เปิดเรียนออนไซต์แบบปลอดภัย เผยเด็ก 5-11 ปี 2.5 ล้านคน ประสงค์ฉีดวัคซีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632849

เปิดเรียนออนไซต์แบบปลอดภัย เผยเด็ก 5-11 ปี 2.5 ล้านคน ประสงค์ฉีดวัคซีน

วันพุธ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.48 น.

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวเปิดงานเสวนา “วัคซีนเด็ก เติมภูมิคุ้มกัน มั่นใจเปิดเรียน On Site แบบปลอดภัย พร้อมใช้แผนเผชิญเหตุทุกสถานการณ์” ภายใต้ความร่วมมือของ 3 กระทรวง คือ ศธ. กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงมหาดไทย (มท.) ว่า กว่า 2 ปี ที่คนทั่วโลกต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ ทุกคนกังวลที่ต้องใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป แต่วันนี้เราเริ่มเข้าใจและรู้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร และหน่วยงานที่จัดการศึกษามีความห่วงใยเรื่องการจัดการศึกษาและผลกระทบกับการเรียนรู้ของเด็ก ที่ผ่านมา รัฐบาล โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยและได้อนุมัติวัคซีนให้ครูและนักเรียนอายุ 12-18 ปี ซึ่งขณะนี้ฉีดเข็มแรกไปแล้วกว่า 99% และทยอยฉีดเข็ม 2 กว่า 80% ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.ได้ร่วมมือกับสธ.มาโดยตลอดในการทำให้สถานศึกษามีความปลอดภัย และกำลังจะเริ่มฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 5-11 ปี ที่เน้นการยินยอมจากผู้ปกครอง

อย่างไรก็ตาม การเปิดเรียนออนไซต์ทราบว่า หลายพื้นที่มีความกังวล จึงขอยืนยันว่าโรงเรียนที่เปิดสอนออนไซต์ จะต้องดำเนินการตามมาตรการ Thai stop COVID-19 และปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด ดังนั้น เมื่อมีเด็กติดเชื้อจึงไม่จำเป็นต้องปิดทั้งโรงเรียน

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.กล่าวว่า ขณะนี้มีเด็กในระบบการศึกษา กว่า 9.7 ล้านคน จากทุกหน่วยงานที่จัดการศึกษา ซึ่งมีโรงเรียนทยอยเปิดออนไซต์จำนวนมากแล้ว ทั้งนี้ ศธ.ได้ทำการสำรวจข้อมูลการเปิดเรียนออนไซต์ จาก 77 จังหวัด ส่งข้อมูลมาแล้ว 40 จังหวัด เปิดเรียนออนไซต์แล้ว 79.32% ที่เหลืออีก 37 จังหวัด ยังไม่ส่งข้อมูลมา แต่คิดว่ามีจำนวนใกล้เคียงกัน สำหรับการสำรวจจำนวนผู้ปกครองที่ประสงค์ให้เด็กอายุ 5-11 ปี ฉีดวัคซีน นั้น จากจำนวนนักเรียนทั้งในและนอกสังกัด ศธ.ทั่วประเทศ จำนวน 5,381,431 คน ล่าสุดมีจังหวัดที่ส่งข้อมูลมาแล้ว 61 จังหวัด จำนวนเด็ก 4,185,000 คน คิดเป็น 78% ประสงค์ฉีดวัคซีน 2,570,000 คน คิดเป็น 61.4% ทั้งนี้ เชื่อว่าผู้ปกครองจะแสดงความประสงค์ให้นักเรียนฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นอีกเลื่อยๆ

ขณะที่ นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีความพยายามจัดการเรียนการสอนที่หลากหลาย แต่พบว่า การเรียนออนไซต์เป็นวิธีการที่มีคุณภาพทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้มากที่สุด ประกอบการสถานการณ์โควิด-19 ก็มีแนวโน้มลดลง รมว.ศธ.จึงให้เปิดเรียนแบบออนไซต์ เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2564 ต่อมามีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิคอน ซึ่งถือเป็นเชื้อที่มีโอกาสติดได้เร็ว แต่ความรุ่นแรงไม่มาก สพฐ.จึงมีแนวคิดที่จะเปิดเรียนออนไซต์ ตามนโยบายของ รมว.ศธ. ขณะเดียวกัน สพฐ. ได้มีการสำรวจ พบว่า โรงเรียนจำนวนมากต้องการเปิดเรียนแบบออนไซต์ จึงอยากสื่อสารกับโรงเรียนและผู้ปกครอง ว่า การเปิดโรงเรียนจะต้องมีความปลอดภัย และปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ รวมถึงรณรงค์ให้ทุกคนฉีดวัคซีนเข็ม 1-2 ให้ได้มากที่สุด และรณรงค์ให้โรงเรียนเปิดเรียนออนไซต์ให้ได้ทุกโรง ทั้งนี้ การเปิดเรียนออนไซต์ไม่ได้หมายความว่าจะบังคับให้นักเรียนมาเรียนทุกคนต้องมาเรียนที่โรงเรียน หากผู้ปกครองยังไม่มั่นใจก็สามารถให้บุตร หลานเรียนออนไลน์ได้

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่ทำให้ไม่สามารถเปิดออนไซต์ได้ อยู่ที่ความกังวลของผู้ปกครองและความกังวลของผู้บริหารระดับจังหวัด หากมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจจะถูกกัดดันจากสังคม ดังนั้น ขอเรียนว่า ประเทศไทยผ่านสถานการ์การแพร่ระบาดใหญ่มาแล้ว มีการฉีดวัคซีน และการรักษาก็ค่อนข้างดีมาก การฉีดวัคซีนก็มีเพิ่มขึ้น ไม่อยากให้กังวลตัวเลขของผู้ติดเชื้อ เพราะขณะนี้โควิด-19 ใกล้จะเข้าสู่โรคประจำถิ่น คนสามารถอยู่ร่วมกันได้ มีอาการติดเชื้อไม่รุนแรง ส่วนที่ผู้ปกครองกังวลว่าเด็กจะเป็นหนูทดลองนั้น ตนขอยืนยันในความปลอดภัย เพราะวัคซีนที่ทั่วโลกอนุมัติให้ใช้กับเด็ก คือ ไฟเซอร์ เป็นวัคซีนในกุล่ม mRNA และ วัคซีนเชื้อตาย โดยวัคซีนที่จะนำมาฉีดให้เด็กจะคำนึงถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย ส่วนวัคซีน ไฟเซอร์ฝาสีส้ม สั่งซื้อไป 10 ล้านโดส ผู้ผลิตแจ้งจะส่งมอบให้ประเทศไทยสัปดาห์ละ 3 แสนโดส จากนั้น สธ.จะจัดสรรวัคซีนไปบริการฉีดวัคซีนผ่านสถานศึกษา โดยการฉีดวัคซีนให้นักเรียนชั้นป.6 ที่อายุต่ำกว่า 12 ปีก่อน จากนั้นฉีดวัคซีนให้ชั้นอื่นๆ จนถึงชั้น ป.1 ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นทะเบียนวัคซีนซิโนแวค สำหรับการฉีดในเด็กอายุ 3-17 ปี เพื่อเป็นทางเลือกในการเข้ารับวัคซีนต่อไป ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนตัวเด็กปลอดภัยแล้วคนในครอบครัวและชุมชนก็ปลอดภัยด้วย

นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากข้อมูลการติดเชื่อในสถานศึกษา เกิดจากการร่วมกลุ่มของเด็ก แม้โรงเรียนจะดำเนินการตามมาตรการอย่างเคร่งครัด และมีการฉีดวัควัคซีนครบแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนประจำ ที่มีการร่วมกลุ่มพบว่ามีการติดเชื้อค่อนข้างมาก แต่มีข้อดีคือไม่ได้มีการนำไปแพร่เชื้อภายนอก เพราะมีการกักตัวในพื้นที่เดียวกัน ทางแก้ขอเน้นย้ำ ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาขณะนั่งเรียนและการจัดกิจกรรมร่วมกลุ่ม ปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ และมีเซฟโซน

ขณะที่ นพ.กำธร มาลาธรรม ที่ปรึกษาสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย กล่าวว่าจากสถานการณ์ขณะนี้ผู้ปกครองบางพื้นที่ยังไม่มั่นใจในวัคซีนและนังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องของการฉีดวัคซีนอยู่ จึงเป็นงานหนักที่เราจะต้องเร่งทำความเข้าใจเพื่อให้เปิดเรียนแบบออนไซต์ได้ และยังมีข้อจำกัดของเทคโนโลยีที่ใช้เรียนออนไลน์ ที่ทำให้เด็กกับเพื่อนๆ และครูกับนักเรียน ที่ไม่สามารถเกิดการพัฒนาจากการเรียนออนไลน์ได้ และการติดเชื้อของเด็ก 1-2 คน ก็มีวิธีที่จะทำให้เชื้อไม่กระจายได้ และเด็กก็ไม่ได้ติดเชื้อขณะนั่งเรียน แต่จะติดตอนนรับประทานอาหารหรือการดื่มน้ำร่วมกัน ครูจึงต้องมีมาตรการในการสร้างการรับรู้และการป้องกัน

นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโควิดมีข้อดี คือ ป้องกันโควิดได้ และไม่ว่าจะฉีดยี่ห้ออะไรก็สามารถลดการป่วยการตายได้พอๆกัน และการฉีดวัคซีนจะทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดดีขึ้น และฉีดแล้วมีอาการแพ้น้อยมาก หรือไม่มีอาการเลย ส่วนผลข้างเคียงมีแต่มากน้อย่างกัน ถ้าถามว่าเปิดเรียนออนไซต์จะมีความเสี่ยงหรือไม่ ซึ่งโรคนี้จะมีไปเลื่อยๆ และจะอ่อนลงไปสามารถรับมือได้ ดังนั้น การเปิดเรียนออนไซต์ของนักเรียนอายุ 12-18 ปีที่ฉีดวัคซีนแล้ว กว่า 80% สามารถเปิดเรียนออนไซต์ได้เลย และกำลังจะฉีดให้กลุ่มเด็กอายุ 5-11 ปี ส่วนเด็กอายุ 3 ขวบถึงต่ำกว่า 5 ขวบ กลุ่มนี้ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนถือยังไม่มีเกาะป้องกันเลย จึงยังไม่ควรไปเรียนที่โรงเรียน ให้ปิดเรียนไปก่อน

ขณะที่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ทางกระทรวงมหาดไทยได้ประสารกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัด และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อร่วมกันดูแลให้โรงเรียนสามารถเปิดเรียนแบบออนไซค์ให้เป็นจริงได้มากที่สุดและมีความปลอดภัย รวมถึงให้ร่วมกันรณรงค์ให้ผู้ปกครองพานักเรียนมาฉีดวัคซีนจนครบทุกคน และฉีดให้ครบทุกกลุ่มคนให้ได้มากที่สุด

– 006

เวทีวิชาการโครงการวิจัยเรื่อง ชุดแผนงานครอบครัวไทยไร้ความรุนแรง ครั้งที่ 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632742

เวทีวิชาการโครงการวิจัยเรื่อง ชุดแผนงานครอบครัวไทยไร้ความรุนแรง ครั้งที่ 2

วันพุธ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 15.17 น.

เวทีวิชาการโครงการวิจัยเรื่อง ชุดแผนงานครอบครัวไทยไร้ความรุนแรง ครั้งที่ 2

เมื่อวันที่ 1 ก.พ.65 ณ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กล่าวว่า ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการวิจัย จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ดำเนินการสำรวจสถานการณ์ ด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว จำนวน 1,760 ครอบครัว ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยได้ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธย, วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี และสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นภาคีเครือข่าย ในการสำรวจสถานการณ์ ด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว โดยผลการสำรวจข้อมูลสถานการณ์ โครงการวิจัยเรื่อง ชุดแผนงานครอบครัวไทยไร้ความรุนแรงผ่านแบบประเมินต่างๆ และได้ผลการสำรวจที่น่าสนใจดังนี้ 

1. แบบสำรวจต้นทุนชีวิต (Life Assets)

พัฒนาโดย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี และคณะแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า  ทั้ง 5 พลังต้นทุนชีวิต อยู่ในระดับปานกลาง, ส่วนในเด็ก ป.4-ป.6 พบว่า ทั้ง 5 พลังต้นทุนชีวิต อยู่ในระดับดีมาก ต้นทุนชีวิตฉบับเยาวชน พบว่า พลังตัวตน 71.77% และพลังครอบครัว 74.98% อยู่ในระดับดี พบพลังสร้างปัญญา 66.70% และพลังเพื่อนและกิจกรรม 63.01% อยู่ในระดับปานกลาง และที่น่าเป็นห่วงพบพลังชุมชน 55.98% อยู่ในระดับค่อนข้างน้อย จากการวิเคราะห์ภาพรวม จะพบว่าพลังเพื่อนและกิจกรรม และพลังชุมชน เป็นพลังที่ควรเพิ่มหรือเสริมสร้างต้นทุนชีวิตให้มากขึ้นผ่านกิจกรรมหรือโครงการ
 
2. แบบประเมินการเลี้ยงดูเชิงบวก (Positive Parenting Scale: POPS)

พัฒนาโดย  รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล และคณะ เด็กส่วนใหญ่ 50.4% ประเมินว่า ผู้ปกครองของตนเอง มีทักษะการเลี้ยงดูเชิงบวก อยู่ในระดับมาก และผู้ปกครอง 49.3% ประเมินว่า ตนเองมีทักษะการเลี้ยงดูเชิงบวก อยู่ในระดับมาก และยังพบอีกว่า ผู้เลี้ยงดูหลักที่แตกต่างกัน ทำให้ทักษะการเลี้ยงดูเชิงบวกแตกต่างกันด้วย โดยถ้าทั้งพ่อและแม่ เป็นผู้เลี้ยงดูหลัก คะแนนของทักษะการเลี้ยงดูเชิงบวกจะสูงกว่า ญาติเลี้ยงดูเป็นหลัก และ พ่อหรือแม่เพียงคนเดียวเลี้ยงดูเป็นหลัก

3. แบบประเมินการสร้างวินัยเชิงลบ (Negative Discipline)

พัฒนาโดย ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร ในการสร้างวินัยเชิงลบ โดยรวม พบว่าผู้ปกครอง 77.73% มีระดับการสร้างวินัยเชิงลบ 1-2 วันต่ออาทิตย์

– หากแยกเป็นรายด้าน พบว่า ผู้ปกครอง 52.10% ไม่เคยมีการลงโทษทางกายเลย

– และพบว่าผู้ปกครอง 61.76% มีการทำร้ายจิตใจ 1-2 วันต่ออาทิตย์ มี 48.64% มีการลงโทษทางวาจา 1-2 วันต่ออาทิตย์ 

4. ข้อมูลด้านการใช้โซเชียลมีเดียและการเล่นเกมของเด็ก

ข้อมูลการเล่นโซเชียลมีเดียของเด็ก 

– พบว่า เด็กเล่นโซเซียลมีเดีย ถึง 89.8% และไม่เล่นโซเซียลมีเดีย เพียง 10.2% 

– โซเซียลมีเดียที่เด็กเล่นมากทึ่สุดเป็นอันดับที่ 1 คือ Youtube 67.4% รองลงมาคือ Facebook 62.5% และ Tiktok 53.2% ส่วน Line 45.1% Instagram 31.9% และTwitter 12.6%

– ระยะเวลาการเล่นโซเซียมีเดีย ในวันจันทร์-ศุกร์ เฉลี่ย 4.02 ชั่วโมง/วัน และ เสาร์-อาทิตย์ 4.38 ชั่วโมง/วัน 
ข้อมูลการเล่นเกมของเด็ก 

– พบว่า เด็กส่วนใหญ่เล่นเกม 64.9% และไม่เล่นเกม 35.1% 

– ระยะเวลาการเล่นเกม ในช่วงวันจันทร์ถึงศุกร์ เฉลี่ย 3.33 ชั่วโมง/วัน และในวันเสาร์ อาทิตย์ เฉลี่ย 3.82 ชั่วโมง/วัน

5. แบบวัดโรคติดเกมอินเทอร์เน็ต – ฉบับย่อ Internet Gaming Disorder Scale–Short-Form
แปลโดย รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล ในฉบับเด็กตอบ มีเด็ก 15 คน หรือคิดเป็น 0.9% ที่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคติดเกมอินเทอร์เน็ต ส่วนในฉบับผู้ปกครองตอบ มีเด็ก 18 คน หรือคิดเป็น 1% ที่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคติดเกมอินเทอร์เน็ต และพบอีกว่าเมื่อเปรียบเทียบคะแนนระหว่างเด็กที่เล่นเกม และเด็กที่ไม่เล่นเกมเด็กที่เล่นเกมจะมีค่าคะแนนของ แบบวัดโรคติดเกมอินเทอร์เน็ตสูงกว่าเด็กที่ไม่เล่นเกม

รศ.นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ในฐานะที่เป็นหัวหน้าชุดแผนงานโครงการครอบครัวไทยไร้ความรุนแรง และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็ก วัยรุ่น และครอบครัว กล่าวเพิ่มเติมในช่วงถอดรหัสครอบครัวไทยไร้ความรุนแรง ว่า ณ ปัจจุบัน สถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวของประเทศไทย ทุกวันในสื่อต่างๆ เราได้ยินปัญหาเรื่องความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้นมาก โดยเฉลี่ยประมาณ 4 รายต่อวัน ความรู้สึกมันชวนให้หดหู่ในทุกๆ วันที่มีแต่การใช้ความรุนแรง การสื่อสารพลังลบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากผลสำรวจต้นทุนชีวิต 4 พลังภายนอก คือ บ้าน ชุมชน โรงเรียน และเพื่อน ต่ำลงทุกปี โดยเฉพาะพลังชุมชน สัญญาณพวกนี้มันสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ว่า เรามีความรุนแรงเกิดขึ้นในครอบครัว อัตราการหย่าร้าง การทำหน้าที่ของครอบครัว รวมไปจนถึงเสียงของเด็ก พลังตัวตนที่สะท้อนพลังบวกที่อ่อนแอลงเรื่อยๆ นี่คือเหตุผลที่เราถึงได้ทำชุดแผนงานครอบครัวไทยไร้ความรุนแรง ที่ทุกภาคส่วนต้องผนึกกำลัง ร่วมกันสร้างครอบครัวพลังบวกให้เกิดขึ้นมากในสังคมไทย

ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร  อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าเสริมว่า โครงการย่อยที่ 1 ครอบครัวพลังบวก มีการจัดทำหลักสูตรค่ายครอบครัวพลังบวก  ที่เกี่ยวกับการสร้างวินัยเชิงบวก และทักษะสมอง EF หลักสูตรนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมครอบครัวไทยให้ไร้ความรุนแรง ซึ่งเนื้อหาเป้าหมายสูงสุด เราต้องการที่จะเปลี่ยนจากผู้ปกครอง เป็นผู้ประคอง คือเพื่อที่จะให้คุณพ่อคุณแม่ ได้กลายเป็นผู้ประคอง ประคองใจ ประคองอารมณ์ตัวเอง เป็นฐานที่มั่นทางใจเพื่อให้ตัวเองและลูกและครอบครัว ก้าวข้ามความขัดแย้งภายในตัวเอง ในจิตใจของตัวเอง รวมถึงความขัดแย้งภายนอกด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่อยู่ตรงกันข้ามกับความรุนแรงในครอบครัว เมื่อคุณพ่อคุณแม่สามารถเป็นผู้ประคองได้แล้ว ความรุนแรงในครอบครัวก็จะน้อยลง เรื่องของทักษะการเลี้ยงลูกเชิงบวก ปลอบก่อน สอนทีหลัง หลายๆครั้งความเคยชินของคุณพ่อคุณแม่ เมื่อเกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้น เรามักจะรีบเข้าไปตัดสิน ตีตราลูก รีบเดินเข้าไปสั่ง ทุกครั้งเมื่อมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่จำเป็นจะต้องปลอบ ให้อารมณ์ลูกให้เขาสงบก่อน แล้วก็สอนเค้าทีหลัง เพื่อที่จะสามารถใช้เหตุและผลในการพูดคุย และเกิดความเปลี่ยนแปลงได้

รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อีกหนึ่งผู้รับผิดชอบโครงการย่อยที่ 2 Healthy Gamer เป็นโครงการที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเด็กติดเกม โดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน กล่าวว่า โครงการจะเป็นส่วนหนึ่งในการการป้องกันครอบครัวไทยให้ไร้ความรุนแรงได้ จากผลสำรวจ เราพบว่า ปัญหาเด็กติดเกม เป็นปัญหาอยู่ในอันดับต้นๆ  การที่พ่อแม่เห็นลูกตัวเอง กำลังง่วนอยู่กับมือถือ อยู่กับโซเชียลมีเดีย กำลังเล่นเกมอยู่  สิ่งแรกที่เกิดขึ้นที่พ่อแม่มาสารภาพคือ ปรี๊ดแตก แล้วก็จะตามมาด้วยคำบ่นด่า ตามมาด้วยการทะเลาะกัน หรือหลายครอบครัวก็จะมีเรื่องของการใช้กำลัง แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของความรุนแรงด้านวาจาและก่อความรุนแรงด้านอารมณ์  ซึ่งจะเห็นเลยว่ามันเชื่อมโยงระหว่างการเล่นเกมกับความรุนแรงในครอบครัว และลักษณะของเกมทุกวันนี้ที่เด็กเล่น มันเป็นเกมที่ส่งเสริมความรุนแรง เป็นเกมที่ยิงกัน ฆ่ากัน วางระเบิด และพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่างๆ ซึ่งแนวทางการแก้ปัญหาที่สำคัญคือ การเลี้ยงลูกเชิงบวก สำคัญมาก ทำยังไงให้พ่อแม่ไม่ของขึ้น ไม่ปริ๊ดแตก เวลาที่เห็นภาพลูกใช้มือถือไม่เหมาะสม กำลังใช้เวลาแต่กับการเล่นเกม พ่อแม่ต้องมีสติ แล้วสามารถที่จะใช้การสื่อสารเชิงบวก ที่ทำให้ลงเอยบทสนทนาด้วยดี ไม่ทะเลาะกัน แต่ลงเอยด้วยความเข้าใจกัน แล้วลงเอยที่มีกติการ่วมกัน

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลเเขวง  ผู้รับผิดชอบในโครงการย่อยที่ 3 Family against Violence in Dysfunctional Family ซึ่งเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองการกระทำความรุนแรงในครอบครัว และการสร้างพี่เลี้ยงชุมชน กล่าวเสริมว่า สำนักงานคดีอัยการศาลแขวง ซึ่งดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานครและฝั่งธนทั้งหมด สามเดือนที่ผ่านมา สถิติที่รายงานเข้ามาไม่มีข้อมูลคดีความรุนแรงในครอบครัว แต่ในความเป็นจริงแล้วมีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เรื่องดังกล่าวไม่ถึงเจ้าหน้าที่ เรื่องไม่เข้าสู่การแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นเราคงต้องกลับมาดูว่าจะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งจากผลข้อมูล เรามองว่า พี่เลี้ยงชุมชนจะเป็นคนที่สร้างทักษะ และพี่เลี้ยงชุมชนอาจจะกลายเป็นพี่เลี้ยงสังคมในวันข้างหน้าต่อไป เพราะมันจะเริ่มตั้งแต่หน่วยงานในบ้าน ในชุมชน ในหมู่บ้าน ให้มาคุยกันให้เกิดครอบครัวพลังบวก  ถ้าพี่เลี้ยงชุมชนที่อยู่ในชุมชนแล้วมีพลัง ก็พร้อมที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์  อาจารย์ประจำหลักสูตรสันติศึกษา มจร. เสริมในโครงการเดียวกันว่า ในการสร้างพี่เลี้ยงชุมชน หลากหลายชุมชนที่ลงไปทำ จะเห็นได้ชัดเลยว่า ชาวบ้าน ชุมชนไม่รู้ว่าจะมีวิธีการอย่างไรในการรับมือกับความรุนแรงในครอบครัว ไม่รู้ถึงว่ามีหน่วยงานไหนที่จะให้ความช่วยเหลือได้  องค์ความรู้ที่เราพบก็คือว่า วิธีการที่จะนำความรู้ความเข้าใจไปสู่ชุมชนที่มีความหลากหลายทางด้านความคิด ความสามารถ   สิ่งที่สำคัญคือ ต้องสร้างให้เกิดการระเบิดจากข้างใน ให้เขาได้รับรู้และตระหนักถึงการเป็นพี่เลี้ยงชุมชม ที่เข้าใจว่า ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ไม่ใช่เรื่องภายในครอบครัว

โครงการครอบครัวไทยไร้ความรุนแรง มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน จึงพัฒนาระบบ พี่เลี้ยงในชุมชน ที่มีทั้งกระบวนการพัฒนาคน พัฒนากลไก และพัฒนากิจกรรมเพื่อการพัฒนา  โดยการเชื่อมโยง และสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ เอกชน หรือตัวแทนชุมชนเอง ซึ่งจะสร้างให้เกิดการเรียนรู้ และการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม สามารถติดตามโครงการได้ที่เวปไซด์ศูนย์คุณธรรม www.moralcenter.or.th โครงการวิจัยเรื่อง ชุดแผนงานครอบครัวไทยไร้ความรุนแรง

สพฐ.เร่งติดตาม‘เด็กตกหล่น’ ขีดเส้นดึงกลับสู่ระบบการศึกษาช่วงเปิดเทอม พ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632727

สพฐ.เร่งติดตาม‘เด็กตกหล่น’ ขีดเส้นดึงกลับสู่ระบบการศึกษาช่วงเปิดเทอม พ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 14.32 น.

สพฐ.เร่งติดตาม‘เด็กตกหล่น’ ขีดเส้นดึงกลับสู่ระบบการศึกษาช่วงเปิดเทอม พ.ค.นี้

2 กุมภาพันธ์ 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตนได้ประชุมทางไกลชี้แจงแนวทางการติดตามค้นหาเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคันให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ เข้าร่วม ซึ่งการตามเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาถือเป็นเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาล ที่ต้องการลดความเหลื่อล้ำทางการศึกษาและเพิ่มโอกาสให้เด็กเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ขณะนี้ฐานข้อมูลเด็กหลุดจากระบบการศึกษา มี 2 ฐาน คือ ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) หน้าที่ของ สพท.และโรงเรียนคือการนำข้อมูลทั้ง 2 มารวมกัน หากพบข้อมูลซ้ำซ้อนแสดงว่าเป็นข้อมูลของนักเรียนคนเดียวกัน แต่หากข้อมูลไม่ซ้ำซ้อนกัน ถือว่าเป็นข้อมูลใหม่ จากนั้นให้ สพท.และโรงเรียน ติดตาม ปักหมุดเด็กเหล่านี้ตามที่อยู่ที่ระบุไว้ในฐานะข้อมูล

นายอัมพร กล่าวต่อว่า เมื่อติดตามพบเด็กแล้ว ต้องหาวิธีการให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา เช่น อาจจะมาอยู่ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แต่ถ้าเด็กอยากไปเรียนอาชีวะ หรือเรียนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ก็ส่งเสริมให้เด็กได้เข้าไปเรียนตามความต้องการ และในกรณีเมื่อลงไปติดตามเด็กแล้วไม่พบตัวเด็ก ต้องหาข้อมูลว่า เด็กย้ายถิ่นฐานหรือไม่ และย้ายไปอยู่ที่ใด เมื่อได้ที่อยู่ชัดเจนให้ประสานกับ สพท.และจังหวัดปลายทางที่เด็กอยู่  ให้ทำการติดตามเด็กกลับเข้าระบบการศึกษาต่อไป  หากแต่ละพื้นที่พบเด็กต่างจังหวัดเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ของตน ก็ให้เข้าไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เช่น อายุเท่าไหร่ มีภูมิลำเนาที่ไหน ได้เรียนหรือไม่ หากยังไม่ได้เรียนต้องจัดการให้เด็กเข้ามาเรียนในระบบ  พร้อมกับประสานไปยังจังหวัดภูมิลำเนาของเด็กให้ทราบข้อมูลว่าเด็กได้เข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว

“เราต้องติดตามเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด สพฐ.มีเป้าหมายว่าจะเก็บข้อมูลเด็กหลุดจากระบบการศึกษาทั่วประเทศให้เสร็จภายในเดือนเมษายน นี้ และจะส่งเด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาภายในเดือนพฤษภาคม  หรือเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จากนั้น จะเฝ้าติดตามเด็กเหล่านี้ ผ่านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และดูปัญหาเด็กแต่ละคนว่ามีข้อจำกัดอย่างไรและจะแก้ไขช่วยเหลือได้อย่างไร” นายอัมพร กล่าว

นายอัมพร ระบุว่า สพฐ.ได้ร่วมมือกับ 11 พันธมิตร อาทิ  กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงวัฒนธรรม,กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา,  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, กรุงเทพมหานคร และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและการจัดการศึกษา ได้มาร่วมสนับสนุนช่วยเหลือเด็กเพื่อไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา เพราะกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสพฐ. ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเด็กได้ทุกเรื่อง โดยเราจะการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันทุกฝ่ายเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กทุกคน

‘สุขภาวะ’เป้าหมายร่วมแม้ต่างศาสนา ‘พูดคุย-เข้าใจ’หวังสร้างสันติที่ด้ามขวาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632517

‘สุขภาวะ’เป้าหมายร่วมแม้ต่างศาสนา  ‘พูดคุย-เข้าใจ’หวังสร้างสันติที่ด้ามขวาน

วันพุธ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“จะเป็นอย่างไร ถ้าโลกนี้หมุนไปด้วยวงล้อแห่งสันติภาพ และอยู่ภายใต้ผ้าห่มอันอบอุ่นที่ถักทอด้วยสายใยแห่งมิตรภาพ โดยมีปลายทาง คือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการที่จะร่วมสร้างสรรค์สังคมให้เกิดความยั่งยืน” ซึ่งความหวังเดียวที่ทำให้ไปถึงการบรรลุเป้าหมายแห่งสันติภาพที่ยั่งยืนได้นั้น คือ การส่งเสริมให้เกิดความตระหนักรู้ในเรื่อง“สิทธิมนุษยชน” ให้เกิดขึ้นในมวลมนุษยชาติ โดยให้ถือเป็น “วาระของโลก” ที่ทุกคนต้องใส่ใจดูแล

ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์อาจารย์ประจำโครงการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา (IHRP) มหาวิทยาลัยมหิดล ริเริ่มโครงการ “เพื่อนรักต่างศาสนา (Interfaith Buddy)”นำทีมลงพื้นที่ชายแดนใต้ถักทอสายใยแห่งสันติภาพ ร่วมกับการนำองค์ความรู้ด้าน “สุขภาวะ”ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยมหิดล มาเป็น“ทูตสันถวไมตรี” ระดมเครือข่าย ทั้งที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข นักสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา พร้อมด้วยนักกระบวนกรด้านการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งเชิงลึกด้วยสันติวิธี

ร่วมสร้างสรรค์สังคมแห่งสุขภาวะ และสังคมอุดมปัญญา เพื่อเยียวยาความบอบช้ำด้วยปัญหาความรุนแรงจากความขัดแย้งต่างๆ ที่ผ่านมาในพื้นที่ชายแดนใต้ ด้วย“ทุนอุดหนุนโครงการขับเคลื่อนนโยบายชี้นำทางสังคม” ที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยมหิดล และทุนอื่นๆ ในระดับชาติและนานาชาติที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทุกวันนี้ โครงการเพื่อนรักต่างศาสนา สามารถ “ปักหมุด” ลงในพื้นที่ทางศาสนา ซึ่งได้แก่ วัดของชาวพุทธ และมัสยิดของชาวมุสลิม ให้เป็นพื้นที่ทางสังคมร่วมกันของชุมชนในชายแดนใต้

โดยสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ให้เป็น “เมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพ”ที่ได้รับการบ่มเพาะและรอวันเติบโตสู่การเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agents)” สู่โลกใหม่ที่ไร้พรมแดนแห่งอคติทางเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม สามารถแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งสู่สนามแห่งมิตรภาพ ที่ทำให้ชาวพุทธและมุสลิมอยู่ร่วมกันได้ด้วยการมีเป้าหมายแห่งสุขภาวะร่วมกัน

“จากการลงพื้นที่ชายแดนใต้เพื่อดำเนินโครงการเพื่อนรักต่างศาสนา เมื่อเร็วๆ นี้ โดยใช้พื้นที่ทางศาสนา ซึ่งเป็นศูนย์รวมทางสังคมของชุมชนฯ มาเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน พบว่าได้รับความสนใจอย่างมากจากทั้งชาวพุทธและมุสลิมในพื้นที่ ซึ่งได้มาทำกิจกรรมร่วมกันอย่างไม่ขัดเขินเพราะต่างมุ่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องพิธีกรรมแต่อย่างใด” ผศ.ดร.พัทธ์ธีรายกตัวอย่าง

นอกจากนี้ โครงการเพื่อนรักต่างศาสนา ยังได้มีการสร้างสรรค์ ถอดบทเรียนประสบการณ์ที่ได้จากการดำเนินโครงการ มาจัดทำเป็นข้อเขียนประเภทบทความ และหนังสือต่างๆ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมาอีกมากมาย โดยล่าสุดได้ผลิตหนังสือ ชื่อ “เพื่อนรักต่างศาสนามิตรภาพการปรองดอง และการก้าวข้ามความขัดแย้ง” เตรียมส่งเผยแพร่แหล่งเรียนรู้ในพื้นที่ชุมชนชายแดนใต้และสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

ตัวอย่างเรื่องเล่าเรียกรอยยิ้มในฉบับ ได้แก่ เรื่อง “ครูไข่แลน” ที่เป็นชื่อเรียกครูชาวพุทธท่านหนึ่งซึ่งสอนอยู่ใน “ปอเนาะ” หรือโรงเรียนชาวไทยมุสลิมทางชายแดนใต้ ที่ได้ฉายาดังกล่าว เพราะเจอ “แลน” หรือ “ตะกวด” ที่ไหนบรรดาลูกศิษย์ชาวมุสลิมมักเรียกครูท่านนี้ไปช่วยดูแล และตามเก็บไข่ตะกวดมาแจกจ่ายให้ชาวพุทธ เนื่องด้วยหลักปฏิบัติทางศาสนาอิสลามในสมัยนั้นของชาวมุสลิมจะไม่รับประทานตะกวด รวมถึงไข่ของตะกวดด้วย เช่นเดียวกับหมูป่า ในขณะที่ชาวพุทธรับประทานได้ เป็นต้น

ทั้งนี้ แม้ในอนาคตโลกจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดมหาวิทยาลัยมหิดล โดย โครงการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา (IHRP) พร้อมยืนหยัดเพื่อสร้างสังคมแห่งสันติภาพให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนเพื่อมวลมนุษยชาติต่อไป โดยเชื่อมั่นในปรัชญาพื้นฐานที่ว่า “No Peace Without Justice” เมื่อไม่มีความเป็นธรรม ก็จะไม่เกิดสันติภาพ และสันติภาพจะดำรงอยู่ได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนเคารพในความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน

เพื่อร่วมถักทอสายใยแห่งสันติภาพให้สามารถขยายผลได้ในวงกว้างอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ก้าวต่อไปทางคณะทำงานโครงการเพื่อนรักต่างศาสนา เตรียมผลักดันหนังสือ “เพื่อนรักต่างศาสนา มิตรภาพการปรองดอง และการก้าวข้ามความขัดแย้ง” สู่โลกออนไลน์ โดยประชาชนผู้สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าของโครงการ ได้ทาง Facebook : IHRP.Mahidol หรือ Interfaith Buddy for Peace

มหาวิทยาลัยมหิดล

‘สปสช.’จัดบริการดูแลคนไทย ‘5ช่วงวัย’จากครรภ์มารดาถึงชราภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632516

‘สปสช.’จัดบริการดูแลคนไทย  ‘5ช่วงวัย’จากครรภ์มารดาถึงชราภาพ

วันพุธ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P)” เป็นบริการที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณรายปีให้กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ให้กับประชาชนคนไทยทุกสิทธิหลักประกันสุขภาพ ซึ่งจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ลดอัตราการป่วย-เสียชีวิต และประหยัดงบประมาณในการรักษาพยาบาลในระยะยาวได้โดย นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสปสช. ให้ข้อมูลไว้ว่า ในปีงบประมาณ 2565 สปสช.ได้จัดหมวดงบประมาณด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้ทันสมัยและเป็นปัจจุบันมากขึ้น

สำหรับบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค สปสช. ได้จัดหมวดหมู่สิทธิประโยชน์ออกเป็นตามช่วงวัย และเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นนพ.กฤช ลี่ทองอิน ที่ปรึกษา กลุ่มภารกิจสนับสนุนการเข้าถึงบริการปฐมภูมิและการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค สปสช. ได้อธิบายเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่ประชาชนคนไทยทุกคนควรจะได้รับ แบ่งออกเป็น 5 ช่วงวัย ได้แก่

1.หญิงตั้งครรภ์ เริ่มตั้งแต่คู่สามีภรรยาที่วางแผนจะมีบุตร สามารถขอรับคำปรึกษาการเตรียมความพร้อมที่จะมีบุตรได้ที่หน่วยบริการประจำที่ลงทะเบียนไว้ และขอรับยาเสริมธาตุเหล็กและกรดโฟลิกกินก่อนการตั้งครรภ์อย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงพิการของทารกแต่กำเนิด เมื่อประจำเดือนขาด คลื่นไส้อาเจียนหรือแพ้ท้อง อาจซื้อชุดทดสอบการตั้งครรภ์ (Pregnancy Test) มาทดสอบเองได้ หรือไปตรวจกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือแพทย์ที่หน่วยบริการประจำหรือเครือข่ายของหน่วยบริการประจำ เช่น รพ.สต. ที่ลงทะเบียนไว้

หากตั้งครรภ์จริงจะได้รับคำแนะนำให้รับบริการดูแลการตั้งครรภ์ หรือที่เรียกว่าฝากครรภ์ ซึ่งนอกจากการตรวจสุขภาพของแม่และทารกแล้วยังมีการตรวจปัสสาวะเพื่อคัดกรองการติดเชื้อแบคทีเรียในทุกระยะของการฝากครรภ์ การตรวจนับเม็ดเลือดหรือ CBC ตรวจการติดเชื้อเอชไอวีซิฟิลิส และตับอักเสบบี ในการฝากครรภ์ครั้งที่ 1 หรือ 2 และตรวจซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 30 สัปดาห์ เพราะเป็นไปได้ว่าอาจจะไม่เจอในการตรวจครั้งแรก ซึ่งหากตรวจพบจะได้วางแผนดูแลแม่และเด็กต่อไป

ยังมีการตรวจคัดกรองโรคธาลัสซีเมีย และภาวะดาวน์ซินโดรม ซึ่งกรณีของธาลัสซีเมีย จะต้องตรวจทั้งสามี-ภรรยา ซึ่งก็จะได้สิทธิตรวจฮีโมโกลบิน ชนิดและปริมาณของฮีโมโกลบินจะบ่งบอกว่าเป็นธาลัสซีเมียหรือไม่ หากผลออกมาแล้วพบว่ายังเป็นบวกทั้งคู่ก็แสดงว่าเป็นคู่เสี่ยงที่จะทำให้ลูกเกิดมามีแนวโน้มเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง นำไปสู่ทางเลือกของมารดาว่าจะยุติการตั้งครรภ์หรือไม่อย่างไรก็ตาม การยุติการตั้งครรภ์จะต้องไม่เกิน 24 สัปดาห์ เพราะหากเกินกว่านั้นอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์และอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้

“การฝากครรภ์ครั้งแรก การตรวจหลายๆ อย่างจะสามารถตรวจได้ทันที ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับหน่วยบริการแต่ละแห่ง ยกเว้นการตรวจดาวน์ซินโดรม ซึ่งจะต้องรอให้มีอายุครรภ์ประมาณ 13-20 สัปดาห์ เพราะวิธีการตรวจที่ใช้เหมาะสมกับช่วงอายุครรภ์ประมาณนี้ พร้อมอาจตรวจอัลตร้าซาวนด์เพื่อทราบอายุครรภ์ที่ชัดเจน ส่วนการตรวจครั้งที่ 2-3 และต่อๆ ไป นั้นก็จะเป็นการตรวจติดตามและประเมินทั่วไป” นพ.กฤช ระบุ

หญิงตั้งครรภ์จะได้รับยาเสริมวิตามินธาตุเหล็ก กรดโฟลิก และไอโอดีน ซึ่งอาจรวมเป็นเม็ดเดียวกันในชื่อยาไตรเฟอร์ดีน (Triferdine) โดยจะได้รับตั้งแต่ตั้งครรภ์ไปจนถึงหลังคลอด เนื่องจากจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเม็ดเลือดให้กับมารดา และเพิ่มสารไอโอดีนเพื่อป้องกันเด็กทารก นอกจากนั้นยังจะได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเมื่อมารดามีอายุครรภ์เกิน 4 เดือนขึ้นไป และการฉีดวัคซีนคอตีบบาดทะยักเพื่อป้องกันบาดทะยักในเด็กแรกเกิด อย่างไรก็ดี การดูแลการตั้งครรภ์ในสิทธิประโยชน์ของบัตรทองนั้น กำหนดไว้อย่างน้อย 5 ครั้ง แต่ปีนี้ขยายเป็น 8 ครั้ง

ซึ่งหากมีความจำเป็นหน่วยบริการจะให้การดูแลมากกว่า 8 ครั้งได้ โดย สปสช.อาจขอทราบเหตุผลและหลักฐานการให้บริการจากหน่วยบริการที่ดูแลการตั้งครรภ์ ทั้งนี้ มารดาจะได้รับการดูแลหลังคลอดประมาณ 3 ครั้ง ครั้งแรกอยู่ที่ประมาณ 7 วัน หรือระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อดูแผล ดูน้ำคาวปลา ครั้งที่ 2 ถัดไปอีก7-14 วัน หลังจากนั้นไม่เกิน 6 สัปดาห์จะเป็นการดูแลครั้งที่ 3 ซึ่งจะได้รับคำแนะนำในการดูแลและวางแผนครอบครัว ส่วนยาไตรเฟอร์ดีนจะได้รับไปจนถึง 6 เดือน เพื่อการให้นมบุตร

2.กลุ่มเด็กเล็กอายุ 0-5 ปี เมื่อทารกคลอดออกมาก็ได้รับการเจาะเลือดที่ส้นเท้า เพื่อส่งตรวจภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนและโรคฟินิลคีโตนูเรีย และในปีนี้จะมีการขยายสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับการตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรมเมตาบอลิก40 โรคด้วยเครื่อง Tandem mass spectrometry ซึ่งปัจจุบันตรวจประมาณ 24 โรคและให้เฉพาะเด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือสงสัยจากการตรวจวินิจฉัยของแพทย์

ตรวจคัดกรองการได้ยินสำหรับกลุ่มเสี่ยงในทารกแรกเกิด ซึ่งกลุ่มเสี่ยงที่ว่ามีอาทิ เด็กที่มีประวัติคนในครอบครัวหูตึงตั้งแต่ยังเล็ก เด็กที่มีความผิดปกติของหน้าตา โครงหน้าที่ผิดปกติ รวมทั้งปากแหว่ง เพดานโหว่ โรคทางพันธุกรรมเด็กที่คลอดออกมาแล้วน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,500 กรัม มารดามีภาวะติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ เช่น หัดเยอรมัน เริม เป็นต้น ยังมีสิทธิประโยชน์ครอบคลุมการฉีดวัคซีนพื้นฐานตามโปรแกรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศที่กำหนดด้วย

“เมื่อเด็กอายุ 9 เดือน 18 เดือน30 เดือน และ 42 เดือน ตามสิทธิประโยชน์จะมีการตรวจคัดกรองพัฒนาการ เพื่อดูว่าเด็กนั้นสามารถทำอะไรหรือทำอะไรไม่ได้บ้าง พอถึงช่วงอายุ 3-12 ปี ก็จะให้สิทธิในการคัดกรองภาวะสายตาผิดปกติ หากมีสายตาหรือการมองเห็นที่ผิดปกติและจำเป็นต้องใส่แว่น เด็กก็จะได้รับแว่นตาซึ่งตรงนี้ก็จะอยู่ในสิทธิประโยชน์เช่นกัน” นพ.กฤช กล่าว

สำหรับกลุ่มเด็กเล็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ตามสิทธิประโยชน์ก็จะให้ยาน้ำเสริมธาตุเหล็กไปจนถึงอายุ 12 ปี เนื่องจากเด็กไทยมีภาวะซีดเป็นจำนวนมาก หากอายุมากกว่า 12 ปี ไปแล้วนั้นก็จะให้เฉพาะแค่เด็กผู้หญิงอย่างเดียว ซึ่งจะต้องรับบริการที่หน่วยบริการประจำ เนื่องจากยังไม่ได้เป็นรายการบริการ Fee Schedule ที่จะไปรับบริการที่หน่วยบริการใดก็ได้ แต่ในอนาคต สปสช.อาจพิจารณาขยายช่องทาง เช่น อาจให้รับที่ร้านขายยาได้ นอกจากนี้ก็ยังมีสิทธิประโยชน์สำหรับการตรวจเลือดเพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจางประมาณช่วงอายุ 6 เดือน-1 ปี และ 3-5 ปี การตรวจสุขภาพช่องปาก และทาหรือเคลือบฟลูออไรด์

3.กลุ่มเด็กโตและวัยรุ่นอายุ 6-24 ปี นอกจากวัคซีนป้องกันคอตีบและบาดทะยักที่จะได้รับในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก็มีวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกจากเชื้อเอชพีวี (HPV) ที่จะให้ช่วงประถมศึกษาปีที่ 5 หรืออายุ 11-12 ปี โดยหน่วยบริการจะเข้าไปฉีดให้ที่สถานศึกษา เพราะการเข้าถึงเด็กทำได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ดี หากผู้ปกครองคนใดที่มีลูกอายุ 11-12 ปี และขาดเรียนในวันที่มีการฉีดวัคซีน ก็สามารถไปขอรับบริการที่หน่วยบริการได้

ช่องปากก็มีการทาฟลูออไรด์-เคลือบหลุมร่องฟัน ซึ่งเป็นการช่วยป้องกันฟันผุ ทำให้ฟันผุในระยะเริ่มแรกหายเป็นปกติได้ อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องทำความสะอาดฟันด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันให้ถูกวิธี รวมถึงปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหารลดอาหารหวาน จะทำให้เรามีสุขภาพช่องปากที่ดี ขณะที่วัยรุ่นมีสิทธิประโยชน์สำหรับการคัดกรองความเสี่ยงเรื่องเหล้า-บุหรี่-สารเสพติด และบริการสายด่วนเลิกบุหรี่ รวมไปถึงการประเมินเรื่องการเจริญเติบโต หรือดัชนีมวลกาย วัดความดันโลหิต

และสำหรับผู้หญิงวัยรุ่นหรือเมื่อเริ่มมีประจำเดือน มีสิทธิประโยชน์ตรวจเลือดเพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจางที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ถึงแม้ไม่มีภาวะซีด ก็มีสิทธิประโยชน์ยาเสริมธาตุเหล็ก และกรดโฟลิกให้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับเยาวชนที่แต่งงานมีครอบครัวและวางแผนจะมีบุตร ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงพิการในทารกดังได้กล่าวแล้ว บริการส่วนนี้ยังไม่ได้จ่ายเป็นรายการบริการเฉพาะหรือ fee schedule จึงต้องไปรับที่หน่วยบริการประจำที่ได้ลงทะเบียนไว้

“กลุ่มวัยรุ่นอยู่ในวัยเรียนรู้อยากท้าทาย อยากลอง อาจพลั้งเผลอตั้งครรภ์ได้ หรือที่บรรลุนิติภาวะแต่งงานแล้วแต่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมก็มีบริการทางเลือกที่เป็นสิทธิประโยชน์ที่กลุ่มวัยรุ่นจะได้รับ นั่นคือเรื่องของ การจัดการการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม” เพื่อเป็นทางออก ซึ่งจะมีการให้คำปรึกษา แนะนำ เพื่อตัดสินใจ รวมถึงการตรวจอัลตร้าซาวนด์ เพื่อเป็นตัวเลือกว่าจะตั้งครรภ์ต่อ หรือจะยุติการตั้งครรภ์” นพ.กฤช กล่าว

หากเลือกยุติการตั้งครรภ์ ก็มีสิทธิประโยชน์บริการยุติการตั้งครรภ์และบริการคุมกำเนิดภายหลังยุติการตั้งครรภ์ ในวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปีไม่ว่าจะเป็นกรณีหลังคลอดหรือแท้งหรือสมัครใจก็จะมีสิทธิประโยชน์คุมกำเนิดกึ่งถาวรที่เป็นรายการบริการเฉพาะให้ได้แก่ การฝังยาคุมและการใส่ห่วงอนามัยหากอายุ 20 ปีขึ้นไป ก็จะให้เฉพาะหลังการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม ซึ่งสามารถเข้ารับบริการในหน่วยบริการประจำได้ แต่หน่วยบริการที่ดูแลเรื่องการตั้งครรภ์ไม่พร้อมอาจจะยังมีน้อยซึ่ง สปสช.จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขยายหน่วยบริการต่อไป

4.กลุ่มผู้ใหญ่อายุ 25-59 ปีและ 5.กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปสิทธิประโยชน์ของทั้ง 2 กลุ่มจะไม่แตกต่างกันมากนัก เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลจะให้สิทธิผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ผู้พิการภูมิต้านทานบกพร่อง อ้วน และคนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปมีการตรวจคัดกรองความดัน-เบาหวาน-ไวรัสเอชพีวี และคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอายุ 50-70 ปี รวมไปถึงการให้ความรู้เรื่องมะเร็งเต้านม โดยการเข้ารับบริการที่หน่วยบริการประจำที่ลงทะเบียนไว้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ในปี 2565 มีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม คือ การตรวจคัดกรองการกลายพันธุ์ของยีนโรคมะเร็งเต้านม คือ ยีน BRCA1 BRCA2 ในคนที่เป็นมะเร็งเต้านม และติดตามญาติสายตรงที่เป็นกลุ่มเสี่ยงมารับการตรวจคัดกรองและให้การดูแลต่อเนื่อง ซึ่งจะให้สิทธิทายาทสายตรงในการตรวจยีนกลายพันธุ์ของมะเร็งเต้านม นอกจากนั้นยังมีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA Test หรือแปบสเมียร์ (Pap smear) สำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 30-59 ปี ซึ่งบางส่วนมีการตรวจเพียงแต่อาจยังไม่ทั่วถึง โดยจะให้สิทธิการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก 1 ครั้ง ทุก 5 ปี

สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไปจะมีการตรวจคัดกรองความดัน-เบาหวาน-มะเร็งลำไส้ใหญ่สำหรับผู้ที่มีอายุ 60-70 ปี เป็นต้น ซึ่งผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะมีโรคประจำตัว และไปรับการดูแลที่หน่วยบริการประจำอยู่แล้ว สิทธิประโยชน์สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่จะเพิ่มเติม สำหรับกลุ่มนี้ยังอยู่ในช่วงการรอเสนอสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ขณะนี้จึงแนะนำให้ดูแลส่งเสริมสุขภาพตนเอง ด้วยการกินอาหารที่เป็นประโยชน์และเพียงพอต่อสุขภาพการออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก เป็นต้น อย่างก็ตาม การดูแลสุขภาพนี้สามารถทำได้ทุกกลุ่มวัย

ในปี 2565 ยังให้สิทธิประโยชน์สำหรับการตรวจคัดกรองรอยโรคเสี่ยงมะเร็งและมะเร็งช่องปากในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป และการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัสเชื้อ (HIV PEP) ซึ่งกรณีหลังนี้ให้ในทุกกลุ่มวัยไม่ใช่เฉพาะวัยผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูล
สิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้ที่ สายด่วน สปสช. โทร.1330 ตลอด 24 ชม. หรือ คลิก https://lin.ee/zzn3pU6 เพิ่มเพื่อนไลน์กับ สปสช. @nhso

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

ปฏิรูปครั้งใหญ่! ครม.อนุมัติ‘อว.’ทำหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์พัฒนากำลังคนขั้นสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632577

ปฏิรูปครั้งใหญ่! ครม.อนุมัติ‘อว.’ทำหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์พัฒนากำลังคนขั้นสูง

วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.12 น.

หลักสูตร อว. ครม. ปฏิรูปครั้งใหญ่ แซนด์บ็อกซ์

ปฏิรูปครั้งใหญ่! ครม.อนุมัติ‘อว.’ทำหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์พัฒนากำลังคนขั้นสูง

1 กุมภาพันธ์ 2565 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบตามที่ อว. เสนอเรื่องการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox) เพื่อให้จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาใหม่ให้ทันต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งความก้าวหน้าที่รวดเร็วของเทคโนโลยี การเข้าสู่สังคมสูงวัย วิถีชีวิตแบบหลายช่วง หมายความว่าในอนาคตจากนี้ ประชาชนจะใช้ชีวิตหลากหลายมากขึ้น ไม่ได้เรียงลำดับขั้นจากการเรียนหนังสือ ทำงาน เกษียณจบเป็นขั้นเป็นตอนเพียงเท่านั้นอีกต่อไป แต่อนาคตการเรียนรู้ การทำงาน การใช้ชีวิตจะเปลี่ยนไป เช่น นักศึกษาเรียนไปสักระยะอาจจะออกไปทำงานหาประสบการณ์ก่อนแล้วกลับมาเรียนต่อจนจบก็ได้ ขณะที่คนสูงอายุกลับมาเรียนใหม่ คนเกษียณแล้ว มาหางานทำใหม่ เป็นต้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ ให้สามารถผลิตและพัฒนากำลังคนที่รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่ เพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและเกิดการสร้างมาตรฐานอุดมศึกษาในกระบวนทัศน์แบบใหม่

ทั้งนี้ มาตรฐานการอุดมศึกษาของประเทศไทยปัจจุบัน มีข้อจำกัดบางประการต่อการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ เช่น มาตรฐานของผู้สอน หน่วยกิต หลักสูตร ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากำลังคนให้ทันต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงและให้ทันต่อความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อว.จึงต้องพัฒนาคนหรือบัณฑิตแบบใหม่ เพราะมาตรฐานการจัดการศึกษาแบบเดิมทำให้เราผลิตกำลังคนในรูปแบบใหม่ไม่ทัน จึงต้องจัดทำแซนด์บ็อกซ์ซึ่งจะเป็นหลักสูตรทดลองขึ้นมา สามารถปรับให้ต่างจากการปฏิบัติตามมาตรฐานเดิม เช่น ผู้สอนไม่จำเป็นต้องเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเสมอไป มาจากหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนก็ได้ ส่วนการเรียนการสอนในรายวิชาบังคับบางวิชาก็ไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนในสถานศึกษา แต่สามารถไปเรียนจากการทำงานในสถานประกอบการแทน

“นี่เป็นการทดสอบวิธีการจัดการศึกษาในรูปแบบอื่นๆ หรือแซนด์บ็อกซ์ ดังนั้นการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา ที่ อว.เสนอ ครม.จะมีทั้งการจัดการศึกษาเพื่อนำไปสู่การให้ปริญญา ทั้งระดับอนุปริญญา ปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษารวมถึงการจัดการศึกษาแบบปริญญาที่มาจากการเทียบโอนการศึกษาและการเรียนรู้ที่ไม่มุ่งปริญญาและการจัดการศึกษาในรูปแบบอื่นๆ เพื่อผลิตบัณฑิตที่ตอบโจทย์นโยบายหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว

ขณะที่ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. กล่าวว่า หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ อว.จะให้มหาวิทยาลัยนำเสนอหลักสูตรแนวทางใหม่ของตนมาที่ อว. โดยหลักสูตรนั้นจะต้องตอบโจทย์การพัฒนากำลังคนขั้นสูงของประเทศและมีระยะเวลาดำเนินการ เพื่อทดสอบว่าสามารถปฏิบัติได้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ปัจจุบัน อว.กำลังดำเนินการจัดทำหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ที่จะดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมสมัยใหม่เข้ามาในประเทศร่วมกับ ทปอ. ภาคอุตสาหกรรม บีโอไอและมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาขึ้นมารองรับ ซึ่งหากดำเนินการได้ดีจะกลายเป็นแนวทางใหม่หรือมาตรฐานเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้สถาบันอุดมศึกษาพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่มากขึ้น 

-005

บทความพิเศษ : ‘รัฐบาล’ต้องเป็นเจ้าภาพ ‘ยกระดับ’การศึกษา‘สายอาชีพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632358

บทความพิเศษ : ‘รัฐบาล’ต้องเป็นเจ้าภาพ  ‘ยกระดับ’การศึกษา‘สายอาชีพ’

วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในสมัยก่อนจะมีประโยคที่ว่า ถ้าเรียนสายสามัญไม่ได้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของความยากจน หรือความจำเป็นอื่นๆ ก็จำใจต้องเลือกเรียนสายวิชาชีพแทน แต่วันนี้ความคิดแบบนี้ ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะการศึกษาสายอาชีพนั้น เป็นการสร้างแรงงานที่มีทักษะขั้นกลาง ไปจนถึงขั้นสูง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศไทย ทั้งในเรื่องของกำลังในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม และการเกษตร รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น การศึกษาสายอาชีพ หรือที่เราเรียกกันว่า “อาชีวศึกษา” จึงเป็นมากกว่านโยบายทางเศรษฐกิจ มากกว่านโยบายทางการศึกษา หรือแม้กระทั่งนโยบายแรงงาน แต่เป็นทิศทางของประเทศไทยในการเดินหน้าไปสู่อนาคต

สำหรับผมแล้ว ในการที่การศึกษาสายอาชีพจะเป็นทางรอดของประเทศไทยอย่างแท้จริงได้นั้น จำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 2-3 เรื่องด้วยกัน ซึ่งในประเด็นแรกนั้น ผมมองว่า สถาบันการศึกษาสายอาชีพ ต้องสามารถสร้างทักษะขั้นสูงให้แก่นักเรียน หรือนักศึกษา ที่พวกเขานำไปสร้างโอกาส และรายได้ให้แก่ตัวเองได้อย่างแท้จริง หรือถึงขั้นกลายเป็นอาชีพอิสระที่หาเลี้ยงตัวเอง และครอบครัวได้อย่างสบาย ซึ่งตรงนี้ก็ไปเชื่อมโยงกับการยกระดับผลิตภัณฑ์ ให้เกิดผลิตภาพ(Productivity) คือ ต้นทุนต่ำ ใช้เวลาไม่มาก แต่ผลตอบแทนสูง และประสิทธิภาพดี อันมาจากการบริหารจัดการอย่างแม่นยำ ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม แล้วรากฐานตรงนี้เองที่จะไปช่วยกระตุ้นศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดเศรษฐกิจระดับทวีป หรือระดับโลกของเราให้ขยับไปข้างหน้าในแบบก้าวกระโดด ซึ่งต้องก้าวกระโดดเท่านั้นนะครับ หมายความว่า ไม่ใช่แค่เก่งกว่า ดีกว่าคนอื่น หรือประเทศอื่นไม่เท่าไหร่ แต่ต้องแซงหน้าไปไกลหลายช่วงตัว

ยิ่งในยุคที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ในหลายภาคส่วนที่ต้องขยับไปพึ่งพานวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามามีบทบาททั้งในภาคอุตสาหกรรม และการเกษตร ตรงนี้เองที่ทำให้เรามองเห็นจุดอ่อนของตัวเองได้อย่างชัดเจนว่าแรงงานส่วนใหญ่ขาดทักษะ และสมรรถนะในการยกระดับผลิตภัณฑ์ เพื่อเอาไปแข่งขันในตลาดเป้าหมายกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ดังนั้น เมื่อแข่งขันไม่ได้ ศักยภาพทางอาชีพเราด้อยกว่า ก็ทำให้สินค้าหรือบริการที่ควรจะสร้างรายได้มหาศาล กลายเป็นแค่ของตกเกรด หรือดีสู้เจ้าอื่นไม่ได้ หรือไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง ทำให้การเดินหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจึงติดหล่ม ไม่ไปไหน ส่งผลให้ธุรกิจปิดตัว ชาวบ้านเป็นหนี้ และลิดรอนโอกาสของนักศึกษาจบใหม่ในการมีงานที่เหมาะสมท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นปัญหาเรื่องความยากจน ความเหลื่อมล้ำตามที่ผมได้อธิบายไปแล้วก่อนหน้านี้นี่จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่เราต้องหันหน้ามาคุยกันว่า จะยกระดับปรับหลักสูตรการศึกษาสายอาชีพอย่างไร ให้สามารถสร้างแรงงานที่มีทักษะขั้นกลาง หรือสูง เพื่อไปเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดเศรษฐกิจของโลก

อีกประเด็นที่ต้องเติม ถ้าต้องการยกระดับการศึกษาสายอาชีพ นั่นก็คือ ความรับผิดชอบที่ผูกขาดเป็นกระทรวงๆ ไป เพราะแต่ละกระทรวงก็จะมีแนวทางและการพัฒนาในรูปแบบของตนกระทรวงศึกษาธิการก็แบบหนึ่ง กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ก็แบบหนึ่ง กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรฯ ก็แบบหนึ่ง แต่วันนี้คิดและทำแบบเดียว ผูกขาดกระทรวงเดียวมันไม่เพียงพอต่อการแข่งขันในระดับโลกแล้วครับ เพราะทักษะของแรงงานในวันนี้ มันไม่ใช่แค่การผลิตเท่านั้น มีเรื่องของการแปรรูป การตลาดการขาย และอีกมากมายเข้ามาผสมผสานอยู่ในห่วงโซ่ของธุรกิจแทบทุกชนิด ดังนั้น ถ้าจะปฏิรูปการศึกษาสายอาชีพ ให้สามารถผลิตแรงงานที่มีทักษะสูง ตอบโจทย์การแข่งขันของไทยในตลาดโลกได้นั้น ความรับผิดชอบทั้งหมดควรต้องตกไปอยู่ที่รัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ที่ต้องมองสถานการณ์ดังกล่าวนี้ให้ชัด ว่าอะไรคือปัญหา และโอกาสจะมาจากอะไร รวมไปถึงความต้องการทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและของโลก ว่ามีแนวโน้มแบบไหน ซึ่งคำตอบที่ได้จะเป็นหมุดหมายอย่างดีในการสร้างแรงงานที่มีประสิทธิภาพขึ้นมา เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่เป้าหมายได้อย่างคล่องตัว

ครับ ผมกำลังสื่อสารถึงการปรับหลักสูตรของการศึกษาสายอาชีพ ควรเป็นนโยบายของรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งอาจประกาศให้เป็นวาระของประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างการก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจ และเตรียมพร้อมเดินหน้าไปสู่อนาคต ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะการเปลี่ยนแปลงตามที่ผมหมายถึงนั้น ไม่ใช่แค่ดีขึ้น 10-15% แต่ต้องดีแบบก้าวกระโดด 100% หรือ 200% หรือมากกว่านั้น เราจึงจะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศเราได้อย่างหมดจด

เพราะถ้าดีขึ้นเพียง 10% ประเด็นเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำของประเทศที่ค่าแรงถูกกว่าเรา ทั้งเขมร หรือพม่า ก็จะกลายเป็นข้อเสียเปรียบของเราทันทีดังนั้น ต้องก้าวกระโดด 100% ขึ้นไป ทำให้การสร้างผลิตภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ และนั่นหมายถึงการยกระดับแรงงานให้มีทักษะระดับกลาง และสูง ซึ่งเชื่อมโยงไปกับการปรับระบบการศึกษาสายอาชีพอย่างจริงจัง การนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน หรือการลงทุนที่มีเป้าหมายระยะยาว ทั้งต่อตัวบุคคล และธุรกิจ รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย อันจะไปตอบคำถามที่ว่า ทำไม “รัฐบาล” จึงต้องเข้ามาเป็นเจ้าภาพในเรื่องนี้

กนก วงษ์ตระหง่าน

อาจารย์ธรณี จุฬาฯวิเคราะห์ไทยไม่เสี่ยง เกิดภูเขาไฟใต้ทะเลระเบิด และเกิดสึนามิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632315

อาจารย์ธรณี จุฬาฯวิเคราะห์ไทยไม่เสี่ยง  เกิดภูเขาไฟใต้ทะเลระเบิด และเกิดสึนามิ

วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศ.ดร.สันติ ภัยหลบลี้ อาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ นักวิจัยด้านแผ่นดินไหวได้กล่าวว่า จากเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดใต้ทะเลบริเวณประเทศตองกา เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2565 ส่งผลให้เกิดฝุ่นควัน เถ้าถ่าน และเกิดสึนามิเคลื่อนตัวเข้าหาชายฝั่งหลายประเทศรอบมหาสมุทรแปซิฟิก สำหรับประเทศไทยได้นั้น เรามีประเทศเพื่อนบ้านของเราที่มีภูเขาไฟจำนวนมากคือประเทศอินโดนีเซีย บนเกาะสุมาตรา เกาะชวา ซึ่งมีภูเขาไฟปะทุเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ไม่ส่งผลต่อประเทศไทย เพราะในแง่ภูมิศาสตร์ สภาพหมู่เกาะจะปิดกั้นและป้องกันไม่ให้ภูเขาไฟที่ปะทุขึ้นเข้ามาในอ่าวไทยได้ ในขณะที่ภูเขาไฟที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยนั้นมีเพียงบริเวณนอกชายฝั่งอันดามันใกล้กับหมู่เกาะนิโคบาร์ เป็นภูเขาไฟที่มีพลังและมีโอกาสที่จะปะทุได้ แต่ในแง่ภัยพิบัติ ภูเขาไฟนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เพราะเป็นภูเขาไฟลูกเล็ก ถ้ามีการระเบิดก็ไม่รุนแรง ดังนั้นประเทศไทยจึงไม่ต้องกังวลในเรื่องผลกระทบแผ่นดินไหวและสึนามิจากการเกิดภูเขาไฟระเบิด

การรับมือภูเขาไฟระเบิด “ภูเขาไฟระเบิดเป็นสิ่งที่เราป้องกันไม่ได้ แต่เราสามารถศึกษาการเกิดและเตรียมพร้อมเพื่อตั้งรับได้” นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวให้ความรู้ว่า โดยปกติก่อนภูเขาไฟจะปะทุขึ้นจะมีสัญญาณเกิดขึ้นก่อน เช่น เกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็ก ซึ่งในประเทศไทยไม่มีการเกิดภูเขาไฟระเบิด การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดจึงมีเพียงพอและเหมาะสมแล้วในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว ทุ่นเตือนภัยสึนามิ และการซ้อมแผนฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ

ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ มีหลักสูตรการเรียนการสอนสำหรับนิสิต เรื่องการประเมินภัยพิบัติแผ่นดินไหว ธรรมชาติของการเกิดแผ่นดินไหว ระบบเตือนภัยและการรับมือแผ่นดินไหว พร้อมกับสอดแทรกความรู้ด้านภัยพิบัติอื่นๆให้แก่นิสิตด้วย นอกจากนี้ทางจุฬาฯเปิดสอนหลักสูตรสหสาขาวิชาเกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติสำหรับบุคคลทั่วไปให้สามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ และมีคอร์สเรียนออนไลน์ Chula MOOC เรื่อง “แผ่นดินไหว ธรณีพิโรธที่น่ากลัว (Earthquake – A horror geohazard)”สอนโดย ศ.ดร.ปัญญา จารุศิริ ที่ปรึกษากรมทรัพยากรธรณี และอดีตอาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าเรียนได้ที่ https://mooc.chula.ac.th/courses/159

ศธ.ร่วมเอกชน ปั้นช่างฝีมือระดับสูง รองรับการเติบโตธุรกิจนาฬิกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632311

ศธ.ร่วมเอกชน ปั้นช่างฝีมือระดับสูง  รองรับการเติบโตธุรกิจนาฬิกา

วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการแถลงข่าวเปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563 (เพิ่มเติม 2564) ประเภทวิชาอุตสาหกรรม สาขาวิชาเทคนิควิทยาการนาฬิกา หลักสูตรอาชีวศึกษาแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดร.ก้านทิพย์ ชาติวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักติดตามและประเมินผลการอาชีวศึกษา นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และผู้บริหาร เข้าร่วมงาน เมื่อปลายเดือนมกราคม

นางสาวตรีนุช เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัทคนรักนาฬิกา จำกัด, บริษัท ที.เอส.แอล.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัททีเอชจี พรีม่า ไทมส์ จำกัด และวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์เปิดหลักสูตรสาขาวิชาเทคนิควิทยาการนาฬิกา โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาขีดความสามารถให้เยาวชนไทยให้เป็นช่างฝีมือระดับสูง รองรับธุรกิจนาฬิกาที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ด้านนายวิเชียร เนียมน้อมผู้แทนผู้รับใบอนุญาตและผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ได้พัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563 (เพิ่มเติม 2564) ประเภทวิชาอุตสาหกรรม สาขาวิชาเทคนิควิทยาการนาฬิกา ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2563 จนถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2564 รวมระยะเวลาที่ใช้ในการพัฒนาหลักสูตรสาขาวิชา 15 เดือน 7 วัน ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาที่เกิดจากข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ 

“โดยบริษัท ซีพี ออลล์ สนับสนุนสร้างห้องปฏิบัติการ รวมทั้งอุปกรณ์การเรียน การสอน เครื่องมือฝึกปฏิบัติงานในสถานประกอบการ ตลอดจนมอบทุนการศึกษา ตลอดหลักสูตรให้กับผู้เรียน พร้อมได้รับการสนับสนุนและร่วมมืออย่างดีจากกลุ่มบริษัท คนรักนาฬิกา จำกัด, บริษัท ที.เอส.แอล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และ บริษัท ทีเอชจี พรีม่า ไทมส์ จำกัด โดยส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมฝึกประสบการณ์วิชาชีพให้กับผู้เรียน มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับความรู้ และทักษะวิชาชีพ รวมถึงการเรียนรู้การทำงานด้านเทคนิควิทยาการนาฬิกาจริงในทุกมิติอย่างมืออาชีพ โดยการเปิดหลักสูตรใหม่นี้นับเป็นการสร้างอนาคตให้เยาวชนไทยควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพฝีมือแรงงานไปสู่ระดับประเทศ” นายวิเชียร กล่าว

กยศ. ยันมีเงินพอให้ผู้ขาดแคลนกู้ทุกคน เน้นไกล่เกลี่ยแทนการฟ้องร้องผู้กู้เงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632316

กยศ. ยันมีเงินพอให้ผู้ขาดแคลนกู้ทุกคน  เน้นไกล่เกลี่ยแทนการฟ้องร้องผู้กู้เงิน

วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(ผู้จักการ กยศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเรื่องดอกเบี้ยและเบี้ยปรับของ กยศ. รวมทั้งการจ้างทนายความเพื่อติดตามหนี้นั้น กองทุนขอชี้แจงว่า กองทุนฯเป็นหน่วยงานของรัฐในกำกับของกระทรวงการคลัง ดำเนินการในลักษณะเงินทุนหมุนเวียน ตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ได้รับโอกาสทางการศึกษาไปแล้ว 6,206,983 ราย เป็นเงินให้กู้ยืมกว่า 680,103 ล้านบาท โดยให้กู้ยืมเฉลี่ยปีละ 26,157 ล้านบาท ที่ผ่านมากองทุนได้ใช้งบประมาณแผ่นดินไปแล้วประมาณ 468,673 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันกองทุนได้นำเงินที่ผู้กู้ยืมรุ่นพี่ชำระคืนกองทุนกลับมาหมุนเวียนในการปล่อยกู้ให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นน้อง โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา 

“ในประเด็นดอกเบี้ยและเบี้ยปรับของกองทุนนั้น ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มาตรา 44ได้ระบุให้คิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ7.5 ต่อปี และห้ามคิดดอกเบี้ยทบต้น ในกรณีผิดนัดการชำระเงินคืนกองทุน คณะกรรมการจะกำหนดให้ผู้กู้ยืมเงินต้องเสียเงินเพิ่มอีกไม่เกินร้อยละ 1.5 ต่อเดือนก็ได้แต่ที่ผ่านมา กองทุนมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1 ต่อปีมาโดยตลอด และปัจจุบันคิดเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งในช่วงสถานการณ์โควิด กองทุนได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหลือร้อยละ0.01 และลดอัตราเบี้ยปรับเหลือร้อยละ 0.5 เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของผู้กู้ยืม ทั้งนี้รายได้ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่กองทุนได้รับมานั้น เงินดังกล่าวก็ได้นำมาหมุนเวียนให้กับผู้กู้ยืมรุ่นน้อง สำหรับประเด็นเรื่องการดำเนินคดีนั้น กองทุนเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ได้มีเจตนาหลักในการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ แต่กองทุนมีความจำเป็นต้องดำเนินการ ตามกฎหมาย เพื่อมิให้คดีขาดอายุความ ซึ่งจะทำให้รัฐเกิดความเสียหาย” ผู้จัดการ กยศ. กล่าว

นายชัยณรงค์ กล่าวต่อว่าทั้งนี้ กองทุนมีการรับชำระหนี้ที่ดีขึ้นมาตลอด เป็นผลมาจากผู้กู้ยืมรุ่นพี่ได้ส่งมอบโอกาสและมีกระบวนการหักเงินเดือน ในช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา กองทุนได้ชะลอการฟ้อง บังคับคดี และขายทอดตลาด ยกเว้นในคดีที่มีความจำเป็นเนื่องจากจะขาดอายุความในปัจจุบันมีพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทฯ ทางกองทุนจึงได้ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม จัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สินครัวเรือน ครั้งที่ 1กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระหว่างวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ไบเทคบางนา ห้องภิรัชฮอลล์ 1-3 โดยกองทุนจะเชิญผู้กู้ยืมที่อยู่ในเกณฑ์ที่จะถูกดำเนินคดีเข้ามาทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 

“โดยผู้กู้ยืมที่เข้าร่วมการไกล่เกลี่ยจะไม่ถูกดำเนินคดี มีส่วนลดเบี้ยปรับ ได้รับโอกาสในการขยายระยะเวลาผ่อนชำระได้ถึงอายุ 65 ปี และเมื่อร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่…) พ.ศ. ….ที่อยู่ระหว่างการขอแก้ไขมีผลบังคับใช้ กองทุนจะมีอำนาจในการปลดภาระผู้ค้ำประกัน โดยกองทุนมีหลักการว่าจะยกเลิกการค้ำประกันของผู้ค้ำประกัน เมื่อผู้กู้ยืมได้ผ่อนชำระเงินต้นมาแล้วร้อยละ 25 ของเงินต้นที่ค้างชำระซึ่งการใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยดังกล่าวจะเป็นผลดีกับลูกหนี้ที่จะไม่ถูกดำเนินคดี และกองทุนจะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีต่อไปในอนาคต โดย กองทุนขอยืนยันว่า กองทุนจะเป็นหลักประกันให้ทุกครอบครัวว่าน้องๆ ที่ขาดแคลนสามารถกู้เงินได้ทุกคน โดยไม่มีข้อจำกัด เพื่อให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา”ผู้จัดการ กยศ. กล่าว