ม.วลัยลักษณ์ผลิต ‘แผ่นเยื่อหุ้มรก’ รักษาโรคตา ครั้งแรกของภาคใต้ตอนบน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691093

ม.วลัยลักษณ์ผลิต ‘แผ่นเยื่อหุ้มรก’  รักษาโรคตา ครั้งแรกของภาคใต้ตอนบน

ม.วลัยลักษณ์ผลิต ‘แผ่นเยื่อหุ้มรก’ รักษาโรคตา ครั้งแรกของภาคใต้ตอนบน

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ลั่นหล้า อุดมเวช อาจารย์ประจำสำนักวิชาแพทยศาสตร์ และจักษุแพทย์ ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช หัวหน้าโครงการ “ผลิตแผ่นเยื่อหุ้มรกสำหรับการผ่าตัดทางการแพทย์” กล่าวว่า เยื่อหุ้มรกที่ผลิตมีคุณสมบัติช่วยส่งเสริมเนื้อเยื่อบุผิว ยืดอายุเซลล์ต้นกำเนิด ยับยั้งการอักเสบ และไม่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ถือเป็นเนื้อเยื่อที่สมบูรณ์แบบสำหรับการปลูกถ่ายใช้ในการรักษาโรคตาบางชนิด และสามารถใช้ปิดแผลไฟไหม้ในบริเวณอื่นนอกเหนือจากตาได้อีกด้วย

และการใช้เยื่อหุ้มรกเพื่อการรักษาทางการแพทย์อาจไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เนื่องจากกระบวนการผลิตที่ต้องอาศัยความพร้อมของอุปกรณ์และสารเคมีที่มีราคาสูง ผนวกกับต้องมีความพร้อมของบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ ทำให้ปัจจุบันยังพบปัญหาการขาดแคลนเยื่อหุ้มรกบ่อยครั้งเนื่องจากหน่วยงานที่มีความพร้อมในการผลิตเยื่อหุ้มรกยังมีจำนวนน้อย รวมถึงการขนส่งทำได้ยาก และต้องจัดเก็บภายใต้ความเย็น -80 องศาเซลเซียส ตลอดเวลา

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นครศรีธรรมราช มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัย และบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญ จึงสามารถผลิตและจัดเก็บเยื่อหุ้มรกอย่างครบวงจรได้ นับเป็นแห่งที่ 2ในภาคใต้ที่สามารถดำเนินการได้ต่อจากคณะแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาวะความขาดแคลนเยื่อหุ้มรกและช่วยพัฒนามาตรฐานในการรักษาผู้ป่วยของ จ.นครศรีธรรมราช พื้นที่ภาคใต้ตอนบน และทั่วประเทศ โดยได้รับการติดต่อขอรับบริการไกลถึงจังหวัดมหาสารคามแล้ว

“ความพิเศษของเยื่อหุ้มรก คือ ร่างกายของผู้ป่วยจะไม่คิดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมและไม่กระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อกำจัดอีกทั้งยังมีคุณสมบัติหลายประการช่วยให้แผลหายดีขึ้น แพทย์จึงสามารถใช้เป็นทางเลือกแทนการนำเนื้อเยื่อของผู้ป่วยออกจากส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ในแง่ของการรักษาโรคตา โดยการผ่าตัดที่ใช้บ่อยสุดคือ ต้อเนื้อ ภาวะแผลไฟไหม้หรือสารเคมีเข้าตา และภาวะอื่นๆ ที่มีการสูญเสียเยื่อบุตา แผลกระจกตาที่เสี่ยงต่อการทะลุ เป็นต้น

ทั้งนี้ โครงการเปิดรับสั่งจอง “แผ่นเยื่อหุ้มรกสำหรับการผ่าตัดทางการแพทย์” แล้วที่ชั้น 3 อาคารวิจัยวิทยาการสุขภาพ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในวัน
และเวลาราชการ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 075-672587 เว็บไซต์ : http://www.wu.ac.th/th

SPU เดินหน้าผลิตบุคลากร ‘ดิจิทัลมีเดีย’ ป้อนอุตฯ เกมไทย แหล่งงานสำคัญของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691092

SPU เดินหน้าผลิตบุคลากร ‘ดิจิทัลมีเดีย’ ป้อนอุตฯ เกมไทย แหล่งงานสำคัญของโลก

SPU เดินหน้าผลิตบุคลากร ‘ดิจิทัลมีเดีย’ ป้อนอุตฯ เกมไทย แหล่งงานสำคัญของโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.วรากร ใช้เทียมวงศ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) ซึ่งเป็นผู้อบรมนักศึกษาจนได้รับเหรียญระดับนานาชาติ จากเวที “Worldskills Competition 2022 Special Edition” ที่เกาหลีใต้ กล่าวว่า คณะดิจิทัลมีเดียของ SPU ปัจจุบันมีด้วยกัน 4 สาขา คือ สาขาการออกแบบอินเทอร์แอคทีฟและเกม สาขาการออกแบบกราฟิก สาขาคอมพิวเตอร์แอนิเมชั่นและวิชวลเอฟเฟกต์ และสาขาดิจิทัลอาร์ตส์ ทั้ง 4 สาขา สอนเกี่ยวกับแต่ละศาสตร์โดยตรง และมีความเข้มข้นเพราะแยกเป็นสาขาชัดเจน และเวทีประกวดครั้งนี้เปรียบได้กับการแข่งขันโอลิมปิกวิชาชีพสำหรับเยาวชน ซึ่งปีนี้ WorldSkills แยกจัดหลายประเทศ โดยไทยส่งหลายสาขา การแข่งขันที่ประเทศเกาหลีไทยได้ส่งเยาวชนร่วมแข่งขันจำนวน 2 สาขา คือสาขาการออกแบบเกมเชิงสามมิติ (3D Digital Game Art) ซึ่งเป็นครั้งแรกของไทย สำหรับอีกสาขาได้แก่ สาขาการสร้างประกอบแม่พิมพ์ (Plastic Die Engineering) โดย นายเจษฎาภรณ์แก่นนอก นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะดิจิทัลมีเดีย มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้โชว์ทักษะในสาขา 3D Digital Game Artจนสามารถคว้ารางวัลเหรียญฝีมือยอดเยี่ยม(Medallion for Excellence)”

ผศ.วรากรกล่าวด้วยว่า บุคลากรสาขานี้ในไทยถือว่าขาดแคลน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ตลาดแรงงานยิ่งต้องการคนมีทักษะดิจิทัลเพิ่มสูงขึ้น เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป นอกจากนั้นฐานกำลังการผลิตด้านเกมเริ่มเปลี่ยนแปลงจากที่เคยอยู่ฝั่งยุโรป ก็ย้ายฐานมาที่ไทย ไทยจึงเป็นแหล่งรับจ้างงานแอนิเมชั่นสำคัญของโลก เพราะบุคลากรมีทักษะระดับสูง ทั้งในด้านฝีมือ เทคนิค และมีราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพงาน

“แต่ละปีมีเยาวชนเข้ามาเรียนด้านดิจิทัลที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปี 2565 มีนักศึกษาปี 1 ในคณะกว่า 1,500 คน การที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติยิ่งทำให้เรามั่นใจมากขึ้นว่า วิธีการพัฒนาหลักสูตรที่ทำอยู่ทุกวันนี้ตอบโจทย์อุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม เรายังต้องการพัฒนาหลักสูตรนี้ให้เฉพาะทางมากขึ้นเพื่อผลิตบัณฑิตเข้าสู่อุตสาหกรรมเกมให้มีทักษะและความสามารถเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ” ผศ.วรากรกล่าวทิ้งท้าย

รร.นานาชาติโชรส์เบอรี ครบรอบ 5 ปี จัดประมูลงานศิลปะเพื่อการกุศล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691088

รร.นานาชาติโชรส์เบอรี ครบรอบ 5 ปี จัดประมูลงานศิลปะเพื่อการกุศล

รร.นานาชาติโชรส์เบอรี ครบรอบ 5 ปี จัดประมูลงานศิลปะเพื่อการกุศล

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรีกรุงเทพ ซิตี้แคมปัส (Shrewsbury International School Bangkok City Campus) จัดประมูลผลงานศิลปะภายใต้ชื่องาน Sparkling Star Art Auction ที่แคมปัสของโรงเรียนในย่านสุขุมวิท-พระราม 9 ฉลองครบรอบ 5 ปีของการก่อตั้งโรงเรียน ในงานมีผู้มาร่วมงานกว่า 450 คน รวมถึงนายชาลี โสภณพนิช ผู้ก่อตั้งโรงเรียนคณะกรรมการบริหารโรงเรียนทั้งจากไทยและจากโชรส์เบอรีสหราชอาณาจักร (Shrewsbury UK) และ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ในงานนี้แขกผู้ร่วมงานได้ประมูลชิ้นงานรวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 300,000 บาท รายได้บางส่วนจากการประมูลครั้งนี้โรงเรียนจะมอบให้แก่องค์กรการกุศล ได้แก่ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย (UNICEF Thailand) มูลนิธิ SOS Scholars of Sustenance ประเทศไทย และมูลนิธิโอกาสที่สองแห่งชีวิต (Second Chance Bangkok)

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวระหว่างร่วมชมผลงานศิลปะของเด็กๆ ว่า การประมูลผลงานศิลปะที่โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี ซิตี้แคมปัส ครั้งนี้มีเป้าหมายหลายอย่าง รวมถึงเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้แสดงความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของพวกเขารวมไปถึงเป็นการระดมทุนเพื่อบริจาคให้แก่หน่วยงานการกุศลเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส คิดว่าการจัดงานในลักษณะนี้เป็นความคิดที่ดีมาก และน่าจะขยายไอเดียนี้ต่อไปในพื้นที่อื่นๆ ของกรุงเทพฯ ได้อีกด้วย

ทบทวนความรู้ฟรีให้นักเรียนก่อนเข้ามหาวิทยาลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691086

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผลิตภัณฑ์มาม่า บิสชิน มองต์เฟลอ ริชเชส และมูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา เชิญชวนน้องๆ นักเรียนชั้น ม.6 เข้าร่วมกิจกรรม สหพัฒน์แอดมิชชั่นครั้งที่ 25 โครงการจัดทบทวนความรู้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ที่บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) พบกับติวเตอร์ที่จะมางาน 5 คน : พี่น็อต TCASter ดร.ธีระยุทธ บุญมา/พี่ปั้น SmartMathPro อ.ปวรุตม์ธีรบุษยเวศย์/พี่วิเวียน OnDemand อ.นพ.วีรวัช เอนกจำนงค์พร/ครูพี่หนูอ.กฤติกา ปาลกะวงศ์/ครูพี่วิน เตรียมโดม อ.นาวิน แซ่โค้ว ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2565 เวลา 10.00-12.00 น.

สจล.เปิดโครงการวิจิตรศิลป์ หลักสูตรปริญญาตรี นานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691087

สจล.เปิดโครงการวิจิตรศิลป์  หลักสูตรปริญญาตรี นานาชาติ

สจล.เปิดโครงการวิจิตรศิลป์ หลักสูตรปริญญาตรี นานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.วุฒิกร คงคา หัวหน้าภาควิชาศิลปกรรม คณะบริหารหลักสูตรศิลปะสร้างสรรค์และภัณฑารักษ์ศึกษา คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะ และการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวถึงการเปิดหลักสูตรศิลปะสร้างสรรค์และภัณฑารักษ์ศึกษา หลักสูตรนานาชาติ ระดับปริญญาตรีแห่งแรกในอาเซียน ว่า เป็นหลักสูตรที่รวมภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติด้านการจัดการงานศิลปะเข้าด้วยกัน มีให้เลือกเรียน 2 วิชาเอก คือ 1.ศิลปะสร้างสรรค์ (Creative Arts) และ 2.ภัณฑารักษ์ศึกษา (Curatorial Studies) นักศึกษาทุกคนจะได้เรียนกับอาจารย์ประจำหลักสูตรและอาจารย์พิเศษ มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่มีประสบการณ์เฉพาะทางทั้งด้านศิลปะสร้างสรรค์และภัณฑารักษ์ศึกษา เป็นทั้งศิลปิน ภัณฑารักษ์ และนักวิชาการระดับสากล โดยมีระบบการเรียนการสอนในรูปแบบที่ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด (Mentorship) เป็นรายบุคคล หรือเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อให้ดูแลได้อย่างใกล้ชิดและทั่วถึง ให้มีทักษะในการจัดการความคิด รู้จักคิดอย่างเป็นระบบ และได้ฝึกฝนทักษะการนำเสนอผลงานเป็นภาษาอังกฤษ ในส่วนของการฝึกงาน นักศึกษาในโครงการฯ สามารถเลือกได้ว่าจะทดลองทำงานในไทยหรือต่างประเทศ เพื่อไปประกอบอาชีพตามความถนัด อาทิ ศิลปิน, นักจัดการศิลปะ, นักออกแบบ,ภัณฑารักษ์, อาจารย์สอนศิลปะ, คอนเทนต์ครีเอเตอร์, ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์,ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์, นักวิจัยด้านศิลปะและวัฒนธรรม, สถาบันศิลปะ, ผู้จัดการโครงการ, นักออกแบบนิทรรศการศิลปะ, ผู้ประกอบการด้านศิลปะ, นักจัดการในแกลเลอรี่ เป็นต้น

ทั้งนี้ หลักสูตรศิลปะสร้างสรรค์และภัณฑารักษ์ศึกษา (หลักสูตรนานาชาติ ระดับปริญญาตรี) เปิดรับสมัคร ตรงรอบที่ 1 ตั้งแต่วันนี้-8 ม.ค. 2566 และรับสมัครนักศึกษาผ่านระบบ TCAS รอบที่ 1 (รอบแฟ้มสะสมผลงาน) ตั้งแต่วันนี้-ธันวาคม 2566 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook https://www.facebook.com/cacskmitl และ https://linktr.ee/cacskmitl

ธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมอินโดนีเซีย และ CLMV พัฒนาการศึกษา กลุ่มนักศึกษามุสลิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691089

ธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมอินโดนีเซีย และ CLMV  พัฒนาการศึกษา กลุ่มนักศึกษามุสลิม

ธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมอินโดนีเซีย และ CLMV พัฒนาการศึกษา กลุ่มนักศึกษามุสลิม

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) นำโดย ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีและคณะผู้บริหาร ร่วมกับสมาคมชุมชนมุสลิมอาเซียน (Associate of Muslim Community in ASEAN : AMCA) จัดการประชุมวิชาการนานาชาติหัวข้อ “Challenges of Community Development in Disruption Era” พร้อมลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับสถาบันการศึกษาจากประเทศอินโดนีเซีย จำนวน 55 แห่ง และสถาบันการศึกษาในประเทศเวียดนาม กัมพูชา และลาว CLMV อีกกว่า 20 แห่ง เพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษาในระดับนานาชาติให้แข็งแกร่ง พร้อมทั้งพัฒนาการศึกษาเพื่อสันติภาพในภูมิภาคอาเซียน ภายในงานมีผู้บริหารของสถาบันการศึกษาพันธมิตรเข้าร่วมงานกว่า 100 คนและยังเป็นการร่วมฉลองครบรอบ 55 ปี ของการก่อตั้งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายภาคีสัมพันธ์ และคณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) เปิดเผยว่า ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ นอกจากพัฒนาหลักสูตรทางการศึกษาร่วมกันระหว่าง DPU และ มหาวิทยาลัยจากอินโดนีเซียและประเทศ CLMV แล้ว ยังถือเป็นการเปิดตลาดการศึกษาให้กับนักศึกษาชาวมุสลิมของทั้งสองฝ่ายอีกด้วย โดยเบื้องต้นมหาวิทยาลัยจากอินโดนีเซียเสนอทุนเรียนฟรีตลอดหลักสูตรในระดับปริญญาโทให้กับนักศึกษาของ DPU ขณะเดียวกัน DPU ก็พร้อมรับนักศึกษามุสลิมจาก
เครือข่ายพันธมิตร โดยทาง CIBA มีหลักสูตรนานาชาติในหลายสาขาวิชา โอกาสนี้ถือเป็นการขยายตลาดการศึกษาไปยังกลุ่มนักศึกษามุสลิม ซึ่งนับเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และยังถือเป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้ประเทศอีกด้วย

“การบุกตลาดการศึกษาไปยังประเทศอินโดนีเซียและกลุ่มประเทศอาเซียน หรือ CLMV นับเป็นอีกช่องทางในการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งมีมหาวิทยาลัยอยู่จำนวนมาก และมีบางแห่งเสนอให้ทุนเรียนฟรี 100% ในระดับปริญญาโทให้กับนักศึกษาเราขณะเดียวกันเบื้องต้นเราตั้งเป้านักศึกษาจากอินโดนีเซียมาเรียนกับเราอย่างน้อยปีละ 100 คน” คณบดี CIBA กล่าวในตอนท้าย

ส่งท้ายงานมหกรรมพุทธธรรม นำสื่อสร้างสันติสุขอย่างงดงาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691199

ส่งท้ายงานมหกรรมพุทธธรรม นำสื่อสร้างสันติสุขอย่างงดงาม

ส่งท้ายงานมหกรรมพุทธธรรม นำสื่อสร้างสันติสุขอย่างงดงาม

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 21.49 น.

ส่งท้ายงานมหกรรมพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุขอย่างงดงาม พร้อมฐานข้อ Big Data ที่เปิดให้เข้าชมแบบ Virtual Exhibition ได้ตลอดเวลา

9 พ.ย.65 ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดเผยว่า งานมหกรรมพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 พย.65 ที่ผ่านมา ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ถือว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญ และประสบผลสำเร็จ เพราะพระเดชพระคุณให้ความเมตตา ทั้งจากในและต่างประเทศ รวมถึงประชาชนทั่วไปก็ให้ความสนใจอย่างคับคั่ง

โดยนอกจากเนื้อหาบนเวทีเสวนา จะให้ประโยชน์ต่อผู้รับชมรับฟังแล้ว พระธรรมฑูต ที่พำนัก ณ วัดไทยในต่างประเทศ ทั้ง อเมริกา อังกฤษ เยอรมัน สวีเดน ต่างชื่นชมและให้ข้อคิดคำสอน เพื่อให้ประชาชนนำไปปฎิบัติในชีวิตประจำวันควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์

ดร.ธนกร กล่าวว่า การเข้าชมผ่านระบบ Virtual Exhibition เป็นการรวบรวมสื่อพระพุทธศาสนา ที่เป็น Big Data ซึ่งจะมีไอคอนประกอบด้วย 4 หัวข้อหลัก ต่อจากนี้ ผ่านทาง
http://www.มหกรรมพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข.com ประกอบด้วย

ดูธรรม Dhamma  Watch เพื่อใช้ดูสื่อในรูปแบบต่างๆได้อย่างหลากหลาย เช่น ภาพยนตร์  ละครสั้น การ์ตูนแอนิเมชัน พร้อมแนะนำผลงานชิ้นใหม่ล่าสุดจากทางกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ อาทิ ซีรี่ย์ แอนิเมชันเรื่อง “สัมมาทิฐิ ทะลุมิติมายา” เป็นแอนิเมชันที่ให้ความสนุกสนาน อีกทั้งยังได้เรียนรู้หลักธรรม คำสอนในพุทธศาสนา สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตของเราได้

ฟังธรรม Dhamma  Listening ในชีวิตประจำวันของทุกๆคน มักใช้การฟังเสียงเป็นหลัก ฟังธรรมจะประกอบไปด้วย เทศนา คลิปเพลง นิทานเสียง สามารถรับฟังได้สะดวก รวดเร็ว เพราะมีการแบ่งหมวดหมู่ที่ชัดเจน มาพร้อมกับแสดงรูปภาพตัวอย่าง และ รายละเอียดของคลิปเสียง  ในส่วนของฟังธรรม หรือ Dhamma  Listening จะเชื่อมโยง ไปยังไอคอนคือ

อ่านธรรม Dhamma  Reading หนังสือออนไลน์ (E-Book) ได้รวบรวมไว้เป็น E-Library ห้องสมุดขนาดใหญ่ โดยมีหนังสือที่หลากหลาย สามารถเลือกอ่านได้ตามความสนใจของตนเอง เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย

สนทนาธรรม Dhamma Talk บทสนทนากับพระอริยสงฆ์ พระเถรานุเถระ พระผู้ใหญ่ และคำสอนต่างๆที่ถูกรวบรวมไว้ต่างเวลาต่างวาระ  อีกทั้งยังมีบทสัมภาษณ์จากพระที่เป็นผู้นำในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา

‘ทางกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซาบซึ้งในความเมตตาของพระเดชพระคุณ โดยมีความตั้งใจที่จะให้ชาวไทยทุกคนน้อมนำหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องไกลตัว สื่อที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาก็มีเยอะมาก แต่ใครกัน ที่จะรวบรวมผลงานทั้งหมดและแบ่งหมวดหมู่ ทำให้ครบวงจรเช่นนี้ 

มหกรรมพุทธธรรม นำสื่อสร้างสันติสุข จะทำให้ท่านได้สนุก เพลิดเพลิน ได้ข้อคิด และหลักธรรม เรียนรู้ที่จะทำให้ตนเองและอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยเราต้องมีความเชื่อว่า เราเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในการสืบสานและเผยแพร่ พุทธศาสนา’

ร่วมค้นหาและเพลิดเพลินกับสาระความรู้ที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จัดทำขึ้นในครั้งนี้ 

“อยู่ที่ไหนก็สามารถเข้าร่วมรับชมได้ เพียงแค่ปลายมือสัมผัส” ดร.ธนกร กล่าวทิ้งท้าย

‘ตรีนุช’เร่งคลอด อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ 245 เขต ภาย 6 ก.พ.66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691133

'ตรีนุช'เร่งคลอด อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ 245 เขต ภาย 6 ก.พ.66

‘ตรีนุช’เร่งคลอด อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ 245 เขต ภาย 6 ก.พ.66

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 17.27 น.

“ตรีนุช”เร่งคลอด อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ 245 เขตฯภาย 6 ก.พ.66 หลังราชกิจจาประกาศ พ.ร.บ.แก้คำสั่ง คสช.แล้ว

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ.ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว และมีผลให้อํานาจหน้าที่ที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ไปเป็นของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำเขตพื้นที่ ซึ่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้กำหนดให้ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา) ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ศธ.เตรียมการรองรับ พ.ร.บ.ฉบับนี้มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าให้ให้เป็นไปตามกฎหมาย และดำเนินการให้มี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา รวม 245 เขตพื้นที่ฯ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 โดยที่ผ่านมาทางสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้ยกร่างจำนวน องค์ประกอบ หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการประชาพิจารณ์ สอบถามความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ.พิจารณา ทั้งนี้เมื่อคณะกรรมการ ก.ค.ศ.เห็นชอบหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว ก็สามารถดำเนินการสรรหาเพื่อให้มี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ทำหน้าที่บริหารงานบุคคลได้ทันที

“ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้ทางสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เตรียมดำเนินการถ่ายโอนภารกิจเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลไปยังเขตพื้นที่การศึกษา พร้อมทั้งให้ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทุกเขตเตรียมการรองรับ โดยจัดเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและอบรมให้มีความรู้ เพื่อให้ช่วงรอยต่อการถ่ายโอนการบริหารงานบุคคลไม่มีปัญหา ส่วนการบริหารงานบุคคลในระหว่างนี้ มาตรา 11 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ระบุไว้ว่าการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งของ กศจ.ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคล ซึ่งกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดไว้ให้เป็นอำนาจของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่ค้างการดำเนินการอยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินการต่อไปตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ.ลงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2560 จนกว่าจะมี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ตามพระราชบัญญัตินี้” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ด้าน นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวว่า ที่ผ่านมา ก.ค.ศ.เตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการแก้ไขกฎหมายฉบับดังกล่าว ทั้งการปรับแก้หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและเชี่ยวชาญ ตามข้อตกลงในการพัฒนางานหรือเกณฑ์ PA ที่เพิ่งประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม รวมถึงยกร่างจำนวน องค์ประกอบ หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ โดย ก.ค.ศ.พยายามรับฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้ร่างองค์ประกอบดังกล่าวมีความเป็นธรรม โดยองค์ประกอบของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะมีคณะกรรมการทั้งหมด 11 ราย ประกอบด้วย ประธาน ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ เป็นเลขานุการโดยตำแหน่ง ร่วมด้วยไตรภาคี 3 ส่วนคือ ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ราย ผู้แทนส่วนราชการ 3 ราย และผู้แทนครู 3 ราย เพื่อให้การบริหารงานบุคคลของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม สามารถตรวจสอบได้ โดยคาดว่า จะสามารถเสนอร่างดังกล่าวให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ.พิจารณาได้ภายในสัปดาห์หน้า จากนั้นเขตพื้นที่ฯ สามารถดำเนินการสรรหา อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯได้ทันที คิดว่าจะสามารถสรรหา อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ได้ทันภายใน 90 วันหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้

“ส่วนความคืบหน้าการแก้ไขระเบียบ ข้อบังคับ อื่นๆ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายฉบับนี้นั้น ก.ค.ศ.ดำเนินการมาโดยตลอด โดยมีระเบียบ และข้อบังคับที่ต้องปรับแก้รวม ประมาณ 160 ฉบับ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่คำสั่ง คสช.มีผลบังคับใช้ ซึ่งขณระนี้ ก.ค.ศ.เตรียมปรับแก้ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด” นายประวิต กล่าว

‘อรรถพล’ สั่ง ศธภ.-ศธจ.ทำแผนการทำงานชัดเจน ลดงานซ้ำซ้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690998

‘อรรถพล’  สั่ง ศธภ.-ศธจ.ทำแผนการทำงานชัดเจน ลดงานซ้ำซ้อน

‘อรรถพล’ สั่ง ศธภ.-ศธจ.ทำแผนการทำงานชัดเจน ลดงานซ้ำซ้อน

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 12.46 น.

‘อรรถพล’  สั่ง ศธภ.-ศธจ.ทำแผนการทำงานชัดเจนลดงานซ้ำซ้อน เตรียมชง ‘ตรีนุช’ เพิ่มศธภ.ครบ 12 ภาค จี้ ‘สกสค.-คุรุสภา’ ขันน็อตระบบบริหาร-บริการ

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้หารือกับศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) โดยขอให้แต่ละคนดูภาระงานของตนเอง จากนั้นนำจัดทำแผนให้เกิดความชัดเจน เพื่อไม่ให้การทำงานเกิดความซ้ำซ้อน การขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา มีความเป็นรูปธรรม ทั้งนี้เท่าที่ดูทั้ง ศธจ.และศธภ. มีความเข้าใจรายละเอียด ส่วนที่จะมีปัญหาคือบางแห่งที่ยังไม่มี ศธภ.ตัวจริง จะเป็นประเด็นที่ต้องเสนอให้ น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รมว.ศธ. พิจารณา เพื่อให้เห็นภาพรวมการขับเคลื่อนนโยบายทั้งระบบ และเห็นความจำเป็นว่า ทำไมจึงต้องมี ศธภ.ให้ครบทั้ง 12 ภาค ตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 พ.ศ.2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค 

“ผมได้ขอให้ ศธจ.และศธภ. จัดทำแผนการทำงาน และดูภาระงานของตัวเองให้ชัดเจน เพื่อเสนอให้รัฐมนตรีว่าการศธ. พิจารณา ถึงความจำเป็นที่ต้องมี ศธภ. ครบทั้ง 12 ภาค โดยจะถึงเสนอให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบ อย่างเช่น ภาคใต้ ผู้ที่ดูแลจังหวัดใหญ่ อย่างนครศรีธรรมราช ซึ่งควรจะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนนโยบาย แต่มีเพียง รอง ศธภ. รักษาการแทน ไม่มีตัวจริง ทำให้การสั่งการงานบางอย่างเกิดปัญหา รวมถึงต้องปรับเปลี่ยนบางตำแหน่งให้เหมาะสม โดยไม่ต้องรอให้สภาฯเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… เพราะแม้สภาฯ จะเห็นชอบร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติแล้ว กฎหมายลูกที่เกี่ยวกับโครงสร้างก็ยังไม่แล้วเสร็จ คาดว่า จะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ประมาณ 2 ปี ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องรอ สามารถดำเนินการได้ทันที “ ปลัด ศธ. กล่าว 

ปลัดศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังได้หารือกับนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัด ศธ.ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิกาคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และนาง อมลวรรณ  วีระธรรมโน เลขาธิการคุรุสภา โดยขอให้เร่งปรับการบริหารงานภายในและการบริการให้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ขาดการขันน็อตมานาน ทำให้กระทบต่อผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ควรต้องดำเนินการให้การขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น  

ตัวอย่างกระบวนการจากพื้นที่ ฟื้นฟูเด็ก‘เรียนรู้ถดถอย’หลังยุคโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690879

ตัวอย่างกระบวนการจากพื้นที่  ฟื้นฟูเด็ก‘เรียนรู้ถดถอย’หลังยุคโควิด

ตัวอย่างกระบวนการจากพื้นที่ ฟื้นฟูเด็ก‘เรียนรู้ถดถอย’หลังยุคโควิด

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตหาดใหญ่) และสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดเสวนาวิชาการ หัวข้อ “ภาวะฉุกเฉินทางการเรียนรู้หลังโควิด-19 แนวทางฟื้นฟูรับเปิดเทอมใหม่” เมื่อเร็วๆ นี้ ณ สำนักงาน กสศ. ชั้น 13 อาคารเอส พี ทาวเวอร์ พหลโยธิน

ผศ.พรพิมล คีรีรัตน์ โค้ชโครงงานฐานวิจัย (ป.4-ม.3) โครงการสนับสนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้เด็กไม่ได้ไปโรงเรียน แต่เรียนออนไลน์ (Online-เรียนผ่านอินเตอร์เนต) และออนแฮนด์ (On Hand-แจกใบงานให้ทำ) เป็นการทดแทน โดยหลังเปิดภาคการศึกษา1/2565 ได้ลงพื้นที่เยี่ยมโรงเรียนและผู้ปกครองใน จ.สงขลา ซึ่งพบว่า “เด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เขียนหนังสือไม่เป็นตัว” เนื่องจากกล้ามเนื้อมือไม่แข็งแรง

นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับครูใน จ.ปัตตานี พบว่าเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ยังมีปัญหาเรื่องการจับดินสอ จับแน่นตัวก้มชิดสมุด มือเกร็ง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดพัฒนาการด้านประสาทสัมผัสในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จึงเป็นที่มาของการใช้ “เครื่องวัดแรงบีบมือ” เพื่อวัดสมรรถภาพความแข็งแรงกล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1,918 คน จาก 74 โรงเรียน ใน 6 จังหวัด ได้แก่ สตูล ปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช ยะลา และนราธิวาส

ซึ่งพบว่า “เด็กร้อยละ 98 มีแรงบีบมือต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของเด็กในวัยเดียวกัน” โดยปกติค่ามาตรฐานจะอยู่ที่ 19 กิโลกรัม จากการทดสอบมีเด็กผ่านเกณฑ์เพียงร้อยละ 1.19 จึงได้ริเริ่มชวนครูมา PLC ออนไลน์ ซึ่งได้พบปัญหาจากครูที่เข้ารับการอบรมว่า ปัญหาที่พบคล้ายๆกัน คือ กล้ามเนื้อมือเด็กไม่แข็งแรง สังเกตได้จากการเขียนหนังสือของเด็ก เช่น เขียนตัวหนังสือไม่คมชัด หรือเขียนหนังสือช้าและไม่คล่องแคล่ว

จึงได้เกิดโครงการ PSU – ครูรักศิษย์ ครั้งที่ 7 เรื่อง “การพัฒนาฐานกาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ ระดับอนุบาล-
ป.3” ดูแลโครงการโดย ครูนก-จรรยารักษ์ สมัตถะ โรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร(เพชรานุกูลกิจ) อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นครูต้นเรื่องที่ได้รับอบรมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หลังจัดกิจกรรมให้เด็กได้ทำพบว่า ค่าแรงบีบมือเด็กมากขึ้นถึง 0.5-2 กิโลกรัม

ผศ.อัมพร ศรประสิทธิ์ โค้ชกระบวนการวิทยาศาสตร์ (อนุบาล-ป.3)โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวว่า เด็กมีความทุกข์ในห้องเรียนจากกล้ามเนื้อมัดเล็กอ่อนแรงจนไม่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ ส่งผลให้เกิดภาวะไม่เชื่อมั่นในตนเอง สุดท้ายทำให้เด็กขาดเรียนมากกว่าครึ่งห้อง โดยเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัยอนุบาลที่มีความยากลำบาก ต้องประคับประคองตัวเองกับเรื่องที่ต้องการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ

จึงเสนอให้ครูใช้เรื่องของการเล่นเข้าไป แต่เป็นกระบวนการเล่นเชิงวิทยาศาสตร์ซึ่งเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 เป็นวัยที่ยังโหยหาการเล่นอยู่ เห็นได้จากเด็กวิ่งไล่จับกันหรือไปเล่นที่สนามเด็กเล่นของเด็กอนุบาล จึงได้ออกแบบการเล่นที่ใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ ซึ่งเด็กจะต้องใช้กระบวนการคิดด้วย เด็กจะต้องใช้ศักยภาพทุกอย่างในชีวิตทั้งร่ายกาย สมอง อารมณ์จิตใจ และพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน

จนเกิดเป็นกิจกรรมที่นำเชือกฝ้ายสานกันเป็นใยแมงมุม โดยใช้อุปกรณ์ที่มีในโรงเรียน มีกติกาจุดใดเชือกสูงต้องข้าม เชือกต่ำต้องลอด และห้ามถูกใบไม้ที่แขวนอยู่ทำให้เด็กได้ฝึกสังเกต ฝึกกระบวนการคิดรวมรวบข้อมูล และทดลองทำ หลังทำกิจกรรม2 สัปดาห์พบว่าเด็กมีพัฒนาการดีขึ้น นอกจากนี้ ยังออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสำหรับเด็กที่อยู่ไม่นิ่ง เคลื่อนไหวเร็ว และทำงานร่วมกับเพื่อนไม่ค่อยได้ โดยการแจกไม้เสียบลูกชิ้นที่ไม่ปลายแหลมคนละ 10 อัน ซึ่งเด็กทุกคนต้องนับไม้ว่าครบ 10 อันหรือไม่

โดยจากการทำกิจกรรมของเด็กพบว่า “เด็กบางคนนับเกือบจะครบแต่กลับมาวนใหม่” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการนับเลขของเด็กยังอยู่ชั้นอนุบาล โดยเด็กถูกข้ามชั้นมาตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1 จึงทำให้นับตัวเลขไม่ได้ นอกจากนี้พอนับไม่เสร็จเด็กจะต้องนำไม้วางซ้อนกันให้สูงที่สุด เล่นครั้งละ 1 คนตามลำดับ โดยให้เด็กสังเกตว่าของตนเองสูงที่สุดหรือยัง และเป็นการให้เด็กรู้จักคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาด้วย หลังจากลองให้เด็กเล่น 2 ชั่วโมงต่อเนื่อง พบว่า เด็กไม่เบื่อกิจกรรมและไม่หยุดจากการเล่นกิจกรรม ซึ่งหมายความว่ากล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กแข็งแรง กล้ามเล็กใช้ได้ และมีความสุขกับการเล่น นอกจากนี้ยังทำให้สมองของเด็กพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ด้วย

รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกล่าวถึง “ภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss)” ที่ในปี 2565 นั้นสถานการณ์รุนแรงมีเด็กหางแถวและเกิดความเหลื่อมล้ำมากที่สุด และในปัจจุบันผู้ปกครองอ่านหนังสือให้เด็กฟังน้อยลงเนื่องจากขาดสื่อการเรียนรู้ ทำให้ทักษะภาษาและคณิตศาสตร์ของเด็กขาดหายไปกว่า ร้อยละ 90

ทั้งนี้ หลังสถานการณ์โควิด-19 ยังพบว่า “เด็กทำการบ้านและอ่านหนังสือน้อยลงแต่ใช้เวลากับอินเตอร์เนตเพิ่มมากขึ้น” จึงเสนอทางออกระยะสั้นให้มีการเปิดเรียนภาคฤดูร้อน ชดเชยเวลาที่ขาดหายไป และจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความพร้อมของเด็ก ส่วนทางออกระยะยาว ต้องพัฒนาทักษะการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครอง และยกระดับการศึกษาปฐมวัยด้วยจัดการเรียนการสอนแบบ “Active Learning” ซึ่งเด็กทุกคนเรียนเพื่อเติบโตเป็นอนาคตของชาติ ถ้าหากไม่ได้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เด็กจะมีภาวะการเรียนรู้ถดถอยไปเรื่อยๆ

และเมื่อไปอยู่ในตลาดแรงงานก็กระทบต่อความสามารถในการพัฒนาประเทศ การแก้ปัญหาจึงต้องทำแบบ “วิ่งมาราธอน” หรือแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ปัจจุบันเด็กที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มเด็กที่ไม่มีทรัพยากร ไม่ได้รับการเรียนพิเศษ ฉะนั้นข้อเสนอการเปิดเรียนภาคฤดูร้อน จึงจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เด็กกลุ่มนี้เข้าถึงของการศึกษา เพราะหากเด็กมีภาวะการเรียนรู้ถดถอยไปเรื่อยๆ สุดท้ายเด็กจะหลุดออกจากระบบการศึกษา

รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์ โค้ชโครงการสนับสนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง เครือข่ายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ทำให้เห็นว่าเด็กชั้นประถมศึกษา 2 ใน 74 โรงเรียน “มีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อมือ” ดังนั้นโรงเรียนมหาวิทยาลัย และหน่วยงานการศึกษาที่กำกับดูแลต้องร่วมมือกันทำ โดยใช้โมเดลพัฒนากล้ามเนื้อมือ

อาจเป็นตัวอย่างการเรียนรู้ และเกิดการเรียนรู้ในทุกระดับ ที่จะทำให้เด็กเรียนอย่างมีความสุขและเป็นคนดี และยังสามารถเป็นนักคิดและแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์เป็นอีกด้วย โดยเป็นการวัดค่าแรงบีบมือทุก 2 สัปดาห์ และสมรรถนะฐานกาย ซึ่งคาดการณ์ว่าเด็กจะมีค่าแรงบีบมือเพิ่มขึ้น 0.5-1.5 กิโลกรัม ภายใน 1 เดือน และมีค่าแรงบีบมือตามเกณฑ์มาตรฐานภายใน6 เดือน ซึ่งผลงานชุดนี้ได้นำร่องแล้วประมาณร้อยละ 50 โดยเริ่มนำร่องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้