อาลัย’ประเทือง เอมเจริญ’ ศิลปินแห่งชาติถึงแก่กรรมด้วยโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639782

อาลัย'ประเทือง เอมเจริญ' ศิลปินแห่งชาติถึงแก่กรรมด้วยโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2565, 13.17 น.

อาลัยศิลปินแห่งชาติ  “ประเทือง เอมเจริญ” ถึงแก่กรรมด้วยโรคไวรัสโควิด -19

7 มี.ค.65 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เปิดเผยว่า นายประเทือง เอมเจริญ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช ๒๕๔๘ ถึงแก่กรรม เมื่อวันจันทร์ที่ 7 มีนาคม 2565 เวลาประมาณ 04.00 น. ณ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เลขที่ 18  ถนนพุทธมลฑลสาย 3 ซอย 10 แขวงบางไผ่ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร เนื่องจากติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) สิริรวมอายุ 87  ปี

โดยทายาทจัดการทำพิธีฌาปนกิจศพ ณ วัดนิมมานรดี  วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม 2565 สำหรับเวลาที่แน่นอนต้องรอการประสานยืนยันจากทางวัด และการจัดงานดำเนินการตามมาตรการของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขกำหนด -009

เปิดประวัติว่าที่ผู้อำนวยการ สวทช.คนใหม่ ‘ชูกิจ ลิมปิจำนงค์’นักวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้าของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639432

เปิดประวัติว่าที่ผู้อำนวยการ สวทช.คนใหม่  'ชูกิจ ลิมปิจำนงค์'นักวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้าของโลก

วันศุกร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2565, 18.56 น.

เปิดประวัติว่าที่ผู้อำนวยการ สวทช.คนใหม่

‘ชูกิจ ลิมปิจำนงค์’นักวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้าของโลก

มีชื่อขึ้นทำเนียบ World’s Top 2% Scientists 

จากกรณีที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) คัดเลือกและแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คนใหม่ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่คณะอนุกรรมการสรรหา ผอ.สวทช. เสนอให้ ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ เป็น ผอ.สวทช. คนต่อไป เพื่อทำหน้าที่ต่อจาก ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ซึ่งจะครบวาระตำแหน่ง 3 ปี ในวันที่ 26 สิงหาคม 2565 โดยศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เปิดเผยว่า การพิจารณาของบอร์ด กวทช. ซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศจากทั้งภาครัฐและเอกชนได้พิจารณาอย่างโปร่งใส เที่ยงธรรม ถี่ถ้วนรอบคอบทุกด้าน รวมถึงเอกสารข้อมูลจากทุกแหล่ง อีกทั้งคณะอนุกรรมการสรรหาฯ ยังได้แจ้งถึงวิสัยทัศน์ที่โดดเด่นและประสบการณ์ในการเป็นนักวิจัยและนักบริหารของ ศ.ดร.ชูกิจ ซึ่งหลังจากนี้จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำแหน่งผู้อำนวยการคนใหม่ของ สวทช. เป็นประเด็นที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่าเป็นการสรรหาคนนอก สวทช. มาเป็นผู้อำนวยการเป็นครั้งแรก สำหรับประวัติศ.ดร.ชูกิจ นั้น เป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้าของโลก มีชื่ออยู่ในทำเนียบ World’s Top 2% Scientists ซึ่งจัดอันดับโดย Stanford University และ ยังได้รับการโปรดเกล้าให้เป็นศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ ก่อนอายุ 35 ด้วย

ศ.ดร.ชูกิจ เคยเป็นนักเรียนทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาฟิสิกส์ จาก Case Western Reserve University ประเทศสหรัฐอเมริกา มีประสบการณ์การทำงานในศูนย์วิจัยแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา คือที่ National Renewable Energy Lab. (NREL), Oak Ridge National Lab (ORNL) และมีประสบการณ์ทำงานในศูนย์วิจัยของบริษัทเอกชน Xerox Palo Alto Research Center (PARC) ที่ Silicon Valley อีกด้วย 

สำหรับการทำงานในประเทศไทย ศ.ดร.ชูกิจ ได้เริ่มงานเป็นอาจารย์ในสาขาวิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มีผลงานวิจัยจนได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทางฟิสิกส์คำนวนและทฤษฎี ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ (ThEP Center) และ เป็นนายกสมาคมฟิสิกส์ไทย พร้อมทั้งเป็นหัวหน้าโครงการจัดตั้งสถานร่วมวิจัย มทส.-นาโนเทค-สซ. เพื่อการใช้แสงซินโครตรอน ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการสร้าง สถานีทดลอง SUT-NANOTEC-SLRI Beamline เป็นสถานีทดลอง Synchrotron X-ray Absorption Spectroscopy อย่างไรก็ตามศ.ดร.ชูกิจ ยัง ได้รับการยอมรับด้านการวิจัยทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ มีผลงานการตีพิมพ์งานวิจัยโดดเด่นที่ปรากฏในฐานข้อมูล Web of Science จำนวนกว่า 100 เรื่อง ได้รับการอ้างถึงรวมแล้วกว่า 7,000 ครั้ง และมีค่า h-index = 40 ซึ่งผลงานวิจัยหลายเรื่องได้สร้างผลกระทบในการพัฒนาวัสดุสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เชิงแสงที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน 

ปัจจุบันศ.ดร.ชูกิจ ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) มีผลงานโดดเด่นในวาระการทำงานหลายเรื่อง เช่น 1.เป็นแกนหลักในการผลักดันให้มีโครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็น (KOSEN) ซึ่งเป็นการนำการพัฒนาวิศวกรนักปฏิบัติตามแนวทางการพัฒนาของญี่ปุ่นมาใช้ โดยโครงการผ่าน ครม. ในงบประมาณโครงการ 4,700 ล้านบาท มีการเจรจาร่วมมือกับสถาบัน National Institute of Technology ของญี่ปุ่น และ JICA ในการร่วมสนับสนุน  2.การนำเทคโนโลยีการอบรมครูออนไลน์ มาอบรมครูทั่วประเทศในด้าน Coding ร่วมกับ สพฐ. ทำให้อบรมครูได้มากกว่า 200,000 คน  และ3.การแปลงหนังสือเรียนเป็นคลิปเพื่อการเรียนการสอนออนไลน์ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และ เทคโนโลยี ที่ครบสมบูรณ์ทุกระดับทั้งประถมและมัธยม โดยเปิดให้ ครู นักเรียนและ ผู้ปกครองจากทั่วประเทศเข้าถึงได้ฟรีทั้งทาง YouTube และ Facebook เป็นครั้งแรก.

‘ตรีนุช’ปลื้มอาชีวศึกษาตอบโจทย์นโยบาย 10เอกชนลงขันหนุนพัฒนาช่างเทคนิค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639420

‘ตรีนุช’ปลื้มอาชีวศึกษาตอบโจทย์นโยบาย 10เอกชนลงขันหนุนพัฒนาช่างเทคนิค

วันศุกร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2565, 18.16 น.

‘ตรีนุช’ปลื้มอาชีวศึกษาทวิภาคี ทำดีเยี่ยมตอบโจทย์นโยบายรัฐบาล-ศธ. ด้านเอกชน 10 แห่งลงขัน 10.9 ล้าน หนุนโครงการพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี-ช่างเทคนิคสาขางานไฟฟ้าควบคุม

4 มีนาคม 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ , นายสุเทพ แก่งสันเทียะ (เลขาธิการ สอศ.) และคณะผู้บริหาร เดินทางไปตรวจเยี่ยมวิทยาเทคนิคบ้านค่าย จ.ระยอง และชมนิทรรศการการแสดงผลการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีเขตพื้นที่ภาคตะวันออก 2  ประกอบด้วย จ.ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง ซึ่งจัดการเรียนการสอนระบบทวิภาคี ร่วมกับสถานประกอบการทั้งในและต่างประเทศกว่า 272 แห่ง พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการและผลงานในสาขาวิชาต่างๆที่ปรับปรุงพัฒนาสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งวิทยาลัยเทคนิคบ้านค่ายได้รับการประกาศเป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา(Excellent  Center)สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกลเรือ

นางสาวตรีนุช กล่าวมอบนโยบายขับเคลื่อนการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ว่า ตนให้ความสำคัญกับการศึกษาระดับอาชีวศึกษามาก เนื่องจากจะเป็นกลไกสำคัญในการจัดการอาชีวศึกษาให้สามารถตอบโจทย์การพัฒนาทักษะฝีมือกำลังคนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ ได้อย่างดีเยี่ยม การจัดการศึกษาอาชีวศึกษาต้องมุ่งเน้นการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ โดยการนำระบบและกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่าย รวมถึงพันธมิตร นำองค์ความรู้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสถานประกอบการในภาคเอกชนมาร่วมจัดการอาชีวศึกษาอย่างเข้มแข็ง

“จากที่  สอศ.ได้จัดตั้งศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีเขตพื้นที่ จำนวน 15 แห่ง เพื่อทำหน้าที่วางแผนความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับหน่วยงานต่าง ๆจัดทำฐานข้อมูลกำลังคน และความต้องการของผู้ใช้กำลังคน รวมถึงการดูแลอำนวยความสะดวกและสวัสดิการของผู้เรียนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีในเขตพื้นที่ ส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี เห็นผลชัดเจนว่าผู้เรียนจบแล้วมีงานทำ การจัดการศึกษาแบบทวิภาคี ถือเป็นทิศทางการพัฒนาทักษะอาชีพที่ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลและจะทำให้การขับเคลื่อนประเทศไปด้วยดี” นางสาวตรีนุช กล่าว

จากนั้น นางสาวตรีนุช เป็นประธานเปิดศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิต และพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (Center of Vocational Manpower Networking Management : CVM) และศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) สาขาปิโตรเคมี ที่ วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด จ.ระยอง และเป็นสักขีพยานในการรับมอบเงินสนับสนุนโครงการพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี (V-ChEPC) และโครงการพัฒนาช่างเทคนิคสาขางานไฟฟ้าควบคุม (V-EsEPC)  ประจำปีการศึกษา 2565  พร้อมมอบโล่เกียรติคุณแก่สถานประกอบการที่มอบเงินสนับสนุนโครงการฯ

ด้านนายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า สอศ. โดย ศูนย์ CVM ได้ร่วมมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดำเนินการจัดโครงการพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด (V-ChEPC) และโครงการพัฒนาช่างเทคนิค สาขางานไฟฟ้าควบคุม โดยได้ลงนามความร่วมมือ เพื่อพัฒนาหลักสูตร , พัฒนาครู , การจัดแผนการเรียนรู้ , การฝึกงาน และการส่งบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้านเป็นครูช่วยสอน เป้าหมายของโครงการคือ ให้ผู้เรียนมีงานทำ มีความรู้ และทักษะสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมปัจจุบัน โดยได้รับมอบเงินสนับสนุนจากกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในโครงการพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี จำนวน 6 แห่ง เป็นเงิน 9.5 ล้านบาท ประกอบด้วย บริษัท พีทีที โกบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) 3.5 ล้านบาท

บริษัท เอสซีจี เคมีคอลส์ จำกัด 3 ล้านบาท บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) 1ล้านบาท กลุ่ม บริษัท อูเบะ (ประเทศไทย) 5 แสนบาท กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย 5 แสนบาท และบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) 1 ล้านบาท  สนับสนุนโครงการพัฒนาช่างเทคนิคสาขางานไฟฟ้าควบคุม จำนวน 4 แห่ง เป็นเงิน 1.4 ล้านบาท ประกอบด้วย บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) 5แสนบาทบริษัท บีแอลซีพี พาวเวอร์ จำกัด 5 แสนบาท สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน 2 แสนบาท และบริษัท บี.กริม พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) 2 แสนบาท

นายสุเทพ ยังกล่าวถึงศูนย์ทวิภาคีอาชีวศึกษาเขตพื้นที่  ว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้นำนโยบายของรัฐบาล และ รมว.ศธ.ที่ได้กำหนดเป้าหมายของประเทศในการสร้างกรอบการพัฒนาบุคลากรของประเทศให้มีความพร้อม ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการเตรียมความพร้อมกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก  หรือ EEC สอศ.ได้ขับเคลื่อนการศึกษาเพื่ออาชีพและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อให้ผู้จบการศึกษาอาชีวศึกษามีสมรรถนะสูง มีอาชีพ และมีรายได้ที่เหมาะสม ดังนั้น สอศ.จึงได้เน้นการศึกษาระบบทวิภาคี โดยร่วมมือกับสถานประกอบการเพื่อที่จะฝึกเด็กให้มีสมรรถนะตรงกับความต้องการ และสอศ.มีเป้าหมายสำคัญคือ เมื่อเด็กเรียนจบในสถานประกอบการแล้วต้องมีงานทำ 100%

ในอดีตการจัดการทวิภาคี สถานศึกษาจะต่างคนต่างทำไม่มีความเป็นเอกภาพ สถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรมก็จะมีความเข้มแข็งมีสถานประกอบการเข้ามาร่วมมือมาก ส่วนสถานศึกษาที่อยู่พื้นที่ที่มีสถานประกอบการน้อย ก็จะอ่อนแอเพราะไม่มีสถานประกอบการเข้ามาช่วยสนับสนุน แต่เมื่อ สอศ.จัดตั้งศูนย์ อาชีวศึกษาทวิภาคีเขตพื้นที่ 15 ศูนย์ทั่วประเทศ  ศูนย์ดังกล่าวก็จะช่วยประสารกับสถานประกอบการให้เข้ามาร่วมจัดการศึกษาในแบบทวิภาคีกับสถานศึกษานอกพื้นที่ที่ไม่มีสถานประกอบการตั้งอยู่เพื่อสร้างความเข้มแข็ง

“วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย ก็เป็นศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีเขตพื้นที่ ของภาคตะวันออก ซึ่งเป็น 1ใน 15 ศูนย์ฯ ที่อยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรม  จ.ระยอง แต่ถ้าวิทยาลัยที่อยู่ในภาคเหนือ ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคใต้ ต้องการส่งเด็กมาฝึกงานในพื้นที่ EEC ภาคตะวันออก  ทางวิยาลัยเทคนิคบ้านค่าย  ก็จะประสานสถานประกอบการและดูแลเด็กให้ ส่งครูไปนิเทศก์แทน จึงเป็นข้อดีของการมีศูนย์ทวิภาคีฯ” เลขาธิการ กอศ. กล่าว -005

‘ในหลวง’ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ‘ประธานาธิบดีสาธารณรัฐบัลแกเรีย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639233

'ในหลวง'ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร 'ประธานาธิบดีสาธารณรัฐบัลแกเรีย'

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2565, 20.09 น.

“ในหลวง”ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพรไปยัง ปธน.สาธารณรัฐบัลแกเรีย ในโอกาสวันชาติของสาธารณรัฐบัลแกเรีย 

3 มีนาคม 2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพรไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐบัลแกเรีย ในโอกาสวันชาติของสาธารณรัฐบัลแกเรีย ซึ่งตรงกับวันที่ 3 มีนาคม 2565 ความว่า

ฯพณฯ นายรูเมน ราเดฟ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐบัลแกเรีย กรุงโซเฟีย ในโอกาสวันชาติของสาธารณรัฐบัลแกเรีย ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีด้วยใจจริง และขออำนวยพรให้ท่านประธานาธิบดีประสบแต่ความสุขสวัสดีและมีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ทั้งขอให้ประเทศและประชาชนชาวบัลแกเรียประสบความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรืองสืบไป 

ประเทศไทยและสาธารณรัฐบัลแกเรียมีความสัมพันธ์ฉันมิตรอันดีเสมอมา ข้าพเจ้า เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวจะเป็นปัจจัยสำคัญช่วยส่งเสริมความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ให้กระชับแน่นแฟ้นและกว้างขวางขึ้นไปอีกในภายภาคหน้า 
 
(พระปรมาภิไธย)  มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

‘ในหลวง’โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีจารึกหิรัญบัฏสมณศักดิ์ พระราชาคณะเจ้าคณะรอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639227

'ในหลวง'โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีจารึกหิรัญบัฏสมณศักดิ์ พระราชาคณะเจ้าคณะรอง

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.41 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ องคมนตรี  เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในการพระราชพิธีจารึกหิรัญบัฏสมณศักดิ์ พระราชาคณะเจ้าคณะรอง

3 มีนาคม 2565  เวลา 14.05 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอรรถนิติ  ดิษฐอำนาจ  องคมนตรี  เป็นผู้แทนพระองค์  ไปในการพระราชพิธีจารึกหิรัญบัฏสมณศักดิ์ พระราชาคณะเจ้าคณะรอง ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์พระสงฆ์ที่ดำรงอยู่ในสมณคุณ และมีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนาสมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้น เพื่อจักได้บริหารพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสถาพรตามโบราณราชประเพณีสืบต่อไป จำนวน 5 รูป ดังมีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า 

พระพรหมวชิราธิบดี ศรีสังฆวรนายก มหาจุฬาลงกรณดิลกสุพพิธาน นายกสภาบริหารบัณฑิต ปริยัติกิจวรธาดา มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี  สถิต ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เขตพระนคร  กรุงเทพมหานคร  

พระพรหมวชิรปัญญาจารย์ ปริยัติกิจวิธานปรีชา ศีลาจารวิมล โสภณธรรมานุสิฐ ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดราชโอรสาราม เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร

พระพรหมวชิรเจดีย์ ศรีพุทธศาสตรโกศล วิมลพุทธชินราชธำรงวิศิษฎ์  พิพิธศาสนกิจจาทร ตรีปิฎกวราลงกรณ์ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี  สถิต ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก

พระพรหมวชิรมุนี ศรีธรรมสาธก ดิลกปัญญาโกศล วิมลธรรมโวทานธารี ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสีสถิต ณ วัดสุทัศนเทพวราราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

พระพรหมวชิรเมธาจารย์  วิสุทธิญาณปรีชา สุสีลาจารนิวิฐ วิจิตรธรรมปฏิภาณ ไพศาลศาสนกิจจาทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดโสมนัสวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย  กรุงเทพมหานคร. 012

‘ตรีนุช’ห่วงน้ำท่วมภาคใต้ บินด่วนลงนราธิวาส พบ 197 โรงเรียนรับผลกระทบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639176

'ตรีนุช'ห่วงน้ำท่วมภาคใต้ บินด่วนลงนราธิวาส พบ 197 โรงเรียนรับผลกระทบ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2565, 16.46 น.

“ตรีนุช” ห่วงน้ำท่วมภาคใต้บินด่วนลงนราธิวาส พบ 197 โรงเรียนรับผลกระทบ  สพฐ.จัดงบช่วยเหลือด่วน!!สอศ. จัดทีม Fix it Center ช่วยประชาชน

วันที่ 3 มีนาคม 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ. ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) และ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส  เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  ได้แก่ จ.ปัตตานี จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส

โดย นางสาวตรีนุช เปิดเผยว่า การลงพื้นที่อำเภอสุไหงโกลก จ.นราธิวาส วันนี้ ตนเองและกระทรวงศึกษาธิการ มีความเป็นห่วงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะ อีกทั้ง ตน ได้มอบหมายให้หน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษา ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมรายงานสถานการณ์ให้ตนรับทราบอย่างต่อเนื่อง

“ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเยียวยา และสร้างขวัญกำลังใจ เบื้องต้น สพฐ.ได้จัดสรรเงินช่วยเหลือ จำนวน 260,000 บาท ให้แก่โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา เนื่องจากมีโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบและได้รับความเสียหายครั้งนี้รวม 197 โรงเรียน ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 47,402,787 บาท โดยมีนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ 14,645 คน ครูอีก 342 คน อีกทั้งได้มอบเงินช่วยเหลือครอบครัว นายนพดล มะลิลา ซึ่งเป็นพนักงานราชการของโรงเรียนนิคมพัฒนา 10 ผู้ประสบอุทกภัยที่เสียชีวิตอีกด้วย” นางสาวตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ตนได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ นักเรียน นักศึกษา ครู ทีม Fix it Center อาชีวะจิตอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ณ โรงเรียนบ้านตือระ มิตรภาพที่ 172 ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ดำเนินการโดยทีมจากวิทยาลัยเทคนิค (วท.) บางนรา, วท.ปัตตานี และวิทยาลัยอาชีวศึกษายะลา  และที่จุดให้บริการ บริเวณโรงเรียนบ้านมูโนะ ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส  ซึ่งดำเนินการโดยวิทยาลัยการอาชีพ.สุไหงโก-ลก วิทยาลัยเทคนิคยะลา และวิทยาลัยอาชีวศึกษาปัตตานี ออกให้บริการจัดน้ำดื่ม ปรุงอาหาร มอบให้แก่ผู้ประสบภัย พร้อมซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในครัวเรือน และการดำรงชีพ ให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จากที่มีฝนตกหนักต่อเนื่องในเขตจังหวัดนราธิวาส ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขัง สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน และชุมชน

“กระทรวงศึกษาฯ มีความห่วงใยจากปัญหาไวรัสโคโรน่า หรือ covid-19 และสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ด้านความเป็นอยู่ของชุมชนและการศึกษา ของนักเรียนนักศึกษา และขอขอบคุณศูนย์ซ่อมสร้าง Fix it Center จิตอาสา สังกัด สอศ. ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา และจังหวัดปัตตานี ที่ได้ร่วมตั้งศูนย์ให้บริการประชาชน ซึ่งเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยแล้ว ยังส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษานำความรู้ความชำนาญด้านงานช่าง มาให้บริการพี่น้องในชุมชนด้วย แสดงให้เห็นถึงความเป็นจิตอาสา ซึ่งทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ นักศึกษาอาชีวะ ก็จะออกมาช่วยเหลือประชาชนเสมอ” นางสาวตรีนุช กล่าว                     –

ด้าน ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังได้ตรวจติดตามโครงการอาชีวะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” ณ วิทยาลัยการอาชีพสุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดน ของ 3 จังหวัดภาคใต้ เพื่อรองรับนักเรียนที่ขาดโอกาสให้ได้รับโอกาสในการศึกษาต่อ ไม่หลุดจากระบบการศึกษา และในความพิเศษของพื้นที่ และการเรียนการสร้างอาชีพ นักเรียนอยู่ประจำทุกคน จะมีกิจกรรมเป็นของตนเองในการสร้างรายได้ระหว่างเรียน เช่น การผลิตน้ำดื่มเพื่อการจำหน่าย การทำฟาร์มแบบเศษฐกิจพอเพียง และนำผลผลิตทางการเกษตรออกจำหน่าย เป็นต้น

นอกจากนี้ นางสาวตรีนุช ยังได้เข้าเปิดงาน “SAFE สถานศึกษาปลอดภัย สัญจร” ณ โรงเรียนนราธิวาส อำเภอเมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส โดยกล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่เห็นความสำคัญ และมีความตื่นตัวต่อความปลอดภัยของเด็ก และเยาวชน ซึ่งเป็นลูกหลานของเรา เพราะภัยที่หลากหลายมาถึงลูกหลานของเราได้อย่างไม่รู้ตัว ทั้งภัยที่เกิดจากการใช้ความรุนแรงของมนุษย์ ภัยที่เกิดจากอุบัติเหตุ ภัยที่เกิดจากการถูกละเมิดสิทธิ์ และภัยที่เกิดจากผลกระทบต่อสุขภาวะทางกายและจิตใจ

“โดยเฉพาะภัยจากสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งกำลังเป็นภัยคุกคามเด็กและเยาวชนที่รุนแรงมากขึ้น มีความถี่ของเหตุการณ์บ่อยครั้งขึ้น ทั้งด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือถูกรังแกจากผู้ไม่หวังดี  ซึ่งสื่อออนไลน์เปรียบเสมือนเป็นดาบสองคม ที่มีด้านบวกเป็นคุณต่อระบบการศึกษา  เห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่สื่อออนไลน์เอื้อประโยชน์ต่อการปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นอย่างมาก แต่ผลด้านลบก็มีไม่น้อยกว่ากัน ทั้งสื่อลามกอนาจาร การพนัน สารเสพติดค่านิยม พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนการเสพติดเกมออนไลน์ ซึ่งเหล่านี้นับเป็นภัยระดับบุคคลที่ไม่อาจ มองข้าม”  รมว.ศธ. กล่าว

นางสาวตรีนุช กล่าวอีกว่าภัยจากสื่อสังคมออนไลน์ เกิดขึ้นในหลากหลายรูปแบบ เช่น การถูกล้อเลียน แฉประจาน ทำให้อับอาย เสียใจ กีดกันให้ออกจากกลุ่มเพื่อน ถูกติดตามคุกคามความเคลื่อนไหวของเด็กทางสื่อออนไลน์ ที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัวไม่ปลอดภัย หรือไม่สบายใจ ถูกล่อลวงทางเพศ ให้พูดคุยเรื่องเพศที่ไม่เหมาะสม ถูกแบล็กเมลทางเพศ ถูกข่มขู่เรียกเงิน หรือ แสวงหาประโยชน์อย่างอื่น โดยผู้กระทำใช้ภาพหรือวิดีโอทางเพศของเด็ก ซึ่งเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบมักไม่กล้าที่จะเล่า หรือปรึกษากับใคร แม้กับเพื่อน ๆภายในกลุ่มด้วยกัน

“ดิฉันจึงขอเชิญชวนให้ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และเยาวชน รวมถึงผู้ปกครองทุกท่านร่วมกันดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของ MOE Safety Center และร่วมเป็นสายตรวจเฝ้าระวังความเสี่ยง และภัยที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกหลานของเรา” นางสาวตรีนุช กล่าว

ขณะที่ ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ.  กล่าวเสริมว่า ศูนย์ MOE Safety Center ภายใต้การดูแล ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นกลไกหนึ่งในการรับแจ้งข่าวสารที่จะเป็นความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเด็ก ๆ โดยเรามีแอปพลิเคชันที่เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งทุกคนสามารถโหลดเพื่อใช้งานในการแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษาผ่านโทรศัพท์มือถือได้แล้ว และการแจ้งเหตุที่สะดวกจะช่วยให้เราสามารถรับทราบความเสี่ยง หรือความไม่ปลอดภัยของเด็กและเยาวชนที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถเข้าแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

ติดตามความคืบหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638911

ติดตามความคืบหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะทำงานโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ นำโดยนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย คณะที่ปรึกษาและโฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) นายณัฏฐ์ พงศ์พูนสุขศรี คณะกรรมการบริหาร โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ นายศุภวิทย์ ภาษิตนิรันดร์ คณะกรรมการและ
ผู้จัดการโครงการฯ ดร.ปริเวท วรรณโกวิท หัวหน้าศูนย์วิศวกรรมสารสนเทศภูมิศาสตร์และนวัตกรรม (KGEO) และนายเมธวิน อังคทะวานิช รองโฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ลงพื้นที่ตรวจงานและติดตามการดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) นครราชสีมา

สวนสุนันทา รับรางวัลสถาบันอุดมศึกษาปลอดบุหรี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638909

สวนสุนันทา รับรางวัลสถาบันอุดมศึกษาปลอดบุหรี่

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.เจตน์สฤษฎิ์ อังศุกาญจนกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา เข้ารับรางวัล “เพชรนครา” ระดับสถาบันอุดมศึกษา
ปลอดบุหรี่ ในโอกาสที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้รับรางวัลดังกล่าวจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงสมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทย์สภา ในงานการประชุมมหกรรมวิชาการฟ้าใส และประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565 จัดโดย สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ ณ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย

อุปกรณ์ ‘QR Braille’ ของ Chula UDC สำหรับผู้พิการทางสายตา ได้รับอนุสิทธิบัตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638906

อุปกรณ์ ‘QR Braille’ ของ Chula UDC  สำหรับผู้พิการทางสายตา ได้รับอนุสิทธิบัตร

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“อุปกรณ์ช่วยแสดงตำแหน่งของ QR Code สำหรับผู้พิการทางการเห็น” (QR Braille) โดยศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางการออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน (Center of Excellence in Universal Design : Chula UDC) ได้รับการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร และหนังสือสำคัญรับรองสิ่งประดิษฐ์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญานี้ ได้พัฒนาจากที่ได้เห็นปัญหาของคนพิการทางการมองเห็น ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลดิจิทัล ในพิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ที่เป็นข้อมูลเชิงลึกสำหรับผู้ที่สนใจติดตามข้อมูล เพราะไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยตัวเองได้เนื่องจาก QR Code ที่มีรูปแบบ 2 มิติได้

ดังนั้น ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางการออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน (Center of Excellence in Universal Design)คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ โดย คุณสุจิตราจิระวาณิชย์กุล จึงได้พัฒนา QR Code โดยมีการนำเม็ดเบรลล์ที่คนพิการทางการเห็นคุ้นเคยและสัมผัสได้มาประยุกต์ให้เป็นรูปแบบกรอบล้อมรอบ QR Code เพื่อให้คนพิการได้สัมผัส รับรู้ตำแหน่งและใช้สมาร์ทโฟนกดเพื่อรับข้อมูล พร้อมทั้งฟังเสียงได้ช่วยส่งเสริมและเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ของคนพิการทางการเห็นมากขึ้น

จุดเด่นของสิ่งประดิษฐ์ QR Braille นี้คือ ง่ายต่อการผลิต เพราะรูปแบบเดียว สามารถนำไปใช้กับ QR Code ได้ทุกชิ้น ไม่จำเป็นต้องผลิตเฉพาะข้อมูลนั้นๆ (ปัจจุบันในต่างประเทศต้องผลิตข้อมูล QR Code และเม็ดนูนเฉพาะชิ้นนั้นๆ แบบ 1 : 1 รวมทั้ง QR Code ไม่ได้สื่อถึงรูปแบบของเอกลักษณ์ของ QR Code ทำให้คนพิการทางการเห็นตั้งแต่กำเนิดไม่รู้จัก) และวัสดุที่นำมาใช้เป็นเม็ดเบรลล์อะคริลิก หรือใช้เครื่องปริ้นเบรลล์กระดาษ สามารถทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน ซึ่งคนพิการทางการเห็นมีความคุ้นเคยอยู่แล้ว จึงมีความปลอดภัยไม่บาดมือ

ทั้งนี้ สิ่งประดิษฐ์ “อุปกรณ์ช่วยแสดงตำแหน่งของคิวอาร์โค้ดสำหรับคนพิการทางการเห็น” (QR Braille) ได้รับการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตรและหนังสือรับรองสิ่งประดิษฐ์จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา อนุสิทธิบัตร เลขที่ 17871 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2564 ปัจจุบันมีการนำ QR Braille มาใช้ครั้งแรกในประเทศไทยที่พิพิธบางลำพู ต่อมาได้นำมาใช้ในพิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ขอนแก่น และคาดว่าจะมีการใช้งานอย่างหลากหลายในอนาคตต่อไป

วธ. มอบโล่ฯ คุณธรรมต้นแบบโดดเด่น 235 รางวัล ในทุกระดับทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638920

วธ. มอบโล่ฯ คุณธรรมต้นแบบโดดเด่น  235 รางวัล ในทุกระดับทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัลคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น ประจำปี 2565 พร้อมด้วย นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายเกรียงศักดิ์ บุญประสิทธิ์ อธิบดีกรมการศาสนาผู้แทนหน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 550 รูป/คน  เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่กระทรวงวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร

นายอิทธิพล คุณปลื้ม  กล่าวว่า คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติให้ความสำคัญในการส่งเสริมคุณธรรมในทุกภาคส่วน จึงได้ส่งเสริมการขับเคลื่อนคุณธรรมในระดับชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดโดยกำหนดตัวชี้วัดและเกณฑ์การประเมินที่มีมาตรฐานกลางในการประเมินความสำเร็จ 3 ระดับ ประกอบด้วยระดับส่งเสริมคุณธรรม ระดับคุณธรรม และระดับคุณธรรมต้นแบบ เพื่อบ่งบอกถึงกระบวนการในการพัฒนาคุณธรรมที่ได้มาตรฐาน และในปี 2564 ได้มีการคัดเลือกในระดับคุณธรรมต้นแบบที่มีผลสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในเชิงประจักษ์ จำนวน 235 แห่ง ได้แก่ ชุมชนคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น จำนวน 76 ชุมชน, องค์กรคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น จำนวน 84 องค์กร, อำเภอคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น จำนวน 70 อำเภอ, จังหวัดคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น จำนวน 5 จังหวัด เพื่อรับโล่รางวัลคุณธรรมต้นแบบโดดเด่นจากนายกรัฐมนตรี

นายอิทธิพลกล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนสังคมคุณธรรมเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่จะต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน และจะต้องมีการส่งเสริม พัฒนา และดำเนินการอย่างต่อเนื่องให้ควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตประจำวันที่มีความผูกพันกับหลักธรรมทางศาสนา ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีวัฒนธรรมไทยอันดีงาม และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนส่งเสริมความดีงามให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของสังคม สามารถส่งผลให้ประเทศชาติมีความสงบสุขและพัฒนา ต่อไปได้อย่างยั่งยืน ถึงแม้ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ก่อให้เกิดอุปสรรคในการทำงานอย่างมาก แต่ด้วยความเข้มแข็ง ทุกภาคส่วนจึงได้ปรับเปลี่ยนการทำงานในรูปแบบ New Normal ทำให้การดำเนินงานด้านการส่งเสริมคุณธรรมภายใต้แผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติประสบความสำเร็จเป็นอย่างดียิ่ง การจัดงานในวันนี้จะช่วยสร้างขวัญกำลังใจและเสริมแรงจูงใจในการส่งเสริมการขับเคลื่อนงานด้านคุณธรรม  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายในการสร้าง “สังคมไทยเป็นสังคมคุณธรรม ที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”