#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/695136
บทบาทของ‘กระทรวงมหาดไทย’ในการขับเคลื่อนงาน ด้าน‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ในระดับจังหวัด
วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.
ในการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาศักยภาพสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเพื่อพัฒนาแผนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับจังหวัด ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “บทบาทของกระทรวงมหาดไทยในการ ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในระดับจังหวัด” มีเนื้อหาดังต่อไปนี้
การขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่กระทรวงมหาดไทยได้ให้ความสำคัญเพื่อเป็นแกนนำร่วมหัวจมท้ายกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ผลักดันให้เกิดการ Change for Good สร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับโลกใบเดียวนี้ของพวกเราทุกคน เพราะคนมหาดไทยมีแรงปรารถนา(Passion) ในการที่จะช่วยลดโลกร้อน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ทำให้ พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน
ซึ่งจะยั่งยืนได้เราต้องมุ่งมั่นขับเคลื่อนในทุกบริบทของการทำงานเพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Win – Win ทั้งชีวิตความเป็นอยู่และสภาวะแวดล้อม เพราะพี่น้องประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี อากาศที่บริสุทธิ์ ซึ่งการแปรปรวนของสภาวะอากาศและสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้เป็นดัชนีชี้วัดสำคัญที่ท้าทายพวกเราทุกคนในการทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนได้อย่างไร
ทั้งนี้ “คนมหาดไทย” พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรที่ดีและเอาจริงเอาจังในการลดสภาวะโลกร้อน สร้างชีวิตของผู้คนให้อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ดี เพื่อให้โลกใบเดียวนี้ของเรามีอายุยืนยาว เป็นโลกที่สวยงาม และมีสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมกับลูกหลานไม่รู้อีกกี่ร้อยรุ่นของเราในอนาคตได้มีโลกใบที่สวยงามนี้อยู่อาศัย โดยเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2565 ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ประกาศเจตนารมณ์เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืนกับสหประชาชาติประจำประเทศไทย มุ่งChange for Good ทำให้โลกใบเดียวของทุกคนมีอายุยืนยาวตราบนานเท่านาน
ด้วยแนวคิด “76 จังหวัด 76 คำมั่นสัญญา เพื่อการพัฒนา เพื่อความเท่าเทียม เพื่อความยั่งยืน โลกนี้เพื่อเรา” และแม้ว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดหลายท่านจะเกษียณอายุราชการหรือโยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดอื่นแล้วแต่ “คำมั่นสัญญานั้นเป็นพันธะ ของตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด” ไม่ว่าท่านใดจะมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดใด ท่านเหล่านั้นก็คือ “ผู้นำ” ในการขับเคลื่อนทุกงานในพื้นที่จังหวัดด้วยการบูรณาการทั้ง7 ภาคีเครือข่าย ทั้งภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน
“ทุกท่านจึงอย่ารังเกียจกับการทำงานแบบบูรณาการ ทั้งนี้ สังคมต้องมีผู้นำ ซึ่งท่านผู้ว่าราชการจังหวัด และท่านนายอำเภอเป็นผู้นำในพื้นที่ เพราะระบบราชการกำหนดให้ทั้ง 76 จังหวัดมีเจ้าเมือง คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด อำเภอทั้ง 878 อำเภอ มีนายอำเภอ แม้ว่าจะเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย แต่หน้าที่ที่สำคัญที่สุด คือ การเป็นผู้นำของข้าราชการในการ ขับเคลื่อนงานนโยบายของรัฐบาล ในระดับพื้นที่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเปรียบเสมือนนายกรัฐมนตรีของจังหวัด ท่าน ทสจ. คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของจังหวัด
ดังนั้น หน้าที่ที่สำคัญที่สุด ของการทำหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชา คือ การทำให้ผู้บังคับบัญชาทำในสิ่งที่ดีที่เราอยากให้เกิดขึ้น ด้วยการที่พวกเราต้องหมั่นขวนขวาย ค้นคว้า ศึกษา เรื่องที่เรากำลังทำให้เข้าใจถ่องแท้ แล้วป้อนสิ่งที่ดี แนวคิดที่ดีให้ผู้นำ เพื่อผู้นำจะได้ Delivery (ส่งผ่าน) สั่งการผู้นำในระดับรองลงไป อันจะทำให้แนวคิดของเรานั้นได้ส่งไปถึงพี่น้องประชาชน และเกิดผลลัพธ์ทั้งเชิงคุณภาพควบคู่กับเชิงปริมาณเต็มทั้งพื้นที่” นายสุทธิพงษ์ กล่าว
ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อไปว่า กระทรวงมหาดไทยได้จับมือร่วมกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ “อบก.” ในด้านการบริหารจัดการขยะในครัวเรือน ทั้งประเทศกว่า 25 ล้านตัน ซึ่ง 60-70% ของจำนวนดังกล่าวเป็นขยะเปียก โดยภายในเดือนธันวาคม2565 ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอและผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 7,849 แห่ง จะรณรงค์ส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนมี “ถังขยะเปียกลดโลกร้อน”
โดยนำภูมิปัญญาชาวบ้าน ใช้ถังขยะใบเดียวมีฝาปิด ตัดก้นถัง ขุดหลุมเป็นรูปลิ่ม เพื่อให้ก้นหลุมลึกกว่าก้นถัง ประมาณครึ่งศอกถึง 1 ศอก ประจำครัวเรือน ซึ่งจากค่าเฉลี่ย ใน 1 วันคนจะผลิตขยะเปียก 0.6 กรัม จากเศษอาหาร เศษพืช เศษผัก เมื่อใส่รวมลงถังขยะเปียกลดโลกร้อนก็จะกลายเป็นปุ๋ยหมัก หรือสารบำรุงดินตามกฎหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อรวมแล้วจะได้ปริมาณร่วมล้านตันคาร์บอนเครดิตต่อปี
ทั้งนี้ อบก. ได้ประเมินรับรองคาร์บอนเครดิตจากถังขยะเปียกลดโลกร้อนเรียบร้อยแล้ว ภายใต้ความร่วมมือของคณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับในส่วนของบ้านที่ไม่มีพื้นที่ดิน ให้ใช้วิธีนำขยะเปียกรวมให้เทศบาลนำไปใส่ถังรวม ซึ่งขณะนี้การขับเคลื่อนคืบหน้าไปมากจนใกล้จะจำหน่ายคาร์บอนเครดิตได้ โดยไม่ได้ซีเรียสว่าจะได้เงินเท่าใด แต่ต้องเกิดมรรคผลเป็นรูปธรรมที่ส่งผลดีกับโลกจริงๆ
“กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว ในขณะนี้ งานที่ชาวมหาดไทยกำลังทำโดยมีเป้าหมาย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้อง ประชาชน คือ ให้นายอำเภอสร้างทีมผู้นำการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขโดยบูรณาการ 7 ภาคีเครือข่าย เพื่อลดจุดอ่อนของข้าราชการที่จะเกษียณอายุราชการ-โยกย้าย ในรูปแบบทีมอำเภอ ทีมตำบล ซึ่งเมื่อข้าราชการ ทั้งนายอำเภอ ปลัดอำเภอย้ายไปแล้ว สิ่งดีๆ ที่ได้ร่วมกันคิด จะได้รับการสานต่อโดยทีมจิตอาสาเหล่านี้ นอกเหนือจากคนของระบบราชการ อันจะ ทำให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนา คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน
รวมทั้งได้เชิญชวนให้ประชาชน เริ่มตั้งแต่เด็กที่มีอายุ 7 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สมัครเป็นอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก (อถล.) ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก พ.ศ. 2561 เพื่อร่วมมือกันดูแลครอบครัวให้รู้จักคัดแยกขยะเปียก ขยะแห้ง ขยะรีไซเคิล และขยะพิษ รวมทั้งเป็นผู้นำในการสร้างจิตสำนึกให้แก่คนในครอบครัว ชุมชน ตำบล และหมู่บ้าน ให้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ซึ่ง อปท. สามารถใช้งบประมาณอบรม เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้ทั้งหมดเพื่ออุดช่องว่างเสริมเติมเต็มในการขับเคลื่อนงานให้กับท่าน ทสจ. ทั่วประเทศ” นายสุทธิพงษ์ ระบุ
นายสุทธิพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย และสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย
เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการส่งเสริม การใช้วัสดุก่อสร้างประเภทปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก สำหรับการก่อสร้างของส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อประเทศไทยบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะเรื่องนี้ No plan B because we have only one planet เรามีเพียงแผนเดียวเท่านั้น คือ ทุกคนต้องช่วยกันทำให้สภาวะโลกร้อนลดลง และทำให้โลกสวยงาม เพราะมีโลกแค่เพียงใบเดียวเท่านั้น
โดยสิ่งสำคัญที่ทำให้การขับเคลื่อนงานด้านลดภาวะโลกร้อนเกิดผลที่เป็นจริงในชีวิตของพี่น้องประชาชน คือ การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผ่าน “โครงการโคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง หรือ อารยเกษตร” เปรียบเสมือนการปฏิวัติสีเขียวครั้งใหญ่ที่ประชาชนจะอยู่รอดปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้
ซึ่งภายในแปลงโคก หนอง นา จะมีการปลูกต้นไม้ 5 ระดับ ก็คือป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เป็นการผสมผสาน ที่เล็งเห็นถึงปัจจัย 4 ทั้งหมด เช่น มีไม้เพื่อใช้ทำที่อยู่อาศัย ไว้ใช้สอย ไว้ทำเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตร และการปลูกที่มีไว้ใช้สำหรับเป็นอาหารและยารักษาโรค รวมถึงมีส่วนที่ไว้ค้าขายผลิตผลทางเกษตร และอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญ คือ ทุกพื้นที่จะเป็นกสิกรรมธรรมชาติ ไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี ไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลง และไม่มีการเผาทำลายซากเศษใดๆ ทั้งสิ้น แต่เราจะเอาส่วนนั้นมาประยุกต์ใช้ในการทำน้ำหมัก ปุ๋ยหมัก ใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดบริหารจัดการไม่ให้เหลือเป็นเศษขยะ
รวมทั้งน้อมนำแนวพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ด้วยการปลูกผักสวนครัว ครบ 100% ทุกครัวเรือนภายในสิ้นปี 2565 นี้และน้อมนำโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ให้เพิ่มมากที่สุด เพื่อทำให้เด็กมีความรู้ มีความรัก ความหวงแหนต้นไม้
และช่วยกันกระตุ้นปลุกเร้าให้ช่างทอผ้า ผู้ประกอบการผ้าไทย ผ้าอัตลักษณ์ทุกประเภททั่วประเทศ น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา งดใช้สีเคมีในการย้อมผ้า และหันมาผลิตวัตถุดิบที่จะใช้ผลิตผ้า เช่น ปลูกฝ้าย ปลูกหม่อนและเลี้ยงไหม ปลูกต้นไม้ที่สามารถนำไปใช้ทำเป็นสีย้อมผ้าให้มากขึ้น เพื่อลดการเกิดของเสีย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และยังส่งผลดีต่อสุขภาพของคนย้อมผ้าและผู้สวมใส่
รวมถึงให้ทุกจังหวัดได้รณรงค์ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนร่วมกันสวมใส่ผ้าไทย ภายใต้ชื่อ“ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ตามแนวพระดำริซึ่งมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ผู้ทอผ้าในทุกถิ่นที่ของประเทศไทย ที่เป็นเสาหลักในการดูแลสมาชิกทุกคนในครอบครัวให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีด้วยรายได้จากการจำหน่ายผ้าไทย เพราะผ้าทอไทยเกิดจากภูมิปัญญาของคนไทยที่อยู่กับทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ถิ่นต่างๆ ตั้งแต่กระบวนการผลิต การย้อมผ้า และยังช่วยทำให้ลดอุณหภูมิห้องลงอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียสอีกด้วย
“สิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นได้อยู่ที่พวกเราทุกคนว่า เราต้องเชื่อ (Believe) ในสิ่งที่เราคิดควบคู่กับการทำในฐานะเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งผมมั่นใจว่า พวกเราทุกคนมีความเชื่อมั่นว่าตำแหน่งหน้าที่ที่ทำอยู่ได้ทำบุญกับโลก กับเพื่อนมนุษย์ กับคนไทย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยต้องเติม Passion หรือแรงบันดาลใจเข้าไปว่า ก่อนที่ฉันจะเกษียณอายุราชการหรือไปรับหน้าที่อื่น ฉันจะ Change for Good ให้เกิดขึ้น
ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดีที่สุดต้องไปชวน ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ ให้ผนึกกำลังทุกภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนภารกิจ Change for Good ให้โลกของเราให้เต็มที่ เพื่อสุดท้าย ปลายทาง คือ คุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนของพี่น้องประชาชนทุกคน ขอให้รีบทำทันที เพื่อโลก ใบเดียวของเราจะได้อยู่รอดปลอดภัย เป็นโลกที่สวยงามของลูกหลานเหลนเราตลอดไป” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในตอนท้าย