เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ ขอยูเครน ช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ ขอยูเครน ช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

6 มี.ค. 2569 02:48 น.

เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ ขอยูเครน ช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

เซเลนสกีผู้นำยูเครนเผยว่า ได้รับคำขอจากสหรัฐฯ และพันธมิตรของยูเครน ให้ช่วยเหลือในการป้องกันการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่าน ซึ่งเซเลนสกีบอกว่า สั่งให้มีการจัดเตรียมทรัพยากรที่จำเป็นแล้ว

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกาขอให้ยูเครนช่วยป้องกันชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย จากการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีทีท่าจะสงบลง

เซเลนสกีกล่าวว่า บรรดาพันธมิตรของยูเครนมีการติดต่อเข้ามา และมีการร้องขอจากฝั่งอเมริกา ซึ่งเขาได้ออกคำสั่งให้จัดเตรียมทรัพยากรที่จำเป็น และทำให้แน่ใจว่าผู้เชี่ยวชาญพิเศษของยูเครน ซึ่งสามารถรับประกันความมั่นคงที่จำเป็นได้ จะถูกส่งไปช่วยเหลือ

อีกด้านหนึ่ง ผู้สื่อข่าวได้ถาม โดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องข้อเสนอดังกล่าวของยูเครน โดยผู้นำสหรัฐฯ ตอบว่า “ผมยินดีรับความช่วยเหลือจากทุกประเทศ”

ก่อนหน้านี้ เซเลนสกีได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ยูเครนจะให้ความช่วยเหลือภายใต้เงื่อนไขที่ว่า การป้องกันประเทศของยูเครนเองจะต้องไม่ถูกบั่นทอนลง และต้องมีผลประโยชน์ทางการทูตตอบแทนกลับมายังกรุงเคียฟด้วย

เขาเสนอแนะเป็นพิเศษว่า ยูเครนยินดีที่จะนำโดรนสกัดกั้นของพวกเขาแลกกับการขอระบบป้องกันภัยทางอากาศ แพทริออต ของสหรัฐฯ มาประจำการในยูเครนเพิ่มเติม เพื่อใช้ป้องกันการโจมตีของรัสเซีย

ทั้งนี้ สงครามในตะวันออกกลางจุดกระแสความกังวลว่า ยูเครนอาจได้รับผลกระทบหากบรรดาพันธมิตรหันไปให้ความสนใจกับความขัดแย้งใหม่นี้แทน นอกจากนั้นยังมีความกังวลเรื่องการขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้น และการที่รัสเซียอาจได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ซึ่งรายได้ส่วนนี้เป็นแหล่งเงินทุนหลักในการทำสงครามของรัสเซีย

เซเลนสกีรับทราบถึงความเสี่ยงเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ดูเหมือนจะกระตือรือร้นที่จะใช้ประโยชน์จากวิกฤตนี้เพื่อผลักดันผลประโยชน์แห่งชาติของยูเครน

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เซเลนสกีได้พูดคุยกับบรรดาผู้นำในแถบอ่าวเปอร์เซีย ทั้งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ บาห์เรน จอร์แดน และคูเวต โดยสัญญาว่าจะดำเนินการในสิ่งที่เขาเรียกว่า “ขั้นตอนที่เป็นรูปธรรม” เพื่อช่วยปกป้องฐานทัพทหารและโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือนของประเทศเหล่านั้นจากการโจมตีของอิหร่าน

“เป็นที่ชัดเจนว่าคำขอหลักที่พวกเขามีต่อยูเครนคืออะไร” เซเลนสกีกล่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ “ใครก็ตามที่ต้องเผชิญกับการโจมตีจากอิหร่าน ย่อมต้องเจอกับความท้าทายที่รุนแรง นั่นคือ โดรนชาเฮด (Shahed) ซึ่งยากต่อการสกัดกั้นหากขาดความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมและอาวุธที่เพียงพอ”

ผู้นำยูเครนกล่าวเสริมว่า “มันเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของเราในการช่วยเหลือผู้คนให้รู้จักป้องกันตนเอง และเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพในเส้นทางขนส่งเสบียงที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สงคราม 100 ชม.แรก กองทัพสหรัฐฯ ใช้งบฯ ไปแล้ว 1.17 แสนล้านบาท

สงคราม 100 ชม.แรก กองทัพสหรัฐฯ ใช้งบฯ ไปแล้ว 1.17 แสนล้านบาท

6 มี.ค. 2569 02:00 น.

