‘ม.ศิลปากร-ทีจีเอ’ปั้นเกมสัญชาติไทย ดันขึ้น Soft Power ส่งออกความเป็นไทยสู่ชาวโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641615

‘ม.ศิลปากร-ทีจีเอ’ปั้นเกมสัญชาติไทย ดันขึ้น Soft Power ส่งออกความเป็นไทยสู่ชาวโลก

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 17.21 น.

‘ม.ศิลปากร-ทีจีเอ’ปั้นเกมสัญชาติไทย ดันขึ้น Soft Power ส่งออกความเป็นไทยสู่ชาวโลก

จากรายงานประจำปีฉบับล่าสุดของ Global Soft Power Index 2021 ซึ่งจัดทำโดย Brand Finance บริษัทด้านการจัดการกลยุทธ์เกี่ยวกับการวางตำแหน่งของแบรนด์ (Brand Positioning) ประเทศไทย มีผลคะแนนดัชนีชี้วัด Soft Power อยู่ในอันดับ 33 ของโลก และเมื่อพิจารณาจำนวนประเทศที่รายงานฉบับนี้จัดทำการสำรวจไม่ต่ำกว่า 100 ประเทศทั่วโลก จึงเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับโอกาสขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศไทยผ่านการส่งออก “ความเป็นไทย” หรือสินค้าทางวัฒนธรรมที่ผสานอยู่ในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของดิจิทัลคอนเทนต์ ซึ่งมีตัวอย่างความสำเร็จมาแล้วของหลายประเทศ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น และเริ่มเห็นชัดเจนมากขึ้นคือ ประเทศจีน  โดยปัจจุบันแนวโน้มนี้ถูกขับเคลื่อนเชิงรุกมากขึ้นผ่านอุตสาหกรรมเกม ซึ่งมีฐานตลาดเป้าหมายใหญ่จากจำนวนคนเล่นเกมที่แตะหลัก 3,000 ล้านคนทั่วโลกแล้ว และมากกว่า 50% อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ที่มา : Newzoo) อีกทั้งมูลค่าตลาดเกมทั่วโลกมีอัตราเติบโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มีโจทย์ท้าทายข้อใหญ่ของการผลักดันสินค้า Soft Power เพื่อเจาะอุตสาหกรรมเกมก็คือ ประชากรชาวเกมเมอร์กลุ่มอยู่ในช่วงวัย 21-30 ปี นั่นหมายความว่า Soft Power ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาต้อง “โดนใจ” คนรุ่นใหม่จึงจะ “ขายได้”

ผศ. ดร. ณัฐพร กาญจนภูมิ คณบดี คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดเผยว่า ล่าสุด มหาวิทยาลัยศิลปากร และสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (ทีจีเอ) ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างภาคการศึกษาและอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ โดยผนึกกำลังระหว่างภาคการศึกษา เพื่อสร้างความร่วมมือวิจัยและพัฒนาผลงานสร้างสรรค์ดิจิทัล คอนเทนต์ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรร่วมกัน ตลอดจนการส่งเสริมและพัฒนานักศึกษาให้มีความพร้อมในการทำงานเมื่อก้าวเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมจริง โดยผ่านกลไกเด่นๆ ได้แก่ โครงการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการการเรียนรู้ร่วมกับการทำงาน แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จริง และถ่ายทอดองค์ความรู้ภาคทฤษฎีและปฏิบัติระหว่างภาคผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเกมและมหาวิทยาลัย

ภายใต้ความร่วมมือของ MOU ฉบับนี้ จะมีการดำเนินการพัฒนางานวิจัยและงานสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศ เพื่อนำไปสู่การเรียนการสอนในชั้นเรียน ตลอดจนการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์  มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จริง และถ่ายทอดองค์ความรู้ภาคทฤษฎีและปฏิบัติระหว่างหน่วยงานและมหาวิทยาลัย  รวมถึงร่วมกันพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน หรือกิจกรรมที่สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผลงานสร้างสรรค์ โดยผ่านโครงการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการการเรียนรู้ร่วมกับการทำงาน  และพัฒนากิจกรรมสนับสนุนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมด้านดิจิทัลคอนเทนต์ ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือบุคลากร นักศึกษาที่เกี่ยวข้องในด้านต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของทั้งสองฝ่ายและมีความร่วมมือดำเนินกิจกรรมที่จะสนับสนุนเป้าหมายข้างต้นนี้ “เราได้เริ่มดำเนินโครงการหรือกิจกรรมบ้างแล้ว อาทิ งาน GAME TALENT SHOWCASE 2022  เปิดรับสมัครผู้เข้าแข่งขันเยาวชนคนสร้างเกม โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษา หรือผู้สนใจได้มีการพัฒนาเกม ที่สามารถสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างได้ มีความคิดสร้างสรรค์ นำเสนอความแตกต่างที่น่าสนใจ เป็นเทคโนโลยีใหม่และมีประสิทธิภาพ หรือหากไม่ใช่เทคนิคที่ซับซ้อนมาก ควรถ่ายทอดได้น่าสนใจและสามารถนําไปผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ รวมถึงการต่อยอดใหม่ๆ” ผศ. ดร. ณัฐพรกล่าว

นายเนนิน อนันต์บัญชาชัย นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) กล่าวว่า ม.ศิลปากร นับเป็นคณะลำดับแรกๆ ของสถาบันการศึกษาในไทย ที่มีการเรียนการสอนด้านเกมระดับประเทศ ดังนั้น การลงนาม MOU ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำหรับทั้งฝ่ายให้มีความร่วมมือกันมากขึ้น ในการริเริ่มโครงการต่างๆ เพิ่มเติม  ที่ผ่านมา TGA และศิลปากร มีความร่วมมือกันมานานแล้วในโครงการต่างๆ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม มีการแลกเปลี่ยนความรู้ในทางวิชาการ มีการทำวิจัยร่วมกัน มีการช่วยเหลือในเรื่องบุคลากรที่จะมาสอนนักศึกษาในรูปแบบการให้ความเห็น และเป็นที่ปรึกษาจุลนิพนธ์สำหรับจบการศึกษาของนักศึกษาปี 4 นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือในการจัดเวทีประกวด GAME TALENT SHOWCASE โดย TGA ซึ่ง ม.ศิลปากร ส่งนักศึกษาทีมที่มีผลงานมากมายเข้าร่วม เวทีประกวดนี้คือการ matching ผู้ประกอบการและนักศึกษาจบใหม่ในสาขาเกม เพื่อที่พอจบไปแล้วจะมีงานรองรับ และผู้ประกอบการก็ได้นักศึกษาที่มีคุณภาพไปด้วย

“ผมมองว่าดีกับเด็กมากๆ เรียน 4 ปี ในปีที่ 4 มีโอกาสได้ทั้งประสบการณ์จริง เป็นรากฐานทำให้เด็กรู้จักกับผู้ประกอบการในวงการ อยากให้มีความต่อเนื่อง ทางมหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนโดยอิสระ โดยชวนผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วม” นายเนนินกล่าว

ผศ. ดร. ณัฐพร กาญจนภูมิ คณบดี คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดเผยต่อว่า ในขณะนี้ทางมหาวิทยาลัย กำลังดำเนินงานโครงการพัฒนาเกมที่สอดแทรกความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ผ่านมิติที่เกี่ยวข้องกับวีรบุรุษวัฒนธรรม (Culture Hero) มาทำเป็นเกมสำหรับคนยุคนี้ โดยจะมีการเชิญคนในวงการอุตสาหกรรมเกมร่วมเป็นที่ปรึกษา/คณะทำงาน โดยมุ่งหวังว่าจะสามารถสร้างแรงกระทบเกิดเป็น Soft Power ส่งออกความเป็นไทยสู่ตลาดโลก และเป็นการดำเนินงานระหว่างภาคการศึกษา และผู้มีประสบการณ์จากอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ เพื่อดึงประสบการณ์จริง เข้ามาสร้างองค์ความรู้ในกระบวนการทำงาน  โดยนักศึกษาจะได้รับโอกาสเรียนรู้และปฏิบัติจริงในกระบวนการสร้างเกม ตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งในภาคการศึกษาเอง หรือบริษัทที่รับทำเกม ถ้าเกมไม่ได้ใหญ่ขนาดนี้ ก็จะไม่ได้เห็นกระบวนการที่ครบวงจรขนาดนี้ ขณะที่ทางมหาวิทยาลัยฯ ก็ทำเกี่ยวกับเก็บข้อมูลในเรื่องการทำเกม  เหล่านี้ต่อไปก็จะกลายเป็น องค์ความรู้ (knowledge) และได้เห็นถึง pipeline ของกระบวนการทำเกม เป็นการนำทางนักศึกษาที่เรียนในสาขานี้ เข้าไปสู่วงการของมืออาชีพในอุตสาหกรรมเกม  เหมือนเยาชนนักศึกษาได้ฝึกงานในโครงการใหญ่  โดยทางทีมทำงานมีความมั่นใจ เนื่องจากมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับเครือข่ายผู้ประกอบการ คอยสนับสนุนให้ความร่วมมือกับคณะไอซีที ศิลปากรมาโดยตลอด  ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการเชื่อมระหว่างภาคอุตสาหกรรม กับมหาวิทยาลัยฯ ปั้นคนรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพเข้าสู่อุตสาหกรรม” ผศ. ดร. ณัฐพรกล่าว

สำหรับการพัฒนาเกมที่ได้กล่าวเบื้องต้น  ในปัจจุบันนี้ ได้เริ่มกระบวนการทำงานแล้ว โดยวางแนวเกมเป็น Puzzle Adventure เพื่อมีเนื้อเรื่องความท้าทายให้คนสนใจ ต้องพิชิตไปทีละด่าน คอนเทนต์และตัวละครในเกม จะเป็นที่รู้จักของคนส่วนใหญ่อยู่แล้ว เพื่อทำให้คนหันมาสนใจ และถ้ายิ่งผู้เล่นเห็นว่าเกมนี้เริ่มต้นดี ดีไซน์ใช่ เกมน่าสนุก ก็จะเริ่มติดตามต่อ ที่สำคัญจะเป็นเกมที่พยายามทำไทยให้ (ลุค) อินเตอร์ จะไม่ใช่ไทยจ๋า และไม่ทำอินเตอร์ให้เป็นไทย  ขอให้ทุกท่านที่สนใจได้ติดตามต่อไป

นายเนนิน กล่าวต่อว่า ถ้ามีเกมที่พัฒนาโดยคนไทย สอดแทรกความเป็นไทยเข้าไป มองว่าน่าสนใจมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ผู้เล่น และอุตสาหกรรมอยากเห็นเกมที่มีคุณภาพ เล่นสนุก และยิ่งดีขึ้นไปอีก ถ้ามีภาพที่สวยงาม และมีเนื้อเรื่องน่าติดตามด้วย โดยเชื่อว่าถ้าโครงการนี้สามารถสร้างเกมที่สนุก ภาพสวย น่าเล่น เล่นแล้วทุกคนชม ก็จะเกิดประสบการณ์ในการบอกต่อ มี Background Story น่าสนใจ ตรงนี้จะเป็น Soft Power ส่วนหนึ่งที่นอกจากในประเทศ เรายังสามารถใช้ Product ที่เป็นเกมตรงนี้ ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อทำให้เห็นความแข็งแรงของวัฒนธรรมบ้านเราได้ด้วย ทั้งหมดสิ่งที่ผมมองว่าสำคัญที่สุด ก็คือ Game Play และความสนุก

ทั้งนี้สอดคล้องกับนายปริเมธ วงศ์สัตยนนท์ โฆษกสมาคมฯ ที่บอกว่า ถ้าสามารถสร้างสรรค์เกมที่ใส่ความเป็นไทยเอาไว้ สามารถทำได้ ไม่ผิด แต่ความ “สนุก” ต้องมาเป็นลำดับแรกเพราะถ้าไม่สนุก คนก็ไม่อยากเล่น และอีกองค์ประกอบคือ ภาพสวย จะทำให้คนสนใจเป็นอย่างแรกๆ และควบคู่กันไปก็คือ การทำให้เด็กรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของ Soft Power ในเชิงวัฒนธรรม จะทำให้เขาเห็นความสำคัญ ว่าสิ่งนี้มีคุณค่าในตัวอยู่ และจะทำให้เรา unique ในโลกใบนี้ ถ้าเด็กเข้าใจในมุมนี้มากขึ้น มองว่ามันมี Value มากขึ้น มองว่าประเทศอื่นๆ ที่เจริญไม่ว่าจะเป็น เกาหลี หรือญี่ปุ่น ต่างก็เจริญได้ด้วยวัฒนธรรมเหล่านี้ ด้วย Soft Power ตรงนี้ ดังนั้นถ้าค่อยๆ ถ่ายทอดไปให้เด็ก “เปิดใจ” ก็จะสามารถไปสู่เป้าหมายได้                                  

ขณะที่ นายกิตติพงษ์ ดวงดีไพศาล กรรมการสมาคมฯ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า โดยทั่วไปเกมซึ่งเป็นสินค้าสำหรับคนรุ่นใหม่ ถ้ามีการอิงความเป็นไทย ก็อาจค่อนข้างยากที่จะได้ใจเด็กรุ่นใหม่ ดังนั้นต้องใช้วิธีการค่อยๆ ให้ความรู้ว่า สิ่งนี้จะช่วยพัฒนาพื้นฐานของประเทศได้ ในแง่อุตสาหกรรมเกมหรืออื่นๆ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถค่อยๆ เปลี่ยนและจะเข้าใจได้ว่าเกมนี้พัฒนาขึ้นมาเพื่ออะไร

มีเฮ!ครม.อนุมัติงบจ้างผู้ปฏิบัติงานให้ราชการ 61,119 อัตรา 16 ตำแหน่งงาน ตามที่ ศธ.เสนอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641612

มีเฮ!ครม.อนุมัติงบจ้างผู้ปฏิบัติงานให้ราชการ 61,119 อัตรา 16 ตำแหน่งงาน ตามที่ ศธ.เสนอ

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 17.05 น.

มีเฮ!ครม.อนุมัติงบจ้างผู้ปฏิบัติงานให้ราชการ 61,119 อัตรา 16 ตำแหน่งงาน ตามที่ ศธ.เสนอ

15 มีนาคม 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า วันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบการขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าตอบแทนและค่าจ้างผู้ปฏิบัติงานให้ราชการสำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นเงินทั้งสิ้น 1,848,047,228  บาท เพื่อเป็นค่าตอบแทนและค่าจ้างผู้ปฏิบัติงานให้ราชการ 61,119 อัตรา 16 ตำแหน่งงาน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  เช่น บุคลากรสนับสนุนการปฏิบัติงานเขต ลูกจ้างตำแหน่งธุรการโรงเรียน นักการภารโรง ครูคลังสมอง กลุ่มครูรายเดือนแก้ไขปัญหาโรงเรียนขาดแคลนครูขั้นวิกฤต ครูจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว เจ้าหน้าที่ประจำห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ครูพี่เลี้ยงดูแลเด็กพิเศษ และตำแหน่งอื่น ๆ จึงทำให้มั่นใจได้ว่าบุคลากรเหล่านี้จะได้รับเงินเดือนต่อเนื่องตามที่กำหนดไว้ไปจนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2565 หรือสิ้นเดือนกันยายนนี้

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีความจำเป็นต้องจ้างผู้ปฏิบัติงานให้ราชการในปีงบประมาณ 2565 จำนวน 61,119 อัตรา ใน 16 ตำแหน่ง ซึ่ง สพฐ.ได้งบฯปี 2565 มาแล้ว แต่ไม่เพียงพอขาดอีกกว่า 1,800 ล้านบาท ศธ. จึงเสนอขอ ครม.ไป เพื่อให้เพียงพอต่อการจ้างผู้ปฏิบัติงานให้ราชการกลุ่มดังกล่าว

“ท่านนายกฯได้จัดงบกลางมาให้ เพราะงบปกติที่ได้มาไม่เพียงพอ ดังนั้นขอให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนสบายใจ เพราะท่านนายกฯมีความเป็นห่วงบุคลากรทางการศึกษาอย่างมาก จึงเร่งดำเนินการอนุมัติงบเพื่อให้บุคลากรเหล่านี้ได้รับเงินเดือนตามที่กำหนดไว้จนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2565 นอกจากนี้ ดิฉันได้จัดคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ให้ครอบคลุมการจ่ายการจ้างผู้ปฏิบัติงานให้ราชการการทั้งหมดด้วยแล้ว” นางสาวตรีนุช กล่าว

มทร.อีสานแถลงการณ์ประณาม รุ่นพี่รับน้องดับ พร้อมลงโทษวินัยสูงสุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641495

มทร.อีสานแถลงการณ์ประณาม รุ่นพี่รับน้องดับ พร้อมลงโทษวินัยสูงสุด

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 13.02 น.

วันที่ 15 มีนาคม 2565 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) ออกจดหมายแถลงการณ์ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของน้องเปรม จากเหตุการณ์การรับน้องนอกสถานที่ จนทำให้สูญเสียนักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวน 1 ราย และขอประณามการกระทำของนักศึกษาที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบมหาวิทยาลัย โดยเนื้อหาระบุว่า 

จากเหตุการณ์ที่เกิดกรรับน้องนอกสถานที่และทำให้มีนักศึกษาระดับชั้น ปวส.ของมหาวิทยาลัยเสียชีวิตนั้น ขอเรียนว่า มหาวิทยาลัยมีนโยบายอย่างเด็ดขาดเคร่งครัดที่ห้ามมีการรับน้องไม่ว่าในสถานที่หรือนอกสถานที่ หรือการประชุมเชียร์ใด ๆ อย่างเด็ดขาด ตามประกาศ มทร.อีสาน เรื่อง งดการจัดกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่และประชุมเชียร์ ประจำปีการศึกษา 2564 มหาวิทยาลัยได้รับทราบเหตุการณ์อันเศร้าสลดที่เกิดขึ้นครั้งนี้ด้วยความเสียใจยิ่ง และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อครอบครัวของน้องนักศึกษาดังกล่าวที่ต้องสูญเสียบุตรผู้เป็นที่รัก และอนาคตของชาติ อันเป็นผลจากการกระทำของกลุ่มนักศึกษาที่กระทำลงไปโดยขัดกับประกาศและกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยอย่างร้ายแรงยิ่ง ซึ่งทางมหาวิทยาลัย ได้ดำเนินการประสาน เจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิดเพื่อเข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและควบคุมตัวผู้กระทำผิดเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง และดำเนินคดี ถึงที่สุดต่อไป จากการดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มะเริง และ สภ.เมืองนครราชสีมา ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและสอบหา ข้อเท็จจริง เบื้องต้นทราบว่าเหตุเกิดขึ้นในช่วงปิดภาคการศึกษา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2565 เวลาประมาณ 23.00 น.

โดยมีผู้ร่วมกิจกรรมเป็นนักศึกษา ระดับ ปวส. ชั้นปีที่ 1 และปีที่ 2 เข้าร่วมกิจกรรม ประมาณ 60 คน สถานที่เกิดเหตุอยู่ภายนอก มหาวิทยาลัย ห่างจากมหาวิทยาลัยเป็นระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ผู้เสียชีวิตเป็นนักศึกษา ปวส. ชั้นปีที่ 1 ส่วนผู้ก่อเหตุ ที่เป็นผู้รับผิดชอบกิจกรรมนี้มีประมาณ 6 ราย วันที่ 14 มีนาคม 2565 มหาวิทยาลัยได้นำนักศึกษาที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับกิจกรรมทั้งหมด เข้ารับการตรวจ ATK ก่อนที่ จะพานักศึกษาไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อรวบรวมรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป

ขณะนี้ผู้ปกครองของนักศึกษาทราบเรื่องและเดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรมะเริงและได้พบผู้บริหาร ของมหาวิทยาลัย เพื่อดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการอำนวยความสะดวก และให้ความดูแล ช่วยเหลือผู้ปกครองของนักศึกษาผู้เสียชีวิตอย่างใกล้ชิดและดีที่สุด รายละเอียดอื่น ๆ มหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการติดตามและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ร่วมมือ กับ พันตำรวจเอกคณัสนันท์ สุวรรณรัพย์ ผู้กำกับการ สภ.มะเริง อย่างใกล้ชิด เพื่อสอบสวนหาผู้กระทำผิด มารับการลงโทษ ตามกฎหมายต่อไป

ในส่วนของมหาวิทยาลัยก็จะดำเนินการระเบียบควบคุมความประพฤติ ซึ่งมีประกาศชัดเจนในเรื่องข้อห้ามการจัดกิจกรรม ที่ไม่พึงประสงค์ และบทลงโทษตามระดับความผิดของแต่ละคน ตั้งแต่ตัดคะแนนความประพฤติ พักการเรียน ให้ออกและโทษสูงสุด คือไล่ออก โดยจะพิจารณาสอบสวนและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด มหาวิทยาลัยขอประณามการกระทำของนักศึกษาที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบมหาวิทยาลัยเช่นนี้ และขอให้นักศึกษาทุกคนพึงสังวรณ์ ถึงผลอันร้ายแรงและไม่พึงปรารถนาที่อาจจะเกิดขึ้นกับการกระทำที่ละเมิดกฎระเบียบในเรื่องนี้ และขอย้ำไมให้กระทำกิจกรรม ที่ละเมิดฝ่าฝืนกฎระเบียบในเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด และขอให้ทราบว่ามหาวิทยาลัยพร้อมจะดำเนินการทางวินัยขั้นสูงสุดกับนักศึกษา ที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบในเรื่องนี้ต่อไปอย่างแน่นอน

รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน 15 มีนาคม 2565

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : รุ่นพี่โหดกราบเท้าพ่อ’น้องเปรม’นศ.ปี1รับน้องดับ ถาม’ทำไมต้องทำรุนแรงอย่างนี้’?

กสม.จัดงาน’สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน’ หวังเยาวชนร่วมเผยแพร่แนวคิดในวงกว้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641476

กสม.จัดงาน'สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน' หวังเยาวชนร่วมเผยแพร่แนวคิดในวงกว้าง

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 10.54 น.

สำนักงาน กสม. จัดงานเสวนาและมอบรางวัลการประกวดภาพถ่ายและคลิปสั้น TikTok หัวข้อ “สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน” – หวังเยาวชนร่วมเผยแพร่แนวคิดสิทธิมนุษยชนในวงกว้าง

ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จัด “งานเสวนาและพิธีมอบรางวัลการประกวดภาพถ่ายสิทธิมนุษยชนและการประกวดคลิปสั้นผ่านแพลตฟอร์ม TikTok”

ภายใต้โครงการเยาวชนคนรุ่นใหม่ใส่ใจและยืนเคียงข้างสิทธิมนุษยชน (Youth Standing Up for Human Rights) โดยมีนางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิด ในการนี้ นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดชนางปรีดา คงแป้น นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ นายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วย นพ.พิทักษ์พล  บุณยมาลิก เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวรตญา กอบศิริกาญจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมเป็นเกียรติในงาน

ในงานดังกล่าว มีการแสดงทัศนะ (Talk) หัวข้อสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน โดยผู้ขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชนด้านต่าง ๆ ของสังคม ประกอบด้วย (1) นายโยธิน ทองพะวา สภาเด็กและเยาวชน หัวข้อเด็กและเยาวชนกับสิทธิมนุษยชน (2) คุณณาดา ไชยจิตต์ นักวิชาการอิสระ หัวข้อการกำหนดเจตจำนงของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (3) คุณโชไอซ์ ปาทาน ผู้แทนเยาวชนคนไทยพลัดถิ่น หัวข้อสถานการณ์ปัญหาของผู้ไม่มีสิทธิสถานะในประเทศไทย (4) นางสาวนลัทพร ไกรฤกษ์ บรรณาธิการเว็บไซต์ ThisAble.me หัวข้อคนพิการกับการเดินทาง (5) ดร.ชเนตตี ทินนาม อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวข้อสิทธิผู้หญิงในปัจจุบันและภาพหวังในอนาคต (6) นางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักวิชาชีพสื่อมวลชน หัวข้อเสรีภาพสื่อ และ (7) นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวสรุปภาพรวมในหัวข้อสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน

จากนั้น มีการเสวนามุมมองของคณะกรรมการตัดสินผลงานการประกวดภาพถ่ายและคลิปสั้นผ่านแพลตฟอร์ม TikTok โดย ผู้แทนคณะกรรมการตัดสินผลงาน และพิธีมอบรางวัลให้แก่ผู้ได้รับรางวัลประเภทนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป 

อนึ่ง กิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องและเท่าทันเรื่องสิทธิมนุษยชน ตลอดจนสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในสถานการณ์ปัจจุบัน และนำผลงานเหล่านั้นเผยแพร่สู่สาธารณะเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ ต่อไปในวงกว้าง ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. ได้จัดแสดงนิทรรศการผลงานภาพถ่ายและคลิปสั้นผ่านแพลตฟอร์ม TikTok หัวข้อ “สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน” ของผู้ได้รับรางวัล ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 13 มีนาคม 2565 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 

วช.ส่งเสริมการปลูกไม้ดอกไม้ประดับจังหวัดเลย เพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วย มาลัยวิทยสถาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641466

วช.ส่งเสริมการปลูกไม้ดอกไม้ประดับจังหวัดเลย เพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วย มาลัยวิทยสถาน

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 10.07 น.

วันที่ 14 มีนาคม 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย เพื่อเยี่ยมชมการพัฒนาชุดข้อมูลพื้นฐานไม้ดอกไม้ประดับอัตลักษณ์ประจำถิ่น เพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วยแนวทางมาลัยวิทยสถาน ดำเนินโครงการโดย ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ และคณะนักวิจัย จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้สนับสนุนโครงการมาลัยวิทยสถาน ให้แก่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดำเนินโครงการฯ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ด้วยการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทำให้สามารถยกระดับภาคเกษตรเป็นธุรกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการต่อเนื่อง 

มุ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยในการช่วยเพิ่มรายได้ของชุมชนในพื้นที่ให้มากขึ้นกว่าเดิมและเป็นแหล่งวิทยาการแห่งการเรียนรู้ สร้างแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อเป็นต้นแบบและขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ ด้วยการขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่าน 4 กิจกรรมย่อย คือ 1.การพัฒนาชุดข้อมูลพื้นฐานไม้ดอกไม้ประดับอัตลักษณ์ประจำถิ่นเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ 2.การพัฒนาปัจจัยการผลิตในการทำเกษตรปลอดภัยสำหรับไม้ดอกไม้ประดับ 3.การยกระดับระบบการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับที่ดีด้วยเกษตรแม่นยำ และ 4.การพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและบรรจุภัณฑ์ไม้ตัดดอกและไม้ประดับกระถางส่งตรงผู้บริโภคได้ต่อไป

แนวทางมาลัยวิทยสถาน เป็นแนวคิดของ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการนำเอานวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี การพัฒนาองค์ความรู้ที่ยั่งยืน สู่การพัฒนาตลอดห่วงโซ่การผลิต อาทิ การพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ การคัดเลือกต้นพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับที่แข็งแรงปลอดโรค การส่งเสริมการใช้วัสดุปลูกที่มีคุณภาพและมีสารอาหารที่เหมาะสมต่อพืช ระบบการปลูกเลี้ยงสมัยใหม่ที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน ระบบการปลูกเลี้ยงตามหลักความพอดีไม่เหลือทิ้ง กระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว การสร้างกลุ่มเครือข่ายผู้ปลูกเลี้ยงให้เข้มแข็ง รวมถึงการเพิ่มมูลค่าเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยวในจังหวัด โดยมีพื้นที่นำร่องในจังหวัดเลย และจังหวัดลำปาง เพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบสู่การเรียนรู้เชื่อมโยงไปยังพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ ต่อไป

ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า โครงการมาลัยวิทยสถาน ดำเนินโครงการโดย คณะนักวิจัย วว. ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก วช. ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในด้านการพัฒนาสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านการผลิตไม้ดอกไม้ประดับเชิงพาณิชย์ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้ผลิตให้มีศักยภาพมากขึ้น ช่วยเสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากในช่วงวิกฤตระบาดของโควิด-19 และการยกระดับสู่อาชีพที่ยั่งยืนหลังสถานการณ์คลี่คลายด้วยเกษตรสมัยใหม่ ตามหลัก BCG Model เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมอยู่ภายใต้เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกัน อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ให้เป็นเมืองน่าอยู่ เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวเป็นประโยชน์กับเกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับและคนในชุมชนใกล้เคียง และเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่น ๆ และก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างกลุ่มเกษตรกร นักวิจัยในมหาวิทยาลัย นักวิจัยในหน่วยงานภาครัฐ และผู้ประกอบการเอกชนที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับของต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ได้อย่างแท้จริง 
           
นางสาวณัฐริกา ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนท้ายบ้านแก่งไฮ อำเภอภูเรือ กล่าวว่า ปัจจุบัน วช. และ วว. ได้ร่วมกันเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องโรคในดิน เรื่องแมลงศัตรูพืช ขณะนี้ได้มีการพัฒนาเรื่องการอบดิน เพื่อไม่ให้ต้นคริสต์มาสเกิดโรคและเสียหาย จะได้อัตราการผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งตอนนี้มีการวิจัยอยู่ คาดว่าผลที่จะได้รับคือ ไม้ดอกจะไม่เสียหาย และมีผลผลิตเพิ่มขึ้น มีคุณภาพที่ดีขึ้น รวมถึงการมีดอกใบที่สวยพร้อมส่งออกไปทั่วประเทศ เป็นที่ภูมิใจของศูนย์ฯ ที่ วว. และ วช. เข้ามาสนับสนุน

สำหรับจังหวัดเลยเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงเมืองหนึ่ง เนื่องจากมีวัฒนธรรมที่โดดเด่น และมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ทั้งมีภูมิอากาศที่เป็นเย็นสบายตลอดทั้งปี เหมาะแก่การเพาะปลูกพรรณไม้เมืองหนาวหลากหลายสายพันธุ์ ส่งผลให้มีกลุ่มเกษตรกรที่ทำการเพาะเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอำเภอภูเรือและอำเภอด่านซ้าย เป็นแหล่งผลิตไม้ดอกไม้ประดับที่สำคัญ และขนาดใหญ่สุดของประเทศ มีไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายชนิดและสายพันธุ์ พรรณไม้ดอกไม้ประดับที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเลยมีอยู่มากมายหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นต้นคริสต์มาส ดอกเบญจมาศ สับปะรดสี และพรรณไม้อวบน้ำ
          
ทั้งนี้ คณะนักวิจัย วว. ได้พาคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมสวนไม่ดอกไม้ประดับของเกษตรกรในพื้นที่อำเภอภูเรือ ได้แก่ ไร่ภูซำเตย สวนปูไม้ดอกไม้ประดับ, อุทยานดอกไม้, สวนลุงวุฒิ และสวนไม้ดอกไม้ประดับตำบลสานตม 

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการมาลัยวิทยสถานได้ที่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โทร. 02 577 9018 หรือช่องทาง Website : www2.tistr.or.th และ Facebook Fanpage : Flower Cluster

สวนสุนันทาตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม กลุ่มสตรีสุ่มเสี่ยงและสตรีด้อยโอกาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641348

สวนสุนันทาตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม กลุ่มสตรีสุ่มเสี่ยงและสตรีด้อยโอกาส

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกับมูลนิธิกาญจนบารมีและภาคีเครือข่าย จัดให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมให้แก่สตรีกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาสในเขตดุสิตกรุงเทพมหานคร โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น  โดยมี รศ.ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นประธานเปิดโครงการ

นอกจากให้บริการตรวจคัดกรองแล้ว ยังมีการสอนตรวจเต้านมด้วยตนเอง และให้ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมกับกลุ่มสตรีผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ซึ่งการตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม โดยทีมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข  หน่วยคัดกรองมะเร็งเต้านมเคลื่อนที่ ประกอบด้วย รถนิทรรศการ รถสอนการตรวจเต้านมและรถเอกซเรย์เต้านม โดยมีภาคีเครือข่ายสโมสรไลออนส์วาสุกรีช่วยคัดกรองนำสตรีกลุ่มเสี่ยง รวมทั้งมวลชนในพื้นที่ตลอดจนเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่เขตดุสิตเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ 

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้จัดกิจกรรมเสริมให้ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนน เพื่อให้ประชาชนในเขตดุสิตได้ร่วมกันรณรงค์วินัยจราจร การข้ามทางม้าลายให้ปลอดภัยของวุฒิสภา ด้วยคำขวัญที่ว่า “หยุดสูญเสีย หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย ความดีที่คุณทำได้” อีกด้วย

พร้อมกันนี้ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตนวัตกรรมการจัดการสุขภาพยุคดิจิทัล (HIDA) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกับคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ยังได้มอบเงินสมทบทุนให้แก่มูลนิธิกาญจนบารมี จำนวน 100,000 บาท  อีกด้วย

ซ้อมแผนปฏิบัตการป้องกันอัคคีภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641349

ซ้อมแผนปฏิบัตการป้องกันอัคคีภัย

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 พร้อมบุคลากร สพป.พิษณุโลก เขต 2 เข้าร่วมอบรมหลักสูตรการดับเพลิงเบื้องต้น และฝึกซ้อมแผนปฏิบัติการป้องกันอัคคีภัย วิธีการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การฝึกทักษะการผจญเพลิงเบื้องต้น โดยใช้ถังดับเพลิงเข้าระงับเหตุ ฝึกซ้อมดับเพลิง และอพยพหนีไฟ ตามกฎกระทรวงกำหนด

รับรางวัลเยาวชนแบบอย่างดีเด่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641350

รับรางวัลเยาวชนแบบอย่างดีเด่น

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เด็กชายพุทธคุณ แสงโสภี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ สุพรรณบุรี เข้ารับรางวัลจากสภาเครือข่ายอาเซียน-ประเทศไทย การศึกษาไทย ก้าวไกลสู่อาเซียน ThaiEducation Toward Asean Community รางวัลแห่งความสำเร็จมาตรฐานการศึกษาของไทย รางวัลการศึกษาดีเด่น “ปัญญาภิวัฒน์”ประจำปี 2565 สาขาเยาวชนแบบอย่างดีเด่น โดย พลตรี หม่อมราชวงศ์วัยวัฒน์ จักรพันธุ์ ประธานในพิธีเป็นผู้มอบ

มทร.ศรีวิชัย พัฒนาเส้นใยดาหลา แปลงของเหลือใช้เป็นสินค้าแฟชั่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641353

มทร.ศรีวิชัย พัฒนาเส้นใยดาหลา  แปลงของเหลือใช้เป็นสินค้าแฟชั่น

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อาจารย์นภท์ชนก ขวัญสง่า อาจารย์นักวิจัย ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย กล่าวว่าดาหลาเป็นพืชที่สร้างรายได้ส่วนหนึ่งให้เกษตรกรในจังหวัดนราธิวาส ส่วนใหญ่นิยมนำมาปลูกเพื่อจำหน่ายดอก และปลูกพืชแซมในแปลงพืชหลักส่วนต้นดาหลาเกษตรกรจะตัดทิ้งหลังจากที่ตัดดอกนำจำหน่ายแล้ว โดยจะตัดต้นดาหลาต้นเก่าทิ้งทุกสัปดาห์ ทิ้งไว้ให้แห้ง เพื่อรอการเผาทำลาย ซึ่งใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าที่ต้นดาหลาจะแห้งจนสามารถเผาทำลายได้

จากการศึกษาวิเคราะห์และทดลองสกัดเส้นใย เพื่อนำไปทำเส้นด้ายในการทอและเป็นการเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ให้เกษตรกร อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ผลจากการทดลองสกัดเส้นใยพบว่า ส่วนของลำต้นดาหลารวมถึงก้าน ดอก ใบ ผลปรากฏว่าสามารถนำมาสกัดเป็นเส้นใยได้ทุกส่วน แต่ส่วนของใบ ก้านและดอก จะได้น้ำหนักเส้นใยแห้งน้อย เมื่อเทียบกับส่วนลำต้นที่มีน้ำหนักมากที่สุด และสามารถนำมาสกัดเป็นเส้นใยแห้งได้น้ำหนักมากกว่าส่วนอื่นๆ

ขณะที่สีน้ำจากดอกดาหลาเมื่อนำมาผสมสารขั้นต้นต่างๆ เพื่อใช้ในการย้อมสีธรรมชาติ ผลจากการย้อมสีจากดอกดาหลาสามารถย้อมด้ายดาหลาและไหมได้ แต่การย้อมไหมจะดูดซึมสีได้ดีกว่าฝ้าย ซึ่งเมื่อย้อมด้ายดาหลา เมื่อแห้งสีจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเหลือง ส่วนไหมจะยังคงสีชมพูของดอกดาหลา สำหรับเส้นใยที่เหลือนำ จะนำมาแปรรูปเป็นกระดาษสาและสามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหาร อาทิ กากดอกดาหลากวน น้ำพริกแห้งดาหลาได้อีกด้วย

อาจารย์นภท์ชนก กล่าวด้วยว่า ในงานวิจัยครั้งนี้ได้มีผลิตภัณฑ์พิเศษ 2 รูปแบบ คือ เบาะรองนั่งที่วัสดุหลักคือผ้าดาหลาทอยกดอก ที่พัฒนาเป็นเส้นด้ายดาหลา และลายยกดอกเป็นลายจากดอกดาหลา และใช้เศษเหลือของยางพารา มาทำไส้เบาะรองนั่ง และ รองเท้าที่วัสดุหลักคือผ้าดาหลาทอยกดอก และส้นรองเท้าจากไม้ตาลโตนด, เก้าอี้ จากไม้ตาลโตนดพนักพิงบุด้วยผ้าดาหลาทอยกดอก, โคมไฟ จากไม้ตาลโตนด ตัวโคมบุด้วยผ้าดาหลาทอยกดอก ทั้งนี้เพื่อใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่น หรือวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นให้คุ้มค่าตามแนวคิด ทฤษฎีการสร้างมูลค่าให้เศษวัสดุ และการใช้วัสดุให้คุ้มค่าตามทฤษฎีที่การใช้ขยะให้เหลือศูนย์ (Zero Waste) อีกทั้งยังทำให้เกิดรายได้แก่เกษตรกรที่แปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อีกด้วย ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางทฤษฎีการออกแบบเพื่อความยั่งยืน

ทั้งนี้ในอนาคต ทางทีมวิจัยจะนำพืชชนิดอื่นๆ มาพัฒนาเพิ่มเติม โดยนำหลักแนวคิดของเสียเหลือศูนย์หรือ Zero waste เป็นปรัชญาที่ส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรให้กลับมาใช้ใหม่เพื่อเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นการลดปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นให้เหลือที่สุด สำหรับประชาชนที่สนใจผลิตภัณฑ์สิ่งทอและผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถติดต่อมาได้ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

‘ตรีนุช’ผนึก 6 หน่วยงาน พัฒนาคุณภาพการศึกษา จ.สระแก้ว ชู SAKAEO Model ต้นแบบขยายจังหวัดอื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641334

'ตรีนุช'ผนึก 6 หน่วยงาน พัฒนาคุณภาพการศึกษา จ.สระแก้ว ชู SAKAEO Model ต้นแบบขยายจังหวัดอื่น

วันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2565, 16.23 น.

วันที่ 14 มีนาคม 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาคุณภาพการศึกษาจังหวัดสระแก้ว ระหว่าง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานจังหวัดสระแก้ว กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และมูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต โดยมี นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว  นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ.  นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ที่ปรึกษา รมว.ศธ. น.ส.อรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ. นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้แทนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ผู้แทนมูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมชั้น 1 องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว จ.สระแก้ว

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาคุณภาพการศึกษาจังหวัดสระแก้ว ในรูปแบบ SAKAEO Model ครั้งนี้ เป็นการบูรณาการเป้าหมาย และความร่วมมือเพื่อการบริหารจัดการ และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นองค์รวมทั้งระบบ และเป็นการพัฒนาระบบการศึกษาภายใต้บริบทของพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม ตั้งแต่การแก้ไขปัญหาเด็กตกหล่นจากระบบการศึกษา การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาในทุกระดับ การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน ในลักษณะ Active Learning และสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาใหม่ทๆ สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงการติดตาม และประเมินผลของความสำเร็จ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนในทุกช่วงวัย สามารถเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพ มีความรู้ความสามารถ มีทักษะต่าง ๆ ทั้งด้านทักษะอาชีพ และทักษะชีวิตที่สำคัญ เป็นผู้ที่มีขีดสมรรถนะ และเป็นบุคลากรคุณภาพที่สามารถนำความรู้ ทักษะต่างๆมาใช้เพื่อการพัฒนาตนเอง ครอบครัว และชุมชนท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้า เติบโต และสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในมิติของสังคม และเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ 

รมว.ศธ. กล่าว่อว่า ศธ.ได้กำหนดนโยบายไว้ 12 นโยบาย 7 วาระเร่งด่วน เพื่อเข็มทิศให้การศึกษาของประเทศก้าวเดินไปข้างหน้า แต่ผลสำเร็จนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการลงมือปฏิบัติ ภายใต้การลงนามในบันทึกความร่วมมือของหน่วยงานทางการศึกษาในจังหวัดสระแก้วในวันนี้ ซึ่งตนเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้เห็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีประสบการณ์ และผู้ที่ทำงานด้านการศึกษามาอย่างยาวนาน ได้ร่วมพลังกาย พลังใจ และพลังสมอง ในการช่วยวางทิศทางในการพัฒนาการศึกษา ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับการศึกษาในจังหวัดสระแก้วให้เกิดขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง จึงขอขอบคุณทุกฝ่ายที่บูรณาการร่วมกัน เชื่อมั่นว่าพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาของจังหวัดสระแก้วในอนาคตต่อไป

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า เรื่องของการศึกษา แต่ละพื้นที่จะมีบริบทที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงอยากให้ จ.สระแก้ว เป็นโมเดลที่สร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ อย่างเช่นวันนี้ นอกจากหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ ยังได้ลงนามความร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และมูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต ซึ่งถือว่าเป็นที่แรกที่ได้มาทำ MOU กับจังหวัดสระแก้ว ในส่วนนี้ เราก็ได้มาดูบริบทภาพรวมจากหลายหน่วยงานเพื่อมาช่วยกันดูแลการศึกษา ซึ่งจ.สระแก้ว จะมีเรื่องของการอ่านออกเขียนได้ ซึ่งได้มีการทำ SWOT Analysis ว่าจุดอ่อนจุดแข็งคืออะไร และเราจะแก้ปัญหาตรงจุดไหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอ่านออกเขียนได้ การพัฒนาเด็กให้สอดคล้องกับสมรรถนะ โดยแต่ละจังหวัดจะมีบริบทไม่เหมือนกัน มีจุดอ่อนจุดแข็งไม่เหมือนกัน ซึ่งแต่ละพื้นที่จะรู้ปัญหาได้ดีกว่า และรู้ว่าจังหวัดตัวเองต้องการจะพัฒนาอะไร ในส่วนนี้ทางพื้นที่ก็จะช่วยกันออกแบบการแก้ไขปัญหา และทางส่วนกลางก็จะเข้ามาช่วยสนับสนุนเพื่อให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นไปได้อย่างตรงจุด ซึ่งในทุกวันนี้โลกเรามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก หากองค์กรพื้นที่มีความเข้มแข็งเพียงพอ แล้วทางส่วนกลางเข้ามาช่วยส่งเสริมสนับสนุน ก็จะทำให้การศึกษามีความยืดหยุ่น สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดเหมาะสมกับความต้องการของพื้นที่ 

“วันนี้ศธ.มีนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหา ผนวกกับนโยบายที่เข้มแข็งของรัฐบาล เราก็จะมาดูว่าตรงจุดต่าง ๆจะสามารถเพิ่มเติมอะไรได้อีกบ้าง ซึ่งทาง จ.สระแก้ว เรามีตัวชี้วัดอยู่แล้ว ทั้งเรื่องของปัญหาเด็กตกหล่นจากระบบการศึกษา การสร้างคุณภาพของโรงเรียน หรือการสร้างอาชีพต่าง ๆ เราก็จะมาดูว่ามีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง อีกทั้งการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ ในระดับจังหวัดถือเป็นที่แรกในประเทศไทย  เป็นสระแก้วโมเดล ที่ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ที่จะมาร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยเจาะลงไปในพื้นที่เพื่อให้มีความเข้มข้นมากขึ้น และจะมีการติดตามว่ามีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นโมเดลตัวอย่างให้กับจังหวัดอื่นๆสามารถนำไปเป็นรูปแบบในการพัฒนาพื้นที่ของตนเองต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ทางด้าน นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าฯ จ.สระแก้ว กล่าวว่า ปัญหาเฉพาะตัวของสระแก้วคือเรามีพื้นที่ชายแดน ซึ่งตัวชี้วัดเห็นว่ามีเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จำนวนมาก เพราะในพื้นที่ชายแดนมีเด็กต่างชาติอยู่ด้วย หากเราแยกเด็กต่างชาติออกไป จะเห็นว่าเด็กไทยส่วนใหญ่ที่ครูสอนจะอ่านออกเขียนได้เกือบทั้งหมด แต่ภาพรวมเมื่อนับจำนวนเด็กในโรงเรียนแบบเป็นตัวเลข ยังมีเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อยู่พอสมควร ซึ่งเป็นเด็กต่างชาติที่เข้ามาเรียน อย่างเช่น ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน การจัดการการศึกษาของสระแก้วมีหลากหลาย มีทั้งโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาฯ สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนของ ตชด. โรงเรียนเอกชน รวมถึงโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยสระแก้วตั้งเป้าว่าผลการศึกษาจะต้องอยู่ในมาตรฐานใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะวัดด้วย NT หรือวิธีใดก็ตามที่เป็นมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ นี่คือเป้าหมายสำคัญของจังหวัดสระแก้ว

ขณะที่ นายอัมพร  กล่าวว่า จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของจ.สระแก้ว ด้วยเทคนิค SWOT ทั้งสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก พบว่า จุดอ่อนด้านปัจจัยการบริหาร การสอนและคุณภาพผู้เรียน ส่วนด้านเทคโนโลยี พบปัญหาต่าง ๆ ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนต่ำกว่าระดับประเทศ ผู้เรียนที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีโอกาสเรียนต่อในระดับสูงขึ้นไปมีน้อย การจัดการศึกษาสายอาชีพไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทำให้นักเรียนเดินทางไกล ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้เรียน อีกทั้งขาดการบูรณาการทางฐานข้อมูล ความเชื่อมโยง Big Data และขาดเครื่องมือการเข้าถึงเทคโนโลยีของผู้เรียน และจากปัญหาดังกล่าว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษาของจ.สระแก้ว โดยร่วมกันออกแบบแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในรูปแบบ SAKAEO Model มี 6 ขั้นตอน และทุกขั้นตอนใช้กระบวนการ PDCA ได้แก่ – ขั้นตอนที่ 1.  S : SWOT Analysis การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและศักยภาพคุณภาพมาตรฐานของโรงเรียน   2.  A : Assignment กำหนดผู้ร่วมรับผิดชอบและสร้างข้อตกลงร่วมกันจากทุกสังกัดการศึกษาจังหวัดสระแก้ว 3.  K : Knowledge sharing  การสร้างองค์ความรู้ แบ่งปันความรู้และวางแผนพัฒนา  การยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาจังหวัดสระแก้วร่วมกัน  4.  A : Action การลงมือปฏิบัติตามแผนการพัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาร่วมกัน  5 . E : Evaluation การนิเทศก์กำกับติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษา แลกเปลี่ยนเรียนรู้และสะท้อนคิดร่วมกันและขั้นตอนที่ 6.  O : Optimum goals ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดการพัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาร่วมกัน

“ขั้นตอนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ดังกล่าวนี้ ได้มีการจัดทำประกาศจังหวัดสระแก้ว ในรูปแบบ SAKAEO Mode ให้หน่วยงานทางการศึกษาในจังหวัดสระแก้ว ได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของจังหวัดสระแก้ว ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน” นายอัมพร กล่าว

ด้านนายสุเทพ กล่าวว่า  สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาจังหวัด สระแก้ว ให้เกิดความยั่งยืน โดยร่วมเป็นผู้รับผิดชอบหลักและมีหน้าที่ในการพัฒนาและขับเคลื่อนการพัฒนา คุณภาพการศึกษารวมถึงการส่งเสริมการเป็นแหล่งเรียนรู้และศูนย์แลกเปลี่ยนความรู้  ศูนย์อาชีพสู่ความเป็นเลิศ ในสาขาเทคโนโลยีดิจิทัลและสาขาการก่อสร้าง ด้านอาชีพการเกษตรโดยใช้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ ด้านศูนย์ CEC การฝึกอาชีพของจังหวัด