‘ตรีนุช’เปิดเวทีแจงขับเคลื่อนเฟสแรก 4 มาตรการ ตั้ง 558 สถานี‘แก้หนี้ครู’ทั่วไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640301

‘ตรีนุช’เปิดเวทีแจงขับเคลื่อนเฟสแรก 4 มาตรการ ตั้ง 558 สถานี‘แก้หนี้ครู’ทั่วไทย

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565, 12.50 น.

‘ตรีนุช’เปิดเวทีแจงขับเคลื่อนเฟสแรก 4 มาตรการ ตั้ง 558 สถานี‘แก้หนี้ครู’ทั่วไทย

9 มีนาคม 2565 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับจังหวัด โดยมีนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ , นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. , นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา , นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ. , ผู้บริหาร ศธ. , รองผู้ว่าราชการจังหวัด , ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย , ธนาคารออมสิน , สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ , บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ , นักวิจัยศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจพอเพียง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 12 เข้าร่วมประชุมสร้างความเข้าใจและร่วมแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ ผ่านระบบ VIDEO ZOOM MEETING

น.ส.ตรีนุช กล่าวในการประชุมฯ ว่า ภายใต้นโยบายการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มีความมุ่งมั่นให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดี โดยประกาศให้ปี 2565 เป็น “ปีแห่งการแก้หนี้ภาคครัวเรือน” ซึ่งครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นประชาชนกลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนกว่า 9 แสนคน มีหนี้สินรวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท โดย ศธ.ได้ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาในระดับกระทรวงขึ้น เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ.เป็นประธานฯ และวันนี้สามารถเสนอการแก้ไขปัญหาให้ประจักษ์เป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจน

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า แนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ต้องการลดภาระหนี้โดยรวมของครูให้น้อยลง ให้ครูมีรายได้ต่อเดือนเหลือไม่น้อยกว่า 30% ของเงินเดือน จึงได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อนในเฟสแรก เป็น 4 มาตรการ ดังนี้

มาตรการที่ 1 ลดดอกเบี้ย โดยเปิดโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ครูรายใหญ่เข้าร่วม ซึ่งขณะนี้มีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 70 แห่ง จากทั้งหมด 108 แห่ง เข้าร่วมปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงตั้งแต่ 0.05-1.0% และพบว่ามีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 11 แห่ง สามารถปรับลดดอกเบี้ยลงเหลือต่ำกว่า 5% โดยมีครูที่ได้รับประโยชน์ทันทีกว่า 460,000 คน และจะเร่งขยายผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศในเฟสถัดไป ซึ่งครูมีหนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 1,000,000 บาท หากอัตราดอกเบี้ยลดลง 1% จะทำให้ครูมีเงินไว้ใช้จ่ายต่อปีเพิ่มขึ้นถึง 10,000 บาท ขณะเดียวกันนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน จะเป็นคนกลางในการประสานขอความร่วมมือกับธนาคารออมสิน เพื่อชะลอการดำเนินคดีทางกฎหมายให้กับกลุ่มครู ซึ่งจะมีครูได้รับประโยชน์กว่า 25,000 คน

มาตรการที่ 2 พิจารณาและควบคุมการอนุมัติเงินกู้อย่างเคร่งครัด โดยยอดหนี้รวมทั้งหมดของผู้กู้ต้องไม่ให้มีหนี้เกินกว่า 70% ของรายได้ เพื่อให้ครูสามารถมีเงินใช้จ่ายได้ 30% ของเงินเดือน เนื่องจากครูมีหนี้หลายด้าน ระบบการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ยังไม่เป็นระบบที่เชื่อมโยง ดังนั้น ศธ.จึงร่วมมือกับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ในการสร้างระบบเชื่อมโยงหนี้รายบุคคล เพื่อให้ทราบข้อมูลหนี้ของครูเป็นรายคนสำหรับการบริหารจัดการและไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อน โดยทางบริษัทเครดิตบูโรสนับสนุนให้ ศธ. ใช้ระบบได้ฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่าย หากตรวจพบว่าครูที่ต้องการกู้เงินเพิ่มเติม มีหนี้รวมมากกว่า 70% ก็จะไม่ได้รับการอนุมัติให้กู้เพิ่มอีก

มาตรการที่ 3 ศธ.ได้จัดตั้งสถานีแก้หนี้ครูฯ ระดับเขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษา จำนวน 481 แห่ง และระดับจังหวัด 77 จังหวัด รวมเป็น 558 สถานีทั่วประเทศ โดยดำเนินการในรูปคณะกรรมการ ซึ่งระดับเขตพื้นที่ฯกำหนดให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) หรือ หัวหน้าหน่วยงานทางการศึกษา เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่กำหนดแนวทางแก้หนี้ร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ส่วนราชการ และสถาบันการเงิน, จัดทำระบบข้อมูล, ปรับปรุง กำหนดมาตรการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ , รับลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างเจ้าหนี้กับครู และผู้ค้ำประกัน ส่วนสถานีแก้หนี้ครูฯระดับจังหวัด จะมีผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ รองผู้ว่าฯ เป็นประธาน กำกับดูแลในภาพรวมของจังหวัด บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นภายในจังหวัด ช่วยเหลือสถานีแก้หนี้ครูตามที่ได้รับการร้องขอ

มาตรการที่ 4 ให้ความรู้ด้านการเงินกับครูฯ โดยประสานงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ครูสามารถวางแผนการเงิน และมีระเบียบวินัยในการใช้จ่ายได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

“ศธ.เปิดให้ครูมาลงทะเบียนแก้ปัญหาหนี้สิน เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้มีครูลงทะเบียนแล้ว 27,427 ราย ถือว่าไม่มากไม่น้อย เพราะเพิ่งจะเริ่มต้น หากเราสามารถทำให้เห็นผลว่าสามารถช่วยเหลือครูได้จริง ตัวเลขก็คงจะทยอยเพิ่มขึ้น ซึ่ง ศธ.จะติดตามผลการช่วยเหลือครูจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแต่ละแห่งเพื่อให้ทราบภาพรวมว่าได้ช่วยลดหนี้ครูแต่ละคนไปได้เท่าไร ขณะเดียวกัน ศธ.จะเดินหน้าหาแนวทางแก้ไขที่หลากหลาย รวมถึงดำเนินการเกี่ยวกับกฎระเบียบต่างๆ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดและแบ่งเบาการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า ตนยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกคน และในนามของรัฐบาลขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันขับเคลื่อนโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อนครูด้วยกัน และช่วยลดความกังวล ซึ่งจะส่งผลให้ครูฯสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีความสุข พัฒนาห้องเรียนให้มีคุณภาพ และสร้างคุณภาพของนักเรียนและเยาวชนของประเทศให้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพมากขึ้น

สอวช. เผยภารกิจไฮไลท์เดือนกุมภาพันธ์ อบรมหลักสูตรเพียบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640277

สอวช. เผยภารกิจไฮไลท์เดือนกุมภาพันธ์ อบรมหลักสูตรเพียบ

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565, 11.09 น.

สอวช. เผยภารกิจไฮไลท์เดือนกุมภาพันธ์ อบรมหลักสูตรออกแบบนโยบาย วทน.- เสวนาระดับนานาชาติขับเคลื่อนบีซีจี – ขยับสถานะกลุ่มประชากรฐานรากให้พ้นความยากจน – จัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานอุดมศึกษาแบบเดิม และการเปิด 58 หลักสูตรสะเต็ม 

9 มีนาคม 2565 ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวถึง ภารกิจ กิจกรรมของ สอวช. ในรอบเดือนกุมภาพันธ์ ว่า มีหลายประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ เริ่มจาก สอวช. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดอบรมหลักสูตรการออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รุ่นที่ 4 (STIP04) ในวันที่  9, 14 กุมภาพันธ์ 2565 ในรูปแบบ Hybrid Learning ผสมผสานระหว่างการเรียนออนไลน์และการเรียนออนไซต์ ผ่านแพลตฟอร์ม STIPIAcademy.com โดยการอบรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านนโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ที่เป็นมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับชาติ รวมถึงเป็นการสร้างให้เกิดเครือข่ายนักพัฒนานโยบายด้าน อววน. ของประเทศ เพื่อช่วยขับเคลื่อนองค์กรและประเทศไปข้างหน้า

ตามมาด้วย สอวช. ร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดงานเสวนานานาชาติ ในหัวข้อ Realizing Bio-Circular-Green Economy: Promoting Circular Economy through Technology, Innovation, and Business Models เพื่อนำเสนอแนวคิดของโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี โดยเชิญวิทยากรจากทั้งภาครัฐ องค์การระหว่างรัฐบาล ภาคเอกชน รวมถึงภาคการศึกษา มาร่วมเวทีบรรยายแบ่งบันประสบการณ์และสนับสนุนบทบาทของเทคโนโลยี นวัตกรรม และบทบาทของภาคธุรกิจ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้กับสมาชิกเขตเศรษฐกิจเอเปค

นอกจากนี้ สอวช. ยังได้จัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2565 ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 โดย สอวช. ได้เสนอประเด็นมาตรการและกลไก อววน. เพื่อการขยับสถานะประชากรกลุ่มฐานราก โดยศาสตราจารยพิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. ในฐานะประธานในที่ประชุม ได้ให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคม ที่ทั้งรัฐบาลและสังคมให้ความสนใจ และมีความเชื่อมโยงกับการขยับฐานะประชากรกลุ่มฐานราก หากสังคมใดมีการขยับฐานะประชาชนกลุ่มฐานรากให้สูงขึ้นได้ก็จะถือว่าดีมาก

ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ สอวช. ได้จัดรายการ Future Talk by NXPO ตอนที่ 8 ในหัวข้อ “Higher Education Sandbox กลไกการศึกษาใหม่ตอบโจทย์ความต้องการและการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต” ทั้งนี้ สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณาเห็นชอบการมอบอำนาจให้ สอวช. ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเรื่องการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา ไปเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 โดย Higher Education Sandbox เป็นการทดลองเพื่อหากลไก ระเบียบวิธี หรือวิธีการจัดการศึกษาในระดับที่เป็นนวัตกรรมทางการอุดมศึกษา และเป็นวิธีที่ต้องก้าวข้ามขีดจำกัดของเกณฑ์มาตรฐานเดิม สิ่งสำคัญคือในปัจจุบันสถานการณ์การอุดมศึกษาไทยและโลกเปลี่ยนไปมาก ส่วนที่ต้องให้ความสนใจคือการผลิตคนให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมหรือภาคการผลิต (Demand Driven) จึงนำมาซึ่งแนวคิดการทดลองเรื่องของแซนด์บ็อกซ์ ที่จะพัฒนาหลักสูตรใหม่หรือวิธีการจัดการศึกษาแบบใหม่ เพื่อผลิตคนให้ตอบความต้องการของสถานประกอบการ และเท่าทันความต้องการของประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ

ปิดท้ายด้วยการเปิด 58 หลักสูตรสะเต็ม ซึ่งพัฒนาโดย 12 หน่วยฝึกอบรมชั้นนำ โดย ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า ปัจจุบันมีหลักสูตรที่ได้รับการอนุมัติแล้ว 58 หลักสูตร และยังมีอีกกว่า 222 หลักสูตรที่ยังรอการพิจารณา ซึ่งทุกหลักสูตรต้องสอดคล้องกับความต้องการทักษะบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ผ่านการรับรองตามมาตรการ Thailand Plus Package โดยผู้ประกอบการที่ส่งบุคลากรเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรเหล่านี้ สามารถนำไปขอยกเว้นภาษีเงินได้ถึง 250% ของค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมลูกจ้าง ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าดูหลักสูตรฝึกอบรมที่ผ่านการรับรองหรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.stemplus.or.th

ปลัด ศธ.เตรียมจัดอีเว้นฉีดวัคซีนเข็ม 2 นร. พร้อมเตรียมแผนบูสเตอร์โดสเข็ม3ต่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640220

ปลัด ศธ.เตรียมจัดอีเว้นฉีดวัคซีนเข็ม 2 นร. พร้อมเตรียมแผนบูสเตอร์โดสเข็ม3ต่อ

วันอังคาร ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2565, 20.37 น.

วันที่ 8 มีนาคม 2565  นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด กระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยมี ผู้บริหารสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เพื่อหารือถึงความก้าวหน้าการฉีดวัคซีนของนักเรียน นักศึกษา ช่วงอายุ 12-18 ปี และอายุ 5-ไม่เกิน 12 ปี  ซึ่งขณะนี้นักเรียน นักศึกษา ที่อายุช่วง 12-18 ปี ฉีดวัคซีนเข็ม ที่ 2 ไปแล้ว 75% อีก 25% ยังไม่ได้ฉีดเข็ม 2  ซึ่งตามแผนการฉีด ในเดือน มี.ค.นี้ ควรจะฉีดครบ 2 เข็มทุกคน  เพื่อเตรียมแผนบูสเตอร์โดสเข็ม 3 ต่อไป  ดังนั้น ตนจึงขอให้ต้นสังกัดสถานศึกษาและศึกษาธิการจังหวัด แต่ละจังหวัดไปช่วยสำรวจตรวจสอบว่าเด็กที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนเข็ม 2 ปัญหาความล่าช้าเกิดจากอะไรบ้าง  และในวันที่ 24-25 มี.ค.นี้ ตนได้นัดประชุมติดตามผงการสำรวจร่วมกับผู้บริหารอีกครั้ง เมื่อได้ผลการสำรวจแล้วตนก็จะไปหารือกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อจัดมหกรรมฉีดวัคซีนเข็ม 2 แบบปูพรหมให้ครบทุกคน

“มี 7-8 จังหวัด รายงานผมมาถึงการฉีดวัคซีนเข็ม 2 ว่าไม่มีการจัดมหกรรมเฉพาะในการฉีด แต่ให้ฉีดตามสมัครใจไม่บังคับ ใครว่างก็ให้มาฉีด จึงทำให้การฉีดเข็ม 2 เกิดการลักลั่น  แต่การฉีดเข็ม 1 เป็นการจัดอีเว้นบังคับฉีด จึงทำให้การฉีดเข็มแรกครบเร็วขึ้น  ซึ่งการฉีดเข็ม 2 ยังไม่ครบตามแผนการฉีดก็จะทำให้ส่งผลถึงการบูสเตอร์โดสเข็ม 3 ด้วย เพราะระยะห่างของการฉีดแต่ละเข็มก็มีผล  ซึ่งตามหลักการของ ศธ.ที่ตกลงไว้กับทางกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ว่าจะต้องบูสเตอร์โดสเข็มที่ 3 หลังจาก 6 เดือนผ่านไปแล้ว เช่น เริ่มฉีดเข็มแรกเดือนตุลาคม เข็ม 2 เดือน ธ.ค.2564-ม.ค.2565 ครบแล้ว  ก็ต้องเตรียมบูสเข็ม 3 ให้ในช่วงเปิดเทอมหรือก่อนไปเรียนปกติ ส่วนคนที่ฉีดเข็ม 2 ไปแล้วก็บูสเตอร์โดสเข็ม 3 ไปตามแผน“ ปลัด ศธ. กล่าว 

ปลัดศธ. กล่าวว่า ขณะนี้โรงเรียนต่างๆเริ่มปิดเทอมแล้ว และช่วงนี้เด็กจะไปมุ่งกับการสอบเข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4 และสอบเข้ามหาวิทยาลัย ดังนั้น การจะให้เด็กมาฉีดช่วงนี้เด็กคงไม่มา  คงต้องไประดมฉีดให้ช่วงเปิดเทอมหรือก่อนเข้าไปเรียนปกติ  ส่วนการฉีดวัคซีนให้กับเด็กที่อายุ 5-ไม่เกิน 12 ปี ขณะนี้ฉีดเข็มแรกไปแล้วกว่า 4.4 แสนคน จากเด็กประมาณ 3.3 ล้านคน เนื่องจากวัคซีนจัดสรรมาให้สัปดาห์ละ 3 แสนโดส กระจายไปให้จังหวัดละประมาณ 4 พันโดส  ซึ่งสัปดาห์แรกเริ่มฉีดในวันที่ 1 ก.พ.ให้กับเด็กที่มี 7 โรคก่อน และวันที่  7 ก.พ. จึงเริ่มฉีดให้กับเด็กทั่วไปซึ่งขณะนี้ฉีดไปได้แล้วกว่า 4.4 แสนคนก็ถือว่าตัวเลขการฉีดยังไม่มาก

นายสุภัทร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือถึงการเตรียมตัวให้กับนักเรียนที่จะสอบระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอดุมศึกษา หรือ TCAS  และการสอบเข้า ม.1, ม.4 รอบปกติ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในช่วงสอบ และที่ผ่านมาตนได้ประสารกับปลัดกระทรวงมหาดไทย และปลัด อว.เพื่อขอให้แต่ละจังหวัดช่วยเพิ่มห้องสอบแยกไว้รองรับเด็กที่อาจตรวจพบเชื่อโควิดและคนที่มีความเสี่ยงสูง จะได้ไม่เสียโอกาสในการสอบเข้าศึกษาต่อ

“เมื่อ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีตัวเลขเด็กอายุต่ำกว่า 19 ปี ติดเชื้อโควิด 21.9% ส่วนใหญ่เป็นเด็กระดับชั้นมัธยมฯต้น ที่พบว่าติดเชื้อมาจากโรงเรียน ส่วนเด็กประถมฯและมัธยมปลาย พบว่าส่วนใหญ่ติดเชื้อจากที่บ้าน แต่ขณะนี้ผมไม่มีตัวเลขเด็กที่ติดเชื้อโควิดว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง เนื่องจากช่วงนี้โรงเรียนปิดเทอม” ปลัด ศธ. กล่าว 

ติดโควิด ยังมีสิทธิ์สอบ!เปิดข้อมูลวันแรก 197 นร.ติดเชื้อ-เสี่ยง ลงทะเบียนTCAS

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640044

ติดโควิด ยังมีสิทธิ์สอบ!เปิดข้อมูลวันแรก 197 นร.ติดเชื้อ-เสี่ยง ลงทะเบียนTCAS

วันอังคาร ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2565, 12.58 น.

‘อว.-ทปอ.’จัดโครงการ‘ติดโควิด ยังมีสิทธิ์สอบ’เผยลงทะเบียน TCAS สำหรับนักเรียนติดโควิด-เสี่ยงสูงวันแรก แจ้งขอเข้าสอบ 197 คน เตรียมเปิดสนามสอบพิเศษ 18 แห่งทั่วประเทศ

8 มีนาคม 2565 ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ปลัด อว.) และ ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยประเทศไทย (ประธาน ทปอ.) ร่วมกันเปิดเผยว่า ตามที่ ทปอ. อว. ได้ดูแลโครงการ “ติดโควิด ยังมีสิทธิ์สอบ” เพื่อให้นักเรียนที่ติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มสีเขียวและกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ยังมีสิทธิ์เข้าสอบในระบบ TCAS เพื่อคัดเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยได้ โดยเป็นการทำงานร่วมกันของทั้ง 4 กระทรวง คือ กระทรวงศึกษาธิการ  กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวง อว. จัดห้องสอบพิเศษที่มีความปลอดภัยสูง แยกบริเวณชัดเจน เข้มงวดด้วยมาตรการทางสาธารณสุข บางแห่งจัดสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมที่พักและอาหารให้  ทาง ทปอ. ได้เปิดระบบลงทะเบียนสำหรับนักเรียนที่มีความประสงค์จะใช้สิทธิ์ดังกล่าวเป็นวันแรกในวันที่ 7 มี.ค. โดยทางออนไลน์แล้ว พบว่า ในวันแรกมีนักเรียนลงทะเบียนเข้าระบบการจัดสอบแบบพิเศษนี้แล้ว 197 คน โดยเป็นผู้ที่ติดเชื้อ 183 คน และผู้มีความเสี่ยงสูง 14 คน ซึ่งแจ้งขอเข้าสอบในวันที่ 12 มี.ค. มากที่สุด จำนวน 197 คน รองลงมาคือวันที่ 20 มี.ค. และ 19 มี.ค. จำนวน 171 และ 170 คน ตามลำดับ

ปลัด อว.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สนามสอบพิเศษทั้ง 18 แห่งทั่วประเทศ ได้มีระบบ Open Chat เพื่อประสานงานให้นักเรียนที่มีข้อสงสัยได้สอบถามรายละเอียดในการจัดสอบ โดยให้ผู้เข้าสอบที่ติดเชื้อหรือมีความเสี่ยงสูงลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนถึงวันสอบอย่างน้อย 1 วัน ซึ่งทาง ทปอ. อว. และมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการเพิ่มสนามสอบพิเศษ จากเดิม 7 แห่ง เป็น 18 แห่งทั่วประเทศแล้ว และอาจจะมีเพิ่มเติมอีกตามความเหมาะสม  มีระบบและมาตรการการดูแลความปลอดภัยเข้มงวดสำหรับผู้เข้าสอบทั้งที่ไม่ติดเชื้อและติดเชื้อแยกจากกันชัดเจน

“สำหรับปฏิทินการสอบ GAT/PAT และวิชาสามัญ ในระบบ TCAS65 ได้กำหนดสอบ GAT/PAT ในระหว่างวันที่ 12-15 มี.ค. 2565 ประกาศผลสอบวันที่ 18 เม.ย. 2565 และสอบวิชาสามัญ ในระหว่างวันที่ 19-20 มี.ค. 2565 ประกาศผลสอบวันที่ 20 เม.ย. 2565 โดยมีจำนวนผู้สมัคร GAT/PAT และวิชาสามัญ รวมทั้งสิ้น 183,228 คน แบ่งเป็นการสอบ GAT/PAT จำนวน 177,853 คน และสอบวิชาสามัญ จำนวน 155,282 คน” ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าว

ทั้งนี้ สนามสอบทั้ง 18 แห่ง มีดังนี้ 1.สนามสอบพิเศษ ม.​ธรรมศาสตร์ (ศูนย์สอบ ม.​ธรรมศาสตร์) 2.สนามสอบพิเศษ ม.แม่โจ้ (ศูนย์สอบ ม.เชียงใหม่) 3.สนามสอบพิเศษ ม. เทคโนโลยีสุรนารี (ศูนย์สอบ ม. เทคโนโลยีสุรนารี) 4.สนามสอบพิเศษ ม. ขอนแก่น (ศูนย์สอบ ม. ขอนแก่น) 5.สนามสอบพิเศษ ม.วลัยลักษณ์ (ศูนย์สอบ ม.วลัยลักษณ์) 6.สนามสอบพิเศษ ม. สงขลานครินทร์ (ศูนย์สอบ ม. สงขลานครินทร์) 7.สนามสอบพิเศษจังหวัดจันทบุรี (ศูนย์สอบ ม. บูรพา) 8.สนามสอบพิเศษจังหวัดระยอง (ศูนย์สอบ ม. บูรพา) 9.สนามสอบพิเศษจังหวัดฉะเชิงเทรา (ศูนย์สอบ ม.​บูรพา)

10.สนามสอบพิเศษจังหวัดสุพรรณบุรี (ศูนย์สอบ ม.​ศิลปากร) 11.สนามสอบพิเศษจังหวัดสมุทรปราการ (ศูนย์สอบ ม.​เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี) 12.สนามสอบพิเศษจังหวัดนนทบุรี (ศูนย์สอบ ม.​เกษตรศาสตร์) 13.สนามสอบพิเศษจังหวัดตาก (ศูนย์สอบ ม.​นเรศวร) 14.สนามสอบพิเศษจังหวัดพะเยา (ศูนย์สอบ ม.​เชียงใหม่) 15.สนามสอบพิเศษจังหวัดอุบลราชธานี (ศูนย์สอบ ม.อุบลราชธานี) 16.สนามสอบพิเศษจังหวัดปัตตานี (ศูนย์สอบ ม.​สงขลานครินทร์) 17.สนามสอบพิเศษจังหวัดบุรีรัมย์ (ศูนย์สอบ ม.เทคโนโลยีสุรนารี) และ 18.สนามสอบพิเศษจังหวัดอุตรดิตถ์ -005

กฎเหล็กศธ.!เข้มคำนวณเงินก่อนไฟเขียว‘ครู’ก่อหนี้ใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640018

กฎเหล็กศธ.!เข้มคำนวณเงินก่อนไฟเขียว‘ครู’ก่อหนี้ใหม่

วันอังคาร ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2565, 10.31 น.

ศธ.เดินเครื่องแก้หนี้ครูกว่า 9 แสนราย หนี้พุ่งกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ‘ตรีนุช’กำชับเขตพื้นที่เข้มคำนวณเงินเหลือร้อยละ 30 ก่อนปล่อยกู้ เล็งถกคณะกรรมการจังหวัด 9 มี.ค.นี้

8 มีนาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมสัมมนาแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐานที่ จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อเร็วๆนี้ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำหนดให้ปี 2565 เป็น “ปีแห่งการแก้หนี้ภาคครัวเรือน” โดยข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา เป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่ที่ ศธ. มุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันมีครูและบุคลากรทางการศึกษาประมาณ 9 แสนคน มียอดหนี้รวมกัน 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นหนี้ที่กู้ยืมจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 108 แห่งทั่วประเทศ รวม 8.9 แสนล้านบาท และหลังจาก ศธ. ได้เริ่มดำเนินโครงการในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 25,800 คน

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั้งหมด 108 แห่งนั้น มีเพียง 13 แห่งที่กำหนดดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราไม่เกิน 5% ต่อปี ขณะที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูอย่างน้อย 13 แห่งกำหนดดอกเบี้ยเงินกู้สูงถึง 7-9% ต่อปี สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีสมาชิก 8,478 ราย มูลหนี้รวม 9,631,331,007 บาท กําหนดลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้อยู่ที่ประมาณ 5.5% ซึ่งเป็นแนวทางสําคัญประการหนึ่งที่ทางสหกรณ์ฯได้ดําเนินการร่วมกันให้เป็นไปตามแนวทางที่กําหนด นอกเหนือไปจากที่ได้ให้ความช่วยเหลือด้วยการพักชําระหนี้ในปีที่ผ่านมา โดยทราบว่าภายในปี 2565 ทางสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุราษฎร์ธานี จะดําเนินการลดดอกเบี้ยตามแผนขั้นบันไดให้เหลือดอกเบี้ยไม่เกิน 5%

“ที่ผ่านมาได้คัดเลือกสหกรณ์ที่มีความพร้อมเป็นสหกรณ์ต้นแบบ จัดทําแผนและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นรูปธรรม กําหนดให้มีสถานีแก้หนี้ในระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับจังหวัด โดยผู้อํานวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จะต้องเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติการก่อหนี้ใหม่ของครู เมื่อรวมยอดหนี้แล้วต้องมีเงินเหลือให้คุณครูได้ใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 30% ของรายได้ ทั้งนี้ในวันที่ 9 มีนาคม นี้ จะมีการประชุมทางไกลของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูระดับจังหวัด ผ่าน ZOOM MEETING และ FACEBOOK ศธ. 360 องศาเพื่อสร้างความเข้าใจและร่วมกันแก้ไขปัญหาหนี้สินได้เป็นรูปธรรมอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว

รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรม เฉลิมพระเกียรติ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639898

รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรม เฉลิมพระเกียรติ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

วันจันทร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2565, 16.45 น.

รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565

วันที่ 7 มีนาคม 2565 เวลา 13.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 ครั้งที่ 1/2565 (ผ่านระบบ Video Conference) โดยมี นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม ประธานศาลฎีกา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้แทนหน่วยงานในพระองค์ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมด้วย ทั้งนี้ นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญของการประชุมดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเนื่องด้วยวันที่ 12 สิงหาคม 2565 เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระชนมพรรษา 90 พรรษา นับเป็นมหามงคลพิเศษอย่างยิ่ง รัฐบาลเห็นควรให้มีการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติทุกประการ และขอให้มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ และพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาและความผาสุขของประชาชนชาวไทยและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ และเพื่อให้เยาวชนและประชาชนไทยทั้งรุ่นปัจจุบันและรุ่นหลัง ได้ศึกษาหาความรู้จากโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แสดงออกถึงความจงรักภักดี ทั้งนี้ ให้ช่วยกันจัดทำกิจกรรมและโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ สอดคล้องกับโครงการต่าง ๆ ของพระองค์ เพื่อสืบสาน รักษา ต่อยอด ขยายผลให้เจริญเติบโต เกิดผลเป็นรูปธรรม และเห็นสมควรให้มีการจัดกิจกรรมในลักษณะถวายเป็นพระราชกุศลและถวายพระชัยมงคล อนึ่ง ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา ครบ 6 รอบ และในวันที่ 5 ธันวาคม 2570 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จะมีพระชนมพรรษา 100 พรรษา หรือ 100 ปีชาตกาล ซึ่งเป็นมหามงคลอีกวาระหนึ่ง รัฐบาลจะได้เตรียมการจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่เป็นไปอย่างสมพระเกียรติ จึงขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันจัดทำโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ โดยเป็นโครงการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือโครงการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานไว้ ทั้งนี้ การจัดกิจกรรม/โครงการขอให้ดำเนินการตามแบบธรรมเนียมโบราณราชประเพณีที่ได้ดำเนินการเช่นที่ผ่านมา

ที่ประชุมได้มีการพิจารณาและเห็นชอบในประเด็นสำคัญ เช่น

1. การกำหนดชื่อการจัดงาน กำหนดขอบเขตการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการกำหนดชื่องานว่า “การจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565” โดยการกำหนดขอบเขตการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565

2. การแต่งตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ จำนวน 3 คณะ เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานและเพื่อให้การดำเนินการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ โดยคณะกรรมการ 3 คณะ ประกอบด้วย

(1) คณะกรรมการฝ่ายพิธีการการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 โดยมี รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นประธาน มีหน้าที่และอำนาจ จัดงานรัฐพิธี ศาสนพิธี งานพิธีการในนามรัฐบาล ให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี จัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565

(2) คณะกรรมการฝ่ายรักษาความปลอดภัยและการจราจรการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) เป็นประธาน มีหน้าที่และอำนาจ จัดทำแผนการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในการจัดงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565

(3) คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์การจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีหน้าที่และอำนาจ วางแผนการประชาสัมพันธ์ในทุกช่องทาง การนำเสนอภาพของการจัดกิจกรรม และการถ่ายทอดสดในการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ให้ข้อเสนอแนะควรให้มีการแต่งตั้งผู้ที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยด้านสารธาณสุขในการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ด้วย เพื่อให้การจัดงานและกิจกรรมต่าง ๆ มีความปลอดภัยและสอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน พร้อมย้ำการจัดงานให้ดำเนินการภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และเป็นไปอย่างเหมาะสมโดยให้นำการจัดกิจกรรมและโครงการเสนอที่ประชุม ศบค. พิจารณาด้วย 

วช. เปิดศูนย์ประสานงาน’พิพิธภัณฑ์มีชีวิตขุนยวมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน’ จ.แม่ฮ่องสอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639855

วช. เปิดศูนย์ประสานงาน'พิพิธภัณฑ์มีชีวิตขุนยวมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน' จ.แม่ฮ่องสอน

วันจันทร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2565, 15.43 น.

วันที่ 7 มีนาคม 2565 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธาน เปิดศูนย์ประสานงาน“พิพิธภัณฑ์มีชีวิตขุนยวมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ วช. รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้นำชุมชนท้องถิ่นในอำเภอขุนยวม เครือข่ายนักวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ให้เกียรติเข้าร่วมในพิธีเปิดศูนย์ฯ ณ วัดคำใน อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อนำองค์ความรู้จากการวิจัยมาบูรณาการกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขุนยวม พร้อมส่งมอบบัญชีศิลปวัตถุแก่วัดม่วยต่อ และวัดคำใน เพื่อการอนุรักษ์เก็บรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติต่อไป

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  ประธานเปิดศูนย์ประสานงาน “พิพิธภัณฑ์มีชีวิตขุนยวมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” กล่าวภายหลังการเยี่ยมชมศิลปวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของอำเภอขุนยวม ว่าพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขุนยวมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นโครงการที่ วช. ให้การสนับสนุนนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ดำเนินการเป็นโครงการที่สร้างกลไกความยั่งยืนในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม มายกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนในท้องถิ่นที่จะตอบโจทย์การพัฒนาด้วยการวิจัยและนวัตกรรม ในการหมุนเวียนนำผลิตภัณฑ์ในชุมชนมาช่วยเสริมและสร้างรายได้ให้กับประชาชน รวมถึงการที่ชุมชนมีสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี

บนพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ผ่านการบูรณาการความร่วมมือกับท้องถิ่น เพื่อให้คณะผู้วิจัย และชุมชนได้เข้าถึงงานวิจัยและนวัตกรรม และสามารถนำไปใช้ได้จริง เชื่อมโยงพัฒนาการประกอบอาชีพ และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น โดยเห็นว่าอำเภอขุนยวม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีการพัฒนาประวัติศาสตร์ ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมและศิลปะพื้นบ้านที่มีอัตลักษณ์บนความหลากหลายทางวัฒนธรรม เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมแก่การพิทักษ์รักษามรดกทางวัฒนธรรม สามารถพัฒนาสู่การเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่จะช่วยเสริมให้จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นดินแดนตะวันตกสู่เขตภาคเหนือและอาณาบริเวณใกล้เคียง ด้วยความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา วัด โรงเรียน และชุมชน ในการส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรม การดำเนินชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนที่เกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคประชาสังคม จะนำไปสู่กระบวนการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขุนยวมได้อย่างยั่งยืนตลอดไป

นายสืบพงษ์ นิ่มพูลสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนพี่น้องประชาชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาร่วมพิธีเปิดศูนย์ประสาน งานพิพิธภัณฑ์เพื่อชีวิตขุนยวมในครั้งนี้ จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ไปเอาน้ำไหลยุคหลายสมัย มีแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตของพี่น้องชาวไทใหญ่ กะเหรี่ยง ม้ง และกลุ่มชาติพันธ์อื่นๆ ที่เป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม อำเภอขุนยวมเป็นหนึ่งในพื้นที่ทางวัฒนธรรมและความหลากหลายของผู้คนอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้การวิจัยและความร่วมมือจากทางมหาวิทยาลัยทั้ง 3 สถาบัน โดยการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อให้เกิดการพัฒนาท้องถิ่นจากกระบวนการเรียนรู้การลงมือปฎิบัติร่วมกันระหว่างคณะนักวิจัย วัด สถานการศึกษา เทศบาล และชุมชน สร้างความรัก ความหวงแหนในประเพณีและวิถีชีวิตของคนแม่ฮ่องสอนให้เกิดความยั่งยืนสืบต่อไป ซึ่งศูนย์ประสานงานแห่งนี้จะเป็นจุดของการประสานเครือข่ายความร่วมมือแห่งการพัฒนาหลากหลายมิติทั้งในอำเภอขุนยวมจังหวัดแม่ฮ่องสอนกับภายนอก

“ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องอำเภอขุนยวม ที่มีสถาบันการศึกษาในภาคเหนือและสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมอยู่เคียงข้างชุมชนและถือเป็นโอกาสอันดีในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม พัฒนาการศึกษา การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของชุมชน จากความร่วมมือในโครงการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขุนยวมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าว

ดร.สราวุธ รูปิน อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า การทำวิจัยเรื่องขุนยวมพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ครอบคลุมทั้งประวัติชุมชน ภูมิทัศน์วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม หัตถกรรม ศิลปะพื้นบ้าน ประเพณี พีธีกรรม และการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของชาวไทใหญ่ ได้นำมาสู่โครงการวิจัย “การบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขุนยวมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ในปีที่ 2 ที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อจัดทำแนวทางส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรม วิถีการดำเนินชีวิต และเศรษฐกิจชุมชน บนฐานแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ของประเทศไทย โดยบูรณาการองค์ความรู้จากงานวิจัยไปดำเนินการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยการมีส่วนร่วมของสถาบันการอุดมศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตั้งเป้าหมายให้เกิดเป็นข้อเสนอแนะ และการจัดทำแผนขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ อปท. ในการเสริมสร้างการอนุรักษ์ พัฒนากายภาพ เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสมกับบริบทของชุมชนอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน

การดำเนินการได้จัดกิจกรรมปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน โดยการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการให้คณะครู และนักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ ในพื้นที่ เพื่อจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นด้านประวัติศาสตร์ชุมชน จำนวน 75 คน ร่วมกับ อปท. และกำนันผู้ใหญ่บ้าน อีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ยังสร้างความรู้ความเข้าใจการจัดทำบัญชีรายการศิลปวัตถุ โบราณวัตถุและสถาปัตยกรรม กระตุ้นให้พระภิกษุสงฆ์ และชุมชนเห็นสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะงานศิลปกรรมทางพระพุทธศาสนาอันล้ำค่าที่มีอยู่ของวัดมวยต่อ และวัดคำใน พร้อมขยายเครือข่ายโครงการวิจัย และช่องทางการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ที่ดี อันเป็นส่วนหนึ่งของแรงสนับสนุน โดยพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขุนยวม ตั้งอยู่ที่ตำบลขุนยวม อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดให้ชุมชนและประชาคมสังคมได้เข้ามาเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรม เก็บเกี่ยวอัตลักษณ์ท้องถิ่น และใช้ประโยชน์จากงานวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

งานวิจัยได้เดินหน้าส่งเสริมให้ อปท. ขับเคลื่อนการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ฯ ในระยะ 4 ปี พ.ศ.2565 – 2568 ร่วมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรม และศิลปะพื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ จัดฝึกอบรมพัฒนาการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และสร้างมัคคุเทศก์ท้องถิ่น รวมทั้ง ผลักดันให้เกิดหลักสูตรต่าง ๆ ในโรงเรียน กว่า 4 หลักสูตร เพื่อเพิ่มจำนวนผู้สืบสานภูมิปัญญาและอนุรักษ์ สร้างนิทรรศการหมุนเวียน และบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ขุนยวมให้มีชีวิตอย่างยั่งยืน ส่งต่อเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ชุมชนสืบไป 

‘ตรีนุช’ลั่นสอบม.1และม.4 ไม่ตัดโอกาสเด็กติดเชื้อ-ย้ำ สพท.ดันโรงเรียนคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639818

‘ตรีนุช’ลั่นสอบม.1และม.4 ไม่ตัดโอกาสเด็กติดเชื้อ-ย้ำ สพท.ดันโรงเรียนคุณภาพ

วันจันทร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2565, 14.27 น.

‘ตรีนุช’ลั่นสอบม.1และม.4 ไม่ตัดโอกาสเด็กติดเชื้อ-ย้ำ สพท.ดันโรงเรียนคุณภาพ

7 มีนาคม 2565 ที่ จ.สุราษฎร์ธานี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วยผู้บริหารศธ. เปิดงาน Kick-off สถานศึกษาปลอดภัย เพื่อสร้างการรับรู้การเข้าถึงระบบมาตรฐานความปลอดภัยในสถานศึกษา หรือ SAFE สถานศึกษาปลอดภัยสัญจร ที่โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงการสอบเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ม.1) และ ม.4 ปีการศึกษา 2565 ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีการสอบห้องเรียนพิเศษ ชั้น ม.1 วันที่ 6 มีนาคม และชั้น ม.4 วันที่ 7 มีนาคม ทั้งนี้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ศธ.ได้มีมาตรการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จัดทำมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด เพื่อให้เด็กที่ติดเชื้อโควิดที่มีอาการเล็กน้อย หรืออยู่ในระดับสีเขียวสามารถเข้าสอบได้ ไม่เสียโอกาสและเข้าถึงการสอบให้ได้มากที่สุด ส่วนการเตรีมความพร้อมสอบเข้า ม. 1 และ ม.4 รอบทั่วไป ซึ่งจะรับสมัครระหว่างวันที่ 9-13 มีนาคม , ม.1 สอบวันที่ 26 มีนาคม , ม.4 สอบวันที่ 27 มีนาคม ภาพรวมทุกอย่างเป็นไปตามแผน คือ มุ่งเน้นไม่ให้เด็กเสียโอกาสในการสอบ และต้องอยู่ให้ได้ในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด

“ดิฉันขอเชิญชวนนักเรียน ผู้ปกครอง และครู ให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน MOE Safety Center เพื่อเป็นช่องทางในการแจ้งเหตุ และร่วมเป็นสายตรวจเฝ้าระวังความเสี่ยง และภัยที่อาจเกิดขึ้นกับลูก หลาน ซึ่งหวังว่าโครงการนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับเด็กและเยาวชนได้อย่างแท้จริง” รมว.ศธ.กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า สำหรับการลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ครั้งนี้ ได้พบผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทุกเขตพื้นที่ฯใน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายโครงการโรงเรียนคุณภาพของชุมชน และโครงการพาน้องกลับมาเรียน เนื่องจากมีกำหนดเวลาเปิดภาคเรียนและการดูแลเด็กตกหล่นไว้แล้ว ซึ่งได้ทราบว่ามีการทำงานเชื่อมโยงกับผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มีการสำรวจครอบครัวยากจน จะทำให้ทราบจำนวนนักเรียนที่ขาดโอกาส และหลุดออกจากนอกระบบเพื่อนำกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้เร็วยิ่งขึ้น ตนได้ย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกัน

ทั้งนี้ ศธ. ได้มอบหมายให้ผู้บริหารในส่วนภูมิภาค จัดทำแผนดำเนินการโรงเรียนคุณภาพของชุมชน ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจมีความแตกต่างกัน เพื่อเตรียมอัตรากำลังรองรับให้สอดคล้อง รวมถึงการเตรียมผู้บริหาร ที่ได้มีการมอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ไปดูหลักเกณฑ์ เพื่อให้สามารถคัดเลือกผู้บริหารโรงเรียนที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง

-005

‘คุณหญิงกัลยา’ห่วงปชช.ติดเชื้อพุ่ง หนุนรัฐใช้พื้นที่วิทยาลัยเกษตรฯ 47 แห่งเป็นศูนย์พักคอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639811

‘คุณหญิงกัลยา’ห่วงปชช.ติดเชื้อพุ่ง หนุนรัฐใช้พื้นที่วิทยาลัยเกษตรฯ 47 แห่งเป็นศูนย์พักคอย

วันจันทร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2565, 14.21 น.

‘คุณหญิงกัลยา’ห่วงปชช.ติดเชื้อพุ่ง หนุนรัฐใช้พื้นที่วิทยาลัยเกษตรฯ 47 แห่งเป็นศูนย์พักคอย

7 มีนาคม 2565 นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) กล่าวว่า คุณหญิงกัลยามีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดสายพันธ์โอไมครอนที่ขณะนี้ทวีความรุนแรง มีผู้ติดเชื้อแตะหลักหมื่นต่อวันอย่างต่อเนื่อง จึงได้สั่งการกำชับให้สถานศึกษาในกำกับทุกแห่งโดยเฉพาะวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และศูนย์การศึกษาพิเศษทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนประจำ ปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุข และประสานกับคณะกรรมการโรคติดต่อ หรือหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการเกิดคลัสเตอร์ในโรงเรียน และชุมชน

“กระทรวงศึกษาธิการได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างใกล้ชิด ขณะนี้สถานการณ์น่าเป็นห่วงมาก เพราะการติดเชื้อระบาดไปทั่ว คุณหญิงกัลยาจึงได้กำชับให้โรงเรียน ครู รวมถึงผู้ปกครอง ปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ร่วมกันดูแลป้องกันเด็กๆ และครอบครัว ใส่หน้ากากเสมอ เลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อลดการระบาดและแพร่กระจายเชื้อ ” นางดรุณวรรณ กล่าว

นอกจากนี้ คุณหญิงกัลยาได้สั่งการให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั้ง 47 แห่งทั่วประเทศ เตรียมพร้อมรับมือ และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ หากทางสาธารณสุขอำเภอ หรือทางจังหวัดขอความร่วมมือมา หากต้องการใช้พื้นที่ในสถานศึกษาเป็นสถานที่พักคอยสำหรับผู้ติดเชื้อที่ตรวจพบเชื้อโดยการตรวจแบบ ATK เพื่อแยกผู้ติดเชื้ออกจากครอบครัวและชุมชน ก่อนส่งต่อให้โรงพยาบาล หรือโรงพยาบาลสนามหากมีอาการรุนแรงต่อไป โดยที่ผ่านมามีวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีหลายแห่งได้ให้การสนับสนุนสาธารณสุขในพื้นที่ไปแล้ว อาทิ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุราษฎร์ธานี ได้ให้ใช้พื้นที่หอพักนักศึกษาในวิทยาลัยฯ จัดตั้งเป็นสถานที่พักคอยสำหรับผู้สัมผัสเชื้อความเสี่ยงสูง ซึ่งที่ผ่านมามีผู้พักคอยเข้ามาพักหมุนเวียนไปแล้วกว่า 100 ราย

นางดรุณวรรณ กล่าวต่อว่า วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั้ง 47 แห่งทั่วประเทศ มีความพร้อม โดยได้มีการเตรียมรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไว้ตั้งแต่การระบาดได้ทวีความรุนแรงในช่วงเดือนเมษายน 2564 ทั้งนี้หากหน่วยงานทางด้านสาธารณสุข มีความต้องการจะใช้พื้นที่ของวิทยาลัยเกษตรฯ ก็สามารรถประสานความร่วมมือมาได้ โดยจะสนับสนุนตามบริบทและความพร้อมของแต่ละแห่ง เพราะอาจมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน แต่ยืนยันพร้อมสนับสนุน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อ และลดอัตราการระบาด

อาลัยศิลปินแห่งชาติ’นายหะมะ แบลือแบ’ วัย73ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639803

อาลัยศิลปินแห่งชาติ'นายหะมะ  แบลือแบ' วัย73ปี

วันจันทร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2565, 14.05 น.

อาลัยศิลปินแห่งชาติ “นายหะมะ  แบลือแบ”

7 มี.ค.65 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เปิดเผยว่า นายหะมะ แบลือแบ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน-ดีเกร์ฮูลู) พุทธศักราช  2559 ถึงแก่กรรม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2565 เวลาประมาณ 02.20 น. ณ บ้านพักเลขที่ 31 หมู่ที่ 1 ตำบลบาโร๊ะ อำเภอยะหา จังหวัดยะลา เนื่องด้วยโรคเบาหวาน สิริรวมอายุ 73 ปี โดยทายาทได้ทำพิธีฝังศพตามหลักศาสนาอิสลาม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ  มัสยิดกูแบบาเดาะ จังหวัดยะลา – 009