สมาคมนักศีกษาเก่ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงชวนวิ่งสัมผัสบรรยากาศหนาวเย็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692058

สมาคมนักศีกษาเก่ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงชวนวิ่งสัมผัสบรรยากาศหนาวเย็น

สมาคมนักศีกษาเก่ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงชวนวิ่งสัมผัสบรรยากาศหนาวเย็น

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 17.43 น.

สมาคมนักศีกษาเก่ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงชวนวิ่งสัมผัสบรรยากาศหนาวเย็น วิวมหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในประเทศไทย

วันที่ 14 พ.ย.65 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจัดแถลงข่าวการจัดโครงการแข่งขันวิ่งเพื่อสุขภาพ MFU RUN 2022 ประจำปี 2565 โดยสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีภารกิจในการประชาสัมพันธ์กิจการของสมาคมนักศึกษาเก่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงให้เป็นที่รับรู้และเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาเก่า นักศึกษาปัจจุบัน และประชาชนทั่วไปจึงได้มีการจัดโครงการแข่งขันวิ่งเพื่อสุขภาพ MFU RUN 2019 ในวันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏว่าผลการดำเนินการได้รับผลตอบรับที่ดีมากและประสบความสำเร็จอย่างสูงประกอบกับผู้เข้าร่วมโครงการและประชาชนทั่วไปต้องการที่จะให้มีการจัดโครงการนี้ขึ้นอีกครั้ง

สมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นำโดย ดร.ประชา รุ่งเพ็ชรวิภาวดี นายกสมาคมฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารสมาคมและที่ปรึกษาสมาคมฯ ได้เล็งเห็นถึงผลตอบรับที่ดีมากจากทุกภาคส่วนและความสำเร็จของโครงการ จึงจัดโครงการแข่งขันวิ่งเพื่อสุขภาพ MFU RUN 2022 ประจำปี 2565 ต่อเนื่องจากโครงการที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อ MFURUN 2022” ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยมีกำหนดจัดงานในวันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม 2565 ณ มหาวิทยาลัยฟ้าหลวง โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้มูลนิธิโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

สำหรับกิจกรรม MFU RUN 2022 จัดให้มีการวิ่งทั้งหมด 3 ระยะ คือ Fun run (ระยะทาง 5 กิโลเมตร) Mini Marathon (ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร) และ Half Marathon (ระยะทาง 21.1 กิโลเมตร) นักวิ่งจะได้สัมผัสบรรยากาศการวิ่งที่หนาวเย็น ท่ามกลางวิวสวยงามในรั้วมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในประเทศไทย ได้ชมความสวยงามหลาก หลายรูปแบบ เช่น อุโมงค์ต้นไม้ ลานอนุสาวรีย์สมเด็จย่าฯ ลานดาว สวนพฤกษศาสตร์ เนินนรก เขื่อน มฟล. และอีก หลายจุดที่บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้อย่างชัดเจน และความพิเศษที่ทางสมาคมฯได้เตรียมไว้ให้สำหรับนักวิ่งทุกคนคือจะได้รูปสวยๆ ฝีมือการกดชัดเตอร์โดยช่างภาพมืออาชีพแบบไม่อั้นไม่ต้องไปหาซื้อสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อจะได้เก็บเป็นภาพความทรงจำให้กับนักวิ่งทุกคน

โครงการ MFURUNโดยสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงถือเป็นกิจกรรมประชาสัมพันธ์สมาคมฯ ให้เป็น ที่รู้จักมากยิ่งขึ้นเพื่อกระตุ้นเศษฐกิจของจังหวัดเชียงราย ขณะเดียวกันเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปหันมาออกกำลังกาย และรักษาสุขภาพมากขึ้น และยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมาตรฐานงานวิ่งที่ดีในจังหวัดเชียงรายอีกด้วย

‘ฟู้ด อิน ทัช’ผลงานนักศึกษา‘มจธ.’ ใช้‘AI’ทำนายแคลอรี่อาหารจากภาพถ่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691838

‘ฟู้ด อิน ทัช’ผลงานนักศึกษา‘มจธ.’  ใช้‘AI’ทำนายแคลอรี่อาหารจากภาพถ่าย

‘ฟู้ด อิน ทัช’ผลงานนักศึกษา‘มจธ.’ ใช้‘AI’ทำนายแคลอรี่อาหารจากภาพถ่าย

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.สุกัญญา ชินวิชา (ฝ้าย) และ นายธีรภัทร เนียมหอม (ไปซ์) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวถึงการแข่งขัน “โครงการ Super AI Engineer Season 2” ซึ่งทั้งคู่ได้รับรางวัลเหรียญทอง ประเภทบุคคล ว่า เป็นโครงการที่พัฒนาบุคลากรทางด้าน AI เพื่อเป็นแนวทางในการประกอบธุรกิจในยุคดิจิทัลที่การแข่งขันค่อนข้างสูง ซึ่งโครงการดังกล่าวมีการฝึกอบรมในรูปแบบ Online และ Onsite โดยเน้นการฝึกปฏิบัติจริง

ผู้อบรมจะได้ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ตั้งแต่ระดับพื้นฐานถึงระดับสูง สามารถนำความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมไปต่อยอด แก้ปัญหา ออกแบบ วิจัย ทั้งเชิงวิชาการและเชิงธุรกิจ ทั้งนี้ กิจกรรมในโครงการแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 อบรมพื้นฐานและทฤษฎีด้าน AI แบบ Self-learning โดยเรียนผ่านระบบ Online ช่วงที่ 2 อบรมหลักสูตร AI ขั้นสูง เป็นการเข้าค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการทั้ง Online และ Onsite โดยเน้นเสริมทักษะการวางแผน, การออกแบบ, การวิเคราะห์, การสร้างระบบ และ ซอฟต์สกิล ทำงานกลุ่มและเดี่ยว

เพื่อเสริมความรู้ความสามารถ และเพิ่มประสบการณ์ การแก้ปัญหาด้าน AI จากโจทย์จริงขององค์กร โดยเน้นทักษะ 5 ด้าน ได้แก่ การประมวลผลภาพ, การประมวลผลสัญญาณ,การประมวลผลและการเข้าใจภาษาธรรมชาติ, การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่, อินเตอร์เนตในทุกสรรพสิ่งและหุ่นยนต์ ช่วงที่ 3 การทำงานสาขาปัญญาประดิษฐ์ในสถานประกอบการ ระยะเวลาอย่างน้อย 2 เดือน โดยทางโครงการจะจัดหา ติดต่อ ประสานงานกับองค์กรหรือสถานประกอบการต่างๆ เบื้องต้น ซึ่งการทำงานจะต้องเป็นโจทย์ทางด้านปัญญาประดิษฐ์

ทั้งคู่เลือกฝึกงานในบริษัท ทัชเทคโนโลยี จำกัด ใช้โจทย์ด้วยการจัดทำแอปพลิเคชั่นที่ใช้ชื่อว่า “ฟู้ด อิน ทัช” มีลักษณะการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนภายใต้แนวคิด “นับแคลอรี่ในอาหารจานเราจากภาพถ่ายเราเอง” โดยเน้นภาพที่อาหารไทยเป็นหลัก ซึ่ง ธีรภัทร เล่าว่า แอปพลิเคชั่นดังกล่าวเป็นโจทย์ที่ทั้งคู่ทำร่วมกัน แบ่งการทำงานเป็น 3 ส่วน ดังนี้ 1.การทำนายว่าอาหารในจานนั้นชื่ออะไร 2.การใช้ AI เข้ามาจับภาพวัตถุดิบในแต่ละส่วนของอาหาร 3.การนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผลเพื่อหาปริมาตรและเทียบความหนาแน่นของน้ำหนัก

“ส่วนที่ผมทำหลังจากถ่ายภาพอาหารไปแล้วเป็นการหาวัตถุดิบในอาหาร จากนั้นนำ AI มาตอบให้ได้ว่าในจานนี้มีวัตถุดิบอะไรบ้าง เช่น มีไก่ ไข่ แตงกวา แล้วใช้ AI บอกว่าไข่อยู่ตรงไหนในภาพนึกภาพเหมือนเราระบายสี ตรงไหนคือไก่ตรงไหนคือไข่ ที่ต้องทำแบบนี้เพราะเราต้องการหาไม่เพียงแค่วัตถุดิบที่เรากินเข้าไป แต่เราต้องหาว่าน้ำหนักของแต่ละวัตถุดิบมีกี่กรัม เพื่อจะมาคำนวณแคลอรี่ทางวิชาการ จากนั้นจึงส่งต่อไปยังการประมวลผลเพื่อคำนวณหาปริมาตรต่อไป” ธีรภัทร กล่าว

สำหรับการนำข้อมูลมาประมวลผลเพื่อหาปริมาตรและเทียบความหนาแน่นของน้ำหนัก เป็นโจทย์ที่ สุกัญญา ต้องรับช่วงต่อ โดยเป็นการนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ทั้งการหาความลึกและสัดส่วนว่าอาหารแบบนี้ต้องทำนายอย่างไร ซึ่งสุกัญญายอมรับว่าอาหารไทยมีข้อมูลในอินเตอร์เนตน้อยมากไม่เพียงพอที่จะนำมาปรับใช้ได้มากนัก ซึ่งข้อจำกัดตรงนี้ทำให้ทีมงานต้องมีการปรับเปลี่ยนการทำงานในเรื่องข้อมูลอาหารไทยที่หลากหลายและนำไปสู่การต่อยอดการทำแอปพลิเคชันในอนาคต

“สำหรับการต่อยอดเราจะรวบรวมข้อมูลที่ทำมาทั้งหมดเพื่อเทรนด์ให้กับโมเดลในแอปพลิเคชั่น ตรงนี้จะช่วยให้โมเดลฉลาดยิ่งขึ้นและนำไปสู่การพัฒนาแอปพลิเคชั่นให้สามารถใช้งานในการหาค่าโภชนาการได้แม่นยำมากขึ้นโดยไม่จำกัดวัตถุดิบ ซึ่งคาดว่าภายในต้นปีหน้าจะสามารถพัฒนาต่อยอดระบบนี้ได้สำเร็จนำไปสู่การใช้งานจริง” สุกัญญา กล่าว

สุกัญญายังฝากทิ้งท้ายว่า ทักษะทางด้าน AI ถือเป็นทักษะเบื้องต้นที่ทุกคนควรเรียนรู้ ขณะเดียวกันการได้เข้าร่วมในโครงการนี้ถือเป็นประสบการณ์ที่เป็นความท้าทายของเธอมาก เพราะเป็นการทำงานร่วมกับคนอื่น ได้เรียนรู้ถึงการวางแผนงานอย่างเป็นระบบ และการบริหารงานในลักษณะธุรกิจที่ต้องต่อยอด เช่นเดียวกับ ธีรภัทร ที่ระบุว่า ปัจจุบันเทคนิคทางด้าน AI สามารถตอบโจทย์ธุรกิจในด้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดีประสบการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นประสบการณ์นอกห้องเรียนที่คุ้มค่ามาก

หากมีการต่อยอดหรือศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตจะมีการพัฒนาระบบที่มีศักยภาพยิ่งขึ้น!!!

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

‘ม.มหิดล’ปลูกฝังเยาวชนอนุรักษ์ธรรมชาติ ผ่านการเรียนรู้เสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691840

‘ม.มหิดล’ปลูกฝังเยาวชนอนุรักษ์ธรรมชาติ  ผ่านการเรียนรู้เสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21

‘ม.มหิดล’ปลูกฝังเยาวชนอนุรักษ์ธรรมชาติ ผ่านการเรียนรู้เสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.จงดี โตอิ้ม อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และทีมวิจัย ได้ผลิตผลงานที่ได้รับลิขสิทธิ์จำนวน 2 ผลงานคือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบโต้ตอบได้(Interactive E-Book) เรื่อง “นกเงือก ผู้ให้แห่งผืนป่า : รู้จักนิเวศวิทยาและการอนุรักษ์กับนกเงือกไทย” และชุดการเรียนรู้นิเวศวิทยา และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านนกเงือกด้วยสะเต็มศึกษา (STEM)

ชุดการเรียนรู้ที่ได้พัฒนาขึ้น เป็นการบูรณาการองค์ความรู้และการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีกระบวนการออกแบบทางวิศวกรรมและคณิตศาสตร์ ในการศึกษาและอนุรักษ์นกเงือกและทรัพยากรธรรมชาติในสถานการณ์จริง โดยใช้นกเงือกเป็นตัวเดินเรื่อง ที่มีเนื้อหาหลักทางวิชาการอยู่ในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ (Science : S) เกี่ยวกับนิเวศวิทยาและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ ความสำเร็จของงานวิจัยและการอนุรักษ์นกเงือกในประเทศไทย ต้องใช้องค์ความรู้สาขาอื่นของสะเต็มศึกษา

ได้แก่ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี (Technology : T) กลุ่มสาระทางวิศวกรรมศาสตร์ (Engineering : E) และกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ (Mathematics : M) โดยชุดการเรียนรู้นี้ได้พัฒนาขึ้นจากข้อมูลงานวิจัยของโครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือกเป็นหลัก ผนวกกับข้อมูลจากงานวิจัยนกเงือกในประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ในเอกสารทางวิชาการและบูรณาการเข้ากับกลุ่มสาระ/มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้แกนกลางตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ชุดการเรียนรู้นี้ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ที่ถูกประกอบและพัฒนาขึ้นตามลำดับอย่างสอดคล้องตามความยากง่ายขององค์ความรู้ด้านนิเวศวิทยา อันเป็นความรู้พื้นฐานที่จำเป็นต่องานวิจัยและอนุรักษ์นกเงือก โดยแต่ละกิจกรรมจะมีองค์ประกอบของสะเต็มศึกษา และทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 แตกต่างกัน ประกอบด้วยกิจกรรมที่ 1 รู้จักนกเงือก กิจกรรมที่ 2 ปฏิสัมพันธ์และโซ่อาหารของนกเงือกผู้กล้าหาญ กิจกรรมที่ 3 โฮมเรนจ์ออฟฮอร์นบิล และกิจกรรม 4 โพรงรัง…แสนรัก

ในการพัฒนาชุดการเรียนรู้ ได้นำรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(5Es) มาเป็นกรอบในการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วย ขั้นตอน 5 ขั้นตอน คือ
(1) ขั้นการสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนเพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนให้เกิดความอยากรู้(2) ขั้นการสำรวจและค้นคว้า (Exploration) เป็นการดำเนินการค้นหาและรวบรวมข้อมูลผ่านกิจกรรมที่ออกแบบไว้(3) ขั้นการอธิบาย (Explanation) เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนนำข้อมูลจากการค้นหา และรวบรวมมาวิเคราะห์ แปลผลสรุปและอภิปรายผลการศึกษา พร้อมนำเสนอผลงานในรูปแบบต่างๆ

เช่น ภาพวาด ตาราง แผนผังโดยมีการอ้างอิงความรู้ประกอบการให้เหตุผล และสรุปข้อมูลได้อย่างน่าเชื่อถือ ขั้นตอนต่อไปคือ (4) ขั้นการขยายความรู้(Elaboration) เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนได้ขยายกรอบแนวคิดให้กว้างขึ้นหรือเชื่อมโยงความรู้เดิมและความรู้ใหม่ เพื่อให้เกิดความรู้ที่ลึกซึ้งขึ้น รวมทั้งการประยุกต์ความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในเรื่องอื่นๆ และ (5) ขั้นการประเมินผล(Evaluation) เป็นขั้นตอนที่ให้นักเรียนได้ตรวจสอบความถูกต้องของความรู้ที่ได้เรียนรู้มา และสามารถสรุปประเด็นสำคัญของสิ่งที่ได้เรียนมาได้ด้วยตัวเอง

ชุดการเรียนรู้นี้ เน้นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่มีความสนุกท้าทาย เสริมทักษะการเคลื่อนไหวของร่างกาย ส่งเสริมกิจกรรมทางสังคม การสร้างภาวะผู้นำ-ผู้ตาม ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21จึงกำหนดให้ผู้เรียนทำงานเป็นทีม (Team working) โดยมีการแบ่งหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่มเป็น (1) คุณอำนวย (Facilitator) มีหน้าที่เอื้ออำนวยให้กับสมาชิกในกลุ่ม

(2) คุณวางแผน (Planner) มีหน้าที่เป็นผู้วางแผนควบคุม กระตุ้นและติดตามให้สมาชิกในกลุ่มร่วมกันทำงาน จากนั้นเป็นหน้าที่ (3) คุณรวบรวม (Data collector) มีหน้าที่รวบรวมข้อมูล ที่ได้จากการลงมือปฏิบัติตามแนวทาง หรือแผนงานที่วางแผนไว้ และ (4) คุณนำเสนอ (Presenter) มีหน้าที่นำเสนอผลการทำงานที่สมาชิกในกลุ่มร่วมมือปฏิบัติจนประสบผลสำเร็จ เพื่อให้ผู้ฟังการนำเสนอ เข้าใจถึงหลักการ แนวคิด วิธีปฏิบัติ

ในการจัดกิจกรรม ผู้เรียนจะมีโอกาสในการสร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้นด้วยตัวเอง จากกิจกรรม “โพรงรัง…แสนรัก” ที่ออกแบบกิจกรรมให้ผู้เรียนได้วางแผน ออกแบบ เลือกใช้วัสดุ เพื่อสร้างโพรงรังจำลองได้อย่างเหมาะสมกับชนิดพันธุ์ของนกเงือก ทั้งนี้เป็นการเสริมสร้างทักษะที่ผู้เรียนสามารถพัฒนาสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการอนุรักษ์นกเงือกและผืนป่าได้ต่อไปในอนาคต

ชุดการเรียนรู้นี้ สามารถประยุกต์ใช้เพื่อการเรียนรู้แนวทางในการประกอบอาชีพด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในอนาคต ผนวกกับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านการทำกิจกรรม หรือโครงงาน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหาการอนุรักษ์นกเงือกที่เกิดขึ้นจริง อันเป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ ทักษะชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมต่อไป

หากครูและผู้นำกิจกรรมมีข้อจำกัดเรื่องเวลา สถานที่ และบริบทของโรงเรียนสามารถปรับชุดกิจกรรมนี้ไปปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม เช่น นำไปใช้ในการเรียนรู้ในวิชาเพิ่มเติม วิชาเลือกเสรี กิจกรรมเสริมในชมรม กิจกรรมการเข้าค่าย เป็นต้น โดยใช้กิจกรรมที่ 1 รู้จักนกเงือก เป็นกิจกรรมพื้นฐานสำหรับกิจกรรมอื่นๆ และเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ครบถ้วนตามองค์ประกอบของสะเต็มศึกษา ควรจัดกิจกรรมเรียงลำดับออกแบบไว้ให้ครบทั้ง 4 กิจกรรม

“จริงๆ ทีมวิจัยมุ่งหวังว่า ชุดการเรียนรู้นี้จะเป็นตัวอย่าง หรือต้นแบบในการนำไปประยุกต์ใช้ พัฒนา ต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในแวดวงการศึกษาอย่างกว้างขวาง สอดคล้องกับบริบทของแต่ละแห่ง ถ้าเราสามารถสร้างทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ดังกล่าวให้เด็กและเยาวชน จะเปรียบเสมือนการติดอาวุธ และสร้างทักษะ ที่จะทำให้พวกเขาสามารถอยู่รอด อยู่ร่วม อยู่อย่างปลอดภัยและดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีคุณค่า และมีความหมายในอนาคต” ผศ.ดร.จงดี โตอิ้ม กล่าวทิ้งท้าย

มหาวิทยาลัยมหิดล

ไทยพร้อมชูแพลตฟอร์ม‘FTIX’ ซื้อ-ขายพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691841

ไทยพร้อมชูแพลตฟอร์ม‘FTIX’  ซื้อ-ขายพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิต

ไทยพร้อมชูแพลตฟอร์ม‘FTIX’ ซื้อ-ขายพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิต

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เอกชนไทยพร้อมแล้วเป็นเจ้าภาพ ABAC 2022 ในเวทีเอเปก (Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) เตรียมชูประเด็นคาร์บอนเครดิตต่อที่ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจโลกในเดือนพฤศจิกายนนี้ผลักดันการซื้อขายพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิตแห่งแรกในเอเชีย-แปซิฟิก ปูทางสู่อนาคตที่ดีกว่าของเอเชีย-แปซิฟิก ด้วย 5 กลยุทธ์ โดย สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปก หรือ APEC Business Advisory Council (ABAC) เป็นภาคเอกชนที่ทำงานร่วมกับสมาชิกทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจ

แบ่งคณะทำงานออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ด้านดิจิทัล ด้านวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) และการมีส่วนร่วม ด้านความยั่งยืน และด้านเศรษฐกิจและการเงิน เพื่อรวบรวมข้อเสนอและคำแนะนำประจำปีที่จะยื่นต่อ
ที่ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปกทั้งนี้ไทยเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นลำดับที่ 21 ของโลก หรือประมาณ 0.8% ของโลก และเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงที่สุด ส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ในเวทีเอเปก ภายใต้ประเด็นด้านความยั่งยืนจะมีการหารือเรื่องแผนที่นำทางการค้าและการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีการปล่อยคาร์บอนต่ำสู่ปี พ.ศ.2573 (The Trade and Investment in Renewable Energy and Low Carbon Emissions Technologies Roadmap Towards 2030) ซึ่งเอกชนไทยพร้อมชูประเด็นเรื่องแพลตฟอร์มการซื้อขายพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิต

ภายหลังจากที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ลงนามความตกลงประกอบการเป็นศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิตและเปิดตัวแพลตฟอร์มการซื้อขายพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิต หรือ FTI : CC/RE/REC X Platform (FTIX) แห่งแรก ร่วมกับสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และในฐานะเป็นประธานสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปก 2022 (APEC Business Advisory Council-ABAC) กล่าวว่า คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกการตลาดที่สำคัญในการสร้างแรงจูงใจและเป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงสนับสนุนตลาดคาร์บอนภายในประเทศ โดยศูนย์ซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตจะเชื่อมโยงกับระบบของ อบก. ทำให้สามารถติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ของประเทศได้

นอกจากนี้ ยังมีการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อตอบสนองความต้องการการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% (RE100) รวมถึงการซื้อขายใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificate : REC ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการผลิตและการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศมากขึ้น เพื่อให้คนไทยได้ใช้พลังงานสะอาด ยั่งยืน และนำไปสู่ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy security) ในที่สุด

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือของประเทศไทยในครั้งนี้จะช่วยขับเคลื่อนการนำนโยบายของภาครัฐไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี พ.ศ.2593 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ในปี พ.ศ.2608 ของประเทศ” นายเกรียงไกร กล่าว

แพลตฟอร์มการซื้อขายคาร์บอนเครดิตของประเทศไทย (FTIX) นี้ นอกจากเป็นระบบฐานข้อมูลการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่สามารถติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์การลดการปล่อย GHG ของประเทศแล้ว ยังเป็นตัวสร้างระบบนิเวศสำหรับการใช้กลไกราคาคาร์บอนเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนคุณค่าของคาร์บอนเครดิตซึ่งกันและกัน ซึ่งนำไปสู่การสร้างความโปร่งใส ยุติธรรม และน่าเชื่อถือของตลาดคาร์บอนในระดับสากล รวมทั้งสามารถสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทยที่พร้อมเป็นผู้นำการซื้อขายพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิตแห่งแรก

มองไปข้างหน้าเพื่ออนาคตที่ดียิ่งขึ้นของภูมิภาค สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปก หรือ ABAC ไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนของภาคธุรกิจจาก 21 เขตเศรษฐกิจของเอเชีย-แปซิฟิกเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวแทนของประชาชนที่ทำให้ธุรกิจต่างๆ ดำเนินอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ ความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมต่างๆ อาทิ การแพร่ระบาดของโควิด-19 และเหตุการณ์ระหว่างประเทศได้สร้างผลกระทบไปทั่วโลก ทั้งด้านการดำเนินธุรกิจ ด้านวิถีชีวิตของประชาชนและด้านการเติบโตของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ด้วยเหตุนี้ ความร่วมมือระหว่างสมาชิกของ ABAC จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดแนวทางความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพราะมาจากความต้องการที่แท้จริงของผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกระดับ และเราพร้อมจะนำข้อเสนอและการริเริ่มการดำเนินงานต่างๆ ยื่นเสนอต่อผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปกในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อให้เกิดความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน

การเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยครั้งนี้ ตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อประชากรกว่า 4.3 พันล้านคนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันภายใต้กรอบกลยุทธ์ทั้ง 5 ด้าน เพื่ออนาคตที่ดียิ่งกว่าของประเทศและในระดับภูมิภาค!!!

สอศ.ส่งมอบนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ 31 ผลงานสู่วิสาหกิจชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691499

สอศ.ส่งมอบนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ 31 ผลงานสู่วิสาหกิจชุมชน

สอศ.ส่งมอบนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ 31 ผลงานสู่วิสาหกิจชุมชน

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 21.12 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานพิธีส่งมอบนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์สู่วิสาหกิจชุมชน ภายใต้โครงการเสริมสร้างการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เพื่อ เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม จำนวน 31 ผลงาน ณ อาคารอเนกประสงค์รินทอง วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี โดยมี นายสิรวิชญ์ ธนเศรษฐ์วงศ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี นายวิทวัฒน์ พรมสอน หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ คณะผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมพิธีฯ

ว่าที่ร้อยตรีธนุ เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ให้ความสำคัญในการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูงเพื่อการพัฒนาประเทศ ที่สอดรับกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม (ไทยแลนด์ 4.0) โดยมีแนวคิดให้ประเทศไทยมั่นคง ร่ำรวยด้วยมืออาชีวะ โดยมุ่งเน้นยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษารัฐและเอกชนโดยการเพิ่มสมรรถนะผู้เรียนสู่กำลังคนคุณภาพสูง ด้วยการสร้างสรรค์ผลงาน งานวิจัยและนวัตกรรมอาชีวศึกษา พัฒนาผู้เรียนอาชีวศึกษาให้มีสมรรถนะนวัตกร เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวในตอนหนึ่งว่า “ขอให้เริ่มตั้งแต่การเฝ้าสังเกต สภาพชีวิตรอบตัว ในชุมชน และ ท้องถิ่น มีความมุ่งมั่น ที่จะนำเทคโนโลยีซึ่งเรียนรู้มา ทำการปรับใช้ เพื่อให้สามารถช่วยปรับปรุงวิถีชีวิตของชุมชน และ ท้องถิ่นให้ดีขึ้น ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ และสังคม ผ่านสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมใหม่ๆ ในการเชื่อมโยงอาชีวศึกษา เข้ากับชุมชน และท้องถิ่น และนำการพัฒนาองค์ความรู้ ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณภาพสามารถนำไปใช้งานกับชุมชนได้จริง ที่เชื่อมโยงสู่การใช้ประโยชน์จริง อย่างเป็นรูปธรรม” ตามนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจ ที่เรียกว่าไทยแลนด์ 4.0 หรือเศรษฐกิจซึ่งขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

ทั้งนี้ สอศ.ได้มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา ดำเนินการประสานและจัดหาแหล่งทุนเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมสู่วิสาหกิจให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพิ่มเติมต่อไป

สำหรับสิ่งประดิษฐ์ 31 ผลงาน ที่ส่งมอบในครั้งนี้ ได้แก่ แปลงปลูกผักปลอดสารพิษสำหรับผักไทยระบบ DRFT เพื่ออาหารกลางวันของน้อง มอบให้โรงเรียนท่าเฟืองวิทยา , เครื่องแปรรูปอาหารสัตว์ อเนกประสงค์เพื่อสู่ระบบ อุตสาหกรรมการเกษตร มอบให้กลุ่มเกษตรกรบ้านท่าใหม่ , ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับ พลังงานชีวมวลโดยการพาความ ร้อนแบบบังคับ มอบให้ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงปลา เพื่อจำหน่ายและแปรรูป

– 006

หยุด 3 วัน! ศธ.ออกประกาศปิด รร.’กทม.-นนทบุรี-สมุทรปราการ’ ช่วงประชุมเอเปค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691605

หยุด 3 วัน! ศธ.ออกประกาศปิด รร.'กทม.-นนทบุรี-สมุทรปราการ' ช่วงประชุมเอเปค

หยุด 3 วัน! ศธ.ออกประกาศปิด รร.’กทม.-นนทบุรี-สมุทรปราการ’ ช่วงประชุมเอเปค

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 19.26 น.

ปลัดศธ.ออกประกาศกระทรวงฯ เรื่อง ปิดสถานศึกษาในสังกัด ศธ.เป็นกรณีพิเศษ ในเขตกรุงเทพฯ จ.นนทบุรี และ จ.สมุทรปราการ ช่วงประชุมเอเปค ระหว่างวันที่ 16-18 พ.ย.2565

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การปิดสถานศึกษาของรัฐในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกรณีพิเศษ ในเขตกรุงเทพฯ จ.นนทบุรี และ จ.สมุทรปราการ ในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจพิเศษเอเปค ครี้งที่ 29 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 16 – 18 พฤศจิกายน 2565 และให้แต่ละสถานศึกษาสอนชดเชยตามจำนวนวันที่ปิดต่อไป

ม.ราชภัฏศรีสะเกษนำ นศ.400 คนเข้าค่ายศิลป์รักษ์ป่าเพื่อการเรียนรู้นอกห้องเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691564

ม.ราชภัฏศรีสะเกษนำ นศ.400 คนเข้าค่ายศิลป์รักษ์ป่าเพื่อการเรียนรู้นอกห้องเรียน

ม.ราชภัฏศรีสะเกษนำ นศ.400 คนเข้าค่ายศิลป์รักษ์ป่าเพื่อการเรียนรู้นอกห้องเรียน

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 17.42 น.

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 11 พ.ย.65 ที่หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสวาย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา ต.ดงรักษ์ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมค่าย “ศิลป์รักษ์ป่า” สืบสานพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชการที่ 9 เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าต้นน้ำ โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ผศ.ดร.อาสนะ เชิดชู รอง ผอ.สถานีภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม ม.ราชภัฏศรีสะเกษ กล่าวรายงาน น.ส.หงส์ฟ้า ใบบ้ง ผู้ช่วยหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา พร้อมเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ โดยมี อบศรีสะเกษ สนับสนุนงบประมาณในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ 200,000 บาท นอกจากจะมีนักศึกษา ม.ราชภัฏศรีสะเกษ มาเข้าค่ายแล้ว ยังมีนักเรียนระดับมัธยมปลายจากโรงเรียนในสังกัด อบจ.ศรีสะเกษร่วมเข้าค่ายด้วย

ผศ.ดร.เชิดศักดิ์ ฉายถวิล รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมบริการวิชาการ ม.ราชภัฎศรีสะเกษ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ชมรมศิลป์สัมพันธ์ กลุ่มศิลป์อาสา นักศึกษาทุนเรียนฟรี ดนตรี-นาฎศิลป์ สภานักศึกษา องค์การนักศึกษา สโมสรนักศึกษาทั้ง 6 คณะ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเชิงบูรณาการ ที่น้อมนำเอาศาสตร์แห่งพระราชา มาใช้ในการจัดกิจกรรมเชิงบูรณาการ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกให้นักศึกษามีความรักและความหวงแหนต่อทรัพยากรธรรมชาติป่าต้นน้ำ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบการทำงานร่วมกันเป็นทีม ทักษะทางสังคมด้านจิตอาสา ผ่านกิจกรรมการสร้างสรรค์ทางศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 13 พฤศจิกายน 2565 ณ หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสวาย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา ซึ่งเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน รวม 15 ปี ในการดำเนินการครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการเป็นนักศึกษามหาวิทยาสัยราชภัฎศรีสะเกษ และนักเรียนสังกัด อบจ.ศรีสะเกษ ทั้ง 39 แห่ง รวมจำนวนทั้งสิ้น 400 คน

“การจัดกิจกรรมเข้าค่ายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำเพื่อให้เกิดกระบวนการคิดสร้างสรรรค์ การตัดสินใจ และรู้จักการทำงานเป็นทีม เพื่อฝึกให้นักเรียนได้ใช้ชีวิตร่วมกัน มีความกล้าแสดงออก และมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข”ผู้ช่วยศาสตราจารย์” ดร.เชิดศักดิ์ กล่าว

ป.โท SMT ม.รังสิต ลุยจัดงานสัมมนาใหญ่ปลายปี ‘Trend โลก Trend อนาคต’ ทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691496

ป.โท SMT ม.รังสิต ลุยจัดงานสัมมนาใหญ่ปลายปี 'Trend โลก Trend อนาคต' ทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก

ป.โท SMT ม.รังสิต ลุยจัดงานสัมมนาใหญ่ปลายปี ‘Trend โลก Trend อนาคต’ ทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.58 น.

ห้ามพลาด! หลักสูตร ป.โท SMT ม.รังสิต ลุยจัดงานสัมมนาใหญ่ปลายปี “Trend โลก Trend อนาคต” ทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก เปิดให้เข้าร่วมงานฟรี (ที่นั่งมีจำนวนจำกัด)

ป.โท SMT ม.รังสิต จัดงานสัมมนาครั้งใหญ่ปลายปี ขนทัพผู้บริหารระดับประเทศ และเหล่า Influencer ชื่อดังกว่า 20 ชีวิต ภายใต้ธีม “Trend โลก Trend อนาคต” พุ่งทะยานเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่โลก Digital Transformationพร้อมขนทัพ FOOD TRUCK เจ้าดังมาจำหน่ายภายในงาน รวมถึงบูธให้คำปรึกษาทางธุรกิจจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ฟรีวันที่ 4 ธันวาคม 2565 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ ศาลาดนตรีสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://bit.ly/3Bv8RCW ไม่มีค่าใช้จ่าย

โดยในงานนี้ยังได้รับเกียรติจาก คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมเป็นประธานเปิดงานและร่วมรับฟังการบรรยายจากเหล่าผู้บริหารมากความสามารถ อาทิเช่น ดร.มนต์ศักดิ์ โซ่เจริญธรรม ผู้บริหารข้อมูลระดับสูง สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล, ดร.ศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส Sea (ประเทศไทย)คุณนัครพล นิพัทธ์ศานต์ Head of Commercial ProductsTrue IDC , ดร. เก่งการ เหล่าวิโรจนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) PReMAสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์และ ดร.รพีรัฐ ธัญวัฒน์พรกุล ผู้ก่อตั้งเพจ มนุษย์เงินเดือนพันธ์ใหม่

พร้อมทั้งทัพเหล่า Influencer ชื่อดังระดับประเทศ ที่จะมาบอกเล่าความสำเร็จในสายอาชีพ Youtuber จนกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในโลกออนไลน์ สร้างรายได้อย่างมหาศาลในปัจจุบัน อาทิเช่น คุณนิศามนี เลิศวรพงศ์ (นัท สะบัดแปรง) คุณชาติศักดิ์ มหาทา (เอแคลร์จือปาก) คุณไปรยา อนันตรทรัพย์ (มิ้วกี้ ไปรยา) คุณภาคภูมิ เดชหัสดิน (หมอแล็บแพนด้า) คุณเบลล์ ขอบสนาม คุณกฤษณ์ บุญญะรัง (Bie The Ska) คุณอัครเดช โยธาจันทร์ ( Benz Apache ) คุณสมพงษ์ คุนาประถม (อี๊ด โปงลาง) คุณท๊อฟฟี่ คุณส้มเช้ง และอาจารย์โอเล่ ญาณสัมผัส จากทีมรายการ The Ghost Secret คุณกาย รัชชานนท์ และ คุณฮารุ จากช่องกาย-ฮารุ แฟมิลี่

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี ที่ https://bit.ly/3Bv8RCW (ที่นั่งมีจำนวนจำกัด) จัดโดยหลักสูตรปริญญาโท สาขาเทคโนโลยีสื่อสังคม (Social Media Technology SMT)รุ่น 13 มหาวิทยาลัยรังสิตวันที่ 4 ธันวาคม 2565 เวลา 09.00 น.– 16.00 น. ณ ศาลาดนตรีสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 097-141-4242 (คุณปิ่น)Line ID : @smtrsu (มี@ด้วย)

‘อาชีวะ’จับมือ กสศ.ผนึกกำลังวางแผนลดความเลื่อมล้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691411

'อาชีวะ'จับมือ กสศ.ผนึกกำลังวางแผนลดความเลื่อมล้ำ

‘อาชีวะ’จับมือ กสศ.ผนึกกำลังวางแผนลดความเลื่อมล้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 22.02 น.

อาชีวะจับมือ กสศ.ผนึกกำลังวางแผนลดความเลื่อมล้ำ ตอบสนองความต้องการกำลังคนอาชีวศึกษา

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ให้การต้อนรับ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และคณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะเพื่อหารือประเด็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาคุณภาพการศึกษาสายอาชีวศึกษา โดยมี เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายราตรีสวัสดิ์ ธนานันต์ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ และนางปัทมา วีระวานิช นายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 3 เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุม 1 สอศ.

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ เปิดเผยว่า ประเด็นที่พูดคุยกันในวันนี้เพื่อให้สอดรับกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการที่ให้ความสำคัญด้านการสร้างโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสายอาชีวศึกษา โดยจะเป็นการทบทวนบทบาทเพื่อจะได้มาทำงานร่วมกันเรื่อง 1.การสร้างโอกาสทางการศึกษาที่จะส่งเสริม ช่วยเหลือ และให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนที่ครอบครัวฐานะยากจนและด้อยโอกาสใน โครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ และ โครงการเด็กที่มีความต้องการพิเศษ 2.การยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยการพัฒนาเยาวชนแบบองค์รวม 3.การพัฒนาครูอาชีวศึกษา ผ่านการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูอาชีวศึกษา และการเชื่อมโยงเครือข่ายครูอาชีวศึกษาของมูลนิธิสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนและติมอร์เลสเต 4.การเชื่อมต่อฐานข้อมูลระหว่างกสศ.และสอศ.ทุกปีการศึกษา เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาจากระดับ ม.ต้นสู่ระดับม.ปลาย และปวช.

ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ดำเนินงานพัฒนาตัวแบบการจัดการศึกษาสายอาชีพ ภายใต้โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง และทุนศึกษาต่อเต็มศักยภาพสายอาชีพ “ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ” สร้างโอกาสให้เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสควบคู่ไปกับการพัฒนาสถานศึกษา มีระบบการส่งเสริมและดูแลด้านทักษะชีวิต หลักสูตรการเรียนการสอนพัฒนาและการส่งเสริมการมีงานทำที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ซึ่งในวันที่ 16 – 17 ธันวาคม 2565 นี้ ทาง กสศ.จะมีการจัดประชุมวิชาการการจัดการศึกษาสายอาชีพเพื่อเชิดชูและยกย่องสถานศึกษาที่มีการดำเนินงานสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้แก่เยาวชนฐานะยากจนและด้อยโอกาส

– 006

กัญชาทางการแพทย์ เรียนรู้อย่างเข้าใจ รู้จักใช้อย่างถูกวิธี มีประโยชน์มหาศาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691315

กัญชาทางการแพทย์ เรียนรู้อย่างเข้าใจ รู้จักใช้อย่างถูกวิธี มีประโยชน์มหาศาล

กัญชาทางการแพทย์ เรียนรู้อย่างเข้าใจ รู้จักใช้อย่างถูกวิธี มีประโยชน์มหาศาล

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.40 น.

จากคำกล่าวของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในงาน “สื่อสาร กัญ อย่างเข้าใจ”ภายใต้โครงการ“Meet the Press: กัญชา กัญชง ประโยชน์ทางการแพทย์และเศรษฐกิจ” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมาว่าหลังจากการ“ปลดล็อกกัญชา”ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 “นโยบายกัญชาเพื่อสุขภาพและทางการแพทย์”ของกระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อสังคมอย่างที่หลายคนกังวลใจ โดยมีข้อมูลจากกรมการแพทย์ที่ระบุถึงจํานวนผู้ป่วยที่มีภาวะพิษเฉียบพลัน จากการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาแนวโน้มไม่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ข้อมูลจากห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่เข้าร่วมโครงการฯเบื้องต้น ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน – 16 สิงหาคม 2565 พบผู้ป่วยเพียง 60 ราย  ซึ่งทั้งหมดเนื่องมาจากการได้รับข้อมูลข่าวสารการใช้กัญชาที่ถูกต้องผ่านช่องทางต่างๆของรัฐไปทั่วประเทศ” คำกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจสามารถใช้ประโยชน์จากกัญชาได้อย่างถูกต้องและถูกวิธี  ข้อดีที่ได้รับจึงมีมากกว่าโทษ แม้ขณะนี้นโยบายการใช้กัญชาทางการแพทย์จะอยู่ในช่วงรอยต่อของการบังคับใช้ พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ….อย่างเป็นรูปธรรมและยังมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข 4 ฉบับเพื่อควบคุมไม่ให้มีการใช้กัญชาในทางที่ผิดด้วย

เรื่องของ “กัญชาทางการแพทย์”ถือว่ากระทรวงสาธารณสุขนั้นเป็นเจ้าภาพหลักที่กำกับดูแล ซึ่งจะมีหน่วยงานในสังกัดเป็นเจ้าภาพร่วมและดำเนินงานด้านกัญชาทางการแพทย์ตามบริบทที่แต่ละฝ่ายรับผิดชอบ ได้แก่ กรมการแพทย์ กรมการแพทย์แผนไทย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมอนามัย และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งในประเด็นของกัญชาทางการแพทย์นั้นมีกรมการแพทย์เป็นผู้รับผิดชอบ

นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากรอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า จากนโยบายกัญชาทางการแพทย์ในฐานะพืชเศรษฐกิจและผลักดันให้กัญชาเป็นพืชทางการแพทย์เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วย กรมการแพทย์จะเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาแหล่งอ้างอิงทางวิชาการที่สำคัญ ในการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เชื่อถือได้ เพื่อให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนผู้ป่วยและครอบครัวมีความเชื่อมั่นในการใช้กัญชาทางการแพทย์อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยมีภารกิจสำคัญในด้านต่างๆที่ต้องดำเนินงาน ได้แก่ การจัดทำคำแนะนำการใช้กัญชาทางการแพทย์ เพื่อให้แพทย์และทันตแพทย์สามารถสั่งใช้ และเภสัชกรสามารถจ่ายผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ได้อย่างเหมาะสม  ผู้ป่วยได้รับการรักษา/ควบคุมอาการของโรค/ภาวะของโรคที่จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จัดทำแนวทางการให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการ ซึ่งเป็นการผสมผสานทั้งแผนปัจจุบันและแผนไทยในสถานพยาบาลแห่งเดียวกันเพื่ออำนวยความสะดวกและเอื้อให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการกัญชาทางการแพทย์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

การส่งเสริมการผลิตผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ ในรูปแบบต่างๆ อาทิเช่น น้ำมันกัญชาหยดใต้ลิ้น (DMS Oil)ซีรั่มบำรุงผิวและครีมชะลอวัย (Rejuvenating cream with CBD)จาก CBD สบู่ใบกัญชา(Cannabis soap) และโปรตีนที่สกัดจากเมล็ดกัญชง(Hemp protein powder)

ดำเนินการวิจัยกัญชาทางการแพทย์ โดยมุ่งเน้นการศึกษาวิจัยในด้านประสิทธิผลและความปลอดภัย ปัจจุบันมีงานวิจัยที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ได้แก่ การศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของสารสกัดกัญชาต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ และในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย ส่วนงานวิจัยที่อยู่ระหว่างดำเนินการได้แก่ การศึกษาวิจัยในกลุ่มโรคมะเร็ง/ผู้ป่วยแบบประคับประคอง กลุ่มโรคผิวหนัง กลุ่มโรคทางระบบประสาท และผลิตภัณฑ์จากกัญชา (อาหารเสริม/เครื่องสำอาง)

การจัดตั้งศูนย์วิจัยกัญชาทางการแพทย์ระหว่างประเทศ (IMCRC)เพื่อสนับสนุนการวิจัยกัญชาทางการแพทย์และสุขภาพ โดยการศึกษาวิจัยทางคลินิก การฝึกอบรมถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้และการพัฒนาผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

การผลักดันรายการยาสมุนไพรสารสกัดกัญชาทางการแพทย์เข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพ(สปสช.)บัญชี 1 และบัญชี 3 บัญชี 1ได้แก่ สารสกัดกัญชา ชนิด THC : CBD เด่น= 1:1สำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่ดูแลแบบประคับประคอง และสารสกัดกัญชา ชนิด THC เด่น สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัดและบัญชี 3 ได้แก่สารสกัดกัญชา ชนิด CBD เด่นสำหรับลมชักที่รักษายากในเด็ก รวมทั้งมีการจัดอบรมการใช้สารสกัดจากกัญชาทางการแพทย์ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ปัจจุบันมีผู้ผ่านการอบรมแล้วทั้งสิ้น จำนวน 9,587 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2565) การจัดอบรมหลักสูตรพยาบาลผู้จัดการการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ (Care manager) จำนวน 2 รุ่น เป็นพยาบาลทั้งในภาครัฐและเอกชน จำนวน 358 คน

นายแพทย์ธงชัยกล่าวต่อไปว่า สำหรับในปีงบประมาณ 2566 กรมการแพทย์ จะเร่งดำเนินการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงทางวิชาการที่สำคัญเชื่อถือได้ และผลักดันรายการยาสมุนไพรสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ เข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ทางสุขภาพเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับกัญชาทางการแพทย์อย่างปลอดภัย และเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ป่วย สมดังปณิธานของกรมการแพทย์ที่ว่า “ทำดีที่สุด เพื่อทุกชีวิต”

“กัญชาทางการแพทย์”อาจยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทยแต่ถ้าทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและภาคประชาชนร่วมกันทำความรู้ ความเข้าใจ และนำไปใช้อย่างถูกวิธี ก็จะเกิดประโยชน์มหาศาลทั้งด้านการรักษาทางการแพทย์ ตลอดจนด้านเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต.