ทรัมป์เผย ถ้าอิหร่านอยากคุยก็โทรศัพท์มาได้ หลังยกเลิกคุยที่ปากีสถาน

ทรัมป์เผย ถ้าอิหร่านอยากคุยก็โทรศัพท์มาได้ หลังยกเลิกคุยที่ปากีสถาน

27 เม.ย. 2569 10:16 น.

ทรัมป์เผย ถ้าอิหร่านอยากคุยก็โทรศัพท์มาได้ หลังยกเลิกคุยที่ปากีสถาน

ทรัมป์ระบุอิหร่านสามารถโทรมาได้เลย หากต้องการเจรจายุติสงคราม หลังสหรัฐฯ ยกเลิกแผนส่งผู้แทนไปหารือที่ปากีสถาน ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยังเดินสายเจรจาหลายประเทศ เตรียมพบผู้นำรัสเซีย

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ในรายการ “The Sunday Briefing” ทาง Fox News ว่าถ้าอิหร่านอยากคุย ก็เข้ามาหาได้ หรือจะโทรมาก็ได้ เพราะสหรัฐฯมีสายสื่อสารที่ปลอดภัย พร้อมย้ำเงื่อนไขสำคัญว่า อิหร่านจะต้องไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีเหตุผลต้องเจรจา

คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังทรัมป์ยกเลิกแผนส่งผู้แทน ได้แก่ สตีฟ วิทคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์  ไปยังกรุงอิสลามาบัดในช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้ความหวังในการรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพลดลง

ด้านอิหร่านยืนยันมาโดยตลอดว่า มีสิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อสันติ แต่ชาติตะวันตกและอิสราเอลมองว่า อาจเป็นการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

แม้ปัจจุบันจะมีการหยุดยิงบางส่วนในสงครามที่เริ่มต้นจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่ยังไม่มีข้อตกลงยุติสงครามอย่างเป็นทางการ โดยความขัดแย้งดังกล่าวคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายพันราย และส่งผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งราคาน้ำมันที่พุ่งสูง เงินเฟ้อ และแนวโน้มการเติบโตที่ชะลอตัว

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้น หลังอิหร่านปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราว 20% ของโลก ขณะที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า อับบาส อารักชี กำลังเดินสายเจรจา โดยหลังการหารือในปากีสถาน ได้เดินทางไปยังโอมาน ซึ่งเป็นอีกประเทศตัวกลาง และเข้าพบ ไฮษัม บิน ตารีก อัล-ซาอิด

โดยการหารือมุ่งเน้นด้านความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซ และการสร้างกรอบความมั่นคงระดับภูมิภาคที่ปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก โดยอารักชีระบุว่า เป้าหมายคือการทำให้การเดินเรือในพื้นที่ปลอดภัยเพื่อประโยชน์ของประเทศเพื่อนบ้านและโลก

หลังจากนั้น อารักชีได้เดินทางกลับอิสลามาบัด ก่อนมุ่งหน้าสู่รัสเซีย โดย วลาดิเมียร์ ปูติน มีกำหนดพบหารือในวันจันทร์ ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยรัสเซียและอิหร่าน ต่างเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก และทั้งสองชาติ มีการกระชับความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา.

ที่มา : channelnewsasia

คณะผู้แทนอิหร่านออกจากปากีฯ มุ่งหน้ารัสเซีย เตรียมหารือปูติน หลังความหวังเจรจากับสหรัฐฯ สะดุด

คณะผู้แทนอิหร่านออกจากปากีฯ มุ่งหน้ารัสเซีย เตรียมหารือปูติน หลังความหวังเจรจากับสหรัฐฯ สะดุด

27 เม.ย. 2569 09:14 น.

คณะผู้แทนอิหร่านออกจากปากีฯ มุ่งหน้ารัสเซีย เตรียมหารือปูติน หลังความหวังเจรจากับสหรัฐฯ สะดุด

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เดินทางออกจากกรุงอิสลามาบัด มุ่งหน้าสู่รัสเซีย เพื่อเข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในวันจันทร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพอิหร่าน-สหรัฐฯ

วันที่ 27 เมษายน 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เดินทางออกจากกรุงอิสลามาบัด มุ่งหน้าสู่รัสเซีย เพื่อเข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ

สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า นายอารักชีจะหารือกับผู้นำรัสเซียและเจ้าหน้าที่ระดับสูง เพื่อประเมินสถานการณ์ล่าสุดของการเจรจา การหยุดยิง และพัฒนาการในภูมิภาค หลังเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจเยือนปากีสถาน 2 ครั้งภายใน 48 ชั่วโมง

การเดินทางครั้งนี้มีขึ้น ขณะที่ความหวังในการเจรจาโดยตรงระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเริ่มเลือนลางลง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ยกเลิกแผนส่งคณะผู้แทนไปยังปากีสถาน

ก่อนหน้านี้ อารักชีได้เข้าพบตัวกลางสำคัญในปากีสถานและโอมาน แต่ระบุว่า ยังไม่แน่ชัดว่าสหรัฐมีความจริงจังต่อแนวทางการทูตหรือไม่

ด้านทรัมป์กล่าวว่า การเจรจายังสามารถเดินหน้าต่อได้ผ่านทางโทรศัพท์ พร้อมย้ำว่า หากอิหร่านต้องการพูดคุย สามารถติดต่อสหรัฐได้โดยตรง และเชื่อว่าสงครามจะยุติลงในไม่ช้า

ขณะเดียวกัน เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำปากีสถานได้ขอบคุณผู้นำปากีสถาน สำหรับความพยายามในการไกล่เกลี่ยเพื่อยุติสงครามที่ยังคงตึงเครียดในตะวันออกกลาง.

ที่มา CNN AFP

เปิดข้อมูลมือปืน ยิงงานเลี้ยงสื่อทำเนียบขาว ส่อโดนโทษหลายข้อหา

เปิดข้อมูลมือปืน ยิงงานเลี้ยงสื่อทำเนียบขาว ส่อโดนโทษหลายข้อหา

27 เม.ย. 2569 06:44 น.

เปิดข้อมูลมือปืน ยิงงานเลี้ยงสื่อทำเนียบขาว ส่อโดนโทษหลายข้อหา

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กำลังดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงในเหตุคนร้ายยิงปืนในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยเบื้องต้นพบสิ่งที่อาจเป็นแรงจูงใจ และคาดว่าเขาอาจโดนโทษหลายข้อหา

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าว CBS News ว่า นายโคล โทมัส อัลเลน ผู้ต้องสงสัยพยายามก่อเหตุโจมตีในงานเลี้ยงอาหารค่ำสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา (25 เม.ย. 2569) ทิ้งสิ่งที่เจ้าหน้าที่เรียกว่า “แถลงการณ์” (Manifesto) ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเขาต้องการพุ่งเป้าโจมตีเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของทรัมป์

ทางการระบุว่าในเหตุการณ์ดังกล่าว ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมลาเนีย ทรัมป์ ได้รับการอพยพออกจากงานอย่างปลอดภัย และไม่มีผู้เข้าร่วมงานรายใดได้รับบาดเจ็บสาหัส อย่างไรก็ตาม มีเจ้าหน้าที่หน่วยอารักขา (Secret Service) หนึ่งนายถูกยิงอย่างน้อยหนึ่งนัด แต่ไม่เป็นอะไรมากเนื่องจากติดเสื้อเกราะ

นายอัลเลน วัย 31 ปี ถูกจับกุมได้ในที่เกิดเหตุ การสืบสวนเบื้องต้นพบว่า เขาเป็นนักการศึกษาจากเมืองทอร์แรนซ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย และสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ โดยเจ้าหน้าที่ตรวจพบข้อความที่มีเนื้อหาต่อต้านทรัมป์และต่อต้านคริสต์ศาสนาในบัญชีโซเชียลมีเดียของเขา

นายทอดด์ แบลนช์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวในรายการ “Face the Nation with Margaret Brennan” เมื่อเช้าวันอาทิตย์ว่า พนักงานสอบสวนเชื่อว่าเขามุ่งเป้าโจมตีสมาชิกในคณะรัฐบาลของทรัมป์จริง

ในขณะนี้ FBI กำลังดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงของคดี ขณะที่หน่วยอารักขากำลังตรวจสอบประวัติเชิงลึกของผู้ต้องสงสัย เพื่อหาคำตอบว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดการลงมือก่อเหตุในครั้งนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุ

แหล่งข่าวจากหน่วยงานรักษากฎหมายสองแห่งเปิดเผยกับ CBS News ว่า มีเสียงปืนดังขึ้นทั้งหมดอย่างน้อย 5 ถึง 8 นัดระหว่างเกิดเหตุ

เจฟฟ์ แคร์โรลล์ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แถลงข่าวในช่วงดึกว่า ผู้ต้องสงสัยพกพาปืนลูกซอง ปืนพก และมีดอีกหลายเล่ม ในขณะที่พยายามบุกฝ่าจุดตรวจความปลอดภัยหน้างานเลี้ยง ณ โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน และมีการยิงกันเกิดขึ้น ก่อนจะควบคุมตัวคนร้ายได้สำเร็จ โดยที่มือปืนไม่ถูกยิงแต่อย่างใด แต่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อประเมินสภาพร่างกายและจิตใจ

นายอัลเลน แฝงตัวเข้ามาเป็นแขกในโรงแรม โดยเดินทางมาด้วยรถไฟจากลอสแอนเจลิส แวะเปลี่ยนขบวนที่ชิคาโก ก่อนจะมุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จากนั้นเข้าเช็กอินโรงแรมตั้งแต่วันศุกร์ หรือ 1 วันก่อนเกิดเหตุ

หลังเหตุการณ์สงบลง เจ้าหน้าที่สามารถยึดโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ของคนร้าย และกำลังขอหมายค้นเพื่อตรวจสอบข้อมูลภายใน แม้ผู้ต้องสงสัยจะไม่ให้ความร่วมมือ แต่ผู้ที่รู้จักเขาได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่พนักงานสอบสวน

เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง 3 นายระบุว่า กำลังตรวจสอบงานเขียนของผู้ต้องสงสัยที่บันทึกไว้ในกระดาษซึ่งพบในโรงแรม เพื่อหาแรงจูงใจในการก่อเหตุ

แหล่งข่าวระบุอีกว่า อัลเลนได้ส่งงานเขียนบางส่วนไปให้สมาชิกในครอบครัวก่อนลงมือก่อเหตุ ซึ่งสมาชิกในครอบครัวคนหนึ่งรีบแจ้งตำรวจทันที อย่างไรก็ตาม งานเขียนที่ส่งให้ครอบครัวนั้นดูเหมือนจะไม่ได้ระบุเจาะจงถึงงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวแต่อย่างใด

“ในขณะนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นผู้ลงมือก่อเหตุเพียงลำพัง” แคร์โรลล์กล่าวเมื่อคืนวันเสาร์ พร้อมระบุว่าการสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดีทรัมป์ที่บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เชื่อว่าผู้ต้องสงสัยมีลักษณะเป็นพวก “หมาป่าเดียวดาย” ที่ลงมือโดยไม่มีผู้บงการ

ประวัติผู้ต้องสงสัยที่ทราบในตอนนี้

แหล่งข่าวระบุว่า นายอัลเลนมีประวัติการครอบครองอาวุธปืน โดยเขาซื้อปืนลูกซองที่ใช้ก่อเหตุเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 และยังมีปืนพกกึ่งอัตโนมัติอีกกระบอกที่ซื้อในปี 2566

ผู้ต้องสงสัยอาศัยอยู่ในหลายพื้นที่ของลอสแอนเจลิสตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2553 ถึงมีนาคม 2569 โดยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในเมืองทอร์แรนซ์ และเคยมีที่อยู่ในเมืองซานเกเบรียลในช่วงต้นปี 2561 ถึงปลายปี 2562

อัลเลนสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านวิศวกรรมเครื่องกลจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (Caltech) ในปี 2560 ก่อนจะสำเร็จการศึกษาปริญญาโทด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียสเตท ดอมิงเกซฮิลส์ (CSUDH) ในปี 2568 โดยทาง Caltech ได้ยืนยันข้อมูลการจบการศึกษาของเขาผ่านอีเมลถึง CBS News แล้ว

โปรไฟล์ใน LinkedIn ระบุว่าเขาเป็นนักพัฒนาวิดีโอเกมอิสระและครูพาร์ทไทม์ นอกจากนี้เขายังเคยทำงานในบริษัทติวเตอร์ชื่อ C2 Education ในเมืองทอร์แรนซ์ และเคยได้รับรางวัล “ครูดีเด่นประจำเดือน” ในเดือนธันวาคม 2567 อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าเขายังทำงานที่นั่นอยู่หรือไม่ ขณะที่เขตการศึกษาทอร์แรนซ์ยืนยันว่าเขาไม่เคยเป็นพนักงานของเขตฯ

สมาชิกในครอบครัวอีกคนหนึ่งให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนว่า อัลเลนมักกล่าวถ้อยคำที่รุนแรงและมักอ้างถึงแผนการที่จะทำ “บางสิ่งบางอย่าง” เพื่อแก้ไขปัญหาของโลกในปัจจุบัน นอกจากนี้ ครอบครัวยังระบุว่าเขาไปสนามยิงปืนเพื่อฝึกซ้อมเป็นประจำ

เขาเป็นสมาชิกของกลุ่มที่ชื่อว่า “The Wide Awakes” และเคยเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านทรัมป์ภายใต้สโลแกน “No Kings” ในแคลิฟอร์เนีย นอกจากนี้ ข้อมูลการบริจาคเงินเพื่อการหาเสียงของรัฐบาลกลางระบุว่า อัลเลนเคยบริจาคเงินจำนวน 25 ดอลลาร์ให้กับ ActBlue ซึ่งเป็นคณะกรรมการรณรงค์ทางการเมืองของพรรคเดโมแครต เพื่อสนับสนุนการหาเสียงประธานาธิบดีของนาง คามาลา แฮร์ริส ในปี 2567

ข้อหาที่มือปืนอาจได้รับ

นาง จานีน ปีร์โร อัยการสหรัฐฯ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประกาศเมื่อคืนวันเสาร์ว่า นายอัลเลนจะถูกตั้งข้อหาเบื้องต้นอย่างละ 1 กระทง ได้แก่ ข้อหาใช้อาวุธปืนในระหว่างก่ออาชญากรรมที่ใช้ความรุนแรง และ ข้อหาทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางโดยใช้อาวุธร้ายแรง โดยเธอคาดว่าเขาจะถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติมอีกเมื่อการสืบสวนขยายผลออกไป

“จากข้อมูลที่เรามีจนถึงตอนนี้ เป็นที่ชัดเจนว่าบุคคลผู้นี้มีเจตนาที่จะสร้างอันตรายและความเสียหายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ปีร์โรกล่าว

ด้านนายแบลนช์ระบุว่า การที่ผู้ต้องสงสัยจะถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสิ่งที่พนักงานสอบสวนตรวจพบในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจที่อาจเป็นไปได้ของเขา

“ยังมีข้อหาระดับรัฐบาลกลางอีกหลายข้อหาที่อาจนำมาใช้ได้นอกเหนือจากสองข้อหานี้ แต่มันขึ้นอยู่กับการที่เราต้องทำความเข้าใจถึงแรงจูงใจ เจตนา และการเตรียมการล่วงหน้าของเขาว่าอะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจลงมือก่อเหตุในครั้งนี้” นายแบลนช์กล่าวในรายการ “Face the Nation with Margaret Brennan”

อัยการปีร์โรระบุว่า นายอัลเลนจะถูกนำตัวขึ้นศาลรัฐบาลกลางเพื่อรับทราบข้อหาในวันจันทร์นี้ และนายแบลนช์คาดว่ากระบวนการสั่งฟ้องอย่างเป็นทางการจะตามมาในลำดับต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

วังอังกฤษยืนยัน คิงชาร์ลส์จะเสด็จเยือนสหรัฐฯ แม้เพิ่งเกิดเหตุกราดยิง

วังอังกฤษยืนยัน คิงชาร์ลส์จะเสด็จเยือนสหรัฐฯ แม้เพิ่งเกิดเหตุกราดยิง

27 เม.ย. 2569 04:46 น.

วังอังกฤษยืนยัน คิงชาร์ลส์จะเสด็จเยือนสหรัฐฯ แม้เพิ่งเกิดเหตุกราดยิง

สำนักพระราชวังอังกฤษยืนยันว่า การเสด็จเยือนสหรัฐฯ ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ในวันจันทร์นี้ จะเกิดขึ้นตามกำหนดการ แม้เพิ่งเกิดเหตุยิงกันในงานเลี้ยง ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมงานด้วย

เมื่อ 26 เม.ย. 2569 สำนักพระราชวังบักกิงแฮมยืนยันว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา จะยังคงดำเนินต่อไปตามแผนที่วางไว้ แม้จะเกิดเหตุยิงกันในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

“ภายหลังการหารือตลอดทั้งวันของทั้งสองฝ่ายและจากการปฏิบัติตามคำแนะนำของรัฐบาล เราขอยืนยันว่าการเสด็จพระราชดำเนินเยือนอย่างเป็นทางการของทั้งสองพระองค์จะยังคงดำเนินต่อไปตามแผนที่วางไว้” สำนักพระราชวังระบุในแถลงการณ์ ก่อนที่การเดินทางจะเกิดขึ้นในวันจันทร์นี้

“พระเจ้าชาร์ลส์และพระราชินีทรงรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งต่อเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อให้การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ยังคงเป็นไปตามเดิม และทั้งสองพระองค์ทรงตั้งตารอคอยที่จะเริ่มต้นการเยือนในวันพรุ่งนี้” แถลงการณ์ระบุเสริม

ด้านสำนักข่าว CNN เข้าใจว่า จะมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดการดำเนินงานเพียงเล็กน้อยในหนึ่งหรือสองกำหนดการ แต่แผนการโดยรวมสำหรับการเยือนเป็นเวลา 4 วันนั้นจะยังคงเป็นไปตามตารางเดิมที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

คนร้ายวางระเบิด ถนนหลวงโคลอมเบียดับ 19 ศพ คาดฝีมือเจ้าพ่อยาเสพติด

คนร้ายวางระเบิด ถนนหลวงโคลอมเบียดับ 19 ศพ คาดฝีมือเจ้าพ่อยาเสพติด

27 เม.ย. 2569 04:18 น.

คนร้ายวางระเบิด ถนนหลวงโคลอมเบียดับ 19 ศพ คาดฝีมือเจ้าพ่อยาเสพติด

เหตุวางระเบิดที่ถนนหลวงในโคลอมเบียเมื่อวันเสาร์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ศพ โดยทางการระบุว่า ผู้ก่อเหตุเป็นราชายาเสพติดท้องถิ่น และเป็นอดีตสมาชิกกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 เม.ย. 2569 ว่า เกิดเหตุลอบวางระเบิดบนถนนหลวงทางตะวันตกเฉียงใต้ของโคลอมเบีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 19 ศพ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นฝีมือของราชายาเสพติด ซึ่งเคยเป็นสมาชิกของกลุ่มกบฏฟาร์ก (FARC)

เจ้าหน้าที่ระบุว่า เหตุระเบิดดังกล่าว เกิดขึ้นบนทางหลวงสายแพน-อเมริกัน ในเขตเทศบาลคาจิปิโอ จังหวัดเกากา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บด้วย 38 ราย รวมถึงเด็ก 5 คน

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่นระบุว่า มีถังบรรจุระเบิดตกลงมาบนรถมินิบัสและเกิดการระเบิดขึ้น ขณะที่นายอ็อกตาวิโอ กุซมัน ผู้ว่าราชการจังหวัดระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นโศกนาฏกรรม พร้อมกับเตือนถึง “การยกระดับของการก่อการร้าย” ในพื้นที่

ด้านประธานาธิบดี กุสตาโว เปโตร ระบุว่าการโจมตีเป็นฝีมือของ อิวาน มอร์ดิสโก หนึ่งในอาชญากรที่ทางการโคลอมเบียต้องการตัวมากที่สุด ซึ่งนายเปโตรนำไปเปรียบเทียบกับนาย “ปาโบล เอสโกบาร์” อดีตราชายาเสพติดชื่อก้องโลก และบอกด้วยว่า กลุ่มผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้เป็น “ผู้ก่อการร้าย, ฟาสซิสต์ และผู้ค้ายาเสพติด”

ทั้งนี้ มอร์ดิสโกเป็นสมาชิกกลุ่มที่แยกตัวออกมาจาก อดีตกองกำลังติดอาวุธปฏิวัติโคลอมเบีย (FARC) ที่ยุบตัวลงไปแล้ว โดยเขายังคงเคลื่อนไหวอยู่ในภูมิภาคนี้ และเป็นผู้ที่ปฏิเสธไม่เข้าร่วมในข้อตกลงสันติภาพที่กลุ่ม FARC เคยลงนามไว้กับรัฐบาลเมื่อปี 2559

เหตุระเบิดเมื่อวันเสาร์ถือเป็นเหตุการณ์ล่าสุด ในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน โดยพลเอก ฮูโก โลเปซ ผู้บัญชาการกองทัพโคลอมเบีย ระบุว่า ในช่วงสองวันที่ผ่านมาเกิดเหตุรุนแรงมาแล้วอย่างน้อย 26 ครั้งในจังหวัดบาเย เดล เกากา และจังหวัดเกากา

การโจมตีครั้งล่าสุดยังเกิดขึ้นก่อนที่โคลอมเบียจะจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 31 พ.ค.นี้ โดยประเด็นเรื่องความมั่นคงเป็นหัวข้อหลักที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : dw

รมต.สหรัฐฯ คาด มือปืนยิงงานเลี้ยงสื่อ มุ่งโจมตีทรัมป์-จนท.ระดับสูง

รมต.สหรัฐฯ คาด มือปืนยิงงานเลี้ยงสื่อ มุ่งโจมตีทรัมป์-จนท.ระดับสูง

27 เม.ย. 2569 01:53 น.

รมต.สหรัฐฯ คาด มือปืนยิงงานเลี้ยงสื่อ มุ่งโจมตีทรัมป์-จนท.ระดับสูง

รัฐมนตรียุติธรรมของสหรัฐฯ เชื่อว่า มือปืนผู้ก่อเหตุยิงที่งานเลี้ยงของสมาคมสื่อทำเนียบขาวเมื่อคืนวันเสาร์ มีเป้าหมายที่ตัว โดนัลด์ ทรัมป์ กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลของเขาที่มาร่วมงานนี้ด้วย

เมื่อ 26 เม.ย. 2569 นายทอดด์ แบลนช์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยว่า ชายผู้ก่อเหตุยิงปืนที่งานเลี้ยงอาหารค่ำของสมาคมสื่อทำเนียบขาวเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา มีเจตนาพุ่งเป้าไปที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสมาชิกในคณะรัฐบาลของเขา

นายแบลนช์ระบุว่า ทางการเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยเดินทางจากรัฐแคลิฟอร์เนียไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยใช้เส้นทางรถไฟผ่านเมืองชิคาโก

เหตุการณ์ยิงกันเกิดขึ้นเมื่อเย็นวันเสาร์ใกล้กับห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน ซึ่งมีนายทรัมป์เป็นประธานในงาน และมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล และนักข่าวหลายร้อยคนเข้าร่วม ในขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขา (Secret Service) เข้าควบคุมตัวมือปืน

แม้พนักงานสอบสวนจะยังไม่ได้เปิดเผยชื่อผู้ต้องสงสัยอย่างเป็นทางการ แต่สื่อหลายสำนักในสหรัฐฯ ระบุว่าเขาคือ นายโคล โทมัส อัลเลน วัย 31 ปี จากเมืองทอร์แรนซ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Fox News ว่า ครอบครัวของผู้ต้องสงสัยเคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับตัวเขาต่อตำรวจท้องที่ก่อนจะเกิดเหตุ นอกจากนี้ ประธานาธิบดียังบอกกับช่องข่าวดังกล่าวด้วยว่า ชายผู้ถูกกล่าวหาได้เขียนคำประกาศที่มีเนื้อหาต่อต้านคริสต์ศาสนา

“หมอนี่มันเป็นคนป่วย” ทรัมป์กล่าวกับ Fox News “เมื่อคุณได้อ่านแถลงการณ์ของเขา คุณจะเห็นเลยว่าเขาเกลียดชังชาวคริสต์”

ตำรวจตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และงานเขียนของผู้ต้องสงสัยในเบื้องต้นแล้ว และเชื่อว่าเขามีเจตนาพุ่งเป้าไปที่สมาชิกในรัฐบาลทรัมป์ที่เข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้

“ดูเหมือนว่าเขาตั้งใจที่จะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนที่ทำงานในคณะรัฐบาลจริง และมีความเป็นไปได้สูงที่จะรวมถึงตัวประธานาธิบดีด้วย” นายแบลนช์กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ NBC

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

รมต.กลาโหมมาลี เสียชีวิตหลังคนร้าย โจมตีค่ายทหารทั่วประเทศ

รมต.กลาโหมมาลี เสียชีวิตหลังคนร้าย โจมตีค่ายทหารทั่วประเทศ

27 เม.ย. 2569 01:10 น.

รมต.กลาโหมมาลี เสียชีวิตหลังคนร้าย โจมตีค่ายทหารทั่วประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของประเทศมาลี เสียชีวิตในการโจมตีประสานของกลุ่มติดอาวุธ 2 กลุ่มที่มุ่งเป้าหมายไปยังค่ายทหารทั่วประเทศ

สำนักข่าว อัลจาซีรา รายงานในวันที่ 26 เม.ย. 2569 อ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวหลายรายว่า พลเอก ซาดิโอ กามารา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของมาลี เสียชีวิตระหว่างเหตุโจมตีสอดประสานกันหลายจุด ซึ่งพุ่งเป้าไปยังค่ายทหารทั่วประเทศ

ข่าวการเสียชีวิตของนายพลกามาราเกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจาก กลุ่มติดอาวุธ “จามาอัต นุสรัต อัล-อิสลาม วัล-มุสลิมิน” (JNIM) ที่เป็นพันธมิตรของอัลเคดา กับกลุ่มกบฏ “ตัวเร็ก” (Tuareg) บุกโจมตีพร้อมกันหลายพื้นที่ รวมถึงที่บ้านพักของนายกามาราในเมืองฐานทัพ “กาติ” (Kati) ด้วย

นิโคลัส ฮาค ผู้สื่อข่าวอัลจาซีราระบุว่า พลเอกกามาราถือเป็นบุคคลสำคัญในรัฐบาลทหารที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจหลังจากการทำรัฐประหารต่อเนื่องในปี 2563 และ 2564 เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในกลุ่มผู้นำทหารที่ปกครองประเทศ และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่มีโอกาสเป็นผู้นำมาลีในอนาคต

นายฮาคบอกอีกว่า คนร้ายใช้ระเบิดคาร์บอมบ์โจมตีบ้านพักของนายพลกามารา ภายในเมืองกาติ ซึ่งเป็นเมืองฐานทัพที่มีการป้องกันอย่างหนาแน่น ตั้งอยู่ห่างจากกรุงบามาโกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 15 กิโลเมตร และยังเป็นที่พำนักของประธานาธิบดีเฉพาะกาล อัสสิมิ โกอิตา ด้วย

“กาติถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในประเทศ แต่กลุ่มนักรบจาก JNIM พร้อมด้วยนักรบตัวเร็กจากแนวร่วมปลดปล่อยอาซาวัด (FLA) กลับสามารถเปิดฉากโจมตีได้” นายฮาคกล่าวและเสริมว่า ประธานาธิบดีโกอิตาปลอดภัยดี โดยถูกเคลื่อนย้ายไปยังที่ปลอดภัย และยังคงทำหน้าที่บัญชาการกองทัพต่อ

นอกจากบ้านของนายพลกามารา กลุ่มติดอาวุธยังโจมตีสถานที่อื่นๆ อีกหลายแห่งทั่วประเทศมาลี รวมถึงกรุงบามาโก ตลอดจนเมืองกาโอและคีดัลทางตอนเหนือ และเมืองเซวารีในภาคกลาง บางแห่งยังคงมีการต่อสู้เกิดขึ้น แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่า 24 ชั่วโมงแล้ว

ด้านนายบูลามา บูการ์ตี นักวิเคราะห์ ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิด “การสู้รบเพื่อแย่งชิงการควบคุมพื้นที่และจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น” ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

นายบูการ์ตียังตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มติดอาวุธสองกลุ่มที่เคยสู้กันเองมาก่อน กลับหันมาจับมือกันเพื่อโจมตีศัตรูร่วมกัน นั่นคือรัฐบาลมาลี

“คนสองกลุ่มนี้ต่อสู้เพื่อเป้าหมายที่ต่างกัน” บูการ์ตีบอกกับสำนักข่าว Al Jazeera “แต่พวกเขาหันมาตกลงกันเมื่อปีที่แล้วว่าจะร่วมมือกันทำงานต่อไป และสิ่งที่เราได้เห็นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ คือการลงมือทำตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

ดับทะลุ 2,500 ศพ อิสราเอลถล่มเลบานอน ข้อตกลงหยุดยิงส่อล่ม

ดับทะลุ 2,500 ศพ อิสราเอลถล่มเลบานอน ข้อตกลงหยุดยิงส่อล่ม

26 เม.ย. 2569 23:46 น.

ดับทะลุ 2,500 ศพ อิสราเอลถล่มเลบานอน ข้อตกลงหยุดยิงส่อล่ม

จำนวนผู้เสียชีวิตในเลบานอนจากการโจมตีของอิสราเอล ซึ่งปะทุขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อต้นเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้นเป็น 2,509 ศพแล้ว ในขณะที่อิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงโจมตีอีกฝ่ายแม้มีข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อ 26 เม.ย. 2569 กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลซึ่งปะทุขึ้นมาอีกครั้งเมื่อ 2 มี.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 2,509 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 7,755 ราย

การโจมตีของอิสราเอลเริ่มต้นขึ้นหลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดถล่มพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอล เพียงสองวันหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของกลุ่ม จุดชนวนสงครามในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานทั่วโลก

ทั้งนี้ ข้อตกลงหยุดยิงระยะเวลา 10 วันระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 เม.ย. และ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่งประกาศข่าวการขยายระยะเวลาหยุดยิงออกไปอีก 3 สัปดาห์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (23 เม.ย.)

แต่อิสราเอลเพิ่งประกาศเริ่มโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อีกครั้งเมื่อวันเสาร์ หลังจากมีจรวดและโดรนถูกส่งมาจากฝั่งเลบานอนเข้าโจมตีอิสราเอลหลายระลอก โดยนายเบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวในวันอาทิตย์ว่า การกระทำของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์กำลังสั่นคลอนข้อตกลงหยุดยิง

ด้านฮิซบอลเลาะห์ออกมาแย้งว่า การระดมยิงเป้าหมายต่างๆ ในอิสราเอลนั้นเป็น “การตอบโต้อย่างชอบธรรม” ต่อการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงโดยฝั่งอิสราเอล

นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังได้วิพากษ์วิจารณ์ทางการเลบานอน โดยระบุว่ารัฐบาลเลบานอน “กำลังพาตัวเองไปสู่สถานการณ์ที่อันตราย จากการตัดสินใจร่วมถ่ายภาพอันน่าอดสูเคียงข้างตัวแทนขององค์กรที่ผิดกฎหมายและจอมแย่งชิง ซึ่งละเมิดอธิปไตยเหนือดินแดนและยังคงเดินหน้าเข่นฆ่าประชาชนของตนอย่างต่อเนื่อง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ทรัมป์เผย พบแถลงการณ์ของมือปืน ชี้คนร้ายเกลียดชาวคริสต์

ทรัมป์เผย พบแถลงการณ์ของมือปืน ชี้คนร้ายเกลียดชาวคริสต์

26 เม.ย. 2569 23:16 น.

ทรัมป์เผย พบแถลงการณ์ของมือปืน ชี้คนร้ายเกลียดชาวคริสต์

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า มือปืนผู้ก่อเหตุยิงในงานเลี้ยงสมาคมสื่อทำเนียบขาว ทิ้งแถลงการณ์เอาไว้ซึ่งชี้ว่า คนร้ายมีแนวคิดเกลียดชังชาวคริสต์อย่างรุนแรง และครอบครัวของเขาเป็นผู้แจ้งเรื่องแถลงการณ์กับตำรวจ

เมื่อ 26 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่ามือปืนที่ก่อเหตุยิงในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ที่โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เขียน “แถลงการณ์” ที่มีเนื้อหาต่อต้านชาวคริสต์ พร้อมเสริมว่าสมาชิกในครอบครัวของผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ร้องเรียนพฤติกรรมของเขากับเจ้าหน้าที่รักษากฎหมาย

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Fox News ในช่วงเช้าวันอาทิตย์ (ตามเวลาท้องถิ่น) เกี่ยวกับเหตุยิงดังกล่าว โดยกล่าวว่าผู้ต้องสงสัยเป็น “คนที่เต็มไปด้วยปัญหา”

“เมื่อคุณได้อ่านแถลงการณ์ของเขา สิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้เลยคือเขาเกลียดชังชาวคริสต์ เขาเกลียดชังชาวคริสต์อย่างรุนแรง และผมคิดว่าน้องสาวหรือพี่ชายของเขาได้ร้องเรียนเรื่องนี้ด้วยนะ พวกเขาถึงขั้นไปร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายเลย ดังนั้นเขาจึงเป็น… เป็นคนที่เต็มไปด้วยปัญหาอย่างมาก” โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าว

ทางด้านรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทอดด์ แบลนช์ ยอมรับระหว่างการให้สัมภาษณ์ในรายการ Meet the Press ของสถานี NBC เมื่อเช้านี้เช่นกันว่า ผู้ต้องสงสัยมี “งานเขียนบางอย่าง” จริง โดยก่อนหน้านี้ แบลนช์ระบุว่าดูเหมือนผู้ต้องสงสัยจะพุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลทรัมป์ แต่การสืบสวนเรื่องแรงจูงใจยังคงอยู่ในขั้นเริ่มต้น

“พวกเขามีข้อมูลที่ค่อนข้างดีเลยล่ะ” ทรัมป์บอกกับ Fox News ถึงความคืบหน้าในการสืบสวนเรื่องแรงจูงใจ “เขามีความเกลียดชังสะสมอยู่ในใจมานานพอสมควร… มันเป็นเรื่องทางศาสนาด้วย เป็นการต่อต้านศาสนาคริสต์อย่างรุนแรง และผมไม่แน่ใจว่าพวกคุณได้รับมันหรือยัง แถลงการณ์น่ะ มันเพิ่งจะถูกปล่อยออกมา”

ทั้งนี้ คนร้ายผู้ก่อเหตุถูกระบุว่าคือนาย โคล อัลเลน อายุ 31 ปี ถูกจับกุมตัวได้ในที่เกิดเหตุพร้อมอาวุธปืน 2 กระบอกซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยซื้ออาวุธปืนดังกล่าวอย่างถูกกฎหมายในปี 2566 และ 2568 และเขาไม่ได้อยู่ในรายชื่อเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

ตามรายงานของสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น (CNN) พี่ชายของ นายอัลเลน ได้แจ้งไปยังสถานีตำรวจนิวลอนดอนในรัฐคอนเนตทิกัต เกี่ยวกับแถลงการณ์ดังกล่าวที่อัลเลนส่งมาให้ครอบครัวเพียงไม่กี่นาทีก่อนเริ่มเหตุการณ์เมื่อคืนวันเสาร์ โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันว่าครอบครัวได้รีบประสานงานกับตำรวจในช่วงเวลาที่กระชั้นชิดมากก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้น

นายทรัมป์บอกกับ Fox News เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ผมได้รับทราบเรื่องที่นิวลอนดอนแล้ว ผมก็หวังว่าพวกเขาจะบอกเราเร็วกว่านี้สักนิด แต่ก็นั่นแหละ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เมื่อคืนเรามีกลุ่มคนที่ยอดเยี่ยมอยู่ที่นั่น พวกเขาเข้มแข็งมาก และผมคิดว่าหน่วยอารักขาทำหน้าที่ได้ดีมาก พวกเขาสกัดมือปืนไว้ได้ทันควัน”

ตำรวจสหรัฐฯ ได้สอบปากคำน้องสาวของผู้ต้องสงสัยที่บ้านพักในเมืองร็อกวิลล์ รัฐแมรีแลนด์ โดยเธอกล่าวว่าพี่ชายมักมีพฤติกรรมชอบกล่าวถ้อยคำที่รุนแรงและแสดงแนวคิดที่สุดโต่งบ่อยครั้ง และมักพูดจาในทำนองว่ามีแผนจะทำ “บางสิ่งบางอย่าง”

เธอบอกอีกว่า พี่ชายไปสนามยิงปืนเพื่อฝึกซ้อมเป็นประจำ และเป็นสมาชิกกลุ่มที่ชื่อว่า “The Wide Awakes” นอกจากนี้เธอยังระบุว่าก่อนหน้านี้พี่ชายเคยเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านทรัมป์ในการเคลื่อนไหว “No Kings” ที่รัฐแคลิฟอร์เนียด้วย

ด้านทำเนียบขาวระบุว่า บัญชีโซเชียลมีเดียของอัลเลนเต็มไปด้วยข้อความโจมตีทรัมป์และแสดงทัศนคติที่ต่อต้านชาวคริสต์อย่างรุนแรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สเปนไม่กังวลข่าวสหรัฐฯ อาจผลักดันระงับสมาชิกนาโต

สเปนไม่กังวลข่าวสหรัฐฯ อาจผลักดันระงับสมาชิกนาโต

26 เม.ย. 2569 14:12 น.

สเปนไม่กังวลข่าวสหรัฐฯ อาจผลักดันระงับสมาชิกนาโต

นายกฯ สเปนยืนยันไม่กังวล หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ อาจผลักดันระงับสมาชิกนาโต ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อลงโทษชาติพันธมิตรที่ไม่สนับสนุนสงครามตะวันออกกลาง ชี้สเปนปฏิบัติตามพันธกรณีนาโตครบถ้วน

นายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นระหว่างการเดินทางเยือนไซปรัสเพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (EU) โดยระบุว่าสเปนเป็น “สมาชิกที่น่าเชื่อถือ” ขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต และได้ปฏิบัติตามพันธกรณีทุกประการอย่างครบถ้วน

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังสำนักข่าวรอยเตอร์อ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ส่งอีเมลระบุถึงทางเลือกในการ “พักสถานะ” สมาชิกนาโตบางประเทศ เพื่อเป็นการลงโทษพันธมิตรที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือในสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล ที่กระทำต่ออิหร่าน โดยเฉพาะประเทศอย่าง ฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี ที่ไม่อนุญาตให้เครื่องบินรบสหรัฐฯ บินผ่านน่านฟ้าหรือใช้ฐานทัพในการทำศึกครั้งนี้

นายซานเชซระบุเป็นภาษาอังกฤษว่า “ผมไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย” ก่อนจะย้ำเป็นภาษาสเปนว่า “เราไม่ได้ทำงานบนพื้นฐานของอีเมล แต่เราทำงานตามเอกสารทางการและจุดยืนที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศออกมา” ทั้งนี้ ในสนธิสัญญานาโตเองก็ไม่มีข้อกำหนดในการพักสถานะหรือขับสมาชิกออกจากกลุ่มแต่อย่างใด

ในอีเมลฉบับเดียวกันยังมีการเสนอให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทบทวนจุดยืนเรื่องอธิปไตยเหนือ “หมู่เกาะฟอล์กแลนด์” เพื่อตอบโต้ นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่ไม่ให้การสนับสนุนสงครามในตะวันออกกลางเช่นกัน โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าวอชิงตันอาจกลับไปใช้จุดยืน “เป็นกลาง” ในข้อพิพาทระหว่างอาร์เจนตินาและอังกฤษ แทนการรับรองอำนาจบริหารของอังกฤษเหมือนที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้าดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 ความสัมพันธ์กับพันธมิตรยุโรปเริ่มตึงเครียดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทรัมป์มองว่าการที่ชาติพันธมิตรไม่ร่วมรบในตะวันออกกลางคือ “การทรยศ”

สำหรับนายซานเชซ ผู้นำสเปน ถือเป็นไม้เบื่อไม้เมากับทรัมป์มาตลอด ตั้งแต่การปฏิเสธเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 5% ของจีดีพีตามคำขอของทรัมป์ในปีที่แล้ว ไปจนถึงการประณามการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา รวมถึงการเป็นกระบอกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม นางจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ได้เน้นย้ำในที่ประชุมที่ไซปรัสว่า “นาโตต้องรักษาความเป็นเอกภาพ เพราะนั่นคือแหล่งที่มาของความแข็งแกร่ง” โดยประเด็นความขัดแย้งทั้งหมดนี้คาดว่าจะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมสุดยอดนาโตครั้งถัดไป ณ ประเทศตุรกี ในวันที่ 7-8 กรกฎาคมนี้.

ที่มา AFP