‘มท.1’นำวางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695542

‘มท.1’นำวางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

‘มท.1’นำวางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 14.09 น.

“มท.1″นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ บุคลากร และภาคีเครือข่าย วางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เนื่องในวันดำรงราชานุภาพ ประจำปี 2565

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2565 ที่บริเวณพิธีหน้าศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย ถ.อัษฎางค์ กทม. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เนื่องในวันที่ระลึกคล้ายวันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประจำปี 2565 หรือที่สังคมไทยรู้จักกันในชื่อ “วันดำรงราชานุภาพ” ซึ่งคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบกำหนดให้เป็นวันสำคัญของประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2544  เป็นต้นมา โดยมี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารฝ่ายข้าราชการการเมือง นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย สมาชิกราชสกุลดิศกุล คณะกรรมการและสมาชิกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และผู้แทนหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน ประชาชน และภาคีเครือข่าย ร่วมวางพวงมาลา

พล.อ.อนุพงษ์ เปิดเผยว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 57 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาชุ่ม ภายในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2405 ได้รับพระราชทานพระนามว่า “พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร” ทรงเป็นองค์ต้นราชสกุลดิศกุล โดยในด้านการรับราชการสนองพระเดชพระคุณ ทรงดำรงตำแหน่งที่สำคัญ เช่น ผู้บัญชาการทหารบก อธิบดีกรมศึกษาธิการ “องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย” เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร นายกราชบัณฑิตยสภา องคมนตรีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นอภิรัฐมนตรีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และด้วยพระเกียรติคุณเมื่อครั้งทรงดำรงตำแหน่งหน้าที่ราชการนานัปการอย่างอเนกอนันต์ นับถึง 3 รัชกาล หาผู้อื่นเสมอเหมือนได้โดยยาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า

“สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อิสสริยลาภบดินทร สยามวิชิตินทรวโรปการ มโหฬารรัฐประศาสน์ ปิยมหาราชวรานุศิษฎ์ ไพศาลราชกฤตยการี โบราณคดีปวัติศาสตรโกศล คัมภีรนิพนธนิรุกติปฏิภาณ ราชบัณฑิตวิธานนิติธรรมสมรรถ ศึกษาภิวัฒน์ปิยวาที ขันติสัตยตรีสุจริตธาดา วิมลรัตนปัญญาอาชวาศรัย พุทธาทิไตรสรณาทร พิเศษคุณาภรณ์ธรรมิกนาถบพิตร”

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเริ่มประชวรด้วยโรคพระหทัย ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2484 จึงเสด็จกลับมาจากเกาะปีนังบริติชมลายู (เกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย ในปัจจุบัน) เพื่อรักษาพระอาการประชวรในประเทศไทย โดยพระอาการทรงและทรุดเรื่อยมา กระทั่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2486 ที่วังวรดิศ ถนนหลานหลวง จังหวัดพระนคร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร สิริรวมพระชันษา 81 ปี

โอกาสนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวสดุดี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มีใจความตอนหนึ่งว่า “ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ทรงวางรากฐานอันมั่นคงให้แก่กระทรวงมหาดไทยและทำนุบำรุงแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สุขแก่สยามประเทศ ทรงเป็นกำลังสำคัญยิ่งในการปฏิรูป การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางรากฐานการปกครองแบบเทศาภิบาล และสุขาภิบาล อันเป็นรากเหง้าของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ งานตำรวจภูบาลและภูธร และทรงกำหนดความหมายของงานมหาดไทยให้ชัดเจนว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า “กรมดำรงฯ มอบดวงใจให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงมหาดไทย คือ ผู้ดูแลประเทศชาติ ชาวไทย ให้มีความร่มเย็นเป็นสุข” และทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยเป็นอย่างสูง ดั่งปรากฏพระนามว่า ทรงเป็นอัจฉริยะบุรุษแก่มหาชนในทุกสมัยจนเป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ และในปี พ.ศ.2505 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือ UNESCO จึงถวายการสดุดีให้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็น “บุคคลสำคัญของโลก” พระองค์แรกของประเทศไทย”

จากนั้นในเวลา 08.00 น. พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา นำคณะผู้บริหารระดับสูง และสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ประกอบพิธีสงฆ์ ณ ห้องประชุมราชสีห์ ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ โดยได้รับเมตตาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร และคณะสงฆ์วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร ประกอบพิธี

– 006

รับโล่รางวัล ‘วิริยะ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695351

รับโล่รางวัล ‘วิริยะ’

รับโล่รางวัล ‘วิริยะ’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.อโนทัย ไทยวรรณศรี ที่ปรึกษาคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มอบโล่รางวัล ประเภท “วิริยะ”แก่ นายจักรกฤษ กราบกราน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่งเอี้ยงสามัคคี ครูอรรถพลกล้าวิกรณ์ และนักเรียน โดยโรงเรียนบ้านทุ่งเอี้ยงสามัคคีได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนร่วมงาน “ความเพียรผลิใบ”(ถอดบทเรียนโพธิสัตว์น้อยลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า) จากการคัดเลือกโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศที่หอประชุมคุรุสภา กรุงเทพฯ

มอนเดลีซ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ปลูกฝังจิตสำนึกในการจัดการขยะรีไซเคิล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695352

มอนเดลีซ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร  ปลูกฝังจิตสำนึกในการจัดการขยะรีไซเคิล

มอนเดลีซ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ปลูกฝังจิตสำนึกในการจัดการขยะรีไซเคิล

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายพสิษฐ์ อัครนันท์กรณิศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มอนเดลีซอินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความมุ่งมั่นด้านการส่งเสริมความยั่งยืนและการลดขยะพลาสติกอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายระดับโลกด้านความยั่งยืนของบริษัทในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถรีไซเคิลได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี พ.ศ.2568 รวมทั้งตั้งเป้าหมาย Net Zero เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในปี พ.ศ. 2593เพื่อบรรเทาปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมบริษัทฯ ร่วมมือกับแทรชลัคกี้ ริเริ่มโครงการ “โรงเรียนรักษ์โลก แยกขยะลุ้นโชคกับมอนเดลีซ” ในระยะนำร่องร่วมกับ4 โรงเรียนภายใต้สังกัดกรุงเทพมหานคร ได้แก่ โรงเรียนวัดบึงทองหลาง โรงเรียนวัดคู้บอน (วัฒนานันท์อุทิศ) โรงเรียนวัดนิมมานรดี โรงเรียนนาคนาวาอุปถัมภ์ รวมนักเรียนจำนวน 7,912 คน

นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกล่าวว่า “กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับการปลูกฝังค่านิยมการคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบให้แก่เยาวชนและประชาชน รวมทั้งสร้าง ความตระหนักรู้และแรงจูงใจ ในการแยกขยะอย่างต่อเนื่องเพื่อง่ายต่อการนําไปต่อยอด ผ่านกระบวนการต่างๆ และยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ขยะและรายได้เสริมให้แก่ประชากร ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การดําเนินงานของโครงการดังกล่าวยังเป็นไป ในทิศทางเดียวกันกับความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการลดและเลิกใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียว และสอดคล้องกับเป้าหมายในการนําขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายในปีพ.ศ.2570 ตามโรดแมปการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ.2561-2573 โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะได้มีการขยายผลไปยังโรงเรียนต่างๆ ในสังกัดกรุงเทพมหานคร และเกิดผลลัพธ์อันเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

นายณัฐภัค อติชาตการ ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แทรชลัคกี้ จํากัด กล่าวว่า แทรชลัคกี้จะจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการแยกขยะอย่างถูกวิธีแก่นักเรียนในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ดำเนินการติดตั้งจุดรับขยะภายใต้โครงการเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนนําขยะรีไซเคิลที่คัดแยกเรียบร้อย มาส่งให้ที่จุดรับขยะรีไซเคิลในโรงเรียนเพื่อรับแต้มสะสม รวมทั้งดำเนินการจับรางวัลมอบให้แก่นักเรียนที่คัดแยกถูกต้องพร้อมมอบแต้มสะสม โดยผู้เข้าร่วมโครงการสามารถใช้แต้มสะสมแลกสิทธิ์จับสลากเพื่อลุ้นรางวัลต่างๆ ที่ได้รับการสนับสนุนโดยมอนเดลีซ ประเทศไทย ในทุกๆ 2 เดือน และเชื่อมั่นว่าการเริ่มปลูกฝัง ความเข้าใจ และทัศนคติการรีไซเคิลให้แก่ประชากรที่เป็นอนาคตของชาติ จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดความตระหนักและพฤติกรรมการรีไซเคิลในชีวิตประจําวันได้อย่างยั่งยืนมากที่สุด

วิศวะจุฬาฯ จับมือ กลุ่มบี ปิโตรไทย ต่อยอดบริหารจัดการทางวิศวกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695353

วิศวะจุฬาฯ จับมือ กลุ่มบี ปิโตรไทย  ต่อยอดบริหารจัดการทางวิศวกรรม

วิศวะจุฬาฯ จับมือ กลุ่มบี ปิโตรไทย ต่อยอดบริหารจัดการทางวิศวกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกลุ่มบริษัท บี ปิโตรไทย (บริษัท ปิโตรไทย จำกัด) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ การถ่ายทอดองค์ความรู้ ต่อยอดการบริหารจัดการทางวิศวกรรม (Engineering Management) ของระบบบริหารอุปกรณ์ เครื่องมือ การบำรุงรักษา การบริหารการปิดซ่อมสายการผลิต อะไหล่คงคลังด้านวิศวกรรมในระบบการผลิต (ManufacturingSystems) ที่คำนึงถึงความต้องการและวงจรชีวิตอุปกรณ์ (Equipment Life cycle)ทางด้านวิศวกรรม ที่สามารถนำไปสู่ การจัดการอะไหล่คงคลังเป็นศูนย์ (ZeroInventory) เพื่อลดต้นทุนและความเสี่ยงให้แก่ องค์กร ลูกค้า และคู่ค้าพันธมิตร

ศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจในโลกยุคปัจจุบันนั้น เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และถูก Disrupt อย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการทางวิศวกรรม รวมถึงการบริหารสินค้าคงคลังด้านวิศวกรรมในระบบการผลิต จึงเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรต่างๆ บริหารจัดการต้นทุนการดำเนินการได้อย่างเหมาะสมการที่เราได้จับมือกับผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานจริง จะช่วยให้นิสิตเรียนรู้หลักการ และเอาไปปรับใช้ในอนาคต เพื่อให้ประสบความสำเร็จได้

นายกิจจา จำนงค์อาษา ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท บี ปิโตรไทย กล่าวว่ากลุ่มบริษัทบี ปิโตรไทย สร้างและสะสมองค์ความรู้จากประสบการณ์การทำงานในอุตสาหกรรมนี้มากว่า 40 ปี เราผ่านการปรับตัว และพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการ จนตกผลึก เราเชื่อว่าการถ่ายทอดองค์ความรู้ครั้งนี้จะเป็นการร่วมมือและช่วยกันส่งเสริมให้เกิดEcosystem ที่มีทรัพยากรบุคคลที่มีความพร้อมในการผลักดันให้องค์กรต่างๆ สามารถปรับตัวเป็น Innovative Driven Enterprise ที่อยู่ในยุค Digital Disruption ได้

นายอาริยทัศน์ ศุทธชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท บี ปิโตรไทย กล่าวว่า นโยบายของกลุ่มบริษัท บี ปิโตรไทย คือการสร้างความสำเร็จร่วมกันของทุกภาคส่วน ซึ่งจะนำพาสู่การพัฒนาร่วมกันอย่างยั่งยืน การส่งต่อองค์ความรู้สู่ภาคการศึกษา เพื่อให้ร่วมกันพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น และมิได้เป็นการมอบความรู้ให้ภาคการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว ในทางกลับกันกลับเป็นการกระตุ้นต่อยอดการพัฒนาองค์ความรู้ของบริษัทให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก นับเป็นประโยชน์ที่เกิดร่วมกันของภาคเอกชนและมหาวิทยาลัย

มูลนิธิโตโยต้า ธรรมศาสตร์ มอบ ‘TTF Award’ ประกาศเกียรติคุณ สนับสนุนนักวิชาการไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695350

มูลนิธิโตโยต้า ธรรมศาสตร์ มอบ ‘TTF Award’ ประกาศเกียรติคุณ สนับสนุนนักวิชาการไทย

มูลนิธิโตโยต้า ธรรมศาสตร์ มอบ ‘TTF Award’ ประกาศเกียรติคุณ สนับสนุนนักวิชาการไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 30 ปี มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย มูลนิธิฯยังคงยึดมั่นในเจตนารมณ์ในการช่วยเหลือสังคมไทย เพื่อพัฒนาสู่ความยั่งยืนในมิติต่างๆ อาทิ การศึกษา การพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาส การสนับสนุน และส่งเสริมผลงานทางวิชาการ เป็นต้น โดยรางวัล TTF Award (Toyota Thailand Foundation Award 2021-2022) เป็นความภาคภูมิใจของมูลนิธิฯ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้นักวิชาการไทย โดยเฉพาะในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับความท้าทายนับไม่ถ้วน อาทิ ปัญหาสิ่งแวดล้อม โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงทางนวัตกรรมและเทคโนโลยี ฯลฯ โดยผลงานทางวิชาการที่ได้ถูกจัดทำขึ้นจากการอุทิศตนค้นคว้าผลงานเพื่อยกระดับมาตรฐานงานวิชาการนั้นจะสามารถเป็นรากฐานในการแก้ไขปัญหา รวมถึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ได้จริงเป็นเสมือนแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ อันจะนำไปสู่องค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ โดยผลงานวิชาการดีเด่นที่ได้รับรางวัลเหล่านี้ ได้มีการเผยแพร่สู่สาธารณชนไปแล้วกว่า 60 เล่ม เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลศึกษาหาความรู้ และเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ

โดยในปีนี้ มีผลงานวิชาการที่ส่งเข้ารับการพิจารณารางวัล จำนวนทั้งสิ้น 136 ผลงาน ได้รับรางวัล TTF Award ประจำปี พ.ศ.2565 ทั้งสิ้น 4 รางวัล รางวัลด้านสังคมศาสตร์ (Social Science Award) ผลงานเรื่อง “อัตลักษณ์เอกสาร วงศาวิทยาการควบคุมประชากรของรัฐไทย” ผู้เขียน : รศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รางวัลด้านมนุษยศาสตร์ (Humanities Award) ผลงานเรื่อง “ศิลปะสมัยใหม่และร่วมสมัย : ตะวันตกและไทย”ผู้เขียน : รศ.สุธี คุณาวิชยานนท์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร รางวัลด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Science Award) ผลงานเรื่อง “การดูแลรักษาผู้บาดเจ็บก่อนถึงโรงพยาบาล” ผู้เขียน : รศ.ดร.นพ.ไชยพร ยุกเซ็น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล รางวัลด้านสิ่งแวดล้อมและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี (Environment& Technological Science Award) ผลงานเรื่อง “พันธุศาสตร์ระดับเซลล์” ผู้เขียน : ศ.ดร.อลงกลด แทนออมทอง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.ดร.กฤษณ์ ปิ่นทอง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ผศ.ดร.อิสสระ ปะทะวัง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

มจธ. นำเสนอ 2 ผลงานวิจัย แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695349

มจธ. นำเสนอ 2 ผลงานวิจัย  แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ

มจธ. นำเสนอ 2 ผลงานวิจัย แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.สาวิตรี การีเวทย์ อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวถึงสาเหตุของวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้งของทุกๆ ปีที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นว่า เดือนมกราคมของทุกปีจะเป็นช่วงที่อากาศมีฝุ่น PM2.5 ปฐมภูมิ ที่เกิดจากการเผาเศษชีวมวลในที่โล่งในพื้นที่การเกษตรเคลื่อนที่จากทิศตะวันออกเฉียงเหนือเข้ามาปะทะกับสภาวะ “ลมนิ่ง”ของกรุงเทพฯและปริมณฑล ทำให้ฝุ่นเหล่านี้สะสมตัวในบรรยากาศ เมื่อรวมกับปริมาณฝุ่นที่เกิดจากกิจกรรมในพื้นที่เมืองหลวง ทั้งฝุ่น PM2.5 ชนิดปฐมภูมิที่เกิดการเผาไหม้เครื่องยนต์ดีเซล การก่อสร้าง และการเผาไหม้เชื้อเพลิงของหม้อต้มไอน้ำในอุตสาหกรรม กับฝุ่น PM2.5 ชนิด ทุติยภูมิที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีที่แปรสภาพก๊าซเป็นฝุ่นของก๊าซมลพิษทางอากาศหลายชนิด เช่นไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) หรือซัลเฟอร์ไดออกไซด์(SO2) จึงทำให้กรุงเทพฯ เผชิญกับวิกฤตของฝุ่น PM2.5 ในช่วงหลังปีใหม่

ภายใต้โครงการวิจัย “การจัดทำแนวทางจัดการฝุ่น PM2.5 โดยการวิจัยการเกิดอนุภาคทุติยภูมิ จากการใช้แบบจำลองการจัดการคุณภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง”พบว่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นฝุ่นชนิดปฐมภูมิที่มาจากแหล่งกำเนิดโดยตรง 70 เปอร์เซ็นต์อีก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นฝุ่น PM 2.5 ทุติยภูมิจากระบบบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศ นอกจากจะได้ข้อมูลปริมาณฝุ่นPM2.5 แต่ละชนิดในแต่ละรอบเดือนแล้วยังสามารถวิเคราะห์แหล่งที่มาของฝุ่นปฐมภูมิได้ว่ามาจากฝุ่นที่เกิดในพื้นที่กรุงเทพฯกี่เปอร์เซ็นต์ หรือถูกพัดมาจากแหล่งกำเนิดภายนอกที่มีการปล่อยในปริมาณเท่าใดอีกด้วย นอกจากนี้ ผลการศึกษายังสามารถช่วยให้แยกได้ว่าเป็นฝุ่น PM2.5ทุติยภูมิที่เกิดจากสารมลพิษ พบว่าหนึ่งในองค์ประกอบหลักในฝุ่น PM2.5 ทุติยภูมิคือสารแอมโมเนียม (NH4+) ซึ่งแปรสภาพมาจากก๊าซแอมโมเนียที่เกิดจากการใช้ปุ๋ยยูเรียในภาคการเกษตรในปริมาณสูงโดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม

รศ.ดร.สาวิตรี สรุปว่า ข้อมูลระดับปริมาณฝุ่นจากระบบแบบจำลองและบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศนี้ไม่เพียงจะชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์และแนวโน้มระดับความรุนแรงของฝุ่นเท่านั้น แต่ยังสามารถนำตัวเลขต่างๆ จากฐานข้อมูลมาวิเคราะห์ภายใต้สถานการณ์สมมติหรือนโยบายต่างๆ ได้อีกด้วย เช่น นโยบายการควบคุมการปล่อยมลพิษทางอากาศและก๊าซเรือนกระจกจากโรงงานอุตสาหกรรม การลดละเลิกการเผาชีวมวลในที่โล่งในพื้นที่เพาะปลูก การจำกัดจำนวนรถยนต์ในการจราจรพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ฯลฯ

นอกจากงานวิจัยเพื่อลดปริมาณฝุ่น PM2.5 ที่ต้นทางแล้ว การจัดการกับฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นและล่องลอยอยู่ในอากาศก็เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป โดยงานวิจัยหนึ่งที่สอดคล้องกับนโยบายปัจจุบันของกรุงเทพฯ คือ แนวทางการปลูกต้นไม้เพื่อลดฝุ่น PM2.5 ของรศ.ดร.ชัยรัตน์ ตรีทรัพย์สุนทร จากภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี และห้องปฏิบัติการRemediation สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ มจธ.

รศ.ดร.ชัยรัตน์กล่าวว่า จากฐานข้อมูลงานวิจัยต้นไม้ทั้งไม้พุ่ม ไม้ประดับ และไม้ยืนต้นกว่า 100 สายพันธุ์ ที่มีประสิทธิภาพในการจัดการฝุ่น PM2.5  สามารถใช้สนับสนุนนโยบายการปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้นของกรุงเทพฯ ได้ โดยเลือกปลูกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น ต้นไม้ที่เรือนยอดไม่หนาทึบจนเกินไปเพื่อการระบายอากาศ ใบมีขนาดเล็กหรือเป็นใบประกอบที่มีขนใบหนาแน่นเพื่อดักจับฝุ่น เป็นไม้ไม่ผลัดใบหรือผลัดใบในระยะสั้น ได้แก่ กัลปพฤกษ์ โมก และพะยูง เป็นต้น ซึ่งเมื่อรวมกับการออกแบบการปลูกตามลำดับชั้นความสูงของต้นไม้ให้สอดคล้องกับลักษณะและความสูงของอาคารในพื้นที่กรุงเทพฯ จะทำให้ต้นไม้เหล่านี้สามารถทำหน้าที่กักเก็บฝุ่นจากมวลอากาศที่หมุนเวียนอยู่ภายในพื้นที่นั้นได้”

วช. กู้ผิวหน้า แก้ปัญหาสิว ด้วยนวัตกรรมสบู่ เซรั่ม ที่สกัดจากดาวเรือง ขมิ้นชัน น้ำผึ้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695443

วช. กู้ผิวหน้า แก้ปัญหาสิว ด้วยนวัตกรรมสบู่ เซรั่ม ที่สกัดจากดาวเรือง ขมิ้นชัน น้ำผึ้ง

วช. กู้ผิวหน้า แก้ปัญหาสิว ด้วยนวัตกรรมสบู่ เซรั่ม ที่สกัดจากดาวเรือง ขมิ้นชัน น้ำผึ้ง

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 21.35 น.

วช. กู้ผิวหน้า แก้ปัญหาสิว ด้วยนวัตกรรมสบู่ เซรั่ม ที่สกัดจากดาวเรือง ขมิ้นชัน และน้ำผึ้ง จากภูมิปัญญาไทยเพื่อผิวสดใสระดับอินเตอร์

ปัญหาสิวกวนใจ เป็นอีกหนึ่งสิ่ง ที่หลายคนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะต่าง ๆ เชื้อโรค สิ่งสกปรก เครื่องสำอาง กระทั่งสกินแคร์ ก็ล้วนทำให้ผิวหน้าของหลายคนแพ้ จนเกิดสิวประเภทต่าง ๆ ขึ้นได้ เมื่อสิวเป็นสิ่งที่ยากต่อการหลีกเลี่ยง จึงเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลงพื้นที่เยี่ยมชมผลสำเร็จโครงการวิจัยฯ โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้กลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ วช. นำ ดร.จันทรวิภา 
ธนะโสภณ ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. พร้อมด้วยสื่อมวลชน ลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงการวิจัยสบู่ล้างหน้าและเซรั่มบำรุงผิวสำหรับผู้ที่เป็นสิว ณ บริษัท คอสเม่ อินโนเวชั่น จำกัด ตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ที่ทำการผลิตผลิตภัณฑ์สบู่ล้างหน้าและเซรั่มบำรุงผิวสำหรับผู้ที่เป็นสิว โดยมี รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และนางสาวอนงค์นุช ต๊ะคำ ผู้บริหารบริษัท คอสเม่ อินโนเวชั่น ให้การต้อนรับ 

รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ผลิตผลิตภัณฑ์สบู่ล้างหน้าและเซรั่มบำรุงผิวสำหรับผู้ที่เป็นสิว ได้รับทุนสนับสนุนจาก วช. โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อำภา จิมไธสง สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง คิดค้นและพัฒนาร่วมกับนางสาวอนงค์นุช ต๊ะคำ แห่งบริษัท คอสเม่ อินโนเวชั่น จำกัด พัฒนาผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่สามารถลดความมันบนใบหน้าได้ ซึ่งในท้องตลาดยังขาดผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่เหมาะกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความนิยมกับสมุนไพรและสารสกัดจากธรรมชาติมากขึ้น เพราะมั่นใจเรื่องความปลอดภัย ไม่ทำร้ายผิว จากความนิยมใช้สมุนไพรทีมวิจัยจึงเริ่มศึกษาหาสมุนไพร จนพบสมุนไพรไทยที่หาได้ง่าย คือ ดาวเรืองและขมิ้นชันที่เกษตรกรปลูกในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย และต้านการอักเสบ นอกจากนี้ยังได้นำน้ำผึ้ง มาเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และช่วยลดอาการระคายเคือง
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่พัฒนาขึ้นมีคุณสมบัติการชำระล้างโดยไม่ทำให้ผิวแห้งตึง และผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้าที่พัฒนาขึ้นมีคุณสมบัติให้ความรู้สึกชุ่มชื้นหลังใช้ โดยความเข้มข้นของสารสกัดดาวเรือง ขมิ้นชัน และน้ำผึ้ง ในสัดส่วนที่เหมาะสม ทำให้มีเนื้อเป็นสีเหลืองอ่อน บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ควรทึบแสงและเก็บได้ที่อุณหภูมิเย็น เพื่อช่วยยืดอายุสารออกฤทธิ์ในสูตรตำรับ ส่วนปริมาณสารกันเสียที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและเซรั่มบำรุงผิวหน้าเพียงพอต่อการป้องกันการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ได้ตรวจไม่พบ โลหะหนัก สารแคดเมียม ตะกั่ว สารหนูและปรอท ซึ่งถือว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้นำผลิตภัณฑ์ให้อาสาสมัครใช้ พบว่า ผลิตภัณฑ์ สบู่ล้างหน้าและเซรั่มบำรุงผิวสำหรับผู้ที่เป็นสิว ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และจากการประเมินประสิทธิภาพการรักษาสิวบนใบหน้าอาสาสมัครโดยการนับจำนวนสิวอักเสบและไม่อักเสบ พบว่าสามารถรักษาสิวอักเสบได้ตั้งแต่ 1 สัปดาห์หลังใช้ผลิตภัณฑ์ ช่วยให้รอยดำจากสิวจางลงภายใน 2 สัปดาห์ และลดความมันบนใบหน้าทุกบริเวณอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่วันที่ 4 ของการใช้ผลิตภัณฑ์ สรุปได้ว่าผลิตภัณฑ์สบู่ล้างหน้าและเซรั่มบำรุงผิวสำหรับผู้ที่เป็นสิว ที่มีสารสกัดดอกดาวเรือง ขมิ้นชันและน้ำผึ้ง มีประสิทธิภาพในการดูแลบำรุงผิวอย่างอ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ต้านอนุมูลอิสระ รักษาสิวอักเสบ ลดรอยดำจากสิว ลดความมันบนในหน้า ช่วยให้ผิวกระจ่างใส และยับยั้งเชื้อ แบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว  

นอกจากนี้ ทีมวิจัยได้ทำการศึกษาพฤติกรรมและปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางรักษาสิว จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ พบว่าส่วนใหญ่ยังคงมีปัญหาสิว และมักมีปัญหาสิวมากที่สุดในช่วงอายุ 14 – 17 ปี ซึ่งจะใช้วิธีการรักษาสิวโดยเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมาใช้เอง และนิยมเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเจลหรือครีมแต้มสิว ส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์รักษาสิวมากที่สุด คือ ปัจจัยด้านราคา รองลงมา คือ ปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำหน่ายและปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ โดยกลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญต่อราคาที่มีความเหมาะสมกับคุณภาพของการรักษาสิว ผลิตภัณฑ์มีการรับรองมาตรฐานและมีผลงานวิจัยรับรองผลการรักษาสิว จากการศึกษาสรุปได้ว่าผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและเซรั่มบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากดอกดาวเรือง ขมิ้นชันและน้ำผึ้ง มีศักยภาพในการออกสู่ตลาดได้จริง มีประสิทธิภาพการรักษาสิวได้เป็นอย่างดี ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และสามารถทำให้ผู้บริโภคพึงพอใจได้ในระดับมาก รวมถึงสามารถตอบโจทย์ตลาดเครื่องสำอางรักษาสิวที่กำลังต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีงานวิจัยรับรองผลอีกด้วย

นางสาวอนงค์นุช ต๊ะคำ กล่าวว่า บริษัท คอสเม่ อินโนเวชั่น จำกัด ได้ร่วมกับนักวิจัยศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจาก ดาวเรือง ขมิ้นชัน และน้ำผึ้ง ให้มีส่วนประกอบของสารสกัดที่มีความคงตัว สามารถรักษาสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นฟื้นฟูผิวให้กลับมามีสุขภาพดี ปลอดภัยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองและสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิวแม้ผิวแพ้ง่าย ในรูปแบบสบู่เหลวล้างหน้าและเซรั่มบำรุงผิวหน้าที่มีสารสกัดดาวเรือง ขมิ้นชันและน้ำผึ้ง รวมถึงให้ศึกษาความเป็นไปได้ทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นข้อมูลต่อยอดทางธุรกิจและส่งเสริมให้เกิดการขายจริงในเชิงพาณิชย์

การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สบู่ล้างหน้าและเซรั่มบำรุงผิวสำหรับผู้ที่เป็นสิว จำหน่ายทางตลาดออนไลน์ซึ่งได้รับผลตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ทางเบอร์โทร 095-446-6236 หรือทาง www.orisathailand.com และแฟนเพจ facebook : orisahairofficial

เช็กที่นี่ 7 ข้อห้าม! ผู้ใดประสงค์นำ’ช่อดอกกัญชา’ศึกษา ส่งออก จำหน่าย แปรรูปเพื่อการค้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695331

เช็กที่นี่ 7 ข้อห้าม! ผู้ใดประสงค์นำ'ช่อดอกกัญชา'ศึกษา ส่งออก จำหน่าย แปรรูปเพื่อการค้า

เช็กที่นี่ 7 ข้อห้าม! ผู้ใดประสงค์นำ’ช่อดอกกัญชา’ศึกษา ส่งออก จำหน่าย แปรรูปเพื่อการค้า

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 16.11 น.

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 การควบคุมกัญชาตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม(กัญชา) ปี พ.ศ.2565(ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป 23 พฤศจิกายน 2565)

“ควบคุมช่อดอกกัญชา” เพราะ ช่อดอกกัญชามีความเข้มข้นของสารกลุ่มแคนนาบินอยด์ ชนิด THC สูง ซึ่งมีฤทธิ์ต่อจิตประสาท จึงนำไปใช้ในการผลิตยาแผนไทยและยาแผนปัจจุบันเป็นหลัก

ผู้ใดประสงค์นำ “ช่อดอกกัญชา” ศึกษา ส่งออก จำหน่าย แปรรูปเพื่อการค้า ขออนุญาต กรุงเทพมหานคร ที่ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก  ต่างจังหวัด ที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

ข้อห้าม

ห้าม จำหน่ายช่อดอกกัญชาเพื่อการสูบในสถานที่ประกอบการเว้นแต่การประกอบวิชาชีพต่าง ๆ

ห้าม จำหน่ายช่อดอกกัญชา หรือ สินค้าที่แปรรูปจากช่อดอกกัญชาเพื่อการค้าผ่านเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติ (Vending Maching) ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์

ห้าม โฆษณาช่อดอกกัญชาในทุกช่องทางเพื่อการค้า

ห้าม จำหน่ายช่อดอกกัญชาในวัด หอพัก สวนสาธารณะ สวนสัตว์ สวนสนุก

ห้าม ใส่ช่อดอกกัญชาในอาหาร ว่าตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 424) ลงวันที่ 25 พ.ย. 2565 ออกความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 เรื่อง การกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต หรือ นำเข้า หรือ จำหน่าย

ห้าม จำหน่ายช่อดอกกัญชาหรือแปรรูปช่อดอกกัญชาเพื่อการค้า แก่ ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร นักเรียน นิสิต นักศึกษา

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. ๒๕๖๕
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2565/E/272/T_0003.PDF

#กัญชาทางการแพทย์แผนไทย #กัญชาทางการแพทย์ #กัญชา

สอวช.ประชาพิจารณ์สมัชชาสุขภาพ ใช้บีซีจีขจัดความยากจน ชงครม.เป็นวาระแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695308

สอวช.ประชาพิจารณ์สมัชชาสุขภาพ ใช้บีซีจีขจัดความยากจน ชงครม.เป็นวาระแห่งชาติ

สอวช.ประชาพิจารณ์สมัชชาสุขภาพ ใช้บีซีจีขจัดความยากจน ชงครม.เป็นวาระแห่งชาติ

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.31 น.

สอวช.ประชาพิจารณ์สมัชชาสุขภาพ ใช้บีซีจีขจัดความยากจน ชงครม.เป็นวาระแห่งชาติ

ดร.กาญจนา วานิชกร รองผู้อำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าววว่า เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สอวช. เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประชาพิจารณ์ สมัชชาสุขภาพ เพื่อสรุปผลการประชุมระดมความเห็นรวม 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 7, 14, 15 พฤศจิกายน 2565 ร่วมกับกลุ่มหน่วยงานภาครัฐ กลุ่มผู้ประกอบการ และภาคีเครือข่าย ซึ่งมีผู้แทนจากหลากหลายทั้งหน่วยงานภาครัฐ วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ในประเด็นการขจัดความยากจนตามแนวคิดเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม หรือ บีซีจี เพื่อยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือน

ดร.กาญจนา กล่าวว่า ที่ประชุมได้สรุปผลการระดมความคิดเห็น ก่อนนำเข้าสู่การประชุมสมัชชาสุขภาพ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 21-22 ธันวาคม 2565 โดยการประชุมระดมความเห็นทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าหลายองค์กร มีโมเดลที่เข้าไปช่วยยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนได้ในหลากหลายมิติ รวมถึงมีกลไกใหม่ ๆ ผ่านการทำแซนด์บ็อกซ์เพื่อแก้ปัญหาความยากจน โดยร่วมมือกับจังหวัด ไปจนถึงท้องถิ่น และในส่วนของ สอวช. แม้จะเป็นการเข้าร่วมสมัชชาฯ เป็นครั้งแรก แต่ที่ผ่านมาเรามีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการขจัดความยากจน โดยพัฒนาควบคู่กับการยกระดับพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่ได้บรรจุเรื่องขจัดความยากจนเป็นประเด็นสำคัญ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศที่ต้องฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้นำแนวทางโมเดลบีซีจีเข้าไปช่วยในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ในการประชุมเอเปค 2022 ที่ผ่านมาด้วยดร.กาญจนา กล่าวว่า ที่ประชุมได้สรุปผลการระดมความคิดเห็น ก่อนนำเข้าสู่การประชุมสมัชชาสุขภาพ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 21-22 ธันวาคม 2565 โดยการประชุมระดมความเห็นทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าหลายองค์กร มีโมเดลที่เข้าไปช่วยยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนได้ในหลากหลายมิติ รวมถึงมีกลไกใหม่ ๆ ผ่านการทำแซนด์บ็อกซ์เพื่อแก้ปัญหาความยากจน โดยร่วมมือกับจังหวัด ไปจนถึงท้องถิ่น และในส่วนของ สอวช. แม้จะเป็นการเข้าร่วมสมัชชาฯ เป็นครั้งแรก แต่ที่ผ่านมาเรามีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการขจัดความยากจน โดยพัฒนาควบคู่กับการยกระดับพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่ได้บรรจุเรื่องขจัดความยากจนเป็นประเด็นสำคัญ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศที่ต้องฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้นำแนวทางโมเดลบีซีจีเข้าไปช่วยในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ในการประชุมเอเปค 2022 ที่ผ่านมาด้วย

ดร. กาญจนา กล่าวว่า บีซีจีเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย ดังนั้นจึงยังมีความเข้าใจที่หลากหลาย บางคนอาจมองเป็นเรื่องของการใช้เทคโนโลยี ซึ่งในส่วนของ สอวช. ที่ได้ดำเนินการมาระยะหนึ่ง โดยได้ใช้ความรู้ เชิงนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ ผนวกกับจุดแข็งของประเทศไทยเข้ามาแก้ปัญหา สร้างโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ ขยายโอกาส ในการประกอบอาชีพพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น การระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ เห็นว่าควรทำใน 2 แกนหลักคือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เพราะเชื่อว่าหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ปัญหาความยากจนจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ดร.กาญจนา กล่าวว่า จากการประชุมระดมความเห็นที่ผ่านมา มีประเด็นที่นำมาถกกันในครั้งนี้ ประกอบด้วยกลุ่มหน่วยงานภาครัฐที่ขานรับเป็นเสียงเดียวกันว่า การใช้ บีซีจี แก้ปัญหาความยากจนควรเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนเพื่อให้เป็นหมุดหมายไปสู่เป้าหมายได้อย่างยั่งยืน โดยขณะนี้หลายหน่วยงานที่ขับเคลื่อน บีซีจี มีกลไกลงไปถึงระดับจังหวัดจนถึงระดับหมู่บ้าน มีโมเดลการทำงานในหลายมิติ เพื่อหากลไกใหม่ที่จะเชื่อมโยงไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน 

ส่วนในกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และกลุ่มวิสาหกิจเพื่อชุมชน ได้ลงไปสนับสนุนและให้ความรู้คนในชุมชนให้นำวัตถุดิบที่มีบูรณาการเข้ากับความรู้ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ เพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน สามารถช่วยให้คนในพื้นที่ อยู่ร่วมพัฒนาพื้นที่ไม่หนีไปทำงานในเมือง ซึ่งหากคนรุ่นใหม่ไม่ทิ้งบ้านและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ความยากจนก็จะน้อยลง ในขณะที่วิสาหกิจชุมชนหลายราย มองว่าต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนความคิดของคนในชุมชนและพยายามทำความเข้าใจกับชุมชนว่า การตั้งวิสาหกิจชุมชน เพื่อรวบรวมสินค้าในพื้นที่ ให้มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาดูแล นอกจากนี้ ผู้เข้าประชุมส่วนใหญ่ ยังให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า บีซีจี ไม่ได้ง่ายที่จะเข้าใจ แต่ก็ไม่ยากเกินที่จะเรียนรู้และควรจะปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก

ส่วนกลุ่มภาคประชาชน ที่ส่วนใหญ่มาจากเครือข่ายยุติธรรมชุมชน มีการหารือกันถึงความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ โดยเฉพาะคนที่ไม่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของการสำรวจความยากจน ที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิใด ๆ ได้ ต้องหาแนวทางว่าจะทำอย่างไรให้กลุ่มคนเหล่านี้ เข้าถึงสิทธิ เพื่อเชื่อมโยงกับทรัพยากรในพื้นที่ให้สามารถบริหารจัดการตัวเองได้ รวมไปถึงกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้าไม่ถึงการบริหารทรัพยากรในพื้นที่ของตัวเองด้วย

ดร.กาญจนา กล่าวว่า ปัญหาหลักของการบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนยังมีความซ้ำซ้อนกันอยู่ในระบบของข้อมูลความยากจน ทำให้การแก้ปัญหาไม่ประสบผลสัมฤทธิ์เท่าที่ควร จึงควรเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมเข้ามาทำงานให้มากขึ้นเพื่อเชื่อมโยงการทำงานร่วมกัน ส่วนความเข้าใจเกี่ยวกับ การใช้ บีซีจี ในการแก้ปัญหาความยากจนนั้น ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ รับทราบและสนับสนุนแนวคิด เพราะเชื่อว่าจะนําไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ความอยู่ดี มีสุขของคนไทย โดยเป็นการพัฒนาการอย่างมีดุลยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นไทย อนุรักษ์และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รวมทั้งเห็นด้วยกับการขับเคลื่อนการขจัดความยากจน ตามแนวคิดเศรษฐกิจบีซีจี ให้เป็นวาระแห่งชาติ และวาระการพัฒนาระดับจังหวัด

รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังได้เสนอให้มีการจัดทํายุทธศาสตร์การพัฒนาแบบมุ่งเป้าและแผนปฏิบัติการขจัดความยากจนในระดับจังหวัดเป็นการเฉพาะ บูรณาการกลไกการส่งต่อความช่วยเหลือกลุ่มคนยากจน กลุ่มเปราะบาง กลุ่มคนพิการ และกลุ่มผู้ด้อยโอกาส เข้าสู่ระบบสวัสดิการของรัฐ เชื่อมโยงกลุ่มที่มีศักยภาพสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ โดยบทบาทในการขจัดความยากจนควรถูกกระจายไปในหน่วยงานในทุกกระทรวงและทุกระดับตามภารกิจที่รับผิดชอบ เน้นการบูรณาการหน่วยงานในท้องถิ่นและท้องที่ เปิดโอกาสให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย กําหนดเป้าหมายในการขจัดความยากจนที่สอดคล้องกับความต้องการ ศักยภาพและอัตลักษณ์ของพื้นที่ และเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ โดยเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเจ้าภาพ ในการบูรณาการการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยประสานการดําเนินงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน จัดทําโครงการปฏิบัติการแก้จน โดยระบบการทํางานควรมีความยืดหยุ่นในการทํางานเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะการให้ บทบาท ความรับผิดชอบ และการจัดสรรงบประมาณ และจัดให้การติดตามประเมินผลแบบเสริมพลังต่อการดําเนินงานการขจัดความยากจน โดยขอให้มีการรายงานผลการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น “การขจัดความยากจนตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG ต่อคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และติดตามวิเคราะห์ สถานการณ์เพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะให้สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง และรายงานผลการดําเนินงานทุกไตรมาสต่อคณะรัฐมนตรี

บทบาทของ‘กระทรวงมหาดไทย’ในการขับเคลื่อนงาน ด้าน‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ในระดับจังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/695136

บทบาทของ‘กระทรวงมหาดไทย’ในการขับเคลื่อนงาน  ด้าน‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ในระดับจังหวัด

บทบาทของ‘กระทรวงมหาดไทย’ในการขับเคลื่อนงาน ด้าน‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ในระดับจังหวัด

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาศักยภาพสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเพื่อพัฒนาแผนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับจังหวัด ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “บทบาทของกระทรวงมหาดไทยในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับจังหวัด” มีเนื้อหาดังต่อไปนี้

การขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่กระทรวงมหาดไทยได้ให้ความสำคัญเพื่อเป็นแกนนำร่วมหัวจมท้ายกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ผลักดันให้เกิดการ Change for Good สร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับโลกใบเดียวนี้ของพวกเราทุกคน เพราะคนมหาดไทยมีแรงปรารถนา(Passion) ในการที่จะช่วยลดโลกร้อน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ทำให้
พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ซึ่งจะยั่งยืนได้เราต้องมุ่งมั่นขับเคลื่อนในทุกบริบทของการทำงานเพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Win – Win ทั้งชีวิตความเป็นอยู่และสภาวะแวดล้อม เพราะพี่น้องประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี อากาศที่บริสุทธิ์ ซึ่งการแปรปรวนของสภาวะอากาศและสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้เป็นดัชนีชี้วัดสำคัญที่ท้าทายพวกเราทุกคนในการทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

ทั้งนี้ “คนมหาดไทย” พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรที่ดีและเอาจริงเอาจังในการลดสภาวะโลกร้อน สร้างชีวิตของผู้คนให้อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ดี เพื่อให้โลกใบเดียวนี้ของเรามีอายุยืนยาว เป็นโลกที่สวยงาม และมีสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมกับลูกหลานไม่รู้อีกกี่ร้อยรุ่นของเราในอนาคตได้มีโลกใบที่สวยงามนี้อยู่อาศัย โดยเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2565 ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ประกาศเจตนารมณ์เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืนกับสหประชาชาติประจำประเทศไทย มุ่งChange for Good ทำให้โลกใบเดียวของทุกคนมีอายุยืนยาวตราบนานเท่านาน

ด้วยแนวคิด “76 จังหวัด 76 คำมั่นสัญญา เพื่อการพัฒนา เพื่อความเท่าเทียม เพื่อความยั่งยืน โลกนี้เพื่อเรา” และแม้ว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดหลายท่านจะเกษียณอายุราชการหรือโยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดอื่นแล้วแต่ “คำมั่นสัญญานั้นเป็นพันธะของตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด”ไม่ว่าท่านใดจะมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดใด ท่านเหล่านั้นก็คือ “ผู้นำ” ในการขับเคลื่อนทุกงานในพื้นที่จังหวัดด้วยการบูรณาการทั้ง7 ภาคีเครือข่าย ทั้งภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน

“ทุกท่านจึงอย่ารังเกียจกับการทำงานแบบบูรณาการ ทั้งนี้ สังคมต้องมีผู้นำ ซึ่งท่านผู้ว่าราชการจังหวัด และท่านนายอำเภอเป็นผู้นำในพื้นที่ เพราะระบบราชการกำหนดให้ทั้ง 76 จังหวัดมีเจ้าเมือง คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด อำเภอทั้ง 878
อำเภอ มีนายอำเภอ แม้ว่าจะเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย แต่หน้าที่ที่สำคัญที่สุด คือ การเป็นผู้นำของข้าราชการในการ
ขับเคลื่อนงานนโยบายของรัฐบาลในระดับพื้นที่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเปรียบเสมือนนายกรัฐมนตรีของจังหวัด ท่าน ทสจ. คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของจังหวัด

ดังนั้น หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของการทำหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาคือ การทำให้ผู้บังคับบัญชาทำในสิ่งที่ดีที่เราอยากให้เกิดขึ้น ด้วยการที่พวกเราต้องหมั่นขวนขวาย ค้นคว้า ศึกษา เรื่องที่เรากำลังทำให้เข้าใจถ่องแท้ แล้วป้อนสิ่งที่ดี แนวคิดที่ดีให้ผู้นำ เพื่อผู้นำจะได้ Delivery (ส่งผ่าน) สั่งการผู้นำในระดับรองลงไป อันจะทำให้แนวคิดของเรานั้นได้ส่งไปถึงพี่น้องประชาชน และเกิดผลลัพธ์ทั้งเชิงคุณภาพควบคู่กับเชิงปริมาณเต็มทั้งพื้นที่”นายสุทธิพงษ์ กล่าว

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อไปว่า กระทรวงมหาดไทยได้จับมือร่วมกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ “อบก.” ในด้านการบริหารจัดการขยะในครัวเรือน
ทั้งประเทศกว่า 25 ล้านตัน ซึ่ง 60-70% ของจำนวนดังกล่าวเป็นขยะเปียก โดยภายในเดือนธันวาคม2565 ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอและผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 7,849 แห่ง จะรณรงค์ส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนมี “ถังขยะเปียกลดโลกร้อน”

โดยนำภูมิปัญญาชาวบ้าน ใช้ถังขยะใบเดียวมีฝาปิด ตัดก้นถัง ขุดหลุมเป็นรูปลิ่ม เพื่อให้ก้นหลุมลึกกว่าก้นถัง ประมาณครึ่งศอกถึง 1 ศอก ประจำครัวเรือน ซึ่งจากค่าเฉลี่ย ใน 1 วันคนจะผลิตขยะเปียก 0.6 กรัม จากเศษอาหาร เศษพืช เศษผัก เมื่อใส่รวมลงถังขยะเปียกลดโลกร้อนก็จะกลายเป็นปุ๋ยหมัก หรือสารบำรุงดินตามกฎหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อรวมแล้วจะได้ปริมาณร่วมล้านตันคาร์บอนเครดิตต่อปี

ทั้งนี้ อบก. ได้ประเมินรับรองคาร์บอนเครดิตจากถังขยะเปียกลดโลกร้อนเรียบร้อยแล้ว ภายใต้ความร่วมมือของคณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับในส่วนของบ้านที่ไม่มีพื้นที่ดิน ให้ใช้วิธีนำขยะเปียกรวมให้เทศบาลนำไปใส่ถังรวม ซึ่งขณะนี้การขับเคลื่อนคืบหน้าไปมากจนใกล้จะจำหน่ายคาร์บอนเครดิตได้ โดยไม่ได้ซีเรียสว่าจะได้เงินเท่าใด แต่ต้องเกิดมรรคผลเป็นรูปธรรมที่ส่งผลดีกับโลกจริงๆ

“กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว ในขณะนี้ งานที่ชาวมหาดไทยกำลังทำโดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน คือ ให้นายอำเภอสร้างทีมผู้นำการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขโดยบูรณาการ 7 ภาคีเครือข่าย เพื่อลดจุดอ่อนของข้าราชการที่จะเกษียณอายุราชการ-โยกย้าย ในรูปแบบทีมอำเภอ ทีมตำบล ซึ่งเมื่อข้าราชการ ทั้งนายอำเภอ ปลัดอำเภอย้ายไปแล้ว สิ่งดีๆ ที่ได้ร่วมกันคิด จะได้รับการสานต่อโดยทีมจิตอาสาเหล่านี้ นอกเหนือจากคนของระบบราชการ อันจะทำให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน

รวมทั้งได้เชิญชวนให้ประชาชน เริ่มตั้งแต่เด็กที่มีอายุ 7 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สมัครเป็นอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก (อถล.) ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก พ.ศ. 2561 เพื่อร่วมมือกันดูแลครอบครัวให้รู้จักคัดแยกขยะเปียก ขยะแห้ง ขยะรีไซเคิล และขยะพิษ รวมทั้งเป็นผู้นำในการสร้างจิตสำนึกให้แก่คนในครอบครัว ชุมชน ตำบล และหมู่บ้าน ให้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ซึ่งอปท. สามารถใช้งบประมาณอบรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้ทั้งหมดเพื่ออุดช่องว่างเสริมเติมเต็มในการขับเคลื่อนงานให้กับท่าน ทสจ. ทั่วประเทศ” นายสุทธิพงษ์ ระบุ

นายสุทธิพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย และสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย

เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการส่งเสริม
การใช้วัสดุก่อสร้างประเภทปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก สำหรับการก่อสร้างของส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อประเทศไทยบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะเรื่องนี้ No plan B because we have only one planet เรามีเพียงแผนเดียวเท่านั้น คือ ทุกคนต้องช่วยกันทำให้สภาวะโลกร้อนลดลง และทำให้โลกสวยงาม เพราะมีโลกแค่เพียงใบเดียวเท่านั้น

โดยสิ่งสำคัญที่ทำให้การขับเคลื่อนงานด้านลดภาวะโลกร้อนเกิดผลที่เป็นจริงในชีวิตของพี่น้องประชาชน คือ การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผ่าน “โครงการโคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง หรือ อารยเกษตร” เปรียบเสมือนการปฏิวัติสีเขียวครั้งใหญ่ที่ประชาชนจะอยู่รอดปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

ซึ่งภายในแปลงโคก หนอง นา จะมีการปลูกต้นไม้ 5 ระดับ ก็คือป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เป็นการผสมผสาน ที่เล็งเห็นถึงปัจจัย 4 ทั้งหมด เช่น มีไม้เพื่อใช้ทำที่อยู่อาศัย ไว้ใช้สอย ไว้ทำเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตร และการปลูกที่มีไว้ใช้สำหรับเป็นอาหารและยารักษาโรค รวมถึงมีส่วนที่ไว้ค้าขายผลิตผลทางเกษตร และอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญ คือ ทุกพื้นที่จะเป็นกสิกรรมธรรมชาติ ไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี ไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลง และไม่มีการเผาทำลายซากเศษใดๆ ทั้งสิ้น แต่เราจะเอาส่วนนั้นมาประยุกต์ใช้ในการทำน้ำหมัก ปุ๋ยหมัก ใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดบริหารจัดการไม่ให้เหลือเป็นเศษขยะ

รวมทั้งน้อมนำแนวพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ด้วยการปลูกผักสวนครัว ครบ 100% ทุกครัวเรือนภายในสิ้นปี 2565 นี้และน้อมนำโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ให้เพิ่มมากที่สุด เพื่อทำให้เด็กมีความรู้ มีความรัก ความหวงแหนต้นไม้

และช่วยกันกระตุ้นปลุกเร้าให้ช่างทอผ้า ผู้ประกอบการผ้าไทย ผ้าอัตลักษณ์ทุกประเภททั่วประเทศ น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา งดใช้สีเคมีในการย้อมผ้า และหันมาผลิตวัตถุดิบที่จะใช้ผลิตผ้า เช่น ปลูกฝ้าย ปลูกหม่อนและเลี้ยงไหม ปลูกต้นไม้ที่สามารถนำไปใช้ทำเป็นสีย้อมผ้าให้มากขึ้น เพื่อลดการเกิดของเสีย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และยังส่งผลดีต่อสุขภาพของคนย้อมผ้าและผู้สวมใส่

รวมถึงให้ทุกจังหวัดได้รณรงค์ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนร่วมกันสวมใส่ผ้าไทย ภายใต้ชื่อ
“ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ตามแนวพระดำริซึ่งมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ผู้ทอผ้าในทุกถิ่นที่ของประเทศไทย ที่เป็นเสาหลักในการดูแลสมาชิกทุกคนในครอบครัวให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีด้วยรายได้จากการจำหน่ายผ้าไทย เพราะผ้าทอไทยเกิดจากภูมิปัญญาของคนไทยที่อยู่กับทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ถิ่นต่างๆ ตั้งแต่กระบวนการผลิต การย้อมผ้า และยังช่วยทำให้ลดอุณหภูมิห้องลงอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียสอีกด้วย

“สิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นได้อยู่ที่พวกเราทุกคนว่า เราต้องเชื่อ (Believe) ในสิ่งที่เราคิดควบคู่กับการทำในฐานะเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งผมมั่นใจว่า พวกเราทุกคนมีความเชื่อมั่นว่าตำแหน่งหน้าที่ที่ทำอยู่ได้ทำบุญกับโลก กับเพื่อนมนุษย์ กับคนไทย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยต้องเติม Passion หรือแรงบันดาลใจเข้าไปว่า ก่อนที่ฉันจะเกษียณอายุราชการหรือไปรับหน้าที่อื่น ฉันจะ Change for Good ให้เกิดขึ้น

ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดีที่สุดต้องไปชวน ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ ให้ผนึกกำลังทุกภาคีเครือข่าย
ขับเคลื่อนภารกิจ Change for Good ให้โลกของเราให้เต็มที่ เพื่อสุดท้าย ปลายทาง คือ คุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนของพี่น้องประชาชนทุกคน ขอให้รีบทำทันที เพื่อโลกใบเดียวของเราจะได้อยู่รอดปลอดภัยเป็นโลกที่สวยงามของลูกหลานเหลนเราตลอดไป” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในตอนท้าย