ศิลปากร ตั้งศูนย์นวัตกรรมสื่อเสมือนจริง หวังให้ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่ระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641829

ศิลปากร  ตั้งศูนย์นวัตกรรมสื่อเสมือนจริง  หวังให้ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่ระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.ณัฐพร กาญจนภูมิ คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกล่าวว่า ความตั้งใจในการดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมสื่อเสมือนจริง Immersive Media Lab (IML SU)ภายใต้แผนงานโครงการพลิกโฉมระบบอุดมศึกษาของประเทศไทย (ReinventingUniversity System) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นศูนย์กลางการวิจัยพัฒนาและแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้สื่อเสมือนจริง (Immersive Media)ของประเทศไทย รวมทั้งส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือและเชื่อมโยงกันระหว่างผู้ประกอบการและสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศให้มีความเข้มแข็งในการพัฒนาและวิจัยเพื่อสร้างผลงานวิจัยและสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันก่อให้เกิดทรัพย์สินทางปัญญาที่มีศักยภาพในการพัฒนาในเชิงธุรกิจ และเป็นการสร้างและพัฒนาบุคลากรในประเทศให้ตอบโจทย์ตลาดและมีศักยภาพในการแข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งได้มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายและดำเนินโครงการเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาและสนับสนุนบุคลากรในภาคการศึกษา นักศึกษา และภาคอุตสาหกรรมด้านดิจิทัลคอนเทนต์

สำหรับการดำเนินโครงการที่ผ่านมาผศ.ดร.ณัฐพรเปิดเผยเพิ่มเติมว่า อว.และคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ร่วมกันจัดสัมมนาออนไลน์อัพเดทเทรนด์เทคโนโลยี  AR/VR  โดยได้รวบรวมกูรูแถวหน้าในอุตสาหกรรมฯ ทั้งในและต่างประเทศ มาร่วมแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ในแง่มุมเทคนิคการนำไปใช้งานต่างๆ ทั้งด้านศิลปะ เกม และสื่อบันเทิง รวมถึงงานวิจัย เพื่อการต่อยอดการแพทย์และ Metaverse กว่า 9 หัวข้อเพื่อสร้างองค์ความรู้และการเผยแพร่นวัตกรรม เทคโนโลยีทางด้านสื่อเสมือนจริงเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อกระแสความนิยมเงินดิจิทัลที่เรียกว่าNFT (Non Fungible Token) เริ่มเป็นรูปธรรมขึ้นเรื่อยๆ เห็นจากมูลค่าการซื้อขายผลงานอาร์ต ต้นฉบับหลายๆ ชิ้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

พร้อมกันนี้ในการพัฒนาอาจารย์และนักศึกษากับภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมในต่างประเทศ เพื่อนำความรู้กลับมาถ่ายทอดต่อในประเทศ และการดำเนินงานโครงการวิจัยร่วมกับภาคเอกชน อาทิ ศูนย์นวัตกรรมการออกแบบดิจิทัลและเทคโนโลยี (DIDTC)ได้ร่วมมือกันทำการวิจัยในโครงการ Head Up Display Augmented Reality หรือ HDAR  โปรแกรมที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่รถยนต์สำหรับภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากได้เล็งเห็นถึงปัญหาด้านความปลอดภัยจากการใช้รถยนต์ในภาคการขนส่งของประเทศไทยรวมถึงเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สร้างสรรค์ผลงานสื่อเสมือนจริงที่เกี่ยวโยง ส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย

บำรุงราษฎร์ ร่วมมือมหาวิทยาลัย CMKL ใช้ AI ทางการแพทย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641835

บำรุงราษฎร์ ร่วมมือมหาวิทยาลัย CMKL ใช้ AI ทางการแพทย์

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โดยฝ่ายวิจัยและการศึกษา นำโดย ศ.นพ.นิมิต เตชไกรชนะ (ที่สามจากซ้าย) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร งานวิจัยและการศึกษา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมบุคลากร บำรุงราษฎร์ ลงนามความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยกับมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล นำโดย รศ.ดร.สุพันธุ์ ตั้งจิตกุศลมั่น (ที่สี่จากซ้าย)อธิการบดีมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล หรือ CMKL-Carnegie Mellon King Mongkut Lardkrabang (สถาบันที่ก่อตั้งขึ้นร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน สหรัฐอเมริกา ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) ในโครงการร่วมมือพัฒนาประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์และ machine learning ในการทำแผนที่คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (cardiac mapping) ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (cardiac arrhythmia) ตลอดรวมถึงงานวิจัยและวิชาการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

อาจารย์จุฬาฯ พัฒนาเสาจราจรล้มลุก หวังใช้ทดแทนเสาจราจรพลาสติก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641834

อาจารย์จุฬาฯ พัฒนาเสาจราจรล้มลุก  หวังใช้ทดแทนเสาจราจรพลาสติก

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.ศิริลักษณ์ พุ่มประดับ ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้คิดค้นและผลิต “เสาจราจรล้มลุกจากยางธรรมชาติ” ผลงานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และบริษัท สยามยูไนเต็ด รับเบอร์ จำกัด กล่าวว่า เสาจราจรในปัจจุบันส่วนใหญ่ทำมาจากพลาสติก น้ำหนักเบาและมีความเปราะ ไม่อาจช่วยลดแรงกระแทกได้มากนักถึงแม้จะมีเสาจราจรที่ทำจากวัสดุอื่นที่มีสมบัติทนทานมากกว่า เช่น พอลิยูรีเทน (Polyurethane) หรือ เทอร์มอพลาสติกพอลิยูรีเทน (Thermoplastic polyurethane) แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมเนื่องด้วยมีราคาสูง ดังนั้น ยางธรรมชาติจึงดูเป็นวัสดุที่เหมาะสมที่สุดในการพัฒนาเป็นเสาจราจร

“ยางพาราหรือยางธรรมชาติมีความยืดหยุ่นสูง สามารถคืนตัวกลับได้ทันทีเมื่อถูกรถเหยียบทับหรือเฉี่ยวชนนอกจากนี้ ยางธรรมชาติยังมีความสามารถในการดูดซับแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประสบอุบัติเหตุด้วย อย่างไรก็ดี ยางธรรมชาติก็มีจุดอ่อน คือเมื่อโดนแสงแดดและความร้อนเป็นเวลานานจะเกิดรอยแตก ซึ่งทีมงานก็ได้พยายามทดลองและปรับสูตรเพื่อกำจัดจุดอ่อนตรงนี้ จนได้เสายางพาราที่มีความยืดหยุ่นสูง ทนแรงปะทะได้ดี มีน้ำหนักมากพอที่จะรับแรงกระแทกและคืนตัวกลับได้ทันทีเมื่อถูกรถเหยียบทับหรือเฉี่ยวชน และที่สำคัญ ทนต่อสภาพอากาศและรังสี UV ด้วย” ดร.ศิริลักษณ์กล่าว

รศ.ดร.ศิริลักษณ์ได้กล่าวถึงการออกแบบการทดสอบประสิทธิภาพของเสาจราจรล้มลุก โดยได้ทดสอบได้แก่ ให้รถน้ำหนัก 1 ตัน วิ่งด้วยความเร็ว 30, 50 และ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เข้าชนและทับเสาจราจรล้มลุกซ้ำๆ จำนวน90 ครั้ง จากนั้นก็มีการทดสอบให้รถขนาดน้ำหนัก 5 ตัน วิ่งชนและทับเสาล้มลุกด้วยความเร็ว 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นจำนวน 10 ครั้ง พบว่าผลการทดสอบเป็นที่น่าพอใจ เมื่อรถชนเสาจราจร เสาล้มลงไปกับถนน จนเมื่อรถขับพ้นเสาจราจรไปแล้ว เสาก็เด้งคืนตัวกลับมาอย่างเดิม ไม่แตก ทิ่มแทง หรือสร้างรอยขีดข่วนกับยานพาหนะมากนัก เพิ่มความปลอดภัยในการจราจรและช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ และปัจจุบัน ได้มีการนำร่องใช้เสาจราจรล้มลุกจากยางธรรมชาติบนทางด่วนศรีรัชและทางด่วนพระราม 7 เพื่อทดสอบระยะเวลาการใช้งานจริง และเป็นการเก็บผลการทดลองไปด้วย

นอกจาก “เสาจราจรล้มลุก” รศ.ดร.ศิริลักษณ์เล็งเห็นศักยภาพของยางธรรมชาติที่จะนำมาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้ผู้ใช้รถใช้ถนนในอนาคต อาทิ แผงกั้น (barrier) บริเวณทางโค้งขึ้นลานจอดรถหรือบริเวณลานจอดรถที่แคบๆ ซึ่งแผงกั้นที่ทำจากยางธรรมชาติจะช่วยลดแรงปะทะระหว่างยานพาหนะกับผนังลานจอดรถ รวมถึงไม่ก่อให้เกิดรอยขีดครูดลึกที่ยานพาหนะได้

ผู้สนใจเสาจราจรล้มลุกจากยางธรรมชาติ สามารถติดต่อได้ที่บริษัท สยามยูไนเต็ดรับเบอร์ จำกัด หรือประสานผ่าน รศ.ดร.ศิริลักษณ์ พุ่มประดับ ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ทางอีเมล Sirilux.P@chula.ac.th

ม.มหาสารคาม ระดมนักวิจัย เข้า Camp ติวเข้ม หวังพัฒนาการวิจัยสู่ระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641831

ม.มหาสารคาม ระดมนักวิจัย เข้า Camp   ติวเข้ม หวังพัฒนาการวิจัยสู่ระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กองส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัดกิจกรรม Camp ขับเคลื่อนหน่วยวิจัยเพื่อพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก โดยมีรศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน และ ศ.ดร.อนงค์ฤทธิ์ แข็งแรง รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วิจัย และนวัตกรรม นำผู้บริหาร วิทยากร หัวหน้า/ผู้แทนหน่วยวิจัย 33 หน่วย นักวิจัย และคณะทำงานสนับสนุนเข้าร่วมโครงการ

ศ.ดร.อนงค์ฤทธิ์ แข็งแรง กล่าวว่ากิจกรรม Camp ขับเคลื่อนหน่วยวิจัยเพื่อพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาศักยภาพนักวิจัย จัดขึ้นเพื่อให้นักวิจัยได้มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการหน่วยวิจัย แนวทางการจัดสรรทุน และระเบียบการเบิกจ่ายเงินสนับสนุนเพื่อขับเคลื่อนหน่วยวิจัยตลอดจนสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บริหาร นักวิจัย และคณะทำงานสนับสนุน 

ทั้งนี้  มหาวิทยาลัยมหาสารคามนำโดย รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไลอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคามได้กำหนดวิสัยทัศน์เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของเอเชีย การที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ได้นั้น นักวิจัยคือตัวแปรสำคัญที่จะสร้างผลงานวิจัยเพื่อทำให้มหาวิทยาลัยมีอันดับที่ดีขึ้น เพื่อนำไปสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของเอเชียตามวิสัยทัศน์ได้ 

“การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยด้วยหน่วยวิจัย” เป็นนโยบายที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญ เพราะเป็นกลุ่มนักวิจัยที่มีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญในสาขาวิชา หากหน่วยวิจัยมีความเข้มแข็งก็ย่อมทำให้มหาวิทยาลัยเข้มแข็ง สามารถผลิตผลงานวิจัยและนวัตกรรมตอบสนองนโยบายของมหาวิทยาลัย  อันจะเป็นกุญแจสำคัญเพื่อนำไปสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของเอเชียตามวิสัยทัศน์ต่อไป 

ผอ.สพป.พล.2 ลงพื้นที่ ช่วยเหลือนักเรียนให้เรียนต่อมัธยม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641833

ผอ.สพป.พล.2 ลงพื้นที่  ช่วยเหลือนักเรียนให้เรียนต่อมัธยม

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 (ผอ.สพป.พล.2) พร้อมด้วยทีมเฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนลงพื้นที่โรงเรียนบ้านสะเดา เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือนักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อในระดับมัธยม

ผอ.สพป.พล.2 ได้ร่วมประชุมกับผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู โดย นายสมจิตรนาคผู้ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสะเดา คณะครู รายงานข้อมูล สภาพปัญหา ของนักเรียนที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2563 ที่ไม่ได้เรียนต่อ จำนวน 3 คนหลังจากนั้นได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียน พบผู้ปกครอง โดยผอ.สพป.พล.2ได้ชี้แจงนโยบาย ทำความเข้าใจกับผู้ปกครองนักเรียน ในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และแนวทางช่วยเหลือ เงินทุนต่าง ๆ  ได้รับทราบ หลังจากนั้นได้นำนักเรียนทั้ง 3 คน ไปสมัครเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองพระพิทยา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ต่อไป

จุฬาฯ ร่วมมือกับ มจธ. และ สวทช. แก้ปัญหาการลอกเลียนวรรณกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641832

จุฬาฯ ร่วมมือกับ มจธ. และ สวทช.  แก้ปัญหาการลอกเลียนวรรณกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อตรวจสอบและป้องกันการลอกเลียนวรรณกรรมผ่านระบบอักขราวิสุทธิ์ พัฒนากลไกมาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษาของประเทศ โดยมีการลงนามความร่วมมือระหว่าง รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.วรินธร สงคศิริที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และศ.นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รักษาการรองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยมี รศ.ดร.วันชัย ตรียะประเสริฐผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาฯ ดร.อลิสา คงทน รักษาการรองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และ ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ สมบัติสมภพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมเป็นสักขีพยาน ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ เปิดเผยว่าการลงนามความร่วมมือระหว่างจุฬาฯ มจธ. และ สวทช. ในครั้งนี้เป็นความร่วมมือกันตรวจสอบการลอกเลียนงานวรรณกรรมของประเทศไทยโดยใช้ “โปรแกรมอักขราวิสุทธิ์” ที่พัฒนาขึ้นโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมของบุคคลอื่น และถือเป็นโครงการนำร่อง (Sandbox)ในการพัฒนาระบบกลไกกำกับมาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐานชาติและวิชาชีพในระดับสถาบัน โดยเชื่อมต่อฐานข้อมูลงานวิจัยกับศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation IndexCentre : TCI) ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่จัดเก็บข้อมูลบทความวิชาการและวิจัยของไทย และในปีนี้บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ จะมีวาระครบ 60 ปีซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญที่เห็นความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ระดับประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อขยายฐานข้อมูลให้เป็นแหล่งอ้างอิงเพื่อการตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรม เป็นการพัฒนาต่อยอดไปสู่ความเป็นอักขราวิสุทธิ์ (พลัส) โดยมีฐานข้อมูลงานวิจัยกับ TCI เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญของโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ รวมถึงฐานข้อมูลสำคัญอื่นๆ อีกด้วย

ดร.วรินธร สงคศิริ ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยได้พัฒนาระบบฐานข้อมูล TCI ตั้งแต่ปี 2547 เพื่อทำหน้าที่รวบรวม จัดเก็บ และสืบค้นบทความวิจัย รวมถึงการคำนวณและรายงานค่าดัชนีผลกระทบการอ้างอิงของบทความวิชาการ (Journal Impact Factors ; JIF) เพื่อประโยชน์ของนักวิจัยและนักวิชาการในการตีพิมพ์บทความวารสาร ฐานข้อมูล TCI เป็นฐานข้อมูลระดับชาติแห่งเดียวของประเทศไทยที่มีการรวบรวมข้อมูลบทความวิชาการไว้มากที่สุด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนบ่มเพาะให้นิสิตนักศึกษา รวมถึงคณาจารย์และนักวิจัยใหม่ระดับอุดมศึกษาได้มีพื้นที่เผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยในก้าวแรก เพื่อพัฒนาและเพิ่มศักยภาพไปสู่การนำผลงานไปเผยแพร่ในระดับวารสารระดับนานาชาติต่อไปในอนาคต

‘ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯ พระราชทานน้ำหลวงสรงศพ สมเด็จพระวันรัต 17 มี.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641843

‘ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯ พระราชทานน้ำหลวงสรงศพ สมเด็จพระวันรัต 17 มี.ค.นี้

วันพุธ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2565, 16.40 น.

วันที่ 16 มีนาคม 2565 เพจเฟซบุ๊ก วัดบวรนิเวศวิหาร เผยแพร่กำหนดการบำเพ็ญกุศลศพ สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) ปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ดังนี้ วันที่ 17 มี.ค. ดังนี้ เวลา 08.30 น. เคลื่อนศพเจ้าประคุณสมเด็จฯ ออกจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มายังห้องบำเพ็ญกุศล ชั้นที่ 2 อาคาร 100 ปี เวลา 09.30 น.

เปิดโอกาสให้พระภิกษุสามเณร ถวายน้ำสรงศพเจ้าประคุณสมเด็จฯ ที่ห้องบำเพ็ญกุศล ชั้นที่ 2 อาคาร 100 ปี ขณะที่ประชาชนทั่วไป ถวายน้ำสรงศพเจ้าประคุณสมเด็จฯ หน้าภาพถ่าย ที่ห้องประชุม ชั้นที่ 1 อาคารสภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย

ก่อนที่ในเวลา 17.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ

วันที่ 18-23 มี.ค.65 ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการสวดพระอภิธรรม ในเวลา 18.00 น. จากนั้นวันที่ 21 มี.ค.65 เวลา 16.30 น. ทรงพระกรุณาโปรด บำเพ็ญพระราชกุศล 7 วัน พระราชทานศพ

จากนั้นเวลา 18.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม วันที่ 22 มี.ค. 2565 เวลา 10.00 น. ทรงพระกรุณาโปรด บำเพ็ญพระราชกุศล 7 วัน พระราชทานศพ จากนั้นเวลา 18.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม

วันที่ 24 มี.ค.65 ไปจนถึงการบำเพ็ญพระราชกุศล 100 วัน เปิดโอกาสให้คณะสงฆ์ องค์กร หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนศิษยานุศิษย์ รับเป็นเจ้าภาพในการสวดพระอภิธรรม ทุกวัน เวลา 18.00 น.

วันที่ 5 พ.ค.65 เวลา 16.30 น. ทรงพระกรุณาโปรด บำเพ็ญพระราชกุศล 50 วัน พระราชทานศพ จากนั้นเวลา 18.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม วันที่ 6 พ.ค.65 เวลา 10.00 น. ทรงพระกรุณาโปรดบำเพ็ญพระราชกุศล 50 วัน พระราชทานศพ จากนั้นเวลา 18.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม

วันที่ 22 มิ.ย.65 เวลา 16.30 น. ทรงพระกรุณาโปรด บำเพ็ญพระราชกุศล 100 วัน พระราชทานศพ วันที่ 23 มิ.ย.65 เวลา 10.00 น. ทรงพระกรุณาโปรด บำเพ็ญพระราชกุศล 100 วัน พระราชทานศพ จากนั้น เวลา 18.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม

ระทึก! พบดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกล่วงหน้า 2 ชม. โชคดีถูกเผาไหม้หมดในชั้นบรรยากาศก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641717

ระทึก! พบดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกล่วงหน้า 2 ชม. โชคดีถูกเผาไหม้หมดในชั้นบรรยากาศก่อน

วันพุธ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2565, 10.50 น.

วันที่ 16 มีนาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟชบุ๊ก “NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ” ของสถาบันวิชาการดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) เผยแพร่ข้อความเรื่องลุ้นระทึกโดยระบุว่า นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์น้อย 2022 EB5 ล่วงหน้าเพียง 2 ชั่วโมง ก่อนมันจะพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2565 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงประมาณ 3 เมตร คาดว่าเผาไหม้หมดไปในชั้นบรรยากาศ หรือหากตกลงสู่พื้นโลกก็จะเป็นบริเวณตอนเหนือของประเทศไอซ์แลนด์

คริสเตียน ซาร์เนซกี (Krisztián Sárneczky) นักดาราศาสตร์ชาวฮังการี ค้นพบดาวเคราะห์น้อย 2022 EB5 เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2565 ที่ผ่านมา ด้วยกล้องโทรทรรศน์ของหอดูดาวคอนโคลี (Konkoly Observatory) เขาพบว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้กำลังพุ่งมาที่โลก และจะเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกในอีก 2 ชั่วโมง นับเป็นดาวเคราะห์น้อยดวงที่ 5 ที่สามารถตรวจจับได้ก่อนที่มันจะพุ่งเข้ามายังโลก

ดาวเคราะห์น้อย 2022 EB5 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 เมตร กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 18.5 กิโลเมตรต่อวินาที คาดว่าพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกในเวลา 04.22 น. ของวันที่ 12 มี.ค. ตามเวลาประเทศไทย ดาวเคราะห์น้อยจะเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโลก หากเผาไหม้ไม่หมดก็อาจจะพุ่งชนบริเวณตอนเหนือของประเทศไอซ์แลนด์ กลายเป็นอุกกาบาต ขณะนี้ หน่วยงานที่คอยจับตาดูการเกิดดาวตกอย่าง International Meteor Organization กำลังสืบหาหลักฐาน ถ้าหากดาวเคราะห์น้อยพุ่งเข้ามาตามทิศทางที่คำนวณไว้จริง น่าจะต้องมีประชาชนในประเทศไอซ์แลนด์ และนอร์เวย์ ที่พบเห็นลูกไฟ (Fireball) เคลื่อนผ่านบนท้องฟ้า หรือได้ยินเสียงคล้ายระเบิด

อย่างไรก็ดี พบเบาะแสที่อาจเป็นดาวเคราะห์น้อย 2022 EB5 จากประชาชนบริเวณดังกล่าวเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ยากที่จะยืนยันได้ว่าเป็นดาวเคราะห์น้อย 2022 EB5 หรือไม่ ซึ่งโดยปกติแล้ว ดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดเพียงไม่กี่เมตร จะเสียดสีในชั้นบรรยากาศจนลุกไหม้ และเผาไหม้ไปจนหมดก่อนที่จะตกสู่พื้นโลก ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลต่อมนุษย์โลกมากนัก

ข้อมูลจาก สิทธิพร เดือนตะคุ เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ชำนาญการ สดร.

โอกาสสานฝันของ ‘แอน’ ชนาพร ถึงปัดชา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641602

โอกาสสานฝันของ ‘แอน’ ชนาพร ถึงปัดชา

วันพุธ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วันนี้เมื่อปีที่แล้ว “แอน” น.ส.ชนาพร ถึงปัดชา เด็กสาววัย 15 ปี คือเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา เพียงเพราะเธอต้องดูแลยายไปพร้อมกับการหารายได้เพื่อเลี้ยงดูตัวเองและยาวจนไม่มีเวลาไปเรียนหนังสือ เธอถูกค้นพบโดยบังเอิญโดยผู้จัดการรายกรณี (CM : Case manager) จากโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จังหวัดขอนแก่น

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ลงพื้นที่จ่ายเบี้ยเลี้ยงยังชีพคนชราในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น หลังจากวันนั้นถึงวันนี้นับเป็นเวลา 1 ปีแล้วที่แอนได้รับการช่วยเหลือ โดยมีครูประจำชั้นที่เป็นอาสามาเป็น CM คอยดูแลช่วยประสานทีมสหวิชาชีพร่วมออกแบบการช่วยเหลือ ประสานกับทางผู้อำนวยการโรงเรียนโคกโพธิ์ไชยกระทั่งแอนได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาจากโครงการฯ และทุนการศึกษาจากภาคประชาสังคมซึ่งคาดเดาว่าน่าจะพอทำให้แอนประคับประคองตนเองให้เรียนจนจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้สำเร็จ

หากวันนี้จะถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ของแอน ล่าสุดว่าเป็นอย่างไรบ้าง หลังได้รับการช่วยเหลือ ต้องบอกว่าวันนี้เธอเป็นนักเรียนโรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศึกษา อ.โคกโพธิ์ไชย จ.ขอนแก่น แอนกำลังจะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.60 (เทอม 1) แม้การเรียนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จะทำให้แอนเรียนได้ไม่เต็มที่นัก แต่เธอก็เชื่อว่าเกรดเฉลี่ยจะไม่ต่ำไปกว่า 3.50 แน่นอน เพราะอาชีพที่เธอตั้งใจใฝ่ฝันอยากยึดเป็นอาชีพหลักของเธอในวันนี้คือการเป็นครู

“ตอนแรกหนูอยากเป็นตำรวจ แต่ตอนนี้ต้องคิดใหม่เพราะความถนัดของหนูมันค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือการเป็นครูนาฏศิลป์ เพราะรายได้เสริมของหนูคือ การเป็นนางรำตามแต่ลูกค้าจะจ้าง งานละ 300-400 บาท แม้จะไม่มีงานทุกเดือน แต่งานลักษณะนี้เป็นเหมือนการสร้างประสบการณ์และความมั่นใจให้หนูอยากที่จะเป็นครูนาฏศิลป์ ส่วนความคิดที่จะเป็นตำรวจคงต้องเอาไว้เป็นอันดับสอง เพราะเวลาในการเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบเข้าตำรวจคงยาก” เด็กสาวระบุ

ทุกวันหลังเลิกเรียนแอนจะต้องกลับมาดูแลยายที่ชราภาพและแม่ที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช แอน เล่าต่อไปว่า ยายพอเดินได้ ส่วนแม่เพิ่งกลับมาอยู่ด้วยกันเพราะป่วย ยายมักจะทำร้ายตัวเอง ทำงานไม่ได้ต้องอยู่บ้านอย่างเดียว แต่แม่ไม่ชอบอยู่บ้าน แม่ชอบออกไปขอเงินหรือข้าวชาวบ้าน ซึ่งตนก็ไม่อยากให้แม่ทำอย่างนั้น วันไหนกลับมาไม่เจอก็ต้องออกตามหาตลอดเพราะเป็นห่วง

เมื่อถามถึงค่าใช้จ่ายแต่ละวัน เธอบอกว่าพออยู่ได้ไม่ถึงกับลำบากมากนักหากรู้จักประหยัดอดออมเธอบอกว่าแต่ละเดือนในครอบครัวซึ่งมีเพียงยายและแม่ จะมีรายได้จากเบี้ยชราภาพของคุณยาย 700 บาท และเบี้ยคนพิการของคุณแม่ 800 และมีเงินเดือนที่คุณพ่อส่งมาให้เดือนละ 1,000 บาท รวมเป็น 2,500 บาท ซึ่งก็เพียงพอสำหรับการไปจ่ายค่าน้ำ-ไฟฟ้า รวมถึงค่าอาหาร แต่หากบางเดือนไม่พอก็จะไปเบิกเงินช่วยเหลือที่ กสศ.สนับสนุนไว้ รวมถึงทุนทรัพย์ที่ผู้ใหญ่ใจดีมอบให้มาใช้บ้าง

“ทุกครั้งที่แอนจะเบิกจ่ายจะต้องทำรายรับรายจ่ายทุกครั้งเพื่อเป็นหลักฐานกับครูผู้ดูแลทุนนี้ให้ ซึ่งหนูคิดว่าเงินจำนวนนี้น่าจะเพียงพอส่งตัวเองเรียนจนจบ ม.6 และอาจจะถึงปริญญาตรีได้ถ้าถามว่าหนูอยากได้ความช่วยเหลืออะไรในตอนนี้ หนูคิดว่ายังไม่อยากได้อะไรค่ะ แต่ถ้าจบ ม.6 แล้วก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเรื่องค่าสมัครสอบ ค่าเอกสารต่างๆ และค่าเดินทาง” แอน กล่าว

“ครูภาพ” อาภาชนัญ ขอนศักดิ์ ครูโรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศึกษา และผู้จัดการรายกรณี กล่าวว่า หากน้องแอนไม่ได้เงินช่วยเหลือเมื่อปีที่แล้ว น้องแอนก็อาจจะหลุดจากระบบการศึกษาไปแล้ว ซึ่งทุกวันนี้ทางโรงเรียนก็พยายามจะหาทุนช่วยเหลือน้องตลอด อีกทั้งพยายามปรึกษากับทางสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น เพื่อช่วยเหลือน้องแอน เพราะในครอบครัวของน้องไม่มีใครเลยที่จะช่วยหารายได้เข้ามาจุนเจือ นอกจากพ่อแต่ก็ไม่ได้เป็นจำนวนมากนัก

“ตอนนี้แอนคาดหวังว่า เธอจะได้รับโอกาสจากหน่วยงานหรือผู้ใหญ่ใจดีสนับสนุนให้เธอเรียนต่อจนจบปริญญาตรี เธอจึงมุ่งมั่นเรียนรู้ให้มากที่สุด ส่วนปัญหาการดูแลแม่และยายที่แอนกังวลใจอยู่อาจจะต้องหาทางช่วยเหลือต่อไป เพื่อคลายภาระและข้อกังวลใจให้แอนได้เดินตามฝันที่ตั้งไว้เพื่อเป็นที่พึ่งของครอบครัวต่อไปในอนาคต”ครูภาพ ระบุ

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

สุดภูมิใจ! อาชีวะอุบลฯ มอบประกาศนียบัตรแด่ผู้สำเร็จการศึกษาพร้อมส่งศิษย์สู่โลกอาชีพอย่างภาคภูมิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641616

สุดภูมิใจ! อาชีวะอุบลฯ มอบประกาศนียบัตรแด่ผู้สำเร็จการศึกษาพร้อมส่งศิษย์สู่โลกอาชีพอย่างภาคภูมิ

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 17.21 น.

UVC PROUD  :  อาชีวะอุบลฯ มอบประกาศนียบัตรแด่ผู้สำเร็จการศึกษาสู่โลกอาชีพอย่างภาคภูมิ พร้อมเชิดชูเกียรติครู และนักเรียน นักศึกษา ที่สร้างชื่อเสียงระดับชาติ ภูมิใจ “การอาชีวศึกษาเป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ”

15 มีนาคม 2565 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จ การศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ประจำปีการศึกษา 2564 โดยมี นางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เป็นประธานในพิธี

โดยก่อนเริ่มพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ได้มอบเกียรติบัตรและทุนการศึกษา ให้กับคณะครู และตัวแทนนักเรียน นักศึกษา ที่สร้างชื่อเสียงให้กับวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศ และรองชนะเลิศ จากการเข้าร่วมแข่งขัน ในงาน“การประชุมทางวิชาการนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทยและแข่งขันทักษะวิชาชีพ ทักษะวิชาพื้นฐาน ระดับชาติ ประจำปีการศึกษา 2564”  ระหว่างวันที่ 20 – 24 กุมภาพันธ์ 2565 ณ อาชีวศึกษาจังหวัดน่านและอาชีวศึกษาจังหวัดแพร่ โดยคว้ารางวัลในการแข่งขัน ทั้งสิ้น จำนวน 12 ทักษะ

จากนั้นเป็นพิธีมอบประกาศนียบัตร ให้กับผู้สำเร็จการศึกษา ทั้งนี้วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี มีผู้สำเร็จการศึกษาประจำปีการศึกษา 2564 รวมทั้งสิ้น  1,132  คน  แบ่งเป็น ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ  (ปวช.)  จำนวน  455 คน  ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  (ปวส.)  จำนวน  677 คน  แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 ในปัจจุบัน ทำให้วันนี้มีจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาที่แจ้งความประสงค์เข้ารับประกาศนียบัตร จำนวน 245 คน  ได้แก่ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ  จำนวน 84 คน  และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  จำนวน 161 คน โดยมีมาตรการป้องกัน และการเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด ด้วยการตรวจวัดอุณหภูมิในร่างกาย และตรวจ ATK ทุกคน ก่อนเข้าร่วมพิธี

ในโอกาสนี้ นางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้ให้โอวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2564  ความว่า “นักเรียน นักศึกษา ได้เพียรพยายาม เอาใจใส่ในการศึกษาและเล่าเรียน จนสามารถสำเร็จการศึกษาตามที่มุ่งหมายไว้  ความสำเร็จของนักเรียนนักศึกษาในวันนี้นั้น ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถของตนเอง มีความขยัน หมั่นเพียร ฝึกตนให้มีความรู้และทักษะวิชาชีพในสาขาวิชาชีพของตนเอง มีคุณธรรมประจำใจ ประพฤติตนอยู่ในศิลปะธรรมอันดี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีของเรานั้น เป็นสถานศึกษาที่ผลิตกำลังคนให้มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดแรงงาน

จึงนับได้ว่าสถานศึกษามีการบริหารจัดการการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังคำกล่าวว่า “การอาชีวศึกษาเป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ” ขอให้ทุกคนมีความภูมิใจในวิทยาลัยอาชีวศึกษา การศึกษานั้นถือว่าเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดต่อการพัฒนาประเทศชาติ ให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน เพราะเป้าหมายของการศึกษาก็คือ การปลูกฝังให้คนในชาติมีความรู้ความสามารถทางด้านวิชาการ คุณธรรมจริยธรรม และขออวยพรให้ผู้สำเร็จการศึกษาทุกคนที่ร่วมพิธีมอบประกาศนียบัตรครั้งนี้ ได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับ จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีแห่งนี้ ไปพัฒนาตนเอง พัฒนาสังคม พัฒนาประเทศชาติ ประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน มีความสุข ความเจริญ สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา  มีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าตลอดไป”

-(016)