“จินนี่ ลู” ปั๊กสู้ชีวิต คว้าแชมป์ “สุนัขที่น่าเกลียดที่สุดในโลก” ประจำปี 2026

"จินนี่ ลู" ปั๊กสู้ชีวิต คว้าแชมป์ "สุนัขที่น่าเกลียดที่สุดในโลก" ประจำปี 2026

16 ส.ค. 2569 12:30 น.

“จินนี่ ลู” ปั๊กสู้ชีวิต คว้าแชมป์ “สุนัขที่น่าเกลียดที่สุดในโลก” ประจำปี 2026

“จินนี่ ลู” สุนัขพันธุ์ปั๊กวัย 6 ปี ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากตลาดค้าเนื้อสุนัขในเกาหลีใต้ คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวด “สุนัขหน้าตาน่าเกลียดที่สุดในโลก” ครั้งที่ 50 ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย พร้อมเงินรางวัล 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผู้จัดย้ำว่า การประกวดมีเป้าหมายสำคัญในการรณรงค์ให้ผู้คนหันมารับเลี้ยงสุนัขที่ถูกมองข้าม และสื่อสารว่ารูปลักษณ์ภายนอกไม่ควรเป็นเหตุผลที่ทำให้สัตว์ตัวหนึ่งต้องถูกทอดทิ้ง

“จินนี่ ลู” สุนัขพันธุ์ปั๊กวัย 6 ปี คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวด “สุนัขหน้าตาน่าเกลียดที่สุดในโลก” ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่งาน Sonoma County Fair ในเมืองซานตาโรซา รัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 50 และมีสุนัขจากทั่วสหรัฐฯ รวมถึงจากต่างประเทศเข้าร่วม โดยมีสุนัขทั้งหมด 9 ตัวลงแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ก่อนที่จินนี ลูจะคว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง

จินนี่ ลู ซึ่งมีลักษณะเด่นคือดวงตากลมโตและลิ้นที่มักห้อยออกมานอกปาก ได้รับการช่วยเหลือจากเกาหลีใต้เมื่อประมาณ 4 ปีก่อน ก่อนจะได้รับการรับเลี้ยงโดยมิเชลล์ เกรดี เจ้าของจากเมืองยูไคอาห์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ผ่านองค์กรช่วยเหลือสุนัขพันธุ์ปั๊กของเธอ

เกรดีเปิดเผยว่า จินนี่ ลูได้รับการช่วยเหลือออกมาจากตลาดค้าเนื้อสุนัขในเกาหลีใต้ ก่อนเดินทางมายังสหรัฐฯ และกลายเป็นสมาชิกของครอบครัว โดยจินนี่ ลูยังเคยเข้าร่วมการประกวดรายการนี้มาแล้วถึง 3 ครั้ง ก่อนกลับมาแข่งขันเป็นครั้งที่ 4 และคว้ารางวัลชนะเลิศได้สำเร็จ

นอกจากตำแหน่ง “สุนัขหน้าตาน่าเกลียดที่สุดในโลก” แล้ว เกรดียังได้รับเงินรางวัล 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 170,000 บาท รวมถึงรางวัลพิเศษเป็นการเดินทางไปนครนิวยอร์ก เพื่อออกรายการโทรทัศน์ “Today” และจินนี่ ลู จะปรากฏบนกระป๋องเครื่องดื่ม MUG Root Beer รุ่นพิเศษจำนวนจำกัด ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ตกเป็นของ “พิงกี้” สุนัขพันธุ์ผสมปอมเมอเรเนียนกับชิวาวา จากเมืองเรดวูดซิตี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยได้รับเงินรางวัล 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อันดับ 3 ได้แก่ “ออตโต” สุนัขพันธุ์ผสมชิวาวา อายุ 2 ปี จากเมืองทัลซา รัฐโอคลาโฮมา ได้รับเงินรางวัล 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ

เจ้าของออตโตเปิดเผยว่า สุนัขของเธอมีภาวะปากแหว่งทั้งสองข้างและเพดานโหว่ตั้งแต่กำเนิด ซึ่งเป็นความผิดปกติที่ทำให้สุนัขจำนวนมากที่มีอาการเช่นเดียวกันไม่ได้รับโอกาสในการมีชีวิตรอด

การแข่งขันปีนี้ยังมีผู้เข้าแข่งขันจากต่างประเทศ โดยมาร์เซลินา คัสปรุส เดินทางจากโปแลนด์พร้อม “คลารา” สุนัขพันธุ์ไชนีส เครสต์ วัย 12 ปี เพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน แม้จะไม่ได้รับรางวัล แต่เธอบอกว่าเงินรางวัลไม่ใช่เหตุผลหลักที่พาสุนัขมาร่วมงาน

คัสปรุสระบุว่า หากการเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ใครสักคนตัดสินใจรับเลี้ยงสุนัข พวกเธอก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว พร้อมต้องการเป็นตัวแทนรณรงค์ให้สุนัขในศูนย์พักพิงทั่วโปแลนด์และยุโรปได้รับความสนใจ เพราะสุนัขทุกตัวสมควรได้รับความรัก

ผู้จัดงานระบุว่า การประกวดไม่ได้มุ่งเน้นการล้อเลียนรูปลักษณ์ของสุนัข แต่ต้องการเฉลิมฉลองสุนัขที่อาจถูกมองข้าม และสื่อสารว่ารูปลักษณ์ไม่ควรเป็นเหตุผลที่ทำให้สัตว์ตัวหนึ่งถูกทอดทิ้ง

แมนดี คลินเดเนน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสมาคมเกษตรกรรมโซโนมา-มาริน (Sonoma-Marin Agricultural Association) กล่าวว่า งานนี้ให้ความสำคัญกับสุนัขที่อาจถูกมองข้าม และต้องการใช้ความสนุกของการแข่งขันเป็นช่องทางสื่อสารเรื่องการรับเลี้ยงสัตว์และการให้โอกาสสุนัขทุกตัวได้มีบ้านถาวร

จินนี่ ลู เองยังทำหน้าที่เป็น “ทูตสุนัข” โดยเดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนประถม ผู้ป่วยในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อช่วยเผยแพร่แนวคิดว่า สัตว์เลี้ยงทุกตัวควรได้รับโอกาส ไม่ว่ารูปลักษณ์จะแตกต่างจากสุนัขทั่วไปเพียงใด

ข้อมูลจากองค์กร Best Friends Animal Society ระบุว่า ในปี 2025 มีสุนัขและแมวประมาณ 4.74 ล้านตัวเข้าสู่ศูนย์พักพิงสัตว์ทั่วสหรัฐฯ โดยในจำนวนนี้มีสุนัขประมาณ 209,000 ตัว และแมว 187,000 ตัวที่ถูกการุณยฆาต อย่างไรก็ตาม สุนัขและแมวเกือบ 4 ล้านตัวสามารถหาบ้านใหม่ได้จากการรับเลี้ยง และจำนวนสัตว์ที่ถูกการุณยฆาตลดลงประมาณ 34,000 ตัวจากปีก่อนหน้า

การประกวด “สุนัขหน้าตาน่าเกลียดที่สุดในโลก” จึงมีเป้าหมายมากกว่าการมอบรางวัลให้สุนัขที่มีรูปลักษณ์แปลกตา แต่ต้องการใช้เวทีนี้สร้างความตระหนักถึงปัญหาสุนัขถูกทอดทิ้ง และย้ำว่าสุนัขทุกตัว ไม่ว่าจะมีหน้าตาหรือความผิดปกติอย่างไร ล้วนสมควรได้รับความรักและมีบ้านที่ถาวร.

ที่มา TODAY.com / New York Post

“ลิกเตนสไตน์” เปลี่ยนกฎสืบราชสันตติวงศ์ เปิดทางผู้หญิงขึ้นครองราชบัลลังก์

"ลิกเตนสไตน์" เปลี่ยนกฎสืบราชสันตติวงศ์ เปิดทางผู้หญิงขึ้นครองราชบัลลังก์

16 ส.ค. 2569 11:32 น.

“ลิกเตนสไตน์” เปลี่ยนกฎสืบราชสันตติวงศ์ เปิดทางผู้หญิงขึ้นครองราชบัลลังก์

ราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ประกาศเปลี่ยนกฎการสืบราชสันตติวงศ์ จากเดิมที่ให้สิทธิทายาทฝ่ายชายก่อน เป็นระบบให้บุตรคนโตไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงขึ้นครองราชย์ในอนาคต ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศเล็ก ๆ ในยุโรปกลางที่มีระบอบกษัตริย์ซึ่งยังคงมีอำนาจทางการเมืองสูง

ราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ประกาศเปลี่ยนกฎการสืบราชสันตติวงศ์ เปิดทางให้ผู้หญิงสามารถขึ้นครองราชบัลลังก์ได้ในอนาคต โดยประกาศดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันเสาร์ (15 ส.ค.) ซึ่งตรงกับวันชาติของลิกเตนสไตน์ ประเทศขนาดเล็กในยุโรปกลางที่มีประชากรราว 40,000-44,000 คน และตั้งอยู่ระหว่างสวิตเซอร์แลนด์กับออสเตรีย

เจ้าชายอาลัวส์ มกุฎราชกุมารแห่งลิกเตนสไตน์ เป็นผู้ประกาศการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในสุนทรพจน์เนื่องในวันชาติ โดยระบุว่า สมาชิกในราชวงศ์ที่มีสิทธิออกเสียงได้อนุมัติการเปลี่ยนแปลงด้วยเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่าสองในสาม เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ระบุว่า กฎใหม่จะเปลี่ยนจากระบบ “สิทธิของพระโอรสองค์โต” หรือการให้ทายาทชายมีสิทธิก่อน เป็นระบบ “สิทธิของบุตรคนโตโดยไม่คำนึงถึงเพศ” หมายความว่า ในอนาคตพระโอรสหรือพระธิดาพระองค์แรกที่ประสูติจะได้ขึ้นเป็นรัชทายาทลำดับที่หนึ่งเพื่อสืบพระราชบัลลังก์ทันที

เจ้าชายอาลัวส์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ทั้งราชรัฐลิกเตนสไตน์และราชวงศ์ได้รับการนำโดยบุคคลที่ได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างดีที่สุดสำหรับความรับผิดชอบดังกล่าว พร้อมกล่าวว่า การผสมผสานระหว่างความต่อเนื่องกับการปรับตัวให้ทันสมัย เป็นหลักการที่ราชวงศ์ยึดถือมาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนกฎครั้งนี้จะยังไม่ส่งผลต่อลำดับการสืบราชบัลลังก์ในปัจจุบัน โดยจะมีผลเฉพาะกับพระนัดดาหรือผู้สืบสายเลือดในรุ่นถัดไปของเจ้าชายอาโลอิสและเจ้าหญิงโซฟี พระชายา

ปัจจุบันเจ้าชายฮันส์-อาดัมที่ 2 ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐและประมุขราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ โดยทรงครองตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 1989 แต่พระองค์ทรงโอนอำนาจส่วนใหญ่ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจให้เจ้าชายอาลัวส์ พระราชโอรสองค์โต ตั้งแต่ปี 1994 ตามธรรมเนียมของราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ที่มักส่งต่อภาระหน้าที่ให้รัชทายาทก่อนการเปลี่ยนแปลงผู้ครองราชย์อย่างเป็นทางการ

เจ้าชายอาลัวส์ พระชนมายุ 58 พรรษา ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างเป็นทางการส่วนใหญ่มานานประมาณ 2 ทศวรรษ และยังคงเป็นรัชทายาทลำดับปัจจุบัน การเปลี่ยนกฎจึงไม่ได้ทำให้ลำดับการสืบราชบัลลังก์ในระยะใกล้เปลี่ยนแปลง

พระโอรสองค์โตของเจ้าชายอาลัวส์ คือ เจ้าชายโจเซฟ เวนเซล พระชนมายุ 31 พรรษา ขณะที่พระธิดาองค์ที่สองคือ เจ้าหญิงมารี-แคโรไลน์ พระชนมายุ 29 พรรษา โดยกฎใหม่จะมีผลต่อทายาทรุ่นถัดไปที่เกิดหลังจากนี้

ลิกเตนสไตน์เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลและไม่มีพรมแดนติดทะเลประเทศเดียวในยุโรป ที่มีลักษณะ “ถูกล้อมด้วยประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล” โดยมีพื้นที่ขนาดเล็กและตั้งอยู่ระหว่างสวิตเซอร์แลนด์กับออสเตรีย แม้จะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่ราชวงศ์มีอำนาจทางการเมืองมากกว่าราชวงศ์ส่วนใหญ่ในยุโรป

เจ้าผู้ครองราชรัฐลิกเตนสไตน์มีอำนาจยับยั้งผลการลงประชามติ แต่งตั้งผู้พิพากษา และปลดรัฐบาลได้ ทำให้ระบอบกษัตริย์ของประเทศมีบทบาททางการเมืองอย่างโดดเด่น

การเปิดทางให้ผู้หญิงสามารถสืบราชบัลลังก์ได้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของประเทศที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมมาโดยตลอด โดยลิกเตนสไตน์เพิ่งให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งระดับชาติเมื่อปี 1984 และถือเป็นประเทศสุดท้ายในยุโรปที่ให้สิทธิดังกล่าว หลังผู้มีสิทธิเลือกตั้งชายลงมติสนับสนุนอย่างฉิวเฉียดในการลงประชามติครั้งนั้น

ด้านการเมือง ลิกเตนสไตน์ยังสร้างประวัติศาสตร์เมื่อปีที่ผ่านมา หลังจากบริตทิจท์ ฮาส ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ

การเปลี่ยนแปลงกฎสืบราชสันตติวงศ์ครั้งล่าสุดจึงสะท้อนความพยายามของราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ในการปรับระบบให้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้น ขณะที่ยังคงรักษาความต่อเนื่องของราชวงศ์และระบบการปกครองของประเทศเอาไว้.

ไฟป่าครั้งประวัติศาสตร์ลุกลามเขตอนุรักษ์ธรรมชาติในเบลเยียม

ไฟป่าครั้งประวัติศาสตร์ลุกลามเขตอนุรักษ์ธรรมชาติในเบลเยียม

16 ส.ค. 2569 10:47 น.

ไฟป่าครั้งประวัติศาสตร์ลุกลามเขตอนุรักษ์ธรรมชาติในเบลเยียม

เจ้าหน้าที่ระดมกำลังดับไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของเบลเยียม หลังไฟลุกลามอย่างรวดเร็วในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติไฮเฟนส์ ทางตะวันออกของประเทศ เผาผลาญพื้นที่กว่า 16,800 ไร่ และเข้าใกล้ชุมชนจนต้องสั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคน ขณะที่หลายประเทศในยุโรประดมเครื่องบินทิ้งน้ำและเฮลิคอปเตอร์เข้าช่วยเหลือ

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเบลเยียมระดมกำลังต่อสู้กับไฟป่าครั้งใหญ่ที่กำลังลุกลามในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติไฮเฟนส์ ทางตะวันออกของประเทศ ใกล้ชายแดนเยอรมนี โดยทางการระบุว่าเป็นหนึ่งในไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของเบลเยียม

ไฟเริ่มปะทุขึ้นตั้งแต่วันศุกร์ (14 ส.ค.) และลุกลามอย่างรวดเร็วท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดและแห้งแล้ง จนถึงช่วงค่ำวันเสาร์ ไฟได้เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 2,700 เฮกตาร์ หรือประมาณ 16,875 ไร่ เพิ่มขึ้นอย่างมากจากราว 80 เฮกตาร์ในวันแรก

พื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเขตอนุรักษ์ธรรมชาติไฮเฟนส์ ซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดของเบลเยียม ประกอบด้วยป่าต้นสน ทุ่งหญ้า พื้นที่พรุ และพื้นที่ชุ่มน้ำ ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงจุดเกิดไฟได้ยาก และไม่สามารถใช้วิธีดับไฟภาคพื้นดินตามปกติได้ในหลายจุด

นิโกลาส์ แยร์โนซ์ โฆษกหน่วยงานท้องถิ่นของแคว้นวัลโลเนียระบุว่า สถานการณ์ยังไม่อยู่ภายใต้การควบคุม และมีความเสี่ยงที่เปลวไฟจะลุกลามไปถึงบ้านเรือน แต่เจ้าหน้าที่กำลังระดมทรัพยากรทั้งหมดที่มีเพื่อป้องกันชุมชน

ทางการสั่งอพยพประชาชนประมาณ 600-650 คนออกจากบางพื้นที่ของหมู่บ้านซูร์บรอดต์และบึตเกนบาค เพื่อความปลอดภัย และเปิดโรงยิมในเมืองมัลเมดีเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว ขณะที่ประชาชนในพื้นที่อื่นได้รับคำแนะนำให้อยู่ภายในอาคารและปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด

ผู้เห็นเหตุการณ์ในพื้นที่เล่าว่า กลุ่มควันหนาทึบปกคลุมทั่วบริเวณ และเถ้าถ่านปลิวตกลงบนโต๊ะของร้านอาหารจนต้องอพยพลูกค้าออกจากพื้นที่

ภารกิจดับไฟเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากภูมิประเทศเป็นพื้นที่พรุและทุ่งหญ้าที่เข้าถึงได้ยาก เจ้าหน้าที่บางส่วนจำเป็นต้องถอนกำลังไปตั้งแนวบริเวณชายป่า และปล่อยให้ไฟเผาพื้นที่ทุ่งหญ้าบางส่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามเข้าสู่ป่าสนและพื้นที่ที่มีความเสี่ยงมากกว่า

เกรกอรี เมลอตต์ หนึ่งในเจ้าหน้าที่ดับเพลิง เปิดเผยว่า ทีมสามารถควบคุมไฟบางส่วนที่ลุกลามมาจากพื้นที่ราบ เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟเข้าสู่ป่าสนได้สำเร็จ แต่สถานการณ์ยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากทิศทางลมเปลี่ยนแปลงถึงสองครั้ง ส่งผลให้แนวไฟเปลี่ยนทิศทางตามไปด้วย

เบลเยียมได้ร้องขอความช่วยเหลือผ่านกลไกคุ้มครองพลเรือนของสหภาพยุโรป ทำให้ประเทศสมาชิกสามารถส่งกำลังพลและอุปกรณ์เข้ามาสนับสนุน โดยมีเฮลิคอปเตอร์จากเนเธอร์แลนด์เข้าร่วมปฏิบัติการแล้ว และกำลังมีเฮลิคอปเตอร์เพิ่มเติมอีก 2 ลำ รวมถึงเครื่องบินทิ้งน้ำ 2 ลำจากสวีเดนเดินทางเข้ามาช่วยดับไฟ

ฮัดจา ลาห์บิบ กรรมาธิการยุโรป ระบุว่า ไฟป่าครั้งนี้เป็นสัญญาณล่าสุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังส่งผลกระทบต่อยุโรป พร้อมชี้ว่า ฤดูไฟป่าในยุโรปเริ่มต้นเร็วขึ้นและขยายไปถึงพื้นที่ทางตอนเหนือมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ขณะเดียวกัน เกษตรกรจำนวนมากในเบลเยียมได้ขับรถและนำอุปกรณ์เข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่ โดยบางรายใช้รถบรรทุกน้ำและเครื่องมือทางการเกษตรช่วยพรมน้ำตามแนวไฟเพื่อชะลอการลุกลาม

เบอร์นาร์ด แก็งแต็ง รัฐมนตรีมหาดไทยเบลเยียม กล่าวว่า รู้สึกตกใจกับความรวดเร็วและขนาดของความเสียหาย แต่ขณะเดียวกันก็ชื่นชมเจ้าหน้าที่ เกษตรกร และอาสาสมัครที่ร่วมกันรับมือกับสถานการณ์

เบลเยียมเผชิญคลื่นความร้อนระลอกใหม่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยอุณหภูมิในบางพื้นที่พุ่งสูงถึง 37 องศาเซลเซียสเมื่อวันศุกร์ ขณะที่ไฟป่าอีกหลายจุดกำลังเกิดขึ้นทั่วทวีปยุโรป ทั้งในฝรั่งเศส โครเอเชีย สเปน และเซอร์เบีย

ที่ฝรั่งเศส เจ้าหน้าที่สั่งอพยพประชาชนราว 650 คน หลังไฟป่าในแคว้นล็องด์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันพฤหัสบดี กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งในวันเสาร์ โดยมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 500 นายระดมกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์

นอกจากนี้ ไฟป่าครั้งใหญ่ในฝั่งตะวันตกของเยอรมนี ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่เกิดเหตุในเบลเยียมเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร ยังทำให้ประชาชนราว 1,800 คนต้องอพยพ หลังเปลวไฟลุกลามเข้าใกล้บ้านเรือนในเมืองฮือร์ทเกนวัลด์

หน่วยงานติดตามสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป หรือโคเปอร์นิคัส ระบุว่า ยุโรปตะวันตกเพิ่งเผชิญช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ สภาพอากาศร้อนจัดและแห้งแล้งต่อเนื่องทำให้พืชพรรณแห้งและติดไฟได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ไฟป่าลุกลามรวดเร็วและควบคุมได้ยากมากขึ้นทั่วภูมิภาค.

ที่มา BBC / AFP

ฮาวายรับมือ “เฮอริเคนลาลา” พัดถล่มโดยตรง ครั้งแรกใน 34 ปี เตือนฝนหนัก-น้ำท่วม-ดินถล่ม

ฮาวายรับมือ "เฮอริเคนลาลา" พัดถล่มโดยตรง ครั้งแรกใน 34 ปี เตือนฝนหนัก-น้ำท่วม-ดินถล่ม

16 ส.ค. 2569 10:13 น.

ฮาวายรับมือ “เฮอริเคนลาลา” พัดถล่มโดยตรง ครั้งแรกใน 34 ปี เตือนฝนหนัก-น้ำท่วม-ดินถล่ม

ฮาวายเร่งรับมือเฮอริเคน “ลาลา” พายุระดับ 1 ซึ่งเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะบิ๊กไอแลนด์ และอาจเป็นเฮอริเคนลูกแรกที่พัดขึ้นฝั่งฮาวายโดยตรงนับตั้งแต่ปี 1992 ขณะที่พื้นที่ภูเขาเสี่ยงฝนตกหนักสูงสุด 63 เซนติเมตร เตือนน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และคลื่นทะเลอันตราย ด้านสายการบินยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก กระทบผู้โดยสารทั่วรัฐ

รัฐฮาวายของสหรัฐฯ เร่งเตรียมพร้อมรับมือเฮอริเคน “ลาลา” ซึ่งทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุเฮอริเคนระดับ 1 เมื่อวันเสาร์ (15 ส.ค.) ด้วยความเร็วลมสูงสุดต่อเนื่องประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ปลายด้านใต้ของเกาะบิ๊กไอแลนด์ ท่ามกลางฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง และคลื่นทะเลสูง

ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ คาดว่า ศูนย์กลางพายุจะเคลื่อนผ่านหรือเข้าใกล้ปลายด้านใต้ของบิ๊กไอแลนด์ในช่วงค่ำ ก่อนเคลื่อนตัวไปทางตะวันตก และมีแนวโน้มอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนในเวลาต่อมา

หากพายุพัดขึ้นฝั่งโดยตรง จะถือเป็นเฮอริเคนลูกแรกที่พัดเข้าฮาวายโดยตรงนับตั้งแต่ปี 1992 หรือในรอบ 34 ปี ขณะที่เกาะบิ๊กไอแลนด์อาจเผชิญเฮอริเคนพัดขึ้นฝั่งเป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 155 ปี โดยข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศของมหาวิทยาลัยฮาวายระบุว่า เฮอริเคนระดับ 3 เคยพัดเข้าบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะในปี 1871

จอช กรีน ผู้ว่าการรัฐฮาวาย เรียกร้องให้ประชาชนอยู่ในที่พักและเตรียมพร้อมรับมือกับปริมาณน้ำฝนมหาศาล โดยบางพื้นที่มีฝนตกถึงประมาณ 5 เซนติเมตรต่อชั่วโมง พร้อมเตือนถึงลมแรง ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และคลื่นทะเลอันตราย

พื้นที่สูงของเกาะบิ๊กไอแลนด์ โดยเฉพาะบริเวณภูเขาไฟเมานาเคอา อาจมีฝนสะสมสูงสุดถึง 63 เซนติเมตร ขณะที่พื้นที่ระดับต่ำและเกาะเมาวีอาจมีฝนประมาณ 20-30 เซนติเมตร และพื้นที่อื่น ๆ ของหมู่เกาะฮาวายอาจมีฝน 10-15 เซนติเมตร

สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติสหรัฐฯ เตือนว่า ฝนที่ตกหนักอาจทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง จนต้องอพยพและช่วยเหลือประชาชนหลายพื้นที่ โดยแม่น้ำและลำน้ำสาขาอาจเอ่อล้นตลิ่งอย่างรวดเร็ว ขณะที่พื้นที่ภูเขามีความเสี่ยงเกิดดินถล่มที่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะบริเวณที่มีบ้านเรือนตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

ทางการประกาศเตือนภัยเฮอริเคนสำหรับเกาะบิ๊กไอแลนด์ ส่วนเกาะเมาวี โมโลไก ลาไน คาโฮโอลาเว โออาฮู คาวายอี และนิอีเฮา อยู่ภายใต้คำเตือนพายุโซนร้อน พร้อมเปิดศูนย์พักพิงในพื้นที่ต่าง ๆ และยกเลิกกิจกรรมจำนวนมากเพื่อความปลอดภัย

ประชาชนในบิ๊กไอแลนด์ต่างเร่งเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ โดยบางคนกักตุนน้ำมัน อาหาร และอุปกรณ์จำเป็น ขณะที่เจ้าของบ้านบางรายนำกระสอบทรายมาป้องกันน้ำท่วม ด้านเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเตือนว่า ประชาชนควรเตรียมแผนอพยพและหาที่พักพิงให้พร้อมก่อนที่สภาพอากาศจะเลวร้ายลง

ผู้พักอาศัยในเมืองฮิโล ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของบิ๊กไอแลนด์ ระบุว่า ดินถล่มได้ตัดขาดถนนบางสายแล้ว และต้นไม้ที่ล้มลงมาทับสายไฟทำให้เกิดไฟฟ้าดับ ขณะที่แม่น้ำหลายสายมีระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และน้ำทะเลบริเวณอ่าวฮิโลเปลี่ยนเป็นสีแดงจากตะกอนดินที่ถูกกระแสน้ำพัดลงมา

ผลกระทบยังขยายไปถึงระบบคมนาคม โดยมีการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก สนามบินนานาชาติเอลลิสัน โอนิซึกะ โคนา ซึ่งเป็นสนามบินใหญ่ที่สุดของบิ๊กไอแลนด์ ยกเลิกเที่ยวบินประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่สนามบินนานาชาติฮิโลยกเลิกเที่ยวบินประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์

ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามไฟฟ้าดับระบุว่า ช่วงบ่ายวันเสาร์ มีลูกค้าราว 37,000 รายทั่วฮาวายไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยบนบิ๊กไอแลนด์เพียงแห่งเดียว มีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 32 เปอร์เซ็นต์ได้รับผลกระทบ

นอกจากน้ำท่วมและดินถล่มแล้ว ทางการยังจับตาความเสี่ยงจากไฟป่า เนื่องจากลมแรงสามารถทำให้ไฟลุกลามได้รวดเร็ว โดยฮาวายยังคงอยู่ระหว่างรับมือกับความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

นักอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า พายุไม่จำเป็นต้องพัดขึ้นฝั่งโดยตรงก็สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงได้ ขณะที่เหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่ในเมืองลาไฮนา บนเกาะเมาวี เมื่อปี 2566 ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสลมแรง ขณะที่เฮอริเคนเคลื่อนตัวอยู่ห่างออกไปทางใต้ ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงจากสภาพอากาศรุนแรง

เฮอริเคนลูกสุดท้ายที่พัดขึ้นฝั่งในฮาวายคือ “อินิกิ” ซึ่งเป็นพายุระดับ 4 และพัดขึ้นฝั่งเกาะคาวายอีในปี 2535 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 คน และสร้างความเสียหายประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1 แสนล้านบาท

ขณะที่ฤดูเฮอริเคนในสหรัฐฯ ช่วงหลายปีที่ผ่านมาโดยรวมค่อนข้างสงบ โดยพายุลูกใหญ่ล่าสุดคือเฮอริเคน “มิลตัน” ระดับ 3 ซึ่งพัดถล่มรัฐฟลอริดาในเดือนตุลาคม 2024

สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NOAA คาดการณ์ว่า ฤดูเฮอริเคนปี 2026 อาจเป็นอีกปีที่มีพายุเกิดขึ้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยประเมินโอกาสไว้ที่ 55 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ อุณหภูมิมหาสมุทรทั่วโลกในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับเดือนดังกล่าว ตามข้อมูลของหน่วยงานติดตามสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก และเดือนกรกฎาคมยังถือเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 ร่วมของโลก โดยอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 1.47 องศาเซลเซียส ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จับตาว่าอุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงขึ้นอาจส่งผลต่อรูปแบบและความรุนแรงของพายุในมหาสมุทรแปซิฟิก.

ที่มา BBC / Associated Press

คิม จองอึน – ปูติน ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นเนื่องในวันประกาศอิสรภาพเกาหลี

คิม จองอึน – ปูติน ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นเนื่องในวันประกาศอิสรภาพเกาหลี

16 ส.ค. 2569 09:48 น.

คิม จองอึน – ปูติน ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นเนื่องในวันประกาศอิสรภาพเกาหลี

นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ยืนยันความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับรัสเซีย ในสารที่ส่งถึงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เนื่องในเนื่องในวันประกาศอิสรภาพเกาหลี ครบรอบ 81 ปี ซึ่งเป็นวันแห่งการปลดแอกเกาหลีจากการตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น ซึ่งตรงกับวันที่ 15 สิงหาคม

สารของนายคิมมีขึ้นเพื่อตอบกลับสารแสดงความยินดีจากนายปูติน ซึ่งระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือมีรากฐานมาจากการต่อสู้ร่วมกันของทหารโซเวียตกับญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และยืนยันว่าทั้งสองประเทศจะเดินหน้าความร่วมมือในทุกภาคส่วน

นายคิมกล่าวว่า เขาภาคภูมิใจที่ได้ร่วมกับนายปูตินนำความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียไปสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า รัสเซียจะสามารถปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ด้านความมั่นคง และบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศได้ภายใต้การนำของนายปูติน

ด้านนายปูตินระบุในสารว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้พัฒนาไปสู่ “ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน พร้อมย้ำว่ารัสเซียและเกาหลีเหนือกำลังร่วมมือกันในทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค

ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียใกล้ชิดขึ้นอย่างมาก หลังจากทั้งสองประเทศลงนามในสนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบรอบด้านเมื่อปี 2567 และเกาหลีเหนือส่งทหารและอาวุธไปสนับสนุนรัสเซียในสงครามกับยูเครน ซึ่งถือเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามครั้งใหญ่ที่สุดของเกาหลีเหนือนับตั้งแต่สงครามเกาหลีในช่วงทศวรรษ 1950 โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า เกาหลีเหนือได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีทางทหารตอบแทน

ในช่วงเดียวกัน เรือรัสเซียชื่อ “ปัลลาดา” เดินทางถึงเมืองวอนซานของเกาหลีเหนือเมื่อวันเสาร์ (15 ส.ค.) เพื่อเยือนในลักษณะไมตรีจิตเนื่องในวันครบรอบการปลดปล่อย โดยมีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของเกาหลีเหนือและเจ้าหน้าที่สถานทูตรัสเซียให้การต้อนรับ

ขณะที่นายลี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เรียกร้องให้เกาหลีเหนือกลับเข้าสู่การเจรจา เพื่อสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยกล่าวในพิธีวันปลดปล่อยของเกาหลีใต้ว่า ทั้งสองฝ่ายควรมีกลไกป้องกันความขัดแย้ง และควรเดินหน้าจากข้อตกลงหยุดยิงไปสู่ระบอบสันติภาพอย่างเป็นทางการ

นายลีเสนอให้มีการเจรจาเพื่อยุติสงครามเกาหลีปี 1950–1953 อย่างเป็นทางการ ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงหยุดยิง แต่ไม่เคยมีการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพ พร้อมระบุว่าการเจรจาอาจครอบคลุมถึงแนวทางควบคุมโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม เปียงยางยังคงปฏิเสธข้อเสนอของนายลี และวิพากษ์วิจารณ์การซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าเป็นการยั่วยุ

ก่อนหน้านี้ นายคิมยังเดินทางไปยังอนุสรณ์สถานที่รำลึกถึงทหารโซเวียตที่ต่อสู้กับญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งถือเป็นการเยือนสถานที่ดังกล่าวเป็นครั้งที่ 3 ในช่วงวันปลดปล่อยของเกาหลี

ขณะเดียวกัน ยูเครนกล่าวหารัสเซียว่าได้ใช้ขีปนาวุธของเกาหลีเหนือในการโจมตี ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 คนและบาดเจ็บอีกหลายสิบคน นอกจากนี้ ยูเครนยังกล่าวอ้างว่า เกาหลีเหนืออาจส่งทหารมากถึง 50,000 นายไปยังรัสเซีย แต่ยังไม่มีหลักฐานหรือกรอบเวลาที่ชัดเจนรองรับคำกล่าวอ้างดังกล่าว

ส่วนในญี่ปุ่น นายปูตินเพิ่งสร้างความไม่พอใจให้รัฐบาลญี่ปุ่น หลังเดินทางเยือนหมู่เกาะคูริล นอกชายฝั่งจังหวัดฮอกไกโด ซึ่งญี่ปุ่นอ้างกรรมสิทธิ์ ขณะที่รัสเซียเข้าควบคุมเกาะดังกล่าวในช่วงไม่กี่วันหลังญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อปี 1945.

ที่มา Reuters / Yonhap

กาตาร์ยืนยัน ไม่ได้จับ 3 นักบินอิหร่าน หลังยิงเครื่องบินขับไล่ตก

กาตาร์ยืนยัน ไม่ได้จับ 3 นักบินอิหร่าน หลังยิงเครื่องบินขับไล่ตก

16 ส.ค. 2569 05:34 น.

กาตาร์ยืนยัน ไม่ได้จับ 3 นักบินอิหร่าน หลังยิงเครื่องบินขับไล่ตก

(ภาพจาก AFP PHOTO / HO / IRANIAN ARMY OFFICE)

ทางการกาตาร์ยืนยัน ไม่ได้ควบคุมตัวนักบินอิหร่าน 3 คนเอาไว้ หลังจากเครื่องบินรบของพวกเขาถูกยิงตกขณะโจมตีฐานทัพในกาตาร์เมื่อเดือนมีนาคม ขณะที่เตหะรานกล่าวหากาตาร์ว่าละเมิดกฎหมายสากล

เมื่อวันเสาร์ที่ 15 ส.ค. 2569 ทางการอิหร่านเรียกร้องให้กาตาร์ปล่อยตัวนักบินชาวอิหร่าน 3 นาย ที่พวกเขาอ้างว่าถูกกาตาร์จับตัวเอาไว้ หลังจากเครื่องบินขับไล่ 2 เครื่องถูกระบบป้องกันทางอากาศยิงตก ระหว่างปฏิบัติการทางทหารในช่วงเริ่มต้นของสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

ในจดหมายถึง มีร์ยานา สโพลยาริช ประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) พลตรี โมฮัมหมัด บาเกอร์ซาเดห์ ของอิหร่าน ระบุว่า นักบินทั้งสามนาย ซึ่งได้แก่ จาวาด ซาเลฮี, อับดุล มาจิด ดัชเตียน และอิมราน เบห์โรเชียน ถูกควบคุมตัวเป็นเชลยมานาน 6 เดือนแล้ว

อิหร่านกล่าวหากาตาร์ว่า “ละเมิดสิทธิอันไม่อาจลิดรอนได้ของเชลยเหล่านี้ ซึ่งขัดต่อกฎหมายและข้อบังคับระหว่างประเทศทั้งหมด” นอกจากนี้ จดหมายยังอ้างว่านักบินทั้ง 3 นายไม่ได้รับอนุญาตให้พบหรือติดต่อกับครอบครัวของพวกเขาด้วย

เขากล่าวว่า ร่างของนักบินคนที่สี่ คือ มาจิด คาเซมี ได้รับการส่งคืนแล้วหลังจากเขาเสียชีวิตในปฏิบัติการเดียวกันเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของสงคราม

ด้านกาตาร์ออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างของอิหร่านอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่า “รู้สึกประหลาดใจกับคำแถลงที่บิดเบือนความจริงเหล่านี้”

ขณะที่นาย มาเจด โมฮัมเหม็ด อัล อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ กล่าวว่า ในวันเกิดเหตุได้มีการติดต่อนักบินเหล่านั้นแล้ว “หลังจากพวกเขาล่วงละเมิดน่านฟ้าของกาตาร์” แต่กลับไม่ได้รับคำตอบกลับมา และมีการใช้ “มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องดินแดนของเราตามกฎหมายระหว่างประเทศ”

นาย อัล อันซารี ระบุอีกว่า ทีมค้นหาและกู้ภัยของกาตาร์ “ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถในการค้นหาร่างของนักบินกลุ่มนี้”

เขาบอกด้วยว่า กาตาร์ติดต่อไปยังอิหร่าน “เพื่อประสานเรื่องการส่งมอบร่างของนักบินคนหนึ่งที่กู้ขึ้นมาได้” แต่เตหะรานยังไม่ได้ตอบรับคำเชิญในการเข้าร่วมตรวจสอบรายละเอียดของปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โมร็อกโกจับกุมผู้อพยพนับ 100 คน ฐานพยายามข้ามแดนเข้าเมืองเซวตา

โมร็อกโกจับกุมผู้อพยพนับ 100 คน ฐานพยายามข้ามแดนเข้าเมืองเซวตา

16 ส.ค. 2569 04:22 น.

โมร็อกโกจับกุมผู้อพยพนับ 100 คน ฐานพยายามข้ามแดนเข้าเมืองเซวตา

โมร็อกโกจับกุมผู้อพยพนับ 100 คน หลังพยายามข้ามเขตแดนเข้าสู่เมืองเซวตาของสเปน ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น หลังเกิดเหตุผู้อพยพทะลักครั้งใหญ่เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวความมั่นคงในโมร็อกโกว่า ทางการโมร็อกโกได้สกัดกั้นผู้อพยพหลายร้อยคนที่พยายามจะข้ามแดนไปยังเมือง “เซวตา” (Ceuta) ซึ่งเป็นดินแดนส่วนแยกของสเปนในแอฟริกาเหนือ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

แหล่งข่าวระบุว่า มีผู้ถูกควบคุมตัวจำนวน 111 คน ขณะที่ประชาชนจำนวนมากพยายามมุ่งหน้าไปยังชายแดนบริเวณชานเมืองฟนิเดก (Fnideq) ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 3 กิโลเมตร โดยผู้ถูกจับกุมส่วนใหญ่มาจากภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา

มีรายงานว่าตำรวจโมร็อกโก ซึ่งบางส่วนสวมชุดควบคุมฝูงชน ได้ใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายกลุ่มผู้อพยพที่รวมตัวกันตามเนินเขาใกล้เคียงด้วย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นราว 2 สัปดาห์หลังจากที่มีผู้อพยพประมาณ 78,000 คนว่ายน้ำอ้อมรั้วกันชายแดนโมร็อกโกที่ยื่นลงไปในทะเล และเข้าสู่เขตเมืองเซวตา ทำให้เกิดกระแสความกังวลเรื่องการไหลทะลักของผู้อพยพในยุโรป โดยมีผู้เสียชีวิตระหว่างการบุกฝ่าครั้งนี้กว่า 100 ศพ ก่อนที่ผู้อพยพส่วนใหญ่จะถูกผลักดันกลับโมร็อกโก

หลังเกิดเหตุดังกล่าว ทางฝ่ายโมร็อกโกและสเปน ต่างยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดนเมืองเซวตามากขึ้น ท่ามกลางกระแสข่าวบนโซเชียลมีเดียที่ส่งสัญญาณถึงความพยายามข้ามแดนครั้งใหญ่เป็นรอบที่ 2 ในช่วงสุดสัปดาห์นี้

ทางการโมร็อกโกระบุว่า กำลังเฝ้าระวัง “การแพร่กระจายของโพสต์และข้อความบนโซเชียลมีเดียที่ไม่ทราบแหล่งที่มา” ซึ่งชักชวนให้เกิดการข้ามแดนครั้งใหญ่ในวันเสาร์ (15 ส.ค.) พร้อมเตือนว่าจะดำเนินคดีกับผู้จัดและผู้เข้าร่วมทุกคน

ส่วนหนังสือพิมพ์ El País ของสเปนรายงานว่า การรักษาความปลอดภัยบริเวณทางเข้าเขื่อนกันคลื่น “เข้มงวดกว่าวันก่อนถึง 10 เท่า” นอกเหนือจากรั้วโลหะและแผงกั้นลอยน้ำที่ติดตั้งไว้เมื่อต้นสัปดาห์แล้ว ในวันเสาร์โมร็อกโกยังส่งเจ้าหน้าที่กองทัพ เรือเร็วของกองทัพเรือ และโดรน ไปยังชายแดนอีกด้วย

ขณะเดียวกัน สเปนได้ตรึงกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงมากกว่า 1,500 นาย เพื่อลาดตระเวนในพื้นที่เมืองเซวตาด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐในออสเตรเลีย จ่อเริ่มแคมเปญซื้อคืนปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

รัฐในออสเตรเลีย จ่อเริ่มแคมเปญซื้อคืนปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

16 ส.ค. 2569 02:55 น.

รัฐในออสเตรเลีย จ่อเริ่มแคมเปญซื้อคืนปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

รัฐนิวเซาท์เวลส์ ของออสเตรเลีย เตรียมเริ่มโครงการซื้อคืนปืนในช่วงปลายปีนี้ ตามแผนการลดความรุนแรงจากปืน หลังจากเกิดเหตุกราดยิงที่หาดบอนไดเมื่อปีก่อน จนมีผู้เสียชีวิต 15 ศพ

เมื่อ 15 ส.ค. 2569 นายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี เปิดเผยว่า รัฐนิวเซาท์เวลส์ รัฐที่ประชากรมากที่สุดของออสเตรเลีย เตรียมเริ่มโครงการซื้อปืนคืนในวันที่ 2 พ.ย.นี้ เพื่อเริ่มเดินหน้ามาตรการปฏิรูปตามที่เขาเคยให้สัญญาไว้ หลังเกิดเหตุกราดยิงที่หาดบอนไดเมื่อปีก่อน

ในเหตุการณ์นั้นซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 14 ธ.ค. 2568 นายซาจิด อักรัม วัย 50 ปี กับ นาวีด ลูกชายของเขา ก่อเหตุกราดยิงผู้คนที่หาดบอนได จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ก่อนที่ซาจิดจะถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรม ส่วนลูกชายยังคงถูกคุมขังระหว่างกระบวนการดำเนินคดีข้อหาฆาตกรรม

หลังเกิดเหตุ ทางการรัฐนิวเซาท์เวลส์ให้คำมั่นว่าจะปฏิรูปรอบด้านเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธปืนรวมถึงเริ่มโครงการซื้อคืนปืนด้วย

นายอัลบาเนซีระบุว่า โครงการรับซื้อคืนปืนดังกล่าวจะมอบเงินสดแลกเปลี่ยนสำหรับปืนสั้น ปืนลูกซอง และปืนไรเฟิลที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ โดยย้ำว่า “เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้แน่ใจว่า เหตุการณ์ก่อการร้ายที่เกิดจากการต่อต้านชาวยิวที่บอนไดจะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก … นั่นรวมถึงการปฏิรูปอาวุธปืนทั่วประเทศอย่างจริงจัง”

ทั้งนี้ รัฐนิวเซาท์เวลส์ได้ผ่านกฎหมายจำกัดให้บุคคลทั่วไปครอบครองปืนได้ไม่เกิน 4 กระบอก โดยมีข้อยกเว้นบางประการสำหรับเกษตรกร

โครงการรับซื้อคืนนี้จะเปิดโอกาสให้กับเจ้าของปืนที่มีอาวุธปืนเกินกว่าจำนวนที่กฎหมายใหม่กำหนด สามารถนำปืนไปคืนให้ทางการ โดยพวกเขาจะได้เงินชดเชยสูงสุดถึง 1,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ขึ้นอยู่กับประเภทของปืน โดยค่าใช้จ่ายจะแบ่งกันรับผิดชอบระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น

คริส มินนส์ ผู้ว่าการรัฐนิวเซาท์เวลส์คาดว่า อาจมีการส่งมอบปืนคืนเป็นจำนวนหลายแสนกระบอก “เราต้องการให้ปืนเหล่านั้นถูกส่งมอบคืน มีการชดเชยอย่างเหมาะสม และนำไปทำลายอย่างปลอดภัย”

“นี่เป็นภารกิจขนาดใหญ่ แต่หลักการเบื้องหลังนั้นเรียบง่าย ซึ่งก็คือ การมีปืนอันตรายน้อยลงในชุมชนของเรา หมายถึงรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น”

อนึ่ง เดิมทีทางการออสเตรเลียได้ประกาศโครงการรับซื้อคืนทั่วประเทศ ที่จะปรับใช้ในทุกรัฐและเขตปกครอง แต่แผนการดังกล่าวหยุดชะงักลง เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกันว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและควรดำเนินการอย่างไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลถล่มเลบานอนรอบใหม่ดับ 11 ศพ อ้างสังหาร ผบ.ฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลถล่มเลบานอนรอบใหม่ดับ 11 ศพ อ้างสังหาร ผบ.ฮิซบอลเลาะห์

16 ส.ค. 2569 01:41 น.

อิสราเอลถล่มเลบานอนรอบใหม่ดับ 11 ศพ อ้างสังหาร ผบ.ฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีภาคใต้ของเลบานอนรอบใหม่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 11 ศพ โดยกองทัพอิสราเอลอ้างว่า ได้สังหารผู้บัญชาการระดับสูงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เพื่อตอบโต้การโจมตีทหารอิสราเอล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของทางการเลบานอนว่า อิสราเอลเปิดฉากโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศรอบใหม่ในช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ 15 ส.ค. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 11 ศพ จนกลายเป็นหนึ่งในการโจมตีที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในวันเดียว นับตั้งแต่มีการประกาศข้อตกลงเพื่อลดการปะทะกันเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

การโจมตีเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 4.30 น. วันเสาร์ ซึ่ง นาวาฟ ซาลาม นายกรัฐมนตรีเลบานอนเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 7 รายจากการโจมตีบ้านหลังหนึ่งบริเวณชานเมืองอันซาร์ (Ansar) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเบรุตไปทางใต้ประมาณ 70 กิโลเมตร ขณะที่สื่อของรัฐรายงานว่า มีเด็ก 3 รายและผู้หญิง 2 รายรวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย

“อิสราเอลต้องหยุดการยกระดับความรุนแรงนี้” นายซาลามกล่าว “เพราะความปลอดภัยของประชาชนของเราและสิทธิในการมีชีวิตบนแผ่นดินของพวกเขา ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาต่อรองหรือเจรจาได้”

ด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) อ้างว่า ได้สังหารนาย อาลี ซาเมียร์ อัล-ฮัจ ฮัสซัน ผู้บัญชาการหน่วยรัดวาน (Radwan Force) ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ หลังเกิดเหตุโจมตีใส่ทหารอิสราเอล และอ้างอีกว่า ครอบครัวของผู้บัญชาการรายนี้ได้รับผลกระทบจากการโจมตีด้วย เนื่องจากถูกใช้เป็นโล่มนุษย์

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาเกิดการโจมตีอีกระลอกถล่มเมืองเดียร์ อัล-ซะฮ์รานี (Deir al-Zahrani) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 รายและบาดเจ็บอีก 5 ราย ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขเลบานอน

เลบานอนถูกดึงเข้าสู่สงครามระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อวันที่ 2 มีนาคม เมื่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ฝักใฝ่อิหร่าน ได้ยิงจรวดข้ามไปยังอิสราเอลเพื่อตอบโต้การโจมตีที่คร่าชีวิตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

อิสราเอลตอบโต้ด้วยการเปิดฉากทิ้งบอมบ์ทั่วเลบานอนและส่งกำลังบุกเข้ายึดพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนใต้ของประเทศ โดยยึดครองพื้นที่ราว 5% ของดินแดนเลบานอน

เมื่อเดือนมิถุนายน ผู้แทนทั้งสองประเทศมีการกำหนดกรอบข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งเรียกร้องให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ปลดอาวุธ ขณะที่ให้กองทัพอิสราเอลค่อยๆ ถอนกำลังออกจากทางตอนใต้ของเลบานอน และให้กองทัพเลบานอนกระจายกำลังเข้าดูแลทั่วพื้นที่

อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ไม่ได้มีส่วนร่วมในข้อตกลงดังกล่าวและปฏิเสธการเจรจาโดยตรง โดยย้ำว่า “ศัตรูอิสราเอลต้องเข้าใจอย่างชัดเจนว่า การโจมตี การละเมิด และการพยายามยัดเยียดสถานการณ์แบบมัดมือชกไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ และจะต้องเจอการตอบโต้อย่างเหมาะสมเพื่อปกป้องเลบานอน ประชาชน อธิปไตย และศักดิ์ศรีของชาติ”

แม้การสู้รบจะลดระดับลงหลังข้อตกลงในเดือนมิถุนายน แต่อิสราเอลยังคงโจมตีและรื้อถอนอาคารในภาคใต้ของเลบานอนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ตัวแทนเจรจาของเลบานอนและอิสราเอลมีกำหนดจะพบกันในการเจรจารอบที่ 8 ในเดือนกันยายน แต่ยังไม่มีการกำหนดวันและเวลาที่แน่นอน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกิดเหตุยิงกัน ที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เจ็บ 5 ราย อาการวิกฤต 1 คน

เกิดเหตุยิงกัน ที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เจ็บ 5 ราย อาการวิกฤต 1 คน

15 ส.ค. 2569 23:57 น.

เกิดเหตุยิงกัน ที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เจ็บ 5 ราย อาการวิกฤต 1 คน

เกิดเหตุยิงกันที่มหาวิทยาลัยรัฐเวอร์จิเนีย ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย โดยหนึ่งในนี้มีอาการอยู่ในขั้นวิกฤต ขณะที่ยังไม่แน่ชัดว่า มีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยแล้วหรือไม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุยิงกันที่มหาวิทยาลัยรัฐเวอร์จิเนียเมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ (15 ส.ค. 2569) ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย โดยหนึ่งในนี้มีอาการอยู่ในขั้นวิกฤต ขณะที่ทางมหาวิทยาลัยระบุว่า มีผู้ต้องสงสัยหลายคน

ตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์บริเวณภายนอกหอพักนักศึกษาเมื่อเวลาประมาณ 01:28 น. วันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น พบผู้บาดเจ็บมีแผลจากการถูกยิง 5 ราย ซึ่งทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีผู้ต้องสงสัยถูกจับกุมแล้วหรือไม่ แต่ล่าสุดเจ้าหน้าที่ยกเลิกคำสั่งล็อกดาวน์ในวิทยาเขตแล้ว แม้ว่าจะยังมีตำรวจจำนวนมากตรึงกำลังอยู่ในพื้นที่ก็ตาม

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยรัฐเวอร์จิเนีย (VSU) มีนักศึกษาประมาณ 5,000 คน ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองริชมอนด์ ซึ่งเป็นเมืองเอกของรัฐเวอร์จิเนีย โดยห่างกันราว 20 ไมล์

ข้อมูลจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยระบุว่า มหาวิทยาลัยรัฐเวอร์จิเนียมีกำหนดเปิดภาคเรียนใหม่ในวันจันทร์นี้ (17 ส.ค.) และหอพักในวิทยาเขตเริ่มเปิดรับนักศึกษาที่ทยอยกลับมาตั้งแต่วันศุกร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc