ไผ่ ลิกค์ ลั่น!พร้อมลุย แก้ปัญหาเดือดร้อน ปชช.ทั้งปากท้อง-น้ำกินน้ำใช้

ไผ่ ลิกค์ ลั่น!พร้อมลุย แก้ปัญหาเดือดร้อน ปชช.ทั้งปากท้อง-น้ำกินน้ำใช้

ไผ่ ลิกค์ ลั่น!พร้อมลุย แก้ปัญหาเดือดร้อน ปชช.ทั้งปากท้อง-น้ำกินน้ำใช้

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

“ไผ่ ลิกค์”ลั่น!พร้อมลุย แก้ปัญหาเดือดร้อน ทั้ง”ปากท้อง-น้ำกินน้ำใช้”ของพี่น้องประชาชน หลังนั่งควบ 2 ตำแหน่งใหญ่ใน กมธ.สภาฯ

17 พฤษภาคม 2569 นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยว่า ล่าสุดตนเองได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ของสภาฯ 2 คณะสำคัญ ซึ่งตรงกับปัญหาปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนโดยตรง 2 เรื่อง คือ เรื่องน้ำ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเกษตรกรต้องมีน้ำทำกิน โดยได้รับแต่งตั้งทำหน้าที่ รองประธานกรรมาธิการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ คนที่ 1

“ผมจะใช้ตำแหน่งนี้ เข้าไปแก้ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม และระบบชลประทานอย่างจริงจัง พี่น้องเกษตรกรต้องมีน้ำใช้ทำมาหากินตลอดปี ไม่ต้องทนแบกรับความเสี่ยงอีกต่อไปครับ”

นอกจากนี้ ตนเองยังได้รับหน้าที่รองประธานกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค คนที่ 2 ซึ่งยุคนี้ภัยเงียบเยอะมาก ทั้งกลโกงออนไลน์ สินค้าไม่ได้มาตรฐาน หรือการถูกนายทุนเอารัดเอาเปรียบ ดังนั้น จากนี้ไป นพร้อมใช้กลไกสภาฯ เป็นเกราะป้องกันและเป็นกระบอกเสียงปกป้องสิทธิ์ของพี่น้องทุกคน ใครเดือดร้อน เรื่องโดนโกง ตนเองพร้อมลุยให้เต็มที่ หากใครถูกโกง ถูกเอาเปรียบ ทักหาตนได้ทันที

“ตำแหน่งใหม่คือความรับผิดชอบที่ใหญ่ขึ้นเพื่อพี่น้องประชาชน พี่น้องเดือดร้อนเรื่องน้ำ หรือถูกเอาเปรียบเรื่องสินค้าและบริการ ทัก inbox หาเพจผมได้ตลอดเวลา ไผ่ ลิกค์ พร้อมลุยเพื่อทุกคนครับ”

ศุภมาส รำลึก 34 ปี พฤษภาประชาธรรม ย้ำรัฐบาลเดินหน้า ปชต.บนหลักสันติวิธี-เคารพความเห็นต่าง

ศุภมาส รำลึก 34 ปี พฤษภาประชาธรรม ย้ำรัฐบาลเดินหน้า ปชต.บนหลักสันติวิธี-เคารพความเห็นต่าง

ศุภมาส รำลึก 34 ปี พฤษภาประชาธรรม ย้ำรัฐบาลเดินหน้า ปชต.บนหลักสันติวิธี-เคารพความเห็นต่าง

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.01 น.

“ศุภมาส”ผู้แทนรัฐบาล ร่วมพิธีรำลึก 34 ปี พฤษภาประชาธรรม ย้ำรัฐบาลเดินหน้าประชาธิปไตยบนหลักสันติวิธี-เคารพความเห็นต่าง

17 พฤษภาคม 2569 ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรัฐบาล เข้าร่วมพิธีวางมาลาและพิธีสดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม เนื่องในโอกาสครบรอบ 34 ปี เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม พ.ศ.2535 แทน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของถ้อยแถลงในพิธี ดังนี้

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า รัฐบาลรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานรำลึกเหตุการณ์สำคัญอีกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งสะท้อนถึงพลังและเจตจำนงของประชาชนในการยึดมั่นหลักนิติธรรม และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เคารพเสียงของประชาชน

ผู้แทนรัฐบาล กล่าวว่า แม้เวลาจะผ่านมากว่า 3 ทศวรรษ แต่คุณค่าและบทเรียนจากเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรมยังคงมีความหมายต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยมาจนถึงปัจจุบัน โดยการมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งสำคัญคือการร่วมกันแสวงหาทางออกด้วยสันติวิธี บนพื้นฐานของเหตุผล ความเข้าใจ และการรับฟังซึ่งกันและกัน

นางสาวศุภมาส กล่าวย้ำว่า รัฐบาลมีเจตนารมณ์ในการบริหารประเทศโดยยึดหลักไม่ใช้ความรุนแรง เน้นการพูดคุย สร้างความปรองดอง และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของประเทศร่วมกัน เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งสันติ เคารพความเห็นต่าง และธำรงไว้ซึ่งหลักประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน

ในตอนท้าย ผู้แทนรัฐบาลได้ร่วมแสดงความไว้อาลัยต่อวีรชนผู้สูญเสียจากเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม พร้อมส่งกำลังใจและความระลึกถึงไปยังครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับผลกระทบทุกคน โดยย้ำว่า ความเสียสละและความกล้าหาญของวีรชนทุกท่านจะยังคงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้สังคมไทยก้าวเดินต่อไปบนวิถีแห่งประชาธิปไตย สันติ และความเป็นธรรมสำหรับคนรุ่นต่อไป

ทั้งนี้ ภายในงานมีพิธีวางมาลาและกล่าวสดุดีวีรชน เพื่อรำลึกถึงผู้เสียสละจากเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ตลอดจนกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมเสวนา “May Talk ความหวังประเทศไทย” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสะท้อนบทเรียนทางการเมืองและแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคการเมือง ภาคประชาชน ญาติวีรชน และองค์กรประชาธิปไตยเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

– 006

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า! นักวิชาการชี้เวทีรัฐถกเอกชน สร้างความร่วมมือ ยกระดับเศรษฐกิจไทย

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า! นักวิชาการชี้เวทีรัฐถกเอกชน สร้างความร่วมมือ ยกระดับเศรษฐกิจไทย

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า! นักวิชาการชี้เวทีรัฐถกเอกชน สร้างความร่วมมือ ยกระดับเศรษฐกิจไทย

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.18 น.

มองไกลกว่าแค่เอาใจนายทุน! นักวิชาการชี้เวทีรัฐถกเอกชน คือความพยายามสร้างความร่วมมือรัฐ-เอกชน บนเงื่อนไข น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ยกระดับเศรษฐกิจไทย

17 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลเปิดทำเนียบรัฐบาล หารือร่วมกับภาคธุรกิจ ว่า สังคมไม่ควรมองเพียงภาพความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มทุน แต่ควรมองให้ลึกถึง “เป้าหมายทางเศรษฐกิจ” ที่รัฐกำลังพยายามสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

“โลกวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ทั้งสงครามเศรษฐกิจ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปลี่ยนทิศ รวมถึงการแข่งขันดึงดูดการลงทุน ล้วนกดดันเศรษฐกิจไทยโดยตรง ดังนั้น การที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดพื้นที่พูดคุยกับภาคธุรกิจ จึงไม่ใช่เพียงภาพการล้อมวงคุยกับเจ้าสัว แต่คือความพยายามดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมคิด ร่วมแก้ และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ”

รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า วันนี้รัฐไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เพียงลำพัง เพราะ “เศรษฐกิจจริง” อยู่หน้างาน อยู่ในภาคการผลิต การลงทุน ตลาดแรงงาน และการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งภาคเอกชนสัมผัสปัญหาเหล่านี้โดยตรงมากที่สุด การเปิดพื้นที่ให้สะท้อนข้อเท็จจริง จึงทำให้รัฐเห็นปัญหาเศรษฐกิจจากของจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ

“วามสัมพันธ์ลักษณะนี้ไม่ใช่รัฐยอมทุน แต่เป็นความสัมพันธ์แบบ “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” รัฐต้องอาศัยองค์ความรู้ ประสบการณ์ และศักยภาพการลงทุนจากเอกชน ขณะที่เอกชนเอง ก็ต้องอาศัยเสถียรภาพ นโยบาย และกลไกสนับสนุนจากภาครัฐเช่นกัน หน้าที่ของรัฐไม่ใช่เอาใจนายทุน แต่คือการทำให้ทุกภาคส่วนเดินไปข้างหน้าได้พร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตในภาพรวม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ยังมองว่า เวทีลักษณะดังกล่าวสะท้อนแนวคิด “Collaborative Governance” หรือการบริหารแบบร่วมมือ ที่รัฐทำหน้าที่เป็นผู้ประสานพลังของทุกภาคส่วน มากกว่าการใช้อำนาจสั่งการเพียงฝ่ายเดียว เพราะภาคเอกชนถือเป็น “ฐานข้อมูลเศรษฐกิจจริง” ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี กฎระเบียบ ต้นทุน และอุปสรรคในการแข่งขัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้รัฐออกแบบนโยบายได้ตรงกับสภาพเศรษฐกิจจริงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.โอฬาร เห็นว่า ความสำเร็จของเวทีนี้ไม่ได้อยู่ที่ภาพการประชุม หรือจำนวนซีอีโอที่เข้าร่วม แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลจะสามารถเปลี่ยน “เสียงสะท้อน” ให้กลายเป็น “นโยบายที่เกิดผลจริง” ได้หรือไม่ ทั้งการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ การติดตามผล และการผลักดันมาตรการออกสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ยังมองว่า เวทีลักษณะนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ในอนาคต ทั้งด้านอุตสาหกรรมเป้าหมาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องระวังไม่ให้เวทีลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็นพื้นที่เฉพาะของทุนขนาดใหญ่ เพราะเศรษฐกิจไทยยังมี SMEs ผู้ประกอบการท้องถิ่น สตาร์ทอัพ ภาคแรงงาน และภาคเกษตร ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจโดยตรงเช่นกัน

“ถ้ารัฐบาลเปิดพื้นที่รับฟังอย่างครอบคลุม ทั้งทุนใหญ่ SMEs ผู้ประกอบการท้องถิ่น ภาคแรงงาน และภาคประชาชน ก็จะทำให้นโยบายเศรษฐกิจมีความสมดุล และตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น”

ชัชชาติ คอนเฟิร์ม! ประกาศลาออกพรุ่งนี้ 5 โมงเย็น ลุยชิงผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2

ชัชชาติ คอนเฟิร์ม! ประกาศลาออกพรุ่งนี้ 5 โมงเย็น ลุยชิงผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2

ชัชชาติ คอนเฟิร์ม! ประกาศลาออกพรุ่งนี้ 5 โมงเย็น ลุยชิงผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.57 น.

“ชัชชาติ”ไลฟ์ประกาศลาออกพรุ่งนี้ 5 โมงเย็น ลงชิงผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2 วันนี้วิ่งดูงานครั้งสุดท้ายพร้อมทีมรองผู้ว่าฯ

17 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ระหว่างเตรียมตัววิ่งตรวจงาน City run ในช่วงเช้ามืดของวันนี้ บริเวณลานคนเมือง ศาลาว่าการ กทม.เสาชิงช้า ว่า ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์เมื่อวานที่มีรถไฟชนรถเมล์ และมีผู้เสียชีวิต 8 ราย และผู้บาดเจ็บประมาณ 33 ราย ก็เป็นเรื่องที่แสดงความเสียใจกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิด ก็ต้องพยายามหาทางแก้ไข ตอนนี้สถานการณ์ที่ไปตรวจเมื่อเช้าเรียบร้อย ยกรถออกหมดและเคลียร์สภาพการจราจรได้ หลังจากนี้คงต้องไปเป็นการหาต้นต่อ ว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเกิดจากสาเหตุอะไร จริงๆ แล้วจุดตัดทางรถไฟยังคงเป็นจุดที่มีปัญหาอยู่ ทางเส้นวิภาวดีฯ ได้ยกทางรถไฟหมดแล้ว จุดตัดจึงน้อยลง ทั้งแจ้งวัฒนะและงามวงศ์วาน แต่เส้นที่มาจากทาง จ.ฉะเชิงเทรา มาจากยมราช ก็ยังคงมีอยู่ประมาณ 18 จุด ที่ยังมีรถไฟตัดถนนอยู่ แล้วก็มีเครื่องกั้นระดับหนึ่ง ก็คงต้องไปดูเรื่องของมาตรการให้เข้มข้นขึ้น ต้องขอแสดงความเสียใจกับทุกคนด้วย

ซึ่งวันนี้ก็ได้มีการนัดมาวิ่ง ซึ่งเป็นการนัดไว้แล้ว และมีคนจำนวนมาก จึงไม่ได้มีการยกเลิก ซึ่งเป็นการวิ่งครั้งสุดท้ายของการเป็นผู้ว่าฯ ในสมัยนี้ ก็เป็นการวิ่งตรวจเมือง แล้วก็มีข่าวสับสนว่าจะลาออกหรือป่าว สรุปแล้วก็จะลาออกในวันทึ่ 18 พ.ค.คือวันพรุ่งนี้ เวลา 17.00 น.ถามว่าทำไมต้องลาออก เพราะว่าต้องเดินทางไปต่างประเทศ แสนดีจะรับปริญญาครั้งสุดท้าย เขาก็อยากให้เราไปร่วมแสดงความยินดีในงานรับปริญญาในช่วงปลายอาทิตย์พอดี มันจึงต้องมีการเดินทาง ซึ่งเราจะหมดวาระจริงๆ ในวันที่ 21 พ.ค.เพราะถ้าเกิดเราไปแล้วเราไม่ได้ลาออกก่อน ก็จะมีเรื่องรักษาการ ซึ่งก็คงเป็นปัญหา และก็ตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯ สมัยที่ 2 จะได้ชัดเจน เพราะฉะนั้นก็จะได้ไม่ต้องรักษาการ จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงที่มีการหาเสียง

“สรุป 1.ลาออกวันจันทร์ 5 โมงเย็น 2.ลงสมัครต่อในนามอิสระ ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใด คนที่พยายามจะโยงผมไปพรรคไหน ก็ไม่ได้เกี่ยวเลย ลงอิสระเหมือนเดิม ทำงานให้กับทุกคน และ 3.การลาออกที่มีระบุว่าอาจทำให้เป็นปัญหา ทำให้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ และ สก.คนละเวลา และทำให้เปลืองเงิน ความจริงแล้วได้คุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องที่ดูแลเรื่องนี้ ก็ระบุว่าก็เป็นวันเดียวกัน เพราะว่าห่างกันแค่ 3 วัน ก็ไม่ได้เสียงบประมาณอะไรเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นอย่าฟังข่าวที่ไม่ถูก ก็จะเป็นวันเลือกตั้งวันเดียวกันตามที่เจ้าหน้าที่กำหนด ไม่ได้มีผลทำให้เสียงบประมาณเพิ่ม ส่วนวันนี้ก็มีวิ่งในเมือง วิ่งไปดูงานครั้งสุดท้าย มีรองผู้ว่าฯ กทม.มาหลายคน ทั้งรองวิศณุ และรองศานนท์ ส่วนอาจารย์แก้ว (รองทวิดา) ไม่ไหว เมื่อคืนอยู่ที่หน้างานจนดึก

ไม่ใช่แค่รับฟัง! นายกฯ จ่อชงข้อเสนอ 10 กลุ่มธุรกิจเข้า ครม. ดันนโยบายกินได้

ไม่ใช่แค่รับฟัง! นายกฯ จ่อชงข้อเสนอ 10 กลุ่มธุรกิจเข้า ครม. ดันนโยบายกินได้

ไม่ใช่แค่รับฟัง! นายกฯ จ่อชงข้อเสนอ 10 กลุ่มธุรกิจเข้า ครม. ดันนโยบายกินได้

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.13 น.

นายกฯ เตรียมนำข้อเสนอเอกชนจากเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เข้า ครม. แปลงสู่การขับเคลื่อนจริง ประโยชน์ถึงมือประชาชน

17 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล มีผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมครอบคลุม ธนาคาร โรงแรม ท่องเที่ยว ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ปิโตรเลียม เกษตร ค้าปลีกและสินค้าอุปโภค/บริโภค เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการ หรือ Action Plan ที่ชัดเจน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

นายกรัฐมนตรีมีดำริให้นำข้อเสนอสำคัญจากภาคเอกชนในเวทีครั้งนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ข้อเสนอแต่ละด้านมีหน่วยงานรับผิดชอบ และถูกนำไปขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงการรับฟังในห้องประชุม

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ข้อเสนอจากภาคเอกชนครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติธุรกิจ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตประชาชนทุกระดับ อาทิ

1.การเติบโตของภาคธุรกิจรายใหญ่และรายย่อย รวมถึงการผลักดันเศรษฐกิจใหม่ เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง จะช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้ประชาชน

2.ข้อเสนอให้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ระบบน้ำ และพลังงานสะอาด จะช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ ทำให้ค่าไฟมีเสถียรภาพ เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดปี ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง และลดค่าครองชีพในระยะยาว

3.ข้อเสนอการปรับปรุงกฎระเบียบและเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐ จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดึงดูดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและโอกาสของประชาชนในระยะยาว

4.จากการผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น  AI, High Technology และอุตสาหกรรมสีเขียว จะเกิดงานทักษะสูงรายได้สูง เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงอาชีพใหม่ และช่วยให้SME แข่งขันได้ดีขึ้น พร้อมกระจายรายได้ไปถึงชุมชนและท้องถิ่น ไม่กระจุกอยู่แค่เมืองใหญ่

5.รัฐบาลรับทราบปัญหา SME  โดยเฉพาะรายย่อย (ไมโครSME)) มีที่ยังเข้าไม่ถึงมาตรการของรัฐ และแหล่งเงินกู้ ซึ่งช่วยให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือในอนาคตอยากตรงจุด ควบคู่กับการสร้างการแข่งงขันที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยอยู่รอดและรักษาการจ้างงานไดอย่างยั่งยืน

โฆษกรัฐบาล ย้ำว่า ข้อเสนอจากภาคเอกชนหลายเรื่องสอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลผลักดันอยู่ แต่ยังมีรายละเอียดที่ต้องทำร่วมกัน ดังนั้น เพื่อให้เกิดผลโดยเร็ว รัฐบาลจะเดินหน้าจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. พร้อมสร้างระบบ Dashboard ติดตามผลทุกมาตรการ และนัดประเมินผลร่วมกันภายใน 6 เดือน เพื่อให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

“การเปิดรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนครั้งนี้ เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้รัฐบาลออกนโยบายได้ตรงจุดและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น รัฐบาลยืนยันว่าจะเร่งผลักดันข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ทั้งในชีวิตประจำวันและในระยะยาวของประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

34 ปี พฤษภาประชาธรรม นายกฯย้ำเดินหน้าประชาธิปไตย-เคารพสิทธิเสรีภาพ ปชช.

34 ปี พฤษภาประชาธรรม นายกฯย้ำเดินหน้าประชาธิปไตย-เคารพสิทธิเสรีภาพ ปชช.

34 ปี พฤษภาประชาธรรม นายกฯย้ำเดินหน้าประชาธิปไตย-เคารพสิทธิเสรีภาพ ปชช.

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.41 น.

“ศุภมาส”ผู้แทนรัฐบาล ร่วมพิธีรำลึก 34 ปี พฤษภาประชาธรรม ด้าน”นายกฯ”ย้ำเดินหน้าประชาธิปไตย-เคารพสิทธิเสรีภาพประชาชน

17 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตอนสายวันนี้ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้แทนรัฐบาล เข้าร่วมพิธีวางมาลาและพิธีสดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม เนื่องในโอกาสครบรอบ 34 ปี เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ณ สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร แทน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ทั้งนี้ ภายในงานมีพิธีวางมาลาและกล่าวสดุดีวีรชน เพื่อรำลึกถึงผู้เสียสละจากเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ตลอดจนกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมเสวนา “May Talk ความหวังประเทศไทย” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสะท้อนบทเรียนทางการเมืองและแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการธำรงไว้ซึ่งหลักประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และการอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาของสังคม พร้อมย้ำว่า รัฐบาลเคารพต่อการแสดงออกโดยสงบและการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

“รัฐบาลขอร่วมรำลึกถึงผู้เสียสละจากเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม และยืนยันเจตนารมณ์ในการเดินหน้าประเทศด้วยความปรองดอง สันติ และการยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างสังคมที่มั่นคงและประชาธิปไตยที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

ไม่ควรมีพาหนะจอดคร่อมราง! นายกฯสั่งเร่งพิสูจน์อัตลักษณ์-เยียวยา เหยื่อรถไฟชนรถเมล์

ไม่ควรมีพาหนะจอดคร่อมราง! นายกฯสั่งเร่งพิสูจน์อัตลักษณ์-เยียวยา เหยื่อรถไฟชนรถเมล์

ไม่ควรมีพาหนะจอดคร่อมราง! นายกฯสั่งเร่งพิสูจน์อัตลักษณ์-เยียวยา เหยื่อรถไฟชนรถเมล์

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.52 น.

เมื่อเวลา 22.00 น.วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามและตรวจสอบกรณีรถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทาง จนเกิดไฟลุกไหม้ และทำให้มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต โดยทันทีที่นายอนุทินเดินทางมาถึง ได้เข้าไปดูจุดเกิดเหตุ พร้อมพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข

จากนั้น นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า ตนขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้ที่เสียชีวิตและที่ได้รับบาดเจ็บ ที่เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าสลดเช่นนี้ ซึ่งตนมาดูพื้นที่เกิดเหตุ และรายงานทั้งหลายผู้สื่อข่าวคงได้รับกันหมดแล้วจากผู้ที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้อง โดยส่วนตัวได้กำชับว่า ให้ดูแลผู้บาดเจ็บอย่างเต็มที่ ต้องเร่งชันสูตร พิสูจน์อัตลักษณ์ของผู้ที่เสียชีวิต และเร่งเยียวยาให้การช่วยเหลือครอบครัวผู้ที่เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ในรูปแบบที่มากที่สุดที่จะทำได้

ส่วนมีการวางมาตรการอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซับซ้อนขึ้นอีก นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยและการป้องกันน่าจะมีอยู่แล้ว ในหน่วยงานทั้ง ขสมก.หรือการรถไฟ ซึ่งตนได้ดูวิดีโอคลิปที่ทาง ผบ.ตร.ส่งให้ก็เห็นว่า ไม่ควรมียานพาหนะใดๆ จอดคร่อมรางรถไฟ และต้องเร่งสอบสวน

นายอนุทิน กล่าวว่า คำถามของตนก็เป็นคำถามเดียวกับประชาชน พอผ่านสองจุดตัดมามีระยะห่างประมาณไม่ถึง 1 กิโลเมตร ทำไมถึงไม่มีการแจ้งการเตือนว่ามีรถจอดคร่อมอยู่ และในย่านนี้รถก็ติดทั้งวัน ทำไมที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดเหตุเช่นนี้ ทำไมถึงเกิดเหตุในวันนี้ มีอะไรที่ต่างกัน เพราะดูแล้วรถไฟที่เข้าปะทะกับรถเมล์ไม่ได้มีการชะลอ ดังนั้น จึงต้องเร่งพิสูจน์ แต่ขณะนี้ต้องเอาเรื่องชีวิตผู้บาดเจ็บ อย่าให้สูญเสียเพิ่มมากขึ้น ซึ่งตนได้กำชับหน่วยพยาบาลให้ดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้ง 30 กว่ารายอย่างเต็มที่ ส่วนผู้ที่เสียชีวิต ให้เตรียมส่งร่างให้กับญาติเพื่อนำไปบำเพ็ญกุศลให้ได้โดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ ภายหลังหลังจากที่นายอนุทินกำลังจะเดินทางกลับ มี นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้ลงชิงตำแหน่งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ของพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาพูดคุย โดยนายอนุชา เปิดเผยสั้นๆ ว่า ไม่ได้มีการพูดคุยหรือยื่นข้อเสนออะไรพิเศษ เป็นเพียงแค่การทักทายปกติทั่วไป

สรุปผลโพลรัฐบาลอนุทิน คนไทยกังวลหนี้กู้ 4 แสนล้าน จี้ลดค่าครองชีพก่อนเศรษฐกิจทรุด

สรุปผลโพลรัฐบาลอนุทิน คนไทยกังวลหนี้กู้ 4 แสนล้าน จี้ลดค่าครองชีพก่อนเศรษฐกิจทรุด

สรุปผลโพลรัฐบาลอนุทิน คนไทยกังวลหนี้กู้ 4 แสนล้าน จี้ลดค่าครองชีพก่อนเศรษฐกิจทรุด

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.18 น.

17 พฤษภาคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความคาดหวังของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,143 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 12-15พฤษภาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างอยากให้รัฐบาลอนุทินเร่งดำเนินการเรื่องลดค่าครองชีพ ค่าพลังงานราคาสินค้ามากที่สุด ร้อยละ 77.97 รองลงมาคือ แก้ปัญหาหนี้สินประชาชน ร้อยละ 63.78 และมองว่าเศรษฐกิจไทยในอีก 3เดือนข้างหน้า (มิถุนายน–สิงหาคม) อาจจะแย่ลง ร้อยละ 46.89 ขณะที่ร้อยละ 32.81 คิดว่าเหมือนเดิม สำหรับเรื่องที่กังวลมากที่สุด ณ วันนี้ คือ ภาระหนี้สาธารณะ การกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ร้อยละ 44.44 เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน พบว่า ร้อยละ 33.16 ไม่ค่อยคาดหวัง ขณะที่ร้อยละ 31.06 ค่อนข้างคาดหวัง

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่าปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกรัฐบาลที่ประชาชนอยากให้เร่งดำเนินการ แม้รัฐบาลอนุทินเตรียมกู้เงิน 4 แสนล้านบาทมาเพื่อแก้ปัญหา แต่สิ่งที่ประชาชนกังวล ณ วันนี้ คือภาระหนี้สาธารณะรวมถึงความคุ้มค่าและผลกระทบระยะยาวจึงอาจเป็นเหตุผลให้ประชาชนมองว่าเศรษฐกิจหลังจากนี้อาจจะแย่ลงและยังรอดูว่าจะคาดหวังกับผลงานรัฐบาลได้มากน้อยเพียงใด

ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลสะท้อนชัดว่าความชอบธรรมของรัฐบาลยุคปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงเสียงข้างมากในสภาอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ“ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ” และ “ความน่าเชื่อถือในการบริหารประเทศ” มากกว่าประชาชนจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธรัฐบาลทันที หากแต่อยู่ในภาวะ “รอดูผลงาน”เพราะสังคมไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมาเผชิญการเมืองที่เต็มไปด้วยคำสัญญา แต่มักไม่สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนรู้สึกได้จริง เมื่อประชาชนกังวลทั้งค่าครองชีพ หนี้สินส่วนบุคคลและภาระหนี้สาธารณะ จึงสะท้อนว่าความกดดันที่รัฐบาลกำลังเผชิญไม่ใช่เพียงปัญหาเศรษฐกิจเชิงตัวเลข แต่คือ“วิกฤตความเชื่อมั่น” ว่ารัฐยังมีศักยภาพเพียงพอในการบริหารประเทศหรือไม่ ในอีกมิติหนึ่งผลโพลยังสะท้อนว่าประชาชนเริ่มให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของการบริหาร” มากกว่าความนิยมทางการเมืองเพราะต่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพในสภา แต่หากไม่สามารถสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นทางสังคมได้ก็อาจเผชิญแรงกดดันสะสมในระยะยาว ความรู้สึกไม่ค่อยคาดหวัง อาจค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความไม่ไว้วางใจและพัฒนาไปสู่แรงกดดันทางการเมืองที่เข้มข้นขึ้นต่อรัฐบาลและต่อระบบการเมืองโดยรวมในระยะต่อไปได้เช่นกัน

ดันท่องเที่ยวช่วยชาติ อนุทินสั่งตีปี๊บ มรดกโลก/วัฒนธรรม ยกคณะเยือนเพชรบูรณ์

ดันท่องเที่ยวช่วยชาติ อนุทินสั่งตีปี๊บ มรดกโลก/วัฒนธรรม ยกคณะเยือนเพชรบูรณ์

ดันท่องเที่ยวช่วยชาติ อนุทินสั่งตีปี๊บ มรดกโลก/วัฒนธรรม ยกคณะเยือนเพชรบูรณ์

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดันท่องเที่ยวช่วยชาติ อนุทินสั่งตีปี๊บ มรดกโลก/วัฒนธรรม ยกคณะเยือนเพชรบูรณ์
เปิดงานฮักบั้งไฟพุเตย เสื้อแดงรอสืบชะตาแม้ว

นายกฯ “อนุทิน” ลงพื้นที่เพชรบูรณ์ ติดตามมรดกโลกศรีเทพ ร่วมเปิดงาน ฮักบั้งไฟพุเตย ดันท่องเที่ยววัฒนธรรม–เศรษฐกิจท้องถิ่น ขณะที่ เสื้อแดงเชียงใหม่ ยันไม่มีการเคลื่อนไหว รอ “ทักษิณ” สิ้นสุด พักโทษก.ย.69 เตรียมจัดพิธีสืบสะเดาะเคราะห์สืบชะตาหลวงใหญ่ “เพื่อไทย”เตรียมหารือแนวทางแก้ไข รธน.สัปดาห์หน้า ‘ชูศักดิ์’ชี้เป็นวาระส่วนรวม ไม่ใช่เรื่องฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดเดินทางลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อติดตามการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมถึงพบปะประชาชนและร่วมกิจกรรมสำคัญของท้องถิ่น เพื่อผลักดันเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวชุมชนอย่างต่อเนื่อง

นายกฯติดตามมรดกโลกศรีเทพ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก เพื่อติดตามการพัฒนาและการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกของไทยให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อไปยังโบราณสถานเขาคลังนอก เพื่อเยี่ยมชมแหล่งโบราณคดีสำคัญและติดตามแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งศักยภาพสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับประชาชนและชุมชนในพื้นที่

ร่วมเปิดงานฮักบั้งไฟพุเตย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ในช่วงเย็น นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานพิธีเปิดงานประเพณี “ฮักบั้งไฟพุเตย” ประจำปี 2569 ณ บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลพุเตย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญของท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และความร่วมมือของประชาชนในชุมชน พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

“นายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การอนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์ และการสร้างรายได้ให้ประชาชนในระดับพื้นที่ ควบคู่กับการลงพื้นที่พบประชาชน รับฟังปัญหา และติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การพัฒนาเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง” นางสาวลลิดากล่าว

แดงเชียงใหม่จ่อจัดพิธีสืบชะตา‘แม้ว’

นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เปิดเผย ผ่านเวปไซต์มติชน ว่า กลุ่มคนเสื้อแดงใน จ.เชียงใหม่ และทั่วประเทศรู้สึกดีใจที่ปัจจุบันนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้รับการปล่อยตัวพักโทษคุมประพฤติออกจากเรือนจำมาอยู่ที่บ้านพักกับครอบครัวและลูกหลานแล้วเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากตลอด 8 เดือนที่ผ่านมารู้สึกกังวลใจและเป็นห่วงสุขภาพของอดีตนายกฯที่ต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำคลองเปรมเป็นเวลานาน โดยวันที่อดีตนายกฯถูกปล่อยตัวกลุ่มเสื้อแดงที่ไปต้อนรับต่างดีใจและรู้สึกชื่นชมที่ท่านกล้าเดินออกมาพบปะทักทายกับคนเสื้อแดงที่ไปรอต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งที่จริงต้องรีบเดินทางออกจากเรือนจำทันที เพื่อไม่ให้เป็นประเด็นทางการเมือง

ส่วนหลังจากนี้กลุ่มคนเสื้อแดง จะไม่เคลื่อนไหวอะไรอีก จนกว่าจะถึงวันที่อดีตนายกฯสิ้นสุดการรับโทษตามกระบวนการยุติธรรมในเดือน ก.ย.69 และสามารถเดินทางออกจากบ้านพักไปยังที่ต่างๆได้แล้ว กลุ่มเสื้อแดงเตรียมจัดพิธีสืบชะตาหลวงตามประเพณีล้านนา เพื่อเสริมดวงชะตา สะเดาะเคราะห์ และเป็นการถอนสิ่งอัปมงคลออกไป พิธีดังกล่าวจะกำหนดจัดในห้วงเวลาที่เหมาะสมและได้รับการอนุญาตจากอดีตนายกฯก่อน เพราะท่านมักเกรงใจกลุ่มคนเสื้อแดง

อยากให้พัก-อย่ากลับมายุ่งการเมือง

นายเพชรวรรต กล่าวอีกว่าจากการพูดคุยกันของกลุ่มคนเสื้อแดง หลายคนยังไม่อยากให้อดีตนายกฯกลับมาเล่นการเมืองทันที อยากให้ท่านพักผ่อนอยู่กับครอบครัวไปก่อน และอยากให้ท่านนำองค์ความรู้ความสามารถที่มีมาช่วยแก้ปัญหาให้บ้านเมือง ผ่านการเป็นที่ปรึกษาหรือให้คำแนะนำกับบุคคลกรของพรรคเพื่อไทยโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ เพราะหากอดีตนายกฯกลับมาในเส้นทางการเมืองทันทีก็อาจถูกจับตามองและถูกโยงให้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง

“ทุกวันนี้เศรษฐกิจของประเทศมีปัญหามาก คนเสื้อแดงคุยกันว่าทุกคนควรเก็บเงินและประหยัดไว้ เพราะเศรษฐกิจจะแย่ลงกว่านี้อีก และไม่ควรคาดหวังกับรัฐบาลแม้จะมีการออก พรก.กู้เงินมากว่า 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้วิกฤตและช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน แต่ก็เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุโดยการแจกเงิน ไม่ใช่แก้ที่ต้นเหตุของปัญหาซึ่งมาเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น”นายเพชรวรรต กล่าว

เพื่อไทยนัดคุยแก้รธน.สัปดาห์หน้า

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางของพรรคเพื่อไทย เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า พรรคเพื่อไทยเตรียมพูดคุยในคณะทำงานของพรรคเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมอยู่ด้วยในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดแนวทางของพรรคว่าเรื่องดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไรต่อ

นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่าใน 2ประเด็นใหญ่ คือตัวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใช้ร่างแบบเดิมของพรรค ที่ให้แต่ละจังหวัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)มา แล้วให้รัฐสภาเลือกอีกรอบหรือไม่ ซึ่งวิธีการนี้ไม่ได้เลือกโดยตรง ไม่ฝ่าฝืนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และยึดหลักประชาธิปไตยให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกบุคคลมาเป็น ส.ส.ร.หรือจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

ชี้วาระส่วนรวมไม่ใช่ฝ่ายรบ.-ฝ่ายค้าน

“อีกประเด็นคือเรามี สส. 74 เสียง ต้องขอความร่วมมือพรรคการเมืองอื่นให้ร่วมลงชื่อในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ถึง 1 ใน 5 ซึ่งหลักการเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนรวมต้องร่วมมือร่วมใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ควรคิดว่าเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ใครคิดว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย หลักการไปได้ เป็นผลดีกับการปฏิรูปการเมือง จะขอความร่วมมือในการลงชื่อ แต่ทั้งหมดต้องหารือกันก่อนแล้วจึงจะมีผลสรุปออกมาว่า ทางพรรคจะดำเนินการอย่างไร แต่เท่าที่ตรวจสอบจากคณะผู้บริหารเข้าใจว่า ให้เดินหน้าต่อ”นายชูศักดิ์ ย้ำ

กกต.ชี้ถ้า“ชัชชาติ”ลาออกเลือกใน60วัน

ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประ จำกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงกระแสข่าวที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อลาออกจากตำแหน่ง ว่าตามระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อมีการลาออกต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้วจะมีผลนับถัดจากวันที่ลาออก และคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 60 วัน ในระหว่างนี้ปลัด กทม.จะรักษาการผู้ว่าฯไปด้วย

ยันจัดเลือกตั้งไทม์ไลน์เดิม28มิ.ย.

ห้วงระยะเวลาอยู่ใกล้เคียงในช่วงครบวาระในวันที่ 20 พ.ค. เพราะฉะนั้นเมื่อเสนอมาให้ความเห็นชอบผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ก็ให้ความเห็นชอบในการเลือกตั้งคราวเดียวกัน สำหรับในส่วนงบประมาณการจัดการเลือกตั้งของกรุงเทพมหานครครั้งนี้ ได้ตั้งงบประมาณไว้จำนวน 294 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุง เทพมหานครครั้งที่ผ่านมา ซึ่งใช้งบประ มาณ 280 ล้านบาท โดยงบประมาณดังกล่าวจะใช้ในการบริหารจัดการหน่วยเลือกตั้ง อุปกรณ์ บุคลากร และการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ซึ่งน่าจะรับสมัครผู้ว่าฯกทม.และสก.วันที่ 28 พ.ค. 69 พร้อมกัน และเลือกตั้ง 28 มิ.ย.69 พร้อมกันเพื่อประหยัดงบประมาณ

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยืนยันว่ามีผู้ตรวจการเลือกตั้งแน่นอน และในส่วนของโครงสร้างการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. และสก.จะมีตนในฐานะผู้กำกับการเลือกตั้ง และจะมีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุง เทพมหานครอีก 5 คน โดยมีปลัด กทม. เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร รวมถึงมีองคาพยพอนุกรรมการในแต่ละเขต 50 เขตเลือกตั้ง

มียอดผู้ใช้สิทธิ์4.5ล้านคน

คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานครตอนนี้ อยู่ระหว่างการประชุมเนื่องจากมีคำสั่งแต่งตั้งเมื่อวาน(15 พ.ค.)จึงอยู่ระหว่างการคัดเลือกสรรหาใคร เป็นประธานและจะมีการส่งให้ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครออกคำสั่งแต่งตั้งต่อไป โดยจำนวนประชากรที่มีสิทธิ์เลือกตั้งอยู่ที่ 4,507,523 คน ซึ่งใกล้เคียงกับการเลือกตั้งสส.ที่ผ่านมา จำนวนหน่วยเลือกตั้งอยู่ที่ 6,629 หน่วย(เพิ่มจากหน่วย สส. 99 หน่วย) สำหรับสถานที่รายงานผลคะแนน คือ ห้องรัตนโกสินทร์ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

ย้ำรับสมัคร 28 พค.-บัตรลต.ไร้QR

“ส่วนการรับสมัครก็คือวันที่ 28 พ.ค.- 1มิ.ย.69 สถานที่คือ อาคารไอราวัตพัฒนาศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร และจะมีการซักซ้อมการรับสมัครในวันที่ 27 พ.ค. 69 และ การจับฉลากรอบนี้จะจับฉลากพร้อมกันทั้ง 51 จุด การจัดส่งบัตรจะมีการส่งวันที่ 18 มิ.ย.โดยไปรษณีย์ไทยและมีรถตำรวจนำ ขอยืนยันว่ารูปแบบบัตรเลือกตั้งรอบนี้ไม่มี QR Code แน่นอน เพราะระเบียบเลือกตั้งท้องถิ่นใช้การประทับตราแบบตีตรายาง ตามระเบียบ ซึ่งเป็นคนละฉบับตรงนี้ชัดเจน”ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ กล่าว

ส่วนการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูฝนนั้น ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ ระบุว่าขณะนี้ได้พยายามลดการใช้เต็นท์เป็นหน่วยเลือกตั้งให้น้อยที่สุด โดยอยู่ระหว่างประสานงานเพื่อย้ายหน่วยเลือกตั้งเข้าสู่พื้นที่ภายในอาคารไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน วัด หรือ ห้างสรรพสินค้า เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางมาใช้สิทธิได้สะดวกและไม่ต้องเผชิญปัญหาฝนตก อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้ายังต้องหารือเพิ่มเติมเรื่องการเปิดสถานที่ตั้งแต่ช่วงเช้าเพื่อรองรับการลงคะแนน

ห้ามทำโพลก่อนเลือกตั้ง7วัน

สำหรับกรณีการจัดทำโพลเลือกตั้ง ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ ย้ำว่า การสำรวจความคิดเห็นจะต้องเป็นโพลทางวิชาการมีหลักเกณฑ์และวิธีการที่ชัดเจน ไม่ใช่การจัดทำขึ้นมา โดยไม่มีที่มาหรือไม่มีหลักวิชาการรองรับ และตามกฎหมายเลือกตั้งห้ามเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งภายใน 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง จนถึงเวลา 17.00 น.ของวันเลือกตั้ง คือวันที่ 28 มิถุนายน หากมีการเผยแพร่ข้อมูลที่เข้าข่ายจูงใจ หลอกลวง หรือทำให้ประชา ชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับคะแนนนิยมของผู้สมัครอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 65 ซึ่ง กกต.จะพิจารณาจากพฤติการณ์และเจตนาเป็นสำคัญ

สำหรับเรื่องผู้ช่วยหาเสียงนั้น หากเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะกำหนดจำนวนผู้ช่วยหาเสียงได้ไม่เกิน 20 คน แต่สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่น เช่น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ไม่ได้มีการกำหนดจำนวนผู้ช่วยหาเสียงไว้ แต่ผู้สมัครจะต้องระมัดระวังไม่ให้การช่วยเหลือนั้นเข้าข่ายการซื้อเสียงหรือให้ประโยชน์ตอบแทนในลักษณะต้องห้าม

เตือนใครช่วยหาเสียงนำรวมคชจ.

ส่วนกรณีของอินฟลูเอนเซอร์หรือยูทูบเบอร์ที่ออกมาช่วยเชียร์ผู้สมัครรายใดรายหนึ่ง ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ ระบุว่า ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการช่วยหาเสียง หากมีการว่าจ้าง หรือมีค่าใช้จ่าย ทางผู้สมัครจะต้องนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งและแม้จะไม่มีการจ่ายเงินจริง แต่หากเป็นการช่วยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ก็ยังถือเป็น“การรับให้”ที่ต้องประเมินมูลค่าและแจ้งต่อ กกต.เช่นเดียวกับการใช้รถโฆษณาหาเสียงหรือรถแห่ แม้เจ้าของรถจะช่วยฟรี แต่หากตามปกติมีมูลค่าการให้บริการวันละ 1,500-3,000บาท ก็ต้องนำตัวเลขดังกล่าวมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัครเช่นกัน

ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ยังเตือนว่าหากมีบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป อินฟลูเอนเซอร์ หรือยูทูบเบอร์ออกมาช่วยเชียร์ผู้สมัครอย่างต่อเนื่องผ่านการไลฟ์สด หรือการประชาสัมพันธ์โดยผู้สมัครรับรู้หรือยินยอม ผู้สมัครจะต้องนำค่าใช้จ่ายดังกล่าว มารวมในบัญชีรายรับรายจ่ายด้วยเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างผู้สมัครทุกคน ไม่ว่าผู้สมัครจะมีฐานะทาง การเงินมากหรือน้อย หากไม่ดำเนินการ อาจถูกมองว่าได้รับประโยชน์โดยไม่แจ้ง และเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งได้

หาเสียงโซเซียลต้องแจ้งกกต.

นอกจากนี้ การหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านบัญชีต่างๆ เช่น Facebook, LINE, Instagram และ TikTok ผู้สมัครจะต้องแจ้งบัญชีที่จะใช้หาเสียงต่อกกต. ก่อนดำเนินการ รวมถึงการจัดเวทีปราศรัยหรือการโฆษณาทุกประเภทก็ต้องแจ้งล่วงหน้าตามขั้นตอนเช่นกัน โดยในทางกฎหมายจะมีการแยกชัดเจนระหว่างผู้ช่วยหาเสียง และผู้สนับสนุน ซึ่งหากมีการช่วยเหลือในลักษณะสนับสนุนก็อาจต้องนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด

กำชับผู้สมัครระวัง5ข้อห้าม

พร้อมกันนี้ ยังขอให้ผู้สมัครระมัดระวังข้อห้ามสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ 1.ห้ามจัดทำ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เพื่อจูงใจให้ประชาชนลงคะแนนให้ตนเองหรือผู้สมัครรายอื่น หรือที่เรียกว่า“การซื้อเสียง” 2.ห้ามจัดยานพาหนะนำหรือรับส่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปลงคะแนน ยกเว้นเป็นการดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง 3.ห้ามหลอกลวง บังคับ ข่มขู่ ใช้อิทธิพล หรือใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับคะแนนนิยมของผู้สมัคร 4.ห้ามให้เงินหรือทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิ หรือไปลงคะแนนแบบไม่เลือกผู้สมัครคนใด (Vote No) 5.ห้ามผู้ที่รู้อยู่แล้วว่าตนเองขาดคุณสมบัติ เช่น เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เคยถูกถอดถอน หรือพ้นโทษจำคุกมาไม่ถึง 5 ปี ลงสมัครรับเลือกตั้ง

ย้ำนโยบายต้องปฏิบัติได้จริง

ส่วนประเด็นการหาเสียงด้วยนโยบายต่างๆเช่นการเสนอแนวคิด ทำฟาร์มไดโนเสาร์นั้น ผอ.กกต.กทม.ระบุว่านโยบายหาเสียงจะต้องเป็นนโยบายที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตำแหน่งนั้นและต้องสามารถปฏิบัติได้จริง หากเป็นนโยบายที่เกินจริงหรือไม่สามารถดำเนินการได้ อาจเข้าข่ายการหลอกลวงประชาชน ตามมาตรา 65(5)โดยหลักสำคัญ คือสิ่งที่ผู้สมัครเสนอ ต้องเป็นสิ่งที่มีอำนาจทำ สิ่งที่ควรทำ และเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติ

นอกจากนี้ ยังย้ำว่า แม้ผู้ช่วยหาเสียงจะเป็นสามี ภรรยา หรือบุตรของผู้สมัคร ก็ต้องแจ้งรายชื่อเป็นผู้ช่วยหาเสียงต่อ กกต.ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะถือเป็นผู้ช่วยหาเสียงตามกฎหมายเช่นเดียวกัน พร้อมฝากถึงผู้สมัครทุกคนว่า หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อกฎหมายหรือแนวทางปฏิบัติ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน กกต .1444

ปชป.เปิดตัวอนุชาชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยแกนนำพรรคร่วมแถลงเปิดตัว นายอนุชา บูรพชัยศรี ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) 50 เขต ในนามพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ระบุว่า ขอสู้เต็มร้อยแม้จะเป็นรอง

ขณะที่ นายอนุชา กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการบริหารกทม. ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่อยากทำ คือ ให้กทม.เป็นเมืองฟ้าอมร And More โดยยกระดับคุณภาพชีวิต รวมถึงให้เป็นเมืองที่เป็นอนาคตคนรุ่นใหม่ สำหรับนโยบาย คือ การพัฒนากทม. ให้ สะดวก สะอาด สบาย และ and more เผื่อมีคนคิดว่าไม่พอ ตนพร้อมรับฟังทุกความเห็น เช่น ความสะดวกในเรื่องการเดินทาง มีระบบฟีดเดอร์เข้าถึงการคมนาคม รวมถึงสถานพยาบาล

รบ.เด้งรับ6ข้อเสนอเจ้าสัว ฟื้นศก.ประเทศ ไทยศูนย์กลางอาเซียน

รบ.เด้งรับ6ข้อเสนอเจ้าสัว ฟื้นศก.ประเทศ ไทยศูนย์กลางอาเซียน

รบ.เด้งรับ6ข้อเสนอเจ้าสัว ฟื้นศก.ประเทศ ไทยศูนย์กลางอาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รบ.เด้งรับ6ข้อเสนอเจ้าสัว ฟื้นศก.ประเทศ ไทยศูนย์กลางอาเซียน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เอกนิติมั่นใจแผนกู้วิกฤต นักวิชาการชมไปได้สวย

รมว.คลัง เผยวงหารือ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เห็นพ้องวิกฤตพลังงานโลก เป็นโอกาสสำคัญดึงดูดการลงทุน รับลูก 6 ข้อเสนอจากเอกชน เร่งตั้ง กรอ. หนุนลงทุนโครงสร้าง พื้นฐาน-พลังงานสะอาด-AI ควบรวม แบงก์สร้างศูนย์กลางทางการเงิน พร้อมดันไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ หัวใจสำคัญของอาเซียน นักวิชาการ ชี้ รัฐบาลเปิดโต๊ะคุย CEO ใหญ่ คือสัญญาณ “เรียกความมั่นใจ” ปลุกเอกชนกล้าลงทุน ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกเชื่อทุกอย่างไปได้สวย

เมื่อเวลา 21.25 น. วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและตัวแทนภาคเอกชนในกิจกรรม “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ว่า ภาคเอกชนมองเห็นตรงกันว่าวิกฤตพลังงานโลกในปัจจุบันถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนและไทย ซึ่งไทยจะต้องเร่งคว้าโอกาสนี้ผ่านการดำเนินนโยบายเชิงรุก

รบ.รับข้อเสนอเอกชน6ข้อ

โดยรัฐบาลได้รับข้อเสนอของ เอกชน 6 ประเด็นได้แก่ 1.เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-พลังงานสะอาด ในเรื่องนี้ถือเป็นข้อเสนอหลักจากภาคเอกชนที่เน้นไปที่การเร่งลงทุนในทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับภาคการเกษตรและวิกฤตเอลนีโญในช่วงปลายปี รวมถึงการเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid Modernization) เพื่อตอบโจทย์วิถีพลังงานโลกสมัยใหม่

2.การลงทุนใน “คน” โดยใช้เทคโนโลยี AI และดิจิทัลมาช่วยเพิ่มทักษะ (Up-skill) แรงงานไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

3.การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่และศูนย์กลางการเงิน โดยภาคเอกชนมีข้อเสนอว่าในการสร้าง เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) รัฐบาลมุ่งเป้าไปที่จุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) อุตสาหกรรมดิจิทัล และเกษตรสมัยใหม่, โดยมีแผนต่อยอดจากฐาน Data Center ไปสู่ Cloud Service และการผลิต Semiconductor ซึ่งเป็นหัวใจของ AI ขณะที่ภาคธนาคารเสนอให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค (Regional Hub) ผ่านการสนับสนุนให้ธุรกิจไทยเข้มแข็งและมีการควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยใช้โอกาสจากวิกฤตในตะวันออกกลาง

ปราบคอร์รัปชัน-ดูแลเงินเฟ้อ

4.การปลดล็อกและแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ โดยภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลเร่งรัดการขอใบอนุญาตที่ล่าช้า โดยเฉพาะการบริหารจัดการที่ดินสาธารณะที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว, ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้ชื่นชมโครงการ BOI Fast Pass ว่าเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่ช่วยให้การลงทุนขับเคลื่อนได้รวดเร็วขึ้นจริงตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา และทำให้เกิดการลงทุนจริงกว่า 2 แสนล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา

5.เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยเร็ว

และ 6.เป็นข้อเสนอในเรื่องการดูแลเรื่องของปัญหาเงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดูแลผู้ประกอบการ SMEs จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

รัฐบาลเดินหน้า‘ไทยช่วยไทย’

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” อย่างต่อเนื่อง โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย บูรณาการร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเครือข่ายรถพุ่มพวง จัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ครั้งที่ 3 พร้อมกันทั่วประเทศ ครอบคลุม 878 อำเภอ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มช่องทางเข้าถึงสินค้าจำเป็นให้ประชาชนในทุกพื้นที่

จับจ่ายใช้สอยรวม3ครั้งเฉียด97ล.

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินกิจกรรมครั้งที่ 3 ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200,000 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากกว่า 26 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 5.77 ล้านบาท สะท้อนถึงความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน ในการนำสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด กระจายสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ เมื่อรวมผลการดำเนินงานตั้งแต่ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 โครงการสามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวมกว่า 86.96 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนรวมกว่า 19.44 ล้านบาท ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน SMEs และสินค้า OTOP ควบคู่กับการช่วยประชาชนลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม

สุรินทร์แชมป์จับจ่ายสูงสุด

สำหรับจังหวัดที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดชลบุรี จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดสระบุรี และจังหวัดอ่างทอง ขณะที่อำเภอที่มียอดใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่ อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี และอำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

นอกจากนี้ สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ ได้แก่ น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม และข้าวสาร ขณะที่สินค้า OTOP ที่มียอดจำหน่ายสูง ได้แก่ กลุ่มอาหาร ของใช้ ผ้าและเครื่องแต่งกาย เครื่องดื่ม และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร ส่วนสินค้าชุมชนที่ได้รับความนิยม ได้แก่ อาหารสด ขนมและเบเกอรี่ เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และอาหารแปรรูป

ลดค่าครองชีพ-สร้างโอกาสทางศก.

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลปากท้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเครือข่ายรถพุ่มพวงและช่องทางจำหน่ายสินค้าในระดับชุมชน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้สะดวกขึ้นในราคาที่เป็นธรรม พร้อมทั้งช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ

“รัฐบาลจะเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพ ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

เรียกความมั่นใจคืนมา

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลเปิดทำเนียบหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจและบริษัทชั้นนำของประเทศ ว่า เวทีลักษณะนี้ไม่ควรถูกมองเพียงมิติการเมือง หรือภาพความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มทุน แต่ต้องมองในมิติของ “ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ” ที่รัฐบาลกำลังพยายามสร้างขึ้น เพื่อให้ภาคเอกชนกล้าตัดสินใจลงทุนและเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป

ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระหว่างประเทศ ทำให้ภาคธุรกิจจำนวนมากชะลอการลงทุน หรือระมัดระวังในการขยายกิจการมากขึ้น

ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำ ไม่ใช่เพียงออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องสร้าง “ความมั่นใจ” ให้ภาคเอกชนเห็นว่า ประเทศยังมีทิศทาง มีเสถียรภาพ และมีรัฐบาลที่พร้อมรับฟังปัญหา รวมถึงพร้อมร่วมแก้ไขอุปสรรคทางเศรษฐกิจไปด้วยกัน

เติมในสิ่งที่ขาดหายไป

บ่ายวันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับผู้ประกอบการระดับประเทศ ว่ารับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ และจะประมวลผลกำหนดเป็นแนวทางที่จะทำให้สิ่งที่คาดหวัง ของผู้ประกอบการได้รับผลสำเร็จมากที่สุด เพราะประเทศของเราต้องพึ่งท่านเหล่านี้ในการขับเคลื่อนไปข้างหน้า ทำให้เศรษฐกิจมีความเข้มแข็ง ทำให้สังคมมีความสงบสุข มีการจ้างงาน และเสียภาษีต่างๆ รัฐและภาคเอกชนต้องเดินไปด้วยกัน

เมื่อถามว่า มีโครงการอะไรที่ภาคเอกชนอยากให้รัฐบาลเดินต่อและที่มีความเป็นห่วงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเป็นเรื่องของสินค้านำเข้าส่งออก เขาอยากให้ปรับปรุงในเรื่องเส้นทางขนส่งสินค้า เรื่องโลจิสติกส์ เรื่องกำแพงภาษี อย่างนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ท่านบอกว่าเราต้องยกระดับเกษตรกรให้มากที่สุดในสถานการณ์ของโลกทุกวันนี้ ท่านพูดคำหนึ่งว่าของเราน้ำมัน บนดินนะ ก็คืออาหาร เป็นอู่ข้าวอู่น้ำได้ ซึ่งสอดคล้องกับที่ตนได้เคยพูด และนำไปพูดในที่ประชุมผู้นำอาเซียนว่า น้ำมันที่เป็นพลังงานกินไม่ได้แต่ว่าอาหารที่เอาไว้ยังชีพ ที่เมืองไทยมีมากกว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แย่สุดแล้วประเทศจะอยู่ได้นานกว่า สามารถจะอดทนได้มากกว่าเพราะเรามีความมั่นคงทางด้านอาหาร เราก็เอาความมั่นคงทางด้านอาหาร ซึ่งตอนนี้เป็นสิ่งที่ผู้นำประเทศในอาเซียนทุกคนได้หยิบยกขึ้นมาว่า เราจะต้องมั่นใจว่าห่วงโซ่ของอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร จะต้องมีความเข้มแข็ง ซึ่งในอาเซียน ประเทศไทยถือว่ายืนหนึ่งในเรื่องนี้ เราก็ต้องมาเน้นให้เรามีความเข้มแข็งในด้านนี้ในการที่จะไปเจรจาพูดคุยกับประชาคมโลกอื่นๆ เป็นสิ่งที่สร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศไทย

ต่อยอดระนอง-ชุมพร

เมื่อถามว่า ในวงผู้ประกอบการได้มีการพูดคุยเรื่องการพัฒนาท่าเรือระนองและเส้นทางรถไฟที่ขาดหาย (Missing Link) ระหว่างชุมพรและระนองหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าก็เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว แลนด์บริดจ์จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น แต่ตัว Missing Link ส่วนที่ขาดไป ทุกวันนี้ ทางรถไฟที่ไปทางซีกตะวันตกยังไม่มี เขาเรียก Missing Link เราต่อเติมในช่วงที่มันขาดหายไป ทำให้มันไม่ขาด มันก็จะทำให้วงจรเครือข่ายของการคมนาคมขนส่งทางรางในประเทศไทยที่เชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เหนือ ใต้ ออก ตก จะมีความสมบูรณ์ขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ คือจุดเริ่มของแลนด์บริดจ์ ส่วนแลนด์บริดจ์ตัวใหญ่นั้นเราให้มีการศึกษากันอยู่ซึ่งรัฐบาลก็รับฟังถึงเรื่องของความคุ้มทุน หรือเรื่องของการที่มีแล้วจะทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในด้านการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่ง ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งในส่วนของตัวแลนด์บริดจ์ก็จะศึกษาตรงนี้ แต่ว่าอย่างน้อยในส่วนของ Missing Link ที่จะนำไปสู่การขยายเป็นถึงระดับแลนด์บริดจ์ หรือเปล่าก็ควรจะต้องเกิดขึ้น