สวยมาก! เผยภาพ’จันทรุปราคาเงามัว’ ปรากฏการณ์ความสว่างของดวงจันทร์ลดลงเล็กน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728979

สวยมาก! เผยภาพ'จันทรุปราคาเงามัว' ปรากฏการณ์ความสว่างของดวงจันทร์ลดลงเล็กน้อย

สวยมาก! เผยภาพ’จันทรุปราคาเงามัว’ ปรากฏการณ์ความสว่างของดวงจันทร์ลดลงเล็กน้อย

วันเสาร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 09.24 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เผยภาพจันทรุปราคาเงามัว บันทึกเมื่อเวลา 00:23 น. วันที่ 6 พฤษภาคม 2566  ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา ขณะเกิดปรากฏการณ์ความสว่างของดวงจันทร์ลดลงเล็กน้อย สังเกตด้วยตาเปล่าได้ไม่ชัดเจนนัก 

ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเงามัวในครั้งนี้ เกิดในคืนวันที่ 5 พฤษภาคม ถึงเช้ามืด 6 พฤษภาคม 2566  ช่วงเวลาประมาณ 22:14 – 02:31 น. ตรงกับคืนดวงจันทร์เต็มดวง ดวงจันทร์เข้าสู่เงามัวมากที่สุดเวลาประมาณ 00:22 น. ของวันที่ 6 พฤษภาคม 2566 จากนั้นจะค่อย ๆ เคลื่อนออกจากเงามัว จนสิ้นสุดปรากฏการณ์ในเวลาประมาณ 02:31 น. สังเกตความเปลี่ยนแปลงได้ค่อนข้างยาก มองด้วยตาเปล่าไม่ชัดเจน แต่หากเปรียบเทียบความสว่างของดวงจันทร์ในช่วงเต็มดวง กับช่วงเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเงามัว จะพอสังเกตเห็นความแตกต่างได้ เนื่องจากดวงจันทร์โคจรเข้าไปในเงามัวของโลกบางส่วน และไม่ได้ผ่านเข้าไปในบริเวณเงามืด ดวงจันทร์จึงไม่ปรากฏเว้าแหว่ง จะยังคงมองเห็นดวงจันทร์เต็มดวงแต่มีความสว่างในส่วนที่อยู่ในเงามัวลดลงเท่านั้น

สำหรับปรากฏการณ์จันทรุปราคาในประเทศไทยครั้งต่อไป จะเกิดอีกครั้งปลายปีนี้เป็น “จันทรุปราคาบางส่วน” ตรงกับวันที่ 29 ตุลาคม 2566
 

วช. ลงพื้นที่เกาะสมุย หนุนงานวิจัยยกระดับของฝากอัตลักษณ์ชุมชน สู่นักท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728881

วช. ลงพื้นที่เกาะสมุย หนุนงานวิจัยยกระดับของฝากอัตลักษณ์ชุมชน สู่นักท่องเที่ยว

วช. ลงพื้นที่เกาะสมุย หนุนงานวิจัยยกระดับของฝากอัตลักษณ์ชุมชน สู่นักท่องเที่ยว

วันศุกร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 17.18 น.

วช. ลงพื้นที่เกาะสมุย พบผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมหนุนงานวิจัยยกระดับของฝากอัตลักษณ์ชุมชน สู่นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ช่วยเพิ่มรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

วันที่ 4 พฤษภาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำโดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย คณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และสื่อมวลชน ลงพื้นที่เกาะสมุย เพื่อเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ของฝากท้องถิ่นและรับฟังปัญหาของผู้ประกอบการ เพื่อนำงานวิจัยมาช่วยแก้ไขปัญหา พร้อมพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ของฝากท้องถิ่นให้มีคุณภาพและมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างงานและรายได้ให้แก่ชุมชนชาวเกาะสมุย” ดำเนินการโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ แห่งคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะ โดยมีคณะนักวิจัย พร้อมด้วยผู้นำชุมชนให้การต้อนรับ ณ เกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม เสริมสร้างคุณภาพชีวิต รวมถึงการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสนับสนุนในภาคส่วนต่าง ๆ โดย วช. ได้สนับสนุนทุนวิจัยแก่ รองศาสตราจารย์ ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ แห่งคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะ ในการดำเนินโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างงานและรายได้ให้แก่ชุมชนชาวเกาะสมุย” ด้วยกรอบแนวคิดในการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างบูรณาการมาประยุกต์ใช้ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และผลิตผลในท้องถิ่นทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์เพื่อการอุปโภคและบริโภค ควบคู่กับการออกแบบพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นของชาวเกาะสมุย และตรงตามความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างงานและรายได้ให้แก่ชุมชนชาวเกาะสมุย และส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจสู่สากล

โดยเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งเกาะสมุยมีพืชเศรษฐกิจหลักที่เป็นสัญลักษณ์ของเกาะ คือ มะพร้าว โดยมะพร้าวเกาะสมุยมีอัตลักษณ์ที่สำคัญ นอกจากนี้ ยังนำผลิตผลท้องถิ่นอื่น ๆ อาทิ กล้วย และสมุนไพร มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ สำหรับจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสำหรับสร้างรายได้ให้กับชุมชน ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะนักวิจัยหวังที่จะนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาบูรณาการร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ของฝากเกาะสมุยให้มีอัตลักษณ์แบบมีส่วนร่วมกับชุมชน รวมทั้งจัดทำแผนการผลิต แผนธุรกิจ การสร้างแบรนด์ และการเชื่อมโยงกับตลาด ซึ่งจัดเป็นการสนับสนุนการสร้างงานและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนชาวเกาะสมุยให้สามารถพึ่งตนเองได้ มีคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สังคมตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สำหรับผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชนจากโครงการฯ ที่เยี่ยมชมครั้งนี้ ประกอบด้วย กาละแมที่มีการพัฒนาสูตรและบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้มีการยืดอายุได้, ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันมะพร้าว อาทิ สบู่ ยาสระผม โลชั่นกันแดด, ผลิตภัณฑ์สกสมุนไพรท้องถิ่น ได้แก่ สบู่ ยาสระผม เจลล้างหน้า ยานวด และผลิตภัณฑ์จากใยกล้วย อาทิ กระเป๋าจากเชือกกล้อย กระเป๋าผ้ากล้วย สบู่กล้วย นอกจากนี้ การดำเนินโครงการวิจัยดังกล่าวยังก่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ของฝากจาเกาะสมุยและผลิตผลท้องถิ่น รวมทั้งศูนย์เรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชน เพื่อเป็นต้นแบบแก่ชุมชนอื่น ๆ บริเวณใกล้เคียง และผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการนี้ทำให้ชุมชนชาวเกาะสมุยสามารถสร้างงานและสร้างรายได้ให้สามารถพึ่งตนเองได้ มีคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ชุมชนและสังคมต่อไป
 

นายกฯจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728713

นายกฯจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

นายกฯจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 21.02 น.

วันที่ 4 พฤษภาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2566 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

จุฬาฯ สานพลัง กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สธ. ผลิตหลักสูตรระยะสั้นด้านสุขภาพและการแพทย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728662

จุฬาฯ สานพลัง กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สธ. ผลิตหลักสูตรระยะสั้นด้านสุขภาพและการแพทย์

จุฬาฯ สานพลัง กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สธ. ผลิตหลักสูตรระยะสั้นด้านสุขภาพและการแพทย์

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 18.10 น.

ครั้งแรกในไทย!! จุฬาฯ สานพลัง กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สธ. ผลิตหลักสูตรระยะสั้นด้านสุขภาพและการแพทย์ สำหรับผู้บริหารระดับสูงและผู้ประกอบการด้านสุขภาพ ผลักดันอุตสาหกรรมการแพทย์ไทยสู่นานาชาติ

เมื่อวันพุธที่ 3 พฤษภาคม 2566 ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (จามจุรี 10) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ พัฒนาหลักสูตร Lifelong Learning ด้านสุขภาพและการแพทย์ สำหรับบุคลากรสาธารณสุขและภาคธุรกิจที่เกี่ยวกับสุขภาพและการแพทย์ทุกระดับ เพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพบุคลากรในอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของวิทยาศาสตร์และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ สอดรับกับกระแสโลก ตลอดจนร่วมกันจัดทำโครงการจัดการความรู้ การพัฒนางานวิจัย รวมทั้งพัฒนานวัตกรรมที่เป็นผลิตภัณฑ์ และ/หรือ นวัตกรรมการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขต่อไปในอนาคต โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต
เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายแพทย์สุระ วิเศษศักดิ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามความร่วมมือในครั้งนี้

การลงนามความร่วมมือระหว่าง 2 องค์กรในครั้งนี้เกิดจากวิสัยทัศน์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกรมสนับสนุนบริการสุขภาพที่สอดคล้องกันที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของวิทยาการความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในระดับโลกถือเป็นโอกาสของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยด้วยอุตสาหกรรมการแพทย์ จึงจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรในด้านการธุรกิจและบริการด้านสุขภาพรองรับการเติบโต โดยเน้นรูปแบบการเรียนรู้ที่ครอบคุลมทุกช่วงวัย มีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) จึงเป็นที่มาของผนึกกำลังระหว่างองค์กร เพื่อร่วมพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรระยะสั้นภายใต้ของตกลงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้

ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมุ่งหวังที่จะนำความรู้วิชาการทางด้านสุขภาพและการแพทย์ใหม่ ๆ ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติมาถ่ายทอดสู่ผู้นำของประเทศที่มีสมรรถนะในการสร้างสรรค์องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน มุ่งสู่ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) 17 เป้าหมาย การที่จุฬาฯ ได้ผนึกกำลังร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพในครั้งนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพบุคลากรในอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนในการพัฒนากำลังคนของประเทศที่มีประสิทธิภาพสูงของประเทศต่อไป

นายแพทย์สุระ วิเศษศักดิ์ อธิบดี กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข มีพันธกิจที่มุ่งพัฒนากำลังคนคุณภาพในระบบเศรษฐกิจสุขภาพ หลักสำคัญคือการผลักดันและส่งเสริมให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศได้เพิ่มพูนทักษะ ประสบการณ์ และเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยในการขับเคลื่อนในการพัฒนากำลังคนของประเทศที่มีประสิทธิภาพสูง ได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ในรูปแบบหลักสูตรการศึกษาตลอดชีวิต จึงเกิดความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจะมีความร่วมมือกันในการพัฒนาหลักสูตรการจัดการความรู้ พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบุคลากร

เพื่อตอกย้ำเจตนารมย์ของความร่วมมือดังกล่าว จึงได้เปิดตัวแนะนำหลักสูตรระยะสั้นสำหรับผู้บริหารระดับสูงด้านการแพทย์และธุรกิจสุขภาพ หลักสูตรแรกของประเทศไทย หลักสูตร “เวฬา” หรือ “Vitality Enhancement & Longevity Academy (VELA)” ซึ่งเป็นหลักสูตรภายใต้ความร่วมมือระหว่างระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ โดยรวมองค์ความรู้ล้ำสมัย เช่น การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) เวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม (Reverse Aging) สุขภาพเพศกับการมีอายุยืน (Sexual Health & Longevity) เวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) การนอนหลับ และสุขภาพจิต (Sleep and Mental Health) เป็นต้น เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้บริหาร/ผู้ประกอบการด้านธุรกิจและการให้บริการด้านสุขภาพทั้งในภาครัฐและเอกชนได้นำความรู้ที่ได้จากการอบรมหลักสูตรนี้ไปใช้พัฒนาองค์กรและพัฒนาธุรกิจให้มีความโดดเด่นในด้านมาตรฐานการให้บริการทัดเทียมกับกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ระดับนานาชาติ

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับรายละเอียดหลักสูตร หลักสูตร “เวฬา”
หรือ “Vitality Enhancement & Longevity Academy (VELA)”  และหลักสูตรอื่น ๆ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
ได้ที่ เว็บไซต์ https://lifelong.chula.ac.th/vela

ปลัดมท.เชิญชวนพี่น้องปชช.ร่วมโครงการเดิน-วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728591

ปลัดมท.เชิญชวนพี่น้องปชช.ร่วมโครงการเดิน-วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'

ปลัดมท.เชิญชวนพี่น้องปชช.ร่วมโครงการเดิน-วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.31 น.

“ปลัดมหาดไทย”เชิญชวนพี่น้องประชาชน-ทุกภาคีเครือข่าย ร่วมโครงการเดิน-วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2566 รายได้ส่วนหนึ่งสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา และมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2566 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เนื่องในวันที่ 4 พฤษภาคม 2566 เป็นวันฉัตรมงคล ซึ่งเป็นวันสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี และพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” โดยทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานับประการ  อาทิ ด้านการศึกษา ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านการต่างประเทศ ด้านเกษตรกรรม ด้านพระศาสนา ด้านกีฬา ด้านการทหาร ด้านการบิน และด้านราชการ โดยพระองค์ท่านให้ความสำคัญทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการศึกษาทรงเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษา ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชทรัพย์ร่วมสนับสนุนก่อตั้งโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร และทรงรับโรงเรียนไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ พระราชทานวัสดุอุปกรณ์การศึกษาที่ทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ อีกทั้ง มอบทุนช่วยเหลือเยาวชนที่เรียนดี ขยันหมั่นเพียร ประพฤติดี มีคุณธรรม และฐานะยากจน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง โดยสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เยาวชนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงด้านสังคมสงเคราะห์ ทรงพระกรุณาห่วงใยการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนที่ด้อยโอกาส

“เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสืบสานพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจึงได้จัดโครงการเดิน-วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2566 โดยกำหนดจัดโครงการตั้งแต่วันที่ 1 – 31 พฤษภาคม  2566 ณ สถานที่ที่จังหวัดกำหนด โดยมี วัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2566 2) เพื่อนำเงินรายได้จากการดำเนินงานเป็นทุนในการช่วยเหลือเด็ก เยาวชน และประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้ 3) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ โดยรายได้ ส่วนหนึ่งสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา และ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน  ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่เยาวชนผู้ยากไร้ ด้อยโอกาสทุกจังหวัด ให้มีโอกาสได้รับการศึกษา มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้” ปลัด มท.กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ภาคีเครือข่ายต่าง ๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อสารมวลชน มูลนิธิ สมาคม ชมรม บริษัท ห้างร้าน และผู้มีจิตศรัทธาในทุกจังหวัดเข้าร่วมโครงการเดิน-วิ่งเฉลิมพระเกียรติ ปี 2566 ณ สถานที่ที่จังหวัดกำหนด เพื่อมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเด็ก เยาวชน และประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนต่อไป

– 006

ข่าวดีรับเปิดเทอม ลดราคา‘ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน อินเทอร์เน็ต’ เริ่มวันนี้-31 พ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728549

ข่าวดีรับเปิดเทอม ลดราคา‘ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน อินเทอร์เน็ต’ เริ่มวันนี้-31 พ.ค.นี้

ข่าวดีรับเปิดเทอม ลดราคา‘ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน อินเทอร์เน็ต’ เริ่มวันนี้-31 พ.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 09.55 น.

‘ทิพานัน’ แจ้งข่าวดีผู้ปกครองรับเปิดเทอม โครงการลดราคาสินค้าชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน อินเทอร์เน็ต เริ่มแล้ววันนี้-ถึง 31 พ.ค.นี้ โชว์ผลงาน ‘ประยุทธ์’ พัฒนาการศึกษา ศักยภาพการศึกษา เพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวปี 66-69 พร้อมเพิ่มค่าอาหารกลางวัน

4 พฤษภาคม 2566 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ผลักดันให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง เท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำและมีมาตรฐานก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ในช่วงใกล้เปิดเทอมนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ขอความร่วมมือให้หน่วยงานต่างๆ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง โดยเฉพาะในช่วงใกล้เปิดเทอมนี้ กรมการค้าภายในได้จัดโครงการลดราคาชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน อินเทอร์เน็ต เพื่อเตรียมพร้อมการเปิดเทอมของเด็กนักเรียน ซึ่งสามารถซื้อสินค้าได้ที่ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าที่ร่วมโครงการ ลดราคาสูงสุดถึง 85% มีทั้งหมด 11 หมวดดังนี้

1. เครื่องแบบนักเรียน 2.รองเท้า / ถุงเท้า 3.กระเป๋าเรียน 4.ตำราเรียนและหนังสือ 5.เครื่องเขียน 6.สื่อการเรียนการสอน 7.อุปกรณ์ไฟฟ้า 8.อุปกรณ์สำนักงาน 9.อินเทอร์เน็ต / อุปกรณ์ 10.แพลตฟอร์มออนไลน์ และ11.เบ็ดเตล็ด ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการค้าภายใน สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://www.dit.go.th/ หรือโทร. 0 2507 5530 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 พฤษภาคมนี้

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ทั้งนี้ จากนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ได้ให้หน่วยงานต่างๆ มอบของขวัญปีใหม่2566ให้กับประชาชน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการได้ เพิ่มค่าใช้จ่ายอุดหนุนรายหัว ตั้งแต่ระดับอนุบาล – ม.ปลาย และ ปวช. ในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ทั้งใน – นอกระบบ โดยปรับต่อเนื่อง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2569 ซึ่งจะครอบคลุมค่าจัดการเรียนการสอน เช่น สื่อ วัสดุการสอน ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ โดยปีสุดท้ายจะเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ถึง 20% อีกทั้งค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เช่น กิจกรรมวิชาการ ทัศนศึกษา ฯลฯ ปีสุดท้ายเพิ่มขึ้นจากปี 2565 อีก 30% รวมทั้งค่าอุปกรณ์การเรียน เพิ่มขึ้น 15% ตั้งแต่ปี 2566 และคงที่ในปีต่อ ๆ ไป สำหรับค่าเครื่องแบบนักเรียน เพิ่มให้ครบ 1 ชุด และเพิ่มเติมอีก 1 ชุด หากผู้ปกครองถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นับเป็นการปรับเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนครั้งใหญ่ในรอบกว่า 10 ปี  ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระรายจ่ายของผู้ปกครองนักเรียนกว่า 11.5 ล้านคน ช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ครอบครัว และเพิ่มศักยภาพของสถานศึกษาในการจัดและพัฒนาคุณภาพการศึกษาอีกด้วย

พร้อมกันนี้ ยังปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวัน “จัดสรรมื้อคุณภาพส่งตรงจาก ศธ.” จะช่วยเพิ่มความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำ การเพิ่มมื้ออาหารคุณภาพให้เด็กไทยในครั้งนี้ ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 3,500 ล้านบาท เพื่อให้นักเรียนชั้นเด็กเล็ก – ป.6 ทุกสังกัด ได้ทานอาหารครบ 5 หมู่ โดยปรับตามขนาดของโรงเรียน ดังนี้ นักเรียน 1 – 40 คน อัตรา 36 บาท/คน/วัน, นักเรียน 41 – 100 คน อัตรา 27 บาท/คน/วัน, นักเรียน 101 – 120 คน อัตรา 24 บาท/คน/วัน และนักเรียน 121 คน ขึ้นไป อัตรา 22 บาท/คน/วัน เพื่อให้เด็กมีโภชนาการที่ดี สุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ เติบโตสมวัยมีพัฒนาการด้านเรียนรู้และเสริมภูมิต้านทานโรค

“พล.อ.ประยุทธ์ มุ่งพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะการวางรากฐานตั้งแต่วัยเด็กมมาอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการหน่วยงานต่างๆ ในทุกช่วงวัยเพื่อเพิ่มศักยภาพคน ยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนาประเทศอย่างมั่นคง ยั่งยืนต่อไป” น.ส.ทิพานัน กล่าว

กรุงเทพธนาคม จับมือ มจธ. ซ่อมบำรุง เรือโดยสารไฟฟ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728414

กรุงเทพธนาคม จับมือ มจธ.  ซ่อมบำรุง เรือโดยสารไฟฟ้า

กรุงเทพธนาคม จับมือ มจธ. ซ่อมบำรุง เรือโดยสารไฟฟ้า

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานบริษัท กรุงเทพธนาคมจำกัด ผศ.ดร.ประแสง มงคลศิริ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี และรศ.ดร.ธเนศ ธนิตย์ธีรพันธ์ คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมลงนามศึกษาค้นคว้าและวิจัยทางวิศวกรรม เพื่อหาวิธีการ
ที่เหมาะสมในการใช้งาน ดูแลรักษาและในการซ่อมบำรุงเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) ในคลองผดุง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบขับเคลื่อนและระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า (แบตเตอรี่) ของเรือ รวมทั้งแนวทางในการลดค่าใช้จ่ายในการเดินเรือเพื่อการให้บริการที่ยั่งยืนต่อไป

สำหรับแนวทางการดำเนินงานระยะแรก เบื้องต้น มจธ. จะจัดเก็บข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการใช้พลังงานของแบตเตอรี่ชุดใหม่ที่ทางบริษัทได้จัดซื้อมาใช้ทดแทนแบตเตอรี่เดิมที่เสื่อมสภาพ โดยจะเน้นการบริหารจัดการเรื่องการใช้พลังงาน หาวิธีในการควบคุมอุณหภูมิที่สูงภายในห้องเก็บแบตเตอรี่ และการดูแลบำรุงรักษาที่จะยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้นภายใน 6-8 เดือนนี้ นอกจากนี้ จะทำการศึกษา ค้นคว้า วิจัย เพื่อหาพารามิเตอร์ที่เหมาะสมของแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน (Li-ion) ที่ใช้กับเรือพลังงานไฟฟ้านี้ รวมถึงข้อมูลทางด้านเทคนิคที่เกี่ยวกับชุดต้นกำลังแบบมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ในการเดินเรือ และวิเคราะห์หาวิธีการปรับปรุงเรือที่เหมาะสมสำหรับการยืดอายุการใช้งานหรือการดูแลรักษาแบตเตอรี่ นอกจากนี้
จะทำการศึกษา วิเคราะห์และกำหนดวิธีการหรือแนวทางในการใช้งานและการดูแลรักษาหรือซ่อมบำรุงที่เหมาะสมต่อไป

วิทยาลัยเกษตรฯ 24 แห่ง อบรม องค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728416

วิทยาลัยเกษตรฯ 24 แห่ง อบรม  องค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

วิทยาลัยเกษตรฯ 24 แห่ง อบรม องค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ปริเวท วรรณโกวิท ผู้จัดการโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ กล่าวว่า โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ โดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ให้อาจารย์จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 24 แห่งทั่วประเทศ จำนวน 53 คน โดยเน้นในเรื่องการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และถ่ายทอดองค์ความรู้ในเรื่องหลักการบริหารจัดการน้ำ ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ตั้งแต่ฝึกทักษะการคิดเชิงระบบ (System Thinking) การสำรวจและเก็บข้อมูลเพื่อการวางผังน้ำชุมชน และการบริหารจัดการน้ำไปใช้ในชุมชน โดยเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน และใช้นวัตกรรมในการเรียนรู้ เพื่อนำความรู้ที่ได้กลับไปขยายผลต่อในวิทยาลัยฯ และชุมชนของตัวเอง และได้ลงพื้นที่สำรวจเพื่อศึกษาหน้างานจริง เมื่อปลายเดือนเมษายน 2566 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

ดร.ปริเวทกล่าวต่อไปว่านอกจากภาคทฤษฎีแล้ว ผู้เข้าอบรมยังได้ไปดูตัวอย่างชุมชนที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำจากปราชญ์ชุมชน “ป้าน้อย” นางสนิท ทิพย์นางรอง ผู้นำการจัดการน้ำชุมชนบ้านลิ่มทอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มีผลงานโดดเด่นในการบริหารจัดการน้ำชุมชนจนได้รับรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งซ้ำซาก ทำให้เกษตรกรมีอาชีพมีน้ำใช้มีรายได้เพิ่มขึ้น 300% ถือเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง หรือ Change Agents ที่จะนำองค์ความรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดสู่นักศึกษา และชุมชนต่อไป

นอกจากจะมีการฝึกอบรมผู้บริหาร อาจารย์ และบุคลากรของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังได้มีการส่งนักศึกษาหลักสูตร “ชลกร” ไปฝึกงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อเรียนรู้งานจริงในพื้นที่จริง และกำลังเตรียมรับสมัครรุ่นที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักเรียนสมัครเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก

สกสว.จัดเสวนาออนไลน์แผนงานวิจัย หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ EP.1: ChatGPT AI Chatbot

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728511

สกสว.จัดเสวนาออนไลน์แผนงานวิจัย หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ EP.1: ChatGPT AI Chatbot

สกสว.จัดเสวนาออนไลน์แผนงานวิจัย หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ EP.1: ChatGPT AI Chatbot

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 20.45 น.

สกสว.จัดเสวนาออนไลน์ แผนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ EP.1: “ChatGPT AI Chatbot”

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)  จัดเสวนาออนไลน์ แผนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ EP.1: “ChatGPT AI Chatbot” เพื่อแนะนำองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมทางด้านดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะในประเด็น ChatGPT เพื่อหารือโจทย์การวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์อนาคต และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี Generative AI (เช่น ChatGPT) กับการสร้างสรรค์เศรษฐกิจดิจิทัล โดยมี ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ร่วมบรรยายพิเศษ “OpenThaiGPT: ChatGPT Opensource ภาษาไทย โดยคนไทย” ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้ร่วมก่อตั้ง ZTRUS ร่วมบรรยายพิเศษ “What we should know about Generative AI in 2023 : สิ่งที่เราน่าจะรู้ เกี่ยวกับ Generative AI ในปี 2566″  และ ดร.ทัดพงศ์ พงศ์ถาวรกมล กรรมการผู้จัดการบริษัท กสิกร แล็บส์ จำกัด ร่วมบรรยายพิเศษ “Generative AI : Challenges and Opportunities in Business” 

โอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ ดร. พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว.ได้จัดทำแผนด้าน ววน. 2566-2570 เพื่อเป็นเครื่องมือกำหนดเป้าหมายการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการพัฒนา “พลิกโฉมให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน” ซึ่งปัจจุบัน คณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติ แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ปี 2566-70 หรือแผนระยะ 5 ปี ใน 4 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้มี ความสามารถในการแข่งขัน และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมสู่อนาคต โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและ นวัตกรรม

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาท้าทายและปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมระดับขั้นแนวหน้าที่ ก้าวหน้าล้ำยุค เพื่อสร้างโอกาสใหม่และความพร้อมของประเทศในอนาคต และ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เป็นฐานการ ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแบบก้าวกระโดดและอย่างยั่งยืน โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม

ในส่วนนี้ขอกล่าวถึง ยุทธศาสตร์ที่ 1 ที่มุ่งเน้นการดำเนินงาน 8 เรื่อง และ หนึ่งในจำนวนนี้เป็นเรื่องปัญญาประดิษฐ์ ด้วยตระหนักว่า เทคโนโลยีดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เป็นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการนำมาประยุกต์ใช้อย่างเร่งด่วนในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลได้  

ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร บรรยายว่า OpenThaiGPT จะเป็น AI Chatbot ภาษาไทย ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี AI โดยช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทำให้คนไทย และประเทศไทยมีเทคโนโลยี AI ของตัวเอง โดยปัจจุบันหลายองค์กรสามารถเข้าไปใช้บริการ ChatGPT เพื่อเพิ่มช่องทางถามตอบ หรือ แนะนำผลิตภัณฑ์ต่างๆ นอกจากการเข้าไปใช้บริการแล้ว ผู้ประกอบการยังสามารถต่อยอดแอปพลิเคชัน ที่ทำให้เกิดผู้ประกอบการ หรือ สตาร์ทอัพ รายใหม่ๆ และบริการดิจิทัลใหม่ๆ เพิ่มขึ้น 

โดยที่ผ่านมามีการพัฒนา AI อย่างต่อเนื่องแบ่งเป็น 3 ยุค ยุคแรก คือ Artificial Narrow Intelligence (ANI) AI ที่มีความถนัดในศาสตร์แขนงใด แขนงหนึ่ง เท่านั้น ยุคที่ 2 Artificial General Intelligence (AGI) AI ที่มีความสามารถเรียนรู้ การใช้เหตุผล แก้ไขปัญหา สร้างกลยุทธ์และตัดสินใจได้ในสภาวะที่ไม่สามารถคาดเดาสถานการณ์ได้ โดยขณะนี้เราอยู่ช่วงยุคที่ 2 ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ChatGPT ที่มีความสามารถเทียบเท่ามนุษย์ สามารถสอบแพทย์ กฎหมายผ่าน และ ยุคที่ 3 Artificial Super Intelligence (ASI) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง มีความฉลาดเหนือมนุษย์

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม บรรยายว่า Generative AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราเข้าถึงชุดข้อมูลที่มีอยู่ และ การนำข้อมูลมาสร้างใหม่ ด้วยอัลกอริทึมแบบ Generative Model ที่สามารถนำมาใช้งานหลากหลาย เช่น การสร้างภาพ การประมวลผล การสร้างเสียงดนตรี ที่เราต้องเร่งศึกษาเรียนรู้ จุดอ่อน จุดแข็งและการใช้จากเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม นอกจากการวิจัยพัฒนา ต่อยอดทางเทคโนโลยีแล้ว การพัฒนาคนให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญเช่นกัน เพราะอย่างไรมนุษย์จำเป็นต้องทำงานร่วมกับ AI 

ทั้งนี้ในบริบทของการร่วมพัฒนา AI ของไทย ยังมีโจทย์ที่ท้าทายในการผสมผสานระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยี และ ด้านสังคมศาสตร์ เพื่อให้ AI สามารถเข้าใจเหตุและผล (Explainable AI) และประเด็นทางด้านการดูแล และกำหนดการใช้งานให้กับ AI ทำงานร่วมกับมนุษย์ โดยเฉพาะในบริบทของคนไทย  ท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีจะมาช่วยสร้างประโยชน์ ให้คนไทย ในหลากหลายมิติได้อย่างเหมาะสม
 
ดร.ทัดพงศ์ พงศ์ถาวรกมล บรรยายว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นั้นสามารถสร้างผลลัพธ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น ข้อความ, ภาพ, เสียง, วิดีโอ, โค้ดคอมพิวเตอร์ ฯลฯ จากชุดข้อมูล ชุดคำสั่ง หรือคำอธิบายที่มนุษย์ป้อนเข้าไป (Input Prompts) โดยการวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาเทคโนโลยี การจัดการโครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือ และการพัฒนาขีดความสามารถ ในปัจจุบันสอดคล้องกับเทรนด์ AI และ ความท้าทายในปัจจุบัน เช่น การสร้างภาพเสมือนจริงของบุคคล เพื่อทำให้เราเห็นภาพในอนาคต ว่า ร่างกาย หรือ รูปร่างของเรานั้นจะเป็นอย่างไร และจะต้องเตรียมวางแผนการดูแลตนเอง การใช้ชีวิตต่อไป เช่นเดียวกับการใช้ AI มาช่วยให้เราได้รู้เท่าทัน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หรือ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ที่มีการปลอมเป็นตัวบุคคล เพื่อสื่อสารข่าวปลอม การตรวจสอบสิทธิความเป็นเจ้าของในตัวของภาพถ่าย กราฟฟิกต่างๆ และ เรื่อง Interpretability and Correctness หรือ การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ที่ทุกธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญ 

การจัดงานในครั้งนี้ สกสว.ได้ข้อมูลสำคัญ ที่จะนำไปสู่การกำหนดโจทย์การพัฒนาสำคัญที่จะช่วยทำให้สามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญของแผนงาน การพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะรวมทั้งหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การบริการและพัฒนาประเทศให้สามารถแข่งขันได้ต่อไป

กรมการพัฒนาชุมชนชูศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ผลิตภัณฑ์ผ้าและหัตถกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728491

กรมการพัฒนาชุมชนชูศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ผลิตภัณฑ์ผ้าและหัตถกรรม

กรมการพัฒนาชุมชนชูศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ผลิตภัณฑ์ผ้าและหัตถกรรม

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 19.29 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ชูศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP  ผลิตภัณฑ์ผ้าและหัตถกรรม เปิดพื้นที่จัดแสดงสินค้าสร้างรายได้สู่ชุมชน

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย สนับสนุนผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมจากผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP จัดงาน “กิจกรรมการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตผู้ประกอบการประเภทผ้าและหัตถกรรม จุดดำเนินการที่ 1 รุ่นที่ 1 กรุงเทพมหานครฯ ”  โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดกิจกรรม ภายในงานพบกับกิจกรรมการให้คำปรึกษา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ของผู้ประกอบการประเภทผ้า และหัตถกรรม   

งานครั้งนี้ มีเหล่าผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมงานอาทิ นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, นางสาวณัฐนิช อินทสระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น,  นายกัมปนาทจักรวาล วิเวศ ศรีพุทธา หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน และพัฒนาการจังหวัดในโซนภาคกลาง พร้อมด้วย ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ผ้าไทย และงานหัตถกรรม ในเขตพื้นที่จังหวัดภาคกลาง กว่า 100 คน ร่วมในพิธีฯ  และได้รับเกียรติจากคณะที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาเข้าร่วมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ  อาทิ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบลายผ้าและพัฒนาผ้าไทย, นายภูภวิศ กฤตพลนารา ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่น, นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่น,  นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่น, อาจารย์ ดร.กิติศักดิ์ เยาวนานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น,  นายนุวัฒน์ พรมจันทึก ผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นใยและการย้อมสีธรรมชาติ (BCG), ผศ.ดร.มยุรี ศรีกุลวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์, ผศ. ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่น, อาจารย์ ดร.กรกลด คำสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่น ร่วมให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการ OTOP ผ้าไทยและงานหัตกรรม ณ ห้องประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพฯ