่มา BBC

ทรัมป์อ้าง อิหร่านพยายามติดต่อ หวังทำข้อตกลงยุติสงคราม

ทรัมป์อ้าง อิหร่านพยายามติดต่อ หวังทำข้อตกลงยุติสงคราม

6 มี.ค. 2569 05:43 น.

ทรัมป์อ้าง อิหร่านพยายามติดต่อ หวังทำข้อตกลงยุติสงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านติดต่อเข้ามาโดยหวังว่าจะขอเจรจา เพื่อทำข้อตกลงยุติสงคราม แต่ตัวเขาสวนกลับไปว่า ตอนนี้สหรัฐฯ อยากสู้มากกว่าที่อิหร่านอยากสู้เสียอีก

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวอ้างว่า ทางการอิหร่านได้ติดต่อเข้ามาด้วยความหวังว่าจะทำข้อตกลงยุติสงคราม แต่ตัวเขายืนยันว่ามันสายไปแล้ว และว่าสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าทำลายอิหร่านอย่างสิ้นซาก

“พวกเขากำลังโทรมา พวกเขาถามว่า ‘เราจะทำข้อตกลงกันได้อย่างไร?’” ทรัมป์กล่าวที่ทำเนียบขาว “ผมตอบไปว่า ‘คุณมาสายไปหน่อยนะ และตอนนี้เราอยากสู้มากกว่าที่พวกคุณอยากสู้เสียอีก’”

อนึ่ง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (4 มี.ค.) สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า หน่วยข่าวกรองของอิหร่านได้ส่งสัญญาณมายังสหรัฐฯ ว่าอาจพร้อมที่จะเปิดการเจรจาเกี่ยวกับแนวทางการยุติสงคราม แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าในขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้น และ “ทางออก” ที่เป็นไปได้นั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะอันใกล้นี้

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ทรัมป์กำลังเฉลิมฉลองความคืบหน้าของสหรัฐฯ โดยยืนยันว่า “กองทัพสหรัฐฯ พร้อมด้วยพันธมิตรที่ยอดเยี่ยมอย่างอิสราเอล ยังคงเดินหน้าทำลายล้างศัตรูอย่างสิ้นซาก ซึ่งรุดหน้าเกินกว่ากำหนดการ และอยู่ในระดับที่ผู้คนไม่เคยพบเห็นมาก่อน”

ผู้นำสหรัฐฯ บอกกับสำนักข่าว ABC ในเวลาต่อมาว่า อิหร่านนั้นย่อยยับจนต้องใช้เวลาถึง 10 ปี กว่าที่พวกเขาจะสามารถฟื้นฟูกลับมาได้ใหม่

นอกจากนั้น นายทรัมป์ยังกระตุ้นให้นักการทูตอิหร่านทั่วโลก ดำเนินการขอลี้ภัย “เราขอเรียกร้องให้นักการทูตอิหร่านทั่วโลกยื่นความจำนงขอลี้ภัย และมาช่วยเราสร้างสรรค์อิหร่านยุคใหม่ที่ดียิ่งขึ้นและมีศักยภาพอันยิ่งใหญ่” ทรัมป์กล่าวในงานอีเวนต์หนึ่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวตคว่ำร่างกฎหมาย จำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวตคว่ำร่างกฎหมาย จำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม

6 มี.ค. 2569 05:03 น.

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวตคว่ำร่างกฎหมาย จำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติไม่เห็นชอบในการผ่านร่างกฎหมาย จำกัดอำนาจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในการทำสงครามกับอิหร่าน โดยมีคะแนนโหวตห่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติไม่เห็นชอบในการผ่านร่างกฎหมายที่มุ่งจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการทำสงครามกับอิหร่าน ตามรอยวุฒิสภาสหรัฐฯ ที่ลงมติร่างกฎหมายคล้ายกันไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า สมาชิกฝ่ายรีพับลิกันยังคงให้การสนับสนุนรัฐบาลทรัมป์อย่างเหนียวแน่น

ผลการลงมติคือ ไม่เห็นชอบ 219 เสียง ต่อเห็นชอบ 212 เสียง โดยมี สส. พรรคเดโมแครตกลุ่มที่สนับสนุนอิสราเอลหลายรายตัดสินใจโหวตสวนมติพรรคแม้จะได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากผู้นำพรรคก็ตาม ในขณะที่มี สส. พรรครีพับลิกัน 2 ราย ซึ่งเคยตำหนิทรัมป์ว่าผิดคำสัญญาตอนหาเสียงเรื่อง “จะไม่ทำสงครามในต่างแดน” ได้โหวตสวนมติพรรคตนเองเพื่อสนับสนุนร่างกฎหมายนี้

ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นความพยายามที่นำโดย สส. โธมัส แมสซี จากพรรครีพับลิกันรัฐเคนทักกี และ สส. โร คานนา จากพรรคเดโมแครตรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งทั้งคู่สามารถผลักดันให้เกิดการลงมติได้ภายใต้ กฎหมายอำนาจการทำสงครามปี 2516 (War Powers Act)

ปัจจุบัน สมาชิกพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ในสภาคองเกรสได้แสดงจุดยืนสนับสนุนปฏิบัติการของทำเนียบขาวอย่างเป็นทางการแล้ว โดยการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่วุฒิสภาได้ตีตกความพยายามที่คล้ายคลึงกันไปก่อนหน้า

ด้านพรรคเดโมแครตส่วนใหญ่ต่างคัดค้านการยกระดับความขัดแย้งอย่างรุนแรง โดยระบุว่าทรัมป์ดำเนินการอย่างผิดกฎหมายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากสภาคองเกรส และกำลังสร้างความเสี่ยงด้านความมั่นคงในระยะยาวให้กับสหรัฐฯ

ที่ผ่านมา สภาคองเกรสมักจะสงวนท่าทีต่อความขัดแย้งทางทหารต่างๆ ที่ทรัมป์เข้าไปเกี่ยวข้อง ตั้งแต่เวเนซุเอลาจนมาถึงสงครามที่กำลังขยายวงกว้างในตะวันออกกลางในขณะนี้ แม้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะมีการบรรยายสรุปข้อมูลลับแก่สมาชิกสภาคองเกรสเกี่ยวกับรายละเอียดปฏิบัติการในอิหร่าน แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อเพียงใด

นายฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร พยายามอย่างหนักที่จะรวมเสียงในพรรคให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ แต่ท้ายที่สุดเขาก็ไม่สามารถโน้มน้าวกลุ่ม สส. ที่สนับสนุนอิสราเอลอย่างเหนียวแน่นได้ ส่งผลให้มี สส.เดโมแครตแตกแถวไปหลายราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ปลด “คริสตี โนเอม” พ้นตำแหน่ง รมต.ความมั่นคงมาตุภูมิ

ทรัมป์ปลด “คริสตี โนเอม” พ้นตำแหน่ง รมต.ความมั่นคงมาตุภูมิ

6 มี.ค. 2569 04:42 น.

ทรัมป์ปลด “คริสตี โนเอม” พ้นตำแหน่ง รมต.ความมั่นคงมาตุภูมิ

ทรัมป์สั่งปลด คริสตี โนเอม พ้นตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ หลังเผชิญเสียงวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งจากการปราบผู้อพยพในมินนิโซตา และปมแคมเปญโฆษณามูลค่า 220 ล้านดอลลาร์

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งปลด คริสตี โนเอม ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิแล้ว หลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อการบริหารงานของเธอ รวมถึงการจัดการมาตรการปราบปรามผู้อพยพของรัฐบาลและการตอบสนองต่อภัยพิบัติ

ทรัมป์ระบุว่าเขาจะเสนอชื่อ นายมาร์กเวย์น มัลลิน สว.รัฐโอกลาโอมา สังกัดพรรครีพับลิกันให้ดำรงตำแหน่งแทน โดยทรัมป์ได้ประกาศเรื่องนี้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพียงสองวันหลังจากที่ โนเอมถูกสมาชิกพรรครีพับลิกันและเดโมแครตซักฟอกอย่างหนักในสภาคองเกรส ปมแคมเปญโฆษณาของกระทรวงซึ่งใช้งบประมาณถึง 220 ล้านดอลลาร์

นายทรัมป์บอกด้วยว่า จะแต่งตั้งให้โนเอมดำรงตำแหน่ง “ทูตพิเศษเพื่อการคุ้มครองอเมริกา” (Special Envoy for The Shield of the Americas) ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มด้านความมั่นคงใหม่ที่เขาระบุว่าจะมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ในซีกโลกตะวันตก

ด้านโนเอมได้ขึ้นเวทีในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ในงานด้านการบังคับใช้กฎหมายเพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่ทรัมป์ประกาศคำสั่งปลด แต่เธอไม่ได้กล่าวถึงการถูกไล่ออกจากกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิในทันที โดยเธอเลือกที่จะอ่านตามบทพิจารณาที่เตรียมมา

ทั้งนี้ คริสตี โนเอม กลายเป็นสมาชิกระดับรัฐมนตรีของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 คนแรกที่ต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยการลงจากตำแหน่งของเธอเป็นการปิดฉากวาระการทำงานอันวุ่นวายในการกำกับดูแลกลยุทธ์การบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง ซึ่งเผชิญกับทั้งการประท้วงและการฟ้องร้องทางกฎหมายมากมาย

โนเอมถูกโจมตีอย่างหนักจากการที่เธอผลักดันนโยบายปราบคนเข้าเมืองอย่างแข็งกร้าวของ โดนัลด์ ทรัมป์ จนนำไปสู่การยิงพลเมืองอเมริกันเสียชีวิต 2 ศพในรัฐมินนิโซตาเมื่อเดือนมกราคม จุดกระแสความโกรธแค้นของประชาชนและเกิดการประท้วงรุนแรงตามมา

เก้าอี้ของโนเอมสั่นคลอนมากยิ่งขึ้นอีกหลังจาก การไต่สวนของสภาคองเกรสในสัปดาห์นี้ ซึ่งเธอต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์อย่างรุนแรงจากสมาชิกสภาฝ่ายรีพับลิกันด้วยกันเอง โดยประเด็นที่ถูกตรวจสอบอย่างหนักคือ แคมเปญโฆษณามูลค่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มีตัวเธอเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อรณรงค์ให้ผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายเดินทางออกไปโดยสมัครใจ

โนเอมบอกกับสมาชิกสภาว่าทรัมป์รับทราบเรื่องแคมเปญนี้ล่วงหน้าแล้ว แต่ทรัมป์ได้ออกมาปฏิเสธเรื่องดังกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Reuters เมื่อวันพฤหัสบดี โดยระบุว่าเขาไม่ได้เป็นผู้อนุมัติแคมเปญโฆษณานี้

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องคนเข้าเมืองแล้ว โนเอมยังถูกวิจารณ์ รวมถึงจากคนในพรรครีพับลิกันเอง เกี่ยวกับความล่าช้าในการอนุมัติงบประมาณฉุกเฉินผ่านสำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินส่วนกลาง (FEMA) และการตอบสนองต่อภัยพิบัติต่างๆ ของรัฐบาลทรัมป์ด้วย

ตอนนี้กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ (DHS) ภายใต้การดูแลของเธอยังเผชิญกับภาวะชัตดาวน์ (Shutdown) มานานกว่า 20 วันแล้ว เนื่องจากงบประมาณไม่ได้รับการอนุมัติ แต่พนักงานจำนวนมากยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna