ของขวัญอะไรที่คนไทยอยากได้? ส่องเทรนด์ช็อปออนไลน์ ฮิตอะไรส่งสุขปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/555181

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ธ.ค. 2558 06:05

 

ราคูเท็น ตลาดดอทคอม เปิดเผยพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมช็อปปิ้งเพื่อหาของขวัญในช่วงปีใหม่ กับของ 7 ประเภทที่ถูกใจผู้รับ…

ในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่เช่นนี้ นอกจากความสนุกสาน การท่องเที่ยว พักผ่อน คนจำนวนไม่น้อยก็ไม่พลาดที่จะจัดเตรียมของขวัญไปมอบให้กับบรรดาญาติมิตร ครอบครัว คนรัก และเพื่อนๆ อีกด้วย แล้วคุณรู้หรือไม่ ว่าคนไทยส่วนใหญ่นิยมซื้ออะไรเป็นของขวัญในช่วงปีใหม่นี้

ราคูเท็น ตลาดดอทคอม เว็บไซต์ช็อปปิ้งออนไลน์ ได้เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการช็อปปิ้งออนไลน์ระดับภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย โดยในส่วนของประเทศไทยนั้นเป็นการสำรวจพฤติกรรมนักช็อปออนไลน์ในประเทศไทย จากจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 500 คน เพศหญิง 250 คน และเพศชาย 250 คน อายุเฉลี่ย 20-60 ปี ซึ่งเทรนด์สินค้าออนไลน์ในประเทศไทยที่ได้รับความนิยมและขายดีที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา คือ แก็ดเจ็ต อุปกรณ์ไอทีต่างๆ รวมถึงสินค้าแฟชั่น นาฬิกา เสื้อผ้า น้ำหอม และเครื่องสำอางก็ยังเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยม

7 ของขวัญที่คนไทยอยากได้ช่วงปีใหม่…
จากผลสำรวจพฤติกรรมช็อปปิ้งออนไลน์ โดยราคูเท็น ตลาดดอทคอม พบว่ามีสินค้า 7 ประเภท ที่คนไทยอยากได้รับในช่วงเทศกาลปีใหม่ คือ 1. สินค้าแฟชั่น อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า น้ำหอม เครื่องสำอาง 2. เงินสด หรือเครดิตการ์ด 3. รถ บ้าน คอนโดฯ 4. เครื่องประดับอัญมณี 5. ดอกไม้หรือของเล่นยอดฮิต 6. อาหารดีๆ ซักมื้อ 7. สมาร์ทโฟนและแก็ดเจ็ตรุ่นใหม่

ความสะดวก เป็นปัจจัยที่ทำให้การซื้อออนไลน์ได้รับความนิยม

แก็ดเจ็ตขายดี
ตั้งแต่ช่วงปลายปี ยอดขายสินค้ากลุ่มแก็ดเจ็ตก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสมาร์ตวอตช์เนื่องจากมีกลุ่มคนที่ชื่นชอบออกกำลังกายเป็นจำนวนมาก รวมถึงเทรนด์การวิ่งมาราธอนและปั่นจักรยาน

ช็อปออนไลน์ ฮิต
พฤติกรรมนักช็อปในระดับภูมิภาคอาเซียนในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ พบว่ามีแนวโน้มการช็อปปิ้งออนไลน์เพิ่มขึ้นกว่า 75% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะเดียวกันก็คาดว่ายอดการใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นราว 20% เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ช็อปปิ้งต่างพัฒนาระบบให้บริการและโปรโมชั่น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ได้ดีขึ้น

1,200-1,500 บาท ราคายอดฮิต
สำหรับระดับราคาสินค้าที่นักช็อปออนไลน์ชาวไทยนิยมเลือกซื้อ อยู่ที่ 1,200-1,500 บาท โดยปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ได้แก่ กระแสการพูดถึงสินค้านั้นบนโซเชียลมีเดีย การมีรีวิวจากผู้ใช้สินค้า ซึ่งไทยถือเป็นประเทศที่ใช้โซเชียลมีเดียประกอบการพิจารณาซื้อสินค้ามากที่สุดในกลุ่มอาเซียน ขณะที่ประเทศอื่นๆ ยังคงใช้วิธีบอกต่อแบบปากต่อปาก

ใช้เวลานาน เพื่อเลือกของขวัญให้คู่รัก!
ผลสำรวจดังกล่าวยังระบุอีกว่า คนส่วนใหญ่นิยมใช้เวลาในการเลือกของขวัญให้คู่รักหรือคู่สมรสนานที่สุด โดยใช้เวลาราว 3.7 ชั่วโมง รองลงมา ได้แก่ ตัวเอง และคนที่แอบชอบ 3.4 ชั่วโมง, ลูก 3 ชั่วโมง, แม่ 3 ชั่วโมง, สัตว์เลี้ยง 2.3 ชั่วโมง

ไม่กี่คลิกก็สามารถค้นหาสินค้าที่ถูกใจได้แล้ว…

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ตลาดดอทคอม เปิดเผยว่า สินค้าที่กำลังได้รับความนิยมคือสินค้าประเภทเทคโนโลยี โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนจากการมาของ 4จี ทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้งานสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ไอทีอื่นๆ รวมถึงแก็ดเจ็ต อาทิ สมาร์ทวอตช์ หรือ แทร็กเกอร์ เพื่อตอบโจทย์ด้านสุขภาพ ขณะที่สินค้ากลุ่มแฟชั่นก็ยังได้รับความนิยมและเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากผู้หญิงที่นิยมเลือกซื้อทางออนไลน์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคูเท็น ตลาดดอทคอม ยังคงเน้นสินค้าที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์และรุกตลาดต่างจังหวัดให้มากขึ้น โดยได้พัฒนาบริการเก็บเงินปลายทางเพื่อให้ลูกค้าได้เห็นสินค้าก่อนชำระเงิน ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการสั่งซื้อสินค้า

ส่วนการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดประชาคมอาเซียนนั้น บริษัทจะมีการปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มเว็บไซต์เพื่อเข้าสู่โกลบอล แพลตฟอร์ม เพื่อยกมาตรฐานและอำนวยความสะดวกในการใช้งานของลูกค้าทั้งในประเทศและอาเซียน ขณะเดียวกันก็ยังเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้ค้าขายกับชาวต่างชาติได้สะดวกขึ้นอีกด้วย.

ไลน์ ประเทศไทย ปัดข่าวลือ ยืนยันใช้แอพ LINE แชท-พูดคุย ไม่เสียเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/555414

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ธ.ค. 2558 13:30

 

ไลน์ ประเทศไทย แจง กรณีการส่งแชร์ข้อความเรียกเก็บค่าใช้บริการ LINE ที่กระจายบนสังคมออนไลน์ ยืนยันชัด ไม่มีการเก็บเงินค่าบริการจาก ‘LINE’ ในการพูดคุยและส่งข้อความต่างๆ ส่วน LINE@ เป็นแอพของธุรกิจ SMEs มีทั้งฟรีและเสียเงิน…

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2558  LINE ประเทศไทย ออกแถลงการณ์กรณีการส่งแชร์ข้อความเรียกเก็บค่าใช้บริการของแอพ LINE ว่าขอยืนยันไม่มีการเก็บค่าบริการของแอพพลิเคชั่น LINE ในการพูดคุยและส่งข้อความต่างๆ

ส่วนการให้บริการ LINE@ (ไลน์แอด) อีกหนึ่งแอพพลิเคชั่นที่แยกออกมาจากแอคเคาท์ LINE ส่วนตัว เหมาะสำหรับร้านค้าและธุรกิจ SME เพื่อใช้ในการส่งข้อมูลข่าวสารเชิงธุรกิจไปยังกลุ่มลูกค้า โดยมีทั้งแบบฟรีและแบบเสียค่าบริการ

• LINE@ แบบฟรี: สามารถส่งข้อความได้เดือนละ 1,000 ข้อความ (1 ข้อความ = การส่ง 1 ข้อความต่อผู้ติดตาม 1 คน)
• LINE@ แบบเสียค่าบริการ: (ทดลองใช้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายถึงวันที่ 31 มี.ค. 2559)
◦  ราคา USD 24.99/เดือน (ประมาณ 799 บาท/เดือน*) สามารถส่งข้อความได้เดือนละ 50,000 ข้อความ (1 ข้อความ = การส่ง 1 ข้อความต่อผู้ติดตาม 1 คน)
◦ ข้อความที่เกิน คิดค่าบริการข้อความละ USD 0.006 (0.20 บาท/1 ข้อความ*)

ประกาศอย่างเป็นทางการของ ไลน์ ประเทศไทย

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://at.line.me/th/plan

ทั้งนี้ LINE ประเทศไทย ขอให้ผู้ใช้มั่นใจว่า การแชทและส่งข้อความ-รูปภาพผ่านแอพพลิเคชั่น LINE ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น.

เพื่อผู้หญิงยุคใหม่! ผุดไอเดีย ‘ซุปเปอร์แม่บ้าน’ สติกเกอร์ของแม่บ้านมือโปร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553619

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ธ.ค. 2558 16:05

 

“ยูนิลีเวอร์ ไทย” เปิดตัวไลน์แอคเคานต์แม่บ้านมือโปร พร้อมสติกเกอร์เซตแรก หวังตอบโจทย์แม่บ้านยุคใหม่ สร้างช่องทางนำเสนอข้อมูล…

เพื่อตอบสนองการใช้งานสมาร์ทดีไวซ์ในปัจจุบัน บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย ได้เปิดตัวช่องทางเพื่อเข้าถึงลูกค้าและนำเสนอข่าวสาร ผ่านไลน์แอคเคานต์ (LINE Account) “แม่บ้านมือโปร” เป็นช่องทางใหม่ในการสื่อสารกับกลุ่มแม่บ้านทั่วไทย พร้อมปล่อยสติกเกอร์น่ารักจากฝีมือการออกแบบของ แป้ง-ภัทรีดา ประสานทอง ให้ดาวน์โหลดฟรี ซึ่งช่องทางดังกล่าวจะเป็นการอัพเดตโปรโมชั่นและแนะนำเคล็ดลับเกี่ยวกับการทำความสะอาดบ้านให้ง่ายดาย เพื่อเน้นสื่อสารกับผู้หญิงยุคใหม่อายุ 25-45 ปี ที่เป็นคนตัดสินใจเลือกซื้อของใช้ในบ้าน ทั้งยังนิยมใช้มือถือเพื่อท่องโลกโซเชียลและมักจะหาข้อมูลผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงโปรโมชั่นใหม่ผ่านทางมือถืออีกด้วย

สติกเกอร์… ซุปเปอร์แม่บ้าน

นอกจากนี้ ยูนิลีเวอร์ ไทย ยังได้เปิดตัวสติกเกอร์เซตแรกในชื่อชุด ซุปเปอร์แม่บ้าน โดยใช้แบรนด์คาแรกเตอร์ของผู้หญิงยุคใหม่ที่ทำงานนอกบ้านและยังต้องจัดการกับงานบ้านต่างๆ ภายใต้ผลิตภัณฑ์กลุ่มโฮมแคร์ชั้นนำของยูนิลีเวอร์ โดยสติกเกอร์ไลน์มีทั้งหมด 16 แอ็ก ทั้งคำโดนๆ ทันสมัย น่ารัก และสนุกสนาน ซึ่งเปิดให้ดาวน์โหลดได้ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม ที่ผ่านมา.

เอเจนซี่ออนไลน์แข่งเดือด หลัง ‘ดอทเจพีจี’ ฟ้อง ‘ดิโทโลจี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553309

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2558 20:30

 

วิเคราะห์ตลาดเอเจนซี่ดิจิตอลออนไลน์ หลัง “ดอทเจพีจี” ฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา “ดิโทโลจี”…

จากกรณีที่บริษัท ดิโทโลจี จำกัด ถูกบริษัท ดอทเจพีจี จำกัด ฟ้องร้องในคดีละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา หมายเลขคดีดำ อ.1051/2558 และผิดจรรยาบรรณ โดยเปิดบริษัทซ้อน เนื่องจากบริษัท ดิโทโลจี จำกัด ได้นำผลงานที่ผลิตโดยบริษัทดอทเจพีจี จำกัด ไปนำเสนอเป็นผลงานของตัวเองนั้น และอ้างถึงความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่มีเจตนาจะทำให้เสียหาย จนเป็นเหตุให้บริษัท ดอทเจพีจี ได้รับความเสียหาย

แหล่งข่าวจากบริษัท ดอทเจพีจี เปิดเผยว่า ปัจจุบันการละเมิดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาในธุรกิจโฆษณาสื่อดิจิตอลออนไลน์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และทำให้บริษัทเอเจนซี่ต้องจดลิขสิทธิ์ฯ มากขึ้น ขณะเดียวกันแนวโน้มการแข่งขันทางการตลาดบนออนไลน์ธุรกิจที่มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทำให้มีผู้สนใจทำโฆษณาสายดิจิตอลเอเจนซี่มากตามไปด้วย ส่งผลให้กลยุทธ์ทางการตลาดดิจิตอลของเอเจนซี่แต่ละบริษัทพยายามนำเสนอความแปลกใหม่และเกาะติดความต้องการในโลกออนไลน์มากขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ดิโทโลจี ได้ขอรับผิดไกล่เกลี่ยและแสดงความขอโทษอย่างจริงใจด้วยความเต็มใจ โดยตัวแทนบริษัท ดิจิโทโลจี ได้ขอโทษและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และได้ชดเชยค่าเสียหายตามเหมาะสมตามกำลังอย่างเต็มใจให้กับดอทเจพีจีเป็นที่เรียบร้อย และปรับความเข้าใจกันถึงเจตนาและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลสำรวจพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ของคนไทย โดยวี อาร์ โซเชียล ของสิงคโปร์ พบว่าคนไทยมีมือถือและแท็บเล็ตรวมกว่า 97 ล้านเครื่อง หรือกว่า 149% เมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากร ทั้งยังใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันในการใช้งาน ทำให้พฤติกรรมการเสพข้อมูลจากสื่อหลักมีแนวโน้มลดลง เช่นเดียวกับบริษัทเอเจนซี่โฆษณาซึ่งต้องเปลี่ยนมาสู่ธุรกิจด้านดิจิตอล เพื่อตอบสนองการตลาดบนออนไลน์ที่ได้ขยายตัวในปัจจุบัน.

คลื่น 900MHz ราคาสูงไป! เอไอเอส ไม่หวั่นลุยต้อนลูกค้า 2G เข้าระบบ 3G

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/552676

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธ.ค. 2558 16:55

 

เอไอเอส จับมือ ทีโอที ใช้คลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ รองรับความต้องการใช้งาน ดูแลลูกค้า 38 ล้านราย พร้อมออกแคมเปญหนุนคนใช้ 2จี ย้ายสู่ 3จี 4จี ชี้ชวดประมูลคลื่น 900 MHz เพราะราคาสูงเกินไป แต่จะเอางบมาพัฒนาเครือข่ายให้ดีขึ้นแทน…

นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า หลังจากเสร็จสิ้นการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งบริษัทแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือเอไอเอสได้เข้าร่วมประมูล และไม่ได้รับใบอนุญาตในคลื่นดังกล่าว ซึ่งบริษัทตั้งมูลค่าสูงสุดในการประมูลไว้ที่ 75,000 ล้านบาท ซึ่งได้พิจารณาความเหมาะสมจากปัจจัยด้านต่างๆ เพื่อเป้าหมายในการดูแลลูกค้าให้ได้รับบริการที่ดี

“ปัจจุบันเอไอเอสมีลูกค้า 38 ล้านราย ยอมรับว่าเมื่อไม่ได้คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ทำให้แผนการให้บริการของเราไม่เป็นไปตามที่เคยวางแผนไว้ แต่ก็มีการเตรียมแผนสำรองเพื่อดำเนินการเอาไว้แล้ว ภายใต้คลื่นความถี่ทั้งบน 1800 และ 2100 เมกะเฮิรตซ์ รวมกว่า 30 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการลูกค้าทุกคน ซึ่งปัจจุบันเอไอเอสมีสถานีฐานบนคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ทั้งสิ้น 25,000 แห่ง และครอบคลุมพื้นที่กว่า 90% เพื่อให้บริการ 3จี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ยังมีคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่สามารถนำมาให้บริการร่วมกันเพื่อรองรับความต้องการใช้งานของลูกค้าได้”

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่ได้ใช้งบประมาณสำหรับการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ บริษัทจึงเตรียมใช้งบประมาณดังกล่าวเพื่อสนับสนุนให้ลูกค้า 2จี เปลี่ยนมาใช้งาน 3จี ด้วยอุปกรณ์ที่รองรับ 3จี และ 4จี ซึ่งปัจจุบันเอไอเอสมีลูกค้า 2จี จำนวน 1 ล้านราย และลูกค้าที่ยังใช้งานอุปกรณ์ 2จี ราว 10 ล้านราย รวมทั้งสิ้น 11 ล้านราย ด้วยโครงการเปลี่ยนมือถือเครื่องใหม่จาก 2จี เป็นเครื่อง 3จี หรือ 4จี ฟรีทั้งลูกค้าในระบบพรีเพด (เติมเงิน) และโพสเพด (รายเดือน) ภายในวันที่ 25 ธ.ค.2558 เพียงเติมเงินหรือชำระค่าบริการตามเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อขยายระยะเวลาเยียวยาลูกค้าในระบบ 2จี ซึ่งควรมีเวลาในการตัดสินใจและปรับเปลี่ยนอุปกรณ์หลังจากหมดระยะเวลาสัมปทานไม่ต่ำกว่า 1 ปี

“ขอให้มั่นใจว่าเอไอเอสมีแผนรองรับการให้บริการอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังได้มีความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจอย่างบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีความร่วมมือนานกว่า 25 ปี โดยล่าสุดได้มีความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องในธุรกิจโมบาย โดยนำคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์จากทีโอทีเข้ามาร่วมให้บริการ เพื่อมุ่งสู่การเป็นดิจิตอล เซอร์วิส โพรวายเดอร์ ตามเป้าหมายของบริษัท”

นายปรัธนา ลีลพนัง รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาด เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสไม่ต้องการทำสงครามราคาในการให้บริการ แต่เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อมีผู้ให้บริการรายใหม่เกิดขึ้น ก็อาจทำให้มีการนำเสนอราคาที่น่าดึงดูดใจเพื่อเรียกความสนใจจากลูกค้า ส่วนจำนวนคลื่นความถี่ที่บริษัทมีอยู่ 30 เมกะเฮิรตซ์นั้น เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการให้บริการหรือการแข่งขันในธุรกิจโทรคมนาคม เนื่องจากยังสามารถลงทุนขยายสถานีฐานเพิ่มเติม เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันได้.

พลาดประมูลไม่พลาดโอกาส! ดีแทค’ ลั่นเดินหน้าปั้น 4จี พร้อมเสิร์ฟลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/552596

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธ.ค. 2558 14:36

 

ดีแทค เร่งสร้างความมั่นใจลูกค้าหลังพลาดใบอนุญาตทั้งคลื่น 900MHz และ 1800MHz เผยใบอนุญาตมูลค่าสูงสามารถใช้พัฒนาโครงข่ายได้ต่อเนื่อง…

นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เปิดเผยว่า ดีแทค ไตรเน็ต พยายามอย่างเต็มที่ในการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ แม้จะไม่ได้คลื่นความถี่จากการประมูลครั้งนี้แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อแผนงานและเป้าหมายทางธุรกิจของดีแทค

“การประมูลไม่ได้ทำให้เราไม่มีภาระทางการเงินจึงสามารถนำไปลงทุนในการขยายและพัฒนาโครงข่าย ทั้งยังมีแบนด์วิธรวม 50 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเพียงพอในการให้บริการลูกค้า อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าการประมูลครั้งนี้เป็นไปด้วยความโปร่งใส ความหวือหวาอยู่ที่มีผู้ประมูลรายใหม่เพิ่มเข้ามา ส่วนการชนะประมูลหรือไม่นั้นดีแทคเชื่อว่าไม่ได้เป็นปัจจัยกระทบกับจำนวนคลื่นความถี่และลูกค้า 25 ล้านรายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งดีแทคพยายามสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีแก่ลูกค้า”

สำหรับทิศทางการลงทุน 4จี ของดีแทค คือ การลงทุนอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ส่วนบนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์นั้น หลังจากได้ทำการสวอปโครงข่ายไปก่อนหน้านี้ ก็เชื่อว่าทำให้บริษัทสามารถอัพเกรดคลื่นจาก 2จี ไปสู่ 4จี ได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติมมากนัก ถือเป็นความคุ้มค่ากับช่วงเวลาสัมปทานที่เหลืออยู่อีก 3 ปีจากนี้ ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการเจรจากับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพื่อนำคลื่นความถี่ที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์เพื่อให้บริการลูกค้า

“สิ่งที่ทำความเข้าใจกับลูกค้า คือ ไม่ต้องสนใจว่าตัวเองอยู่บนคลื่นไหน ใช้อุปกรณ์ที่ใด เพราะดีแทคเชื่อว่าเราสามารถให้บริการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพบนทุกคลื่นความถี่ ในฐานะผู้นำในการให้บริการอันดับที่ 2 ของตลาด เราเชื่อว่าราคาใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 นั้นสามารถนำเงินมูลค่าดังกล่าวไปสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ลูกค้าได้มากกว่า”

ปัจจุบัน ดีแทคถือครองคลื่นความถี่เพื่อให้บริการ 2จี 3จี และ 4จี มากถึง 30-40% ของภาพรวมคลื่นความถี่ทั้งหมดที่นำเอามาให้บริการ ทั้งนี้ บริษัทจะขยายโครงข่ายการให้บริการบนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ บนแบนด์วิธ 15 เมกะเฮิรตซ์ และบนคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ ให้ครอบคลุมพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงอีก 40 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งดีแทคจะเพิ่มพื้นที่ให้บริการบนคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ ภายในครึ่งแรกของปี 2559

ด้าน นายซิคเว่ เบรคเก้ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเทเลนอร์กรุ๊ป กล่าวว่า เทเลนอร์ กรุ๊ป ยึดมั่นกับคำสัญญาที่จะสานต่อการพัฒนาสื่อดิจิตอลในประเทศไทย รวมถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องสำหรับบริการโทรคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานทางอินเทอร์เน็ต โดยดีแทคตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ 4จี จาก 2 ล้านราย เป็น 4.5 ล้านราย ภายในปี 2559 ทั้งยังมีแผนการตลาดเชิงรุกเพื่อกระตุ้นจำนวนผู้ใช้งาน 4จี โดยดีแทคคาดว่าจะมีลูกค้าใช้บริการราว 80% ของทั้งเครือข่ายดีแทค นอกจากนี้ ดีแทคจะขยายตลาดอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีสัดส่วนถึง 60% ของตลาดภายในปี 2560.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

– ‘หมอลี่’ ชี้เอไอเอส หรือดีแทค ตัวเลือก แจส ร่วมเป็นพันธมิตร เสริมแกร่งคลื่น 900
– ‘ทรู’ ปักธงลุย ‘4จี แอดวานซ์’ หวังขยายฐานลูกค้าพร้อมสร้างรายได้
– แจส โมบาย เผยแผนธุรกิจ 4จี ทุ่ม2หมื่นล้านลงเครือข่าย ตั้งเป้าลูกค้า 2 ล้านราย
– ไขข้อสงสัย! ประมูล 4G คลื่น 900 แข่งเดือด ผู้คว้าชัยพลิกถล่มทลาย
– ดีแทค ประกาศรุกให้บริการ 4G นำเงินพ่ายประมูล ขยายโครงข่าย
– กสทช.แจงสรุปผลประมูล4G /900 โปร่งใส แข่งขันเสรี หลัง ‘แจส-ทรู’ ชนะ ราคารวมทะลุ 1.51แสนล้าน

ค่ายมือถือพร้อมลงขันตั้งอี-เพย์เมนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มีนาคม 2559 เวลา 07:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/419979

ค่ายมือถือพร้อมลงขันตั้งอี-เพย์เมนต์

ค่ายมือถือพร้อมลงขันตั้งเคลียริ่งเฮาส์ อี-เพย์เมนต์ เชื่อธุรกรรมเติบโต-สนับสนุนนโยบาย Any ID

แหล่งข่าวจากบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่มีความเห็นร่วมกันว่า จะร่วมกันจัดตั้งหน่วยงานกลางในการชำระเงินในการซื้อสินค้าและบริการผ่านทางโทรศัพท์มือถือ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการที่ในอนาคตจะมีการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านสมาร์ทโฟนมากขึ้น ในลักษณะเดียวกับระบบ Interbank Transaction Management and Exchange (ITMX) ที่สมาคมธนาคารไทยทำอยู่

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ปัจจุบัน ITMX ของธนาคารพาณิชย์เป็นระบบการชำระเงินกลางที่จัดทำขึ้นหักกลบลบหนี้ระหว่างกันของลูกค้าในแต่ละธนาคารที่มาทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เช่น กรณีการเบิก ถอน หรือชำระเงิน โดยมีการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้บริการต่อรายการ แต่ในฝั่งธุรกิจมือถือหน่วยงานนี้จะจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นบริษัทเคลียริ่งเฮาส์กลาง ดูแลการทำธุรกรรมในระบบอี-เพย์เมนต์ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ ได้เสนอแนวคิดกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไปแล้ว  โดย กสทช.ไม่ขัดข้อง แต่ให้กลับมาจัดทำรายละเอียดและผังองค์กรที่ชัดเจน โดย กสทช.จะกำกับดูแลการทำธุรกรรมระหว่างกันของค่ายมือถือ แต่เรื่องระบบการชำระเงินต้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้พิจารณา

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า หากมีการจัดตั้งเคลียริ่งเฮาส์กลางในลักษณะ ITMX จะทำให้การประสานงานคล่องตัวมากขึ้น การทำธุรกรรมบนมือถือเติบโตไปด้วย และสนับสนุนนโยบาย Any ID ที่รัฐบาลต้องการให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินในรูปแบบต่างๆ ได้

 

ผ่าปัญหา2ปีทีวีดิจิทัล ปรับโครงสร้างสู้ครบเทอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2559 เวลา 14:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/419904

ผ่าปัญหา2ปีทีวีดิจิทัล ปรับโครงสร้างสู้ครบเทอม

โดย…จะเรียม สำรวจ

เริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้นสำหรับทีวีดิจิทัลไทย หลังจากลองผิดลองถูกกันมาแล้ว 2 ปี ตอนนี้หลายช่องเริ่มจับทิศทางของตัวเองได้ว่าควรจะเดินไปในทิศทางไหน เพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่ครบเทอมตามที่ประมูลใบอนุญาต 15 ปี แต่เนื่องจากการเริ่มต้นธุรกิจเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจของไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว ประกอบกับความไม่พร้อมของทั้งในส่วนของตัวผู้ประกอบการและผู้กำกับดูแลหรือเรกูเลเตอร์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จึงทำให้ช่วง 2 ปีแรกที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการหายไปจากธุรกิจแล้ว 1 ราย รวม 2 ช่อง จากทั้งหมด 24 ช่อง เนื่องจากรายได้ที่ได้ไม่สอดคล้องกับรายจ่ายที่ต้องออกไปจากกระเป๋าทุกวัน

สำหรับทีวีดิจิทัล 2 ช่องที่ออกมาประกาศตัวว่าขอยุติการออกอากาศ ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2558 ที่ผ่านมา คือ ช่องไทยทีวี และช่องโลก้า ของ พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย หรือที่รู้จักกันดีในนามของ ติ๋ม ทีวีพูล  ซึ่งหลังจากประกาศยุติการออกอากาศทีวีดิจิทัล 2 ช่อง พันธุ์ทิพาก็หันหน้าพึ่งศาลปกครองสูงสุดทันที ด้วยการส่งทนายยื่นฟ้อง กสทช. ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะผู้กำกับดูแลการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อสื่อสารไปยังประชาชนทั่วประเทศ การกำกับดูแลการติดตั้งโครงข่ายที่มีความล่าช้า หรือการแจกคูปอง 690 บาท เพื่อนำไปแลกกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล (เซตท็อปบ็อกซ์) ที่ล้มเหลว เนื่องจากคูปองที่แจกไปมีประชาชนนำไปใช้แลกจริงต่ำกว่าเป้ามาก

ขณะเดียวกัน กลุ่มคนที่นำคูปองไปแลกก็ไม่ได้นำกล่องมาใช้จริง เนื่องจากประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจในการติดตั้ง ประกอบกับปัจจุบันครัวเรือนไทยส่วนใหญ่กว่า 70% ยังคงชมรายการต่างๆ ของช่องฟรีทีวีผ่านแพลตฟอร์มทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี จึงไม่เห็นความสำคัญของการติดตั้งกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวส่งผลให้การแจกคูปอง 690 บาท ไม่สัมฤทธิผล

นอกจากนี้ ความสับสนในด้านของการจัดเรียงช่อง ถึงแม้เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา กสทช.จะออกมาประกาศให้ทุกแพลตฟอร์มเรียงช่องทีวีดิจิทัล 1-36 เหมือนกัน ภายหลังจากศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่คุ้มครองประกาศหลักเกณฑ์การจัดลำดับบริการโทรทัศน์ (ประกาศเรียงช่อง) ตามที่ผู้ให้บริการเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมยื่นฟ้อง แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี บางรายยังคงไม่มีการจัดเรียงช่องตามที่ กสทช.ประกาศ ส่งผลให้ประชาชนยังคงต้องหาช่องทีวีดิจิทัลเองเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้การดูทีวีดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี กสทช.ก็ประกาศใช้วิธีบวก 10 แต่กลุ่มผู้ประกอบการทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีก็ยังคงเรียงช่องตามความนิยมของลูกค้าตัวเอง

จากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลต่างออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมกันเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องศาลหรือยื่นข้อเสนอให้ กสทช. เข้ามาช่วยเหลือในด้านต่างๆ แต่ก็ดูเหมือนไม่ได้ผล โดยเฉพาะการยื่นข้อเสนอให้ กสทช.ยืดระยะเวลาการจ่ายค่าใบอนุญาตงวดที่ 3 ออกไป และการที่ กสทช.ไม่ไฟเขียวให้คืนใบอนุญาตได้สำหรับผู้ที่ไปต่อไม่ไหว

เมื่อไม่ได้รับความช่วยเหลือ ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจึงต้องช่วยเหลือตัวเองด้วยการปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งหนึ่งในวิธีของการปรับโครงสร้าง คือ การปรับลดพนักงาน เริ่มด้วย พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย ออกมาประกาศขอความสมัครใจพนักงานกว่า 20 คน ลาออก เพื่อลดปัญหาลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ช่องไทยทีวีและช่องโลก้ามีการลงทุนไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท ผลประกอบการขาดทุนเดือนละ 50 ล้านบาท เพราะมีรายรับเดือนละไม่ถึง 3 ล้านบาท จึงทำให้ต้องถอนทัพการทำธุรกิจทีวีดิจิทัล

หลังจากนั้นไม่นาน ช่องสปริงนิวส์ก็ออกมาประกาศปลดพนักงานออกประมาณ 40 คน จากกว่า 400 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ผู้ช่วยช่างภาพ โปรดิวเซอร์ และพนักงานฝ่ายอื่นๆ บ้างเล็กน้อย ด้วยการจ่ายเงินชดเชยให้ 3 เดือน หรือตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อลดภาระผลประกอบการขาดทุน และต้องการปรับโครงสร้างการบริหารให้มีความคล่องตัวมากขึ้น และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาช่องวอยซ์ทีวีก็ออกมาประกาศปลดพนักงาน 57คน จากทั้งหมดกว่า 300 คน เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรให้คล่องตัวและเหมาะสมต่อการทำงานในภาวะเเข่งขันของธุรกิจทีวีดิจิทัลที่รุนแรง ยังไม่นับทีวีดาวเทียมที่มีการทยอยปลดคนเป็นระยะ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้นักวิชาการออกมาประเมินสถานการณ์ว่า ขณะนี้ฟองสบู่ทีวีดิจิทัลในด้านของพนักงานได้แตกแล้ว หลังช่วงเริ่มต้นธุรกิจใช้งบลงทุนซื้อตัวบุคลากรค่อนข้างสูง เมื่อธุรกิจทีวีดิจิทัลไม่ได้หอมหวานอย่างที่คิด จึงทำให้หลายช่องต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

จากการที่ กสทช.ไม่ไฟเขียว ให้คืนช่องหรือให้เลื่อนการจ่ายค่าใบอนุญาตงวดที่ 3 ส่งผลให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทุกช่องที่เหลืออยู่ยังคง
ต้องกัดฟันสู้ต่อไป และเพื่อให้ช่องของตัวเองมีคนดูมากขึ้น ทำให้ภาพรวมการแข่งขันในปีนี้ยังคุกรุ่น ซึ่งผู้ที่จะไปต่อได้จนครบเทอมคงต้องสร้างภาพลักษณ์ของช่องและกลุ่มเป้าหมายให้มีความชัดเจน ขณะเดียวกัน ในส่วนของตัวคอนเทนต์เองก็ต้องมีคุณภาพและแตกต่างจากคู่แข่ง เพราะหากยังเหมือนกัน ผู้ชมก็ยังคงเลือกที่จะชมรายการในช่องที่ตัวเองคุ้นเคย

 

หลุด!ภาพโฉม HTC 10 สมาร์ทโฟนเรือธงใหม่ล่าสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2559 เวลา 12:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/419776

หลุด!ภาพโฉม HTC 10 สมาร์ทโฟนเรือธงใหม่ล่าสุด

หลุดภาพโฉมหน้า HTC 10 สมาร์ทโฟนเรือธงใหม่ล่าสุดจากค่ายมือถือ HTC

ถึงคราวค่ายมือถือ HTC เสียที เมื่อล่าสุดสื่อโซเชียลมีเดียในต่างประเทศได้เผยภาพหลุดชัดๆ ของสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นถัดไปทุกซอกมุม พร้อมสเปคบางส่วนมาให้ชมกัน โดยคราวนี้รายงานระบุว่าจะใช้ชื่อเรียกสั้นๆ ว่า HTC 10

ภาพหลุดดังกล่าวดังกล่าวเริ่มมาจากบัญชีทวิตเตอร์ @OnLeaks และ @evleaks โดยระบุว่า HTC 10 จะมาพร้อมกับหน้าจอ 5.15 นิ้ว ความละเอียด QHD, ชิพเซ็ต Snapdragon820, ชิพกราฟิก Adreno530, แรม 4GB, กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล และมาพร้อมกับพอร์ต USB Type-C

กำหนดการเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงใหม่ของ HTC จะมาอยู่ในช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้ ชาวไอทีรอติดตามกันได้เลย…!

ที่มา phonearena

 

มาพร้อม! Galaxy S7 มีเซนเซอร์ตรวจจับความชื้น เตือนห้ามชาร์จไฟขณะเปียก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2559 เวลา 12:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/419767

มาพร้อม! Galaxy S7 มีเซนเซอร์ตรวจจับความชื้น เตือนห้ามชาร์จไฟขณะเปียก

Samsung Galaxy S7 มีเซนเซอร์ตรวจความชื้น เตือนป้องกันไม่ให้เผลอชาร์จไฟขณะเครื่องเปียก

นับเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์เด่นของสมาร์ทโฟนเรือธง Samsung Galaxy S7 เลยทีเดียวสำหรับฟีเจอร์กันน้ำมาตรฐาน IP68 อย่างไรก็ตามก็เป็นที่รู้กันว่าขณะที่ตัวเครื่องรวมถึงพอร์ต Micro USB กำลังเปียกแฉะอยู่นั้น ไม่ควรเสียบชาร์จแบตเตอรี่เนื่องจากอาจส่งผลอันตรายต่อตัวเครื่องได้ แต่ผู้ใช้หลายคนก็ยังสงสัยว่า… แล้วต้องรอให้หายเปียกขนาดไหนถึงสามารถเสียบชาร์จไฟได้?

ดังนั้น Samsung Galaxy S7 จึงมาพร้อมกับเซนเซอร์ตรวจจับความชื้นที่พอร์ต Micro USB โดยจะทำหน้าที่คอยแจ้งเตือนเครื่องของเรามีความชื้นมากเกินไปหรือไม่สำหรับการชาร์จไฟ ซึ่งถือว่าทาง’ซัมซุง’ก็เตรียมตัวมาดีพอสมควร

อย่างไรก็ตาม มีผู้ใช้งานบางส่วนรายงานเซนเซอร์ตรวจจับความชื้นที่พอร์ต Micro USB นั้นทำงานดีเกินไป ในบางครั้งเมื่อใช้สายชาร์จที่ไม่ใช่ของทางซัมซุงก็จะมีการแจ้งเตือนขึ้นมาเช่นกัน

อนึ่ง การชาร์จแบบไวเลสขณะเครื่องเปียกนั้นไม่มีรายงานปัญหาแต่อย่างใด

ที่มา phonearena