ผู้เชี่ยวชาญเตือน UAE ถอนตัว OPEC อาจถึงขั้นทำกลุ่มแตก

ผู้เชี่ยวชาญเตือน UAE ถอนตัว OPEC อาจถึงขั้นทำกลุ่มแตก

28 เม.ย. 2569 23:15 น.

ผู้เชี่ยวชาญเตือน UAE ถอนตัว OPEC อาจถึงขั้นทำกลุ่มแตก

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การที่ UAE ประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่ม OPEC อาจส่งผลให้ชาติสมาชิกอื่นๆ เจริญรอยตาม จนสุดท้ายอาจนำไปสู่การล่มสลายของสมาคมผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกแห่งนี้

การที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถอนตัวจาก OPEC จะสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงต่อสมาคมผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกแห่งนี้ และอาจส่งผลถึงขั้นทำให้ “กลุ่มแตก” หาก OPEC ไม่มีการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้สมาชิกรายอื่นตีตัวออกห่าง

หนึ่งในผลกระทบจากการถอนตัวของ UAE คือ OPEC จะสูญเสียรายได้มหาศาล โดยข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า ปีที่ผ่านมา OPEC มียอดขายน้ำมันรวม 4.55 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นรายได้จาก UAE ถึง 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 17%

นอกจากนั้น การสูญเสียผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 2 ของกลุ่ม อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์โดมิโน คือประเทศอื่นอาจพิจารณาเจริญรอยตาม เพราะเดิมทีความสัมพันธ์ภายในกลุ่มก็ไม่มั่นคงอยู่แล้ว และความไม่สงบในภูมิภาคจากสงคราม รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานฝีมืออิหร่าน ซึ่งเป็นสมาชิก OPEC ด้วยกันเอง อาจเป็นตัวเร่งให้กลุ่มแตกสลาย

สาเหตุหลักที่ทำให้ UAE ตัดสินใจออกจาก OPEC คือ ความอัดอั้นด้านโควตา โดย UAE ต้องการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งขัดกับนโยบายลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC ยูเออียังต้องการเดินนโยบายพลังงานของตนเองโดยไม่ต้องอิงตามมติของซาอุดีอาระเบียและกลุ่มด้วย

“หากจะมีช่วงเวลาไหนที่ควรลาออก ก็คือตอนนี้แหละครับ” โรบิน มิลส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Qamar Energy ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาในดูไบ บอกกับ เบ็คกี้ แอนเดอร์สัน จากสำนักข่าว CNN “เราอาจจะได้เห็น คาซัคสถาน ลาออกเช่นกัน เพราะนั่นคืออีกหนึ่งผู้ผลิตรายใหญ่ที่ต้องการขยายกำลังการผลิต”

ด้านนาย เดวิด ออกซ์ลีย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านภูมิอากาศและสินค้าโภคภัณฑ์จาก Capital Economics กล่าวว่า “สายสัมพันธ์ที่ผูกมัดสมาชิก OPEC ไว้ด้วยกันเริ่มคลายตัวลงแล้ว”

เขาประเมินว่า การออกจากกลุ่มช่วยให้ UAE สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ตามต้องการหลังจากถูกจำกัดมานาน อย่างไรก็ตาม จะยังไม่มีผลกระทบในทันที เนื่องจากความต้องการน้ำมันดิ่งเหวในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาขณะที่ราคากระชากสูงขึ้น ประกอบกับคลังจัดเก็บน้ำมันเต็มขีดจำกัดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

แต่ในระยะยาว UAE มีศักยภาพที่จะสูบน้ำมันเพิ่มขึ้นได้ถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1% ของความต้องการใช้ทั่วโลก การเพิ่มกำลังผลิตนี้อาจเป็นสิ่งจูงใจให้ประเทศอื่นตัดสินใจลาออกตามไป

นายออกซ์ลีย์คาดด้วยว่า หากในอนาคต OPEC ต้องยุบตัวลง ผลที่ตามมาอาจมีทั้งสองด้านคือ ราคาน้ำมันโลกอาจต่ำลง เนื่องจากไม่มีการควบคุมการผลิต แต่ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันจะมีความผันผวนมากขึ้น เพราะจะไม่มีองค์กรกลางที่คอยประสานงานเพื่อเพิ่มหรือลดกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกอีกต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

UAE จ่อถอนตัวจาก OPEC / OPEC+ 1 พ.ค.นี้ เพื่อเลือกทางของตนเอง

UAE จ่อถอนตัวจาก OPEC / OPEC+ 1 พ.ค.นี้ เพื่อเลือกทางของตนเอง

28 เม.ย. 2569 22:13 น.

UAE จ่อถอนตัวจาก OPEC / OPEC+ 1 พ.ค.นี้ เพื่อเลือกทางของตนเอง

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เตรียมถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่ม OPEC กับ OPEC+ ในวันที่ 1 พ.ค.นี้ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตลาดน้ำมัน

เมื่อ 28 เม.ย. 2569 สำนักข่าว WAM ของรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รายงานว่า ยูเออีจะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของ “องค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน” หรือ “โอเปก” (OPEC) และกลุ่ม “โอเปกพลัส” (OPEC+) ซึ่งมีรัสเซียรวมอยู่ด้วย ในวันที่ 1 พ.ค. 2569 นี้

แถลงการณ์ระบุว่า “การตัดสินใจครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และเศรษฐกิจระยะยาวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงการพัฒนาภาคพลังงาน ซึ่งรวมถึงการเร่งรัดการลงทุนในการผลิตพลังงานภายในประเทศ”

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการสั่นคลอนครั้งใหญ่ต่อ OPEC และผู้นำกลุ่มอย่างซาอุดีอาระเบีย โดยปัจจุบันกลุ่ม OPEC มีสัดส่วนการผลิตน้ำมันรวมกันถึง 36% ของโลก และควบคุมน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วเกือบ 80% ของโลก

การตัดสินใจของยูเออีมีสาเหตุหลักมาจาก ยูเออี ต้องการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งขัดกับนโยบายลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC แม้พวกเขาจะพยายามผลักดันขอเพิ่มโควตาการผลิตมาอย่างยาวนาน

ยูเออียังต้องการเดินนโยบายพลังงานของตนเองโดยไม่ต้องอิงตามมติของซาอุดีอาระเบียและกลุ่ม ในขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัญหาการส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เป็นตัวเร่งการตัดสินใจของยูเออี

“การตัดสินใจออกจาก OPEC ของยูเออี สะท้อนถึงวิวัฒนาการทางนโยบายที่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของตลาดในระยะยาว เรายังคงมุ่งมั่นต่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยจะจัดหาแหล่งพลังงานที่น่าเชื่อถือ รับผิดชอบ และมีคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งสนับสนุนเสถียรภาพของตลาดโลก” ซูฮาอิล อัล มาซรูอี รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของยูเออี โพสต์ผ่าน X

ทั้งนี้ กลุ่ม OPEC ก่อตั้งขึ้นในปี 2503 โดยชาติสมาชิกเริ่มต้นประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อิรัก เวเนซุเอลา และคูเวต ส่วนยูเออีเข้าเป็นสมาชิกในอีก 7 ปีต่อมา

ยูเออีติดอันดับ 1 ใน 10 ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีสัดส่วนการผลิตคิดเป็นประมาณ 3% ถึง 4% ของน้ำมันทั่วโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

มือปืนเฒ่าวัย 89 กราดยิง 2 จุดในเอเธนส์ เจ็บ 5 ก่อนหนีลอยนวล

มือปืนเฒ่าวัย 89 กราดยิง 2 จุดในเอเธนส์ เจ็บ 5 ก่อนหนีลอยนวล

28 เม.ย. 2569 21:39 น.

มือปืนเฒ่าวัย 89 กราดยิง 2 จุดในเอเธนส์ เจ็บ 5 ก่อนหนีลอยนวล

ชายวัย 89 ปี ก่อเหตุกราดยิงในพื้นที่ 2 จุดของกรุงเอเธนส์ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ก่อนจะหลบหนีไปอย่างลอยนวล โดยตำรวจกำลังตามหาตัวเขาและสืบหาแรงจูงใจ

เมื่อ 28 เม.ย. 2569 ตำรวจและสื่อท้องถิ่นของกรีซรายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้คนในพื้นที่ 2 จุดแยกกันของกรุงเอเธนส์ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ส่วนมือปืนซึ่งถูกระบุว่าเป็นชายชราวัย 89 ปี กำลังอยู่ระหว่างการหลบหนี

ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัยวัย 89 ปี ใช้อาวุธปืนลูกซองเปิดฉากยิงใส่สำนักงานประกันสังคม (EFKA) ของกรีซ ส่งผลให้พนักงานได้รับบาดเจ็บที่ขา 1 ราย จากนั้น มือปืนนั่งแท็กซี่ไปยังอาคารศาลแห่งหนึ่ง และยิงปืนหลายนัดภายในอาคาร ทำให้พนักงานศาลหญิงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 4 ราย

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ผู้เฒ่ารายนี้ทิ้งปืนลูกซองไว้ในที่เกิดเหตุ พร้อมกับจดหมายที่จ่าหน้าถึงสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ก่อนจะหลบหนีไปด้วยการเดินเท้า

สื่อรายงานอีกว่า ผู้ต้องสงสัยมีอาชีพเป็นพนักงานเก็บขยะในพื้นที่กรุงเอเธนส์ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าแรงจูงใจในการก่อเหตุของเขาคืออะไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ญี่ปุ่นทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยงานเคลื่อนย้ายสัมภาระที่สนามบินฮาเนดะ

ญี่ปุ่นทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยงานเคลื่อนย้ายสัมภาระที่สนามบินฮาเนดะ

28 เม.ย. 2569 16:33 น.

ญี่ปุ่นทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยงานเคลื่อนย้ายสัมภาระที่สนามบินฮาเนดะ

สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ เตรียมเริ่มการทดสอบใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยงานเคลื่อนย้ายสัมภาระและสินค้าในสนามบินฮาเนดะ ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ หวังลดภาระพนักงานในภาวะการท่องเที่ยวบูมและสังคมสูงวัย

พนักงานขนย้ายสัมภาระในสนามบินฮาเนดะที่ขึ้นชื่อเรื่องความขยันแต่ต้องรับภาระหนัก กำลังจะได้เพื่อนร่วมงานใหม่เป็น “หุ่นยนต์” โดยสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ (JAL) ประกาศเตรียมนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาทดลองใช้งานจริงเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานเรื้อรังของประเทศ

โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง JAL และพันธมิตรอย่าง GMO Internet Group โดยจะเริ่มนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ผลิตจากประเทศจีนเข้ามาช่วยงานเคลื่อนย้ายกระเป๋าเดินทางและสินค้าบนลานจอดเครื่องบินของสนามบินฮาเนดะ ซึ่งเป็นสนามบินที่รองรับผู้โดยสารมากกว่า 60 ล้านคนต่อปี

ในการสาธิตต่อสื่อมวลชนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ่นยนต์ความสูง 130 เซนติเมตร ผลิตโดยบริษัท “ยูนิทรี” (Unitree) จากเมืองหางโจว ได้โชว์ทักษะการผลักตู้สินค้าขึ้นบนสายพานข้างเครื่องบินโดยสาร และมีการโบกมือทักทายพนักงานที่เป็นมนุษย์อีกด้วย ทั้งนี้ โครงการทดลองดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาไปจนถึงปี 2028 ก่อนจะพิจารณาติดตั้งใช้งานเป็นการถาวร

นายโยชิเทรุ ซูซูกิ ประธานบริษัท JAL Ground Service ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเกียวโดว่า “การใช้หุ่นยนต์เพื่อทำงานที่ต้องใช้แรงกายหนัก จะช่วยลดภาระของพนักงานและสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับองค์กรได้อย่างแน่นอน” อย่างไรก็ตาม นายซูซูกิเน้นย้ำว่า งานสำคัญบางอย่าง โดยเฉพาะ “การจัดการด้านความปลอดภัย” จะยังคงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ต่อไป

ด้านนายโทโมฮิโระ อุจิดะ ประธานบริษัท GMO AI and Robotics กล่าวเสริมว่า “แม้ภาพลักษณ์ของสนามบินจะดูเหมือนมีการใช้ระบบอัตโนมัติสูง แต่การปฏิบัติงานเบื้องหลังยังคงต้องพึ่งพาแรงงานคนอย่างมาก ซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนพนักงานอย่างรุนแรง”

ปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก 2 ด้านพร้อมกัน คือ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ 2 เดือนแรกของปี 2026 มีนักท่องเที่ยวมาเยือนแล้วกว่า 7 ล้านคน ในขณะที่ประชากรในวัยทำงานกลับลดลงเนื่องจากสังคมสูงวัย

จากการคาดการณ์ระบุว่า ญี่ปุ่นอาจต้องการแรงงานต่างชาติมากกว่า 6.5 ล้านคนภายในปี 2040 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็กำลังได้รับแรงกดดันทางการเมืองให้ควบคุมจำนวนผู้อพยพ

หุ่นยนต์เหล่านี้สามารถปฏิบัติงานต่อเนื่องได้ประมาณ 2 ถึง 3 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง โดยทางผู้พัฒนาวางแผนที่จะขยายขอบเขตการทำงานของหุ่นยนต์ไปสู่หน้าที่อื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคต เพื่อสร้างระบบการจัดการสนามบินที่ยั่งยืนภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรมนุษย์.

ที่มา The Guardian

ออสเตรียเริ่มพิจารณาคดี ชายวางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์” ปี 2024

ออสเตรียเริ่มพิจารณาคดี ชายวางแผนโจมตีคอนเสิร์ต "เทย์เลอร์ สวิฟต์" ปี 2024

28 เม.ย. 2569 15:39 น.

ออสเตรียเริ่มพิจารณาคดี ชายวางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์” ปี 2024

ศาลออสเตรียเริ่มพิจารณาคดีชายวัย 21 ปี ที่ถูกกล่าวหาว่าสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มรัฐอิสลาม เตรียมก่อเหตุระเบิด-ไล่แทงแฟนเพลงหน้าคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์” ในกรุงเวียนนาเมื่อปี 2024  จนเป็นเหตุให้ต้องยกเลิกการแสดงทั้ง 3 รอบ ที่คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมคอนเสิร์ตมากกว่า 195,000 คน

ศาลออสเตรียเริ่มพิจารณาคดี ในคดีที่จำเลยถูกกล่าวหาว่าสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) และวางแผนก่อวินาศกรรมคอนเสิร์ต “The Eras Tour” ของซูเปอร์สตาร์สาว “เทย์เลอร์ สวิฟต์” ที่กรุงเวียนนา เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2024 จนเป็นเหตุให้ต้องยกเลิกการแสดงทั้ง 3 รอบ ที่คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมคอนเสิร์ตทั้งหมดมากกว่า 195,000 คน

จำเลยหลักในคดีนี้ถูกระบุชื่อเพียง “เบราน เอ.” (Beran A.) วัย 21 ปี สัญชาติออสเตรีย ถูกตั้งข้อหาหนักด้านก่อการร้ายและเป็นสมาชิกองค์กรก่อการร้าย ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี โดยอัยการระบุว่าเขาเตรียมใช้มีดและระเบิดที่ประกอบขึ้นเอง โจมตีฝูงชนที่รวมตัวกันอยู่ด้านหน้าสนามเอิร์นสต์ แฮปเปล สเตเดียม ซึ่งคาดว่าในแต่ละคืนจะมีแฟนเพลงรวมตัวกันสูงถึง 30,000 คน ในขณะที่มีผู้ชมอีก 65,000 คนอยู่ภายในสนาม

เจ้าหน้าที่ความมั่นคงเผยว่า จำเลยต้องการ “สังหารผู้คนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” โดยแผนการดังกล่าวถูกสกัดไว้ได้ทันท่วงทีหลังจากได้รับข้อมูลกรองจากทางการสหรัฐฯ เพียงหนึ่งวันก่อนเริ่มการแสดงรอบแรก ซึ่งจากการตรวจค้นอพาร์ตเมนต์ของจำเลยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2024 พบวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบระเบิดจำนวนมาก

ในการพิจารณาคดีครั้งนี้ ยังมีจำเลยอีกรายคือ อาร์ดา เค. (Arda K.) ซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่วมกับเบราน และชายรายที่สามชื่อ ฮาซัน อี. (Hasan E.) วางแผนก่อเหตุโจมตีพร้อมกันในซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในนามกลุ่มรัฐอิสลามช่วงเดือนรอมฎอนปี 2024

รายงานระบุว่า ฮาซัน อี. ได้ลงมือก่อเหตุแทงพนักงานรักษาความปลอดภัยที่มัสยิดนครเมกกะ ในซาอุดีอาระเบีย เมื่อเดือนมีนาคมปีเดียวกันและถูกจับกุมได้ ส่วนเบรานและอาร์ดาไม่ได้ลงมือตามแผนในตุรกีและยูเออี ก่อนที่เบรานจะเดินทางกลับมาออสเตรียเพื่อวางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “The Eras Tour” แทน

แม้เหตุการณ์จะผ่านมาเกือบ 2 ปี แต่ความทรงจำครั้งนั้นยังคงเป็นบาดแผลใหญ่ของเหล่าแฟนเพลง เทย์เลอร์ สวิฟต์ เคยโพสต์ผ่านอินสตาแกรมหลังเหตุการณ์ว่า “การต้องยกเลิกโชว์ในเวียนนาเป็นเรื่องที่สะเทือนใจมาก เหตุผลของการยกเลิกทำให้ฉันเต็มไปด้วยความกลัวและความรู้สึกผิด เพราะรู้ว่ามีคนจำนวนมากวางแผนเพื่อมาดูโชว์นี้”

ทนายจำเลยระบุว่า เบราน เอ. มีแผนที่จะยอมรับสารภาพในข้อหาส่วนใหญ่แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าข้อหาใดบ้าง ขณะที่ศาลเมืองวีเนอร์ นอยชตัดท์ จะดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีต่อไปจนถึงวันที่ 12 พฤษภาคมนี้

คดีดังกล่าวถูกนำไปเปรียบเทียบกับเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในคอนเสิร์ตของแอรีอานา กรานเด ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2017 ซึ่งครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 22 ราย และเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ทางการออสเตรียตัดสินใจยกเลิกคอนเสิร์ตของเทย์เลอร์ สวิฟต์ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน.

ที่มา Associated Press

“จิมมี คิมเมล” โต้ปมมุกล้อ “เมลาเนีย ทรัมป์” เป็น”ว่าที่แม่ม่าย” ก่อนเหตุยิงงานเลี้ยงสื่อ

"จิมมี คิมเมล" โต้ปมมุกล้อ "เมลาเนีย ทรัมป์" เป็น"ว่าที่แม่ม่าย" ก่อนเหตุยิงงานเลี้ยงสื่อ

28 เม.ย. 2569 13:57 น.

“จิมมี คิมเมล” โต้ปมมุกล้อ “เมลาเนีย ทรัมป์” เป็น”ว่าที่แม่ม่าย” ก่อนเหตุยิงงานเลี้ยงสื่อ

พิธีกรดัง “จิมมี คิมเมล” ปัดเสียงวิจารณ์ หลังทำเนียบขาวและโดนัลด์ ทรัมป์ จี้ช่อง ABC ไล่ออก เหตุเล่นมุกเรียก “เมลาเนีย ทรัมป์” ว่าเป็น “ว่าที่แม่ม่าย” เพียงไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุยิงที่งานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าว เจ้าตัวโต้กลับ “แค่มุกตลกเรื่องอายุ” พร้อมแนะสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งให้ไปคุยเรื่องความรุนแรงกับสามีตัวเอง

จิมมี คิมเมล พิธีกรรายการทอล์กโชว์ชื่อดัง ออกมาปกป้องตัวเองหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกรณีล้อเลียน เมลานี ทรัมป์ ว่าเป็น “ว่าที่แม่ม่าย” ซึ่งคำพูดดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อเกิดเหตุการณ์กราดยิงในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวในเวลาต่อมา

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อคืนวันที่ 23 เม.ย. ที่ผ่านมา ในช่วงหนึ่งของรายการ Jimmy Kimmel Live! คิมเมลได้กล่าวถึงสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งว่า “คุณทรัมป์ครับ คุณดูมีออร่าเปล่งปลั่งเหมือนคนกำลังจะเป็นแม่ม่ายเลยนะครับ” ซึ่งเป็นการเล่นมุกตลกเรื่องช่องว่างระหว่างอายุของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่อายุเกือบ 80 ปี กับภรรยาที่อายุน้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม เพียง 3 วันหลังจากนั้น ได้เกิดเหตุระทึกขวัญเมื่อนายโคล โทมัส อัลเลนวัย 31 ปี บุกยิงบริเวณจุดตรวจความปลอดภัยในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งทรัมป์และเมลาเนียเข้าร่วมด้วย แม้ทั้งคู่จะไม่ได้รับบาดเจ็บแต่เหตุการณ์นี้ทำให้มุกตลกของคิมเมลถูกมองว่าเป็นการส่งเสริมความรุนแรง

เมลาเนีย ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่าน X  ประณามคิมเมลว่า “คนอย่างคิมเมลไม่ควรมีโอกาสได้เข้ามาในบ้านของพวกเราทุกช่วงค่ำเพื่อแพร่กระจายความเกลียดชัง” พร้อมตั้งคำถามถึงผู้บริหารช่อง ABC และดิสนีย์ ว่าจะยอมให้พฤติกรรมที่เลวร้ายนี้ดำเนินต่อไปอีกนานแค่ไหน

ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุผ่านทรูธโซเชียลว่า คำพูดของคิมเมลคือ “การปลุกระดมให้เกิดความรุนแรง” และเรียกร้องให้มีการไล่คิมเมลออกทันที

ในการเปิดรายการครั้งล่าสุด คิมเมลตอบโต้ข้อกล่าวหาทั้งหมดโดยระบุว่า มุกดังกล่าวเป็นเพียงการจิกกัดเรื่องที่ทรัมป์อายุมากแล้วเท่านั้น “มันไม่ใช่การเรียกร้องให้มีการลอบสังหาร และพวกเขาก็รู้ดี ผมรณรงค์ต่อต้านความรุนแรงจากอาวุธปืนมานานหลายปี”

คิมเมลยังฝากทิ้งท้ายถึงเมลาเนียอย่างเจ็บแสบว่า “ผมเห็นด้วยว่าเราควรปฏิเสธวาทกรรมที่เกลียดชังและรุนแรง และผมคิดว่าจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือการที่คุณลองไปคุยเรื่องนี้กับสามีของคุณดูนะ”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คิมเมลเผชิญมรสุมการเมือง โดยเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เขาเคยถูกพักงานเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์หลังจากแสดงความคิดเห็นกรณีการเสียชีวิตของ ชาร์ลี เคิร์ก อินฟลูเอนเซอร์ฝ่ายอนุรักษ์นิยม จนทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ไม่พอใจอย่างมาก

ปัจจุบัน มือปืนผู้ก่อเหตุถูกตั้งข้อหาพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีและครอบครองอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย ขณะที่อนาคตของคิมเมลกับช่อง ABC ยังคงเป็นที่จับตามองว่าต้นสังกัดจะดำเนินการอย่างไรต่อแรงกดดันทางการเมืองครั้งใหญ่ในครั้งนี้.

ที่มา BBC

ซูเปอร์ยอชต์มหาเศรษฐีรัสเซียพันธมิตร “ปูติน” แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซฉลุย

ซูเปอร์ยอชต์มหาเศรษฐีรัสเซียพันธมิตร "ปูติน" แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซฉลุย

28 เม.ย. 2569 12:50 น.

ซูเปอร์ยอชต์มหาเศรษฐีรัสเซียพันธมิตร “ปูติน” แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซฉลุย

เรือซูเปอร์ยอชต์สุดหรู “นอร์ด” มูลค่ากว่า 500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับมหาเศรษฐีที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดของประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลกได้โดยไม่มีอุปสรรค ท่ามกลางสถานการณ์การปิดล้อมทางทะเลที่ยังคงตึงเครียด

เรือซูเปอร์ยอชต์สุดหรู “นอร์ด” ที่มีความยาวถึง 142 เมตร และมีมูลค่ากว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16,230 ล้านบาท) ออกเดินทางจากนครดูไบเมื่อคืนวันที่ 24 เม.ย. และเข้าจอดที่ท่าเรืออัลมูจ ในกรุงมัสกัต ประเทศโอมาน เมื่อเช้าวันที่ 26 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยถือเป็นหนึ่งในเรือเอกชนเพียงไม่กี่ลำที่สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางคำสั่งปิดกั้นเส้นทางซึ่งส่งผลให้ปริมาณการจราจรทางน้ำลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงคราม

เรือลำนี้มีความเชื่อมโยงกับนายอเล็กเซ มอร์ดาชอฟ (Alexey Mordashov) ประธานบริษัทผลิตเหล็ก Severstal มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลของรัสเซียที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดของประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน โดยตัวเรือจดทะเบียนในนามบริษัทภรรยาของเขาตั้งแต่ปี 2022 ภายในเรือประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสุดหรู ทั้งสระว่ายน้ำ เรือดำน้ำ และลานจอดเฮลิคอปเตอร์

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในขณะที่อิหร่านและรัสเซียกำลังกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยประธานาธิบดีปูตินได้ให้การต้อนรับคณะตัวแทนจากอิหร่านที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ยกย่องความสัมพันธ์นี้ว่าเป็น “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์”

สถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงถึง 109 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันจันทร์ เนื่องจากอิหร่านยังคงจำกัดการเดินเรือเพื่อตอบโต้การประกาศปิดล้อมท่าเรืออิหร่านโดยฝ่ายสหรัฐฯ

นายมอร์ดาชอฟ ซึ่งมีทรัพย์สินสุทธิประมาณ 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ถูกคว่ำบาตรโดยสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนในปี 2022 อย่างไรก็ตาม เรือยอชต์ “นอร์ด” ลำนี้เคยหลบเลี่ยงการถูกยึดทรัพย์ในหลายพื้นที่ เช่น ฮ่องกงและมัลดีฟส์ แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากชาติตะวันตกให้มีการอายัดทรัพย์สินก็ตาม

การเดินเรือผ่านช่องแคบสำคัญครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างรัสเซียและอิหร่านที่ฝังรากลึก ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองและการทหารจากสหรัฐฯ และอิสราเอลที่พยายามปิดกั้นเส้นทางยุทธศาสตร์ดังกล่าว.

ที่มา BBC

อินโดนีเซียรวบ 13 ผู้ต้องสงสัย ทารุณกรรมเด็กในสถานรับเลี้ยง มัดมือเท้า-ขังห้องแคบ จ่อคุก 5 ปี

อินโดนีเซียรวบ 13 ผู้ต้องสงสัย ทารุณกรรมเด็กในสถานรับเลี้ยง มัดมือเท้า-ขังห้องแคบ จ่อคุก 5 ปี

28 เม.ย. 2569 12:14 น.

อินโดนีเซียรวบ 13 ผู้ต้องสงสัย ทารุณกรรมเด็กในสถานรับเลี้ยง มัดมือเท้า-ขังห้องแคบ จ่อคุก 5 ปี

ตำรวจอินโดนีเซียสั่งบุกทลายสถานรับเลี้ยงเด็ก “Little Aresha” ในเมืองยอกยาการ์ตา และจับกุมผู้ต้องสงสัย 13 ราย หลังคลิปวงจรปิดเผยภาพเด็กเล็กถูกมัดมือ-เท้าด้วยเศษผ้า ปล่อยให้นอนบนพื้น และจับให้อยู่ในห้องแคบ พบเด็กกว่า 50 รายตกเป็นเหยื่อทารุณกรรม พบเปิดทำการโดยไม่มีใบอนุญา

กลายเป็นคดีที่สร้างความโกรธแค้นไปทั่วประเทศ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจอินโดนีเซียประกาศจับกุมผู้สงสัย 13 ราย ประกอบด้วยพี่เลี้ยงเด็ก 11 ราย ครูใหญ่ และประธานมูลนิธิ หลังจากมีการเปิดเผยหลักฐานภาพการทารุณกรรมเด็กเล็กภายในสถานรับเลี้ยงเด็ก “Little Aresha” ในเมืองยอกยาการ์ตา

ปฏิบัติการบุกตรวจค้นเกิดขึ้นหลังจากอดีตพนักงานรายหนึ่งทนดูพฤติกรรมไม่ไหวจึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ โดยภาพจากกล้องวงจรปิดที่หลุดออกมาและตำรวจยืนยันว่าเป็นของจริง แสดงให้เห็นภาพเด็กเล็ก ที่ส่วนใหญ่อายุต่ำกว่า 2 ปี สวมเพียงผ้าอ้อม ถูกมัดมือและเท้าด้วยเศษผ้า ปล่อยให้นอนบนพื้น

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบเด็กราว 20 คน ถูกจับให้อยู่รวมกันอยู่ในห้องแคบๆ ขนาดเพียง 3×3 เมตร โดยหัวหน้าตำรวจยอกยาการ์ตาระบุว่า จากเด็กทั้งหมด 103 คนที่ลงทะเบียนไว้ คาดว่ามีอย่างน้อย 53 รายที่ตกเป็นเหยื่อของการทำร้ายร่างกายหรือการปล่อยปละละเลย

ผู้บัญชาการตำรวจเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาอ้างเหตุผลที่ต้องมัดเด็กไว้เพราะ “กลัวเด็กจะไปกวนคนอื่น” และอ้างว่าสถานรับเลี้ยงขาดแคลนบุคลากร ทำให้ไม่มีคนคอยอาบน้ำหรือแต่งตัวให้เด็กได้อย่างทั่วถึง

ด้านนายนูร์มัน วินดาร์โต พ่อของเหยื่อวัย 2 ขวบ เปิดใจด้วยความเจ็บปวดว่า เขารู้สึกช็อกเมื่อได้รับแจ้งให้ไปรับลูกชายวัย 2 ขวบกลับบ้านทันที ก่อนทราบภายหลังว่าลูกของเขาเป็นหนึ่งในเด็กที่ถูกมัดมือเท้า“หัวใจผมแทบสลาย ภรรยาร้องไห้ เราไม่คิดว่าผู้ดูแลซึ่งดูอ่อนโยนและเคร่งศาสนา จะทำแบบนี้ได้” เขากล่าว

นอร์มานระบุว่า เขาจ่ายค่าบริการราว 1.1 ล้านรูเปียห์ต่อเด็กหนึ่งคนต่อเดือน แม้ก่อนหน้านี้ลูกสาววัย 6 ปีของเขาเคยมีรอยฟกช้ำกลับบ้าน ซึ่งศูนย์อ้างว่าเกิดจากการเล่น ขณะเดียวกัน ลูกชายของเขาเคยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากโรคปอดบวมหลายครั้ง ซึ่งเขาสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการถูกปล่อยให้นอนบนพื้นเย็นโดยไม่มีเสื้อผ้า

ผู้ปกครองหลายรายระบุว่าหลงเชื่อเพราะสถานรับเลี้ยงแห่งนี้มี “การสร้างแบรนด์” ที่ดีมาก ทั้งห้องแอร์ อุปกรณ์ครบครัน และมีกิจกรรมการเล่นที่หลากหลาย อีกทั้งบุคลิกของเจ้าหน้าที่ยังดูสุภาพ อ่อนโยน และดูเป็นผู้มีธรรมะ แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยความโหดร้าย เด็กบางคนหวาดกลัวจนแสดงอาการเหม่อลอย และร้องไห้อย่างรุนแรงทุกครั้งเมื่อต้องไปเรียน

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า “Little Aresha” ดำเนินกิจการโดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งปัจจุบันทางการได้สั่งปิดสถานรับเลี้ยงแห่งนี้ถาวรแล้ว ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายคุ้มครองเด็ก ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี และปรับเงินอีก 100 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.88 แสนบาท) โดยเจ้าหน้าที่อาจมีการตั้งข้อหาเพิ่มเติมตามพยานหลักฐาน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อินโดนีเซียเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องการทารุณกรรมเด็กในสถาบันที่ควรจะดูแลพวกเขา ในปี 2024 ศูนย์รับเลี้ยงเด็กอีกแห่งในเมืองเดป็อก ทางใต้ของกรุงจาการ์ตา ถูกเข้าตรวจสอบหลังจากภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นเด็กเล็กสองคนถูกผู้หญิงคนหนึ่งทารุณกรรม

การสอบสวนในเวลาต่อมาโดยคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งอินโดนีเซีย (KPAI) พบว่าจากศูนย์รับเลี้ยงเด็กกว่า 100 แห่งในเมือง มีเพียงไม่ถึง 20% เท่านั้นที่ได้รับใบอนุญาต ตามข้อมูลของ KPAI มีศูนย์รับเลี้ยงเด็กประมาณ 3,000 แห่งทั่วอินโดนีเซีย ซึ่งหลายแห่งไม่มีใบอนุญาต เช่น Little Aresha

นายกเทศมนตรีเมืองยอกยาการ์ตา ฮัสโต วาร์โดโย ได้ให้คำมั่นว่าจะตรวจสอบศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่เหลือในเมืองและสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับการเลือกใช้บริการรับเลี้ยงเด็กที่ได้รับการรับรอง.

ที่มา BBC / AFP

เผยสถิติ “เกาหลีเหนือ” สั่งประหารชีวิตพุ่งช่วงโควิด-19 ชี้เสพสื่อเกาหลีใต้เป็นเหตุโดนโทษหนัก

เผยสถิติ "เกาหลีเหนือ" สั่งประหารชีวิตพุ่งช่วงโควิด-19 ชี้เสพสื่อเกาหลีใต้เป็นเหตุโดนโทษหนัก

28 เม.ย. 2569 11:30 น.

เผยสถิติ “เกาหลีเหนือ” สั่งประหารชีวิตพุ่งช่วงโควิด-19 ชี้เสพสื่อเกาหลีใต้เป็นเหตุโดนโทษหนัก

องค์กรสิทธิมนุษยชนในกรุงโซลเปิดเผยรายงานระบุ เกาหลีเหนือเร่งเครื่องสั่งประหารชีวิตประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงการระบาดโควิด-19 ปี 2020-2024 โดยเฉพาะความผิดฐานเสพสื่อวัฒนธรรมต่างชาติอย่างซีรีส์และเพลงจากเกาหลีใต้ เพื่อกระชับอำนาจและควบคุมอุดมการณ์ในประเทศให้เข้มงวด

กลุ่มการทำงานเพื่อความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice Working Group หรือ TJWG) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ตั้งอยู่ในกรุงโซล ได้เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุดระบุว่า สถิติการสั่งประหารชีวิตในเกาหลีเหนือพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

จากข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม 2020 ถึงสิ้นปี 2024 พบว่ามีผู้ถูกประหารชีวิตหรือถูกตัดสินประหารชีวิตอย่างน้อย 153 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วง 5 ปีก่อนเกิดการระบาด (2015-2019) ที่มีจำนวนเพียง 44 ราย

รายงานระบุว่า จำนวนการประหารชีวิตเคยลดลงในช่วงปี 2015-2019 เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากนานาชาติ หลังคณะกรรมการสอบสวนของสหประชาชาติพบว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในปี 2020 หลังจากที่เกาหลีเหนือประกาศปิดพรมแดนอย่างเคร่งครัด โดยในปี 2020 เพียงปีเดียวมีการประหารชีวิตอย่างน้อย 54 ราย และในปีถัดมาอีก 45 ราย ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับค่าเฉลี่ยที่มีเพียง 5 รายต่อปีในช่วงก่อนหน้านั้น

หนึ่งในข้อหาที่นำไปสู่การประหารชีวิตมากที่สุดเกี่ยวข้องกับ “ศาสนา ความเชื่อทางไสยศาสตร์ และสื่อวัฒนธรรมต่างชาติ” โดยเฉพาะการบริโภคสื่อบันเทิงจากเกาหลีใต้ เช่น ซีรีส์ และเพลงเค-ป๊อป

นักวิจัยชี้ว่า รัฐบาลของนายคิม จองอึน มองว่าการแพร่กระจายของวัฒนธรรมป๊อปจากเกาหลีใต้เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่ออุดมการณ์ของระบอบปกครอง โดยในปี 2024 มีคลิปวิดีโอหายากที่เผยให้เห็นวัยรุ่นสองคนถูกตัดสินให้ใช้แรงงานหนัก 12 ปี เพียงเพราะรับชมและเผยแพร่ซีรีส์เกาหลีใต้

นอกจากนี้ ความผิดอื่นๆ ที่ได้รับโทษถึงประหารชีวิตยังรวมไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์นายคิม จอง อึน หรือพรรคแรงงาน, การฆาตกรรมโดยเจตนา, การค้ายาเสพติด และการช่วยเหลือผู้อื่นให้หลบหนีออกจากประเทศ

รายงานของ TJWG ซึ่งเก็บข้อมูลจากการสอบถามผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือกว่า 250 คน ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2011 ถึง 2024 มีผู้ถูกประหารชีวิตรวมทั้งสิ้น 358 ราย โดยกว่า 70% เป็นการประหารชีวิตในที่สาธารณะ และส่วนใหญ่ดำเนินการโดยวิธี “การยิงเป้า” ซึ่งทางกลุ่มได้จัดทำแผนที่จุดประหารชีวิตกว่า 46 แห่งทั่วประเทศ

แถลงการณ์ของ TJWG ระบุว่า “ในขณะที่ระบอบการปกครองกำลังมุ่งหน้าสู่การสืบทอดอำนาจทางสายเลือดรุ่นที่ 4 จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะมีการประหารชีวิตเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมสร้างการควบคุมทางวัฒนธรรม อุดมการณ์ และรักษาอำนาจทางการเมืองให้มั่นคง” 

ทั้งนี้ TJWG ก่อตั้งขึ้นในกรุงโซลเมื่อปี 2014 โดยความร่วมมือของนักเคลื่อนไหวและนักวิจัยจากเกาหลีใต้ เกาหลีเหนือ สหรัฐฯ อังกฤษ และแคนาดา เพื่อติดตามการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง.

ที่มา BBC

ปูตินหารือรมว.ต่างประเทศอิหร่าน ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หนุนสู้เพื่ออธิปไตย ท่ามกลางเจรจาสหรัฐสะดุด

ปูตินหารือรมว.ต่างประเทศอิหร่าน ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หนุนสู้เพื่ออธิปไตย ท่ามกลางเจรจาสหรัฐสะดุด

28 เม.ย. 2569 11:05 น.

ปูตินหารือรมว.ต่างประเทศอิหร่าน ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หนุนสู้เพื่ออธิปไตย ท่ามกลางเจรจาสหรัฐสะดุด

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียพบหารือ รมว.ต่างประเทศอิหร่าน พร้อมหนุนอธิปไตยอิหร่าน คลี่คลายวิกฤตตะวันออกกลาง ท่ามกลางเจรจาสหรัฐสะดุด

วันที่ 28 เมษายน 2569 นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย พบหารือกับนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ของรัสเซีย ท่ามกลางความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านที่ยังไม่คืบหน้า

ผู้นำรัสเซียกล่าวชื่นชมประชาชนอิหร่านว่าต่อสู้อย่างกล้าหาญเพื่ออธิปไตยของตนเอง พร้อมยืนยันว่า รัสเซียจะทำทุกวิถีทางเพื่อผลประโยชน์ของอิหร่านและประเทศในภูมิภาค เพื่อผลักดันสันติภาพในตะวันออกกลาง

ด้านนายอับบาส อารักชี แสดงความขอบคุณต่อการสนับสนุนของรัสเซีย โดยการเดินทางครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเยือนหลายประเทศในภูมิภาค เพื่อประสานงานกับพันธมิตร ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐและอิสราเอล

ในการเยือนครั้งนี้ อารักชีได้พบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซีย รวมถึงนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศ และนายอิกอร์ คอสต์ยูคอฟ ผู้อำนวยการข่าวกรองทางทหาร

ด้านดิมิทรี เปซคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน ระบุว่า การหารือครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์อิหร่านและตะวันออกกลาง ขณะที่ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้น ขณะที่การเจรจาโดยตรงระหว่างสหรัฐกับอิหร่านยังชะงัก หลัง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งยกเลิกการส่งผู้แทนไปปากีสถาน โดยระบุว่า หากอิหร่านต้องการเจรจา สามารถโทรมาได้เสมอ ขณะที่อิหร่านยืนยันว่า การเจรจาโดยตรงไม่มีความหมาย หากสหรัฐยังคงปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรืออิหร่าน และยังมีการโจมตีในภูมิภาค.

ที่มา AFP