อิหร่านกร้าวจ่ายค่าหัวทหารสหรัฐฯ 3 หมื่นดอลลาร์ หากจับหรือฆ่าได้ ถ้าคนจับเป็นผู้หญิงให้เงิน 2 เท่า

อิหร่านกร้าวจ่ายค่าหัวทหารสหรัฐฯ 3 หมื่นดอลลาร์ หากจับหรือฆ่าได้ ถ้าคนจับเป็นผู้หญิงให้เงิน 2 เท่า

17 ส.ค. 2569 08:56 น.

อิหร่านกร้าวจ่ายค่าหัวทหารสหรัฐฯ 3 หมื่นดอลลาร์ หากจับหรือฆ่าได้ ถ้าคนจับเป็นผู้หญิงให้เงิน 2 เท่า

กองทัพอิหร่านเสนอเงินรางวัล 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1 ล้านบาท สำหรับผู้ที่สามารถฆ่าหรือจับกุมทหารสหรัฐฯ และนำตัวส่งมอบให้ทางการ โดยหากผู้หญิงเป็นคนจับได้ จะให้เงินรางวัลเพิ่มเป็น 2 เท่า

สำนักข่าว IRNA ของทางการอิหร่านรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคมว่า พล.อ.อามีร์ ฮาตามี ผู้บัญชาการกองทัพอิหร่าน เป็นผู้ประกาศแผนเสนอค่าหัวทหารสหรัฐฯอเมริกา หลังมีประชาชนจำนวนมากแสดงความต้องการเข้าร่วม

พล.อ.ฮาตามีกล่าวว่า ผู้ใดก็ตามที่สังหารหรือจับกุม และนำตัวทหารอเมริกันที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รุกรานมาส่งมอบให้กองทัพอิหร่าน จะได้รับเงินรางวัล 30,000 ดอลลาร์ หรือ 5 พันล้านโตมัน จากสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน

พร้อมระบุว่าผู้หญิงอิหร่านผู้กล้าหาญ ที่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ จะได้รับเงินรางวัลเพิ่มเป็น 2 เท่า

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ฮาตามีไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า ค่าหัวดังกล่าวจะนำไปใช้ในพื้นที่ใด หรือคาดว่าจะเกิดการจับกุมหรือสังหารทหารสหรัฐฯ เมื่อใด

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้น แม้จะยังไม่มีรายงานการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินของสหรัฐฯ เข้าไปในอิหร่านในช่วงสงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ ยกเว้นปฏิบัติการช่วยเหลือในเดือนเมษายน เพื่อค้นหาและนำตัวนักบินอเมริกันที่เครื่องบินถูกยิงตกกลับออกมา

พล.อ.ฮาตามียังเรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากตะวันออกกลาง พร้อมประกาศว่า สหรัฐฯ ไม่มีสิทธิ์เข้ามาในอ่าวเปอร์เซีย อ่าวโอมาน หรือช่องแคบฮอร์มุซอีกต่อไป

ทั้งนี้ สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ขณะที่ประมาณ 1 เดือนต่อมา สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการกู้ภัยขนาดใหญ่เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธของเครื่องบินขับไล่ F-15 ที่ประสบเหตุ โดยใช้กำลังทหารสหรัฐฯ ราว 200 นาย และเครื่องบินมากกว่า 170 ลำ ในภารกิจค้นหาและนำตัวนักบินออกมาก่อนที่กองกำลังอิหร่านจะพบตัว

ระหว่างปฏิบัติการ กองกำลังอิหร่านสามารถสร้างความเสียหายให้เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน A-10 ของสหรัฐฯ ซึ่งต้องทิ้งเครื่องในพื้นที่ฝ่ายเดียวกัน ขณะที่มีรายงานว่าสหรัฐฯ ต้องทิ้งและทำลายเครื่องบินบางส่วนที่ใช้ในภารกิจ รวมถึงเครื่องบินลำเลียง C-130

ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน นักบิน F-15 ได้รับการช่วยเหลือจากทีมเฮลิคอปเตอร์ในปฏิบัติการอีกครั้งหนึ่ง

สงครามยุติความรุนแรงลงชั่วคราวด้วยข้อตกลงหยุดยิงในเดือนเมษายน หลังสู้รบกันเกือบ 40 วัน ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะมีกรอบการเจรจาสันติภาพในเดือนมิถุนายน แต่การเจรจาดังกล่าวล่มลงในเวลาต่อมา

หลังจากนั้น อิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงมีการยิงตอบโต้กันเป็นระยะ โดยการสู้รบส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่านและบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

แม้ทั้งสองฝ่ายยังคงติดต่อกันทางอ้อมผ่านคนกลาง แต่ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงทางการทูตได้ ขณะที่อิหร่านยังยื่นเงื่อนไขสำหรับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง รวมถึงการเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม

นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้ว 17 นาย โดยผู้เสียชีวิตทั้งหมดเสียชีวิตนอกประเทศอิหร่าน ในประเทศต่าง ๆ รวมถึงจอร์แดนและอิรัก และผู้เสียชีวิตรายล่าสุดเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม.

ที่มา : channelnewsasia

เมียนมาน้ำท่วมหนัก! ฝนมรสุมถล่มจมหมู่บ้าน-นาข้าว ชาวบ้านเดือดร้อนนับแสน

เมียนมาน้ำท่วมหนัก! ฝนมรสุมถล่มจมหมู่บ้าน-นาข้าว ชาวบ้านเดือดร้อนนับแสน

17 ส.ค. 2569 08:23 น.

เมียนมาน้ำท่วมหนัก! ฝนมรสุมถล่มจมหมู่บ้าน-นาข้าว ชาวบ้านเดือดร้อนนับแสน

ฝนมรสุมที่ตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้างในพื้นที่ภาคกลางของเมียนมา โดยเฉพาะในรัฐสะกาย ทำให้หมู่บ้านและพื้นที่นาข้าวจำนวนมากจมอยู่ใต้น้ำ ประชาชนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน 

สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ OCHA ระบุว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา น้ำท่วมจากฝนมรสุมรุนแรงในรัฐสะกาย รัฐยะไข่ รัฐอิรวดี และรัฐคะฉิ่น ส่งผลกระทบต่อประชาชนราว 390,000 คน โดยเฉพาะรัฐสะกายที่มีผู้ได้รับผลกระทบประมาณ 230,000 คน โดยชาวบ้านในเมืองเวตเล็ต รัฐสะกาย เล่าว่า สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้สร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก หลายครอบครัวต้องอพยพหนีน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และแทบไม่สามารถนำทรัพย์สินติดตัวออกมาได้

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายสำหรับผู้พลัดถิ่นจากสงครามในเมียนมา โดยชาวบ้านระบุว่า ผู้ลี้ภัยบางส่วนอาศัยอยู่ในที่พักชั่วคราวขนาดเล็ก ซึ่งถูกน้ำท่วมจนจมมิด และไม่สามารถช่วยเหลือหรือขนย้ายข้าวของออกมาได้

นอกจากบ้านเรือนแล้ว น้ำยังสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมอย่างหนัก ต้นกล้าข้าวจำนวนมากถูกกระแสน้ำพัดหาย ทำให้ชาวนาไม่สามารถกลับมาทำนาได้ในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกยังคงจมอยู่ใต้น้ำ

กระทรวงสวัสดิการสังคม การบรรเทาทุกข์ และการตั้งถิ่นฐานใหม่ของเมียนมาระบุว่า จนถึงวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ฝนตกหนักและน้ำในแม่น้ำเอ่อล้นในรัฐสะกาย ทำให้ประชาชนกว่า 11,400 คน จาก 3,220 ครัวเรือน ต้องย้ายไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

ที่เมืองเวตเล็ต ชาวบ้านบางส่วนยังคงอยู่ในพื้นที่เพื่อดูแลปศุสัตว์ โดยอาศัยอยู่บนชั้นบนของบ้านและใช้ผ้าใบคลุมเป็นที่พักชั่วคราว ต้องพึ่งพาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและน้ำดื่มบรรจุขวดที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำมาให้ทางเรือ

ชาวบ้านรายหนึ่งเปิดเผยว่า ก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือ พวกเขาจำเป็นต้องนำน้ำท่วมที่มีโคลนขุ่นมาต้มเพื่อใช้ดื่ม เนื่องจากไม่มีน้ำสะอาดเพียงพอ

OCHA เตือนว่า สถานการณ์น้ำท่วมในเมียนมาอาจยังคงรุนแรงต่อเนื่องในช่วงหลายวันหรือหลายสัปดาห์ข้างหน้า เนื่องจากฝนมรสุมยังตกต่อเนื่อง และระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญหลายแห่งอยู่ในระดับอันตราย

ขณะเดียวกัน น้ำท่วมยังสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน ที่พักพิง โครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลให้ความต้องการความช่วยเหลือด้านอาหาร น้ำสะอาด บริการสาธารณสุข และการฟื้นฟูอาชีพเพิ่มสูงขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า แม้ฝนมรสุมจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกษตรในภูมิภาค แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้รูปแบบฝนมีความแปรปรวน คาดเดาได้ยาก และอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

เฮอริเคน “ลาลา” ถล่มหนักรัฐฮาวาย คร่าแล้ว 1 ศพ

เฮอริเคน “ลาลา” ถล่มหนักรัฐฮาวาย คร่าแล้ว 1 ศพ

17 ส.ค. 2569 06:13 น.

เฮอริเคน “ลาลา” ถล่มหนักรัฐฮาวาย คร่าแล้ว 1 ศพ

รัฐฮาวายกำลังรับมือกับอิทธิพลจากเฮอริเคน “ลาลา” ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนักและดินถล่มในหลายพื้นที่ โดยเบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ ขณะเจ้าหน้าที่กำลังเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐฮาวายของสหรัฐฯ กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากอิทธิพลของเฮอริเคน “ลาลา” (Lala) ซึ่งเคลื่อนตัวเฉียดผ่านเกาะบิ๊ก (Big Island) ทำให้เกิดฝนตกหนักสะสมสูงสุดถึง 89 ซม. จนทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่มหลายจุด

เบื้องต้นมีรายงานพบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ และมีบ้านเรือนหลายหลังในแถบชุมชนชายฝั่ง นาอาเลฮู (Naalehu) และ ไวโอฮีนู (Waiohinu) ถูกกระแสน้ำพัดหลุดออกจากฐานราก ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งดำเนินปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย

ขณะเดียวกัน ทางการรัฐฮาวายได้ส่งทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติจำนวนประมาณ 180 นาย ออกปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัยด้วย

รายงานระบุอีกว่า ประชาชนกว่า 219,000 รายบนเกาะฮาวายประสบปัญหาไม่มีไฟฟ้าใช้ โรงพยาบาล 3 แห่งต้องใช้เครื่องปั่นไฟสำรองเพื่อให้พลังงาน ส่วนในเกาะเมาอี (Maui) ประชาชนบางส่วนประสบปัญหาน้ำประปาไม่ไหลด้วย

ทั้งนี้ เฮอริเคน “ลาลา” มีความเร็วลมสูงสุด 91 ไมล์/ชม. ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนด้วยความเร็วลมประมาณ 65 ไมล์/ชม. และกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก อย่างไรก็ตาม ทางการยังคงเตือนภัยพายุโซนร้อนครอบคลุมทั้ง 8 เกาะหลักของฮาวาย เนื่องจากยังคงมีฝนตกหนักต่อเนื่อง

สนามบินหลัก 2 แห่งบนเกาะบิ๊กได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติ “ฮิโล” (Hilo) กับท่าอากาศยาน เอลลิสัน โอนิซุกะ โคนา ต้องปิดให้บริการชั่วคราวก่อนระยะหนึ่งจะกลับมาเปิดอีกครั้ง ส่งผลให้เที่ยวบินถูกยกเลิกหรือล่าช้ากว่า 190 เที่ยวบิน

อนึ่ง ในปีนี้เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) กำลังแรงในมหาสมุทรแปซิฟิก ประกอบกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดพายุหมุนที่มีความรุนแรงขึ้น และมีจำนวนเพิ่มขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ประกาศ ลดขนาดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ อ้างสัมพันธ์ คิม จอง-อึน ดีมาก

ทรัมป์ประกาศ ลดขนาดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ อ้างสัมพันธ์ คิม จอง-อึน ดีมาก

17 ส.ค. 2569 05:07 น.

ทรัมป์ประกาศ ลดขนาดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ อ้างสัมพันธ์ คิม จอง-อึน ดีมาก

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศลดขนาดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ลงอย่างมีนัยสำคัญ อ้างเนื่องจากความสัมพันธ์อันดีมากระหว่างเขากับ คิม จอง-อึน และการที่เกาหลีใต้ไม่ช่วยสหรัฐฯ ในสงครามกับอิหร่าน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เพื่อประกาศว่า สหรัฐฯ จะลดขนาดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเขามีความสัมพันธ์อันดีมากกับ คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งคัดค้านการซ้อมรบนี้มาตลอด

“จากความสัมพันธ์อันดีมากของผมกับ คิม จอง-อึน แห่งเกาหลีเหนือ ผมรู้สึกไม่พอใจกับข้อเท็จจริงที่ว่า สหรัฐอเมริกาได้ตกลงเข้าร่วมการซ้อมรบทางทหารร่วมกับเกาหลีใต้มาเป็นเวลานานแล้ว การซ้อมรบเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีค่าใช้จ่ายสูง โดยที่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่นั้นสหรัฐอเมริกาเป็นผู้จ่าย (ตามเคย!) แต่ยังส่งสัญญาณที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งและแสดงความเป็นศัตรู ต่อประเทศที่ปฏิบัติตนโดยไม่คุกคามและให้เกียรติมาโดยตลอด ตราบเท่าที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเป็นประธานาธิบดี”

“ดังนั้น ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่ามัน (การซ้อมรบ) สายเกินกว่าจะยกเลิกแล้ว ผมจึงได้สั่งการให้ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงสงคราม ลดขนาดการซ้อมรบร่วมทางทหารลงอย่างมีนัยสำคัญ! และแม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกันสักเท่าไร (?) เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้ถามประธานาธิบดีเกาหลีใต้ว่า พวกเขาต้องการเข้าร่วมกับเราในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านหรือไม่ และพวกเขาตอบกลับมาว่า ‘ไม่ละ ขอบคุณ!’”

“ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์” ข้อความของทรัมป์ระบุทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ในการเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก โดนัลด์ ทรัมป์ แหกธรรมเนียมปฏิบัติด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ กับผู้นำเกาหลีเหนือ โดยเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับ คิม จอง-อึน 3 ครั้ง เพื่อทำข้อตกลงปลดอาวุธนิวเคลียร์ แต่ตกลงกันไม่ได้ ก่อนที่การเจรจาจะหยุดชะงักนับตั้งแต่ปี 2562

สหรัฐฯ และเกาหลีใต้มีกำหนดการเริ่มต้นการซ้อมรบทางทหารประจำในวันจันทร์นี้ (17 ส.ค.)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truth social

ทูตพิเศษทรัมป์ เข้าพบผู้นำฮามาส เดินหน้าผลักดันแผนสันติภาพกาซา

ทูตพิเศษทรัมป์ เข้าพบผู้นำฮามาส เดินหน้าผลักดันแผนสันติภาพกาซา

17 ส.ค. 2569 04:00 น.

ทูตพิเศษทรัมป์ เข้าพบผู้นำฮามาส เดินหน้าผลักดันแผนสันติภาพกาซา

จาเรด คุชเนอร์ ทูตพิเศษของทรัมป์ เข้าพบผู้นำฮามาสที่ประเทศอียิปต์ เพื่อหารือเรื่องการผลักดันการบังคับใช้แผนการสันติภาพกาซา หลังจากอิสราเอลออกมาปฏิเสธแผนดังกล่าวไปก่อนหน้านี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค. 2569 ว่า นายจาเรด คุชเนอร์ ทูตพิเศษประจำภูมิภาคตะวันออกกลางและลูกเขยของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมการหารือครั้งสำคัญกับผู้นำกลุ่มฮามาส เพื่อหารือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามแผนสันติภาพกาซาที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ

เจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์เปิดเผยกับบีบีซีว่า ลูกเขยของทรัมป์ได้พบกับคณะผู้แทนซึ่งนำโดย คาลิล อัล-ฮายยา ผู้นำกลุ่มฮามาส ที่ประเทศอียิปต์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เมื่อเดือนกรกฎาคม “คณะกรรมการเพื่อสันติภาพ” (Board of Peace) ของทรัมป์ ระบุว่าได้บรรลุข้อตกลงสำหรับการ “ปลดอาวุธโดยสมบูรณ์” ของกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ในกาซาแล้ว

แต่สัปดาห์ก่อน อิสราเอลออกมาปฏิเสธแผนการ 15 ข้อดังกล่าวของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเรียกร้องให้กองทัพอิสราเอลถอนกำลังออกจากกาซา และให้มีการฟื้นฟูกาซาภายใต้การบริหารของรัฐบาลพลเรือนปาเลสไตน์ชุดใหม่ ส่งผลให้ 8 ประเทศมุสลิมออกแถลงการณ์ในวันอาทิตย์เพื่อประณามการปฏิเสธของอิสราเอล

ทรัมป์เป็นผู้นำคณะกรรมการเพื่อสันติภาพ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในฐานะองค์กรระหว่างประเทศที่มีจุดประสงค์แรกเริ่มเพื่อสร้างสันติภาพในกาซา ก่อนจะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมความขัดแย้งทั่วโลก

การพบกันระหว่าง คุชเนอร์ กับ อัล-ฮายยา ถือเป็นการพบปะระดับสูงครั้งแรกนับตั้งแต่มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาเมื่อปีที่แล้ว

รายงานข่าวระบุว่า นายนิโคไล มลาเดนอฟ ทูตของคณะกรรมการเพื่อสันติภาพ และโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ได้เข้าร่วมการประชุมนี้ด้วย พร้อมกับผู้แทนจากอียิปต์ กาตาร์ และตุรกี ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางในความพยายามสร้างสันติภาพครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับรายละเอียดของการหารือ แต่คาดกันว่าเป็นการพูดคุยที่มุ่งเน้นไปที่การปลดอาวุธของกลุ่มฮามาสอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนการถอนกำลังทหารอิสราเอลและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

ในขณะที่อยู่ในอียิปต์ คุชเนอร์ยังได้เข้าพบกับประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซิซี ของอียิปต์ ขณะที่รายงานของสื่ออิสราเอลระบุว่า คุชเนอร์, มลาเดนอฟ และแบลร์ มีกำหนดเข้าพบนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูในวันจันทร์นี้ (17 ส.ค.) เพื่อผลักดันแผนการของทรัมป์ต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ภาพวาดยุคเรอเนซองส์ มูลค่ามหาศาล 4 ภาพ ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์อิตาลี

ภาพวาดยุคเรอเนซองส์ มูลค่ามหาศาล 4 ภาพ ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์อิตาลี

17 ส.ค. 2569 03:15 น.

ภาพวาดยุคเรอเนซองส์ มูลค่ามหาศาล 4 ภาพ ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์อิตาลี

เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนบุกขโมยภาพวาดบนแผ่นไม้ยุคเรอเนซองส์ 4 ภาพ ไปจากพิพิธภัณฑ์ในเมืองเมสซินาของอิตาลี ก่อนหลบหนีไปอย่างลอยนวล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค. 2569 ว่า ภาพวาดในยุคเรอเนซองส์ที่มี “มูลค่ามหาศาล” จำนวน 4 ภาพ ถูกโจรกรรมไปจากพิพิธภัณฑ์สหวิทยาการส่วนภูมิภาคแห่งเมสซินา (Messina) บนเกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ณ เวลาประมาณ 21.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ภาพวาดดังกล่าวเป็นผลงานของ อันโตเนลโล ดา เมสซินา ศิลปินเอกในยุคเรอเนซองส์ตอนต้น โดยภาพที่หายไป ได้แก่ แผงภาพวาด 3 ภาพจากผลงานชุด Polyptych of San Gregorio ซึ่งวาดในปี พ.ศ. 2016 และแผงภาพวาดสองด้าน Madonna with Child and Christ in Pietà ซึ่งถูกยกออกไปจากตู้จัดแสดงที่มีระบบคุ้มกันความปลอดภัยโดยตรง

ภาพวาดทั้งหมดเป็นภาพบนแผงไม้ ซึ่งไม่สามารถม้วนเก็บได้ง่าย โดยตำรวจกำลังเร่งสอบสวนว่าคนร้ายสามารถเล็ดลอดเข้าไปโดยที่สัญญาณเตือนไม่ดังได้อย่างไร และเบื้องต้นสันนิษฐานว่านี่เป็นการโจรกรรมตามคำสั่งซื้อของตลาดมืด

นายอเลสซานโดร จูลี รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมอิตาลียืนยันว่าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริง ส่วนนางมาริซา เมอร์คูริโอ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ ออกมาแสดงความเสียใจและระบุว่านี่เป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ เมือง และวงการศิลปะ

ขณะที่นายเฟเดริโก บาซิเล นายกเทศมนตรีเมืองเมสซินา แสดงความโกรธต่ออาชญากรรมครั้งนี้ และระบุว่านี่เป็นการล่วงละเมิดมรดกตกทอดของชาวเมืองทุกคน

อนึ่ง การโจรกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ ตำรวจอิตาลีเพิ่งยึดคืนภาพวาด 3 ภาพ ซึ่งเป็นผลงานของ เซซาน, เรอนัวร์ และมาติสส์ มูลค่ากว่า 9 ล้านยูโร ที่ถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ใกล้เมืองปาร์มากลับมาได้สำเร็จ

เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนถึงวิกฤตความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ในยุโรป หลังจากเมื่อปลายปีที่แล้วเคยเกิดเหตุแก๊งคนร้ายบุกเข้าไปขโมยเครื่องเพชรโบราณมูลค่ากว่า 88 ล้านยูโรจากพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในกรุงปารีสกลางวันแสกๆ มาแล้ว และจนถึงตอนนี้ก็ยังหาของกลับคืนมาไม่ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รถบัสโปแลนด์แหกโค้งตกทางหลวงฮังการี ดับสลด 12 ศพ

รถบัสโปแลนด์แหกโค้งตกทางหลวงฮังการี ดับสลด 12 ศพ

17 ส.ค. 2569 02:30 น.

รถบัสโปแลนด์แหกโค้งตกทางหลวงฮังการี ดับสลด 12 ศพ

รถบัสบรรทุกผู้แสวงบุญชาวโปแลนด์เสียหลักตกทางหลวงลงไปในคูน้ำในประเทศฮังการี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 12 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค. 2569 ตำรวจในประเทศฮังการีเปิดเผยว่า รถบัสคันหนึ่งซึ่งบรรทุกผู้แสวงบุญชาวโปแลนด์พลิกคว่ำ หลังหลุดออกจากทางหลวงสาย M3 ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างกรุงบูดาเปสต์ เมืองหลวงของฮังการี กับเมืองญีเร็จฮาซา (Nyíregyháza) ทางตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อเวลาประมาณ 01:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

สำนักข่าว MTI ของฮังการีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ช่วยเหลือผู้โดยสาร 35 คน จากทั้งหมด 57 คน รวมถึงคนขับรถอีก 2 คนออกมาได้แล้ว โดยตำรวจเชื่อว่า คนขับที่เป็นผู้ควบคุมรถในเวลาเกิดเหตุ เกิดอาการหลับใน จึงควบคุมตัวคนขับรถรายนี้เอาไว้แล้ว

รายงานระบุอีกว่า หน่วยบริการฉุกเฉินพยายามยกเพลาหลังของรถบัสน้ำหนัก 24 ตัน เพื่อนำตัวผู้ที่ติดอยู่ข้างใต้ออกมา ก่อนที่รถเครนจะเดินทางมาถึงเพื่อยกตัวรถขึ้นทั้งคัน

หน่วยกู้ชีพของฮังการีระบุว่า ได้ทำการรักษาผู้บาดเจ็บสาหัสขั้นวิกฤต 1 ราย ผู้บาดเจ็บสาหัส 9 ราย และผู้บาดเจ็บเล็กน้อยอีก 37 ราย

นายเปเตอร์ มอดยอร์ (Péter Magyar) นายกรัฐมนตรีฮังการี ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และอวยพรให้ผู้บาดเจ็บหายป่วยโดยเร็ว

ขณะที่นายโดนัลด์ ทุสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ ได้ร่วมแสดงความเสียใจเช่นเดียวกัน พร้อมเสริมว่าเขาได้ตัดสินใจส่งเครื่องบิน “เที่ยวบินพิเศษ” ของโปแลนด์ พร้อมเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศและทีมแพทย์เดินทางไปช่วยเหลือ โดยระบุว่า “เราจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน”

ทั้งนี้ สำนักข่าว PAP ของโปแลนด์ระบุว่า รถบัสคันดังกล่าวอยู่ระหว่างเดินทางกลับจากประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา โดยบรรทุกผู้แสวงบุญจากภูมิภาคปอดการ์ปาแช (Podkarpacie) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้สุดของโปแลนด์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไฟป่าปะทุบนเกาะกรีซ คร่าแล้ว 2 ศพ เร่งอพยพประชาชน

ไฟป่าปะทุบนเกาะกรีซ คร่าแล้ว 2 ศพ เร่งอพยพประชาชน

16 ส.ค. 2569 23:56 น.

ไฟป่าปะทุบนเกาะกรีซ คร่าแล้ว 2 ศพ เร่งอพยพประชาชน

ไฟป่า 2 จุดปะทุบนเกาะแห่งหนึ่งของประเทศกรีซ ทำให้ต้องมีการอพยพประชาชนอย่างเร่งด่วน เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังพยายามควบคุมไฟป่า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดไฟป่าปะทุ 2 จุดในเวลาไล่เลี่ยกันบนเกาะซาลามินา (Salamina) ของประเทศกรีซ ทำให้ทางการต้องเร่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง โดยล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ เจ้าหน้าที่กว่า 200 นายกำลังเร่งควบคุมเพลิง เพื่อไม่ให้ไฟทั้ง 2 จุดมาบรรจบกัน

เกาะซาลามินาอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังไฟป่าความเสี่ยงระดับสูงอยู่แล้วในวันอาทิตย์ (16 ส.ค. 2568) เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัดกำลังปกคลุมหลายพื้นที่ในยุโรป โดยเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุไฟป่าจุดแรกเมื่อเวลาประมาณ 14.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น และไฟลุกลามอย่างรวดเร็วเนื่องจากลมแรง

โฆษกจากกองกำลังยามฝั่งเปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ ERT ของกรีซว่า จนถึงขณะนี้มีประชาชนได้รับการอพยพทางเรือแล้วประมาณ 90 คน โดยมีการส่งเรือลาดตระเวน 5 ลำไปยังเกาะซาลามินา พร้อมทั้งมีเรือภาคเอกชนอีกหลายลำคอยให้ความช่วยเหลือ

นอกจากนี้ ยังมีการส่งเครื่องบินดับเพลิงหลายลำและรถดับเพลิงอีก 50 คัน เข้าปฏิบัติการควบคุมไฟป่าด้วย

นายโธดอริส ซานนิส รองนายกเทศมนตรีเกาะซาลามินา กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังพยายามสกัดไม่ให้ไฟป่าลุกลามข้ามภูเขาบนเกาะ จนกลายเป็นไฟป่าขนาดใหญ่เพียงจุดเดียว

ทั้งนี้ เกาะซาลามินาตั้งอยู่ทางตะวันตกของกรุงเอเธนส์ มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 37,000 คน ซึ่งหลายรายเป็นผู้สูงอายุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับแล้ว 53 ศพ แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย ไร้บ้านอีกหลายพันคน

ดับแล้ว 53 ศพ แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย ไร้บ้านอีกหลายพันคน

16 ส.ค. 2569 22:59 น.

ดับแล้ว 53 ศพ แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย ไร้บ้านอีกหลายพันคน

เหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 53 ศพ ในขณะที่ยังมีประชาชนอีกหลายพันคนที่ต้องอพยพออกจากบ้านที่พังเสียหาย และต้องไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค. 2569 ว่า เหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทางตะวันออกของอินโดนีเซียเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 53 ศพ และบาดเจ็บมากกว่า 130 ราย โดยส่วนใหญ่กระดูกหัก นับเป็นแผ่นดินไหวที่รุนแรงและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในอินโดนีเซียนับตั้งแต่ปี 2565

รายงานระบุด้วยว่า มีประชาชนประมาณ 5,000 คนต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยของตนเอง โดยในอำเภอ “สิกกา” (Sikka) มีประชาชนกว่า 3,300 คนที่ต้องอพยพตนเองไปอยู่ตามศูนย์พักพิง เช่น สนามกีฬา หรือสร้างเต็นท์ชั่วคราวอยู่หน้าบ้านที่พังทลาย

แผ่นดินไหวยังทำให้เกิดดินถล่ม ถนนหลายสายถูกตัดขาด ระบบไฟฟ้าได้รับผลกระทบ แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่ฟื้นฟูระบบไฟฟ้าได้เกือบทั้งหมดแล้ว และทางการได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันออกเพื่อเร่งระดมความช่วยเหลือ

สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของอินโดนีเซีย (BNPB) ระบุว่า ตรวจพบอาฟเตอร์ช็อกเกิดขึ้นตามหลังแผ่นดินไหวหลักเกือบ 1,000 ครั้ง

ขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังเร่งเคลียร์ซากปรักหักพังในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก เช่นที่อำเภอมังกาไร (Manggarai), มังกาไรตะวันออก และเขตนาเกเคโอ (Nagekeo) ในจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันออก เพื่อค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซาก โดยรัฐบาลส่งทหารและตำรวจกว่า 3,500 นาย เข้าช่วยเหลือในพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ยูเครนเปิดฉากโจมตีรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุด มอสโกอ้างสอยโดรนได้ 800 ลำ

ยูเครนเปิดฉากโจมตีรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุด มอสโกอ้างสอยโดรนได้ 800 ลำ

16 ส.ค. 2569 21:54 น.

ยูเครนเปิดฉากโจมตีรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุด มอสโกอ้างสอยโดรนได้ 800 ลำ

ยูเครนเปิดฉากโจมตีรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น ขณะที่รัสเซียระบุว่า สกัดโดรนที่ยูเครนส่งมาได้กว่า 800 ลำ แต่สถานที่สำคัญหลายแห่งยังถูกโจมตี

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค. 2569 ทางการรัสเซียออกมาระบุว่า กองทัพของพวกเขาสามารถยิงทำลายโดรนที่ยูเครนส่งมาโจมตีในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมาได้มากกว่า 800 ลำ นับเป็นหนึ่งในการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดของยูเครน โดยเบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ศพ

กระทรวงกลาโหมของรัสเซียเปิดเผยว่า มีการยิงสกัดกั้นโดรนในพื้นที่ครอบคลุมถึง 17 แคว้น โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตอนใต้, ตะวันตก และในพื้นที่แถบกรุงมอสโก โดยแค่เฉพาะในแคว้นมอสโกอย่างเดียว ก็มีการยิงสกัดกั้นโดรนถึง 187 ลำแล้ว

สถานที่สำคัญที่ถูกโจมตีรวมถึงคลังสินค้าของบริษัท “ไวด์เบอร์รีส์” (Wildberries) ผู้ค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรงที่คลังสินค้าขนาด 250,000 ตารางเมตรในแคว้นมอสโก โดยยูเครนอ้างว่าคลังสินค้านี้ส่งมอบยุทธปัจจัยให้กองทัพรัสเซีย และยูเครนได้โจมตีศูนย์โลจิสติกส์ของบริษัทนี้ไปแล้ว 7 แห่งจาก 10 แห่ง

กองทัพยูเครนระบุด้วยว่า ได้โจมตีโรงงานผลิตเชื้อเพลิงแข็งสำหรับใช้ในจรวดหลากหลายรุ่นของรัสเซีย ในแคว้นรอสตอฟด้วย

คลังสินค้าของบริษััท ไวด์เบอร์รีส์ ในแคว้นมอสโก เสียหายยับเยิน
คลังสินค้าของบริษััท ไวด์เบอร์รีส์ ในแคว้นมอสโก เสียหายยับเยิน

ด้านรัสเซียยังคงใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีกรุงเคียฟและเมืองอื่นๆ เช่น เครเมนชุค, ครีวีรีห์ และซูมี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพที่เมืองครีวีรีห์ และอีก 1 ศพที่เมืองซูมี นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่าไม่สามารถยิงขีปนาวุธทิ้งตัว (Ballistic missiles) ที่รัสเซียยิงเข้าใส่ในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมาได้เลย สะท้อนถึงปัญหาการขาดแคลนกระสุนและมิสไซล์สกัดกั้นที่กำลังวิกฤตอย่างหนัก

ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี กล่าวในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า รัสเซียส่งโดรนกว่า 1,550 ลำ, ทิ้งระเบิดนำวิถีกว่า 1,560 ลูก และยิงมิสไซล์เข้าใส่อีก 62 ลูก พร้อมเรียกร้องให้ชาติยุโรปเร่งสนับสนุนขีปนาวุธสกัดกั้นเพิ่มเติม แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีการตอบรับอย่างเป็นรูปธรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn