‘เอนก’ ยกระดับทุ่งกุลาร้องไห้ ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641022

วันเสาร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.46 น.

“เอนก” นำทีม อว. ยกระดับทุ่งกุลาร้องไห้ ระดม วทน. ดันจุดแข็ง สร้างมูลค่าเพิ่ม ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี ชี้หลักสูตรแซนด์บอกส์ตอบโจทย์พัฒนาคนและพื้นที่

12 มีนาคม 2565 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ศ. (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. ผศ. ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรี อว. ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด อว. ร่วมลงพื้นที่พบปะและแลกเปลี่ยนความรู้กับประชาชนในพื้นที่ ภายใต้กิจกรรม สวทช. เสริมแกร่งภูมิภาค ด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG “ขับเคลื่อนโปรแกรมการยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้” ที่ จ.ศรีสะเกษ

ศ. (พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวว่า การลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ครั้งนี้ อยู่ภายใต้แผนงาน “ขับเคลื่อนโปรแกรมการยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้” ซึ่งนำโดย สวทช. และยังมีอีกหลายหน่วยงานของ อว. ทั้งสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยเข้ามาบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งคลอบคลุมถึง 5 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยโสธร และสุรินทร์ โดยพื้นที่ทุ่งกุลาฯ ถือเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์และต่างมีภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าที่เข้มแข็ง มีผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นออกมามากมาย แต่สิ่งที่ อว.จะมาช่วยขับเคลื่อน คือ การนําองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าไปต่อยอดพัฒนาฐานทุนเดิมอันเป็นจุดแข็งของทุ่งกุลาให้สามารถสร้างมูลค่า สร้างโอกาสทางการตลาด และสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้แก่ประชาชนในพื้นที่ สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี ที่มุ่งให้ประชาชนอยู่ดี กินดี มีรายได้ พ้นความยากจน

รมว.อว.กล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาฯ ของ อว. จะทำงานร่วมกับทางจังหวัด หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ โดยมุ่งขับเน้นให้ผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการของทุ่งกุลาฯ มีอัตลักษณ์โดดเด่นยิ่งขึ้น เช่น การยกระดับผ้าทอโดยใช้เอนไซม์เอนอีซ “ENZease” สารจากธรรมชาติที่ช่วยทำความสะอาดและลอกแป้งออกจากเส้นใยในขั้นตอนเดียว ทำให้ย้อมสีธรรมชาติได้ดีขึ้น สีสวย สม่ำเสมอ ช่วยลดต้นทุน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการสร้างมูลค่าเพิ่มโดยใช้นวัตกรรมนาโนเทคโนโลยี มาเพิ่มสมบัติพิเศษต่างๆ ทั้งความนุ่มลื่น การป้องกันรังสียูวี การยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงการเติมกลิ่นหอม โดยนำ ‘กลิ่นดอกลำดวน’ ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดศรีสะเกษมาเติมลงในผ้าทอเบญจศรี เพื่อสร้างเสน่ห์และอัตลักษณ์ให้กับผ้าทอของจังหวัดศรีสะเกษ ขณะเดียวกันในส่วนของการอนุรักษ์ภูมิปัญญา

ที่สำคัญ สวทช. ยังได้ร่วมกับหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาสายพันธุ์ถั่วเขียวที่ให้ผลผลิตสูง มีความต้านทานต่อโรคราแป้งและใบจุด และถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีให้กับเกษตรกรทั้งกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ และเกษตรกรผู้ผลิตถั่วเขียวเข้าโรงงานอุตสาหกรรม มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 100 คน พื้นที่ปลูก 500 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 120 -150 กิโลกรัมต่อไร่ สร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรเฉลี่ย 2,600 – 3,300 บาทต่อไร่ และยังเชื่อมโยงกับภาคเอกชนให้เข้ามารับซื้อ ได้แก่ บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) มีปริมาณการรับซื้อ 1,000 ตันต่อปี และบริษัท กิตติทัต จำกัด มีปริมาณการรับซื้อ 3,500 ตันต่อปี เพื่อให้มีผลผลิตถั่วเขียวที่เพียงพอ ต่อความต้องการของตลาดต้องการพื้นที่ปลูก จำนวน 30,000 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 150 กิโลกรัมต่อไร่

“พื้นที่ทุ่งกุลาฯ มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นพื้นที่นวัตกรรมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ควบคู่ไปกับการรักษาเอกลักษณ์เดิมไม่ให้เลือนหาย โดยเฉพาะ จ.ศรีสะเกษ ที่มีศักยภาพโดดเด่นในด้านนี้มาก และมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษจะต้องเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน เอาความรู้ออกมาสู่ชุมชน และควรจะมีการจัดทำหลักสูตรแซนด์บอกส์ที่เน้นการปฏิบัติ เพื่อพัฒนาคนให้เหมาะสมกับการพัฒนาพื้นที่ เพราะต่อไปนี้ผลผลิตจาก อว. จะต้องสามารถรับใช้ประเทศชาติ สังคม และประชาชนได้” ศ. (พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว -(016)

สิ้น’นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล’ หมอนักธรรมชาติบำบัด จากไปอย่างสงบในวัย 71 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640989

สิ้น'นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล' หมอนักธรรมชาติบำบัด จากไปอย่างสงบในวัย 71 ปี

วันเสาร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2565, 17.27 น.

วันที่ 12 มีนาคม 2565 เพจเฟซบุ๊ก Banchob Junha แจ้งว่า นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ได้เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 71 ปี เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โดยระบุว่า ประวัติ “นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล” นายแพทย์นักธรรมชาติบำบัด ผู้คร่ำหวอดในศาสตร์แห่งธรรมชาติบำบัดการแพทย์ทางเลือกและผสมผสานมานานกว่า 40 ปี ที่แม้วันนี้จะจากไป แต่ท่านได้รังสรรค์ผลงานด้านการดูแลสุขภาพดีได้ด้วยธรรมชาติบำบัด ท่านได้นำประสบการณ์การใช้การแพทย์สาขาต่าง ๆ อย่างบูรณาการมาถ่ายทอดให้แก่คนไข้และคนทั้งประเทศไทย จนปัจจุบันองค์ความรู้หลักๆ ของการแพทย์ธรรมชาติบำบัดที่ท่านได้พัฒนามาได้กลายเป็นวิถีสุขภาพแบบ Wellness ที่ไร้ขอบเขต

วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2565 นับเป็นอีกหนึ่งครั้งที่วงการแพทย์ของเมืองไทยได้สูญเสียทรัพยากรบุคคลผู้มากความสามารถอย่าง “นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล” ที่ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในวัย 71 ปี 9เดือน เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

แม้จากการจากไปของ “น.พ. บรรจบ” จะสร้างความเศร้าเสียใจให้กับลูกหลาน และคณาจารย์ลูกศิษย์ลูกหาทั่วทั้งประเทศ ด้วยตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาของ นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ท่านได้ฝากผลงานด้านวิธีธรรมชาติบำบัดเป็นที่ประจักษ์มากมาย โดยภารกิจสำคัญสุดท้าย คือ การรณรงค์เรื่องอากาศสะอาด PM 2.5 สาเหตุสำคัญของมะเร็งปอด แต่ท่านได้จากไปเสียก่อน ท่านจึงอยากฝากให้รัฐฯ ช่วยดำเนินการเร่งใส่ใจในเรื่องนี้ เพื่อให้คนไทยห่างไกลจากโรคร้ายจากมลภาวะทางอากาศที่ใกล้ตัวทุกคนได้มากที่สุด

โดย นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล เกิดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2493 สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล, ประกาศนียบัตรเวชกรรมฝังเข็ม สถาบันแพทยศาสตร์ ตงจื่อเหมิน ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน, ประกาศนียบัตร Homeopathy, American Board in Nutrition & Wellness., อว. (เวชศาสตร์ครอบครัว) แพทยสภา, ประกาศนียบัตรบัณฑิต (โฮมีโอพาธีย์) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, กรรมการสมาคมโฮมีโอพาธีย์แห่งประเทศไทย เคยดำรงค์ตำแหน่งเป็นคณบดีวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ท่านเป็นแพทย์นักเขียนที่ฝากผลงานตีพิมพ์เป็นหนังสือแนวสุขภาพและหนังสือเกี่ยวกับธรรมชาติบำบัดไว้มากกว่า 100 ปก ไม่ว่าจะเป็น 20 กลลวงอนามัย รู้ทันก่อนสาย เล่ห์ร้ายใกล้ตัว, โฮมีโอพาธีย์ ธรรมชาติบำบัดเปลี่ยนชีวิต, พลังจิต พิชิตโรค ธรรมชาติบำบัดวิถีสุขภาพแนวใหม่, อินคา เปรู, สุขภาพดีไม่มีขาย แต่สร้างได้ด้วยตัวเอง, อึส่องโรค, หยุดป่วยด้วยตัวเอง, ใคร่ครวญความตาย, กับดักสุขภาพ 11 ประการ (รู้ให้ทันก่อนตกเป็นเหยื่อ), อัมพาตป้องกันรักษาด้วยธรรมชาติบำบัด, คู่มือ นอนไม่หลับ รักษาด้วยธรรมชาติบำบัด, มะเร็งเสริมรักษา เคมี-รังสีบำบัดด้วยธรรมชาติวิธี, ธรรมชาติบำบัดในมือแพทย์ คาถารักษาโรค มนตราชนะมาร, โรคหายจากปลายเท้า และหนังสือแนวสุขภาพอีกมากมาย

แม้กระทั่งในช่วงสุดท้ายของชีวิต ท่านก็ยังประพันธ์งานเขียนชื่อ “ธรรมะโอสถ” ซึ่งเป็นประสบการณ์การรักษามะเร็งร่วมกับการใช้ธรรมะของท่าน จนเป็นที่ประจักษ์ว่าท่านต่อสู้เพื่อผู้ป่วยมะเร็งด้วยการแพทย์บูรณาการอย่างยาวนาน และต้องการป้องกันผู้คนไม่ให้เป็นมะเร็ง ผ่านการดูแล อาหาร อากาศ อารมณ์ปัจจุบัน ถึงแม้ท่านจะป่วยแต่ยังดูแลคนไข้ที่เป็นโควิดจนลมหายใจสุดท้าย พร้อมทั้งออกหนังสือ “How to สู้โควิดแบบธรรมชาติบำบัด” อีกด้วย

เรียนคณะศิษย์ศรัทธาทุกท่าน ด้วยเมตตาธรรมในหลวงพ่อพระอาจารย์อารยวังโส ได้กำหนดให้มีพิธีสวดพระอภิธรรมอุทิศบุญ แด่ “นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล “ลูกศิษย์ที่มีความเคารพเลื่อมใสศรัทธาหลวงพ่อพระอาจารย์อย่างสูง

นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ได้ถึงแก่กรรมลงเมื่อเช้าวันนี้ (12 มีนาคม 2565)จะมีการถ่ายทอดสดการสวดพระอภิธรรม ผ่านยูทูป (youtube) ช่องเป็นบุญวัดป่าพุทธพจน์ เริ่มเวลา 19.00 น.

ด้วยรักและอาลัยยิ่ง

ครอบครัวชุณหสวัสดิกุล

พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ’สรพงศ์ ชาตรี’ สวดพระอภิธรรม 7 วัน ณ วัดเทพศิรินทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640686

พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ'สรพงศ์ ชาตรี' สวดพระอภิธรรม 7 วัน ณ วัดเทพศิรินทร์


วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565, 20.10 น.

วันที่ 10 มีนาคม 2565 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กล่าวว่า ได้รับรายงานว่านายกรีพงศ์ เทียมเศวต (สรพงศ์ ชาตรี) ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักแสดงภาพยนตร์และละครโทรทัศน์) พุทธศักราช  2551 ถึงแก่กรรม ในวันพฤหัสบดีที่  10 มีนาคม 2565  เวลา 15.51  น. ณ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์  เลขที่ 33  สุขุมวิท ซอย 3  แขวงคลองเตยเหนือ  เขตวัฒนา  กรุงเทพมหานคร  ด้วยโรคมะเร็งปอด สิริรวมอายุ 73 ปี  โดยทายาทได้ขอพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ในวันศุกร์ที่ 11  มีนาคม  2565  เวลา  17.00  น. และกำหนดสวดพระอภิธรรมศพ ระหว่างวันที่ 11-17 มีนาคม 2565 เวลา 19.00 น.  ณ ศาลากลางน้ำ  วัดเทพศิรินทราวาส  แขวงวัดเทพศิรินทร์  เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย  ซึ่งทายาทจะเก็บศพไว้บำเพ็ญกุศล 100 วัน และกรมส่งเสริมวัฒนธรรมจะดำเนินการขอพระราชทานเพลิงศพต่อไป

อธิบดี สวธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ เผยแพร่และถ่ายทอดผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน แล้ว ในยามที่ศิลปินฯ เสียชีวิต ยังให้การช่วยเหลือด้านต่าง ๆ นอกจากดำเนินการขอพระราชทานเพลิงศพ แล้ว ยังมอบเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตเพื่อร่วมการบำเพ็ญกุศลศพ จำนวน 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 150,000 บาท ตามระเบียบสวัสดิการของศิลปินแห่งชาติ

สำหรับประวัติชีวิตและผลงาน นายกรีพงศ์ เทียมเศวต หรือ สรพงศ์ ชาตรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักแสดงภาพยนตร์และละครโทรทัศน์) นายกรีพงศ์ เทียมเศวต หรือ สรพงศ์ ชาตรี เกิดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2492 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 4 และบรรพชาเป็นสามเณรจนอายุ 19 ปี ขณะบรรพชาได้ศึกษาพระธรรมวินัยจนสอบได้นักธรรมเอก เนื่องจากนายกรีพงศ์ เทียมเศวต มีความสนใจงานด้านการแสดงชอบดูหนังกลางแปลงมาตั้งแต่เด็ก จึงไปสมัครเป็นนักแสดงที่ทีวีช่อง 7 สี ต่อมาได้แสดงฉากโดดลงไปช่วยคนตกน้ำในเรื่อง “หญิงก็มีหัวใจ” เป็นเรื่องแรกของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

หลังจากนั้น จึงได้แสดงเป็นตัวประกอบและแสดงเป็นพระเอกในเวลาต่อมา นายกรีพงศ์ เทียมเศวต มีผลงานการแสดง ตั้งแต่ พ.ศ. 2514 จนถึงปัจจุบัน มากกว่า 500 เรื่อง ละคร 50 เรื่อง แสดงเป็นพระเอกในหลายบทบาทมากมาย เช่น ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน สามล้อถีบ สามล้อเครื่อง แท็กซี่ ขับรถเมล์ ตำรวจ ทหาร ลิเก หมอ ครู คนบ้า ขอทาน ตาบอด หลังค่อม หน้าบาก มนุษย์หมาป่า ฯลฯ จนได้รับฉายา พระเอกชั้นครู และพระเอกตลอดกาล

นอกจากจะมีความสามารถในด้านการแสดงแล้ว ยังมีความสามารถในเรื่องการร้องเพลง พากย์หนัง ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้กับหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล และกำกับละครให้กับบริษัทเวิร์คพอยด์ สอนการแสดงให้กับนักแสดงหน้าใหม่จนมีชื่อเสียงหลายคน จากการใช้ความสามารถทางด้านภาพยนตร์เป็นอย่างสูง จึงเป็นดาราชายผู้ได้รับรางวัลมากที่สุดในวงการภาพยนตร์ไทย อาทิ รางวัลตุ๊กตาทอง 5 รางวัล จากเรื่อง ชีวิตบัดซบ สัตว์มนุษย์ มือปืน มือปืน 2 สาละวิน เสียดาย 2 รางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ 2 รางวัล จากเรื่อง ถ้าเธอยังมีรัก มือปืน

รางวัลดาราทอง จากภาพยนตร์เรื่อง พลอยทะเล รางวัลดาราดาวรุ่งยอดเยี่ยม ในการประกวดภาพยนตร์นานาชาติ จากเรื่อง มือปืน รางวัลเพชรสยาม จากมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม รางวัลบันเทิงเทิดธรรม Nine Entertain Award 2008 ได้รับยกย่องเป็นพระเอกยอดนิยมอันดับ 1 ดารายชายยอดนิยมอันดับ 1

นายกรีพงศ์ เทียมเศวต ยังคงรับแสดงภาพยนตร์และละคร ถึงแม้จะไม่ได้รับบทพระเอก เพราะอายุมาก แต่บทที่รับแสดงจะเด่นมีความหมายให้แง่คิดในการชม รักษาภาพลักษณ์ของคำว่า ดาราคุณภาพ นอกจากนี้ ยังได้หันมาทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม โดยตั้งมูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชน เป็นวิทยากรพิเศษบรรยายให้ ความรู้แก่สถาบันการศึกษา และหน่วยงานอื่น ๆ นายกรีพงศ์ เทียมเศวต (สรพงศ์ ชาตรี) จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักแสดงภาพยนตร์และละครโทรทัศน์) พุทธศักราช 2551

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน! ช็อกวงการบันเทิง ‘สรพงษ์ ชาตรี’เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง สิริอายุ 71 ปี

‘สุเทพ’สั่งพักราชการ ผอ.เทคนิคธัญบุรี หลังเรียกรับเงินปรับปรุงโรงอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640659

'สุเทพ'สั่งพักราชการ ผอ.เทคนิคธัญบุรี หลังเรียกรับเงินปรับปรุงโรงอาหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565, 18.50 น.

วันที่ 10 มีนาคม 2565 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมาตนได้เซ็นคำสั่งพักราชการ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคธัญบุรี สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 1 หลังถูกตำรวจจับกุม พร้อมของกลางเป็นเงินสดจำนวน 10,000 บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนหนึ่งที่เรียกรับเงินจากผู้ว่าจ้างโครงการก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงอาหารของวิทยาลัยเทคนิคธัญบุรีรวมจำนวนเงินทั้งสิ้น 40,000 บาท ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามีความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการสอบสวนพิจารณาคดี จึงสั่งพักราชการไว้ก่อนจนกว่าการสอบสวนวินัยร้ายแรงจะสิ้นสุด ซึ่งผู้ที่ถูกสอบสวนวินัยร้ายตามระเบียบกฎหมาย คือ ปลดออก หรือไล่ออกเท่านั้น

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อา อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ตนได้เคยออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) เรื่อง นโยบายไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ (NO Gift Policy) เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2564 แล้ว ตามเอกสารแนบ

องคมนตรี ตรวจเยี่ยม ม.ราชภัฏสุราษฎร์ธานี ดูงานผลิต-พัฒนาครู และ Soft Skill

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640354

องคมนตรี ตรวจเยี่ยม ม.ราชภัฏสุราษฎร์ธานี  ดูงานผลิต-พัฒนาครู และ Soft Skill

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏ โดยมีนายสุทธิพงษ์ คล้ายอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายวิชัย ศรีขวัญ นายกสภามหาวิทยาลัย ผศ.ดร.วัฒนา รัตนพรหม รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคใต้ 4 แห่ง ผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ต้อนรับและร่วมประชุม ณ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

ในโอกาสนี้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ได้ร่วมรับฟังการบรรยายสรุปในหัวข้อยุทธศาสตร์ที่ 2 การผลิตและการพัฒนาครูของคณะครุศาสตร์ ในประเด็นการจัดการเรียนการสอน การยกระดับคุณภาพการศึกษา การวิเคราะห์ SWOT ของคณะครุศาสตร์ ซึ่งคณะครุศาสตร์ได้มีการพัฒนาหลักสูตรการเน้นผลิตบัณฑิตครูและพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาที่มีความเป็นเลิศในวิชาชีพและสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากลสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษาที่มีคุณภาพให้เป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาของสังคมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

นอกจากนี้ ร่วมรับฟังการนำเสนอการบรรยายยุทธศาสตร์ที่ 3 การดำเนินงานและยกระดับคุณภาพการศึกษาจากคณะต่างๆได้แก่ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์คณะวิทยาการจัดการ คณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี คณะนิติศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์วิทยาลัยนานาชาติการท่องเที่ยว และบัณฑิตวิทยาลัย ร่วมรับฟังการพัฒนา Soft Skill ด้วยกระบวนการวิศวกรสังคมพบอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคใต้ พบผู้แทนนักศึกษาเพื่อร่วมรับฟังเสียงสะท้อนด้านการจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย จากนั้นเยี่ยมชมสถานที่และสิ่งสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาภายในคณะครุศาสตร์

นศ.มจธ.เพิ่มมูลค่าไส้มันสำปะหลัง เป็นวัสดุชีวภาพ ดักจับน้ำมันในทะเล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640355

นศ.มจธ.เพิ่มมูลค่าไส้มันสำปะหลัง  เป็นวัสดุชีวภาพ ดักจับน้ำมันในทะเล

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“โครงงานวัสดุชีวภาพสำหรับดูดซับคราบน้ำมันในทะเล” ของนักศึกษาจากภาควิชาวิศวกรรมเคมีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1ในหัวข้อ PROTECT ในการประกวดนวัตกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ในโครงการ “PTTEP Teenergy :Young Ocean for LifeInnovation Challenge” ของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

