วช.ส่งเสริมการปลูกไม้ดอกไม้ประดับจังหวัดเลย เพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วย มาลัยวิทยสถาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641466

วช.ส่งเสริมการปลูกไม้ดอกไม้ประดับจังหวัดเลย เพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วย มาลัยวิทยสถาน

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 10.07 น.

วันที่ 14 มีนาคม 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย เพื่อเยี่ยมชมการพัฒนาชุดข้อมูลพื้นฐานไม้ดอกไม้ประดับอัตลักษณ์ประจำถิ่น เพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วยแนวทางมาลัยวิทยสถาน ดำเนินโครงการโดย ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ และคณะนักวิจัย จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้สนับสนุนโครงการมาลัยวิทยสถาน ให้แก่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดำเนินโครงการฯ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ด้วยการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทำให้สามารถยกระดับภาคเกษตรเป็นธุรกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการต่อเนื่อง 

มุ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยในการช่วยเพิ่มรายได้ของชุมชนในพื้นที่ให้มากขึ้นกว่าเดิมและเป็นแหล่งวิทยาการแห่งการเรียนรู้ สร้างแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อเป็นต้นแบบและขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ ด้วยการขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่าน 4 กิจกรรมย่อย คือ 1.การพัฒนาชุดข้อมูลพื้นฐานไม้ดอกไม้ประดับอัตลักษณ์ประจำถิ่นเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ 2.การพัฒนาปัจจัยการผลิตในการทำเกษตรปลอดภัยสำหรับไม้ดอกไม้ประดับ 3.การยกระดับระบบการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับที่ดีด้วยเกษตรแม่นยำ และ 4.การพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและบรรจุภัณฑ์ไม้ตัดดอกและไม้ประดับกระถางส่งตรงผู้บริโภคได้ต่อไป

แนวทางมาลัยวิทยสถาน เป็นแนวคิดของ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการนำเอานวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี การพัฒนาองค์ความรู้ที่ยั่งยืน สู่การพัฒนาตลอดห่วงโซ่การผลิต อาทิ การพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ การคัดเลือกต้นพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับที่แข็งแรงปลอดโรค การส่งเสริมการใช้วัสดุปลูกที่มีคุณภาพและมีสารอาหารที่เหมาะสมต่อพืช ระบบการปลูกเลี้ยงสมัยใหม่ที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน ระบบการปลูกเลี้ยงตามหลักความพอดีไม่เหลือทิ้ง กระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว การสร้างกลุ่มเครือข่ายผู้ปลูกเลี้ยงให้เข้มแข็ง รวมถึงการเพิ่มมูลค่าเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยวในจังหวัด โดยมีพื้นที่นำร่องในจังหวัดเลย และจังหวัดลำปาง เพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบสู่การเรียนรู้เชื่อมโยงไปยังพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ ต่อไป

ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า โครงการมาลัยวิทยสถาน ดำเนินโครงการโดย คณะนักวิจัย วว. ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก วช. ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในด้านการพัฒนาสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านการผลิตไม้ดอกไม้ประดับเชิงพาณิชย์ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้ผลิตให้มีศักยภาพมากขึ้น ช่วยเสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากในช่วงวิกฤตระบาดของโควิด-19 และการยกระดับสู่อาชีพที่ยั่งยืนหลังสถานการณ์คลี่คลายด้วยเกษตรสมัยใหม่ ตามหลัก BCG Model เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมอยู่ภายใต้เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกัน อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ให้เป็นเมืองน่าอยู่ เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวเป็นประโยชน์กับเกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับและคนในชุมชนใกล้เคียง และเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่น ๆ และก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างกลุ่มเกษตรกร นักวิจัยในมหาวิทยาลัย นักวิจัยในหน่วยงานภาครัฐ และผู้ประกอบการเอกชนที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับของต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ได้อย่างแท้จริง 
           
นางสาวณัฐริกา ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนท้ายบ้านแก่งไฮ อำเภอภูเรือ กล่าวว่า ปัจจุบัน วช. และ วว. ได้ร่วมกันเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องโรคในดิน เรื่องแมลงศัตรูพืช ขณะนี้ได้มีการพัฒนาเรื่องการอบดิน เพื่อไม่ให้ต้นคริสต์มาสเกิดโรคและเสียหาย จะได้อัตราการผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งตอนนี้มีการวิจัยอยู่ คาดว่าผลที่จะได้รับคือ ไม้ดอกจะไม่เสียหาย และมีผลผลิตเพิ่มขึ้น มีคุณภาพที่ดีขึ้น รวมถึงการมีดอกใบที่สวยพร้อมส่งออกไปทั่วประเทศ เป็นที่ภูมิใจของศูนย์ฯ ที่ วว. และ วช. เข้ามาสนับสนุน

สำหรับจังหวัดเลยเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงเมืองหนึ่ง เนื่องจากมีวัฒนธรรมที่โดดเด่น และมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ทั้งมีภูมิอากาศที่เป็นเย็นสบายตลอดทั้งปี เหมาะแก่การเพาะปลูกพรรณไม้เมืองหนาวหลากหลายสายพันธุ์ ส่งผลให้มีกลุ่มเกษตรกรที่ทำการเพาะเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอำเภอภูเรือและอำเภอด่านซ้าย เป็นแหล่งผลิตไม้ดอกไม้ประดับที่สำคัญ และขนาดใหญ่สุดของประเทศ มีไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายชนิดและสายพันธุ์ พรรณไม้ดอกไม้ประดับที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเลยมีอยู่มากมายหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นต้นคริสต์มาส ดอกเบญจมาศ สับปะรดสี และพรรณไม้อวบน้ำ
          
ทั้งนี้ คณะนักวิจัย วว. ได้พาคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมสวนไม่ดอกไม้ประดับของเกษตรกรในพื้นที่อำเภอภูเรือ ได้แก่ ไร่ภูซำเตย สวนปูไม้ดอกไม้ประดับ, อุทยานดอกไม้, สวนลุงวุฒิ และสวนไม้ดอกไม้ประดับตำบลสานตม 

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการมาลัยวิทยสถานได้ที่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โทร. 02 577 9018 หรือช่องทาง Website : www2.tistr.or.th และ Facebook Fanpage : Flower Cluster

สวนสุนันทาตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม กลุ่มสตรีสุ่มเสี่ยงและสตรีด้อยโอกาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641348

สวนสุนันทาตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม กลุ่มสตรีสุ่มเสี่ยงและสตรีด้อยโอกาส

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกับมูลนิธิกาญจนบารมีและภาคีเครือข่าย จัดให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมให้แก่สตรีกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาสในเขตดุสิตกรุงเทพมหานคร โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น  โดยมี รศ.ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นประธานเปิดโครงการ

นอกจากให้บริการตรวจคัดกรองแล้ว ยังมีการสอนตรวจเต้านมด้วยตนเอง และให้ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมกับกลุ่มสตรีผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ซึ่งการตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม โดยทีมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข  หน่วยคัดกรองมะเร็งเต้านมเคลื่อนที่ ประกอบด้วย รถนิทรรศการ รถสอนการตรวจเต้านมและรถเอกซเรย์เต้านม โดยมีภาคีเครือข่ายสโมสรไลออนส์วาสุกรีช่วยคัดกรองนำสตรีกลุ่มเสี่ยง รวมทั้งมวลชนในพื้นที่ตลอดจนเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่เขตดุสิตเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ 

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้จัดกิจกรรมเสริมให้ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนน เพื่อให้ประชาชนในเขตดุสิตได้ร่วมกันรณรงค์วินัยจราจร การข้ามทางม้าลายให้ปลอดภัยของวุฒิสภา ด้วยคำขวัญที่ว่า “หยุดสูญเสีย หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย ความดีที่คุณทำได้” อีกด้วย

พร้อมกันนี้ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตนวัตกรรมการจัดการสุขภาพยุคดิจิทัล (HIDA) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกับคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ยังได้มอบเงินสมทบทุนให้แก่มูลนิธิกาญจนบารมี จำนวน 100,000 บาท  อีกด้วย

ซ้อมแผนปฏิบัตการป้องกันอัคคีภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641349

ซ้อมแผนปฏิบัตการป้องกันอัคคีภัย

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 พร้อมบุคลากร สพป.พิษณุโลก เขต 2 เข้าร่วมอบรมหลักสูตรการดับเพลิงเบื้องต้น และฝึกซ้อมแผนปฏิบัติการป้องกันอัคคีภัย วิธีการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การฝึกทักษะการผจญเพลิงเบื้องต้น โดยใช้ถังดับเพลิงเข้าระงับเหตุ ฝึกซ้อมดับเพลิง และอพยพหนีไฟ ตามกฎกระทรวงกำหนด

รับรางวัลเยาวชนแบบอย่างดีเด่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641350

รับรางวัลเยาวชนแบบอย่างดีเด่น

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เด็กชายพุทธคุณ แสงโสภี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ สุพรรณบุรี เข้ารับรางวัลจากสภาเครือข่ายอาเซียน-ประเทศไทย การศึกษาไทย ก้าวไกลสู่อาเซียน ThaiEducation Toward Asean Community รางวัลแห่งความสำเร็จมาตรฐานการศึกษาของไทย รางวัลการศึกษาดีเด่น “ปัญญาภิวัฒน์”ประจำปี 2565 สาขาเยาวชนแบบอย่างดีเด่น โดย พลตรี หม่อมราชวงศ์วัยวัฒน์ จักรพันธุ์ ประธานในพิธีเป็นผู้มอบ

มทร.ศรีวิชัย พัฒนาเส้นใยดาหลา แปลงของเหลือใช้เป็นสินค้าแฟชั่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641353

มทร.ศรีวิชัย พัฒนาเส้นใยดาหลา  แปลงของเหลือใช้เป็นสินค้าแฟชั่น

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อาจารย์นภท์ชนก ขวัญสง่า อาจารย์นักวิจัย ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย กล่าวว่าดาหลาเป็นพืชที่สร้างรายได้ส่วนหนึ่งให้เกษตรกรในจังหวัดนราธิวาส ส่วนใหญ่นิยมนำมาปลูกเพื่อจำหน่ายดอก และปลูกพืชแซมในแปลงพืชหลักส่วนต้นดาหลาเกษตรกรจะตัดทิ้งหลังจากที่ตัดดอกนำจำหน่ายแล้ว โดยจะตัดต้นดาหลาต้นเก่าทิ้งทุกสัปดาห์ ทิ้งไว้ให้แห้ง เพื่อรอการเผาทำลาย ซึ่งใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าที่ต้นดาหลาจะแห้งจนสามารถเผาทำลายได้

จากการศึกษาวิเคราะห์และทดลองสกัดเส้นใย เพื่อนำไปทำเส้นด้ายในการทอและเป็นการเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ให้เกษตรกร อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ผลจากการทดลองสกัดเส้นใยพบว่า ส่วนของลำต้นดาหลารวมถึงก้าน ดอก ใบ ผลปรากฏว่าสามารถนำมาสกัดเป็นเส้นใยได้ทุกส่วน แต่ส่วนของใบ ก้านและดอก จะได้น้ำหนักเส้นใยแห้งน้อย เมื่อเทียบกับส่วนลำต้นที่มีน้ำหนักมากที่สุด และสามารถนำมาสกัดเป็นเส้นใยแห้งได้น้ำหนักมากกว่าส่วนอื่นๆ

ขณะที่สีน้ำจากดอกดาหลาเมื่อนำมาผสมสารขั้นต้นต่างๆ เพื่อใช้ในการย้อมสีธรรมชาติ ผลจากการย้อมสีจากดอกดาหลาสามารถย้อมด้ายดาหลาและไหมได้ แต่การย้อมไหมจะดูดซึมสีได้ดีกว่าฝ้าย ซึ่งเมื่อย้อมด้ายดาหลา เมื่อแห้งสีจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเหลือง ส่วนไหมจะยังคงสีชมพูของดอกดาหลา สำหรับเส้นใยที่เหลือนำ จะนำมาแปรรูปเป็นกระดาษสาและสามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหาร อาทิ กากดอกดาหลากวน น้ำพริกแห้งดาหลาได้อีกด้วย

อาจารย์นภท์ชนก กล่าวด้วยว่า ในงานวิจัยครั้งนี้ได้มีผลิตภัณฑ์พิเศษ 2 รูปแบบ คือ เบาะรองนั่งที่วัสดุหลักคือผ้าดาหลาทอยกดอก ที่พัฒนาเป็นเส้นด้ายดาหลา และลายยกดอกเป็นลายจากดอกดาหลา และใช้เศษเหลือของยางพารา มาทำไส้เบาะรองนั่ง และ รองเท้าที่วัสดุหลักคือผ้าดาหลาทอยกดอก และส้นรองเท้าจากไม้ตาลโตนด, เก้าอี้ จากไม้ตาลโตนดพนักพิงบุด้วยผ้าดาหลาทอยกดอก, โคมไฟ จากไม้ตาลโตนด ตัวโคมบุด้วยผ้าดาหลาทอยกดอก ทั้งนี้เพื่อใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่น หรือวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นให้คุ้มค่าตามแนวคิด ทฤษฎีการสร้างมูลค่าให้เศษวัสดุ และการใช้วัสดุให้คุ้มค่าตามทฤษฎีที่การใช้ขยะให้เหลือศูนย์ (Zero Waste) อีกทั้งยังทำให้เกิดรายได้แก่เกษตรกรที่แปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อีกด้วย ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางทฤษฎีการออกแบบเพื่อความยั่งยืน

ทั้งนี้ในอนาคต ทางทีมวิจัยจะนำพืชชนิดอื่นๆ มาพัฒนาเพิ่มเติม โดยนำหลักแนวคิดของเสียเหลือศูนย์หรือ Zero waste เป็นปรัชญาที่ส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรให้กลับมาใช้ใหม่เพื่อเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นการลดปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นให้เหลือที่สุด สำหรับประชาชนที่สนใจผลิตภัณฑ์สิ่งทอและผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถติดต่อมาได้ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

‘ตรีนุช’ผนึก 6 หน่วยงาน พัฒนาคุณภาพการศึกษา จ.สระแก้ว ชู SAKAEO Model ต้นแบบขยายจังหวัดอื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641334

'ตรีนุช'ผนึก 6 หน่วยงาน พัฒนาคุณภาพการศึกษา จ.สระแก้ว ชู SAKAEO Model ต้นแบบขยายจังหวัดอื่น

วันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2565, 16.23 น.

วันที่ 14 มีนาคม 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาคุณภาพการศึกษาจังหวัดสระแก้ว ระหว่าง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานจังหวัดสระแก้ว กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และมูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต โดยมี นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว  นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ.  นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ที่ปรึกษา รมว.ศธ. น.ส.อรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ. นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้แทนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ผู้แทนมูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมชั้น 1 องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว จ.สระแก้ว

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาคุณภาพการศึกษาจังหวัดสระแก้ว ในรูปแบบ SAKAEO Model ครั้งนี้ เป็นการบูรณาการเป้าหมาย และความร่วมมือเพื่อการบริหารจัดการ และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นองค์รวมทั้งระบบ และเป็นการพัฒนาระบบการศึกษาภายใต้บริบทของพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม ตั้งแต่การแก้ไขปัญหาเด็กตกหล่นจากระบบการศึกษา การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาในทุกระดับ การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน ในลักษณะ Active Learning และสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาใหม่ทๆ สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงการติดตาม และประเมินผลของความสำเร็จ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนในทุกช่วงวัย สามารถเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพ มีความรู้ความสามารถ มีทักษะต่าง ๆ ทั้งด้านทักษะอาชีพ และทักษะชีวิตที่สำคัญ เป็นผู้ที่มีขีดสมรรถนะ และเป็นบุคลากรคุณภาพที่สามารถนำความรู้ ทักษะต่างๆมาใช้เพื่อการพัฒนาตนเอง ครอบครัว และชุมชนท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้า เติบโต และสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในมิติของสังคม และเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ 

รมว.ศธ. กล่าว่อว่า ศธ.ได้กำหนดนโยบายไว้ 12 นโยบาย 7 วาระเร่งด่วน เพื่อเข็มทิศให้การศึกษาของประเทศก้าวเดินไปข้างหน้า แต่ผลสำเร็จนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการลงมือปฏิบัติ ภายใต้การลงนามในบันทึกความร่วมมือของหน่วยงานทางการศึกษาในจังหวัดสระแก้วในวันนี้ ซึ่งตนเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้เห็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีประสบการณ์ และผู้ที่ทำงานด้านการศึกษามาอย่างยาวนาน ได้ร่วมพลังกาย พลังใจ และพลังสมอง ในการช่วยวางทิศทางในการพัฒนาการศึกษา ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับการศึกษาในจังหวัดสระแก้วให้เกิดขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง จึงขอขอบคุณทุกฝ่ายที่บูรณาการร่วมกัน เชื่อมั่นว่าพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาของจังหวัดสระแก้วในอนาคตต่อไป

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า เรื่องของการศึกษา แต่ละพื้นที่จะมีบริบทที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงอยากให้ จ.สระแก้ว เป็นโมเดลที่สร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ อย่างเช่นวันนี้ นอกจากหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ ยังได้ลงนามความร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และมูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต ซึ่งถือว่าเป็นที่แรกที่ได้มาทำ MOU กับจังหวัดสระแก้ว ในส่วนนี้ เราก็ได้มาดูบริบทภาพรวมจากหลายหน่วยงานเพื่อมาช่วยกันดูแลการศึกษา ซึ่งจ.สระแก้ว จะมีเรื่องของการอ่านออกเขียนได้ ซึ่งได้มีการทำ SWOT Analysis ว่าจุดอ่อนจุดแข็งคืออะไร และเราจะแก้ปัญหาตรงจุดไหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอ่านออกเขียนได้ การพัฒนาเด็กให้สอดคล้องกับสมรรถนะ โดยแต่ละจังหวัดจะมีบริบทไม่เหมือนกัน มีจุดอ่อนจุดแข็งไม่เหมือนกัน ซึ่งแต่ละพื้นที่จะรู้ปัญหาได้ดีกว่า และรู้ว่าจังหวัดตัวเองต้องการจะพัฒนาอะไร ในส่วนนี้ทางพื้นที่ก็จะช่วยกันออกแบบการแก้ไขปัญหา และทางส่วนกลางก็จะเข้ามาช่วยสนับสนุนเพื่อให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นไปได้อย่างตรงจุด ซึ่งในทุกวันนี้โลกเรามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก หากองค์กรพื้นที่มีความเข้มแข็งเพียงพอ แล้วทางส่วนกลางเข้ามาช่วยส่งเสริมสนับสนุน ก็จะทำให้การศึกษามีความยืดหยุ่น สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดเหมาะสมกับความต้องการของพื้นที่ 

“วันนี้ศธ.มีนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหา ผนวกกับนโยบายที่เข้มแข็งของรัฐบาล เราก็จะมาดูว่าตรงจุดต่าง ๆจะสามารถเพิ่มเติมอะไรได้อีกบ้าง ซึ่งทาง จ.สระแก้ว เรามีตัวชี้วัดอยู่แล้ว ทั้งเรื่องของปัญหาเด็กตกหล่นจากระบบการศึกษา การสร้างคุณภาพของโรงเรียน หรือการสร้างอาชีพต่าง ๆ เราก็จะมาดูว่ามีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง อีกทั้งการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ ในระดับจังหวัดถือเป็นที่แรกในประเทศไทย  เป็นสระแก้วโมเดล ที่ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ที่จะมาร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยเจาะลงไปในพื้นที่เพื่อให้มีความเข้มข้นมากขึ้น และจะมีการติดตามว่ามีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นโมเดลตัวอย่างให้กับจังหวัดอื่นๆสามารถนำไปเป็นรูปแบบในการพัฒนาพื้นที่ของตนเองต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ทางด้าน นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าฯ จ.สระแก้ว กล่าวว่า ปัญหาเฉพาะตัวของสระแก้วคือเรามีพื้นที่ชายแดน ซึ่งตัวชี้วัดเห็นว่ามีเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จำนวนมาก เพราะในพื้นที่ชายแดนมีเด็กต่างชาติอยู่ด้วย หากเราแยกเด็กต่างชาติออกไป จะเห็นว่าเด็กไทยส่วนใหญ่ที่ครูสอนจะอ่านออกเขียนได้เกือบทั้งหมด แต่ภาพรวมเมื่อนับจำนวนเด็กในโรงเรียนแบบเป็นตัวเลข ยังมีเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อยู่พอสมควร ซึ่งเป็นเด็กต่างชาติที่เข้ามาเรียน อย่างเช่น ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน การจัดการการศึกษาของสระแก้วมีหลากหลาย มีทั้งโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาฯ สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนของ ตชด. โรงเรียนเอกชน รวมถึงโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยสระแก้วตั้งเป้าว่าผลการศึกษาจะต้องอยู่ในมาตรฐานใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะวัดด้วย NT หรือวิธีใดก็ตามที่เป็นมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ นี่คือเป้าหมายสำคัญของจังหวัดสระแก้ว

ขณะที่ นายอัมพร  กล่าวว่า จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของจ.สระแก้ว ด้วยเทคนิค SWOT ทั้งสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก พบว่า จุดอ่อนด้านปัจจัยการบริหาร การสอนและคุณภาพผู้เรียน ส่วนด้านเทคโนโลยี พบปัญหาต่าง ๆ ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนต่ำกว่าระดับประเทศ ผู้เรียนที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีโอกาสเรียนต่อในระดับสูงขึ้นไปมีน้อย การจัดการศึกษาสายอาชีพไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทำให้นักเรียนเดินทางไกล ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้เรียน อีกทั้งขาดการบูรณาการทางฐานข้อมูล ความเชื่อมโยง Big Data และขาดเครื่องมือการเข้าถึงเทคโนโลยีของผู้เรียน และจากปัญหาดังกล่าว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษาของจ.สระแก้ว โดยร่วมกันออกแบบแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในรูปแบบ SAKAEO Model มี 6 ขั้นตอน และทุกขั้นตอนใช้กระบวนการ PDCA ได้แก่ – ขั้นตอนที่ 1.  S : SWOT Analysis การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและศักยภาพคุณภาพมาตรฐานของโรงเรียน   2.  A : Assignment กำหนดผู้ร่วมรับผิดชอบและสร้างข้อตกลงร่วมกันจากทุกสังกัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว 3.  K : Knowledge sharing  การสร้างองค์ความรู้ แบ่งปันความรู้และวางแผนพัฒนา  การยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาจังหวัดสระแก้วร่วมกัน  4.  A : Action การลงมือปฏิบัติตามแผนการพัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาร่วมกัน  5 . E : Evaluation การนิเทศก์กำกับติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษา แลกเปลี่ยนเรียนรู้และสะท้อนคิดร่วมกันและขั้นตอนที่ 6.  O : Optimum goals ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดการพัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาร่วมกัน

“ขั้นตอนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ดังกล่าวนี้ ได้มีการจัดทำประกาศจังหวัดสระแก้ว ในรูปแบบ SAKAEO Mode ให้หน่วยงานทางการศึกษาในจังหวัดสระแก้ว ได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของจังหวัดสระแก้ว ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน” นายอัมพร กล่าว

ด้านนายสุเทพ กล่าวว่า  สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาจังหวัด สระแก้ว ให้เกิดความยั่งยืน โดยร่วมเป็นผู้รับผิดชอบหลักและมีหน้าที่ในการพัฒนาและขับเคลื่อนการพัฒนา คุณภาพการศึกษารวมถึงการส่งเสริมการเป็นแหล่งเรียนรู้และศูนย์แลกเปลี่ยนความรู้  ศูนย์อาชีพสู่ความเป็นเลิศ ในสาขาเทคโนโลยีดิจิทัลและสาขาการก่อสร้าง ด้านอาชีพการเกษตรโดยใช้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ ด้านศูนย์ CEC การฝึกอาชีพของจังหวัด

‘ตรีนุช’เยี่ยมเด็กพิเศษ เตรียมเพิ่มบุคลากรดูแลพร้อมเติมเต็มผู้ปกครองร่วมเสริมพัฒนาการเด็ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641247

'ตรีนุช'เยี่ยมเด็กพิเศษ เตรียมเพิ่มบุคลากรดูแลพร้อมเติมเต็มผู้ปกครองร่วมเสริมพัฒนาการเด็ก

วันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2565, 13.40 น.

วันที่ 14 มีนาคม 2565 ที่จังหวัดสระแก้ว นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียนพิการ ตามโครงการปักหมุดเด็กพิการ ของศูนย์การศึกษาพิเศษ (สศศ.) ประจำจังหวัดสระแก้ว สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ  ทั้งนี้ จ.สระแก้ว มีเด็กพิการในความดูแล จำนวน  280 คน โดยจุดแรกเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 1473/1 ม.1 ต.วังน้ำเย็น  อ.วังน้ำเย็น เพื่อเยี่ยม น.ส.เมตตา หงษ์ร่อน อายุ 18 ปี เป็นนักเรียนพิการทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว เข้ารับบริการทางการศึกษามาตั้งแต่ปีการศึกษา 2558 รวม 6 ปี จากนั้นเดินทางไปยังบ้านเลขที่  58 ม.9 บ้านคลองหินปูน ต.วังน้ำเย็น อ.วังน้ำเย็น เพื่อเยี่ยมเด็กชายชนนน โทนมี อายุ 4 ปี เป็นนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ซึ่งเข้ารับบริการทางการศึกษาในปีการศึกษา 2561 รวม 3 ปี โดยทาง สศศ.ได้ส่งครูเข้าไปจัดแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลพร้อมการฝึกกระตุ้นการพัฒนาการทางกล้ามเนื้อให้สมวัยกับผู้พิการ เพื่อให้ช่วยเหลือตนเองในเบื้องต้น

โดย นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ตนมาตรวจเยี่ยมครั้งนี้เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงเด็กและการดูแลช่วยเหลือน้องๆอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงานปักหมุดเด็กพิการ ให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงาน และรับฟังปัญหา รวมถึงข้อเสนอแนะจากครูและผู้ปกครอง ซึ่งจากการพูดคุย พบว่าเด็กได้รับการดูแลที่ดี มีแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล มีสื่อและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ส่งเสริมการเรียนรู้เหมาะสมกับความพิการแต่ละประเภท ซึ่งเป็นประโยชน์กับเด็ก ทำให้ได้รับการพัฒนาตามความเหมาะสมถูกหลักวิชาการและสุขอนามัย 

“จากการที่ สศศ. ได้จัดครูมาช่วยดูแลให้การศึกษาแก่เด็กที่บ้าน พบว่า บุคลากรไม่เพียงพอต่อเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งครูพี่เลี้ยง 1 คน ต้องดูแลเด็กหลายคน และเด็กแต่ละคนก็มีความบกพร่องที่แตกต่างกัน ส่งผลให้การดูแลเด็กกลุ่มนี้ขาดความต่อเนื่อง ซึ่ง ศธ. เข้าใจถึงปัญหาดังกล่าว ดังนั้น การสรรหาบุคลากรเข้ามาทำหน้าที่ในการดูแลเด็กกลุ่มนี้ จำเป็นต้องใช้คนที่มีความรู้ความสามารถ มีความเข้าใจ และมีเมตตา  และนอกจากการเพิ่มบุคลากรที่จะเข้าไปดูแลเด็กกลุ่มนี้แล้ว ศธ.จะสร้างความเข้าใจให้คำแนะนำกับผู้ปกครองทั้งด้านสุขอนามัย โภชนาการ และพัฒนาการที่ถูกต้องแก่ผู้ปกครองด้วย เพราะผู้ปกครองอยู่ใกล้ชิดกับเด็กตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้เป็นอย่างดี” รมว.ศธ. กล่าว

‘ประแสร์-วังประดู่’ระยองถึงจันทบุรี โครงการบริหารจัดการนํ้าภาคตะวันออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641095

วันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ภาคตะวันออก” พื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจลำดับต้นๆ ของไทย ด้านหนึ่งเป็นที่ตั้งของเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ตั้งแต่ Eastern Seaboard ในชลบุรีและระยอง ที่เริ่มต้นในปี 2525 มาจนถึง EEC ที่ถูกเรียกว่าเป็นโครงการระยะที่ 2 โดยเพิ่มฉะเชิงเทราเข้ามาอีกจังหวัดหนึ่งขณะเดียวกัน จังหวัดอย่างชลบุรีและระยอง ยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง อีกด้านหนึ่ง ก็ยังมีภาคเกษตรกรรมที่ยังดำรงอยู่ “การบริหารจัดการน้ำ” จึงจำเป็นอย่างมากเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะสื่อมวลชน เดินทางไปพร้อมกับคณะทำงานของกรมชลประทาน เพื่อศึกษาดูงาน “โครงการบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก (วังโตนด-ประแสร์-หนองปลาไหล-บางพระ)” ใน 2 พื้นที่ คือ 1.อ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง และ 2.สถานีสูบน้ำบ้านวังประดู่ จ.จันทบุรี โดย เฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน กล่าวว่าอ่างเก็บน้ำประแสร์ เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีศักยภาพและเป็นต้นแบบการบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจร โดยการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการพัฒนาโครงการ

เพื่อให้สอดรับความต้องการใช้น้ำของทุกภาคส่วน รวมถึงการจัดแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่ม เพื่อสร้างความมั่นคงให้เพียงพอ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเมื่อปี 2548 ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้น และสามารถถอดบทเรียนมาวางแผนการพัฒนาได้ทั้งระบบ ทั้งนี้พบว่า จ.ระยอง สภาพภูมิศาสตร์และภูมิอากาศจะมีปริมาณน้ำฝนที่น้อยในช่วงฤดูฝน เมื่อเทียบ จ.จันทบุรีและตราด

จึงได้ดำเนินการตามมติของคณะรัฐมนตรี โดยเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2552 มีมติให้ดำเนินโครงการผันน้ำจากพื้นที่ จ.จันทบุรี ป้อนน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง เพื่อรองรับกิจกรรมการใช้น้ำในภาคต่างๆ ทั้งอุปโภค บริโภค การเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการบริหารจัดน้ำโดยการผันน้ำส่วนเกินมาสนับสนุนสร้างน้ำต้นทุน จ.ระยอง ให้เพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันจะต้องรักษาระบบนิเวศด้วย

ด้าน เกรียงศักดิ์ พุ่มนาค ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษาสำนักงานชลประทานที่ 9 กล่าวว่า ความคืบหน้าแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อการผันน้ำจากพื้นที่ จ.จันทบุรี ไปสู่อ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง สามารถดำเนินการโดยผันน้ำส่วนเกิน จากอ่างเก็บน้ำที่กรมชลฯ ซึ่งปัจจุบันมีแผนพัฒนาขึ้น 4 แห่ง ได้แก่ 1.อ่างเก็บน้ำคลองประแกด เป็นอ่างแห่งแรกที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ทำให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้มีแหล่งเก็บกักน้ำ และใช้ในฤดูแล้งที่มักมีปัญหาขาดแคลนน้ำ ซึ่งเคยเกิดขึ้นและสร้างความเสียหายรุนแรงเมื่อปี 2535

โดยมีความจุ 60.26 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยสร้างความมั่นคงให้พื้นที่การเกษตรได้ถึง 46,000 ไร่ 2.อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง และมีกำหนดการแล้วเสร็จพร้อมเริ่มกักเก็บน้ำได้ในปี 2565 โดยเมื่อแล้วเสร็จจะเก็บกักน้ำได้ 80.70 ล้าน ลบ.ม. ใช้สำหรับการเกษตร และอุปโภค-บริโภคให้กับประชาชนในเขตพื้นที่โครงการ ประมาณ 1,600 ครัวเรือน สามารถส่งน้ำ เพื่อการเพาะปลูกในช่วงฤดูฝน 62,000 ไร่ และสามารถจัดส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกฤดูแล้งได้ 14,000 ไร่

3.อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งช่วยส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูก ช่วงฤดูฝนได้ 54,000 ไร่ และ ส่งน้ำผ่านระบบชลประทานช่วงหน้าแล้งได้ 21,600 ไร่ และส่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคปริมาณ 6 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ในเขตอำเภอแก่งหางแมว จ.จันทบุรีและการอุตสาหกรรม รวมถึงยังสามารถส่งเสริมเป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำ แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดอีกแห่งหนึ่ง

ส่วน “โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” เป็นอ่างเก็บน้ำที่ 4 ที่อยู่ระหว่าง การขอใช้พื้นที่เพื่อการก่อสร้าง หลังจากการพัฒนาโครงการแล้วเสร็จ ทำให้มีขีดความสามารถในการกักเก็บน้ำ ทั้งระบบที่ไหลจากเทือกเขาใน อ.แก่งหางแมว ไหลผ่าน อ.นายายอาม และประตูระบายน้ำวังโตนด ที่มีพื้นที่ลุ่มน้ำประมาณ 1,839.1 ตร.กม. และยังมีปริมาณน้ำที่ไหลลงทะเลมากกว่าปีละ 1,000 ล้าน ลบ.ม. ทำให้มีปริมาณน้ำมีเพียงพอในการกักเก็บเพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภคในจันทบุรี

รวมถึงการผันน้ำไปยัง จ.ระยอง ซึ่งอยู่ในระหว่างการขอใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะมีความจุรวม 308.56 ล้าน ลบ.ม. สามารถส่งน้ำให้พื้นที่รับประโยชน์ทั้งสิ้น 267,800 ไร่ เพื่อรองรับความต้องการน้ำเพื่อผลิตน้ำประปาได้อีกปีละ 45 ล้าน ลบ.ม. และผันน้ำส่วนเกินไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ได้ถึงปีละประมาณ70 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งนอกจากจะเป็นเสริมแหล่งน้ำต้นทุนแล้วยังสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกสวนผลไม้ใน จ.ระยอง และแหล่งน้ำดิบสำรองที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมในเขต จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี

เกรียงศักดิ์ กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวมีการวางระบบท่อผันน้ำพร้อมอาคารประกอบจากคลองวังโตนด จ.จันทบุรี ไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง โดยมีการตั้งสถานีสูบน้ำพร้อมเครื่องสูบน้ำ อยู่บริเวณคลองวังโตนด บ้านวังประดู่ ต.สามพี่น้อง อ.แก่งหางแมวมี ใช้เครื่องสูบน้ำชนิด Horizontal Split Case สามารถสูบน้ำได้ รวม 5 ลบ.ม. ต่อวินาที จำนวน 9 เครื่อง พร้อมโครงข่ายระบบท่อส่งน้ำ โดยแนวท่อส่งน้ำขนาด 1.80 ม. วางขนานไปตามทางถนนมีความยาวรวมทั้งสิ้น45.7 กิโลเมตร เพื่อป้อนอ่างเก็บน้ำประแสร์ รองรับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก

‘ปลัด มท.’ควงภริยาแถลงเปิดโครงการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยเฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641194

‘ปลัด มท.’ควงภริยาแถลงเปิดโครงการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยเฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2565, 21.22 น.

‘ปลัด มท.’ ควงภริยาแถลงเปิดโครงการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยเฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง กำชับทุกจังหวัดรณรงค์สวมใส่ผ้าไทยในทุกวัน ทุกโอกาส ชวนชาวไทยร่วมแต่งทุกวันศุกร์ตลอดปี ถวายความจงรักภักดี

13 มี.ค.65 ที่กระทรวงมหาดไทย(มท.) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการส่งเสริมการใช้ผ้าไทย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 โดยมี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นางกุลทรัพย์ ชื่นโกสุม นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นางกุสุมาล พงษ์สิทธิถาวร นางณัสรี จันทร์สมวงศ์ นางจิรวรรณ เพ็ญพาส อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายเปลี่ยน แก้วฤทธิ์ รองอธิบดีกรมที่ดิน ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมที่ดิน นายวิฑูรย์ นวลนุกูล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางวาสนา นวลนุกูล รองประธานชมรมแม่บ้านกรมการพัฒนาชุมชน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ร่วมในงานแถลงข่าว โดยเป็นการแถลงไปยังศาลากลางจังหวัด และจวนผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด โดยมี ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด พร้อมด้วยสมาชิกแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด ร่วมรับฟังการแถลงข่าว และร่วมนำเสนอการขับเคลื่อนกิจกรรมการรณรงค์ส่งเสริมการใช้ผ้าไทยในพื้นที่จังหวัด

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การขับเคลื่อนส่งเสริมการใช้ผ้าไทยเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของพวกเราคนไทยทุกคน เป็นการแสดงความจงรักภักดีด้วยการปฏิบัติบูชาอย่างง่าย ด้วยการเลือกใช้เครื่องนุ่งห่ม และสิ่งของเครื่องใส่ที่ทักทอ ที่ผลิตจากผ้าไทย เพื่อเป็นการสนองแนวพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า สิ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นผู้นำในการฟื้นคืนชีวิตช่างทอผ้า ฟื้นคืนการอนุรักษ์ภูมิปัญญา หัตถศิลป์ หัตถกรรมท้องถิ่น กระทั่งได้รับการสืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานโดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการทรงขับเคลื่อนเพื่อที่จะให้พระราชปณิธานที่มีจุดมุ่งหมายสำคัญยิ่ง คือ การที่จะทำให้พี่น้องคนไทยโดยเฉพาะพี่น้องผู้ที่ทุกข์ยากอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ได้นำเอาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษมาผลิต มาถักทอเป็นผ้า เป็นงานหัตถศิลป์ หัตถกรรม สร้างอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้จุนเจือครอบครัว ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า จุดกำเนิดของพระราชปณิธานในการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยนั้น เกิดจากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมเยียนให้กำลังใจพสกนิกรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และในการเสด็จไปเยี่ยมเยียนพี่น้องคนไทยในทุกภูมิภาค ซึ่งได้ทรงเห็นว่าพสกนิกรส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกรมีฐานะความเป็นอยู่ค่อยข้างลำบาก จึงได้ทรงนำเอาสิ่งที่ทอดพระเนตรเห็น นั่นคือ ผ้าทอที่พสกนิกรสวมใส่มารับเสด็จฯ ในแต่ละครั้ง ซึ่งมีความสวยงาม และมีลวดลายอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันตามภูมิสังคม วัฒนธรรมแต่ละถิ่น มาขับเคลื่อน ส่งเสริม เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2515 เป็นต้นมา ที่อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ก่อกำเนิดจัดตั้งขึ้นเป็น “ศูนย์ศิลปาชีพ” เพื่อที่จะนำเอางานหัตถศิลป์ หัตถกรรม โดยเฉพาะผ้าไทยมาเป็นเครื่องมือทำมาหากิน เกื้อกูลเงินรายได้ พร้อมทั้งทรงช่วยหาช่องทางจำหน่าย นำรายได้คืนสู่ครอบครัวของพสกนิกรผู้ทอผ้าในถิ่นต่าง ๆ

“พระราชปณิธานของพระองค์ท่าน ทรงมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งพวกเราในฐานะที่เป็นข้าราชการที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้มีโอกาสที่ดีและในฐานะพสกนิกรของพระองค์ท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดทุกจังหวัด ต้องเริ่มทำด้วยตัวท่านเอง ตามหลักการ “ผู้นำต้องทำก่อน” และรณรงค์ส่งเสริมให้หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ มวลสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัด ชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด ผู้ที่ท่านรู้จักมักคุ้น และพี่น้องประชาชนในจังหวัด ทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่ม รวมทั้งชาวต่างชาติ ได้มีโอกาสรู้จักผ้าไทยเพิ่มมากขึ้น ผ่านการพูดคุย บอกเล่า กิจกรรมรณรงค์ และการผลิตและเผยแพร่สื่อในลักษณะที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดกระแสความนิยมในการสวมใส่ผ้าไทยเพิ่มมากขึ้น” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า เนื่องในวาระที่เป็นมงคลยิ่งของพวกเราชาวไทยทุกคน ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2565 นี้ จึงขอให้ได้ช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมการใช้ผ้าไทยด้วยความอิ่มเอิบและซาบซึ้งใจ ทั้งการสวมใส่เป็นเครื่องนุ่งห่ม และการใช้สิ่งของที่ผลิตจากผ้าไทย ในทุกโอกาส ทุกวัน ทุกเวลา ดังโครงการตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงให้ทวีความเข้มข้น ทำให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบถึงเบื้องหลังแนวพระราชปณิธาน ได้ซาบซึ้งคุณค่าของผ้าไทย และหวงแหนความเป็นไทยผ่านงานผ้าไทย ที่กว่าจะถักทอได้แต่ละผืน ต้องใช้น้ำพักน้ำแรงถักทอ สืบสานภูมิปัญญาอันล้ำค่าของบรรพบุรุษคนไทยในแต่ละพื้นที่ เป็นโอกาสที่เราจะได้ช่วยเหลือพี่น้องคนไทยซึ่งเป็นผู้รักษาภูมิปัญญาผ้าไทยให้คงอยู่คู่กับชาติไทยและโลกใบนี้ให้นานเท่านาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล่วนเป็นเครื่องแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และแสดงออกซึ่งความตั้งใจในการขับเคลื่อนพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  ที่ทรงทุ่มเทอุทิศพระวรกาย ด้วยแรงบันดาลพระทัย และพระสติปัญญาที่มุ่งมั่น ทรงเป็นผู้นำที่เป็นเหมือนธงชัยของพวกเราทุกคน ทำให้ผ้าไทยมีชีวิต มีลมหายใจ ทำให้ผ้าไทยซึ่งเป็นมรดกที่ล้ำค่าอยู่คู่กับลูกหลานไทยของเราตราบถึงทุกวันนี้และตราบนานเท่านาน

“ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด ร่วมกันรณรงค์ให้ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ สวมใส่ผ้าไทยจำนวนวันเพิ่มเติมจากที่กำหนดไว้ เช่น จาก 3 วันเป็น 5 วัน จาก 5 วันเป็น 7 วัน เพื่อร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานอันแรงกล้าที่จะทำให้ผ้าไทยซึ่งเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยทวีความสำเร็จสมดังพระราชประสงค์ รวมทั้งส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสวมใส่ผ้าไทย ใช้ข้าวของเครื่องใช้ที่มีส่วนประกอบจากผ้าไทยในทุกโอกาส ในทุกกิจกรรมของชีวิตประจำวัน ส่งเสริมการซื้อขายผลิตภัณฑ์ผ้าไทยของแต่ละจังหวัด เพื่อทำให้เม็ดเงินเกิดการหมุนเวียนไปช่วยเหลือเจือจุนช่างทอผ้าในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ เพื่อเป็นการร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 จึงขอให้ทุกจังหวัดได้เชิญชวนพี่น้องประชาชนและทุกภาคส่วน ร่วมกันสวมใส่ผ้าไทยสีฟ้าในทุกวันศุกร์ตลอดทั้งปี” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

ด้าน ดร.วันดี กล่าวว่า พวกเราทุกคนน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงงานหนักมาเป็นเวลายาวนานกว่า 70 ปี ด้วยพระวิริยะ อุตสาหะ พระปรีชาชาญของพระองค์ท่าน ทำให้ทรงรื้อฟื้นผ้าไทย ซึ่งสูญหายไปกว่า 70 ปี กลับคืนมาสู่สังคมไทย ปฐมบทที่อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ด้วยการทรงร้องขอให้ชาวบ้านที่ได้รับการถ่ายทอดภูมิปัญญาทอผ้าไว้ใช้เอง ได้ช่วยกันถักทอ อันมีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไปในแต่ละหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ โดยพระองค์ท่านทรงขอซื้อ เพื่อนำมาตัดฉลองพระองค์ จึงทำให้พวกเราได้เห็นพระองค์ท่านทรงสวมใส่ผ้าไทยในทุกพระราชกรณียกิจทั้งในและต่างประเทศ อันทำให้คนทั่วโลกได้ชื่นชมพระบารมี และภูมิปัญญาผ้าไทย ที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องนุ่งห่ม แต่เป็นศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญา ที่มีความวิจิตร งดงาม ซึ่งจากจำนวน 200 กว่าประเทศทั่วโลก มีเพียง 20 กว่าประเทศที่มีผ้าเป็นวัฒนธรรมของตัวเอง และผ้าไทยของพวกเราเป็นผ้าที่สวยสดงดงามไม่แพ้ชาติใดในโลก

“โครงการฯ ในครั้งนี้ ไม่เป็นแต่เพียงการสืบสาน รักษา ภูมิปัญญา แต่ยังเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตให้กับลูกหลาน ลูกหลานได้มีโอกาสไปเรียนหนังสือ มีความรู้ เป็นคนดีของสังคม เป็นคนดีของประเทศชาติ เงินที่เหลือบางส่วนยังเอามาทำนุบำรุงบ้าน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย เป็นปัจจัยหลัก และไว้ใช้ในยามเจ็บป่วย ให้กับครอบครัวประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งอาชีพทอผ้าเกินครึ่งเป็นอาชีพของสตรีไทย และผ้าไทยแต่ละผืนกว่าจะสวยสดงดงามต้องปลูกต้นหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม นำมัดหมี่มาทอ เรียกว่า ลมหายใจของผู้หญิงนับแรมวัน แรมเดือน อาจจะเป็นหลาย ๆ เดือน ซึ่งเป็นอาชีพที่เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อคงไว้ซึ่งการอนุรักษ์และถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานของเราด้วย เพื่อรักษาไว้คู่กับเอกลักษณ์ของชาติไทย” ดร.วันดี กล่าว

ดร.วันดี กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ในการสัมมนาโครงการแม่บ้านมหาดไทยสัญจรภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ผ่านมา ได้มีการระดมความคิด workshop กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์การใช้ผ้าไทยของจังหวัดต่าง ๆ เช่น ใส่ผ้าไทยได้รางวัล ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยที่จะทำให้เข้าถึงประชาชนทุกเพศ ทุกวัย มากยิ่งขึ้น จึงขอเชิญชวนให้ประธานแม่บ้านมหาดไทยทุกจังหวัดได้ร่วมระดมความคิดร่วมกับสมาชิกแม่บ้านมหาดไทย ขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ เพื่อให้การส่งเสริมการใช้ผ้าไทยประสบความสำเร็จ ซึ่งต้องอยู่ที่ทุกคนมีส่วนร่วม ช่วยกันคนละเล็กละน้อย เริ่มตั้งแต่วันนี้ เริ่มเดี๋ยวนี้ มุ่งมั่นทำอย่างต่อเนื่อง และทำตลอดไป เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเพื่อรักษาไว้ซึ่งภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

นักเรียนติดโควิด-เสี่ยงสูง เข้าสอบ GAT/PAT วันแรก 1,712 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641027

วันเสาร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2565, 20.17 น.

นักเรียนติดโควิด-เสี่ยงสูง เข้าสอบ GAT/PAT วันแรก 1,712 คน ในโครงการ “ติดโควิด ยังมีสิทธิ์สอบ” หายห่วง เลขานุการ รมว.อว.ควง ปลัด อว.ลงพื้นที่ตรวจสนามสอบ จ.ศรีสะเกษ ตรวจเข้มจัดห้องสอบแยกเป็น 4 ห้องตั้งแต่กลุ่มเจ็บป่วยทั่วไปมีไข้ เสี่ยงสูงจนถึงผู้ติดเชื้อ ทปอ.อว.ย้ำติดเชื้อหรือมีความเสี่ยงสูงได้รับสิทธิ์สอบทุกคน

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. รศ.(พิเศษ) ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) และโฆษกกระทรวง อว. พร้อมด้วย ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ GAT/PAT ในโครงการ “ติดโควิด ยังมีสิทธิ์สอบ” ในระบบ TCAS ของ ทปอ.อว. ที่โรงเรียนสตรีสิริเกศ และโรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นสนามสอบที่อยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่รับผิดชอบจัดสนามสอบในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยโสธร เพื่อตรวจความเรียบร้อยของการจัดสอบรวมทั้งให้กำลังใจนักเรียนและอาจารย์ผู้คุมสอบ

ภายหลังการเยี่ยมชม ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวว่า ภาพรวมในวันแรกของการสอบ GAT/PAT ในระบบ TCAS เพื่อคัดเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของนักเรียนทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงนักเรียนที่ติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มสีเขียวและกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ที่สมัครสอบในโครงการ “ติดโควิด ยังมีสิทธิ์สอบ” ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนมาถึง 1,712 คน ได้รับรายงานจากสนามสอบทั่วประเทศ พบว่า มีความเรียบร้อยดี มีการจัดระบบการสอบ การคัดกรองและมาตรการดูแลความปลอดภัย นักเรียนที่ติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มสีเขียวและกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอย่างดี เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการสอบได้อย่างเท่าเทียมกัน

ทั้งนี้ มีการจัดห้องสอบพิเศษแยกเป็น 4 ห้อง ได้แก่ ห้องที่ 1 สำหรับกลุ่มที่มีอาการเจ็บป่วยทั่วไปและผู้พิการ ห้องที่ 2 สำหรับผู้ที่อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 37.5 องศาเซลเซียส และมีอาการไอจามและน้ำมูก ห้องที่ 3 สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรืออยู่ในช่วงกักตัวรอดูอาการ และห้องที่ 4 สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 โดยจะมีอาจารย์พยาบาลคอยคัดกรองและสอบถามอาการเบื้องต้นก่อนจัดเข้าห้องสอบ นอกจากนี้ ข้อสอบยังมีการปิดผนึกถึง 4 ชั้น เมื่อนักเรียนทำข้อสอบเสร็จจะนำมาอบโอโซนก่อนแล้วจึงนำส่งให้ผู้ตรวจต่อไป

“ขณะที่สนามสอบที่ จ.ศรีสะเกษ มีนักเรียนสมัครสอบในโครงการฯ จำนวน 16 คน และอาจารย์ผู้คุมสอบพร้อมติดตามตรวจสอบระบบและมาตรการการดูแลความปลอดภัยสำหรับผู้เข้าสอบทั้งที่ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ ซึ่งพบว่า ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรการที่กำหนดไว้อย่างเข้มงวด” ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าว

ด้าน รศ.(พิเศษ) ดร.ดวงฤทธิ์ กล่าวว่า นักเรียนที่เข้าร่วมในโครงการ “ติดโควิด ยังมีสิทธิ์สอบ” และผู้ปกครองต่างมีกำลังใจดี จากก่อนหน้านี้ที่กลัวว่าเด็กๆ อาจจะต้องเสียสิทธิ์ เพราะการสอบครั้งนี้มีความสำคัญต่ออนาคตของเด็กๆ มาก ขณะนี้ก็คลายกังวลไปได้แล้ว ซึ่ง ทปอ. อว. ขอยืนยันว่า ไม่ว่าใครที่ติดเชื้อหรือมีความเสี่ยงสูง ถ้ามีความประสงค์จะสอบจะได้รับสิทธิ์สอบทุกคน พร้อมยังจัดระบบมาตรการดูแลความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้ทุกคนได้เข้าสอบอย่างเต็มที่