ดับแล้ว 47 ศพ แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

ดับแล้ว 47 ศพ แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

15 ส.ค. 2569 22:48 น.

ดับแล้ว 47 ศพ แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

แผ่นดินไหวระดับ 7.7 ที่เกาะโฟลเรสของอินโดนีเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 47 ศพ ขณะที่ยังไม่มีรายงานความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 6.9 ที่เกาะสุมาตราซึ่งเกิดตามมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพังอย่างต่อเนื่องในวันเสาร์ที่ 15 ส.ค. 2569 หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง นอกชายฝั่งเกาะโฟลเรส (Flores) ทางตะวันออกของประเทศอินโดนีเซีย เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 47 ศพ

สำนักงานบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติอินโดนีเซีย (BNPB) ได้ปรับเพิ่มยอดผู้เสียชีวิตขึ้นจากเดิม 40 รายเมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ ขณะที่นายฟาธูร์ เราะห์มาน เจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 50 รายจากแผ่นดินไหวความแรงขนาด 7.7 ในครั้งนี้

นายซูฮาร์ยันโต หัวหน้าสำนักงาน BNPB กล่าวก่อนหน้านี้ว่า มีผู้ประสบภัยติดอยู่ภายในอาคารหลายแห่ง ซึ่ง “สถานที่เหล่านี้จะเป็นเป้าหมายแรกของทีมตอบโต้ภัยพิบัติในการเข้าช่วยเหลือ”

BNPB รายงานอีกว่า บ้านเรือนเกือบ 160 หลัง รวมถึงสถานศึกษา สถานพยาบาล และอาคารสาธารณะอื่น ๆ อีกหลายสิบแห่งได้รับความเสียหาย ขณะที่รัฐบาลส่งถุงยังชีพจำนวน 50,000 ชุด น้ำหนักรวมกว่า 275 ตัน ไปยังพื้นที่เกิดเหตุแล้ว

ด้านสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) ระบุว่า กำลังอยู่ระหว่างเตรียมการเพื่อส่งมอบความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยราว 2,000 คนในศูนย์พักพิงชั่วคราว

ส่วนนางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เสนอให้ความช่วยเหลือผ่านระบบดาวเทียมสำรวจโลก โคเปอร์นิคัส (Copernicus) ของสหภาพยุโรป เพื่อสนับสนุนภารกิจค้นหาและกู้ภัยของอินโดนีเซีย

ผู้สื่อข่าว AFP ในพื้นที่รายงานว่า ชาวบ้านในเขตนาเกเกโอ (Nagekeo) ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว ต่างเร่งอพยพขึ้นที่สูงหลังจากระดับน้ำทะเลลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงเช้าวันเสาร์ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่อาจเกิดคลื่นสึนามิ

สำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิฟิสิกส์ และธรณีฟิสิกส์แห่งอินโดนีเซีย (BMKG) รายงานว่า มีการพบคลื่นสูงถึง 1.6 เมตรในบางพื้นที่บริเวณชายฝั่งของเกาะโฟลเรส แต่ไม่มีรายงานว่าคลื่นได้สร้างความเสียหายใด ๆ หรือไม่

แม้ว่าตอนนี้ทางการจะยกเลิกประกาศเตือนภัยสึนามิแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเรียกร้องให้ประชาชนอย่าเพิ่งกลับเข้าอาคารที่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากเกรงว่าแรงสั่นสะเทือนจากอาฟเตอร์ช็อกอาจทำให้อาคารพังทลายลงมาได้

หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่เกาะโฟลเรสไปราว 12 ชั่วโมง ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่อีกครั้งใกล้กับเมืองเปอมาตังซียันตาร์ (Pematangsiantar) บนเกาะสุมาตรา ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร โดยวัดขนาดได้ 6.9 แต่เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหาย หรือผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต และไม่มีการแจ้งเตือนภัยสึนามิจากแผ่นดินไหวครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ศ.เคมบริดจ์ ถูกพบเป็นศพ หลังถูกกดดันหนัก ข้อหาลอกผลงานวิชาการ

ศ.เคมบริดจ์ ถูกพบเป็นศพ หลังถูกกดดันหนัก ข้อหาลอกผลงานวิชาการ

15 ส.ค. 2569 21:51 น.

ศ.เคมบริดจ์ ถูกพบเป็นศพ หลังถูกกดดันหนัก ข้อหาลอกผลงานวิชาการ

เจสัน อาร์เดย์ อดีตศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ถูกพบเป็นศพที่บ้านพักของตัวเอง หลังจากเขาเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก หลังถูกกล่าวหาว่าลอกผลงานวิชาการ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาสตราจารย์ เจสัน อาร์เดย์ (Jason Arday) วัย 41 ปี อดีตศาสตราจารย์ผิวดำที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ถูกพบว่าเสียชีวิตที่บ้านพักของเขาในย่านแบทเทอร์ซี (Battersea) กรุงลอนดอน เมื่อวันศุกร์ที่ 14 ส.ค. 2569 หลังยื่นใบลาออกจากมหาวิทยาลัยเมื่อสัปดาห์ก่อน

อาร์เดย์ตกเป็นเป้าของการตรวจสอบอย่างหนักจากทั้งสื่อมวลชนและสาธารณชน หลังถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการคัดลอกผลงานทางวิชาการ และการตั้งคำถามเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวและผลงานที่ผ่านมา แม้เขาจะปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการตั้งใจคัดลอกผลงาน แต่เขาก็ยอมรับว่ามีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นในงานวิชาการยุคแรก จนกระทั่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เริ่มดำเนินการสอบข้อเท็จจริงภายใน ทำให้เขาตัดสินใจยื่นใบลาออกเมื่อต้นเดือนสิงหาคม

ตำรวจเทศบาลกรุงลอนดอนได้รับแจ้งเหตุและพบร่างของอาร์เดย์ในสภาพไม่ตอบสนองเมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ เบื้องต้นตำรวจระบุว่าเป็นการเสียชีวิตที่ไม่คาดคิด แต่ไม่มีร่องรอยต้องสงสัยว่าเป็นการโจรกรรมหรือการฆาตกรรมโดยผู้อื่น

ครอบครัวของอาร์เดย์ระบุในแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า อาร์เดย์เป็นคนอ่อนโยน แต่ต้องอดทนต่อ “การคุกคามและสร้างข้อมูลเท็จอย่างต่อเนื่อง” มานานกว่า 3 ปี นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งที่เคมบริดจ์ จนสร้างผลกระทบต่อสภาพจิตใจอย่างรุนแรง

ขณะที่ ศ. ไซมอน บารอน-โคเอน เพื่อนร่วมงานใกล้ชิด เผยว่าอาร์เดย์รับมือกับความเครียดไม่ไหว โดยในข้อความเสียงสุดท้ายที่อาร์เดย์ส่งมาให้ก่อนเสียชีวิต เขากล่าวว่า “เขาไม่สามารถทนต่อไปได้อีกแล้ว”

การเสียชีวิตของอาร์เดย์จุดชนวนการถกเถียงอย่างกว้างขวางในสหราชอาณาจักร ผู้นำทางการเมืองและนักวิชาการ เช่น นายกรัฐมนตรีแอนดี เบอร์นแฮม, นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ซาดิก ข่าน และองค์กรครู ต่างออกมาระบุว่า การกระหน่ำข่าวและโจมตีตัวบุคคลโดยสื่อมวลชนและฝ่ายขวาจัดนั้นรุนแรงเกินกว่าเหตุ

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นเรื่องการเหยียดเชื้อชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากอาร์เดย์ถูกปฏิบัติอย่างรุนแรงและเป็นข่าวหน้าหนึ่งต่างจากกรณีของศาสตราจารย์คนอื่น ๆ ที่เผชิญกับเรื่องอื้อฉาว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ไต้หวันระทึก เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ยังไม่มีรายงานความเสียหาย

ไต้หวันระทึก เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ยังไม่มีรายงานความเสียหาย

15 ส.ค. 2569 20:45 น.

ไต้หวันระทึก เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ยังไม่มีรายงานความเสียหาย

เกิดแผ่นดินไหวระดับ 5.2 นอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะไต้หวัน ส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังหลายเมืองทั่วเกาะ แต่ในเบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหาย

เมื่อ 15 ส.ค. 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติไต้หวัน (CWA) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเลขนาด 5.2 เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่นอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากเมืองอี้หลานราว 52.8 กิโลเมตร ที่ความลึก 66.6 กิโลเมตร ใต้มหาสมุทรแปซิฟิก

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงไม่มีการประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิ

บางพื้นที่ของจังหวัดอี้หลานและนครนิวไทเป รับรู้แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้ที่ระดับ 3 ทั้งนี้ ไต้หวันใช้มาตราความรุนแรงของแผ่นดินไหวตั้งแต่ระดับ 0 ถึง 7 เพื่อวัดระดับความรู้สึกที่รับรู้ได้ ณ ตำแหน่งเฉพาะต่างๆ

นอกจากนั้น กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติไต้หวันระบุเพิ่มเติมว่า วัดระดับแรงสั่นสะเทือนได้ที่ระดับ 2 ในพื้นที่มณฑลฮวาเหลียน, นครไทเป และนครไถจง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : taiwannews

อินโดนีเซียแผ่นดินไหวซ้ำ 6.4 ทางเหนือสุมาตรา หลังเพิ่งเจอขนาด 7.7 เสียชีวิตแล้ว 38 ราย

อินโดนีเซียแผ่นดินไหวซ้ำ 6.4 ทางเหนือสุมาตรา หลังเพิ่งเจอขนาด 7.7 เสียชีวิตแล้ว 38 ราย

15 ส.ค. 2569 19:03 น.

อินโดนีเซียแผ่นดินไหวซ้ำ 6.4 ทางเหนือสุมาตรา หลังเพิ่งเจอขนาด 7.7 เสียชีวิตแล้ว 38 ราย

อินโดนีเซียเจอแผ่นดินไหวรอบสองในวันเดียว ล่าสุดแรงสั่นสะเทือนขนาด 6.4 บริเวณตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ตามรายงานของศูนย์วิจัยธรณีศาสตร์แห่งเยอรมนี มีความลึกประมาณ 158 กิโลเมตร

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังอินโดนีเซียเพิ่งเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 นอกชายฝั่ง ซึ่งส่งผลให้อาคารและบ้านเรือนพังถล่ม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 38 ราย และสร้างความแตกตื่นให้ประชาชนในพื้นที่ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง

ก่อนหน้านี้ ทางการอินโดนีเซียได้ประกาศเตือนภัยสึนามิ หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 แต่ต่อมาได้ยกเลิกคำเตือน หลังสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย (BMKG) ระบุว่า การติดตามสถานการณ์ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลอย่างมีนัยสำคัญที่จะเป็นภัยต่อชุมชนชายฝั่ง

อินโดนีเซียตั้งอยู่บนแนววงแหวนแห่งไฟในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นแนวพื้นที่ที่มีการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกและเกิดแผ่นดินไหวรวมถึงภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ญี่ปุ่น ผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงบริเวณรอบมหาสมุทรแปซิฟิก

อินโดนีเซียเคยเผชิญภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่หลายครั้ง โดยในปี 2535 เกาะฟลอเรสเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ตามมาด้วยคลื่นสึนามิ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 2,500 ราย

ส่วนในปี 2547 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.1 นอกชายฝั่งเกาะสุมาตรา ก่อนก่อให้เกิดสึนามิครั้งรุนแรง คร่าชีวิตผู้คนทั่วภูมิภาคประมาณ 220,000 ราย ในจำนวนนี้ราว 170,000 รายอยู่ในอินโดนีเซีย ถือเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์

ต่อมาในปี 2561 เกาะลอมบอกเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงและแรงสั่นสะเทือนตามมาอีกหลายครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 550 ราย ขณะที่ช่วงปลายปีเดียวกัน แผ่นดินไหวขนาด 7.5 และสึนามิที่เกาะสุลาเวสี ทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือสูญหายมากกว่า 4,300 ราย.

ที่มา : Xinhua/Reuters/AFP

ผู้นำเกาหลีใต้ชวนเกาหลีเหนือเจรจา ยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ

ผู้นำเกาหลีใต้ชวนเกาหลีเหนือเจรจา ยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ

15 ส.ค. 2569 14:35 น.

ผู้นำเกาหลีใต้ชวนเกาหลีเหนือเจรจา ยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ

ประธานาธิบดีอี แจ มยอง ของเกาหลีใต้ เสนอเปิดการเจรจากับเกาหลีเหนือ เพื่อยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ หลัง 2 ประเทศยังอยู่ในภาวะสงครามมานานกว่า 70 ปี ขณะที่เปียงยางยังไม่ตอบรับข้อเสนอ

ประธานาธิบดีอี แจ มยอง ของเกาหลีใต้ เสนอให้เกาหลีใต้และเกาหลีเหนือกลับมาเปิดการเจรจา เพื่อยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าทั้งสองฝ่ายควรวางความตั้งใจที่จะคุกคามกัน และหันมาเจรจาในฐานะคู่ขัดแย้งโดยตรง

อี แจ มยอง กล่าวระหว่างพิธีรำลึกครบรอบการปลดปล่อยเกาหลีจากการปกครองของญี่ปุ่น เมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคมว่า ถึงเวลาที่ทั้งสองเกาหลีจะยุติสงครามที่ดำเนินมายาวนาน และเริ่มต้นพูดคุยกันอย่างจริงจัง

ผู้นำเกาหลีใต้ยังระบุว่า การเจรจาอาจเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายหารือถึงมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการ หยุดการขยายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นความมั่นคงสำคัญของคาบสมุทรเกาหลี

สงครามเกาหลีเกิดขึ้นระหว่างปี 2493-2496 หลังเกาหลีเหนือเปิดฉากโจมตีเกาหลีใต้ แต่สงครามสิ้นสุดลงด้วยการลงนามในข้อตกลงสงบศึก ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ ส่งผลให้ในทางเทคนิคแล้ว เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังคงอยู่ในภาวะสงครามจนถึงปัจจุบัน

ข้อเสนอของผู้นำเกาหลีใต้มีขึ้นในช่วงที่สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลียังคงตึงเครียด โดยเกาหลีเหนือเพิ่งออกมาประณามการซ้อมรบร่วมประจำปีระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ซึ่งมีกำหนดเริ่มขึ้นในวันจันทร์นี้ พร้อมเตือนว่าอาจใช้มาตรการเสริมสร้างศักยภาพในการป้องปรามมากขึ้น

นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังแสดงความไม่พอใจต่อการเพิ่มศักยภาพทางทหารของญี่ปุ่นในภูมิภาคแปซิฟิก โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ยิงขีปนาวุธ 2 ครั้ง หลังญี่ปุ่นประกาศเพิ่มขีดความสามารถด้านกลาโหมท่ามกลางความกังวลด้านความมั่นคง

เกาหลีเหนือประกาศย้ำหลายครั้งว่า ประเทศของตนเป็นรัฐนิวเคลียร์ที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ หลังการประชุมสุดยอดระหว่างคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กรุงฮานอยของเวียดนาม เมื่อปี 2562 ล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการปลดอาวุธนิวเคลียร์และการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมิถุนายน 2568 ประธานาธิบดีอี ซึ่งมีแนวนโยบายผ่อนปรนต่อเกาหลีเหนือ ได้เปลี่ยนท่าทีจากรัฐบาลชุดก่อน โดยเสนอเจรจากับเกาหลีเหนือโดยไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้า

เมื่อเดือนกรกฎาคม รัฐมนตรีรวมชาติของเกาหลีใต้ยังระบุว่า รัฐบาลได้ยุติแนวทางที่มุ่งกดดันให้เกาหลีเหนือรื้อถอนอาวุธนิวเคลียร์ และหันมาให้ความสำคัญกับการ หยุดการขยายโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ แทน

อย่างไรก็ตาม ผู้นำเกาหลีเหนือยังไม่มีท่าทีตอบรับข้อเสนอเจรจาหลายครั้งจากรัฐบาลกรุงโซล และกลับเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ทางทหารกับรัสเซียมากขึ้น

นักวิเคราะห์มองว่า เกาหลีเหนือได้รับทั้งเงินทุน อาหาร พลังงาน และเทคโนโลยีทางทหารจากรัสเซีย เพื่อแลกกับการส่งกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์สนับสนุนสงครามของรัสเซียในยูเครน ขณะที่มีการคาดการณ์ว่า คิม จอง อึน อาจเดินทางเยือนรัสเซียในช่วงปลายปีนี้ เพื่อหารือเรื่องการส่งมอบอาวุธเพิ่มเติม.

ที่มา : channelnewsasia

ระทึก! อุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำอินเดียถล่ม ดับ 7 คนงานสูญหาย 3 ราย

ระทึก! อุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำอินเดียถล่ม ดับ 7 คนงานสูญหาย 3 ราย

15 ส.ค. 2569 13:53 น.

ระทึก! อุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำอินเดียถล่ม ดับ 7 คนงานสูญหาย 3 ราย

อุโมงค์ระหว่างก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในรัฐอุตตราขัณฑ์ของอินเดียพังถล่ม ทำให้คนงานเสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย ขณะที่อีก 3 คนยังสูญหาย ท่ามกลางระดับน้ำในอุโมงค์ที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

เกิดเหตุระทึกที่อินเดีย เมื่ออุโมงค์ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างภายในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำวิษณุคัด-ปิปัลโกตี ในเขตจำโอลี รัฐอุตตราขัณฑ์ ทางตอนเหนือของประเทศ พังถล่มช่วงกลางดึกคืนวันพฤหัสบดี หลังเกิดมวลน้ำและเศษดินจำนวนมากทะลักเข้าไปภายในอุโมงค์

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะเกิดเหตุมีคนงานอยู่ภายในอุโมงค์ทั้งหมด 22 คน เบื้องต้นสามารถช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัย 12 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย และอีก 3 คนยังสูญหาย

หลังเกิดเหตุ หน่วยกู้ภัยจากกองกำลังรับมือภัยพิบัติแห่งชาติและระดับรัฐ ตำรวจชายแดนอินโด-ทิเบต รวมถึงหน่วยดับเพลิง ถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อเร่งค้นหาคนงานที่ยังติดอยู่ภายใน

อย่างไรก็ตาม ภารกิจช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากมีน้ำจำนวนมากไหลเข้าท่วมภายในอุโมงค์ และยังมีน้ำซึมเข้ามาจากผนังด้านข้างอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

อมฤต ลาล มีนา ผู้บัญชาการทีมกองกำลังรับมือภัยพิบัติแห่งชาติเปิดเผยว่า เมื่อทีมกู้ภัยเดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าภายในอุโมงค์มีน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก และน้ำยังคงซึมเข้ามาจากหลายจุด ก่อนที่ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อเข้าถึงผู้ที่ยังสูญหาย

ด้านปุษการ์ สิงห์ ธามี มุขมนตรีรัฐอุตตราขัณฑ์ระบุว่า เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าค้นหาและช่วยเหลือคนงานที่สูญหายอีก 3 คน พร้อมเร่งประเมินสถานการณ์ภายในอุโมงค์เพื่อให้การค้นหาเป็นไปอย่างปลอดภัยที่สุด

อุบัติเหตุในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยในอินเดีย โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาหิมาลัย ซึ่งมีทั้งสภาพภูมิประเทศที่เปราะบาง กิจกรรมทางธรณีวิทยาสูง และสภาพใต้ดินที่คาดการณ์ได้ยาก ประกอบกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุระหว่างการก่อสร้าง

ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2566 เคยเกิดเหตุอุโมงค์ในรัฐอุตตราขัณฑ์ถล่ม ทำให้คนงาน 41 คนติดอยู่ใต้ดินนานถึง 17 วัน ก่อนเจ้าหน้าที่จะสามารถช่วยเหลือออกมาได้ทั้งหมด

ขณะที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เกิดเหตุระเบิดภายในเหมืองถ่านหินในรัฐเมฆาลัย ซึ่งอยู่ติดกับรัฐอุตตราขัณฑ์ ส่งผลให้คนงานเสียชีวิตอย่างน้อย 18 คน.

ที่มา : channelnewsasia

ตายพุ่ง 20 ราย! แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย เร่งช่วยคนติดใต้ซาก

ตายพุ่ง 20 ราย! แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย เร่งช่วยคนติดใต้ซาก

15 ส.ค. 2569 13:29 น.

ตายพุ่ง 20 ราย! แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย เร่งช่วยคนติดใต้ซาก

ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวรุนแรงนอกชายฝั่งอินโดนีเซีย พุ่งอย่างน้อย 20 ราย บาดเจ็บอีก 6 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ใต้ซากอย่างน้อย 2 คน 

สถานการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงในอินโดนีเซียยังน่าเป็นห่วง หลังยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 20 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 6 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังเร่งค้นหาผู้ประสบภัยที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคาร โดยมีรายงานว่ามีอย่างน้อย 2 คนยังถูกฝังอยู่ใต้ซากและอาจยังมีชีวิต

ฟาธูร์ เราะห์มาน เจ้าหน้าที่กู้ภัย เปิดเผยกับเอเอฟพีว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดถูกพบใน 4 เมืองบนเกาะฟลอเรส ขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังมุ่งหน้าไปยังเขตนาเกเคโอ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เพื่อเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ใต้ซาก

ภารกิจกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากดินถล่มหลายจุดทำให้ถนนถูกตัดขาด เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งหาทางเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย ท่ามกลางความกังวลว่าอาจมีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารอีก

ขณะเดียวกัน ภาพจากพื้นที่เกิดเหตุสะท้อนความแตกตื่นของประชาชนอย่างชัดเจน หลังชาวบ้านในเขตนาเกเคโอ ซึ่งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว พากันวิ่งหนีขึ้นพื้นที่สูง หลังสังเกตเห็นว่า ระดับน้ำทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงการเกิดสึนามิ

ผู้คนจำนวนมากพากันอพยพออกจากเมือง ทั้งเดินเท้า ขี่รถจักรยานยนต์ ขับรถยนต์ และบางส่วนต้องขึ้นท้ายรถกระบะ ท่ามกลางความหวาดกลัวว่าจะเกิดคลื่นยักษ์ตามมา

ก่อนหน้านี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย หรือ BMKG ได้ออกคำเตือนสึนามิ หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 และสั่งให้ประชาชนตามแนวชายฝั่งอพยพขึ้นพื้นที่สูง แต่ล่าสุดได้ ยกเลิกคำเตือนสึนามิแล้ว หลังไม่พบสถานการณ์ระดับน้ำทะเลที่เป็นอันตราย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เตือนประชาชนยังไม่ควรกลับเข้าไปในอาคารที่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาแล้วหลายสิบครั้ง โดยครั้งที่รุนแรงที่สุดมีขนาด 6.1 และยังคงมีการเฝ้าระวังระดับน้ำทะเลอย่างต่อเนื่อง

สำหรับแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณนอกชายฝั่งทางตอนเหนือของเกาะฟลอเรส ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ โดยมีขนาด 7.7 และเป็นแผ่นดินไหวที่เกิดในระดับตื้น ส่งแรงสั่นสะเทือนรุนแรงไปยังหลายพื้นที่บนเกาะ

เกาะฟลอเรสและพื้นที่โดยรอบเป็นหนึ่งในเขตที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง เนื่องจากอินโดนีเซียตั้งอยู่บนแนว วงแหวนแห่งไฟ หรือ Ring of Fire ซึ่งเป็นแนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลกที่มีความเคลื่อนไหวสูง

เหตุการณ์ครั้งนี้ยังสร้างความหวาดหวั่นเป็นพิเศษ เนื่องจากเกาะฟลอเรสเคยเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 7.7 เมื่อปี 2535 ซึ่งทำให้เกิดสึนามิและมีผู้เสียชีวิตราว 2,500 คน ขณะที่ในปี 2547 แผ่นดินไหวขนาด 9.1 นอกชายฝั่งเกาะสุมาตราได้ก่อให้เกิดสึนามิครั้งใหญ่ คร่าชีวิตผู้คนทั่วภูมิภาคราว 220,000 คน รวมถึงในอินโดนีเซียประมาณ 170,000 คน.

ที่มา : channelnewsasia

ทรัมป์บอกชาวอเมริกันทำใจ น้ำมันแพงต่อ หลังอิหร่านลั่นคุมช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์บอกชาวอเมริกันทำใจ น้ำมันแพงต่อ หลังอิหร่านลั่นคุมช่องแคบฮอร์มุซ

15 ส.ค. 2569 10:13 น.

ทรัมป์บอกชาวอเมริกันทำใจ น้ำมันแพงต่อ หลังอิหร่านลั่นคุมช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์บอกชาวอเมริกันให้ทำใจและยอมรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ท่ามกลางสงครามกับอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่ายุติ หลังอิหร่านประกาศกร้าว จะเป็นผู้ตัดสินใจเปิด-ปิดช่องแคบฮอร์มุซเพียงฝ่ายเดียว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาเตือนชาวอเมริกันให้เตรียมรับมือกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่อาจยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงยืดเยื้อ และการเจรจาสันติภาพยังไม่มีความคืบหน้า

ทรัมป์กล่าวระหว่างการปราศรัยที่เมืองการ์เดน ซิตี รัฐนิวยอร์ก เมื่อวันศุกร์ว่า ชาวอเมริกันอาจต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเล็กน้อยสำหรับน้ำมันเบนซิน แต่ถือเป็นราคาที่ต้องยอมรับ เพื่อแลกกับการป้องกันไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมเรียกอิหร่านว่าเป็นประเทศที่ชั่วร้ายอย่างมาก

ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์อเมริกัน หรือ AAA ระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 4.08 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เมื่อวันศุกร์ เพิ่มขึ้นราว 29 เปอร์เซ็นต์จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่อิหร่านยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าว โดย คาเซ็ม การีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดหรือปิดภายใต้คำสั่งของอิหร่านเท่านั้น พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยอมรับความพ่ายแพ้ และย้ำว่าอิหร่านจะเดินหน้าบังคับใช้การปิดกั้นการเดินเรือต่อไป

การีบาบาดียังตอบโต้คำขู่ของทรัมป์ โดยระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซไม่สามารถถูกยึดได้ด้วยโพสต์บนโซเชียลมีเดีย เรือบรรทุกเครื่องบิน คำสั่ง หรือสุนทรพจน์หาเสียง

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก ก่อนเกิดสงคราม มีน้ำมันที่ส่งออกทั่วโลกราว 1 ใน 5 ต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ ทำให้การเดินเรือที่หยุดชะงักกำลังสร้างแรงกดดันต่อตลาดพลังงานทั่วโลก

ข้อมูลจากบริษัทติดตามการเดินเรือ Kpler ระบุว่า เมื่อวันศุกร์ มีเรือเพียงไม่กี่ลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และ ไม่พบเรือขนส่งน้ำมันดิบ ขณะที่ก่อนเกิดสงครามมีเรือเดินทางผ่านช่องแคบแห่งนี้มากกว่า 130 ลำต่อวัน สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อตลาดน้ำมันโดยตรง ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เมื่อวันศุกร์ปรับขึ้น 1.45 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 88.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 1.15 ดอลลาร์ อยู่ที่ 82.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยทั้งสองตลาดมีแนวโน้มปรับขึ้นตลอดสัปดาห์

นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ โดยบริษัทน้ำมันแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ADNOC เปิดเผยว่า เรือของบริษัทถูกโจมตีระหว่างเดินทางผ่านช่องแคบเมื่อวันพฤหัสบดี และมีรายงานเรืออีกลำถูกโจมตีในวันศุกร์ แม้ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ด้านการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่มีความคืบหน้า รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านระบุว่า ยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะกลับมาเจรจากับสหรัฐฯ หรือไม่ แม้กาตาร์และปากีสถานยังคงทำหน้าที่เป็นคนกลางและติดต่อแลกเปลี่ยนข้อความกับอิหร่าน แต่ยังไม่ถือเป็นการเจรจาอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังยกระดับถ้อยแถลงเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า หลังจากสหรัฐฯ เอาชนะอิหร่านได้ เขาจะประกาศให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ซึ่งยิ่งเพิ่มความตึงเครียดกับอิหร่านที่ยืนยันมาตลอดว่า ช่องแคบแห่งนี้อยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของตน.

ที่มา : channelnewsasia

อินโดฯยกเลิกเตือนสึนามิ หลังเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 สร้างความเสียหายหนัก

อินโดฯยกเลิกเตือนสึนามิ หลังเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 สร้างความเสียหายหนัก

15 ส.ค. 2569 09:49 น.

อินโดฯยกเลิกเตือนสึนามิ หลังเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 สร้างความเสียหายหนัก

อินโดนีเซียยกเลิกคำเตือนสึนามิแล้ว หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 นอกชายฝั่งเกาะฟลอเรส ทำประชาชนหลายพื้นที่แตกตื่นอพยพขึ้นที่สูง เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย บาดเจ็บ 2 คน 

หลังจากที่เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 นอกชายฝั่งทางตอนเหนือของเกาะฟลอเรส ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย เมื่อช่วงเช้ามืดวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดศูนย์กลางอยู่ใต้ทะเล ลึกประมาณ 10 กิโลเมตร ห่างจากเมืองเอนเดราว 68 กิโลเมตร จนทำให้มีการประกาศแจ้งเตือนสึนามิ และหลายพื้นที่แตกตื่นอพยพขึ้นที่สูง 

ล่าสุดสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซียหรือ BMKG  ตรวจพบคลื่นในหลายพื้นที่ แต่ระดับน้ำทะเลที่ตรวจวัดได้ยังไม่ก่อให้เกิดภัยร้ายแรง โดยจุดที่มีคลื่นสูงสุดอยู่ที่เมืองเมาโรเล ในเขตเอนเด วัดได้ประมาณ 94 เซนติเมตร ก่อนที่ทางการจะประกาศยกเลิกคำเตือนสึนามิในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้อาคารและบ้านเรือนหลายแห่งได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในพื้นที่เมาเมเรและจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันออก ขณะที่มีรายงานอาคารบางแห่งพังถล่ม และโรงพยาบาลบางแห่งต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกมาอยู่ในพื้นที่ด้านนอก เพื่อความปลอดภัย

เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และบาดเจ็บอีก 2 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและทีมค้นหาและช่วยเหลือถูกส่งลงพื้นที่หลายจุด เพื่อสำรวจความเสียหายและค้นหาผู้ประสบภัยเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน หลังแผ่นดินไหวหลักยังเกิดแรงสั่นสะเทือนตามมาอีกหลายครั้ง รวมถึงอาฟเตอร์ช็อกที่มีขนาด 5.6 และ 5.9 ทำให้ประชาชนจำนวนมากยังไม่กล้ากลับเข้าไปในอาคาร และเจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ล่าสุด ทางการยังคงเร่งประเมินความเสียหายในพื้นที่ประสบภัย และเตือนประชาชนให้ติดตามประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีโอกาสเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีก.

ที่มา : BBC

ภูเขาไฟเอตนา ในอิตาลี ปะทุเถ้าถ่านปกคลุมสนามบินใหญ่ที่สุดของเกาะซิซิลี ยกเลิกเที่ยวบินนับร้อย

ภูเขาไฟเอตนา ในอิตาลี ปะทุเถ้าถ่านปกคลุมสนามบินใหญ่ที่สุดของเกาะซิซิลี ยกเลิกเที่ยวบินนับร้อย

15 ส.ค. 2569 07:34 น.

ภูเขาไฟเอตนา ในอิตาลี ปะทุเถ้าถ่านปกคลุมสนามบินใหญ่ที่สุดของเกาะซิซิลี ยกเลิกเที่ยวบินนับร้อย

ภูเขาไฟเอตนาปะทุและพ่นเถ้าถ่านกระทบสนามบินคาตาเนีย สนามบินใหญ่ที่สุดของซิซิลี ต้องระงับเที่ยวบินถึงอย่างน้อยช่วงบ่ายวันเสาร์ กระทบผู้โดยสารหลายร้อยคน

วันที่ 15 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ภูเขาไฟเอตนา (Etna) ทางตอนใต้ของอิตาลีปะทุอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เถ้าภูเขาไฟกระจายปกคลุมพื้นที่และกระทบการเดินทางทางอากาศ จนสนามบินวินเชนโซ เบลลินี ในเมืองคาตาเนีย ซึ่งเป็นสนามบินที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดของเกาะซิซิลี ต้องระงับเที่ยวบิน

เจ้าหน้าที่สนามบินประกาศเมื่อวันศุกร์ว่า เที่ยวบินจะยังคงระงับอย่างน้อยจนถึงเวลา 14.00 น. วันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 19.00 น. ตามเวลาไทย เนื่องจากเถ้าภูเขาไฟส่งผลกระทบรุนแรงที่สุดที่สนามบินแห่งนี้ในรอบกว่า 20 ปี

ขณะที่นับตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม ถึงวันพุธที่ 12 สิงหาคม เที่ยวบินกว่า 1 ใน 3 จากทั้งหมด 1,974 เที่ยวที่มีกำหนดเดินทางผ่านสนามบินคาตาเนีย ได้ถูกยกเลิกเนื่องจากการปะทุของภูเขาไฟ ขณะที่อีกประมาณ 600 เที่ยวบินต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงสนามบินอื่น

โดยสถานการณ์เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่มีผู้เดินทางท่องเที่ยวหนาแน่นที่สุดของปี ส่งผลให้ผู้โดยสารหลายร้อยคนต้องตกค้างจากเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกหรือล่าช้า ขณะที่ผู้โดยสารที่มีกำหนดเดินทางผ่านคาตาเนียในวันเสาร์ต่างติดต่อสายการบินเพื่อสอบถามว่าเที่ยวบินของตนจะยังให้บริการหรือไม่ 

ทั้งนี้ ภูเขาไฟเอตนาเป็นภูเขาไฟที่สูงที่สุดในยุโรปและเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคงปะทุบ่อยที่สุดในโลก โดยตั้งอยู่ห่างจากเมืองคาตาเนียประมาณ 30 กิโลเมตร ทำให้เกิดคำถามขึ้นอีกครั้งถึงความเหมาะสมในการมีสนามบินสำคัญตั้งอยู่ใกล้ภูเขาไฟที่ยังมีพลัง.

ที่มา Aljazeera