นวัตกรรมจากไส้มันสำปะหลังดังกล่าว เป็นไอเดียของ กลุ่มนักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ประกอบด้วยน.ส. พรไพลิน ลิปภานนท์, น.ส.ปิยฉัตร เสียมไหม นักศึกษาชั้นปีที่ 2, นายกันต์ ขยันยิ่ง และ นายตนปพน ปริยานันทวัฒน์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภายใต้ชื่อทีม It’s a cassava! เกิดขึ้นจากที่เห็นปัญหา เหตุการณ์การรั่วไหลของน้ำมันในทะเลที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการรั่วไหลเล็กน้อยจากเรือ หรืออุบัติเหตุครั้งร้ายแรงของท่อขนส่งน้ำมัน สร้างผลกระทบหนักกับระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อมในทะเลรวมถึงบริเวณชายฝั่ง ประกอบกับประเทศไทย มีการเพาะปลูกมันสำปะหลังซึ่งจัดเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย และต้นมันสำปะหลัง ยังนำมาใช้ประโยชน์น้อย จึงมีไอเดียการนำไส้มันสำปะหลังมาเพิ่มมูลค่าเป็น “วัสดุชีวภาพ สำหรับดูดซับคราบน้ำมันในทะเล” หรือ “สารชีวมวลดูดซับคราบน้ำมันในทะเล”

โครงงานนี้การศึกษาทดลองอยู่ในระดับ Lab-scale คือ ทำเป็นทุ่นจำลองขึ้นมาแล้วนำไปดูดซับน้ำมันในภาชนะ ผลการทดลองพบว่า ไส้มันสำปะหลังสามารถดูดซับน้ำมันได้ดีและมีข้อดีของไส้ต้นมันสำปะหลังมากกว่าวัสดุดูดซับอื่น คือ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมในทะเล ราคาถูก เป็นของเหลือใช้จากวัตถุดิบทางการเกษตรของประเทศไทย และทุกคนก็สามารถเข้าถึงนวัตกรรมนี้ได้ง่าย

ผลจากการศึกษาเบื้องต้น ในการดูดซับน้ำมันจากไส้มันสำปะหลังพบว่า เมื่อนำไส้มันสำปะหลังไปแช่ในไคโตซานเพื่อปรับสภาพพื้นผิว จะเห็นว่ามีการดูดซับน้ำมันได้มากขึ้นกว่าตอนไม่ได้แช่ในไคโตซาน โดยไส้มันสำปะหลังที่ผ่านการปรับปรุงพื้นผิวสามารถดูดซับน้ำมันและขยายตัวเพิ่มขึ้น

ผลงานวัสดุทางชีวภาพสำหรับดูดซับน้ำมันในทะเลจากไส้ต้นมันสำปะหลังของนักศึกษากลุ่มนี้ แม้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่ได้จุดประกายให้เห็นถึงคุณค่าและประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ของวัสดุเหลือทิ้งทางภาคเกษตรที่สามารถนำมาต่อยอดขยายผลยกระดับเพิ่มมูลค่าให้เป็นวัสดุหรือสารที่มีมูลค่าสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้ทดแทนตัวดูดซับสังเคราะห์ที่มีราคาแพงและย่อยสลายได้ยากในธรรมชาติ ที่สำคัญเป็นของที่หาได้ง่าย ราคาถูก และผลิตเองได้ในประเทศ

ม.ราชพฤกษ์เปิดรับนิสิตนักศึกษาใหม่ ‘คอนเทนต์การโฆษณา ประชาสัมพันธ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640353

ม.ราชพฤกษ์เปิดรับนิสิตนักศึกษาใหม่  ‘คอนเทนต์การโฆษณา ประชาสัมพันธ์’

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565, 16.00 น.

รศ.อวยพร พานิช คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันวิถีชีวิต (Life Style) ของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี สภาพสังคม และเพื่อให้ผู้ที่สนใจเรียนทางด้านนิเทศศาสตร์ได้รับความรู้เกิดทักษะ ความชำนาญ และที่สำคัญทันยุคทันสมัย มหาวิทยาลัยจึงได้เปิดสอน“สาขาวิชาคอนเทนต์การโฆษณาและการประชาสัมพันธ์” ขึ้น โดยมีการเรียนการสอนที่เน้นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตลอดจนการให้ความสำคัญกับการปลูกฝังจริยธรรมและจรรยาบรรณในการสร้างสรรค์ และผลิตงานด้านนิเทศศาสตร์คุณภาพสู่สังคม และถือว่าเป็นหลักสูตรที่รวมทั้งศาสตร์และศิลป์ไว้เป็นหนึ่งเดียว ภายใต้แนวคิด “นักคอนเทนต์เด่นการโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ สร้างสรรค์งานสื่อสารดิจิทัล” เป็นหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานด้านนิเทศศาสตร์ และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้เป็นเจ้าของธุรกิจสื่อดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผศ.ทัศนีย์ ดำเกิงศักดิ์ หัวหน้าสาขาวิชาคอนเทนต์การโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ กล่าวอีกว่า คอนเทนต์เป็นสิ่งสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจด้านสื่อมวลชนในปัจจุบันและอนาคต ประกอบกับ มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์มีคณาจารย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ มหาวิทยาลัยจึงเปิดสอนหลักสูตรนี้ขึ้นมา และขณะนี้ได้เปิดรับสมัครนิสิตใหม่ ทั้งภาคปกติและภาคเสาร์-อาทิตย์ สนใจเรียนแบบ 4 ปี หรือต่อเนื่องในสาขาวิชาคอนเทนต์การโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ สมัครเรียนได้ที่เพจเฟซบุ๊ค : คณะนิเทศศาสตร์ และ ติดต่อ : โทร.084-4494639

‘ตรีนุช’เผยครม.อนุมัติงบกว่า 107 ล้าน ปั้น‘อาชีวะ ฝีมือชน พัฒนากำลังคนชายแดนใต้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640313

‘ตรีนุช’เผยครม.อนุมัติงบกว่า 107 ล้าน ปั้น‘อาชีวะ ฝีมือชน พัฒนากำลังคนชายแดนใต้’

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565, 13.05 น.

‘ตรีนุช’เผยครม.อนุมัติงบกว่า 107 ล้าน ปั้น‘อาชีวะ ฝีมือชน พัฒนากำลังคนชายแดนใต้’

9 มีนาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเร็วๆนี้ ว่า ครม.ได้อนุมัติโครงการอาชีวะ ฝีมือชน พัฒนากำลังคนชายแดนใต้ กรอบวงเงินงบประมาณ 107.6 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2564-2568 ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2560 ที่รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังและลดความเหลื่อมล้ำ จึงสร้างโอกาสให้กับนักเรียน นักศึกษาที่ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ได้รับการศึกษาต่อด้านวิชาชีพอย่างทั่วถึงและมีทักษะประกอบอาชีพที่มั่นคง

“โครงการนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับนักเรียนที่ด้อยโอกาส โดยคัดเลือกเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 3 หมื่นบาท และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเด็กที่ขาดโอกาส รัฐบาลจึงได้ช่วยสนับสนุนงบฯมาให้เพื่อให้โครงการฯให้มีความต่อเนื่องกับนักเรียนในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) ซึ่งโครงการนี้รัฐบาลจัดมาตั้งแต่ปี 2561-2563 ซึ่ง ศธ.อยากให้โครงการนี้ต่อเนื่องจากปี 2564-2568 จึงขอให้ ครม.อนุมัติงบฯดำเนินโครงการนี้ต่อไป ที่ผ่านมามีนักเรียน นักศึกษาเข้าร่วมโครงการนี้แล้วทั้งระดับ ปวช.และ ปวส. รวมทั้งสิ้น 858 คน ใน 1 ปีจะรับนักเรียนทั้งระดับ ปวช. และ ปวส. เข้าร่วมโครงการได้กว่า 300 คน เป็นการเรียนฟรีและมีที่พักให้” รมว.ศธ. กล่าว

ด้านนายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า โครงการอาชีวะ ฝีมือชน พัฒนากำลังคนชายแดนใต้ นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ช่วยเหลือนักเรียนด้อยโอกาสและครอบครัวผู้มีรายได้น้อย  สร้างโอกาสให้เยาวชนในเขตพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ได้เรียนรู้วิชาชีพอย่างมีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาและสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนได้มีโอกาสสร้างทักษะในการประกอบอาชีพที่มั่นคง

ทั้งนี้ จะดำเนินการในลักษณะการจัดตั้งโรงเรียนประจำในสถานศึกษาสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดสงขลา ในอำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย รวม 4 แห่ง ได้แก่  วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกปัตตานี , วิทยาลัยอาชีวศึกษายะลา , วิทยาลัยการอาชีพสุไหง-โกลก และ  และ วิทยาลัยเทคนิคจะนะ

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของโครงการจะเปิดรับนักเรียน นักศึกษาในระดับชั้น ปวช. จำนวน 135 คนต่อชั้นเรียน และระดับ ปวส. จำนวน 247 คนต่อชั้นเรียน ซึ่งเป็นนักเรียน นักศึกษาที่ยากจน ถูกทอดทิ้ง ไม่มีผู้อุปการะ และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีคุณสมบัติ อาทิ  ครอบครัวมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี โดยใช้ข้อมูลจากผู้ที่ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเพื่อรับสวัสดิการของรัฐ  เป็นนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีภูมิลำเนาในจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดสงขลา ในอำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย

‘ตรีนุช’เปิดเวทีแจงขับเคลื่อนเฟสแรก 4 มาตรการ ตั้ง 558 สถานี‘แก้หนี้ครู’ทั่วไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640301

‘ตรีนุช’เปิดเวทีแจงขับเคลื่อนเฟสแรก 4 มาตรการ ตั้ง 558 สถานี‘แก้หนี้ครู’ทั่วไทย

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565, 12.50 น.

‘ตรีนุช’เปิดเวทีแจงขับเคลื่อนเฟสแรก 4 มาตรการ ตั้ง 558 สถานี‘แก้หนี้ครู’ทั่วไทย

9 มีนาคม 2565 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับจังหวัด โดยมีนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ , นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. , นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา , นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ. , ผู้บริหาร ศธ. , รองผู้ว่าราชการจังหวัด , ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย , ธนาคารออมสิน , สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ , บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ , นักวิจัยศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจพอเพียง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 12 เข้าร่วมประชุมสร้างความเข้าใจและร่วมแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ ผ่านระบบ VIDEO ZOOM MEETING

น.ส.ตรีนุช กล่าวในการประชุมฯ ว่า ภายใต้นโยบายการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มีความมุ่งมั่นให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดี โดยประกาศให้ปี 2565 เป็น “ปีแห่งการแก้หนี้ภาคครัวเรือน” ซึ่งครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นประชาชนกลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนกว่า 9 แสนคน มีหนี้สินรวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท โดย ศธ.ได้ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาในระดับกระทรวงขึ้น เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ.เป็นประธานฯ และวันนี้สามารถเสนอการแก้ไขปัญหาให้ประจักษ์เป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจน

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า แนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ต้องการลดภาระหนี้โดยรวมของครูให้น้อยลง ให้ครูมีรายได้ต่อเดือนเหลือไม่น้อยกว่า 30% ของเงินเดือน จึงได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อนในเฟสแรก เป็น 4 มาตรการ ดังนี้

มาตรการที่ 1 ลดดอกเบี้ย โดยเปิดโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ครูรายใหญ่เข้าร่วม ซึ่งขณะนี้มีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 70 แห่ง จากทั้งหมด 108 แห่ง เข้าร่วมปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงตั้งแต่ 0.05-1.0% และพบว่ามีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 11 แห่ง สามารถปรับลดดอกเบี้ยลงเหลือต่ำกว่า 5% โดยมีครูที่ได้รับประโยชน์ทันทีกว่า 460,000 คน และจะเร่งขยายผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศในเฟสถัดไป ซึ่งครูมีหนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 1,000,000 บาท หากอัตราดอกเบี้ยลดลง 1% จะทำให้ครูมีเงินไว้ใช้จ่ายต่อปีเพิ่มขึ้นถึง 10,000 บาท ขณะเดียวกันนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน จะเป็นคนกลางในการประสานขอความร่วมมือกับธนาคารออมสิน เพื่อชะลอการดำเนินคดีทางกฎหมายให้กับกลุ่มครู ซึ่งจะมีครูได้รับประโยชน์กว่า 25,000 คน

มาตรการที่ 2 พิจารณาและควบคุมการอนุมัติเงินกู้อย่างเคร่งครัด โดยยอดหนี้รวมทั้งหมดของผู้กู้ต้องไม่ให้มีหนี้เกินกว่า 70% ของรายได้ เพื่อให้ครูสามารถมีเงินใช้จ่ายได้ 30% ของเงินเดือน เนื่องจากครูมีหนี้หลายด้าน ระบบการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ยังไม่เป็นระบบที่เชื่อมโยง ดังนั้น ศธ.จึงร่วมมือกับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ในการสร้างระบบเชื่อมโยงหนี้รายบุคคล เพื่อให้ทราบข้อมูลหนี้ของครูเป็นรายคนสำหรับการบริหารจัดการและไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อน โดยทางบริษัทเครดิตบูโรสนับสนุนให้ ศธ. ใช้ระบบได้ฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่าย หากตรวจพบว่าครูที่ต้องการกู้เงินเพิ่มเติม มีหนี้รวมมากกว่า 70% ก็จะไม่ได้รับการอนุมัติให้กู้เพิ่มอีก

มาตรการที่ 3 ศธ.ได้จัดตั้งสถานีแก้หนี้ครูฯ ระดับเขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษา จำนวน 481 แห่ง และระดับจังหวัด 77 จังหวัด รวมเป็น 558 สถานีทั่วประเทศ โดยดำเนินการในรูปคณะกรรมการ ซึ่งระดับเขตพื้นที่ฯกำหนดให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) หรือ หัวหน้าหน่วยงานทางการศึกษา เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่กำหนดแนวทางแก้หนี้ร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ส่วนราชการ และสถาบันการเงิน, จัดทำระบบข้อมูล, ปรับปรุง กำหนดมาตรการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ , รับลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างเจ้าหนี้กับครู และผู้ค้ำประกัน ส่วนสถานีแก้หนี้ครูฯระดับจังหวัด จะมีผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ รองผู้ว่าฯ เป็นประธาน กำกับดูแลในภาพรวมของจังหวัด บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นภายในจังหวัด ช่วยเหลือสถานีแก้หนี้ครูตามที่ได้รับการร้องขอ

มาตรการที่ 4 ให้ความรู้ด้านการเงินกับครูฯ โดยประสานงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ครูสามารถวางแผนการเงิน และมีระเบียบวินัยในการใช้จ่ายได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

“ศธ.เปิดให้ครูมาลงทะเบียนแก้ปัญหาหนี้สิน เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้มีครูลงทะเบียนแล้ว 27,427 ราย ถือว่าไม่มากไม่น้อย เพราะเพิ่งจะเริ่มต้น หากเราสามารถทำให้เห็นผลว่าสามารถช่วยเหลือครูได้จริง ตัวเลขก็คงจะทยอยเพิ่มขึ้น ซึ่ง ศธ.จะติดตามผลการช่วยเหลือครูจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแต่ละแห่งเพื่อให้ทราบภาพรวมว่าได้ช่วยลดหนี้ครูแต่ละคนไปได้เท่าไร ขณะเดียวกัน ศธ.จะเดินหน้าหาแนวทางแก้ไขที่หลากหลาย รวมถึงดำเนินการเกี่ยวกับกฎระเบียบต่างๆ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดและแบ่งเบาการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า ตนยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกคน และในนามของรัฐบาลขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันขับเคลื่อนโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อนครูด้วยกัน และช่วยลดความกังวล ซึ่งจะส่งผลให้ครูฯสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีความสุข พัฒนาห้องเรียนให้มีคุณภาพ และสร้างคุณภาพของนักเรียนและเยาวชนของประเทศให้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพมากขึ้น

สอวช. เผยภารกิจไฮไลท์เดือนกุมภาพันธ์ อบรมหลักสูตรเพียบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640277

สอวช. เผยภารกิจไฮไลท์เดือนกุมภาพันธ์ อบรมหลักสูตรเพียบ

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565, 11.09 น.

สอวช. เผยภารกิจไฮไลท์เดือนกุมภาพันธ์ อบรมหลักสูตรออกแบบนโยบาย วทน.- เสวนาระดับนานาชาติขับเคลื่อนบีซีจี – ขยับสถานะกลุ่มประชากรฐานรากให้พ้นความยากจน – จัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานอุดมศึกษาแบบเดิม และการเปิด 58 หลักสูตรสะเต็ม 

9 มีนาคม 2565 ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวถึง ภารกิจ กิจกรรมของ สอวช. ในรอบเดือนกุมภาพันธ์ ว่า มีหลายประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ เริ่มจาก สอวช. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดอบรมหลักสูตรการออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รุ่นที่ 4 (STIP04) ในวันที่  9, 14 กุมภาพันธ์ 2565 ในรูปแบบ Hybrid Learning ผสมผสานระหว่างการเรียนออนไลน์และการเรียนออนไซต์ ผ่านแพลตฟอร์ม STIPIAcademy.com โดยการอบรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านนโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ที่เป็นมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับชาติ รวมถึงเป็นการสร้างให้เกิดเครือข่ายนักพัฒนานโยบายด้าน อววน. ของประเทศ เพื่อช่วยขับเคลื่อนองค์กรและประเทศไปข้างหน้า

ตามมาด้วย สอวช. ร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดงานเสวนานานาชาติ ในหัวข้อ Realizing Bio-Circular-Green Economy: Promoting Circular Economy through Technology, Innovation, and Business Models เพื่อนำเสนอแนวคิดของโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี โดยเชิญวิทยากรจากทั้งภาครัฐ องค์การระหว่างรัฐบาล ภาคเอกชน รวมถึงภาคการศึกษา มาร่วมเวทีบรรยายแบ่งบันประสบการณ์และสนับสนุนบทบาทของเทคโนโลยี นวัตกรรม และบทบาทของภาคธุรกิจ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้กับสมาชิกเขตเศรษฐกิจเอเปค

นอกจากนี้ สอวช. ยังได้จัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2565 ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 โดย สอวช. ได้เสนอประเด็นมาตรการและกลไก อววน. เพื่อการขยับสถานะประชากรกลุ่มฐานราก โดยศาสตราจารยพิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. ในฐานะประธานในที่ประชุม ได้ให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคม ที่ทั้งรัฐบาลและสังคมให้ความสนใจ และมีความเชื่อมโยงกับการขยับฐานะประชากรกลุ่มฐานราก หากสังคมใดมีการขยับฐานะประชาชนกลุ่มฐานรากให้สูงขึ้นได้ก็จะถือว่าดีมาก

ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ สอวช. ได้จัดรายการ Future Talk by NXPO ตอนที่ 8 ในหัวข้อ “Higher Education Sandbox กลไกการศึกษาใหม่ตอบโจทย์ความต้องการและการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต” ทั้งนี้ สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณาเห็นชอบการมอบอำนาจให้ สอวช. ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเรื่องการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา ไปเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 โดย Higher Education Sandbox เป็นการทดลองเพื่อหากลไก ระเบียบวิธี หรือวิธีการจัดการศึกษาในระดับที่เป็นนวัตกรรมทางการอุดมศึกษา และเป็นวิธีที่ต้องก้าวข้ามขีดจำกัดของเกณฑ์มาตรฐานเดิม สิ่งสำคัญคือในปัจจุบันสถานการณ์การอุดมศึกษาไทยและโลกเปลี่ยนไปมาก ส่วนที่ต้องให้ความสนใจคือการผลิตคนให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมหรือภาคการผลิต (Demand Driven) จึงนำมาซึ่งแนวคิดการทดลองเรื่องของแซนด์บ็อกซ์ ที่จะพัฒนาหลักสูตรใหม่หรือวิธีการจัดการศึกษาแบบใหม่ เพื่อผลิตคนให้ตอบความต้องการของสถานประกอบการ และเท่าทันความต้องการของประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ

ปิดท้ายด้วยการเปิด 58 หลักสูตรสะเต็ม ซึ่งพัฒนาโดย 12 หน่วยฝึกอบรมชั้นนำ โดย ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า ปัจจุบันมีหลักสูตรที่ได้รับการอนุมัติแล้ว 58 หลักสูตร และยังมีอีกกว่า 222 หลักสูตรที่ยังรอการพิจารณา ซึ่งทุกหลักสูตรต้องสอดคล้องกับความต้องการทักษะบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ผ่านการรับรองตามมาตรการ Thailand Plus Package โดยผู้ประกอบการที่ส่งบุคลากรเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรเหล่านี้ สามารถนำไปขอยกเว้นภาษีเงินได้ถึง 250% ของค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมลูกจ้าง ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าดูหลักสูตรฝึกอบรมที่ผ่านการรับรองหรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.stemplus.or.th