ปลัดมท.-นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำพุทธศาสนิกชนถวายกุฏิขนฺติกโรอนุสรณ์วัดป่าโนนแพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729802

ปลัดมท.-นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำพุทธศาสนิกชนถวายกุฏิขนฺติกโรอนุสรณ์วัดป่าโนนแพง

ปลัดมท.-นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำพุทธศาสนิกชนถวายกุฏิขนฺติกโรอนุสรณ์วัดป่าโนนแพง

วันพุธ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 12.19 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทยและนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยนำพุทธศาสนิกชนถวายกุฏิขนฺติกโรอนุสรณ์ วัดป่าโนนแพง เพื่อน้อมรำลึกและถวายเป็นอาจาริยคุณแด่หลวงปู่อ่อนศรี ขันติกโร พระอริยสงฆ์แห่งวัดป่าบ้านแพง เพื่อประโยชน์ในด้านการศึกษาเรียนรู้พระพุทธศาสนาและประวัติศาสตร์ของเยาวชนจังหวัดนครพนมสืบไป

10 พ.ค. 66) เวลา 08:39 น. ที่วัดป่าโนนแพง ตำบลบ้านแพง อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานประกอบพิธีถวายกุฏิขนฺติกโรอนุสรณ์ เพื่อระลึกถึงหลวงปู่อ่อนศรี ขันติกโร อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าโนนแพง ซึ่งได้รับเมตตาจาก พระครูใบฎีกากฤษณ์ กิตติญาโณ (พระอาจารย์ตุ๋ย) เจ้าอาวาสวัดนิมิตโพธิญาณ อ.เพ็ญ จ. อุดรธานี เป็นประธานสงฆ์ พระสมุห์นิพนธ์ วิจิตฺโต เจ้าคณะตำบลบ้านแพง – นาทม (ธ) เจ้าอาวาสวัดป่าโนนแพง อำเภอบ้านแพง นำคณะสงฆ์ประกอบพิธี โดยมี นายอรรษิษฐ์  สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยและประธานแม่บ้านพัฒนาชุมชน นายวันชัย จันทร์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม นางสงวน จันทร์พร ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครพนม นางกาญจนี รุจนเสรี ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกำแพงเพชร นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายจิรศักดิ์ สีหามาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม นายสมาน พั่วโพธิ์ ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน นางสาวกนกพร ไชยศล หัวหน้าสำนักงานจังหวัดนครพนม นายอดิศักดิ์ นามวงค์ นายอำเภอบ้านแพง นายสุพรรณ โกศล นายกเทศมนตรีตำบลบ้านแพง นายธนากร – นางมณฑาทิพย์ วีรชาติยานุกูล ผู้บริหารศูนย์การค้ายูดีทาวน์ พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชน ร่วมพิธี

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 06.30 น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีปล่อยสัตว์น้ำเพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต แล้วประกอบพิธีทำบุญถวายมหาสังฆทาน และนำผู้ร่วมพิธีเดินเท้ามายังกุฏิหลวงปู่อ่อนศรี ขันติกโร เพื่อประกอบพิธีถวายกุฏิขนฺติกโรอนุสรณ์ ลั่นฆ้องชัย และร่วมปลูกต้นไม้มงคล ด้วยเจตนาที่มีความศรัทธาต่อบวรพระพุทธศาสนา เพื่อถวายเป็นอาจาริยบูชาน้อมรำลึกถึงพระคุณของหลวงปู่อ่อนศรี ขันติกโร ผู้เป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ของประชาชนชาวจังหวัดนครพนม จังหวัดอุดรธานี และพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า “กุฏิขนฺติกโรอนุสรณ์” เป็นเสนาสนะที่พักอาศัยของหลวงปู่อ่อนศรี ขันติกโร อดีตเจ้าวาสวัดป่าโนนแพง พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้เป็นพระอริยสงฆ์เป็นหลักชัยในการอบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ โดยเน้นให้ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว ใครจะว่า จะด่าอะไรก็ให้ทนอย่าโกรธ ให้รักษาอารมณ์ไว้อย่าให้ขุ่นมัว ให้หมั่นดูจิตของตนเองตลอดเวลาให้รู้เท่าทันมัน ไม่ส่งออกไปกระทบอารมณ์ภายนอก และเน้นหนักในด้านการทำความเพียรให้หนัก เพื่อหลุดพ้นจากวัฏสงสารนี้ ท่านได้เน้นย้ำคำสอนว่า ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ถ้าตั้งใจจริง ปฏิบัติอย่างจริงจัง จะเห็นผลในไม่ช้า ไม่ต้องมากล่าวโทษว่าบุญไม่ถึง บารมีไม่ถึง มีเวรมีกรรมมากเหล่านี้ เป็นต้น

“หลวงปู่อ่อนศรี ขันติกโร ได้ละสังขารไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2545 จังหวัดนครพนม จึงได้ร่วมกับคณะศิษยานุศิษย์ จึงได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน นำโดย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย บริจาคปัจจัยเป็นทุนทรัพย์ในการปฏิสังขรณ์กุฏิขนฺติกโรอนุสรณ์ ซึ่งได้ประกอบพิธีบวงสรวงบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งบัดนี้การดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ตามความมุ่งมั่นตั้งใจของทางราชการและศิษยานุศิษย์ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน จึงขออนุโมทนากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ภายใต้การนำของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม” ปลัด มท. กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนยังได้เน้นย้ำให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พัฒนาการจังหวัดนครพนม รวมถึงนายอำเภอบ้านแพง ได้ร่วมกับทีมอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน และทีมตำบลบ้านแพง ในการพัฒนาพื้นที่วัดป่าโนนแพงแห่งนี้ ตามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือดำเนินโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข “ระดับปฏิบัติการเชิงพื้นที่” ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้รับเมตตาจากท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม บูรณาการภาคีเครือข่ายทำให้วัดเป็นสถานที่สัปปายะ เป็นสถานที่พักแก่ผู้เข้ามาพึ่งพาบำบัดทุกข์และเสริมสร้างความสุขทั้งแก่กายและใจ อันจะนำไปสู่ความวัฒนาสถาวรของชาติและสถาบันพระพุทธศาสนา ด้วยการทำให้วัดป่าโนนแพงเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ทั้งหลักธรรมคำสอนบวรพระพุทธศาสนา หลักวัตรปฏิบัติตามคำสอนของครูบาอาจารย์ มีหลวงปู่อ่อนศรี ขันติกโร เป็นอาทิ รวมทั้งการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการพึ่งพาตนเอง พร้อมทั้งพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในด้านการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร “บ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง” และ “ทางนี้มีผลผู้คนรักกัน” ปลูกพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร และเป็นแหล่งเรียนรู้ตามโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) เป็นสถานที่ที่เป็นศูนย์กลางของหมู่บ้านในการหลอมรวมความรัก ความสามัคคี ความมีน้ำใจ ความเป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริงในหลักธรรมคำสอน และถ่ายทอดสู่เด็ก เยาวชน ลูกหลานชาวบ้านแพง และชาวจังหวัดนครพนม รุ่นต่อไป สอดคล้องกับพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา “หมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village)” อันจะทำให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุขอย่างยั่งยืน

พระสมุห์นิพนธ์ วิจิตฺโต เจ้าคณะตำบลบ้านแพง – นาทม (ธ) เจ้าอาวาสวัดป่าโนนแพง กล่าวสัมโมทนียกถา ความโดยสรุปว่า ย้อนไปเมื่อปี 2545 ในปีที่หลวงปู่อ่อนศรี ขันติกโรละสังขาร ท่านได้รับปากกับหลวงปู่ว่า เราจะร่วมกันสืบสานเจตนาอันบริสุทธิ์ของหลวงปู่ต่อสถาบันหลักของชาติอันได้แก่ 1) ชาติ แผ่นดินไทย 2) พระศาสนา 3) พระมหากษัตริย์ และเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2566 พวกเราศิษยานุศิษย์ทุกคนได้ร่วมกันถวายพิพิธภัณฑ์หลวงปู่ ตามคำปรารภของหลวงปู่ ณ วัดนิมิตโพธิญาณ เป็นสัปปายะสถานและแหล่งเรียนรู้ให้กับอนุชนคนรุ่นหลังได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว และในวันนี้ ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าของโยม ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยทางจังหวัดนครพนม และศิษยานุศิษย์ทุกสาย ได้ร่วมกันสมัครสมานสามัคคีบูรณะปฏิสังขรณ์ เสนาสนะ “ขนฺติกโรอนุสรณ์” อันเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของหลวงปู่ จนเสร็จสมบูรณ์ นับเป็นมหาบุญมหากุศล ที่จะทำให้เกิดประโยชน์อันไพศาลแก่พระพุทธศาสนา และการศึกษาเรียนรู้ของอนุชนคนรุ่นหลังต่อไป ขออานิสงส์ทั้งหมดได้อุทิศให้กับลูกหลานและญาติโยมทั้งหลายที่ร่วมบุญกุศล ที่มาด้วยความศรัทธาในทิศทั้ง 8 คิดสิ่งใดขอให้สมปรารถนาทุกท่านทุกคน และขอให้ทุกคนตอบแทนแผ่นดินเกิดตัวเอง ทำคุณให้พ่อแม่ทำคุณให้แผ่นดินไทยของพวกเราทุกคนตลอดไป

พระพรหมเสนาบดีเปิดวัดภาวนาคยองจู-ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในเอเชียตะวันออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729683

พระพรหมเสนาบดีเปิดวัดภาวนาคยองจู-ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในเอเชียตะวันออก

พระพรหมเสนาบดีเปิดวัดภาวนาคยองจู-ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในเอเชียตะวันออก

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 17.34 น.

พระพรหมเสนาบดีเปิดวัดภาวนาคยองจู-ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในเอเชียตะวันออก

พระเดชพระคุณพระพรหมเสนาบดี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค7 รองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ รูปที่1 เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร เมตตาเป็นประธานการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในเอเชียตะวันออก (UTEA) สมัยสามัญ ครั้งที่ 1/2566 พิธีเปิดวัดภาวนาคยองจู และพิธีมอบตราตั้งคณะกรรมการบริหารสหภาพพระธรรมทูตไทยในเอเชียตะวันออก  ณ วัดภาวนาคยองจู ประเทศเกาหลีใต้

จากนั้นเป็นการเสวนาหัวข้อ “งานพระธรรมทูตในต่างประเทศกับคนรุ่นใหม่“ โดยมีผู้แทนพระธรรมทูตในทวีปต่างๆ ร่วมเสวนาได้แก่ สำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา สมัชชาสงฆ์ไทยในประเทศสิงคโปร์ สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป สหภาพพระธรรมทูตไทยในโอเชียเนีย สหภาพพระธรรมทูตไทยในเอเชียตะวันออก สหภาพพระธรรมทูตไทยในอินโดนีเซีย-แอฟริกา สมัชชาสงฆ์ไทยในประเทศญี่ปุ่น สมัชชาสงฆ์ไทยในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง องค์กรสงฆ์สยามมาเลเซีย ดำเนินการเสวนาโดยวิทยาลัยพระธรรมทูต มจร และมีนางกนิกนันต์ ล้อสีท้อง รองผู้อำนวยการ ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นางพัชธร กิตตินุกูลศิลป์ เข้าร่วมประชุมด้วย

ปัจจุบันสหภาพพระธรรมทูตไทยในเอเชียตะวันออก มีสมาชิก 9 วัด ประกอบด้วย วัดเหมอัศวาราม (จีน) วัดพุทธเกษร  (เวียดนาม) วัดภาวนาคยองจู  (เกาหลีใต้) วัดพุทธารามเกาหลี (เกาหลีใต้) วัดภาวนาโซล (เกาหลีใต้) วัดพระธรรมกายไทเป (ไต้หวัน) วัดภาวนาไถจง (ไต้หวัน) วัดพระธรรมกายเถาหยวน (ไต้หวัน) วัดพระธรรมกายมองโกเลีย  (มองโกเลีย) และกำลังพิจารณาให้ความเห็นชอบวัดไทยคิทแฮวิปัสสนา (เกาหลีใต้)

สำหรับวัดภาวนาคยองจู เป็นหนึ่งในศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมในต่างประเทศกว่า 102 แห่งทั่วโลก ที่มุ่งมั่นขยายสันติสุขอันเกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรม ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัจจุบันมีพระครูใบฎีกา นุกูล ธีรวโร เป็นเจ้าอาวาส

ติดอาวุธDEKสาขาการบริหารและการจัดการสมัยใหม่SPUด้วยการใช้เครื่องมือดิจิทัลทางการบริหารจัดการสมัยใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729671

ติดอาวุธDEKสาขาการบริหารและการจัดการสมัยใหม่SPUด้วยการใช้เครื่องมือดิจิทัลทางการบริหารจัดการสมัยใหม่

ติดอาวุธDEKสาขาการบริหารและการจัดการสมัยใหม่SPUด้วยการใช้เครื่องมือดิจิทัลทางการบริหารจัดการสมัยใหม่

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 17.06 น.

ผศ.ดร.กัลยารัตน์ ธีระธนชัยกุล หัวหน้าสาขาการบริหารและการจัดการสมัยใหม่ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม พร้อมด้วย ผศ.ดร.ประเสริฐ สิทธิจิรพัฒน์ และผศ.อรนิษฐ์ แสงทองสุข อาจารย์ประจำสาขาฯ จัดกิจกรรมโครงการอบรม พัฒนาศักยภาพนักศึกษาในการเตรียมความพร้อมด้านการใช้เครื่องมือดิจิทัลทางการบริหารจัดการสมัยใหม่ เพื่อสู่ตลาดแรงงานภาคธุรกิจ โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์วลีพร จิตรพงษ์ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ทางด้านการใช้เครื่องมือดิจิทัลทางการบริหารจัดการองค์กรสมัยใหม่ มาถ่ายทอดความรู้และเทคนิคต่างๆเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือดิจิทัลทางการบริหารจัดการสมัยใหม่ สำหรับนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ SPU ณ ห้อง Convention ชั้น 4 อาคาร 11 มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม.(บางเขน) เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2566

ทางด้าน ผศ.ดร.กัลยารัตน์ ธีระธนชัยกุล หัวหน้าสาขาการบริหารและการจัดการสมัยใหม่  ได้กล่าวว่า สาขาวิชาการบริหารและการจัดการสมัยใหม่ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพบัณฑิต จึงมุ่งพัฒนาศักยภาพนักศึกษาผ่านกิจกรรมโครงการต่างๆ ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างความเป็นมืออาชีพในการทำงานและปลูกฝังจิตวิญญาณของการเป็นนักบริหารและการจัดการสมัยใหม่ในองค์กรยุคดิจิทัล   ให้แก่นักศึกษาตั้งแต่ก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัยจนกระทั่งสำเร็จการศึกษา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่ต้องดำเนินการให้ต่อเนื่องและมีความเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน

ในปีการศึกษา 2565 สาขาวิชาการบริหารและการจัดการสมัยใหม่ คณะบริหารธุรกิจ ได้จัดโครงการพิเศษเตรียมความพร้อมด้านการใช้เครื่องมื่อดิจิทัลทางการบริหารจัดการสมัยใหม่ เพื่อสู่ตลาดแรงงานภาคธุรกิจ ขึ้น เพื่อสร้างเสริมศักยภาพให้แก่นักศึกษา ในด้านทักษะการนำเครื่องมือดิจิทัลทางการบริหารองค์กรมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการปรับตัวขององค์กรในยุคดิจิทัล ทั้งนี้ทางสาขาฯ ได้เชิญผู้บริหารที่มีประสบการณ์การใช้เครื่องมือดิจิทัลทางการบริหารและการจัดการสมัยใหม่ มาบรรยายให้ความรู้และทำ Workshop ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Power Bi ซึ่งเป็นเทคโนโลยีและเครื่องมือที่จะช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลในทางธุรกิจด้าน Business Intelligence ได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว และการใช้ Google Data Studio (GDS) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่แสดงผลข้อมูลรายงานในรูปแบบรูปภาพ (Data Visualization) ที่มาจาก Google Analytics โดยผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าแสดงข้อมูลที่จำเป็นต่อการใช้งานบน Dashboard ได้ และ เลือกรูปแบบในการประมวลผลรายงานได้เอง ไม่ว่าจะเป็นธีมสีของ Dashboard   รูปแบบการนำเสนอ เช่น กราฟแท่ง Pie Chart 2 มิติ หรือ 3 มิติ และอื่น ๆ  การตั้งค่า Customized เพื่อเลือกแสดงผลลัพธ์แบบเฉพาะเจาะจง   ซึ่งนักศึกษาสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการทำงาน  และมีศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดแรงงาน และมีความพร้อมในการก้าวเข้าสู่การทำงานอย่างมืออาชีพในภาคธุรกิจต่อไปในอนาค

รอบ100ปี!บูรณะยอดฉัตรทองคำประดับองค์พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง ใช้ทองคำ 12 กก.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729611

รอบ100ปี!บูรณะยอดฉัตรทองคำประดับองค์พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง ใช้ทองคำ 12 กก.

รอบ100ปี!บูรณะยอดฉัตรทองคำประดับองค์พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง ใช้ทองคำ 12 กก.

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.41 น.

รอบ100ปี!บูรณะยอดฉัตรทองคำประดับองค์พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง ใช้ทองคำ 12 กก.

ที่ศาลาหลวง วัดพระธาตุภูเพียงแช่แห้งพระอารามหลวง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2566 พระราชศาสนาภิบาล ประธานอำนวยการฝ่ายสงฆ์จังหวัดน่าน พระสุนทรมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน ประธานดำเนินงานบูรณะปฏิสังขรณ์ฯ คณะสงฆ์จังหวัดน่าน พระชยานันทมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน เจ้าอาวาสวัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง พร้อมด้วยนายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ประธานมูลนิธิพุทธภูมิธรรม ประธานอำนวยการมูลนิธิพุทธภูมิธรรม หัวหน้าส่วนราชการ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานแถลงข่าวบูรณะยอดฉัตรทองคำประดับองค์พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาบูรณะครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปี

สืบเนื่องจากองค์พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง อายุกาล 670 ปี มีความชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา และผลจากแผ่นดินไหวที่มีจุดศูนย์กลางในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่ผ่านมา ทำให้แกนยอดองค์พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง ด้านบนสุดมีสภาพเอียงและสายลวดที่ยึดยอดฉัตรขาด อาจส่งผลทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาและบูรณะองค์พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองน่านและประเทศไทย ให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรง เป็นที่กราบสักการะเจริญศรัทธาแก่สาธุชน ทางวัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง จึงได้ร่วมกับพุทธศาสนิกชนดำเนินงานโครงการบูรณะองค์พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง จังหวัดน่าน โดยได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากรแล้ว โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหารรับเป็นประธานโครงการฯ

สำหรับปลียอดฉัตรทองคำจะใช้ตามแบบโบราณเดิม ซึ่งช่างได้แกะแบบออกมาแล้วจะใช้ทองคำ 12 กิโลกรัม ขอเชิญศรัทธาสาธุชนร่วมบริจาคทองคำเพื่อหลอมรวมเป็นปลียอดฉัตรทองคำประดับยอดพระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง และเป็นการบูรณะครั้งยิ่งใหญ่ในรอบ 100ปี เพื่อเป็นถาวรวัตถุ ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจแก่ศรัทธาสาธุชน พุทธศาสนาทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้งเป็นพระธาตุประจำปีเถาะ และปี 2566 นี้ตรงกับปีนักษัตรเถาะ (กระต่าย) จึงเป็นวาระโอกาสสำคัญยิ่งที่จะขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนมากราบไหว้สักการะและร่วมบุญบูรณะยอดฉัตรทองคำประดับองค์พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา อันเป็นมงคลแห่งชีวิต 

นอกจากทองคำแล้ว ประชาชนทั่วไปสามารถร่วมเป็นเจ้าภาพ ได้โดยร่วมทำบุญ ทุก 999 บาท ซึ่งคณะทำงานจะเขียน ชื่อ-นามสกุล ลงบนแผ่นทองคำแท้ 1 แผ่น ก่อนนำทองไปหลอมเป็นยอดฉัตรทองคำ หรือร่วมบุญตามกำลังศรัทธาได้ที่ธนาคารกรุงไทย บัญชีออมทรัพย์ เลขบัญชี 5073396596 ชื่อบัญชี  “โครงการหุ้มทองคำยอดฉัตรองค์พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง ฯ” พร้อมส่งสลิปการโอนพร้อมชื่อนามสกุลที่ไลน์มูลนิธิพุทธภูมิธรรม Line ID : @bbdf สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 0869822915  เพื่อออกใบอนุโมทนาบัตรให้แก่ผู้มีจิตศรัทธาต่อไป

‘องค์การค้า’ จัด ‘Back to School’ หั่นราคาชุดนักเรียน 50% เริ่มต้นที่ตัวละ 30 บาทเท่านั้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729604

'องค์การค้า' จัด 'Back to School' หั่นราคาชุดนักเรียน 50% เริ่มต้นที่ตัวละ 30 บาทเท่านั้น

‘องค์การค้า’ จัด ‘Back to School’ หั่นราคาชุดนักเรียน 50% เริ่มต้นที่ตัวละ 30 บาทเท่านั้น

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.16 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2566 ที่ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ราชบพิธ กรุงเทพฯ นายภกร รงค์นพรัตน์ รองผู้อำนวยการองค์การค้า ของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กล่าวตอนหนึ่งในการแถลงข่าวกิจกรรม Back to School ว่า ตามนโยบายของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ที่อยากให้นักเรียน และผู้ปกครองทั่วประเทศ ลดภาระค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพ ในช่วงเปิดเทอมนั้น  ทางองค์การค้าฯ จึงร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จัดโครงการ “พาณิชย์ลดราคา ช่วยประชาชน Back to School 2566” จัดขายชุดนักเรียน หนังสือเรียน และอุปกรณ์การเรียนในราคาพิเศษ เฉพาะที่ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ทุกสาขา ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 พฤษภาคม 2566 โดยจัดโปรโมชั่นขายชุดนักเรียนในราคาพิเศษลด 50% เริ่มต้นตัวละ 30 บาท แต่ชุดนักเรียนราคาพิเศษนี้ จะมีไม่ครบไซซ์ เนื่องจากเป็นของล้างสต๊อก แม้จะเป็นของล้างสต๊อกแต่องค์การค้ายืนยันว่าเนื้อผ้ามีคุณภาพ  ส่วนชุดนักเรียนทั่วไป ขายเสื้อ และกางเกง เริ่มต้นที่ตัวละ 90 บาท  ส่วนเครื่องเขียนลดราคา 25% ขณะที่หนังสือเรียน จะลดราคา 15 % และถ้าผู้ปกครองเป็นสมาชิกของร้านศึกษาภัณฑ์พณิชย์ หรือเป็นสามชิกของกรมการค้าภายใน จะได้ลดราคาเพิ่มอีก 5 % 

“ขณะนี้ มีผู้ปกครองให้ความสนใจอย่างมาก เริ่มเข้ามาเลือกซื้อชุดนักเรียนในร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ทุกสาขามากกว่าช่วงอื่นๆ  ซึ่งนอกจากผู้ปกครองจะมาซื้อได้ที่ร้านศึกษาภัณฑ์แล้ว องค์การค้าได้อำนวยความสะดวกด้วยการให้ผู้ปกครองสั่งซื้อทางออนไลน์ ผ่านแอพพิเคชั่น ssp mall ได้อีกด้วย นอกจากนี้ องค์การค้าได้ปรับตัวให้ครอบคลุมการให้บริการทุกรูปแบบ เมื่อผู้ปกครองซื้อชุดนักเรียนแล้วทางร้านจะมีบริการปักชื่อให้ด้วย  โดยจะคิดราคาต่ำกว่าราคาตลาด และยังมีโปรโมชั่นพิเศษอีกด้วย คือ ถ้าผู้ปกครองมีหนังสือเรียนเก่า สามารถนำมาแลกซื้อหนังสือเรียนใหม่ได้ โดยจะได้รับลดราคาเพิ่มอีก 5% ต่อเล่ม ” นายภกร กล่าว

นายภกร กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าองค์การค้า มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของนักเรียนและผู้ปกครอง และสินค้าขององค์การค้านั้น มีคุณภาพ ราคาก็ต่ำกว่าท้องตลาด เบื้องต้นคาดการว่า แต่ละวันจะมีผู้ปกครองเข้ามาเลือกซื้อชุดนักเรียนที่ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ในกรุงเทพฯ ทั้ง 7 สาขา ไม่น้อยกว่าวันละ 200-300 คน จึงขอเชิญชวนผู้ปกครองที่อยากจะลดค่าใช้จ่าย เพราะปัจจุบันของต่าง ๆมีราคาสูงอย่างมาก ทำให้ผู้ปกครองลำบาก ก็มาช้อปปิ้งเลือกซื้อสินค้าที่ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ฯได้ เพราะนอกจากจะได้ของถูกแล้ว ยังได้ส่วนลดและโปรโมชั่นพิเศษอีกด้วย

              

สพฐ.เตรียมเปิดรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ 31 พ.ค.-6 มิ.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729556

สพฐ.เตรียมเปิดรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ 31 พ.ค.-6 มิ.ย.นี้

สพฐ.เตรียมเปิดรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ 31 พ.ค.-6 มิ.ย.นี้

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 12.20 น.

สพฐ.เตรียมเปิดรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ 31 พ.ค.-6 มิ.ย.นี้

9 พฤษภาคม 2566 นายอัมพร  พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า  ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( ว 14/2563) ซึ่งได้มีการปรับแก้ โดยให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) ตั้งเป็นผู้บริหารจัดการเกี่ยวกับการออกข้อสอบ ภาค ก และ ภาค ข  ส่วนการสอบภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง วิชาชีพ และการปฏิบัติงานในสถานศึกษา การประเมินด้านความสามารถการสอน ให้ประเมินจากการนำเสนอของผู้สมัครสอบแข่งขันที่แสดงถึงทักษะและศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอนในประเภทวิชา หรือกลุ่มวิชา หรือสาขาวิชาเอกที่สมัคร ในรูปแบบและวิธีการต่าง ๆตามที่ผู้ดำเนินการสอบแข่งขันกำหนด โดยกำหนดระยะเวลาประเมินไม่เกิน 20 นาที ต่อผู้สมัครหนึ่งราย  นั้น เพื่อให้การจัดสรรอัตรากำลังข้าราชการครูเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สพฐ. จึงได้กำหนดปฏิทินรับสมัครและสอบครูผู้ช่วย สังกัดสพฐ. ตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

นายอัมพร กล่าวต่อว่า สำหรับปฏิทินสอบครูผู้ช่วย ดังนี้  ประกาศรับสมัคร ภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2566 รับสมัคร  วันที่ 31 พฤษภาคม – วันที่ 6 มิถุนายน 2566 ไม่เว้นวันหยุดราชการ  ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป และข มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ  ภายในวันที่ 23 มิถุนายน  2566 สอบข้อเขียน ภาค ก  วันที่ 24 มิถุนายน 2566 ภาค ข วันที่ 25 มิถุนายน  2566 ประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านภาค ก และ ข ภายในวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 สอบภาค ค  ประเมินจากการสัมภาษณ์ แฟ้มสะสมงาน และการนำเสนอที่แสดงถึงทักษะและศักยภาพด้านการเรียนการสอน  ตามวันและเวลาที่อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ หรืออ.ก.ค.ศ.สสศ.กำหนด ทั้งนี้ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2566

“การจัดสอบครั้งนี้ ถือเป็นงานเกี่ยวกับบริหารบุคคลที่ อ.ก.ค.ศ. รับช่วงต่อจาก คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ผมได้กำชับให้ดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส ไม่ให้มีปัญหาเรื่องทุจริต คาดว่าจะสามารถบรรจุแต่งตั้งครูผู้ช่วยทดแทนอัตราเกษียณที่มีกว่า 20,000 อัตรา ได้ทันภายในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เพราะตามปฏิทิน สพฐ. กำหนดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภาคในเดือนกรกฎาคม 2566 เพื่อให้มีครูเพียงพอต่อการจัดการเรียนการสอน  โดยคาดว่า การจัดสอบครั้งนี้จะมีผู้เขาสอบไม่ต่ำกว่า 1 แสนราย เพราะที่ผ่านมามีผู้สอบบรรจุได้น้อย ขณะที่มีเด็กจบใหม่อีกจำนวนมาก”  นายอัมพร กล่าว

มทร.ธัญบุรี คว้า 9 รางวัล จาก 7 งานวิจัยเวทีระดับนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729427

มทร.ธัญบุรี คว้า 9 รางวัล จาก 7 งานวิจัยเวทีระดับนานาชาติ

มทร.ธัญบุรี คว้า 9 รางวัล จาก 7 งานวิจัยเวทีระดับนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรีเปิดเผยว่า ในการประกวดผลงานและสิ่งประดิษฐ์ “The 48th International Exhibition of Inventions Geneva” ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ ครั้งที่ 48 ซึ่งเป็นเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับนานาชาติ ที่มีผลงานเข้าร่วมประกวดมากกว่า 1,000 ผลงาน จาก 42 ประเทศทั่วโลก แบ่งการจัดประกวดทั้งหมด 22 กลุ่ม มทร.ธัญบุรี ได้ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดพร้อมแสดงนิทรรศการ เนื่องจากเป็นงานประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ของ มทร.ธัญบุรี และก็ได้รับรางวัลจากเวทีนี้มากถึง 7 ผลงาน

อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวอีกว่าผลงานที่ได้รับรางวัล ประกอบด้วยผลงานนวัตกรรมเซลล์โฟโตอิเล็กโตรคะตะไลติก ร่วมกับโซลาร์เซลล์ สำหรับการบำบัดน้ำเสียและระบบผลิตน้ำสะอาด ของ รศ.ดร.ฉัตรชัย พลเชี่ยว คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับรางวัล on-stage special prize จากประเทศโปแลนด์ และรางวัล Gold Medal,ผลงานผลึกนาโนเซลลูโลสจากผักตบชวา ของ นายพฤติพงศ์ พันธมนัสโสภา และ รศ.ดร.วารุณี อริยวิริยะนันท์ (อาจารย์ที่ปรึกษา) คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้รับรางวัล Gold Medal และรางวัลพิเศษจากประเทศเวียดนาม, ผลงานอนุภาคพอลิเมอร์ชีวภาพฉลาด : พอลิเมอร์ที่ตอบสนองต่อพีเอชกลิ่นหอม และสารลดแรงตึงผิวชนิดอนุภาค ต้านเชื้อจุลชีพ ของ รศ.ดร.อมร ไชยสัตย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับรางวัล Silver Medal, ผลงานผลิตภัณฑ์เนื้ออบแห้งจากพืชต้นแบบจากการทดแทนด้วยเปลือกกล้วยของ ดร.อัฏฐพล อิสสระ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับรางวัล Silver Medal, ผลงานนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชะลอวัยนาโนอิมัลชันจากตำรับสมุนไพรไทยออร์แกนิกในรูปแบบแคปซูลนิ่มจากธรรมชาติภายใต้โครงการ Bio-Circular- Green Economy เพื่อยกระดับการแพทย์แผนไทยระดับโลก ของ รศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์คณะการแพทย์บูรณาการ ได้รับรางวัล Bronze Medal, ผลงานเฟอร์นิเจอร์สนามที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มที่ใช้งานแล้ว : ซูชิคอลเลคชั่นของ รศ.ดร.อนินท์ มีมนต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้รับรางวัล Bronze Medal, ผลงานเครื่องอัดอิฐบล็อกปูพื้นกึ่งอัตโนมัติต้นทุนต่ำด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชน ของ ผศ.ดร.ประชุมคำพุฒ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้รับรางวัล Bronze Medal

ม.สวนดุสิตจัดพิธีปลูกต้นรวงผึ้ง ต้นไม้ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 10

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729428

ม.สวนดุสิตจัดพิธีปลูกต้นรวงผึ้ง ต้นไม้ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 10

ม.สวนดุสิตจัดพิธีปลูกต้นรวงผึ้ง ต้นไม้ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 10

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี ได้จัดพิธีปลูกต้นรวงผึ้ง โดยมี นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานในพิธี รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอทุกอำเภอหัวหน้าส่วนราชการ และดร.วรานี เวสสุนทรเทพ รองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตสุพรรณบุรี พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรและนักศึกษาเข้าร่วมพิธี โดยจัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2566

ต้นรวงผึ้งเป็นต้นไม้ประจำพระองค์ในหลวงรัชกาลที่ 10 การปลูกต้นรวงผึ้งนอกจากจะเพื่อเป็นสิริมงคลกับมหาวิทยาลัยแล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับแนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติของประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นการเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยและหน่วยงานราชการในจังหวัดถึงการอนุรักษ์และปรับปรุงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ของตนเอง โดยเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับนักศึกษาและชุมชนในการร่วมมือกันในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของทุกคนในสังคม โดยจะมีผลกระทบต่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและการลดโลกร้อนในอนาคต

ม.นเรศวร ส่งมอบเสื้อเกราะกันกระสุนจากขยะพลาสติกรักษ์โลกให้กองทัพภาคที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729377

ม.นเรศวร ส่งมอบเสื้อเกราะกันกระสุนจากขยะพลาสติกรักษ์โลกให้กองทัพภาคที่ 3

ม.นเรศวร ส่งมอบเสื้อเกราะกันกระสุนจากขยะพลาสติกรักษ์โลกให้กองทัพภาคที่ 3

วันจันทร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.37 น.

มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับ วช.ทดสอบเสื้อเกาะกันกระสุนที่ผลิตจากพลาสติกโดยเฉพาะโคมไฟหน้ารถและพลาสติกจากการฟอกไต รองเท้ายางและขยะจากท้องทะเล รักษ์โลก พร้อมส่งมอบให้กับทหารกองทัพภาคที่ 3 เพื่อนำไปใช้ได้จริง

วันที่ 8 พ.ค.66 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 และมหาวิทยาลัยนเรศวร จัดพิธีส่งมอบนวัตกรรมเสื้อเกราะกันกระสุนจากขยะพลาสติก ซึ่งเป็นผลงานภายใต้โครงการวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสังคมจากขยะพลาสติกในชุมชนภาคเหนือตอนล่าง ประเทศไทย” ที่ วช.ให้ทุนสนับสนุนแก่ รองศาสตราจารย์ ดร.พนิดา จงสุขสมสกุล แห่งมหาวิทยาลัยนเรศวร ดำเนินโครงการฯ นายเอนก บำรุงกิจ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นผู้ส่งมอบนวัตกรรมดังกล่าว แก่กองทัพภาคที่ 3 โดยมี พล.ต.ประสาน แสงศิริรักษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นผู้รับมอบ 

พร้อมนี้ ศาสตราจารย์ ดร.กรกนก อิงคนินันท์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมพิธีส่งมอบนวัตกรรมดังกล่าวด้วย ณ สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก โดยก่อนรับมอบเสื้อเกาะกันกระสุนนั้น ได้มีการทดสอบ โดยทหารหน่วยกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 4 ค่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ ใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม.และ 11 มม.ทดสอบยิง 3 ระยะ คือที่ระยะ 7 เมตร ระยะ 10 เมตร และที่ 15 เมตร ซึ่งผลการยิงไม่ทะลุ ชุดเกาะแต่อย่างใด ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทดสอบที่ ระยะ 25 เมตร ก็ยังไม่ทะลุชุดเกาะเช่นกัน

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.พนิดา จงสุขสมสกุล แห่งมหาวิทยาลัยนเรศวร หัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า ม.นเรศวร ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก วช. ในการดำเนินโครงการ “การมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสังคมจากขยะพลาสติกในชุมชนภาคเหนือตอนล่าง ประเทศไทย” มีความสอดคล้องกับแนวทางที่สหประชาชาติได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ให้ประเทศต่าง ๆ ภายใต้ทิศทางการพัฒนาประเทศ พ.ศ. 2558 –2573 ในเป้าหมายที่ 12 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การจัดการและการใช้ทรัพยากรธรรมธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน การสร้างสรรค์นวัตกรรมจากขยะพลาสติกยังตอบสนองยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียนชีวภาพอีกด้วย 

โดยคณะนักวิจัยมีแนวคิดในการนำเอาขยะเหลือใช้กลับมาทำให้เกิดประโยชน์และสร้างรายได้ให้ชุมชน จากการกำจัดขยะมูลฝอยในปี 2562 พบว่าจังหวัดพิษณุโลก ติดอันดับ 1 ใน 6 จังหวัดที่มีการนำขยะกลับมาใช้ใหม่มากที่สุด โดยจำนวนขยะมูลฝอยที่ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ในจังหวัดพิษณุโลก มีปริมาณ 465.7 ตันต่อวัน โดยนวัตกรรมเสื้อเกราะกันกระสุนถือเป็นผลสำเร็จของโครงการฯ จนได้ผลงานสร้างสรรค์ยกระดับขยะพลาสติกที่มีจำนวนมาก จากกระบวนการมีส่วนร่วมของหน่วยงานต่าง ๆ และชุมชน จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมความมั่นคงและความปลอดภัย ให้กับกองทัพ โดยมีทหารเป็นกำลังสำคัญในการรักษาอธิปไตยของชาติ

สำหรับนวัตกรรมเสื้อเกราะกันกระสุนจากขยะพลาสติก นี้ มีส่วนประกอบ คือ โคมไฟหน้ารถยนต์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ ที่เป็นเหยื่อป้องกันกระสุนได้ รองเท้ายาง  พลาสติกจากการฟอกไต และขยะจากท้องทะเล ซึ่งถือว่าเป็นเศษสิ่งเหลือใช้ที่นับวันจะสะสมมากขึ้น ทำให้หลายคนไม่คิดว่าสิ่งเหล่านี้จะสามารถนำมารีไซเคิล ทำเสื้อเกาะให้แก่ทหาร ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง  และที่สำคัญราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป ซึ่งต้นทุนในการผลิตเพียงหมื่นกว่าบาทเท่านั้น หากนำเข้าจากต่างประเทศก็จะมีราคาแพงกว่าถึง  3-5 เท่าตัว

นายเอนก บำรุงกิจ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช.ภายใต้กระทรวง อว. เป็นองค์กรหลักด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ที่มีบทบาทสำคัญด้านการขับเคลื่อนและสนับสนุนการดำเนินโครงการวิจัยขนาดใหญ่ ที่มีความท้าทายและมีเป้าหมายชัดเจน รวมถึงการส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้ตลอดจนผลักดันให้เกิดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรม ไปสู่การใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาและสามารถแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม 

งานวิจัยนวัตกรรมเสื้อเกราะกันกระสุนเป็นผลสำเร็จของการสนับสนุนนักวิจัยที่ได้รับทุนจาก วช. จนได้ผลงานสร้างสรรค์ยกระดับขยะพลาสติกที่มีจำนวนมาก จากกระบวนการมีส่วนร่วม ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมความปลอดภัยให้กับทหารของประเทศและจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมรายได้ให้กับคนในชุมชนจากการนำเอาขยะจากท้องทะเลมารวมกับผ้าทอมือ อันเป็นสิ่งแทนใจของความรักและความผูกพันของคนในครอบครัว ชุมขนเป็นเกราะป้องกันทหารของประเทศอีกทั้งความสำเร็จของการพัฒนานวัตกรรมสื่อเชิงเนื้อหาระหว่าง นักวิจัย ทหารและนักประพันธ์เพลง เป็น soft power ที่แสดงให้เห็นบทบาทสำคัญของทหาร ผลผลิตและต้นแบบอันเกิดจากการวิจัยครั้งนี้จะก่อให้เกิดการจัดการขยะพลาสติกและการมีส่วนร่วมของผู้คนในชุมชน ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศไทยได้ต่อไป

พล.ต.ประสาน แสงศิริรักษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวว่า สำนักการวิจัยแห่งชาติและมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เล็งเห็นความสำคัญในงานวิจัยนวัตกรรมเสื้อเกราะกันกระสุน ซึ่งถือว่าเป็นคุณประโยชน์ให้กับกำลังพลของกองทัพบกเป็นอย่างดี รายการที่จะนำไปใช้ในพื้นที่เสี่ยง ให้เกิดความปลอดภัยรวมทั้งผลผลิตดังกล่าวจะเป็นต้นแบบในการลดขยะ โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่จะนำไปสู่การจัดการขยะอย่างยั่งยืนแบบบูรณาการ สำหรับเสื้อกันกระสุนนี้ ได้จัดทำตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ในแนวทางที่ว่า น้ำหนักเบา ผลิตภัณฑ์เหมาะสม สอดคล้องกับต้นทุนและเข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพอลิคาร์บอเนต ที่ได้จากไฟหน้ารถ ถุงน้ำยาล้างไต ยางจากรองเท้าแตะเป็นต้น ซึ่งหลังจากรับมอบ ก็จะนำไปมอบให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดน ซึ่งจากตรวจสอบพบว่าเสื้อเกาะดังกล่าวมีคุณสมบัติเบา และป้องกันกระสุนจากปืนพกสั้น ซึ่งอนาคตอยากให้พัฒนาคุณภาพที่สามารถป้องกันอาวุธปืนสงครามได้ต่อไป – 003

วช. ลงพื้นที่เกาะสมุย พร้อมนำงานวิจัยพัฒนาของฝากที่เป็นอัตลักษณ์ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729014

วช. ลงพื้นที่เกาะสมุย พร้อมนำงานวิจัยพัฒนาของฝากที่เป็นอัตลักษณ์ชุมชน

วช. ลงพื้นที่เกาะสมุย พร้อมนำงานวิจัยพัฒนาของฝากที่เป็นอัตลักษณ์ชุมชน

วันเสาร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.30 น.

วช. ลงพื้นที่เกาะสมุย พร้อมนำงานวิจัยพัฒนาของฝากที่เป็นอัตลักษณ์ชุมชน และขับเคลื่อนต้นแบบ BCG Farming ด้วยวิจัยและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ให้ชุมชน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำโดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย คณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี  เพื่อเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ของฝากท้องถิ่นและรับฟังปัญหาของผู้ประกอบการ เพื่อนำงานวิจัยมาช่วยแก้ไขปัญหา พร้อมพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ของฝากท้องถิ่นให้มีคุณภาพและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นผ่านโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างงานและรายได้ให้แก่ชุมชนชาวเกาะสมุย” ดำเนินการโดย รศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ แห่งคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการนำเสนอความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการ “ศูนย์ BCG ต้นแบบเพื่อการสร้างชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน” พร้อม Kick off  การดำเนินโครงการระยะที่ 2 โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  โดยมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานบริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ พร้อมด้วย  ศ.(วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย รศ.ดร.ณัฐวุฒิ ดุษฎี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ นายสุธรรม สามทอง รองนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเกาะสมุย และคณะนักวิจัย ร่วมนำเสนอความก้าวหน้าของโครงการฯ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2566 ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 

โดยเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2566 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม เสริมสร้างคุณภาพชีวิต รวมถึงการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสนับสนุนในภาคส่วนต่าง ๆ โดย วช. ได้สนับสนุนทุนวิจัยแก่ รศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ แห่งคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะ ในการดำเนินโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างงานและรายได้ให้แก่ชุมชนชาวเกาะสมุย” ด้วยกรอบแนวคิดในการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างบูรณาการมาประยุกต์ใช้ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และผลิตผลในท้องถิ่นทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์เพื่อการอุปโภคและบริโภค ควบคู่กับการออกแบบพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นของชาวเกาะสมุย และตรงตามความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างงานและรายได้ให้แก่ชุมชนชาวเกาะสมุย และส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจสู่สากล

สำหรับผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชนจากโครงการฯ ที่เยี่ยมชม ประกอบด้วย กาละแมที่มีการพัฒนาสูตรและบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้มีการยืดอายุได้, ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันมะพร้าว อาทิ สบู่ ยาสระผม โลชั่นกันแดด, ผลิตภัณฑ์สกสมุนไพรท้องถิ่น ได้แก่ สบู่ ยาสระผม เจลล้างหน้า ยานวด และผลิตภัณฑ์จากใยกล้วย อาทิ กระเป๋าจากเชือกกล้วย กระเป๋าผ้ากล้วย สบู่กล้วย นอกจากนี้ การดำเนินโครงการวิจัยดังกล่าวยังก่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ของฝากจาเกาะสมุยและผลิตผลท้องถิ่น รวมทั้งศูนย์เรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชน เพื่อเป็นต้นแบบแก่ชุมชนอื่น ๆ บริเวณใกล้เคียง และผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการนี้ทำให้ชุมชนชาวเกาะสมุยสามารถสร้างงานและสร้างรายได้ให้สามารถพึ่งตนเองได้ มีคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ชุมชนและสังคมต่อไป

ต่อมาวันที่ 5 พฤษภาคม 2566 ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ BCG Farming โดยมีวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ เป็นพื้นที่ต้นแบบนั้น ได้คณะนักวิจัยจาก วว. ดำเนินการ ซึ่งขณะนี้เข้าสู่ระยะที่ 2 โดยนักศึกษาและคณาอาจารย์ของวิทยาลัยฯ ร่วมกับชุมชนโดยรอบพื้นที่ต้นแบบ ได้ร่วมกันทำการเกษตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยใช้หลักการสอนทั้งเชิงวิชาการและฝึกฝนทักษะวิชาชีพ โดยได้รับเทคนิควิธีอย่างดียิ่งจากคณะนักวิจัย ทำให้คณาจารย์และเยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจและสามารถทำการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ร่วมกับการให้ความรู้ การขยายผลให้กับชุมชนโดยรอบพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ โครงการศูนย์ BCG Farming ได้ดำเนินโครงการตลอดห่วงโซ่ ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ผ่านการขับเคลื่อนโดยชุมชนในท้องที่ สู่การสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง และยั่งยืนต่อไป

สำหรับเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งเกาะสมุยมีพืชเศรษฐกิจหลักที่เป็นสัญลักษณ์ของเกาะ คือ มะพร้าว นอกจากนี้ ยังนำผลิตผลท้องถิ่นอื่น ๆ อาทิ กล้วย และสมุนไพร มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ สำหรับจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสำหรับสร้างรายได้ให้กับชุมชน ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะนักวิจัยหวังที่จะนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาบูรณาการร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น แล้วถ่ายทอดความรู้ที่ได้ให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ รวมถึงสถานศึกษา เพื่อให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเกาะสมุย ทั้งในรูปแบบของฝากหรือของใช้ในชีวิตประจำวันให้มีอัตลักษณ์แบบมีส่วนร่วมกับชุมชน ซึ่งจะมีการจัดทำแผนการผลิต แผนธุรกิจ การสร้างแบรนด์ และการเชื่อมโยงกับตลาด โดยโครงการทั้งสองโครงการนี้ถือเป็นการสนับสนุนการสร้างงานและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนชาวเกาะสมุยให้สามารถพึ่งตนเองได้ มีคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สังคมตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน