DSI แจ้ง กองปราบ ดำเนินคดีกลุ่มคนปล่อยสำนวนคดีฮั้ว สว. หลุดสู่สาธารณะ ยันกระทบกระบวนการยุติธรรม

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

งานเข้าทีมแฉฮั้วสว.แล้ว!!”อธิบดีDSI” ส่งเจ้าหน้าที่กองกฎหมายเข้าร้องทุกข์ “กองปราบฯ” ดำเนินคดีกลุ่มคนนำเอาเนื้อหาภายในสำนวนคดีฮั้ว สว. มาเผยแพร่ สร้างความเสียหายต่อการสอบสวนคดีพิเศษ ขณะที่ “โฆษกดีเอสไอ” เผยสาเหตุแจ้งความ ระบุหลังตรวจสอบพบข้อเท็จจริง ”เนื้อหาข้อมูลที่ถูกนำเสนอในสาธารณะ เป็นข้อมูลภายในแฟ้มสำนวนของดีเอสไอจริง“ พร้อมขอตำรวจกองปราบฯ ขยายผลหาต้นตอที่มาข้อมูลเอกสารหลักฐานในคดีดีเอสไอหลุดไปอยู่ในมือคณะบุคคลได้อย่างไร เบื้องต้นดีเอสไอแจ้งพฤติการณ์ดำเนินคดีประมวลกฎหมายอาญา ม.322 ม.323 และ ม.164

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 จากกรณีเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เตรียมเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ที่นำเนื้อหาและเอกสารภายในสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. มาเผยแพร่และปล่อยข้อมูลออกสู่ภายนอก ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญาและกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ นั้น

ล่าสุด พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยอมรับว่า วันนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่กองกฎหมายของดีเอสไอ ไปดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับคณะบุคคล ที่ได้มีการนำเอาเนื้อหาภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษ คดีฮั้ว สว. อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. นำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งกระทบต่อการสอบสวนคดีพิเศษ

ขณะที่ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่กองกฎหมายของกรมสอบสวนคดีพิเศษเดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนตำรวจ กองบังคับการปราบปราม เนื่องด้วยก่อนหน้านี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีคำสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบว่าภาพเนื้อหาเอกสารที่ปรากฏในช่องทางสื่อสารสาธารณะในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นภาพเนื้อหาเอกสารที่อยู่ภายในสำนวนของดีเอสไอจริงหรือไม่ และเมื่อดำเนินการตรวจสอบแล้ว ก็พบข้อเท็จจริงว่าเป็นเนื้อหาภายในสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอจริง ๆ จึงเล็งเห็นว่ากรณีที่กลุ่มคณะบุคคลมีการนำเอาเนื้อหาและเอกสารภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษมาเปิดเผยสู่สาธารณะ ส่งผลกระทบเสียหายต่อหลักการสอบสวนคดีอาญา เพราะตามหลักการแล้ว การจะเปิดเผยเนื้อหาการสอบสวนได้นั้น คดีอาญาดังกล่าวจะต้องขึ้นสู่การพิสูจน์ในชั้นศาลเท่านั้น

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะต้องถูกพิจารณาเปิดเผยต่อหน้าจำเลย แต่เมื่อมีการนำเอาข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณะเช่นนี้ ก็เป็นการส่งผลเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม จึงมอบหมายให้กองกฎหมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันนำเอาเอกสาร และข้อมูลภายในสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยระบุพฤติการณ์ให้กับพนักงานสอบสวนตำรวจเพื่อไปตรวจสอบฐานความผิดที่เข้าข่าย ส่วนหากมีพฤติกรรมอื่นใดที่เข้าข่ายฐานความผิดอื่นเพิ่มเติม ก็จะเป็นหน้าที่ขยายผลตรวจสอบของพนักงานสอบสวนตำรวจกองบังคับการปราบปรามที่จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป อนึ่ง หากมีประเด็นรายละเอียดอื่นใดเพิ่มเติมที่พนักงานสอบสวนตำรวจต้องการ ทางดีเอสไอก็พร้อมให้ความร่วมมือ

โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ แจงอีกว่า เรายึดหลักความโปร่งใส โดยเฉพาะการแจ้งความดำเนินคดีเพื่อให้พนักงานสอบสวนตำรวจกองบังคับการปราบปรามได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และดูรายละเอียดพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลที่ได้มีการนำเอาข้อมูลและเอกสารภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษของดีเอสไอมาเปิดเผยต่อสาธารณะ และมีการนำไปเผยแพร่ในช่องทางใดอีก อย่างไรก็ตาม หลักการสอบสวนที่ตำรวจจะดูข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ มี 2 ส่วน คือ 1.เป็นเอกสารจริงหรือไม่ และ 2.หากเป็นเอกสารจริง เอกสารนั้นไปอยู่ในมือของกลุ่มบุคคลได้อย่างไร และการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานใดบ้าง หรือมีเจ้าหน้าที่ไปเอื้อหรือมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

เมื่อถามว่าสังคมจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าที่ดีเอสไอไปแจ้งความดำเนินคดีนั้น เป็นการดำเนินคดีเพื่อเตะตัดขาของกลุ่มบุคคลที่อยู่ระหว่างเปิดโปงพยานหลักฐานในสำนวนคดีฮั้ว สว. หรือไม่ เพราะใกล้วันที่ 28 ส.ค.69 ซึ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องมีการประชุมลงมติในคดีดังกล่าวแล้วนั้น โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ แจงว่า เรื่องการเปิดเผยสำนวนการสอบสวน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใด เมื่อไร มันถือเป็นเรื่องเสียหาย และส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งสิ้น และเราไม่สามารถเพิกเฉยได้ อีกทั้งเรายังยึดความโปร่งใส โดยให้หน่วยงานอื่นอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงแทน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า ความผิดเบื้องต้นที่กองกฎหมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการแจ้งความเอาผิด ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322 “ผู้ใดเปิดผนึกหรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไป เพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมายโทรเลขหรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ“, มาตรา 323 “ผู้ใดล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้อื่นโดยเหตุที่เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ โดยเหตุที่ประกอบอาชีพเป็นแพทย์ เภสัชกร คนจำหน่ายยา นางผดุงครรภ์ ผู้พยาบาล นักบวช หมอความ ทนายความ หรือผู้สอบบัญชีหรือโดยเหตุที่เป็นผู้ช่วยในการประกอบอาชีพนั้นแล้วเปิดเผยความลับนั้นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือผู้รับการศึกษาอบรมในอาชีพดังกล่าวในวรรคแรก เปิดเผยความลับของผู้อื่น อันตนได้ล่วงรู้หรือได้มาในการศึกษาอบรมนั้น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน” และมาตรา 164 “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ กระทำโดยประการใด ๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ“

กองปราบคนปล่อยสำนวนคดีดีเอสไอฮั้วสว.

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการ ไฟเขียวโยกย้าย 20 บิ๊ก มท. นั่ง รองปลัด-อธิบดี-ผู้ว่าฯ

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

25 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งประจำวันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569 ดังนี้

1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ผู้ครองตำแหน่งเดิมเกษียณอายุราชการ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 3 ราย ดังนี้

​1. นายประวิต เอราวรรณ์ ตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ (แทน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เกษียณอายุราชการ 1 ตุลาคม 2569)

2. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ​กระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (แทน นายประวิต เอราวรรณ์)

3. นายธนู ขวัญเดช ตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (แทน นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. เรื่อง การแต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง รองศาสตราจารย์ ธีระเดช เจียรสุขสกุล เป็นผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นวาระที่สอง

​​ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

3. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กระทรวงอุตสาหกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จำนวน 10 ราย เพื่อทดแทนประธานกรรมการและกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากขอลาออกทั้งคณะ ดังนี้ 1) นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล เป็นประธานกรรมการ กรรมการ ประกอบด้วย 2) พลอากาศเอก คงศักดิ์ จันทรโสภา 3) นางนันท์ฐิตา ศิริคุปต์ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) 4) นายมณเฑียร อินทร์น้อย 5) นายมนต์สังข์ ภู่ศิริวัฒน์ 6) นายยศพนต์ จันทร์สุขศรี 7) นายศิริวัฒน์ จิตตศิลป์ 8) นายเศรษฐรัชต์ เลือดสกุล 9) พลตำรวจโท อิทธิพล อิทธิสารรณชัย 10) ผู้ช่วยศาสตราจารย์อำนาจ จำรัสจรุงผล

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

4. เรื่อง การรับโอนข้าราชการมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ รับโอนนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ โดยให้การแต่งตั้งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

5. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักข่าวกรองแห่งชาติ) (สำนักนายกรัฐมนตรี)

​​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นายกิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

​​ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

​​ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ กระทรวงมหาดไทย

​​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ดังนี้

​​1. นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหาร ระดับต้น) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการปกครอง (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนระดับทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

​​2. ร้อยตำรวจเอก เขตรัฐ ชาญศิลป์ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดภูเก็ต ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคง (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป

​​ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

7. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ กระทรวงมหาดไทย

​​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง นายยงยุทธ ชื้นประเสริฐ ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (นิติกร) ระดับสูง) สำนักกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกฎหมาย (นิติกร ระดับทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

8. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง กระทรวงมหาดไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง กระทรวงมหาดไทย จำนวน 20 ราย ดังนี้

1. ให้นายจำเริญ แหวนเพ็ชร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุรินทร์ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

2. ให้นายรัฐพล นราดิศร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดเชียงใหม่ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

3. ให้นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครราชสีมา และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

4. ให้นางสาวอโรชา นันทมนตรี พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครปฐม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

5. ให้นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

6. ให้นายสมชาย ลีหล้าน้อย พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครศรีธรรมราช และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมที่ดิน

7. ให้นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

8. ให้นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมโยธาธิการและผังเมือง

9. ให้นายปิยะ ปิจนำ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดบุรีรัมย์ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

10. ให้นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดจันทบุรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดฉะเชิงเทรา

11. ให้นายทศพล เผื่อนอุดม พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดเชียงใหม่

12. ให้นางสาวฉัตรประอร นิยม พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดฉะเชิงเทรา และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดตราด

13. ให้นายภาสกร บุญญลักษม์ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดตาก

14. ให้นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุพรรณบุรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครราชสีมา

15. ให้นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดมหาสารคาม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครสวรรค์

16. ให้นายเอกวิทย์ มีเพียร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดปทุมธานี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดบุรีรัมย์

17. ให้นางสาวธนียา นัยพินิจ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพิจิตร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดปทุมธานี

18. ให้นายชาธิป รุจนเสรี พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกำแพงเพชร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสระแก้ว

19. ให้นายพิริยะ ฉันทดิลก พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดตราด และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุพรรณบุรี

20. ให้นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอุดรธานี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

9. เรื่อง คณะกรรมการต่างๆ ที่แต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี (กระทรวงกลาโหม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงกลาโหม เสนอขอปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการพิจารณาสิทธิกำลังพลปฏิบัติราชการพิเศษของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก โดยขอเพิ่ม “ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 หรือผู้แทน” เป็นกรรมการในคณะกรรมการดังกล่าว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

10. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้ง พลตำรวจตรี สุวิชาญ ญาณกิตติกุล เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านกฎหมาย) (ผู้แทนภาคเอกชน) ในคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ แทน นางสาวพิมพ์ภาวดี พหลโยธิน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) (ผู้แทนภาคเอกชน) เดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

11. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยเพิ่มเติม จำนวน 2 คน ดังนี้

1. พลตำรวจตรี ชาตรี สุขศิริ

2. นางสาวกรณิศ นพอมรบดี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

12. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอแต่งตั้ง นางสาวพุทธชาด วัฒนวิมลกร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยีระบบสารสนเทศ (นักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ) กองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

​​ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ข้าราชการ,คณะรัฐมนตรี,ครม,แต่งตั้ง,มติคณะรัฐมนตรี,

โฆษก กอ.รมน. แจง มทภ.4 ไม่ได้ฟันธง เหตุเผา อบต.เกี่ยวการเมือง เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกต ชี้งานการข่าวมี 2 ด้าน

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:30 น.

“โฆษก กอ.รมน.”แจง”มทภ.4” ไม่ได้ฟันธง เหตุเผา อบต.เกี่ยวการเมือง เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกต ชี้งานการข่าวมี 2 ด้าน “รุก และรับ” ส่วนเชิงลึก แบบรู้ข้อมูล 100% เป็นเรื่องยาก ขณะที่เหตุเฮลิคอปเตอร์ยิงวัยรุ่น ยังต้องพิสูจน์หลักฐาน ขอให้รอผลสืบสวน-นิติวิทยาศาสตร์ ที่ไม่โกหก และเป็นกลาง แม้อาจจะช้า แต่ต้องไม่จับผิดตัว หวั่นเสียมวลชน พร้อมขอความเป็นธรรมให้ จนท.รัฐ อย่ายอมให้ไปเข้าทางผู้ก่อเหตุ

25 สิงหาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และ พล.ต.ธรรมนูญ ไม้สนธิ์ โฆษกกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้น ซึ่งมีการเชื่อมโยงเหตุการณ์เผาที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลที่เกิดขึ้นว่า อาจจะเกิดจากฝ่ายการเมืองนั้น

โฆษก กอ.รมน.กล่าวว่า อยากให้สื่อมวลชนเข้าใจจากคำสัมภาษณ์ของแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นเพียงมุมมอง และข้อสังเกต ส่วนข้อเท็จจริงนั้น ต้องมีการนำพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งการอยู่ในพื้นที่ก็จะต้องมีการตั้งข้อสังเกตไว้หลาย ๆ เรื่อง โดยเรื่องการเมืองก็เป็นข้อสังเกตหนึ่ง แต่ไม่ได้บอกว่า ตรงนั้นคือ ข้อเท็จจริงว่า มีการสนับสนุน หรือเกี่ยวข้อง โดยส่วนใหญ่เนื้อหาที่แม่ทัพภาคที่ 4 ให้สัมภาษณ์ จะเป็นเพียงข้อสังเกต และข้อสันนิษฐานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในการสืบสวน และสอบสวนจริงๆ แล้ว ยังไม่สามารถตัดประเด็นใดประเด็นหนึ่งทิ้งได้ ส่วนกระบวนการที่ทำให้เป็นข้อเท็จจริงนั้น จะต้องผ่านการสืบสวนสอบสวน

โฆษก กอ.รมน.กล่าวอีกว่า ให้สังเกตดูว่า ทาง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ในการแถลงข่าวจะมีทั้ง 3 ฝ่ายมาร่วมแถลงข่าว เช่น ทหาร , ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ซึ่งต้องมีทั้ง 3 ส่วนดังกล่าว มาชี้แจงร่วมกัน

ส่วนจะมีการยกระดับในการดูแลพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในส่วนกองทัพบก จะต้องดูแลและครอบคลุมในเรื่องใดบ้าง พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ในส่วนของกองทัพบก ก็เป็นส่วนหนึ่งของ กอ.รมน.ในการสนับสนุนกำลังพล ซึ่งความจริงแล้วต้องเป็นทาง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ในการวางแผน และปรับไปตามสภาพแวดล้อม ซึ่งในปัจจุบันนี้อาจจะมีการเข้าใจว่า รูปแบบในการก่อเหตุ อาจจะไม่เหมือนกันในทุกครั้ง อย่างกรณีที่เกิดขึ้น จะมีการกระจายพื้นที่ในการก่อเหตุ โดยลักษณะการก่อเหตุ จะไม่ได้เน้นเป้าหมายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำยางรถยนต์มาเผาตามท้องถนน หรือจุดต่างๆ ซึ่งการก่อเหตุทุกครั้งประชาชนมักมาตำหนิทางเจ้าหน้าที่รัฐ จึงไปเข้าทางผู้ก่อเหตุ โดยปัจจุบันการก่อเหตุดังกล่าว มีประชาชนมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่มากขึ้น ซึ่งไม่เหมือนในอดีต

เมื่อถามว่า ในเรื่องของการข่าวจะมีการทบทวนหรือไม่ หลังวันนี้ผู้นำฝ่ายค้านฯ ได้ขอให้ภาครัฐมีการทบทวน เพื่อป้องกันเหตุมากขึ้น โฆษก กอ.รมน.กล่าวว่า ในมุมของการข่าวเชิงลึก หรือ การข่าว A1 ซึ่งเป็นระดับการรับรู้ถึงวัน และเวลาการก่อเหตุ ซึ่งต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ยาก แม้แต่ชาติมหาอำนาจ ก็ยังมีปัญหาการรับทราบข่าวเชิงลึกแบบ 100%

ส่วนการทำงานของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะแบ่งงานการข่าวเป็น 2 ระดับคือ การข่าวเชิงรุก และเชิงรับ ซึ่งงานการข่าวด้านเชิงรุกก็คือ การปิดล้อมตรวจค้น เป้าหมายต่างๆ ได้ เพราะเรามีงานด้านข่าวเรื่องของบุคคล ส่วนข่าวเชิงรับ เราต้องมีมวลชนเข้ามาช่วย ในการแจ้งข่าว ซึ่งตรงจุดนี้ กอ.รมน.ได้สร้างมวลชนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการทำมวลชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ถือว่า มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะงานการข่าวต่างได้มาจากมวลชน

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ในที่เกิดเหตุทำไมถึงไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ จึงอยากจะอธิบายให้เข้าใจว่า ในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ จะต้องมีการวิเคราะห์ พื้นที่เสี่ยง และพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจะเป็นภาพของฝ่ายปกครองเป็นหลัก ก็คือ ชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) ซึ่งจะอยู่ในพื้นที่ และจะทำงานร่วมกับมวลชนในการหาข่าวสาร ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทาง กอ.รมน.ต้องนำสถานการณ์ดังกล่าว มาวิเคราะห์ในงานด้านการข่าวเพิ่มมากขึ้น เพราะการก่อเหตุ เป็นการทำลายความเชื่อมั่นเจ้าหน้าที่รัฐ และต้องยอมรับว่า ทางกำลังพลของ กอ.รมน. ภาค 4 มีจำกัด ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงของการผลัดเปลี่ยนกำลัง ทำให้ผู้ก่อเหตุอาศัยช่วงจังหวะนี้ในการก่อเหตุ ซึ่งเรื่องนี้ทาง กอ.รมน.จะนำมาวิเคราะห์ และป้องกันช่องว่างในการก่อเหตุนี้

เมื่อถามว่า การข่าวเชิงรับ ต้องพึ่งพามวลชน ซึ่งได้รับความร่วมมือดีหรือไม่ โฆษก กอ.รมน.กล่าวว่า การเข้าไปในพื้นที่ต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ของหน่วยเฉพาะกิจสันติสุข (ฉก.สันติสุข) ได้เข้าไปในพื้นที่ แต่ยังไม่ได้เข้าไปเต็มตัว ซึ่งหลังเกิดเหตุ ก็ได้มาพูดคุย และได้ทำในส่วนต่าง ๆ ให้ลงพื้นที่ไปให้ครบ เพื่อช่วยในเรื่องของงานการข่าว โดยเราจะต้องสร้างความเข้มแข็งของมวลชนให้ไม่เกรงกลัวต่อฝ่ายตรงข้าม แต่อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถนำเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไปยืนอยู่ทุกจุด เพราะในทุกสมรภูมิของโลกนี้ ก็ต้องใช้มวลชนในการหาข่าว และแจ้งข่าว

เมื่อถามว่า ภาพที่ออกมากรณีเฮลิคอปเตอร์ ยิงใส่วัยรุ่น กลายเป็นดูเหมือนว่า ภาครัฐกำลังจะไปรังแกประชาชน อาจทำให้ประชาชนไม่กล้าที่จะให้ข้อมูล เพราะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น โฆษก กอ.รมน.กล่าวว่า เรื่องดังกล่าว เมื่อวานนี้หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (ฉก.นราธิวาส) ได้นำแพทย์ที่รักษาผู้บาดเจ็บมาแถลงข่าว ซึ่งจะเห็นว่า ทางการแพทย์ หรือวิทยาศาสตร์ การถูกยิงไม่ได้เกิดจากอาวุธทำลายล้างสูง หรืออาวุธสงคราม เป็นเพียงแค่กระสุนปืนขนาด 9 มม. หรือ .22 มม. และความเป็นจริงกระสุนปืน ที่เข้ามาถูกผู้ได้รับบาดเจ็บ ตามมุม 30 องศา ซึ่งให้ไปดูข้อเท็จจริงว่า เฮลิคอปเตอร์ สามารถบินในระดับ 30 องศาได้หรือไม่ แต่ทั้งนี้ตนไม่อยากชี้แจงด้วยความรู้สึก แต่เราจะเอาความจริงที่ทางแพทย์ออกมาชี้แจง จะได้รู้ว่า กระสุนปืนที่ใช้ ไม่ใช่กระสุนจากอาวุธปืนสงคราม ซึ่งหากไม่ใช่กระสุนดังกล่าว ก็สามารถตัดเจ้าหน้าที่รัฐออกไปได้เลย และจากผลนิติวิทยาศาสตร์มุมยิงของปืน รวมถึงร่องรอยกระสุนปืนที่เข้า และออก จะผิดไปจากกระสุนจากอาวุธปืนสงคราม ที่เข้ารูเล็ก แล้วออกรูใหญ่

โฆษก กอ.รมน.กล่าวอีกว่า การยิงปืนจากเฮลิคอปเตอร์ หากใครที่ยิงปืนเป็น จะรู้ว่า ยิงได้ยากมาก ไม่ว่าจะเป็นคนชำนาญปืนอะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะปืนที่ติดอยู่กับเฮลิคอปเตอร์ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะหากยิ่งไปแล้ว กระสุนปืนต้องตกลงมาด้านล่าง ทั้งนี้ตนขอให้รอผลจากนิติวิทยาศาสตร์ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด จะได้ทราบ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างต้องพูดด้วยข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบไฟลท์บิน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ เพราะการบินเฮลิคอปเตอร์ในเวลากลางคืนจะเป็นการบินลาดตระเวนเป็นหลัก จึงขอให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่บ้าง

อย่างไรก็ตามความคืบหน้าคดีอยู่ระหว่างการสอบสวน การรวบรวมพยานหลักฐาน และการเชิญบุคคลมาซักถาม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ทำงานทุกวัน ไม่ว่าจะดูจากพื้นที่เกิดเหตุ หรือการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ซึ่งตำรวจจะเก็บรายละเอียดทั้งหมด จึงอยากขอให้รอดูผลการสอบสวน อย่าเพิ่งไปคาดการณ์ต่าง ๆ นา ๆ เพราะการดำเนินการในแต่ละเรื่อง ต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน เพราะเราเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ

“การสืบสวนสอบสวน อาจจะช้าไปบ้าง แต่ไม่ผิดตัวจะดีกว่า เพราะหากไปจับกุมผิดตัวมาจะมีปัญหาต่อเนื่อง แทนที่จะได้มวลชน อาจจะเสียมวลชน ขอให้เชื่อมั่นในระบบนิติวิทยาศาสตร์ของเราว่า จะไม่โกหก และเป็นกลาง” โฆษก กอ.รมน.กล่าว

เมื่อถามว่า การก่อเหตุที่เกิดขึ้นมีการประเมินว่า เกิดจากการที่ภาครัฐไปกดดันจับกุมบุหรี่เถื่อน รวมถึงยาเสพติด ถือว่า ภาครัฐมาถูกทางแล้วหรือไม่ โฆษก กอ.รมน.กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเกิดมาจากเรื่องดังกล่าวก็ได้ หรืออาจจะเป็นภัยแทรกซ้อนอื่น

ส่วนมูลเหตุการจูงใจที่ให้ผู้ก่อเหตุออกมาก่อเหตุครั้งนี้ โฆษก กอ.รมน.มองว่า อย่างแรกก็คือ ช่องว่างของการปรับเปลี่ยนกำลัง และมีการฝึกผู้ก่อเหตุ วัยรุ่นขึ้นมาใหม่ เพื่อจะยกระดับให้เป็น RKK จึงได้เข้ามาเริ่มก่อเหตุ และชักจูงเพื่อจะเข้าเป็น RKK และเป็นเรื่องของการดิสเครดิตภาครัฐ ซึ่งขอยืนยันว่า การก่อเหตุดังกล่าว เป็นการก่อกวน ไม่ได้หวังต่อชีวิต และทรัพย์สิน เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 11 คน ซึ่งถือว่า มีแต่ผู้บาดเจ็บแต่ไม่มีผู้เสียชีวิต แสดงให้เห็นว่า ผู้ก่อเหตุได้ลดความรุนแรงลง เพราะหากผู้ก่อเหตุไปฆ่าผู้บริสุทธิ์ จะกลายเป็นผู้ก่อการร้าย แต่ถ้าทำต่อทรัพย์สิน และเจ้าหน้าที่รัฐจะเป็นผู้ก่อความไม่สงบ อย่างไรก็ตามการกระทำของผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ ได้กระทบต่อประชาชน ไม่ได้กระทบต่อภาครัฐ ขอยืนยันว่า สิ่งที่ผู้ก่อเหตุทำ มีผลกระทบโดยตรงต่อพี่น้องประชาชน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไฟฟ้า , ถนน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ผู้ก่อเหตุไปทำลาย

เมื่อถามว่า จะมีการพิจารณาเพิ่มกำลังพล ลงไปในพื้นที่หรือไม่ พล.ต. วินธัย กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ก่อเหตุได้กระทำ และแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นความไม่พอใจ ในเรื่องการเมือง หรือเรื่องอะไรก็ตาม นั่นเป็นเรื่องของแนวคิด ที่แสดงออกมา และการแสดงออกนั้น เป็นการแสดงออกโดยการใช้กำลัง และบางส่วนก็แสดงออกด้วยการสื่อสาร ซึ่งภาครัฐเห็นอยู่แล้ว หากจะให้เรามาฟันธงไปเลยว่า เกิดจากเหตุนั้น หรือเหตุนี้ คงยังพูดไม่ได้ แต่งานด้านการข่าว ได้เก็บรายละเอียดทั้งหมดไว้แล้ว ซึ่งความจริงแล้วภาพรวมของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่เรื่องของปัญหาการแบ่งแยกดินแดนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของภัยแทรกซ้อน ไม่ว่า จะเป็นธุรกิจผิดกฎหมาย หรือการเมือง ซึ่งทุกอย่างเป็นแบบนั้นหมด และรูปแบบของการปฏิบัติ จะเชื่อมโยงกันหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสาร

ทั้งนี้ ขอตั้งสังเกตว่า ลักษณะการก่อเหตุ มีลักษณะต่างคนต่างดำเนินการ ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ที่หลากหลาย บางทีอาจจะไม่ได้เชื่อมโยงกับการสั่งการก็ได้ หรืออาจจะมีการสั่งการก็ได้ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้งานด้านการข่าว สามารถนำมารวบรวมเป็นข้อมูลได้

พลตรีธรรมนูญไม้สนธิ์,กอรมน,มทภ4,เผาอบต,ชายแดนภาคใต้,

ปกรณ์ ลุยเออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ ถกสรุปผล-แนวทาง 27 ส.ค. ก่อนชง ครม. ย้อนพวกวิจารณ์ศึกษาเยอะแต่ไม่ทำ สุดท้ายต้องปัดฝุ่นทำเอง

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:20 น.

“ปกรณ์”จ่อถกสรุปผลฟังความคิดเห็น-แนวทางเออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ 27 ส.ค.นี้ ก่อนชง ครม. ย้อนพวกวิจารณ์ศึกษาเยอะแต่ไม่ทำเสียที สุดท้ายต้องนำสิ่งที่ติมาปัดฝุ่นลุยเอง พร้อมแก้กฎหมายลำดับรองหนุนภาคธุรกิจ ยันทำเร็วที่สุดหวังเข้า OECD ปี 72

25 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของราชการพลเรือน ภายหลังเปิดรับฟังความคิดเห็น ว่า วันที่ 27 ส.ค.นี้ จะมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปข้อรับฟังความคิดเห็นและแนวทาง จากนั้นจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งถือว่าการดำเนินการนี้ทำเร็วที่สุดแล้ว เพราะคนที่พูดเยอะๆ พูดมาหลายปีไม่เห็นทำ แต่พอตนพูดแล้วก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ ศึกษามาหนาเป็นศอกแต่ไม่ทำเสียที ซึ่งตนก็นำสิ่งที่เขาพูดมาทำ

เมื่อถามว่า ความคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายลำดับรองเพื่ออำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ จำนวน 58 เรื่อง ซึ่งมี 11 เรื่องที่สามารถดำเนินการได้ทันทีนั้น นายปกรณ์ กล่าวว่า 10 กว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น ซึ่งจะทยอยลงทีละเรื่อง และอยากให้ประชาชนเข้าไปช่วยการแสดงความคิดเห็น โดยตนทำในรูปแบบของตน เมื่อรับฟังความเห็นเสร็จ พอได้หลักการก็จะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จากนั้นจึงเข้าที่ประชุม ครม.

เมื่อถามว่า การดำเนินการทั้งหมดจะเอื้อต่อการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า มันคือการปรับโครงสร้างของประเทศ และเปลี่ยนวิธีคิดของภาครัฐจากเดิมที่เป็นผู้กำหนด ให้แต่ละฝ่ายร่วมคิด ซึ่งตรงกับหลักการของ OECD ที่การคิดอะไรต้องมีข้อมูลหลักฐานสนับสนุน ไม่อยากให้ยกขึ้นมาลอยๆ ซึ่งตนจะพยายามทำเต็มที่เพื่อเข้าสู่สมาชิก OECD ให้ได้ตามเป้าภายในปี 2572

ปกรณ์นิลประพันธ์,เออร์ลี่รีไทร์,ข้าราชการ,

รุทธพล ย้อนอดีตเคยจับพ่อ ทนายอั๋น คดีค้ายา ลั่นทำไปตามหน้าที่ ติงเลิกใช้คำไม่สุภาพ

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:10 น.

รุทธพล ย้อนอดีตเคยจับพ่อ ทนายอั๋น คดีค้ายา ลั่นทำไปตามหน้าที่ ติงเลิกใช้คำไม่สุภาพ เช่นไอ้หอกหัก ย้อนถ้าโดนถ้ามีคนมาด่าลูกไอ้ขี้คุก จะเป็นอย่างไง

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 09.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีภัทรพงค์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เรียกร้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้หยุดดองคดีที่ดินเขากระโดงว่า คงไม่ใช่ อย่างไรก็ตาม คดีเขากระโดงเกิดขึ้นก่อนที่ตนจะรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ผ่านมา หากยื่นหนังสือผ่านดีเอสไอโดยไม่ผ่านทางกระทรวง ซึ่งตนไม่ทราบ แต่หากตนทราบเรื่อง ก็จะกำชับให้ดีเอสไอเร่งดำเนินการ

เมื่อถามว่าทนายอั๋นมีความขัดแย้งอะไรกับรัฐมนตรีหรือไม่ พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า ไม่มี แต่หากเป็นในอดีตเมื่อนานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ตนรับราชการตำรวจ เคยจับพ่อทนายอั๋นและเพื่อนครูเกี่ยวกับยาเสพติด ตั้งแต่ปี 2541 ซึ่งศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และก็ทราบว่าแม่ทนายอั๋นถูกจับในพื้นที่อื่น จำคุก 25 ปี ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีเรื่องส่วนตัวเลย ซึ่งขณะนั้นตนเป็นตำรวจอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ และไม่ทราบว่าเหตุใดทนายอั๋นจึงมาพูดทำร้ายตนว่าไม่รู้เรื่องและไม่สนใจเรื่องคดีเขากระโดง ดังนั้นขอยืนยันว่า งานในกระทรวงทำตามระบบ หากมีการเร่งรัดมาที่ตัว ก็จะดำเนินการอยู่แล้ว

“ระหว่างที่ทนายอั๋นไปยื่นเรื่องคดีเขากระโดงที่ดีเอสไอ มีการพูดจาที่ไม่เหมาะสม จะพูดถึงใครก็จะต้องมี #ไอ้หอกหัก ผมคิดว่าไม่สุภาพ ผมยกตัวอย่าง ถ้าทนายอั๋นทำ มีคน #ทนายอั๋นลูกไอ้ขี้คุก อย่างนี้ ผมก็คิดว่าเขาก็คงไม่สบายใจ ซึ่งผมไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้น กลัวว่าจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชน ซึ่งผมไม่สนับสนุนเลย จึงอยากให้สื่อสารกันดี ๆ หากทวงถาม ผมก็ดำเนินการให้ตามกฎหมายอยู่แล้ว จะให้พูดอีกกี่ครั้ง ก็จะบอกว่าหน่วยงานกำลังดำเนินการอยู่”

พล.ต.ท. รุทธพล ยังกล่าวอีกว่า ทนายอั๋นเคยระบุว่าตนคือแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตนอยากให้ไปเรียนรู้ระบบงานและระบบหนังสือของกระทรวงก่อน เวลาที่เป็นจริงจะได้ไม่โชว์โง่ ให้พี่น้องสื่อมวลชนและสังคมทราบ

คดีเขากระโดงทนายอั๋นระบบราชการรัฐมนตรี

นายกฯ แจงโยกย้าย ‘เลขาฯ สมช.’ ยันเลือกคนเหมาะสมกับงาน ปัดข่าว ฮ.ยิงใส่ประชาชน แม่ทัพภาค 4 ยืนยันแล้ว

25 สิงหาคม 2569 เวลา 13:47 น.

“นายกฯ”แจงโยกย้ายตำแหน่งเลขาฯ สมช. ยันเลือกคนเหมาะสมกับงาน ไม่ตอบเรื่องขอตัว เสธ.ทบ. จาก ผบ.ทบ. พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวเฮลิคอปเตอร์ยิงใส่ประชาชน ย้ำแม่ทัพภาค 4 ยืนยันแล้วไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าว

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 12.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการทาบทามพล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ให้มานั่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แทนนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. เพื่อมาดูเรื่องสถานการณ์ภาคใต้โดยเฉพาะใช่หรือไม่ ว่า ทุกอย่างอยู่ในฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายคนไหนที่เหมาะสมกับงานตรงไหน เราก็พยายามให้ไปอยู่ในงานที่เขาเหมาะสมและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เรื่องนี้ไม่มีอะไร

เมื่อถามว่าได้ทาบทามขอตัวพล.อ. ชัยพฤกษ์ จากพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้มาช่วยงานใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ตอบคำถาม

เมื่อถามถึงกรณีบางฝ่ายเรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้เฮลิคอปเตอร์ยิงใส่ประชาชน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ไม่มีครับ ไม่มี ” พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันว่าไม่มี

กระทรวงมหาดไทยอนุทิน ชาญวีรกูลเลขาฯ สมช.

ไทยก้าวสู่อีกขั้นด้านความมั่นคงวัคซีน อย. รับรอง HPV 9 สายพันธุ์- Botulinum Antitoxin ผลิตเองครั้งแรก

25 สิงหาคม 2569 เวลา 13:28 น.

ไทยก้าวสู่อีกขั้นด้านความมั่นคงวัคซีน อย. ขึ้นทะเบียนวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ – Botulinum Antitoxin หนุนไทยสู่ศูนย์กลางวัคซีนอาเซียน

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 09.45 น. ที่บริเวณโถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์แสดงผลสัมฤทธิ์ในการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตวัคซีนของประเทศไทย ภายใต้การดำเนินงานเพื่อความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศและภูมิภาคอาเซียน โดยสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข

นายกรัฐมนตรีได้รับฟังวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนความสำเร็จก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตวัคซีนและชีววัตถุ เพื่อขับเคลื่อนความมั่นคงด้านวัคซีนทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ 1.) โครงการความร่วมมือรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) ชนิด 9 สายพันธุ์ ได้รับทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 และ 2.) โครงการวิจัย พัฒนาผลิตผลิตภัณฑ์ Botulinum Antitoxin ซึ่งเป็นโครงการที่สถาบันผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ได้รับทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569

สำหรับวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ สถาบันวัคซีนแห่งชาติขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับบริษัท INNOVAX ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต (ปี 2567–2569) โดยบริษัทฯ ได้จัดส่งวัคซีน HPV 2 สายพันธุ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 ในปริมาณ 800,000 โดสต่อปี ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถจัดหาวัคซีนสำหรับเด็กที่มีสิทธิ์แต่ยังไม่ได้รับวัคซีนได้ครอบคลุม 3 ปีการศึกษา หรือประมาณ 1.2 ล้านคน ขณะที่เซรุ่มโบทูลินัม (TRCS BOTULINUM ANTITOXIN) ได้ร่วมกับสถานเสาวภา สภากาชาดไทย พัฒนาจนผลิตชนิด Bivalent (AB) ได้เองเป็นครั้งแรกของไทยและอาเซียน ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า เพิ่มความพร้อมรองรับภาวะฉุกเฉินและเป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์สำรอง Botulinum Antitoxin ระดับภูมิภาค เพื่อสนับสนุนประเทศสมาชิกอาเซียนและภูมิภาคใกล้เคียงในอนาคต

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมบูธสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยบริหารจัดการทุนของประเทศ (Program Management Unit: PMU) ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ตั้งแต่ปี 2565 มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยพัฒนาวัคซีนและชีววัตถุสำคัญตั้งแต่ต้นน้ำ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต เพื่อสร้างความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองด้านวัคซีน ให้ประเทศไทยมีวัคซีนเพียงพอสำหรับประชาชนทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน สอดคล้องกับเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางความมั่นคงด้านวัคซีนของอาเซียน

HPV 9 สายพันธุ์ทำเนียบรัฐบาลวัคซีนวัคซีนแห่งชาติ

อนุทิน เผยหลังถกความมั่นคงสางไฟใต้ เป็นไปด้วยดี รอมีมาตรการออกมา

25 สิงหาคม 2569 เวลา 13:05 น.

นายกฯเผยถกความมั่นคงสางไฟใต้เป็นไปด้วยดี รอมีมาตรการออกมา ขณะที่รมต.ลาประชุม 3 คน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)โดยผู้สื่อข่าวถามถึงการหารือกับหน่วยงานด้านความมั่นคง เกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร นายกฯตอบว่า ก็ดี

เมื่อถามว่าจะมีแนวทางมาตรการออกมาหรือไม่นายกฯกล่าวว่า “ใช่ครับ”

เมื่อถามต่อว่าวันเดียวกันนี้ จะมีการนำเรื่องสถานการณ์ภาคใต้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหรือไม่ นายกฯไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีรัฐมนตรีลาประชุม 3 คน คือ

1.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว. ต่างประเทศ

2.นายนิกร โสมกลาง รมว. พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

3.นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช. ศึกษาธิการ

อนุทินไฟใต้

ครม.โยกย้ายล็อตใหญ่ 20 บิ๊กมหาดไทย รองเซมเบ้ ผงาดอธิบดีปภ. ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ นั่งอธิบดีสถ.

25 สิงหาคม 2569 เวลา 12:55 น.

ครม. ไฟเขียวแต่งตั้งโยกย้าย ‘บิ๊กมหาดไทย’ ล็อตใหญ่ 20 ตำแหน่ง ด้าน ‘เซมเบ้’ ผงาด อธิบดี ปภ. ด้าน ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ นั่ง อธิบดี สถ. ผู้ว่าฯเมืองคอน ขึ้นอธิบดีกรมที่ดิน

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง สังกัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง จำนวน 20 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียนและทดแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.69 เป็นต้นไป

ซึ่งการแต่งตั้งโยกย้ายในครั้งนี้ครอบคลุมตำแหน่งระดับ รองปลัดกระทรวง, อธิบดีกรม, ผู้ตรวจราชการกระทรวง และผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมีรายชื่อสำคัญดังนี้

1. ระดับรองปลัดกระทรวงมหาดไทย (4 ราย)

1.นายจำเริญ แหวนเพ็ชร จาก ผวจ.สุรินทร์ ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย

2.นายนัฐพล นราดิศร จาก ผวจ.เชียงใหม่ ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย

3.นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ จาก ผวจ.นครราชสีมา ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย

4.น.ส.อโรชา นันทมนตรี จาก ผวจ.นครปฐม ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย

2. ระดับอธิบดีกรม และผู้ตรวจราชการกระทรวง (5 ราย)

1.นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผลจากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย

2.นายสมชาย ลีหล้าน้อย จาก ผวจ.นครศรีธรรมราช ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมที่ดิน

3.นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร จาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

4.นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์จาก อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง

5.นายปิยะ ปิจนำ จาก ผวจ.บุรีรัมย์ ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

3. ระดับผู้ว่าราชการจังหวัด (11 ราย) ประกอบด้วย

1.นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ จาก ผวจ.จันทบุรี ย้ายไปเป็น ผวจ.ฉะเชิงเทรา

2.นายทศพล เผื่อนอุดม จากผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.เชียงใหม่

3.น.ส.ฉัตรประอร นิยม จาก ผวจ.ฉะเชิงเทรา ย้ายไปเป็น ผวจ.ตราด

4.นายภาสกร บุญญลักษม์ จากรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.ตาก

5.นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร จาก ผวจ.สุพรรณบุรี ย้ายไปเป็น ผวจ.นครราชสีมา

6.นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ จาก ผวจ.มหาสารคาม ย้ายไปเป็นผวจ.นครสวรรค์

7.นายเอกวิทย์ มีเพียร จาก ผวจ.ปทุมธานี ย้ายไปเป็น ผวจ.บุรีรัมย์

8.น.ส.ธนียา นัยพินิจ จาก ผวจ.พิจิตร ย้ายไปเป็น ผวจ.ปทุมธานี

9.นายชาธิป รุจนเสรี จาก ผวจ.กำแพงเพชร ย้ายไปเป็น ผวจ.สระแก้ว

10.นายพิริยะ ฉันทดิลก จาก ผวจ.ตราด ย้ายไปเป็น ผวจ.สุพรรณบุรี

11.นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม จาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.อุดรธานี

กระทรวงมหาดไทยสิงห์คลองหลอดอธิบดี ปภโยกย้ายมหาดไทย

ครม.ไฟเขียว ตั้ง กิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ นั่งผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติคนใหม่

25 สิงหาคม 2569 เวลา 12:47 น.

ครม.ไฟเขียว ตั้ง“กิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ ”นั่งผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติคนใหม่

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งนาย กิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) นั่งผู้อำนวยการสขช.คนใหม่ แทนนาย ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการ สขช.ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของนายฐนัตถ์ แม้จะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่จะยังทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

กิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ครมผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติสำนักข่าวกรองแห่งชาติ