‘สปสช.’จัดบริการดูแลคนไทย ‘5ช่วงวัย’จากครรภ์มารดาถึงชราภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632516

‘สปสช.’จัดบริการดูแลคนไทย  ‘5ช่วงวัย’จากครรภ์มารดาถึงชราภาพ

วันพุธ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P)” เป็นบริการที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณรายปีให้กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ให้กับประชาชนคนไทยทุกสิทธิหลักประกันสุขภาพ ซึ่งจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ลดอัตราการป่วย-เสียชีวิต และประหยัดงบประมาณในการรักษาพยาบาลในระยะยาวได้โดย นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสปสช. ให้ข้อมูลไว้ว่า ในปีงบประมาณ 2565 สปสช.ได้จัดหมวดงบประมาณด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้ทันสมัยและเป็นปัจจุบันมากขึ้น

สำหรับบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค สปสช. ได้จัดหมวดหมู่สิทธิประโยชน์ออกเป็นตามช่วงวัย และเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นนพ.กฤช ลี่ทองอิน ที่ปรึกษา กลุ่มภารกิจสนับสนุนการเข้าถึงบริการปฐมภูมิและการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค สปสช. ได้อธิบายเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่ประชาชนคนไทยทุกคนควรจะได้รับ แบ่งออกเป็น 5 ช่วงวัย ได้แก่

1.หญิงตั้งครรภ์ เริ่มตั้งแต่คู่สามีภรรยาที่วางแผนจะมีบุตร สามารถขอรับคำปรึกษาการเตรียมความพร้อมที่จะมีบุตรได้ที่หน่วยบริการประจำที่ลงทะเบียนไว้ และขอรับยาเสริมธาตุเหล็กและกรดโฟลิกกินก่อนการตั้งครรภ์อย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงพิการของทารกแต่กำเนิด เมื่อประจำเดือนขาด คลื่นไส้อาเจียนหรือแพ้ท้อง อาจซื้อชุดทดสอบการตั้งครรภ์ (Pregnancy Test) มาทดสอบเองได้ หรือไปตรวจกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือแพทย์ที่หน่วยบริการประจำหรือเครือข่ายของหน่วยบริการประจำ เช่น รพ.สต. ที่ลงทะเบียนไว้

หากตั้งครรภ์จริงจะได้รับคำแนะนำให้รับบริการดูแลการตั้งครรภ์ หรือที่เรียกว่าฝากครรภ์ ซึ่งนอกจากการตรวจสุขภาพของแม่และทารกแล้วยังมีการตรวจปัสสาวะเพื่อคัดกรองการติดเชื้อแบคทีเรียในทุกระยะของการฝากครรภ์ การตรวจนับเม็ดเลือดหรือ CBC ตรวจการติดเชื้อเอชไอวีซิฟิลิส และตับอักเสบบี ในการฝากครรภ์ครั้งที่ 1 หรือ 2 และตรวจซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 30 สัปดาห์ เพราะเป็นไปได้ว่าอาจจะไม่เจอในการตรวจครั้งแรก ซึ่งหากตรวจพบจะได้วางแผนดูแลแม่และเด็กต่อไป

ยังมีการตรวจคัดกรองโรคธาลัสซีเมีย และภาวะดาวน์ซินโดรม ซึ่งกรณีของธาลัสซีเมีย จะต้องตรวจทั้งสามี-ภรรยา ซึ่งก็จะได้สิทธิตรวจฮีโมโกลบิน ชนิดและปริมาณของฮีโมโกลบินจะบ่งบอกว่าเป็นธาลัสซีเมียหรือไม่ หากผลออกมาแล้วพบว่ายังเป็นบวกทั้งคู่ก็แสดงว่าเป็นคู่เสี่ยงที่จะทำให้ลูกเกิดมามีแนวโน้มเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง นำไปสู่ทางเลือกของมารดาว่าจะยุติการตั้งครรภ์หรือไม่อย่างไรก็ตาม การยุติการตั้งครรภ์จะต้องไม่เกิน 24 สัปดาห์ เพราะหากเกินกว่านั้นอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์และอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้

“การฝากครรภ์ครั้งแรก การตรวจหลายๆ อย่างจะสามารถตรวจได้ทันที ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับหน่วยบริการแต่ละแห่ง ยกเว้นการตรวจดาวน์ซินโดรม ซึ่งจะต้องรอให้มีอายุครรภ์ประมาณ 13-20 สัปดาห์ เพราะวิธีการตรวจที่ใช้เหมาะสมกับช่วงอายุครรภ์ประมาณนี้ พร้อมอาจตรวจอัลตร้าซาวนด์เพื่อทราบอายุครรภ์ที่ชัดเจน ส่วนการตรวจครั้งที่ 2-3 และต่อๆ ไป นั้นก็จะเป็นการตรวจติดตามและประเมินทั่วไป” นพ.กฤช ระบุ

หญิงตั้งครรภ์จะได้รับยาเสริมวิตามินธาตุเหล็ก กรดโฟลิก และไอโอดีน ซึ่งอาจรวมเป็นเม็ดเดียวกันในชื่อยาไตรเฟอร์ดีน (Triferdine) โดยจะได้รับตั้งแต่ตั้งครรภ์ไปจนถึงหลังคลอด เนื่องจากจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเม็ดเลือดให้กับมารดา และเพิ่มสารไอโอดีนเพื่อป้องกันเด็กทารก นอกจากนั้นยังจะได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเมื่อมารดามีอายุครรภ์เกิน 4 เดือนขึ้นไป และการฉีดวัคซีนคอตีบบาดทะยักเพื่อป้องกันบาดทะยักในเด็กแรกเกิด อย่างไรก็ดี การดูแลการตั้งครรภ์ในสิทธิประโยชน์ของบัตรทองนั้น กำหนดไว้อย่างน้อย 5 ครั้ง แต่ปีนี้ขยายเป็น 8 ครั้ง

ซึ่งหากมีความจำเป็นหน่วยบริการจะให้การดูแลมากกว่า 8 ครั้งได้ โดย สปสช.อาจขอทราบเหตุผลและหลักฐานการให้บริการจากหน่วยบริการที่ดูแลการตั้งครรภ์ ทั้งนี้ มารดาจะได้รับการดูแลหลังคลอดประมาณ 3 ครั้ง ครั้งแรกอยู่ที่ประมาณ 7 วัน หรือระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อดูแผล ดูน้ำคาวปลา ครั้งที่ 2 ถัดไปอีก7-14 วัน หลังจากนั้นไม่เกิน 6 สัปดาห์จะเป็นการดูแลครั้งที่ 3 ซึ่งจะได้รับคำแนะนำในการดูแลและวางแผนครอบครัว ส่วนยาไตรเฟอร์ดีนจะได้รับไปจนถึง 6 เดือน เพื่อการให้นมบุตร

2.กลุ่มเด็กเล็กอายุ 0-5 ปี เมื่อทารกคลอดออกมาก็ได้รับการเจาะเลือดที่ส้นเท้า เพื่อส่งตรวจภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนและโรคฟินิลคีโตนูเรีย และในปีนี้จะมีการขยายสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับการตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรมเมตาบอลิก40 โรคด้วยเครื่อง Tandem mass spectrometry ซึ่งปัจจุบันตรวจประมาณ 24 โรคและให้เฉพาะเด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือสงสัยจากการตรวจวินิจฉัยของแพทย์

ตรวจคัดกรองการได้ยินสำหรับกลุ่มเสี่ยงในทารกแรกเกิด ซึ่งกลุ่มเสี่ยงที่ว่ามีอาทิ เด็กที่มีประวัติคนในครอบครัวหูตึงตั้งแต่ยังเล็ก เด็กที่มีความผิดปกติของหน้าตา โครงหน้าที่ผิดปกติ รวมทั้งปากแหว่ง เพดานโหว่ โรคทางพันธุกรรมเด็กที่คลอดออกมาแล้วน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,500 กรัม มารดามีภาวะติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ เช่น หัดเยอรมัน เริม เป็นต้น ยังมีสิทธิประโยชน์ครอบคลุมการฉีดวัคซีนพื้นฐานตามโปรแกรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศที่กำหนดด้วย

“เมื่อเด็กอายุ 9 เดือน 18 เดือน30 เดือน และ 42 เดือน ตามสิทธิประโยชน์จะมีการตรวจคัดกรองพัฒนาการ เพื่อดูว่าเด็กนั้นสามารถทำอะไรหรือทำอะไรไม่ได้บ้าง พอถึงช่วงอายุ 3-12 ปี ก็จะให้สิทธิในการคัดกรองภาวะสายตาผิดปกติ หากมีสายตาหรือการมองเห็นที่ผิดปกติและจำเป็นต้องใส่แว่น เด็กก็จะได้รับแว่นตาซึ่งตรงนี้ก็จะอยู่ในสิทธิประโยชน์เช่นกัน” นพ.กฤช กล่าว

สำหรับกลุ่มเด็กเล็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ตามสิทธิประโยชน์ก็จะให้ยาน้ำเสริมธาตุเหล็กไปจนถึงอายุ 12 ปี เนื่องจากเด็กไทยมีภาวะซีดเป็นจำนวนมาก หากอายุมากกว่า 12 ปี ไปแล้วนั้นก็จะให้เฉพาะแค่เด็กผู้หญิงอย่างเดียว ซึ่งจะต้องรับบริการที่หน่วยบริการประจำ เนื่องจากยังไม่ได้เป็นรายการบริการ Fee Schedule ที่จะไปรับบริการที่หน่วยบริการใดก็ได้ แต่ในอนาคต สปสช.อาจพิจารณาขยายช่องทาง เช่น อาจให้รับที่ร้านขายยาได้ นอกจากนี้ก็ยังมีสิทธิประโยชน์สำหรับการตรวจเลือดเพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจางประมาณช่วงอายุ 6 เดือน-1 ปี และ 3-5 ปี การตรวจสุขภาพช่องปาก และทาหรือเคลือบฟลูออไรด์

3.กลุ่มเด็กโตและวัยรุ่นอายุ 6-24 ปี นอกจากวัคซีนป้องกันคอตีบและบาดทะยักที่จะได้รับในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก็มีวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกจากเชื้อเอชพีวี (HPV) ที่จะให้ช่วงประถมศึกษาปีที่ 5 หรืออายุ 11-12 ปี โดยหน่วยบริการจะเข้าไปฉีดให้ที่สถานศึกษา เพราะการเข้าถึงเด็กทำได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ดี หากผู้ปกครองคนใดที่มีลูกอายุ 11-12 ปี และขาดเรียนในวันที่มีการฉีดวัคซีน ก็สามารถไปขอรับบริการที่หน่วยบริการได้

ช่องปากก็มีการทาฟลูออไรด์-เคลือบหลุมร่องฟัน ซึ่งเป็นการช่วยป้องกันฟันผุ ทำให้ฟันผุในระยะเริ่มแรกหายเป็นปกติได้ อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องทำความสะอาดฟันด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันให้ถูกวิธี รวมถึงปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหารลดอาหารหวาน จะทำให้เรามีสุขภาพช่องปากที่ดี ขณะที่วัยรุ่นมีสิทธิประโยชน์สำหรับการคัดกรองความเสี่ยงเรื่องเหล้า-บุหรี่-สารเสพติด และบริการสายด่วนเลิกบุหรี่ รวมไปถึงการประเมินเรื่องการเจริญเติบโต หรือดัชนีมวลกาย วัดความดันโลหิต

และสำหรับผู้หญิงวัยรุ่นหรือเมื่อเริ่มมีประจำเดือน มีสิทธิประโยชน์ตรวจเลือดเพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจางที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ถึงแม้ไม่มีภาวะซีด ก็มีสิทธิประโยชน์ยาเสริมธาตุเหล็ก และกรดโฟลิกให้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับเยาวชนที่แต่งงานมีครอบครัวและวางแผนจะมีบุตร ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงพิการในทารกดังได้กล่าวแล้ว บริการส่วนนี้ยังไม่ได้จ่ายเป็นรายการบริการเฉพาะหรือ fee schedule จึงต้องไปรับที่หน่วยบริการประจำที่ได้ลงทะเบียนไว้

“กลุ่มวัยรุ่นอยู่ในวัยเรียนรู้อยากท้าทาย อยากลอง อาจพลั้งเผลอตั้งครรภ์ได้ หรือที่บรรลุนิติภาวะแต่งงานแล้วแต่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมก็มีบริการทางเลือกที่เป็นสิทธิประโยชน์ที่กลุ่มวัยรุ่นจะได้รับ นั่นคือเรื่องของ การจัดการการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม” เพื่อเป็นทางออก ซึ่งจะมีการให้คำปรึกษา แนะนำ เพื่อตัดสินใจ รวมถึงการตรวจอัลตร้าซาวนด์ เพื่อเป็นตัวเลือกว่าจะตั้งครรภ์ต่อ หรือจะยุติการตั้งครรภ์” นพ.กฤช กล่าว

หากเลือกยุติการตั้งครรภ์ ก็มีสิทธิประโยชน์บริการยุติการตั้งครรภ์และบริการคุมกำเนิดภายหลังยุติการตั้งครรภ์ ในวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปีไม่ว่าจะเป็นกรณีหลังคลอดหรือแท้งหรือสมัครใจก็จะมีสิทธิประโยชน์คุมกำเนิดกึ่งถาวรที่เป็นรายการบริการเฉพาะให้ได้แก่ การฝังยาคุมและการใส่ห่วงอนามัยหากอายุ 20 ปีขึ้นไป ก็จะให้เฉพาะหลังการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม ซึ่งสามารถเข้ารับบริการในหน่วยบริการประจำได้ แต่หน่วยบริการที่ดูแลเรื่องการตั้งครรภ์ไม่พร้อมอาจจะยังมีน้อยซึ่ง สปสช.จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขยายหน่วยบริการต่อไป

4.กลุ่มผู้ใหญ่อายุ 25-59 ปีและ 5.กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปสิทธิประโยชน์ของทั้ง 2 กลุ่มจะไม่แตกต่างกันมากนัก เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลจะให้สิทธิผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ผู้พิการภูมิต้านทานบกพร่อง อ้วน และคนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปมีการตรวจคัดกรองความดัน-เบาหวาน-ไวรัสเอชพีวี และคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอายุ 50-70 ปี รวมไปถึงการให้ความรู้เรื่องมะเร็งเต้านม โดยการเข้ารับบริการที่หน่วยบริการประจำที่ลงทะเบียนไว้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ในปี 2565 มีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม คือ การตรวจคัดกรองการกลายพันธุ์ของยีนโรคมะเร็งเต้านม คือ ยีน BRCA1 BRCA2 ในคนที่เป็นมะเร็งเต้านม และติดตามญาติสายตรงที่เป็นกลุ่มเสี่ยงมารับการตรวจคัดกรองและให้การดูแลต่อเนื่อง ซึ่งจะให้สิทธิทายาทสายตรงในการตรวจยีนกลายพันธุ์ของมะเร็งเต้านม นอกจากนั้นยังมีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA Test หรือแปบสเมียร์ (Pap smear) สำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 30-59 ปี ซึ่งบางส่วนมีการตรวจเพียงแต่อาจยังไม่ทั่วถึง โดยจะให้สิทธิการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก 1 ครั้ง ทุก 5 ปี

สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไปจะมีการตรวจคัดกรองความดัน-เบาหวาน-มะเร็งลำไส้ใหญ่สำหรับผู้ที่มีอายุ 60-70 ปี เป็นต้น ซึ่งผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะมีโรคประจำตัว และไปรับการดูแลที่หน่วยบริการประจำอยู่แล้ว สิทธิประโยชน์สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่จะเพิ่มเติม สำหรับกลุ่มนี้ยังอยู่ในช่วงการรอเสนอสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ขณะนี้จึงแนะนำให้ดูแลส่งเสริมสุขภาพตนเอง ด้วยการกินอาหารที่เป็นประโยชน์และเพียงพอต่อสุขภาพการออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก เป็นต้น อย่างก็ตาม การดูแลสุขภาพนี้สามารถทำได้ทุกกลุ่มวัย

ในปี 2565 ยังให้สิทธิประโยชน์สำหรับการตรวจคัดกรองรอยโรคเสี่ยงมะเร็งและมะเร็งช่องปากในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป และการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัสเชื้อ (HIV PEP) ซึ่งกรณีหลังนี้ให้ในทุกกลุ่มวัยไม่ใช่เฉพาะวัยผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูล
สิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้ที่ สายด่วน สปสช. โทร.1330 ตลอด 24 ชม. หรือ คลิก https://lin.ee/zzn3pU6 เพิ่มเพื่อนไลน์กับ สปสช. @nhso

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

ปฏิรูปครั้งใหญ่! ครม.อนุมัติ‘อว.’ทำหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์พัฒนากำลังคนขั้นสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632577

ปฏิรูปครั้งใหญ่! ครม.อนุมัติ‘อว.’ทำหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์พัฒนากำลังคนขั้นสูง

วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.12 น.

หลักสูตร อว. ครม. ปฏิรูปครั้งใหญ่ แซนด์บ็อกซ์

ปฏิรูปครั้งใหญ่! ครม.อนุมัติ‘อว.’ทำหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์พัฒนากำลังคนขั้นสูง

1 กุมภาพันธ์ 2565 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบตามที่ อว. เสนอเรื่องการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox) เพื่อให้จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาใหม่ให้ทันต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งความก้าวหน้าที่รวดเร็วของเทคโนโลยี การเข้าสู่สังคมสูงวัย วิถีชีวิตแบบหลายช่วง หมายความว่าในอนาคตจากนี้ ประชาชนจะใช้ชีวิตหลากหลายมากขึ้น ไม่ได้เรียงลำดับขั้นจากการเรียนหนังสือ ทำงาน เกษียณจบเป็นขั้นเป็นตอนเพียงเท่านั้นอีกต่อไป แต่อนาคตการเรียนรู้ การทำงาน การใช้ชีวิตจะเปลี่ยนไป เช่น นักศึกษาเรียนไปสักระยะอาจจะออกไปทำงานหาประสบการณ์ก่อนแล้วกลับมาเรียนต่อจนจบก็ได้ ขณะที่คนสูงอายุกลับมาเรียนใหม่ คนเกษียณแล้ว มาหางานทำใหม่ เป็นต้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ ให้สามารถผลิตและพัฒนากำลังคนที่รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่ เพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและเกิดการสร้างมาตรฐานอุดมศึกษาในกระบวนทัศน์แบบใหม่

ทั้งนี้ มาตรฐานการอุดมศึกษาของประเทศไทยปัจจุบัน มีข้อจำกัดบางประการต่อการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ เช่น มาตรฐานของผู้สอน หน่วยกิต หลักสูตร ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากำลังคนให้ทันต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงและให้ทันต่อความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อว.จึงต้องพัฒนาคนหรือบัณฑิตแบบใหม่ เพราะมาตรฐานการจัดการศึกษาแบบเดิมทำให้เราผลิตกำลังคนในรูปแบบใหม่ไม่ทัน จึงต้องจัดทำแซนด์บ็อกซ์ซึ่งจะเป็นหลักสูตรทดลองขึ้นมา สามารถปรับให้ต่างจากการปฏิบัติตามมาตรฐานเดิม เช่น ผู้สอนไม่จำเป็นต้องเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเสมอไป มาจากหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนก็ได้ ส่วนการเรียนการสอนในรายวิชาบังคับบางวิชาก็ไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนในสถานศึกษา แต่สามารถไปเรียนจากการทำงานในสถานประกอบการแทน

“นี่เป็นการทดสอบวิธีการจัดการศึกษาในรูปแบบอื่นๆ หรือแซนด์บ็อกซ์ ดังนั้นการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา ที่ อว.เสนอ ครม.จะมีทั้งการจัดการศึกษาเพื่อนำไปสู่การให้ปริญญา ทั้งระดับอนุปริญญา ปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษารวมถึงการจัดการศึกษาแบบปริญญาที่มาจากการเทียบโอนการศึกษาและการเรียนรู้ที่ไม่มุ่งปริญญาและการจัดการศึกษาในรูปแบบอื่นๆ เพื่อผลิตบัณฑิตที่ตอบโจทย์นโยบายหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว

ขณะที่ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. กล่าวว่า หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ อว.จะให้มหาวิทยาลัยนำเสนอหลักสูตรแนวทางใหม่ของตนมาที่ อว. โดยหลักสูตรนั้นจะต้องตอบโจทย์การพัฒนากำลังคนขั้นสูงของประเทศและมีระยะเวลาดำเนินการ เพื่อทดสอบว่าสามารถปฏิบัติได้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ปัจจุบัน อว.กำลังดำเนินการจัดทำหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ที่จะดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมสมัยใหม่เข้ามาในประเทศร่วมกับ ทปอ. ภาคอุตสาหกรรม บีโอไอและมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาขึ้นมารองรับ ซึ่งหากดำเนินการได้ดีจะกลายเป็นแนวทางใหม่หรือมาตรฐานเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้สถาบันอุดมศึกษาพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่มากขึ้น 

-005

บทความพิเศษ : ‘รัฐบาล’ต้องเป็นเจ้าภาพ ‘ยกระดับ’การศึกษา‘สายอาชีพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632358

บทความพิเศษ : ‘รัฐบาล’ต้องเป็นเจ้าภาพ  ‘ยกระดับ’การศึกษา‘สายอาชีพ’

วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในสมัยก่อนจะมีประโยคที่ว่า ถ้าเรียนสายสามัญไม่ได้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของความยากจน หรือความจำเป็นอื่นๆ ก็จำใจต้องเลือกเรียนสายวิชาชีพแทน แต่วันนี้ความคิดแบบนี้ ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะการศึกษาสายอาชีพนั้น เป็นการสร้างแรงงานที่มีทักษะขั้นกลาง ไปจนถึงขั้นสูง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศไทย ทั้งในเรื่องของกำลังในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม และการเกษตร รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น การศึกษาสายอาชีพ หรือที่เราเรียกกันว่า “อาชีวศึกษา” จึงเป็นมากกว่านโยบายทางเศรษฐกิจ มากกว่านโยบายทางการศึกษา หรือแม้กระทั่งนโยบายแรงงาน แต่เป็นทิศทางของประเทศไทยในการเดินหน้าไปสู่อนาคต

สำหรับผมแล้ว ในการที่การศึกษาสายอาชีพจะเป็นทางรอดของประเทศไทยอย่างแท้จริงได้นั้น จำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 2-3 เรื่องด้วยกัน ซึ่งในประเด็นแรกนั้น ผมมองว่า สถาบันการศึกษาสายอาชีพ ต้องสามารถสร้างทักษะขั้นสูงให้แก่นักเรียน หรือนักศึกษา ที่พวกเขานำไปสร้างโอกาส และรายได้ให้แก่ตัวเองได้อย่างแท้จริง หรือถึงขั้นกลายเป็นอาชีพอิสระที่หาเลี้ยงตัวเอง และครอบครัวได้อย่างสบาย ซึ่งตรงนี้ก็ไปเชื่อมโยงกับการยกระดับผลิตภัณฑ์ ให้เกิดผลิตภาพ(Productivity) คือ ต้นทุนต่ำ ใช้เวลาไม่มาก แต่ผลตอบแทนสูง และประสิทธิภาพดี อันมาจากการบริหารจัดการอย่างแม่นยำ ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม แล้วรากฐานตรงนี้เองที่จะไปช่วยกระตุ้นศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดเศรษฐกิจระดับทวีป หรือระดับโลกของเราให้ขยับไปข้างหน้าในแบบก้าวกระโดด ซึ่งต้องก้าวกระโดดเท่านั้นนะครับ หมายความว่า ไม่ใช่แค่เก่งกว่า ดีกว่าคนอื่น หรือประเทศอื่นไม่เท่าไหร่ แต่ต้องแซงหน้าไปไกลหลายช่วงตัว

ยิ่งในยุคที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ในหลายภาคส่วนที่ต้องขยับไปพึ่งพานวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามามีบทบาททั้งในภาคอุตสาหกรรม และการเกษตร ตรงนี้เองที่ทำให้เรามองเห็นจุดอ่อนของตัวเองได้อย่างชัดเจนว่าแรงงานส่วนใหญ่ขาดทักษะ และสมรรถนะในการยกระดับผลิตภัณฑ์ เพื่อเอาไปแข่งขันในตลาดเป้าหมายกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ดังนั้น เมื่อแข่งขันไม่ได้ ศักยภาพทางอาชีพเราด้อยกว่า ก็ทำให้สินค้าหรือบริการที่ควรจะสร้างรายได้มหาศาล กลายเป็นแค่ของตกเกรด หรือดีสู้เจ้าอื่นไม่ได้ หรือไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง ทำให้การเดินหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจึงติดหล่ม ไม่ไปไหน ส่งผลให้ธุรกิจปิดตัว ชาวบ้านเป็นหนี้ และลิดรอนโอกาสของนักศึกษาจบใหม่ในการมีงานที่เหมาะสมท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นปัญหาเรื่องความยากจน ความเหลื่อมล้ำตามที่ผมได้อธิบายไปแล้วก่อนหน้านี้นี่จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่เราต้องหันหน้ามาคุยกันว่า จะยกระดับปรับหลักสูตรการศึกษาสายอาชีพอย่างไร ให้สามารถสร้างแรงงานที่มีทักษะขั้นกลาง หรือสูง เพื่อไปเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดเศรษฐกิจของโลก

อีกประเด็นที่ต้องเติม ถ้าต้องการยกระดับการศึกษาสายอาชีพ นั่นก็คือ ความรับผิดชอบที่ผูกขาดเป็นกระทรวงๆ ไป เพราะแต่ละกระทรวงก็จะมีแนวทางและการพัฒนาในรูปแบบของตนกระทรวงศึกษาธิการก็แบบหนึ่ง กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ก็แบบหนึ่ง กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรฯ ก็แบบหนึ่ง แต่วันนี้คิดและทำแบบเดียว ผูกขาดกระทรวงเดียวมันไม่เพียงพอต่อการแข่งขันในระดับโลกแล้วครับ เพราะทักษะของแรงงานในวันนี้ มันไม่ใช่แค่การผลิตเท่านั้น มีเรื่องของการแปรรูป การตลาดการขาย และอีกมากมายเข้ามาผสมผสานอยู่ในห่วงโซ่ของธุรกิจแทบทุกชนิด ดังนั้น ถ้าจะปฏิรูปการศึกษาสายอาชีพ ให้สามารถผลิตแรงงานที่มีทักษะสูง ตอบโจทย์การแข่งขันของไทยในตลาดโลกได้นั้น ความรับผิดชอบทั้งหมดควรต้องตกไปอยู่ที่รัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ที่ต้องมองสถานการณ์ดังกล่าวนี้ให้ชัด ว่าอะไรคือปัญหา และโอกาสจะมาจากอะไร รวมไปถึงความต้องการทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและของโลก ว่ามีแนวโน้มแบบไหน ซึ่งคำตอบที่ได้จะเป็นหมุดหมายอย่างดีในการสร้างแรงงานที่มีประสิทธิภาพขึ้นมา เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่เป้าหมายได้อย่างคล่องตัว

ครับ ผมกำลังสื่อสารถึงการปรับหลักสูตรของการศึกษาสายอาชีพ ควรเป็นนโยบายของรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งอาจประกาศให้เป็นวาระของประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างการก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจ และเตรียมพร้อมเดินหน้าไปสู่อนาคต ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะการเปลี่ยนแปลงตามที่ผมหมายถึงนั้น ไม่ใช่แค่ดีขึ้น 10-15% แต่ต้องดีแบบก้าวกระโดด 100% หรือ 200% หรือมากกว่านั้น เราจึงจะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศเราได้อย่างหมดจด

เพราะถ้าดีขึ้นเพียง 10% ประเด็นเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำของประเทศที่ค่าแรงถูกกว่าเรา ทั้งเขมร หรือพม่า ก็จะกลายเป็นข้อเสียเปรียบของเราทันทีดังนั้น ต้องก้าวกระโดด 100% ขึ้นไป ทำให้การสร้างผลิตภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ และนั่นหมายถึงการยกระดับแรงงานให้มีทักษะระดับกลาง และสูง ซึ่งเชื่อมโยงไปกับการปรับระบบการศึกษาสายอาชีพอย่างจริงจัง การนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน หรือการลงทุนที่มีเป้าหมายระยะยาว ทั้งต่อตัวบุคคล และธุรกิจ รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย อันจะไปตอบคำถามที่ว่า ทำไม “รัฐบาล” จึงต้องเข้ามาเป็นเจ้าภาพในเรื่องนี้

กนก วงษ์ตระหง่าน

อาจารย์ธรณี จุฬาฯวิเคราะห์ไทยไม่เสี่ยง เกิดภูเขาไฟใต้ทะเลระเบิด และเกิดสึนามิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632315

อาจารย์ธรณี จุฬาฯวิเคราะห์ไทยไม่เสี่ยง  เกิดภูเขาไฟใต้ทะเลระเบิด และเกิดสึนามิ

วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศ.ดร.สันติ ภัยหลบลี้ อาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ นักวิจัยด้านแผ่นดินไหวได้กล่าวว่า จากเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดใต้ทะเลบริเวณประเทศตองกา เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2565 ส่งผลให้เกิดฝุ่นควัน เถ้าถ่าน และเกิดสึนามิเคลื่อนตัวเข้าหาชายฝั่งหลายประเทศรอบมหาสมุทรแปซิฟิก สำหรับประเทศไทยได้นั้น เรามีประเทศเพื่อนบ้านของเราที่มีภูเขาไฟจำนวนมากคือประเทศอินโดนีเซีย บนเกาะสุมาตรา เกาะชวา ซึ่งมีภูเขาไฟปะทุเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ไม่ส่งผลต่อประเทศไทย เพราะในแง่ภูมิศาสตร์ สภาพหมู่เกาะจะปิดกั้นและป้องกันไม่ให้ภูเขาไฟที่ปะทุขึ้นเข้ามาในอ่าวไทยได้ ในขณะที่ภูเขาไฟที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยนั้นมีเพียงบริเวณนอกชายฝั่งอันดามันใกล้กับหมู่เกาะนิโคบาร์ เป็นภูเขาไฟที่มีพลังและมีโอกาสที่จะปะทุได้ แต่ในแง่ภัยพิบัติ ภูเขาไฟนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เพราะเป็นภูเขาไฟลูกเล็ก ถ้ามีการระเบิดก็ไม่รุนแรง ดังนั้นประเทศไทยจึงไม่ต้องกังวลในเรื่องผลกระทบแผ่นดินไหวและสึนามิจากการเกิดภูเขาไฟระเบิด

การรับมือภูเขาไฟระเบิด “ภูเขาไฟระเบิดเป็นสิ่งที่เราป้องกันไม่ได้ แต่เราสามารถศึกษาการเกิดและเตรียมพร้อมเพื่อตั้งรับได้” นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวให้ความรู้ว่า โดยปกติก่อนภูเขาไฟจะปะทุขึ้นจะมีสัญญาณเกิดขึ้นก่อน เช่น เกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็ก ซึ่งในประเทศไทยไม่มีการเกิดภูเขาไฟระเบิด การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดจึงมีเพียงพอและเหมาะสมแล้วในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว ทุ่นเตือนภัยสึนามิ และการซ้อมแผนฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ

ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ มีหลักสูตรการเรียนการสอนสำหรับนิสิต เรื่องการประเมินภัยพิบัติแผ่นดินไหว ธรรมชาติของการเกิดแผ่นดินไหว ระบบเตือนภัยและการรับมือแผ่นดินไหว พร้อมกับสอดแทรกความรู้ด้านภัยพิบัติอื่นๆให้แก่นิสิตด้วย นอกจากนี้ทางจุฬาฯเปิดสอนหลักสูตรสหสาขาวิชาเกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติสำหรับบุคคลทั่วไปให้สามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ และมีคอร์สเรียนออนไลน์ Chula MOOC เรื่อง “แผ่นดินไหว ธรณีพิโรธที่น่ากลัว (Earthquake – A horror geohazard)”สอนโดย ศ.ดร.ปัญญา จารุศิริ ที่ปรึกษากรมทรัพยากรธรณี และอดีตอาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าเรียนได้ที่ https://mooc.chula.ac.th/courses/159

ศธ.ร่วมเอกชน ปั้นช่างฝีมือระดับสูง รองรับการเติบโตธุรกิจนาฬิกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632311

ศธ.ร่วมเอกชน ปั้นช่างฝีมือระดับสูง  รองรับการเติบโตธุรกิจนาฬิกา

วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการแถลงข่าวเปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563 (เพิ่มเติม 2564) ประเภทวิชาอุตสาหกรรม สาขาวิชาเทคนิควิทยาการนาฬิกา หลักสูตรอาชีวศึกษาแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดร.ก้านทิพย์ ชาติวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักติดตามและประเมินผลการอาชีวศึกษา นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และผู้บริหาร เข้าร่วมงาน เมื่อปลายเดือนมกราคม

นางสาวตรีนุช เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัทคนรักนาฬิกา จำกัด, บริษัท ที.เอส.แอล.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัททีเอชจี พรีม่า ไทมส์ จำกัด และวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์เปิดหลักสูตรสาขาวิชาเทคนิควิทยาการนาฬิกา โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาขีดความสามารถให้เยาวชนไทยให้เป็นช่างฝีมือระดับสูง รองรับธุรกิจนาฬิกาที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ด้านนายวิเชียร เนียมน้อมผู้แทนผู้รับใบอนุญาตและผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ได้พัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563 (เพิ่มเติม 2564) ประเภทวิชาอุตสาหกรรม สาขาวิชาเทคนิควิทยาการนาฬิกา ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2563 จนถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2564 รวมระยะเวลาที่ใช้ในการพัฒนาหลักสูตรสาขาวิชา 15 เดือน 7 วัน ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาที่เกิดจากข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ 

“โดยบริษัท ซีพี ออลล์ สนับสนุนสร้างห้องปฏิบัติการ รวมทั้งอุปกรณ์การเรียน การสอน เครื่องมือฝึกปฏิบัติงานในสถานประกอบการ ตลอดจนมอบทุนการศึกษา ตลอดหลักสูตรให้กับผู้เรียน พร้อมได้รับการสนับสนุนและร่วมมืออย่างดีจากกลุ่มบริษัท คนรักนาฬิกา จำกัด, บริษัท ที.เอส.แอล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และ บริษัท ทีเอชจี พรีม่า ไทมส์ จำกัด โดยส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมฝึกประสบการณ์วิชาชีพให้กับผู้เรียน มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับความรู้ และทักษะวิชาชีพ รวมถึงการเรียนรู้การทำงานด้านเทคนิควิทยาการนาฬิกาจริงในทุกมิติอย่างมืออาชีพ โดยการเปิดหลักสูตรใหม่นี้นับเป็นการสร้างอนาคตให้เยาวชนไทยควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพฝีมือแรงงานไปสู่ระดับประเทศ” นายวิเชียร กล่าว

กยศ. ยันมีเงินพอให้ผู้ขาดแคลนกู้ทุกคน เน้นไกล่เกลี่ยแทนการฟ้องร้องผู้กู้เงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632316

กยศ. ยันมีเงินพอให้ผู้ขาดแคลนกู้ทุกคน  เน้นไกล่เกลี่ยแทนการฟ้องร้องผู้กู้เงิน

วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(ผู้จักการ กยศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเรื่องดอกเบี้ยและเบี้ยปรับของ กยศ. รวมทั้งการจ้างทนายความเพื่อติดตามหนี้นั้น กองทุนขอชี้แจงว่า กองทุนฯเป็นหน่วยงานของรัฐในกำกับของกระทรวงการคลัง ดำเนินการในลักษณะเงินทุนหมุนเวียน ตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ได้รับโอกาสทางการศึกษาไปแล้ว 6,206,983 ราย เป็นเงินให้กู้ยืมกว่า 680,103 ล้านบาท โดยให้กู้ยืมเฉลี่ยปีละ 26,157 ล้านบาท ที่ผ่านมากองทุนได้ใช้งบประมาณแผ่นดินไปแล้วประมาณ 468,673 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันกองทุนได้นำเงินที่ผู้กู้ยืมรุ่นพี่ชำระคืนกองทุนกลับมาหมุนเวียนในการปล่อยกู้ให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นน้อง โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา 

“ในประเด็นดอกเบี้ยและเบี้ยปรับของกองทุนนั้น ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มาตรา 44ได้ระบุให้คิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ7.5 ต่อปี และห้ามคิดดอกเบี้ยทบต้น ในกรณีผิดนัดการชำระเงินคืนกองทุน คณะกรรมการจะกำหนดให้ผู้กู้ยืมเงินต้องเสียเงินเพิ่มอีกไม่เกินร้อยละ 1.5 ต่อเดือนก็ได้แต่ที่ผ่านมา กองทุนมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1 ต่อปีมาโดยตลอด และปัจจุบันคิดเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งในช่วงสถานการณ์โควิด กองทุนได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหลือร้อยละ0.01 และลดอัตราเบี้ยปรับเหลือร้อยละ 0.5 เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของผู้กู้ยืม ทั้งนี้รายได้ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่กองทุนได้รับมานั้น เงินดังกล่าวก็ได้นำมาหมุนเวียนให้กับผู้กู้ยืมรุ่นน้อง สำหรับประเด็นเรื่องการดำเนินคดีนั้น กองทุนเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ได้มีเจตนาหลักในการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ แต่กองทุนมีความจำเป็นต้องดำเนินการ ตามกฎหมาย เพื่อมิให้คดีขาดอายุความ ซึ่งจะทำให้รัฐเกิดความเสียหาย” ผู้จัดการ กยศ. กล่าว

นายชัยณรงค์ กล่าวต่อว่าทั้งนี้ กองทุนมีการรับชำระหนี้ที่ดีขึ้นมาตลอด เป็นผลมาจากผู้กู้ยืมรุ่นพี่ได้ส่งมอบโอกาสและมีกระบวนการหักเงินเดือน ในช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา กองทุนได้ชะลอการฟ้อง บังคับคดี และขายทอดตลาด ยกเว้นในคดีที่มีความจำเป็นเนื่องจากจะขาดอายุความในปัจจุบันมีพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทฯ ทางกองทุนจึงได้ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม จัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สินครัวเรือน ครั้งที่ 1กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระหว่างวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ไบเทคบางนา ห้องภิรัชฮอลล์ 1-3 โดยกองทุนจะเชิญผู้กู้ยืมที่อยู่ในเกณฑ์ที่จะถูกดำเนินคดีเข้ามาทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 

“โดยผู้กู้ยืมที่เข้าร่วมการไกล่เกลี่ยจะไม่ถูกดำเนินคดี มีส่วนลดเบี้ยปรับ ได้รับโอกาสในการขยายระยะเวลาผ่อนชำระได้ถึงอายุ 65 ปี และเมื่อร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่…) พ.ศ. ….ที่อยู่ระหว่างการขอแก้ไขมีผลบังคับใช้ กองทุนจะมีอำนาจในการปลดภาระผู้ค้ำประกัน โดยกองทุนมีหลักการว่าจะยกเลิกการค้ำประกันของผู้ค้ำประกัน เมื่อผู้กู้ยืมได้ผ่อนชำระเงินต้นมาแล้วร้อยละ 25 ของเงินต้นที่ค้างชำระซึ่งการใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยดังกล่าวจะเป็นผลดีกับลูกหนี้ที่จะไม่ถูกดำเนินคดี และกองทุนจะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีต่อไปในอนาคต โดย กองทุนขอยืนยันว่า กองทุนจะเป็นหลักประกันให้ทุกครอบครัวว่าน้องๆ ที่ขาดแคลนสามารถกู้เงินได้ทุกคน โดยไม่มีข้อจำกัด เพื่อให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา”ผู้จัดการ กยศ. กล่าว

คณบดี CIBA DPU ชี้เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว คาด Web 3.0 จะเข้ามาปฏิวัตทุกวงการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632314

คณบดี CIBA DPU ชี้เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว คาด Web 3.0 จะเข้ามาปฏิวัตทุกวงการ

วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณบดี

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี(CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ.) หรือ DPU กล่าวว่าปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ระยะนี้หลายคนอาจเคยได้ยินคนในวงการไอทีออกมาพูดถึง Web 3.0 อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งจะเข้ามามามีบทบาทอย่างไรนั้น ต้องขอย้อนกลับไปปฐมบทของ Web แรกก่อนเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น สมัยก่อนอินเตอร์เนตอยู่ในรูปแบบของ world wide web (WWW) ต้องเชื่อมโยงกับ Domain name ที่เป็น Server ปกติ ส่วนใหญ่ผู้สร้างเว็บไซต์จะเป็นองค์กรหรือบริษัทต่างๆ สร้างขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์องค์กรและเพิ่มช่องทางทางการตลาดส่วน Web 2 หรือ อินเตอร์เนตในยุคปัจจุบันได้ถูกพัฒนาขึ้นอีกขั้น ในรูปแบบของโซเชียลมีเดียที่เห็นได้ทั่วไป เช่น Facebook, TikTok, YouTube, Twitter โดยองค์ประกอบหลักของแอปพลิเคชั่นเหล่านี้จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ มีเจ้าของแฟลตฟอร์ม มีคนสร้างคอนเทนต์ เช่น แม่ค้าออนไลน์ยูทูบเบอร์ และส่วนสุดท้ายจะเป็นลูกค้าหรือคนดู ซึ่งอำนาจทุกอย่างจะอยู่ที่เจ้าของแฟลตฟอร์ม ถ้าผู้ขายอยากโปรโมทสินค้าต้องเสียค่าโฆษณาเท่านั้น

คณบดี CIBA  กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของ Web 3 หรือ Web 3.0 แม้องค์ประกอบหลักจะเหมือน Web 2 แต่เทคโนโลยีจะล้ำยิ่งกว่าเดิม ทุกอย่างจะถูกขับเคลื่อนด้วยระบบ Smart Contractเชื่อมโยงด้วย AR (Augmented Reality) หรือ VR (Virtual Reality) ในรูปแบบ Metaverse มีบล็อกเชนคอยทำหน้าที่เก็บ data และการลงทะเบียน ส่วน Cryptocurrency (คริปโตเคอเรนซี) จะเป็นตัวกลางในการจ่ายเงินผ่านระบบ Web 3.0 นี้จะมีอิทธิพลต่อทุกวงการ รวมไปถึงการกระจายอำนาจ และกระจายเงินจะไม่อยู่กับแค่เจ้าของแฟลตฟอร์มเท่านั้น แต่จะอยู่ที่ลูกค้าหรือคนเข้าไปดูแอปพลิเคชั่นนั้นๆ ด้วย กล่าวคือทุกคนสามารถเป็นเจ้าของแอปพลิเคชั่นต่างๆ ร่วมกัน และสามารถช่วยกันตรวจสอบธุรกรรมต่างๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น ในอนาคต ทุกกิจกรรมที่เราชอบทำจะได้ค่าตอบแทนกลับคืนมา เช่น ดูหนังแล้วได้เงิน ฟังเพลงแล้วได้เงิน ออกกำลังกายแล้วได้เงิน เป็นต้น

ผศ.ดร.ศิริเดช  กล่าวด้วยว่า วิทยาลัย CIBA ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวและมีแนวคิดปรับหลักสูตรให้ทันต่อทุกการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากในอนาคตมีความเป็นได้สูงที่กิจกรรมหรือธุรกรรมทางการค้าจะมีแนวทางแบบ Play to Earn หรือ เข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ แล้วได้เงินยิ่งกว่านั้น

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้ไฟเขียวให้ทุกมหาวิทยาลัยที่มีมุมมองในการพัฒนาหลักสูตรอย่างรวดเร็วหรือเรียกว่าหลักสูตรSandbox ซึ่งมหาวิทยาลัยสามารถปรับหลักสูตรได้ทันที โดยปลดล็อกกฎเกณฑ์ต่างๆ ตามกรอบของ อว. ซึ่งแนวทางนี้เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยต่างๆ สามารถพัฒนาและปรับทิศทางในการพัฒนานักศึกษาเพื่ออนาคตได้

ดังนั้น ทางวิทยาลัยมีแผนเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะมองว่ายิ่งนักศึกษาได้เรียนรู้ก่อนจะเห็น Business Model ใหม่ๆ ก่อนที่ธุรกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีโอกาสสร้างธุรกิจที่สอดรับกับ web 3.0 ซึ่งจะทำให้สามารถทำรายได้ก่อนคนอื่น

‘ประวิต เอราวรรณ์’มอบนโยบายคุรุสภาเร่งรัด-วางระบบ-เพิ่มประสิทธิภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632374

'ประวิต เอราวรรณ์'มอบนโยบายคุรุสภาเร่งรัด-วางระบบ-เพิ่มประสิทธิภาพ

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.23 น.

ประวิต เอราวรรณ์ คุรุสภา

รักษาการเลขาธิการคุรุสภา มอบนโยบาย “เร่งรัด-วางระบบ-เพิ่มประสิทธิภาพ” ขับเคลื่อนงานสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา พร้อมเชื่อมโยงภารกิจสำนักงาน ก.ค.ศ.

วันนี้ (31 ม.ค. 2565 ) ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา รศ.ดร. ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) รักษาการเลขาธิการคุรุสภา ได้ประชุมมอบนโยบายและแนวคิดในการขับเคลื่อนภารกิจของคุรุสภาให้แก่ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ซึ่งประกอบด้วย ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการสำนัก  และผู้อำนวยการกลุ่ม ซึ่งได้มอบหมายให้นำเสนอแผนปฏิบัติการ (Quick win) 3 เดือน ตั้งแต่กุมภาพันธ์ – เมษายน 2565 เพื่อให้เห็นว่าในรอบ 3 เดือน จะต้องทำอะไรบ้าง ตนจะใช้ศักยภาพเดินหน้าคุรุสภาให้ได้

รศ.ดร. ประวิต กล่าวต่อไปว่า  ตนมีนโยบายการขับเคลื่อนงานของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา 3 ระดับ คือ 1. เร่งรัด  2.วางระบบ และ 3 .เพิ่มประสิทธิภาพ โดยเรื่องที่ต้องเร่งรัด ได้แก่ การจัดทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ประจำปี พ.ศ.2565 หรือ การสอบเพื่อรับใบอนุญาตฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 18-19  ก.พ. นี้ , การดำเนินการเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพ ,การดำเนินการในเรื่องต่างๆ ที่คณะกรรมการคุรุสภา และคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) มีมติแล้ว และการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการ สำหรับเรื่องที่ต้องวางระบบ ได้แก่ ระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และการรับรองปริญญา ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพ ได้แก่ เพิ่มประสิทธิภาพการประชุมคณะกรรมการคณะต่างๆ เพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการองค์กร การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการและงานบริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารภายในองค์กร และการสื่อสารสาธารณะ

รศ.ดร. ประวิต กล่าวด้วยว่า นอกจากตนดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ ก.ค.ศ. แล้ว ได้มารักษาการเลขาธิการคุรุสภา จะมีการบูรณาการระบบพัฒนาวิชาชีพครู ในบทบาทคุรุสภา ให้มีจุดเชื่อมโยงกับภารกิจของสำนักงาน ก.ค.ศ. อาทิ  ระบบการคัดเลือกครูใหม่ ,ระบบพัฒนาการเข้าสู่วิชาชีพสำหรับครูใหม่ , ระบบสนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพของครูใหม่ ,ระบบการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพครู, ระบบการพัฒนาวิชาชีพ , ระบบการสนับสนุนการพัฒนาความก้าวหน้าทางวิชาชีพ และระบบการเข้าสู่วิทยฐานะ เป็นต้น ทั้งนี้ ในการปฏิบัติงาน ตนขอให้มองว่าไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา เป็นหัวหน้า แต่ขอให้ทุกคนเป็นผู้นำด้วยกัน

คุณหญิงกัลยา รับมอบชุดตรวจ ATK จาก CP ALL

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632317

คุณหญิงกัลยา รับมอบชุดตรวจ ATK จาก CP ALL

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 16.38 น.

คุณหญิงกัลยา

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ รับมอบชุดตรวจ ATK จำนวน 700 ชุด และหน้ากากอนามัย จำนวน 1,000 ชิ้น จาก คุณอรุณี กิ่งแก้ว ผู้จัดการฝ่ายบริหารเครือข่ายอุดมศึกษา บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เพื่อใช้ในการตรวจคัดกรองนักเรียนและครูในการจัด “Green Gang Hackathon Camp” ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่วิทยาลัย (Green College) และในพื้นที่โรงเรียน (Green School) ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย นายเมธวิน อังคทะวานิช ว่าที่ ร้อยตรีศรุต วัฒนสมบูรณ์ และนายโอตป สมิตพินทุ ร่วมรับมอบด้วย ณ กระทรวงศึกษาธิการ

ปภ.เตือน 17 จังหวัด รับมือน้ำทะเลหนุนสูง ภาคเหนือ-อีสาน ฝุ่นPm 2.5 เกินมาตรฐาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632291

ปภ.เตือน 17 จังหวัด รับมือน้ำทะเลหนุนสูง  ภาคเหนือ-อีสาน ฝุ่นPm 2.5 เกินมาตรฐาน

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.35 น.

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย น้ำทะเลหนุนสูง Pm 2.5

วันที่ 31 มกราคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานข้อมูลสถานการณ์ การคาดการณ์และแจ้งเตือนภัย ประจำวันที่ 31 มกราคม 2565 โดยเปิดเผยว่า พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์คุณภาพอากาศ ค่า PM 2.5 ระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

ภาคเหนือ จ.พะเยา (อ.เมืองฯ) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.หนองคาย (อ.เมืองฯ) และอุบลราชธานี (อ.เมืองฯ) (ข้อมูลกรมควบคุมมลพิษ ณ วันที่ 31 ม.ค. 65 เวลา 06.00 น.)

พื้นที่เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูงบริเวณปากแม่น้ำและพื้นที่ราบลุ่มชายฝั่ง

ภาคกลาง จ.สมุทรสาคร จ. สมุทรสงคราม จ.สมุทรปราการ จ. ฉะเชิงเทรา จ. ชลบุรี จ. ระยอง จ.จันทบุรี จ.ตราด จ.เพชรบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และกรุงเทพมหานคร

ภาคใต้ จ.ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี ต.นครศรีธรรมราช จ.สงขลา จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส

อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลสภาวะอากาศและข่าวสารจากทางราชการ พื้นที่บริเวณปากแม่น้ำ บริเวณชายฝั่งทะเล อาจได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง พื้นที่อากาศหนาว/หนาวจัด

ขอให้ดูแลสุขภาพ ทำให้ร่างกายอบอุ่นตลอดเวลา ระวังอันตรายจากอัคคีภัยในการก่อไฟให้ความอบอุ่น และการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอก ส่วนพื้นที่คุณภาพอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง และใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองตลอดเวลา

ทั้งนี้ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อปพร. จิตอาสา เครือข่ายอาสาสมัคร องค์กรสาธารณกุศลได้เตรียมความพร้อมตามแผนเผชิญเหตุ เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ พร้อมประชาสัมพันธ์ และสร้างการรับรู้ให้กับชุมชน/หมู่บ้านในทุกช่องทาง ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เช่น สื่อสังคมออนไลน์ วิทยุชุมชน หอกระจายข่าว หรือเสียงตามสายประจำหมู่บ้าน เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงแนวทางการปฏิบัติตนอย่างปลอดภัย รวมทั้งพิจารณาใช้อุปกรณ์แจ้งเตือนภัยในพื้นที่ ตามสถานการณ์และความเหมาะสม