สงคราม 100 ชม.แรก กองทัพสหรัฐฯ ใช้งบฯ ไปแล้ว 1.17 แสนล้านบาท

ศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ฯ ประเมินว่า ในช่วง 100 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน สหรัฐฯ ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 1.17 แสนล้านบาท

ศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) เผยแพร่รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (5 มี.ค. 2569) ชี้ว่า ในช่วง 100 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่าน พวกเขาใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.17 แสนล้านบาท) หรือเฉลี่ย 890 ล้านดอลลาร์ต่อวัน (ราว 2.8 หมื่นล้านบาท)

ในจำนวนนี้ มีงบประมาณไม่ถึง 200 ล้านดอลลาร์ที่เป็นค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการซึ่งรวมอยู่ในงบของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ อยู่แล้ว ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 3.54 พันล้านดอลลาร์นั้น นักวิเคราะห์จาก CSIS ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ต้องของบฯ เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นผ่านงบประมาณพิเศษหรือร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณฉบับใหม่

นอกจากค่าปฏิบัติการและค่าสนับสนุนแล้ว ค่าใช้จ่ายหลักที่ถูกคาดการณ์ไว้คือการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์มาทดแทน ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งเนื่องจากคลังกระสุนขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ และพันธมิตร เริ่มลดน้อยลง รวมถึงความสูญเสียด้านยุทโธปกรณ์ เช่น เครื่องบินรบ F-15 จำนวน 3 ลำที่ถูกยิงตกในเหตุการณ์ยิงพวกเดียวกันเองที่คูเวต

CSIS ระบุว่า ในระยะต่อไป ค่าใช้จ่ายอาจเปลี่ยนแปลงไปตาม “การปรับเปลี่ยนของกองทัพสหรัฐฯ ที่จะใช้ยุทโธปกรณ์ที่มีราคาถูกลง” รวมถึง “ความเข้มข้นของปฏิบัติการ และประสิทธิภาพในการตอบโต้ของอิหร่าน”

ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านจะยืดเยื้อเพียงใด โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่แน่นอน โดยนายเฮกเซธเคยพูดไว้ว่า ปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินไปนานตราบเท่าที่ประธานาธิบดีเห็นสมควร

“คุณอาจจะบอกว่า 4 สัปดาห์ แต่มันอาจจะเป็น 6, เป็น 8 หรือแค่ 3 สัปดาห์ก็ได้” นายเฮกเซธกล่าวเมื่อวันพุธ “ท้ายที่สุดแล้ว เราคือผู้กำหนดจังหวะและเวลาของปฏิบัติการนี้เอง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน

ทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน

6 มี.ค. 2569 00:40 น.

ทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า ตัวเขาต้องได้มีส่วนร่วมในการเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน และยืนยันว่าเขาไม่ยอมรับในตัวลูกชายของ อาลี คาเมเนอี ซึ่งเป็นตัวเก็งผู้นำคนต่อไป

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า ตัวเขาจะต้องมีส่วนร่วมในการแต่งตั้งผู้นำคนต่อไปของอิหร่าน พร้อมทั้งปัดตกโอกาสที่ มุจตาบา คาเมเนอี จะขึ้นสืบทอดอำนาจต่อจาก อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี บิดาของเขา และอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งถูกสหรัฐฯ สังหารเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

“พวกเขากำลังเสียเวลาเปล่า ลูกชายของคาเมเนอีนั้นไร้ความสำคัญ ผมต้องมีส่วนร่วมในการแต่งตั้ง เหมือนกับกรณีของเดลซีในเวเนซุเอลา” ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Axios โดยอ้างถึง เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ผู้ก้าวขึ้นมามีอำนาจหลังจากสหรัฐฯ บุกจับกุมตัว นิโกลัส มาดูโร

ทรัมป์ระบุด้วยว่า เขาจะไม่ยอมรับผู้สืบทอดอำนาจที่ยังคงดำเนินนโยบายตามรอยอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

“ลูกชายของคาเมเนอีเป็นที่ยอมรับไม่ได้สำหรับผม เราต้องการใครสักคนที่จะนำความปรองดองและสันติภาพมาสู่อิหร่าน” ทรัมป์กล่าว พร้อมเตือนว่าการตั้งผู้นำที่เดินตามเส้นทางเดิมอาจบีบให้สหรัฐฯ ต้องกลับเข้าสู่สงครามอีกครั้ง “ภายใน 5 ปีข้างหน้า”

คำพูดของโดนัลด์ ทรัมป์ เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากทำเนียบขาวเพิ่งจะส่งสัญญาณว่า การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่านนั้น ไม่ใช่เป้าหมายหลักในปฏิบัติการทางทหารของประธานาธิบดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทูตอิหร่านประจำ UN โต้ข่าวปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นยึดมั่น ก.ม.ระหว่างประเทศ

ทูตอิหร่านประจำ UN โต้ข่าวปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นยึดมั่น ก.ม.ระหว่างประเทศ

5 มี.ค. 2569 23:44 น.

ทูตอิหร่านประจำ UN โต้ข่าวปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นยึดมั่น ก.ม.ระหว่างประเทศ

ทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่า อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว โดยชี้ว่า ไม่มีมูลความจริง และยืนยันว่าเตหะรานยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ

สำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานเมื่อ 5 มี.ค. 2569 ว่า ผู้แทนถาวรของอิหร่านประจำสหประชาชาติ (UN) ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลเตหะรานได้สั่งปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและน้ำมันทางทะเลที่สำคัญของโลก โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว “ไม่มีมูลความจริงและไร้สาระสิ้นดี”

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (2 มี.ค.) สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่าช่องแคบฮอร์มุซถูกสั่งปิดแล้ว และอิหร่านจะเปิดฉากยิงใส่เรือทุกลำที่พยายามจะแล่นผ่าน

อย่างไรก็ตาม ผู้แทนอิหร่านประจำ UN ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X โดยยืนยันว่า อิหร่านยังคงยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศและเสรีภาพในการเดินเรือ พร้อมโต้กลับว่าสหรัฐฯ ต่างหากที่เป็นฝ่ายทำให้ความมั่นคงทางทะเลตกอยู่ในอันตราย

นอกจากนี้ ผู้แทนอิหร่านยังประณามสหรัฐฯ ที่ใช้เรือดำน้ำยิงเรือฟริเกต “ไอริส เดนา” (IRIS Dena) ของอิหร่านขณะเดินทางในน่านน้ำสากลโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ส่งผลให้เรือจมลงสู่มหาสมุทรอินเดีย และทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 100 ศพ โดยกล่าวหาว่า นี่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและหลักเสรีภาพในการเดินเรืออย่างร้ายแรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

UK เตรียมส่ง เครื่องบินรบ-เฮลิคอปเตอร์ ไปเสริมป้องกันกาตาร์-ไซปรัส

UK เตรียมส่ง เครื่องบินรบ-เฮลิคอปเตอร์ ไปเสริมป้องกันกาตาร์-ไซปรัส

5 มี.ค. 2569 22:53 น.

UK เตรียมส่ง เครื่องบินรบ-เฮลิคอปเตอร์ ไปเสริมป้องกันกาตาร์-ไซปรัส

นายกฯ อังกฤษเผย กำลังส่งเครื่องบินรบกับเฮลิคอปเตอร์ไปยังประเทศกาตาร์กับไซปรัส เพื่อเสริมการป้องกันพลเมืองกับพันธมิตร ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า ประเทศของเขาเตรียมส่งเครื่องบินขับไล่ “ไต้ฝุ่น” อีก 4 ลำ ไปร่วมกับฝูงบินของอังกฤษในประเทศกาตาร์ เพื่อเสริมการป้องกัน ท่ามกลางการโจมตีของอิหร่าน ที่มุ่งเป้าไปยังหลายประเทศในตะวันออกกลาง

นอกจากนั้น เซอร์ สตาร์เมอร์ บอกด้วยว่า เฮลิคอปเตอร์รุ่นไวลด์แคท (Wildcat) ที่มีขีดความสามารถในการต่อต้านโดรน จะถูกส่งถึงประเทศไซปรัสในวันศุกร์นี้ (6 มี.ค.) และกำลังมีการส่งเรือหลวงดรากอน (HMS Dragon) เข้าประจำการในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้วย

นายกรัฐมนตรีย้ำด้วยว่า อังกฤษได้อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพของพวกเขาเพื่อ “ดำเนินปฏิบัติการเชิงป้องกัน” เท่านั้น และเราจะ “รักษาโล่นี้ไว้ เพื่อปกป้องชาวบริติชและพันธมิตรของเราในภูมิภาค”

เซอร์ สตาร์เมอร์บอกอีกว่า รัฐบาลกำลังทำงานเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของโล่ให้มากขึ้นในทุกๆ วัน และกำลังทำงานเพื่อพาประชาชนออกจากภูมิภาคอ่าวอาหรับ โดยตอนนี้เที่ยวบินแรกเพื่อพาชาวอังกฤษกลับบ้านได้ออกเดินทางแล้ว และมีพลเมืองเดินทางกลับมาแล้วกว่า 4,000 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านอ้าง ไม่ได้โจมตีอาเซอร์ไบจาน หลังโดรนตกใส่สนามบิน-โรงเรียน

อิหร่านอ้าง ไม่ได้โจมตีอาเซอร์ไบจาน หลังโดรนตกใส่สนามบิน-โรงเรียน

5 มี.ค. 2569 22:04 น.

อิหร่านอ้าง ไม่ได้โจมตีอาเซอร์ไบจาน หลังโดรนตกใส่สนามบิน-โรงเรียน

อิหร่านบอกเจ้าหน้าที่ของอาเซอร์ไบจานว่าพวกเขาไม่ได้ยิงอาวุธใดๆ เข้าโจมตีเลย หลังเกิดเหตุโดรน 2 ลำตกใส่สนามบินกับโรงเรียนของอาเซอร์ไบจาน จนมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิหร่าน ได้แจ้งต่อรัฐมนตรีฝั่งอาเซอร์ไบจานว่า พวกเขาไม่ได้อยู่เบื้องหลังการโจมตีด้วยโดรนในพื้นที่นัคชีวาน (Nakhchivan) ซึ่งเป็นดินแดนของอาเซอร์ไบจาน ที่อาณาเขตไม่ได้ติดต่อกับแผ่นดินใหญ่

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นราวช่วงเที่ยงวันพฤหัสบดี ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีโดรนอย่างน้อย 2 ลำบินข้ามพรมแดนจากอิหร่านเข้าสู่เขตปกครองพิเศษนัคชีวาน ซึ่งเป็นดินแดนของอาเซอร์ไบจานที่มีพรมแดนติดกับอิหร่าน และถูกแยกออกจากแผ่นดินใหญ่ของอาเซอร์ไบจานโดยอาร์เมเนีย

โดรนลำหนึ่งตกใส่อาคารผู้โดยสารของสนามบินนัคชีวาน ขณะที่อีกลำตกใกล้อาคารโรงเรียนในหมู่บ้านเชเคอราบัด ส่งผลให้โครงสร้างสนามบินได้รับความเสียหาย และมีพลเรือนบาดเจ็บ 2 ราย

ในระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์ นายอารักชีปฏิเสธว่าอิหร่านไม่ได้มีการยิงวัตถุระเบิดใดๆ ไปยังอาเซอร์ไบจาน พร้อมระบุว่ากองทัพอิหร่านกำลังดำเนินการสืบสวนและตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด

นอกจากนี้ สำนักข่าวทัสนิม (Tasnim) รายงานว่า นายอารักชีได้ตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของอิสราเอลในการโจมตีลักษณะดังกล่าว เพื่อบิดเบือนความคิดเห็นของสาธารณชนและทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างอิหร่านกับประเทศเพื่อนบ้าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

ผู้นำนาโตหนุนทรัมป์ถล่มอิหร่าน แต่ปฏิเสธร่วมโจมตี

ผู้นำนาโตหนุนทรัมป์ถล่มอิหร่าน แต่ปฏิเสธร่วมโจมตี

5 มี.ค. 2569 21:19 น.

ผู้นำนาโตหนุนทรัมป์ถล่มอิหร่าน แต่ปฏิเสธร่วมโจมตี

เลขาธิการ NATO ชื่นชมการตัดสินใจของทรัมป์ในการโจมตีอิหร่าน ชี้ต้องกำจัดภัยคุกคาม แต่ย้ำว่าพันธมิตรไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งนี้

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 นายมาร์ก รุทเทอ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ “นาโต” (NATO) กล่าวชื่นชมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ตัดสินใจเปิดฉากโจมตีอิหร่าน แต่ในขณะเดียวกันเขาปฏิเสธความคิดที่ว่า พันธมิตรนาโตจะเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งครั้งนี้ด้วย

“เราสนับสนุนประธานาธิบดีในการทำลายขีดความสามารถนั้น (ของอิหร่าน)” นายรุทเทอกล่าว อ้างถึงเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ที่ต้องการกำจัดโครงการขีปนาวุธของรัฐบาลอิหร่าน “เราต้องมั่นใจว่าในอนาคต อิหร่านหรือสาธารณรัฐแห่งนี้ จะไม่สามารถกลับมาสร้างภัยคุกคามร้ายแรงต่อเพื่อนบ้าน ต่ออิสราเอล ตะวันออกกลาง หรือต่อยุโรปได้อีก”

คำพูดของนายรุทเทอเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากตุรกีระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของนาโต ยิงสกัดขีปนาวุธของอิหร่านที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เขตน่านฟ้าของพวกเขา ขณะที่อิหร่านปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตี

นายรุทเทอระบุว่า การสกัดกั้นที่ประสบความสำเร็จดังกล่าวเป็นหลักฐานถึง “แนวทางแบบ 360 องศา” ในการป้องกันดินแดนชาติสมาชิกนาโต แต่เขาปฏิเสธความคิดที่ว่า นาโตกำลังมีส่วนร่วมในความขัดแย้งนี้ อย่างไรก็ตาม เขาเน้นย้ำว่า นาโตมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพในแคมเปญโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ

เลขาธิการนาโตยังปกป้องการที่เขาสนับสนุนนายทรัมป์ด้วยว่า “การดำเนินการที่เด็ดขาดเพื่อทำลายขีดความสามารถของอิหร่าน… ในฐานะผู้ส่งออกลัทธิการก่อการร้ายและความวุ่นวาย… ผมคิดว่าหากประธานาธิบดีของประเทศใดประเทศหนึ่งกำลังแสดงความเป็นผู้นำในลักษณะนี้ การกล่าวชื่นชมบ้างก็ถือเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

“มัลลิกา” รมช.คมนาคม สั่ง วิทยุการบินฯ ยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้า รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

"มัลลิกา" รมช.คมนาคม สั่ง วิทยุการบินฯ ยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้า รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

5 มี.ค. 2569 18:25 น.

“มัลลิกา” รมช.คมนาคม สั่ง วิทยุการบินฯ ยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้า รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเข้าตรวจเยี่ยมหอควบคุมการจราจรทางอากาศตรัง และหอควบคุมการจราจรทางอากาศกระบี่ ว่า “ได้กำชับให้บริษัท  วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง  ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขนส่งทางอากาศในวงกว้าง พร้อมให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่สายการบินในการวางแผนเส้นทางบินล่วงหน้า  เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามมา รวมถึงให้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับรูปแบบการบริหารจัดการจราจรทางอากาศให้เหมาะสมตามสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดด้านน่านฟ้าระหว่างประเทศ พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคน นอกจากนี้ได้มอบนโยบายให้เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการจราจรทางอากาศให้สามารถรองรับปริมาณเที่ยวบินให้ได้เต็มขีดความสามารถของสนามบิน พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศให้ทันสมัย บริหารสภาพคล่องการจราจรทางอากาศ เพื่อลดความล่าช้าของเที่ยวบิน และบริหารจัดการเส้นทางบินและห้วงอากาศให้เกิดประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวจังหวัดตรังและกระบี่ ให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจและขยายตัวมากขึ้น”

นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. เปิดเผยว่า “บวท. ในฐานะหน่วยงานผู้ให้บริการการจัดการจราจรทางอากาศ และบริการการเดินอากาศ ได้มีมาตรการยกระดับการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมในการบริการการเดินอากาศ กรณีสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยกำหนดมาตรการบริหารความคล่องตัวการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Flow Management : ATFM) เพื่อบริหารจัดการปริมาณจราจรทางอากาศให้เหมาะสมร่วมกับหน่วยงานด้านการบินทั้งภายในและระหว่างประเทศ และวางแผนการสำรองอัตรากำลังรองรับสถานการณ์ไม่ปกติ พร้อมทั้งปรับการมอบหมายการปฏิบัติหน้าที่ให้เหมาะสมตามสถานการณ์ รวมถึงเข้มงวดในการปฏิบัติตามระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ในระดับสูงสุด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุกเที่ยวบินด้วยมาตรฐานและความปลอดภัยสูงสุด”

อาเซอร์ไบจานจ่อตอบโต้ หลังโดรนอิหร่านตกใส่สนามบิน-ใกล้โรงเรียน เจ็บ 2 ราย

อาเซอร์ไบจานจ่อตอบโต้ หลังโดรนอิหร่านตกใส่สนามบิน-ใกล้โรงเรียน เจ็บ 2 ราย

5 มี.ค. 2569 17:09 น.

อาเซอร์ไบจานจ่อตอบโต้ หลังโดรนอิหร่านตกใส่สนามบิน-ใกล้โรงเรียน เจ็บ 2 ราย

รัฐบาลอาเซอร์ไบจานเรียกทูตอิหร่านเข้าชี้แจง หลังโดรนอย่างน้อย 2 ลำข้ามพรมแดนจากอิหร่านตกใส่อาคารผู้โดยสารสนามบินนากีชีวาน และบริเวณใกล้อาคารโรงเรียน ส่งผลให้พลเรือนบาดเจ็บ 2 คน พร้อมประกาศเตรียมมาตรการตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศอาเซอร์ไบจานเปิดเผยวันนี้ (5 มี.ค.) ว่า ได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงบากูเข้าพบ เพื่อแสดงการประท้วงอย่างรุนแรง หลังเกิดเหตุโดรนจากอิหร่านโจมตีในดินแดนของอาเซอร์ไบจาน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 2 คน

แถลงการณ์ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นราวช่วงเที่ยง โดยมีโดรนอย่างน้อย 2 ลำบินข้ามพรมแดนจากอิหร่านเข้าสู่เขตปกครองพิเศษนากีชีวาน ซึ่งเป็นดินแดนของอาเซอร์ไบจานที่มีพรมแดนติดกับอิหร่าน และถูกแยกออกจากแผ่นดินใหญ่ของประเทศโดยอาร์เมเนีย

โดรนลำหนึ่งตกใส่อาคารผู้โดยสารของสนามบินนากีชีวาน ขณะที่อีกลำตกใกล้อาคารโรงเรียนในหมู่บ้านเชเคอราบัด ส่งผลให้โครงสร้างสนามบินได้รับความเสียหาย และมีพลเรือนบาดเจ็บ 2 ราย

กระทรวงการต่างประเทศอาเซอร์ไบจานระบุว่า การโจมตีดังกล่าว “ขัดต่อบรรทัดฐานและหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ และยิ่งทำให้ความตึงเครียดในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้น” พร้อมย้ำว่าอาเซอร์ไบจานขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินมาตรการตอบโต้ที่เหมาะสม
ด้านกระทรวงกลาโหมอาเซอร์ไบจานประกาศว่า ประเทศกำลังเตรียมมาตรการตอบโต้ที่จำเป็น เพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของชาติ รวมถึงความปลอดภัยของพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐา นแถลงการณ์ระบุ “การโจมตีเช่นนี้จะไม่ถูกปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่มีการตอบสนอง” 

ที่ผ่านมา อิหร่านแสดงความกังวลมาอย่างต่อเนื่องว่าอิสราเอลซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของอาเซอร์ไบจานและเป็นผู้จัดหาอาวุธรายสำคัญ อาจใช้ดินแดนของอาเซอร์ไบจานเป็นฐานสำหรับการโจมตีอิหร่าน

เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา อาเซอร์ไบจานได้ให้คำมั่นกับอิหร่านว่าจะไม่อนุญาตให้ใช้ดินแดนของตนเป็นฐานโจมตีกรุงเตหะราน หลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่านครั้งใหญ่

ทั้งนี้ อิหร่านยังมีความกังวลเกี่ยวกับกระแสแบ่งแยกดินแดนในหมู่ชนกลุ่มน้อยเชื้อสายอาเซอรีในประเทศ ซึ่งมีจำนวนราว 10 ล้านคน จากประชากรทั้งหมดประมาณ 83 ล้านคนของอิหร่าน.

ที่มา FRANCE 24

อิหร่านยิงมิสไซล์ถล่มฐานที่มั่น “กลุ่มกบฏเคิร์ด” ในอิรัก อ้างสหรัฐฯ เตรียมดึงร่วมสงคราม

อิหร่านยิงมิสไซล์ถล่มฐานที่มั่น "กลุ่มกบฏเคิร์ด" ในอิรัก อ้างสหรัฐฯ เตรียมดึงร่วมสงคราม

5 มี.ค. 2569 16:38 น.

อิหร่านยิงมิสไซล์ถล่มฐานที่มั่น “กลุ่มกบฏเคิร์ด” ในอิรัก อ้างสหรัฐฯ เตรียมดึงร่วมสงคราม

อิหร่านเปิดฉากโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดเชื้อสายอิหร่านในเขตเคอร์ดิสถานของอิรัก โดยใช้ทั้งขีปนาวุธและโดรน ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดเพิ่มขึ้นจากกระแสข่าวว่าสหรัฐฯ อาจหนุนกลุ่มเคิร์ดเข้าร่วมการต่อสู้กับอิหร่าน

กองทัพอิหร่านเปิดเผยว่าได้โจมตีสำนักงานใหญ่ของกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดเชื้อสายอิหร่านในพื้นที่เคอร์ดิสถานทางตอนเหนือของอิรัก โดยระบุว่าได้ยิงขีปนาวุธ 3 ลูกโจมตีกลุ่มเคิร์ดที่ต่อต้านการปฏิวัติอิสลามในอิรัก ตามรายงานของสื่อทางการอิหร่าน

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค หลังมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ อาจต้องการให้กลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดเข้าร่วมการต่อสู้กับอิหร่าน ขณะที่ปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านยังคงดำเนินต่อไป

แหล่งข่าวยืนยันว่า การโจมตีของอิหร่านในช่วงวันอังคารและวันพุธส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน และบาดเจ็บ 3 คน โดยฐานที่มั่นแห่งหนึ่งถูกขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้นักรบเคิร์ดเพชเมอร์กาได้รับบาดเจ็บ 4 คน และมี 1 คนเสียชีวิตในเวลาต่อมา

พื้นที่ฐานทัพดังกล่าวได้รับความเสียหายอย่างหนัก อาคารหนึ่งถูกทำลายจนพังถล่ม มีเศษซากคอนกรีตและโลหะกระจัดกระจายเป็นบริเวณกว้าง รวมถึงมีหลุมขนาดใหญ่จากแรงระเบิดของขีปนาวุธ

ขณะเดียวกัน ฐานอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นของพรรคประชาธิปไตยเคอร์ดิสถานแห่งอิหร่าน (KDPI) ถูกโจมตีด้วยโดรนสองลำเมื่อวันอังคาร ส่งผลให้พลเรือนอย่างน้อย 1 คนได้รับบาดเจ็บ

ผู้นำทางการเมืองระดับสูงของ KDPI ให้สัมภาษณ์ว่า เชื่อว่าชาวเคิร์ดอาจต้องเข้าไปมีบทบาทในการสู้รบภายในอิหร่านในอนาคตอันใกล้ แต่ไม่ได้ระบุกรอบเวลาอย่างชัดเจน และปฏิเสธให้ความเห็นต่อรายงานที่ระบุว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้ติดต่อกับผู้นำของกลุ่มในช่วงที่ผ่านมา

ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มติดอาวุธคาเต็บ ฮิซบอลเลาะห์ (Kataeb Hezbollah) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในอิรัก เปิดเผยว่าผู้บัญชาการระดับสูงของกลุ่มเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศในภาคใต้ของอิรักเมื่อวันก่อน โดยผู้เสียชีวิตคือ อาลี ฮุสเซน อัล-เฟรยีจี ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มมานานกว่า 20 ปี

แหล่งข่าวภายในกลุ่มระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้ฐานทัพหลักของกลุ่มในภาคใต้ของอิรัก ส่งผลให้มีนักรบเสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน โดยหนึ่งในแหล่งข่าวกล่าวหาว่าเป็นการโจมตีร่วมของอิสราเอลและสหรัฐ

ฐานทัพจูร์ฟ อัล-นาสร์ ของกลุ่มคาเต็บ ฮิซบอลเลาะห์ ถือเป็นเป้าหมายแรกในอิรักที่ถูกโจมตีจากปฏิบัติการที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นของสหรัฐและอิสราเอล ก่อนจะขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ โดยนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น มีนักรบของกลุ่มติดอาวุธเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 15 คน

แม้อิรักซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากความไม่สงบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะยืนยันว่าไม่ต้องการถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน แต่ประเทศยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากอิรักเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายใช้เป็นสนามแข่งขันอิทธิพลมานาน

กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านหลายกลุ่มในอิรัก ภายใต้ชื่อ “แนวต้านอิสลามในอิรัก” ซึ่งรวมถึงคาเต็บ ฮิซบอลเลาะห์ ยังอ้างว่าได้ส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐในอิรักอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด กลุ่มดังกล่าวยังออกคำเตือนต่อประเทศในยุโรปไม่ให้เข้าร่วมสงคราม โดยขู่จะโจมตีกองกำลังและฐานทัพของประเทศเหล่านั้นในอิรักและภูมิภาค หากมีส่วนร่วมในความขัดแย้ง

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวทางการอิรักรายงานว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงสามารถยึดจรวดสองลูกและแท่นยิงในจังหวัดบาสราทางตอนใต้ ซึ่งถูกเตรียมไว้เพื่อใช้โจมตีประเทศเพื่อนบ้าน

ชาวเคิร์ดซึ่งมีประชากรรวมกันประมาณ 25–35 ล้านคน อาศัยอยู่ในพื้นที่ภูเขาที่ครอบคลุมหลายประเทศ ได้แก่ ตุรกี อิรัก ซีเรีย อิหร่าน และอาร์เมเนีย ถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ของตะวันออกกลาง แต่ยังไม่เคยมีรัฐชาติเป็นของตนเอง

ในอิหร่านซึ่งมีประชากรราว 84 ล้านคน ชาวเคิร์ดคิดเป็นประมาณ 10% ของประชากรทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมนิกายสุหนี่และอาศัยอยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ

องค์การนิรโทษกรรมสากลเคยระบุว่า ชาวเคิร์ดในอิหร่านเผชิญการเลือกปฏิบัติอย่างยาวนาน ทั้งในด้านสิทธิทางสังคม การเมือง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ขณะที่กลุ่มเคิร์ดฝ่ายค้านซึ่งลี้ภัยในเขตเคอร์ดิสถานของอิรักยังคงเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชหรือการปกครองตนเอง และมีการปะทะกับกองกำลังความมั่นคงของอิหร่านเป็นระยะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา.

ที่มา BBC