ด่วน! ครม.โยก ฉัตรชัย บางชวด พ้นเลขา สมช. นั่งปลัดสำนักนายกฯ คนใหม่

25 สิงหาคม 2569 เวลา 12:21 น.

ครม. โยก “ฉัตรชัย” จากเลขาฯสมช. นั่งปลัดสำนักนายกฯ คนใหม่

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้งนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้ดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แทนนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ทั้งนี้ นายฉัตรชัย ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. เมื่อปี 67 ปัจจุบันเหลืออายุราชการอีก 1 ปี โดยจะเกษียณอายุราชการในปี 70

ฉัตรชัย บางชวดเลขา สมช.

ศิริกัญญา จี้จับตา เงินกู้ 4 แสนล้านไร้แผนชัด รักชนก ตั้งข้อสังเกตล็อกสเปกโซลาร์เซลล์ เอื้อผู้รับเหมาเก่า

25 สิงหาคม 2569 เวลา 12:05 น.

‘ศิริกัญญา’ จี้จับตาเงินกู้ 4 แสนล้าน ชี้ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงานไร้แผนชัด ด้าน ‘ศุภโชติ’ แฉโครงการไม่ตรงปก-ไม่มีเนื้อ หวั่นเป็นช่องผันเงินสู่ทุจริต อัดโฆษณาไว้ก่อนคิดโครงการทีหลัง ขณะที่ ‘รักชนก’ ตั้งข้อสังเกตล็อกสเปกโซลาร์เซลล์ เอื้อผู้รับเหมารายเก่า

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา พรรคประชาชน ถึงวาระการพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในช่วงเปิดประชุมสภาฯ ว่า พ.ร.ก.เงินกู้กำลังจะเข้าสู่สภาฯ เพื่อให้ความเห็นชอบเราติดตามเรื่องนี้หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมา ตุลาการเสียงข้างมากเห็นว่าคำร้องของพรรคฝ่ายค้านที่ได้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เงิน 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่สามารถที่จะออกเป็น พ.ร.ก.ได้ เป็นการออก พ.ร.ก.โดยไม่ชอบ ซึ่งหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา ซึ่งพบว่ามีความน่าสนใจหลายอย่าง โดยมีการระบุคำชี้แจงพยานที่เป็นผู้เชียวชาญด้านกฎหมายการคลัง 3 คน และผู้เชียวชาญด้านการคลัง 1 คน ซึ่งหลายคนเห็นตรงกันในหลายประเด็นโดยเฉพาะเรื่องแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานใน 2 แสนล้านบาทหลังไม่ปรากฎแผนงานที่เป็นรูปธรรมที่จะทำให้เชื่อได้ว่าจะสามารถลดผลกระทบวิกฤตพลังงานนี้ได้

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางในเรื่องของนิยามคำว่าความมั่นคงด้านเศรษฐกิจว่าได้สัดส่วนหรือไม่ อย่างไรกับความจำเป็นที่จะต้องออกเป็นพ.ร.ก. และทำเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งเป็นการเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยระยะเวลากลางและระยะยาว รวมถึงมีการพูดเรื่องวินัยการเงินการคลัง เพราะการกู้ในครั้งนี้จะไปกระทบกับหนี้สาธารณะที่กำลังจะไปชนกับกรอบวินัยการเงินการคลังที่ได้กำหนดไว้ จากคำชี้แจงของผู้เชิญชาญเป็นไปในทิศทางเดียวกับคำร้องของพรรครวมฝ่ายค้าน และเป็นไปในทางเดียวกับคำวินิจฉัยส่วนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ หลังจากที่เราได้ติดตาม การคิดเรื่องแผนงานของโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาลเราพบความไม่ชอบมาพากลในหลายเรื่อง เช่นกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการให้แคตตาล็อกและอาจจะมีการล็อกรหัส สินค้าในบางประเภทเพื่อให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างแบบล็อกสเปกไปที่เจ้าใดเจ้าหนึ่ง

ด้านนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้จ่ายตามพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จากการที่เราติดตามกันมา มองว่ามีปัญหาตั้งแต่กระบวนการทำคำของบเงินกู้ก้อนนี้แล้ว เพราะเป็นการให้หน่วยงานต่างๆ ทำโครงการขอเข้ามา และโครงการเหล่านั้นจะเข้ามาสู่การกลั่นกรองของคณะกรรมการกลั่นกรอง แทนที่จะมีแผนลงมาก่อนว่าเราจะเดินการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปในทิศทางไหน ที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดตัวชี้วัด 2 แสนล้านบาท ที่เราไม่รู้เลยว่าเป็นอย่างไร และอนาคตของประเทศหลังจากที่ใช้เงินหมดแล้วจะเป็นอย่างไร เราสามารถประหยัดพลังงานและใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพได้มากขึ้นแค่ไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่ปัจจุบันรัฐบาลยังไม่ได้ตอบคำถามให้กับพี่น้องประชาชนรู้เลย ทำให้ที่ผ่านมาเราเห็นโครงการที่ไม่ตรงปกและโครงการที่ไม่มีเนื้อ

นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการที่ไม่ตรงปกเช่น โครงการสินเชื่อนโยบายติดตั้งโซลาร์เซลล์ 1 ล้านครัวเรือน ที่นายเอกนิติ นิติฑัณประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยพูดเอาไว้ แต่จากการประชุมกมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ล่าสุดที่ผ่านมาเราได้มีการเชิญหน่วยงาน เช่น การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายทั้งสองการเข้ามาชี้แจง โดยทั้งสองการไฟฟ้าชี้แจงตรงกันว่า 1 ล้านเรือนนั้นเป็นตัวเลขที่เป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน เนื่องจากติดข้อจำกัดทางด้านเทคนิคคือโครงข่ายไฟฟ้าของเรามีศักยภาพไม่มากพอ หรือแม้แต่กำลังการผลิตติดตั้งที่มีการกำหนดไว้ว่า จะติดตั้งขั้นต่ำ 5 กิโลวัตต์ต่อหลังคาเรือน แต่ทางสองการไฟฟ้าได้มีการชี้แจงไว้ว่าตัวเลขนี้ก็ยังไม่นิ่ง โดยตัวเลขดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะจะส่งผลต่อประชาชนที่ได้รับผลประโยชน์ของนโยบายนี้

นายศุภโชติ กล่าวอีกว่า รวมถึงเงินอุดหนุนที่มีตามหน้าข่าวมีการปรากฏว่า จะมีการสนับสนุนเงิน 5 หมื่นบาทต่อราย ซึ่งก็ยังเป็นตัวเลขที่ไม่นิ่งอยู่เช่นเดียวกันและอาจจะมีการลดลงไปเหลือ 3 หมื่นบาทต่อราย ขณะที่แพ็กเกจพ่วงอย่างการผ่อนผ่านบิลค่าไฟ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ออกมาชี้แจงว่าประชาชนจะสามารถผ่อนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ผ่านบิลค่าไฟได้ สามารถหักเงินได้อัตโนมัติเงินที่ประหยัดในแต่ละบิลจะถูกนำไปจ่ายค่าติดตั้งโซลาร์ได้โดยตรง การไฟฟ้าก็ชี้แจงเช่นเดียวกันว่าไม่สามารถทำได้ภายใต้กรอบกฎเกณฑ์ในปัจจุบันเพราะการไฟฟ้าไม่สามารถนำเงินไปจ่ายกับธนาคารได้โดยตรง

นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เรามองว่าโครงการที่เกิดขึ้นในด้านพลังงานนี้เป็นโครงการที่ค่อนข้างจะฉาบฉวยและมองว่าโครงการ 2 แสนล้านบาทนี้ หากนำไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางด้านพลังงานจะทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศในระยะยาวมากกว่า ส่วนโครงการที่ไม่ตรงปกคือโครงการของกระทรวงคมนาคมที่มีการตั้งงบประมาณว่าจะมีการเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถอีวีถึง 4 พันล้านบาท ซึ่งตอนแรกนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มีการตั้งเป้าว่าจะมีการเปลี่ยนรถสาธารณะ 8 หมื่นคัน ครอบคลุมประเภทรถ 7 ประเภท แต่ต่อมานายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ออกมาบอกว่า กำลังอัปเดตและหารือกับกระทรวงการคลังอยู่ และล่าสุดที่มีการชี้แจงใน กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ ตอนนี้กรมสองส่งทางบกได้มีการเน้นย้ำว่ารถ 7 ประเภทอาจจะเหลือแค่แท็กซี่เท่านั้น เพราะมีวิธีการจัดการที่ค่อนข้างง่ายกว่ารถประเภทอื่น

“ซึ่งจะเห็นได้ว่าโครงการดังกล่าวค่อนข้างจะไม่ตรงปก ที่ตอนแรกมีการเสนอไว้อย่างหนึ่ง แต่ปัจจุบันหลายหลายอย่างติดข้อจำกัดมากมาย เหมือนรัฐบาลมีการเตรียมความพร้อมและทำการบ้านไม่มากเพียงพอ ตั้งโครงการมา โฆษณาไปก่อนแล้วค่อยมาหาวิธีการกัน” นายศุภโชติ กล่าว

นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า ส่วนอีกโครงการที่ตนคิดว่าไม่มีเนื้อ เพราะไม่ค่อยมีรายละเอียดเท่าไหร่ ยิ่งเราถาม ก็ยิ่งตอบคำถามไม่ได้ เช่นโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยตามหน้าข่าวเราจะเห็นว่ามีการจัดทำคำของบก้อนนี้ไปประมาณ 6 หมื่นกว่าล้านบาท เช่น กรมชลประทานที่มีการเสนอแผนงานว่าจะพัฒนาโครงการแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตทางด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ โดยมีการตั้งของบไว้ 2 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อมีการสอบถามในห้องกมธ. ก็พบว่าไม่มีรายละเอียดและจะเป็นซื้อปั๊มน้ำ และติดตั้งโซลาร์เซลล์เท่านั้น

“เรากังวลว่ามีการทุจริตผ่านการจัดซื้อจัดจ้างในอนาคตไม่ว่าจะเป็นโครงการที่ไม่ตรงปกหรือไม่มีเนื้อสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นและเป็นกระบวนการที่ที่อาจจะเป็นกลไกผันเงิน 2 แสนล้านบาทนี้ไปสู่กระบวนการทุจริตคอร์รัปชัน” นายศุภโชติ กล่าว

ขณะที่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้จ่ายตามพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า หลังจากที่มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมา ก็ยังไม่ได้มีการนัดประชุม กมธ.ฯ อีก โดยนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน กมธ.ฯ ได้บอกว่าต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญส่งคำพิพากษาไปให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้มีการนัดประชุม จึงตั้งข้อสังเกตว่าท่านไม่อยากที่จะมาพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างจริงจังหรือไม่ สุดท้ายทำให้ต้องมีการบรรจุระเบียบวาระเข้าสู่กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ และไม่มั่นใจว่ารัฐบาลอยากประชุมร่วมกับเราเมื่อไหร่ หากเปิดสมัยประชุมแล้วจะต้องมีการพูดคุยกันอย่างจริงจังว่าจะมีการประชุมเกิดขึ้นหรือไม่

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ใน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ส่วนของ 2 แสนล้านหลังมีคีย์เวิร์ดโซลาร์เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน จึงตั้งข้อสังเกตว่า เป็นคีย์เวิร์ดแห่งยุคสมัยนี้ ขณะเดียวกันเรื่องงบกลางที่อนุมัติให้กรมน้ำบาดาลดำเนินการ 6.5 พันล้านบาท ก็มีคีย์เวิร์ดโซลาปั๊มเช่นเดียวกัน ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่าจะต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างและมีผู้รับเหมา

”หากสมมติว่าของจัดซื้อจัดจ้างมีมูลค่าหลาย 1 หมื่นล้านบาท หรือ 1 แสนล้าน หากไม่ได้เตรียมเอาไว้ก่อนผู้รับเหมาหรือคนที่ขายของที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าประเภทนี้ ไม่รู้ก่อนก็จะเตรียมทันได้อย่างไร ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้เป็นเรือโนอาห์ ที่จะพาผู้รับเหมาของเครือข่ายสีน้ำเงิน หรือ สส. เครือข่ายสีน้ำเงินแบ่งกันกินแบ่งกันใช้หรือไม่“ น.สรักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สิ่งที่รับทราบจากข้าราชการ ซึ่งมีความกังวลว่าจะต้องติดร่างแหรับผิดชอบหากเกิดปัญหาหรือไม่ และแจ้งมาว่าเริ่มมีการของบประมาณในโครงการเข้ามาแล้ว จากท้องถิ่น แม้หน้าตาโครงการมาแล้ว แต่ละหลักเกณฑ์ยังไม่มีความชัดเจน ส่วนเงินส่วนใหญ่ที่นำไปจัดซื้อจัดจ้างแผงโซลาร์เซลล์หรือโซลาร์ปั้ม ทางกมธ.ติดตามงบฯ ได้ขอหนังสือไปยังหน่วยงานเพื่อนำมาพิจารณาว่า
มอก. เดิมมีกี่เจ้า และช่วงที่มีงบพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีหน่วยงานยื่นขออุปกรณ์โซลาร์เซลล์กี่เจ้า

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า หากไม่มีเจ้าใหม่มาขอในช่วงระยะเวลานี้ อาจหมายความว่าคนที่เป็นเจ้าเก่าที่ได้ มอก.อยู่ รับเละ หรือหมายถึงรับประโยชน์มหาศาล ซึ่งอาจทำให้เชื่อว่าเป็นการล็อกสเป็กให้เจ้าเก่า หากมี 2-3 เจ้าได้รับ มอก.ใหม่ ในช่วงเหล่านี้หรือฟาสแทรกกระบวนการต่างๆอย่างรวดเร็วก็เป็นที่สังเกตได้ว่าอาจจะเป็นเจ้าใหม่ที่เข้ามารับทรัพย์หรือไม่ อย่างไร ทำเรื่องขอข้อมูลไปแล้วรอข้อมูลที่จะส่งกลับมา

พรรคประชาชนพลังงานรักชนกศิริกัญญา

คุก 1 ปี 6 เดือน ‘นัท ธีรเมธ’ คดี ม.112 รอลงอาญา 2 ปี

25 สิงหาคม 2569 เวลา 11:00 น.

วันนี้ 25 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์เฟซบุ๊กกรณี นัท ธีรเมธ เกี่ยวกับ คดี ม.112 ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “คดี ม.112 ของ “นัท ธีรเมธ” กรณีโพสต์คลิป Tiktok จำคุก 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี”

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

หลังจากที่โพสต์ของ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ส้ม=สวิงกิ้ง”

“ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี”

“สม ปากบอกปกป้องแต่การกระทำมันไม่ใช่”

แชต

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, tlhr2014.com

นัท ธีรเมธม.112เด็กพิเศษ

พรรคประชาชน ประณามเหตุรุนแรงภาคใต้ ชง 5 ข้อรัฐทบทวนระบบข่าวกรอง-ความมั่นคง

25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:57 น.

พรรคประชาชน ประณามคนก่อเหตุรุนแรงภาคใต้ ชง 5 ข้อรัฐทบทวนระบบข่าวกรอง – ความมั่นคง นำสู่การป้องกันเหตุ ควบคู่การเจรจาสันติภาพ ‘เท้ง’ ย้ำเป็นหน้าที่รัฐให้ข้อมูลจริง หลังเจอวิจารย์ สส.พรรค พูดเบี่ยงประเด็น เจ้าหน้าที่รัฐยิงวัยรุ่น

วันที่25 สิงหาคม 2569  ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงหลังการประชุมครม.เงา ถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า สืบเนื่องมาจากวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมา คืนเดียว มีเหตุระเบิดและวางเพลิงรวมกัน 51 จุด และยังมีเหตุการณ์ต่อเนื่องหลังจากวันนั้นด้วย ตนและพรรคประชาชน ขอประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากผู้ก่อความไม่สงบ

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถึง 51 จุด รวมถึงตลอดช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีการใช้งบประมาณกว่า 7 แสนล้านบาทในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้นพรรคประชาชนคิดจึงมีข้อเสนอ 5 ข้อที่อยากให้ฝ่ายรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงกลับไปทบทวนคือ 1. ระบบข่าวกรองซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันเหตุ จะต้องเปลี่ยนจากระบบข่าวกรองในเชิงรับรู้เหตุการณ์ ไปสู่การป้องกันเหตุ คือรับรู้ วิเคราะห์ ประเมินความเสี่ยง แลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงานและส่งถึงเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อนำไปใช้ในการป้องกันเหตุและการท่วงที 2. ระบบข่าวกรองต้องสร้างความไว้วางใจจากประชาชนให้ได้ เพราะการข่าวจากชุมชนและประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงต้องสร้างความมั่นใจจากภาครัฐว่า ให้ข้อมูลข่าวสารแล้วจะต้องมีความปลอดภัย เราจึงต้องทำงานร่วมกับผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักการเมืองท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ

3. ต้องทำให้หน่วยงานความมั่นคงมีการแลกเปลี่ยน ข้อมูลระหว่างกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งหน่วยงานทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ฝ่ายข่าวกรอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราต้องทำให้ข้อมูลความมั่นคงถูกแลกเปลี่ยนและนำมาใช้ร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ 4.การข่าวชายแดนต้องเชื่อมโยงกับการสร้างความร่วมมือกับเพื่อนบ้านกับต่างประเทศ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวระหว่างบุคคล เครือข่าย การเคลื่อนไหวและเส้นทางที่อาจเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุข้ามพรมแดน และ 5. การพูดคุยสันติภาพต้อง ควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในพื้นที่ รัฐบาลต้องทำให้ช่องทางการพูดคุยเรื่องนี้มีความต่อเนื่อง มีเป้าหมายที่ชัดเจน สามารถพูดถึงต้นเหตุของการเมือง ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงไปตรงมา เปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้เสียในชายแดนภาคใต้มีส่วนร่วม ไม่ปล่อยให้กระบวนการสันติภาพเป็นแค่เรื่องของรัฐบาลกับคู่เจรจาแค่สองฝ่าย ที่สำคัญการพูดคุยไม่ใช่การให้ความชอบธรรมกับการก่อเหตุ ในทางตรงกันข้าม การพูดคุยเป็นกระบวนการทางการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง คือทำให้การใช้เหตุความรุนแรงมีความเบาบางลง ไม่ใช่ว่าการใช้กำลังจะเป็นช่องทางเดียวในการแก้ไขปัญหา

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการใช้กฎหมายพิเศษรัฐบาลควรมีการประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของการใช้มาตรการอย่างต่อเนื่องและกำหนดเงื่อนไขอย่างชัดเจนในการปรับระดับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ ย้ำว่าเหตุการณ์ 51 จุดในคืนเดียวไม่ควรนำไปสู่คำตอบที่ว่ารัฐบาลจะต้องเพิ่มกำลังทหาร จะต้องเพิ่มการใช้อำนาจพิเศษจะต้องเพิ่มด่านตรวจเพียงอย่างเดียว แต่เรื่องการทบทวนระบบความมั่นคงทั้งระบบที่หมายถึงระบบข่าวกรองการวิเคราะห์การประเมินสถานการณ์การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานการทำงานร่วมกับประชาชนและชุมชนตลอดจนการทำงานร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านนั้นจึงเป็นส่วนสำคัญเช่นเดียวกัน พรรคประชาชนเชื่อว่าความมั่นคงที่ยั่งยืนต้องไม่วัดจากกำลังพลหรือจำนวนเจ้าหน้าที่อย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถของรัฐในการป้องกันเหตุ ความไว้วางใจ ที่ประชาชนมีต่อรัฐและความสามารถในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยกระบวนการทางการเมืองและสันติวิธีเช่นเดียวกัน

เมื่อถามว่าขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ว่ามีสส.ของพรรคประชาชน พูดถึงการ เจ้าหน้าที่ทำกับประชาชนเพื่อเบี่ยงเบนการกระทำของผู้ก่อเหตุ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกับประชาชน ซึ่งหนึ่งใน 5 ข้อที่เราส่งข้อเสนอให้รัฐบาลทบทวนวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้นั้นคือการสร้างความเชื่อมั่น ความเชื่อใจจากประชาชนในพื้นที่ ตนเชื่อว่าการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเท่านั้นที่จะนำมาสู่ผลที่จะได้ดังกล่าว ดังนั้นตนจึงไม่ได้ลงไปในรายละเอียดว่า ตกลงแล้วเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร เพราะตนก็ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ จึงอยากให้รัฐบาลออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องมากที่สุด

เมื่อถามต่อว่าสส.ในพรรค และเพจ พรรคประชาชนนราธิวาส นำเสนอต่างๆทำให้ถูกโจมตีว่าพรรคประชาชน ว่าเป็นพรรคประชาชน BRN จะกระทบ ต่อคะแนน ความนิยมของพรรคหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อยากให้ทุกคนพิจารณาว่าหากปิดหน้าปิดชื่อก่อน แล้วถ้าการเกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่ไม่ว่าจะฝ่ายใด โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นจากผู้ก่อเหตุความไม่สงบเป็นสิ่งที่เราจะต้องช่วยกันประณาม แต่ขณะเดียวกันการแก้ไขที่จะเกิดผลสำเร็จได้ต้องสร้างความเชื่อมั่น เชื่อใจกับประชาชนดังนั้นผู้ใช้อำนาจรัฐจะต้องใช้อำนาจรัฐอย่างถูกต้อง ไม่ว่าใครเป็นผู้ตั้งคำถามเพราะมีการใช้อำนาจรัฐที่อาจทำให้ประชาชนไม่สบายใจขึ้น ซึ่ง ทุกคนก็ควรออกมาส่งข้อสังเกตได้ แต่มองอีกมุมหนึ่ง ไม่ว่าใครที่ควรออกมาตั้งคำถามหรือตั้งข้อสังเกตได้ ในฐานะส.สในฐานะตัวแทนประชาชน ตนเชื่อว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องสะท้อนข้อมูลให้ครบทุกด้าน ดังนั้นตนไม่อยากให้มองเป็นประเด็นการโจมตีทางการเมืองว่า ใครอยู่กลุ่มไหน อย่างไร ตนคิดว่าคนที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องที่สุด ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกับประชาชนมากที่สุดคือหน่วยงานความมั่นคงและรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า กรณีมีการระบุว่า มีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์เข้าใส่กลุ่มวัยรุ่นเรื่องนี้สะท้อนถึงความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ เจ้าหน้าที่หรือไม่เพราะข้อมูลนี้ยังไม่ตรงกัน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่านี่เป็นหนึ่งตัวอย่างที่ตนอยากจะชี้ให้เห็นว่า จริงๆ แล้วอาจจะมีความ เข้าใจที่ไม่ตรงกันอยู่ ตนยังไม่ได้บอกว่าเป็นความเข้าใจถูกหรือความเข้าใจผิดเพราะตอนนี้ข้อเท็จจริงยังไม่ถูกตีแผ่ออกมา แต่ตราบใดที่ยังมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันอยู่ก็จะนำมาสู่ข้อกล่าวหากันไปกันมาไม่ว่าจากประชาชนต่อหน่วยงานรัฐ หรือการชี้แจงของหน่วยงานรัฐที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นเชื่อใจ ก็จะเกิดปัญหาแบบนี้เรื่อยๆ ดังนั้นสิ่งสำคัญในตอนนี้หน้าที่รัฐบาลคือการให้ความจริงกับประชาชน

อดีตนักบิน ทอ. กางสูตรคำนวณ ปมข่าวลือ ฮ. ยิxวัยรุ่นในพื้นที่ ลั่นเราไม่ควรรีบสรุป

25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:41 น.

วานนี้ 24 สิงหาคม 2569 นาวาอากาศโท อรรถยุทธ ขาวสะอาด อดีตนักบินเฮลิคอปเตอร์กองทัพอากาศ โพสต์เฟซบุ๊ก Athayuth Khaosa-ard ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับกรณีเฮลิคอปเตอร์ยิงวัยรุ่นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่ออกมาก่อเหตุป่วนกว่า 50 จุด ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “ลองตั้งสมมติฐานกันสักนิด มั้ยครับ?! สมมติว่า ในคืนเกิดเหตุมีการยิงกระสุน 5.56 มม. จาก M16 ลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ จริง เราสามารถเอาฟิสิกส์พื้นฐานมาลองคำนวณดูได้ว่า กระสุนเล็ก ๆ ที่มีมวลเพียงประมาณ 4 กรัม เมื่อเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง จะมีพลังงาน และโมเมนตัมอยู่ในระดับไหน กระสุนหนักเพียงไม่กี่กรัมอาจดูเล็กมากเมื่อวางอยู่บนมือ แต่เมื่อมันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วหลายร้อยเมตรต่อวินาที พลังงานจลน์ จะเพิ่มขึ้นตาม กำลังสองของความเร็ว
———

สูตรพื้นฐานคือ E = ½mv² เมื่อ E หมายถึง พลังงานจลน์ มีหน่วยเป็น จูล (J) หรือนิวตันเมตร (N.m) m หมายถึง มวล มีหน่วยเป็น กิโลกรัม (Kg) v หมายถึง ความเร็ว มีหน่วยเป็น เมตรต่อวินาที (m/s)

———

อรรถยุทธ ขาวสะอาด

ลองคำนวณ กระสุน M16 ขนาด 5.56 มม. หนักเพียงประมาณ 4 กรัม แต่เมื่อออกจาก M16 ด้วยความเร็วราว 900 m/s จะมีพลังงานจลน์ที่คิดตามสูตรข้างต้น เราจะได้คำตอบประมาณ 1,600–1,700 จูล พลังงานระดับนี้มีศักยภาพที่จะสร้างบาดแผลรุนแรงได้ หากกระสุนสามารถถ่ายพลังงานเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ความรุนแรงของบาดแผลจริง ไม่สามารถตัดสินจากพลังงานต้นทางเพียงอย่างเดียว ต้องดูชนิดกระสุน การเสียพลังงานระหว่างทาง ลักษณะการกระทบ และเนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่กระสุนผ่านด้วยครับ

———

ดังนั้นสิ่งที่เรากำลังพูดถึง มันจะไม่ใช่ของชิ้นเล็ก ๆ ธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็นวัตถุขนาดเล็กที่มีพลังงานจลน์สูงมากในขณะเคลื่อนที่และถ้าเพิ่มสมมติฐานว่า ฮ. อยู่สูง 300–400 ฟุต หรือแม้แต่ 500–800 ฟุต และกำลังเคลื่อนที่อยู่ ความสูง แรงโน้มถ่วง แรงต้านอากาศ ความเร็วของอากาศยาน และการเคลื่อนที่ของเป้าหมาย ล้วนเข้ามาเกี่ยวข้องกับ trajectory (วิถี) ของ projectile (เส้นทาง)

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมคิดว่า เราไม่ควรรีบสรุปว่า “เฮลิคอปเตอร์ยิง” หรือ “เฮลิคอปเตอร์ไม่ได้ยิง” จากคำบอกเล่าหรือภาพร่องรอยเพียงอย่างเดียว ถ้ากระสุนมาจากเฮลิคอปเตอร์จริง ก็ต้องสามารถอธิบายได้ด้วยหลักฐานว่า…กระสุนชนิดใด – มาจากอาวุธอะไร – trajectory เป็นอย่างไร – ตำแหน่ง ฮ. อยู่ตรงไหน – และ trajectory นั้นสอดคล้องกับบาดแผลของผู้บาดเจ็บหรือไม่
ในทางกลับกัน …

หากไม่ใช่กระสุนจากเฮลิคอปเตอร์ ก็ต้องสามารถพิสูจน์ด้วยหลักฐาน เช่นกัน ผมไม่ได้พยายามจะบอกให้เลือกข้างนะครับ แต่…ผมกำลังตั้งสมมติฐาน แล้วเอาฟิสิกส์ Ballistics (วิถีกระสุน) และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มาเชื่อมโยงว่า เรื่องที่ถูกเล่าแบบนั้น มันสามารถเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ ?! เพราะความจริงไม่ควรขึ้นอยู่กับว่าใครเล่าเก่งกว่าใคร แต่มันควรให้คำตอบได้เมื่อเรานำมันไปทดสอบกับหลักฐาน และกฎของฟิสิกส์ครับ”

อรรถยุทธ ขาวสะอาด

หลังจากที่โพสต์ของ นาวาอากาศโท อรรถยุทธ ขาวสะอาด เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ตั้งคำถาม ใครถูกยิง ครับ??? ป๋า”

“ปอเนาะไม่สอนฟิสิกส์ครับ สอนแต่การประกอบสาร”

“หลังๆ ตามกลุ่ม เริ่มบอกใช้ปืนพก 9มม. ยิงจาก ฮ. ล่ะครับ 555555”

“เห็นบอกยกมือบอกฮ.ด้วย คือกลางคืนสองทุ่ม”

“มีใครเชื่อเรื่องนี้ด้วยเหรอคะ นอกจากพวก”

“หนักขึ้นทุกวันชายแดนใต้”

“หัวกระสุนมีเปลือกทองแดงหุ้ม มื่อกระทบเป้าเปลือกจะแตกออกทำให่เกิดบาดแผลฉีกขาด อวัยวะจะบอบช้ำไปด้วยเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต แต่ไอ้ที่เอามาแสดงนั้นมันเป็นหัวกระสุนปืนพกความเร็วต่ำ หัวจะบี้แบนบิดเบี้ยว แต่ในระยะประชิดอาจทะลุเป้าไปเลยก็ได้ จึงไม่ได้รับอันตรายมาก แถมยังมีเวลาโทรฯเล่าเหตุการณ์ได้อีก ไม่เนียนเลยไhttps://www.threads.com/share/BAVm9QLeIC/ปเรียนมาใหม่นะ”

“จบเรย แค่พูดคุยปกติภาษาคนกับคนพวกนี้ยังยาก เอาฟิสิกส์มาอีกหนิพอเรย”

“สงสัยพวกนี้ อยากได้งบปราบโจรใต้ไปกินเองเลยโยนเผือกให้ กอรมน ถ้าสำเร็จ จะได้เอางบโยกไปไวไว”

“ปืนมันเหน็บเอวมา เห็น ฮ.ตกใจ ล้วงปืนที่เอวแล้วลั่นใส่ขาตัวเอง…”

“คำตอบชัดเจน แต่คนที่ตั้งคำถามกล่าวหาทหารเนี่ย สมองไม่ได้ฉลาดพอจะอ่านได้เกิน 8 บรรทัดนะซิครับ ยิ่งมีสูตรคำนวนแบบนี้ บางคนบอกไร้สาระ อ่านไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ”

อรรถยุทธ ขาวสะอาด
อรรถยุทธ ขาวสะอาด
อรรถยุทธ ขาวสะอาด
อรรถยุทธ ขาวสะอาด

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Athayuth Khaosa-ard

กระสุนภาคใต้อดีตนักบินอรรถยุทธ ขาวสะอาดเฮลิคอปเตอร์

สุรศักดิ์ ปัดข่าวเปลี่ยนตัวปลัด ก.ท่องเที่ยวฯ ชม ‘นัทรียา’ เป็นลูกหม้อสำนักนายกฯ รู้งานดี

25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:39 น.

“สุรศักดิ์” ปัดข่าวเปลี่ยนตัวปลัดก.ท่องเที่ยวฯ ระบุ โยกเฉพาะทดแทนตำแหน่งเกษียณ ชม “นัทรียา” เป็นลูกหม้อสำนักนายกฯ รู้งานดี

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงการท่องเที่ยวฯว่า การประชุม ครม.วันนี้ ไม่มีการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณาตำแหน่งรองปลัดกระทรวงและผู้ตรวจราชการกระทรวงที่กำลังจะว่างเนื่องจากเกษียณอายุราชการ ยืนยันว่าจะพิจารณาเฉพาะทดแทนผู้ที่จะเกษียณอายุราชการ

เมื่อถามถึงกระแสข่าวโยก น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ มาเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ตนเห็นจากข่าวมีปลัดหลายกระทรวง ขอให้มาถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวฯ ซึ่งยืนยันว่ายังไม่มีเรื่องนี้ เพราะอำนาจการโยกย้ายปลัดกระทรวงเป็นอำนาจของรัฐมนตรีโดยตรง หากมาถามรัฐมนตรี ยืนยันว่ายังไม่มี ตามข่าวบอกว่า น.ส.นัทรียา เคยอยู่สำนักนายกฯ อันนั้นถูกต้อง แต่ท่านออกมานานแล้ว จนรู้งานกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และยังไม่มีการพิจารณาเรื่องการแต่งตั้งปลัดกระทวง อีกทั้งปีหน้า น.ส.นัทรียาก็เกษียณอายุราชการแล้ว และยืนยันว่าไม่มีหน่วยงานใดร้องขอมา แต่ตนขอชื่นชมว่า น.ส.นัทรียา เป็นคนเก่ง และหาก น.ส.นัทรียา กลับมาที่สำนักนายกฯ ก็รู้จักกับทุกคนอยู่แล้ว เพราะโตมาที่สำนักนายกฯ แต่ย้ำว่าไม่ได้มีการร้องขอมา

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาสุรศักดิ์

‘ณัฐพงษ์’ มั่นใจสู้คดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล ยื่นแก้มาตรา 112 ลั่นเป็นการทำหน้าที่ สส.โดยสุจริต

25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:33 น.

‘ณัฐพงษ์’ มั่นใจสู้คดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล ยื่นแก้มาตรา 112 ลั่นเป็นการทำหน้าที่ สส.โดยสุจริต ไม่เสียสมาธิ เดินหน้าผลักดันแก้รัฐธรรมนูญ-กฎหมายพรรคการเมือง หลังถูกใช้เป็นอาวุธทำลายฝ่ายตรงข้าม พร้อมลุยคดีโกงเลือก สว.

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึง กรณีศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล เข้าชื่อยื่นแก้ไขมาตรา 112 ว่า มีการวางแนวทาง อย่างไรบ้างว่า ในภาพรวมไม่ได้ต่างจากเดิม โดยตนอยากยืนยันในความบริสุทธิ์ของพวกเรา เราเพียงแค่ใช้อำนาจหน้าที่ของเราในฐานะสส. ส่วนเนื้อหารายละเอียดของคดีนั้นทางนพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชนและฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชนได้ดำเนินการทุกอย่างอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ตนไม่ได้มีความคิดเห็นเพิ่มเติมอะไรเป็นการเฉพาะ และอยากโฟกัสกับการทำงานในสมัยการประชุมนี้มากกว่า

เมื่อถามว่ามีข้อมูลใหม่ที่จะฮึดสู้ในชั้นศาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า โดยส่วนใหญ่ข้อมูลพยานหลักฐานมีการเตรียมความพร้อมเอาไว้ตั้งแต่ตอนต้นอยู่แล้ว ไม่ได้คิดว่ามีอะไรที่เป็นสาระสำคัญแต่ ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกที่เราได้มีการยื่นแก้ไขกฎหมายในส่วนนี้ก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นความผิดอะไรในการใช้อำนาจของสส. จริงๆ อยากให้มองอีกมุมหนึ่งคือว่า สิ่งที่เราต้องการ คือเราต้องการประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตย สส.ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ อีกด้านหนึ่งเราอยู่ในระบบการเมืองทั้งตัวรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และกลไกทางกฎหมาย กำลังถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทางการเมืองในการทำให้คู่ขัดแย้งหรือคู่แข่งทางการเมือง ผู้ที่มีอำนาจใช้กลไกเหล่านี้มาทุบทำลาย คู่ตรงข้ามทางการเมืองหรือไม่ ซึ่งถ้าเห็นตรงปัญหานี้ตรงกันหนึ่งในวาระ ที่พรรคประชาชนเตรียมจะผลักดันในสมัยการประชุมนี้คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ร.ป. พรรคการเมือง รวมถึงเรื่องอื่นๆ ไปจนถึงคดีโกงเลือกสว.ด้วยเช่นกัน ซึ่งอยากจะให้ทุกคนช่วยจับตาและส่งเสริมเยอะๆ

เมื่อถามว่ามีความมั่นใจหรือไม่ในการเตรียมรับมือว่าจะสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบได้ถูกตามกฎหมายหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า มั่นใจเพราะอย่างที่บอกว่าตัวรูปคดีหลักๆ ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงและเรายังเชื่อมั่นในความตรงไปตรงมา การใช้อำนาจหน้าที่ของพวกเราในฐานะสส.ตั้งแต่วันแรกที่มีการยื่นร่างกฎหมายนี้ด้วยซ้ำ ดังนั้นไม่ได้เสียสมาธิจากวาระหลักๆ ที่เราอยากจะผลักดันในสมัยการประชุมนี้.

44 อดีต สส.พรรคก้าวไกลณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิพรรคประชาชน

เลขาฯครม. เผย ประชุมครม.สัญจรสงขลาปกติ แม้เกิดเหตุความไม่สงบถี่ 

25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:18 น.

เลขาฯครม. เผย ประชุมครม.สัญจรสงขลาปกติ แม้เกิดเหตุความไม่สงบพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ถี่

เมื่อเวลา 09.25 น. วันที่ 25 ส.ค. นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวถึงความชัดเจนในการจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ที่ จ.สงขลาในวันที่ 31 ส.ค.- 1 ก.ย. ภายหลังเกิดเหตุเหตุความสงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ต่อเนื่องว่า ยังปกติ ยังไม่เลื่อน

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ในพื้นที่เกิดถี่ ทาง ครม.มีความกังวลหรือไม่ นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า ต้องรอนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ซึ่งตอนนี้ยังไม่เลื่อน

เมื่อถามอีกว่า การประชุม ครม.วันนี้มีการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า เรื่องนี้ตนยังไม่เห็นเดี๋ยวขึ้นประชุมครม. ก็น่าจะมีความชัดเจน

คณะรัฐมนตรีครม.สัญจร

นายกฯ เรียกประชุม หน่วยงานความมั่นคง ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ตามสถานการณ์ไฟใต้

25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:04 น.

นายกฯ เรียกหน่วยงานความมั่นคง ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ติดตามสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 08.35 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฎิบัติหน้าที่บนตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนเรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์หลังมีการก่อเหตุความไม่สงบในหลายพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่นายกฯเรียกประชุมติดตามสถานการณ์ฝ่ายความมั่นคงแล้ว

โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้แทนพิเศษรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เข้าร่วม

3จังหวัดชายแดนใต้หน่วยงานด้านความมั่นคงอนุทิน ชาญวีรกูล

จี้สอบ ‘สำนวนฮั้วสว.’ หลุด ‘ศุภชัย’ ชี้ DSI-กกต. ต้องตอบ เผยพิรุธ ‘ทวี สอดส่อง’ ปูดบนเวทีพรรคฝ่ายค้าน หลักฐานพยานมีเพียงพอ

25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:00 น.

วันนี้ 25 สิงหาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์เกี่ยวกับสำเนาคดีฮั้ว สว. หลุดได้อย่างไร และถามหาถึงคนรับผิดชอบกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีข้อความทั้งหมดว่า ““สำนวนฮั้ว สว.” หลุดได้อย่างไร? คนปล่อย–คนรับ–คนเผยแพร่ ใครต้องรับผิด
ช่วงที่ผ่านมา มีการนำข้อมูลซึ่งอ้างว่าเป็น คำให้การ เอกสาร หรือข้อมูลจากสำนวนการไต่สวนเกี่ยวกับการเลือก สว. ออกมาเปิดเผยและวิพากษ์วิจารณ์ต่อสาธารณะ จนนำไปสู่คำถามที่น่าสนใจในทางกฎหมายว่า

สำนวนที่ยังอยู่ในกระบวนการไต่สวน ออกมาอยู่ในมือบุคคลภายนอกได้อย่างไร? เรื่องนี้ต้องแยกพิจารณาอย่างน้อย 3 ฝ่าย คือ “คนปล่อย–คนรับ–คนเผยแพร่” เพราะสถานะและความรับผิดทางกฎหมายอาจแตกต่างกัน

ศุภชัย ใจสมุทร

1. “คนปล่อย” — สำนวนออกจากหน่วยงานได้อย่างไร?

หากเอกสารนั้นเป็นเอกสารจริงจากสำนวนของ กกต. หรือ DSI คำถามแรกไม่ควรเริ่มต้นที่คนซึ่งนำเอกสารมาแสดงต่อสาธารณะ แต่ต้องย้อนกลับไปถึงต้นทางว่า ใครเป็นผู้นำเอกสารออกจากสำนวน และมีอำนาจตามกฎหมายที่จะเปิดเผยหรือส่งมอบแก่บุคคลภายนอกหรือไม่? โดยเฉพาะเมื่อ DSI มีมาตรการเกี่ยวกับการรักษาความลับของข้อมูลในสำนวนโดยเฉพาะ ส่วนกระบวนการสืบสวนหรือไต่สวนของ กกต. ก็เป็นกระบวนการตามกฎหมาย มิใช่เอกสารที่เจ้าหน้าที่คนใดจะหยิบออกมาเผยแพร่ตามความพอใจ หากเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ส่งมอบข้อมูลโดยไม่มีอำนาจ ก็ต้องตรวจสอบทั้ง กฎหมายอาญา กฎหมายเฉพาะ ระเบียบ และความรับผิดทางวินัย ตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

2. “คนรับ” — ไม่ใช่เจ้าพนักงาน ไม่ได้แปลว่าทำอะไรก็ได้
บุคคลภายนอกอาจกล่าวว่า “ผมไม่ใช่เจ้าพนักงาน จึงไม่มีหน้าที่รักษาความลับของราชการ” ประโยคนี้อาจถูกในแง่ที่ว่า ความผิดบางฐานกำหนดคุณสมบัติของผู้กระทำไว้โดยเฉพาะว่าเป็นเจ้าพนักงาน จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเหล่านั้นไปใช้กับประชาชนทั่วไปโดยอัตโนมัติ

แต่ไม่ได้หมายความว่า “เมื่อไม่ใช่เจ้าพนักงานแล้ว จะรับและเผยแพร่เอกสารในสำนวนอย่างไรก็ได้” ต้องตรวจสอบต่อว่า บุคคลนั้นได้เอกสารมาอย่างไร รู้หรือไม่ว่าเป็นข้อมูลจากสำนวนที่ยังไม่เปิดเผย มีส่วนร่วมในการขอหรือชักจูงให้เจ้าหน้าที่นำเอกสารออกมาหรือไม่ และนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในลักษณะใด เพราะหากมีการร่วมมือกันตั้งแต่ต้น ก็อาจต้องพิจารณาหลักเรื่อง ตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ประกอบกับฐานความผิดที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี

3. “คนเผยแพร่” — ต้องแยก “พยานในสำนวน” ออกจาก “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว”

เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง คำให้การของพยาน ≠ ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว ข้อกล่าวหา ≠ ความผิด และการมีชื่ออยู่ในสำนวน ≠ เป็นผู้กระทำความผิดสำนวนการไต่สวนมีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงจากหลายฝ่าย ทั้งพยานที่สนับสนุนและหักล้างข้อกล่าวหา ก่อนที่องค์กรผู้มีอำนาจจะประเมินพยานหลักฐานและมีคำวินิจฉัยหากมีใครเลือกนำคำให้การหรือเอกสาร เพียงบางส่วน ออกมาเผยแพร่ แล้วนำไปสร้างข้อสรุปต่อสังคมว่าบุคคลใดกระทำความผิด ทั้งที่กระบวนการยังไม่สิ้นสุด ย่อมต้องระมัดระวังทั้งในเรื่องสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา ความเป็นธรรมของกระบวนการ และความรับผิดตามกฎหมายอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง

คำถามที่สังคมควรถามแทนที่จะสนใจเฉพาะว่า “ในสำนวนเขียนว่าอะไร?” ผมเห็นว่ามีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “สำนวนมาอยู่ในมือคุณได้อย่างไร?” ใครเป็นคนเอาออกมา? ใครเป็นคนส่งให้? ได้รับอนุญาตหรือไม่? เป็นเอกสารฉบับเต็มหรือเลือกมาเฉพาะบางหน้า? มีการตัดข้อความก่อนหรือหลังออกหรือไม่? และเหตุใดข้อมูลจากกระบวนการไต่สวนที่ยังไม่สิ้นสุดจึงถูกนำมาใช้ต่อสู้กันในพื้นที่สาธารณะ? หากต้องการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง ควรตรวจสอบ เส้นทางของเอกสาร (chain of custody) ตั้งแต่เอกสารถูกจัดทำ อยู่ในความครอบครองของใคร ใครเข้าถึงได้ จนกระทั่งออกมาอยู่ในมือบุคคลภายนอกอย่าให้ “สำนวนการไต่สวน” กลายเป็น “คำพิพากษาของสังคม” หลักนิติธรรมไม่ได้คุ้มครองเฉพาะคนที่เราเห็นด้วย แต่ต้องคุ้มครองทุกคนอย่างเสมอภาค
ผู้ถูกกล่าวหาต้องมีโอกาสชี้แจง พยานหลักฐานต้องได้รับการตรวจสอบองค์กรที่มีอำนาจต้องเป็นผู้วินิจฉัยตามกฎหมาย ไม่ใช่เลือกเอกสารบางหน้าออกจากสำนวน แล้วนำมาตัดสินกันบนหน้าจอโทรศัพท์ เพราะหากเรายอมรับวิธีการเช่นนี้ วันนี้อาจเกิดกับคนที่เราไม่ชอบ แต่วันหนึ่งก็อาจเกิดกับใครก็ได้

ก่อนถามว่า “สำนวนฮั้ว สว. มีอะไรอยู่ข้างใน”จึงควรถามให้ดังไม่แพ้กันว่า “สำนวนออกมาข้างนอกได้อย่างไร?” นี่ต่างหากคือคำถามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้คำตอบแก่สังคม ไม่ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งพันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดี ดีเอสไอ พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรือแม้กระทั่ง พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ซึ่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ได้กล่าวในเวทีฝ่ายค้านว่าพยานหลักฐานเกี่ยวกับโพยและเส้นเงินมีน้ำหนักเพียงพอที่ กกต. ควรส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา พร้อมกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามมาตรา 157 หาก กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ”

ศุภชัย ใจสมุทร

หลังจากที่โพสต์ของ ศุภชัย ใจสมุทร เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ใครต้องรับผิดขอบ vs ใครทำผิด ?”

“สีน้ำเงินสู้ๆ”

“ชัดเจนครับท่าน”

“ฟ้องเลยครับจะได้เปิดเผยหลักฐานต่อประชาชนจะได้รู้ไปเลยที่โยงโยงมั่วหรือฮั้วจริง ดีเหมือนกันครับฟ้องเลย”

“เห็นด้วยกับนายกฯครับ ถ้าฮั้วจริง เป็นเรื่องที่ชั่ว เหี้ย เลวมาก”

“ก็ฟ้องสิว่าจริงไหม พิสูจบนศาล”

ศุภชัย ใจสมุทร
ศุภชัย ใจสมุทร
ศุภชัย ใจสมุทร
ศุภชัย ใจสมุทร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Suphachai Jaismut

คดีฮั้วสว.พรรคภูมิใจไทยศุภชัย ใจสมุทรสำเนา