คนงานก่อสร้างเบลเยียม ขุดพบทองคำแท่งและเหรียญทองฝังผนังบ้าน มูลค่าเกือบ 400 ล้านบาท

คนงานก่อสร้างเบลเยียม ขุดพบทองคำแท่งและเหรียญทองฝังผนังบ้าน มูลค่าเกือบ 400 ล้านบาท

15 ส.ค. 2569 06:53 น.

คนงานก่อสร้างเบลเยียม ขุดพบทองคำแท่งและเหรียญทองฝังผนังบ้าน มูลค่าเกือบ 400 ล้านบาท

คนงานก่อสร้างในเบลเยียมพบทองคำแท่งและเหรียญทองซุกอยู่ในผนังห้องใต้ดินขณะเจาะวางท่อระบายน้ำ คาดมูลค่าสูงถึง 9 ล้านยูโร หรือราว 350 ล้านบาท ตำรวจเร่งสอบหาเจ้าของ

วันที่ 15 สิงหาคม 2569 สื่อท้องถิ่นเบลเยียมรายงานว่า คนงานก่อสร้างที่กำลังขุดเจาะพื้นและโครงสร้างเพื่อวางท่อระบายน้ำใหม่ที่บ้านหลังหนึ่งในแคว้นฟลานเดอร์ตะวันออก ทางตะวันออกของเบลเยียม ได้ค้นพบทองคำแท่งและเหรียญทองจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ภายในผนังห้องใต้ดินของบ้าน บริเวณฐานรากของอาคาร คาดว่ามีมูลค่ารวมประมาณ 9 ล้านยูโร หรือราว 350 ล้านบาท

หนึ่งในคนงานที่ร่วมค้นพบคือ นายโคบี นักศึกษาวัย 18 ปี ซึ่งมาทำงานช่วงปิดภาคเรียน เล่ากับสถานีโทรทัศน์ข่าว VRT ของเบลเยียมว่า ตอนแรกทุกคนไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองและคิดว่าสิ่งที่พบอาจเป็นเหรียญมูลค่า 1 ยูโร แต่เมื่อเห็นก้อนทองคำอยู่ด้วย จึงรู้ว่าพวกเขาพบสิ่งที่มีมูลค่ามหาศาล

รายงานข่าวระบุว่า หลังพบทองคำ คนงานรีบเข้าแจ้งตำรวจทันที โดยผู้จัดการไซต์ก่อสร้างชื่อนายมาริโอ ระบุว่า การเก็บทองไว้เองไม่ใช่ทางเลือก เพราะมีทั้งเหรียญและทองคำแท่งจำนวนมาก และการนำไปครอบครองก็อาจเข้าข่ายการลักทรัพย์ โดยตำรวจเข้าตรวจสอบพื้นที่และนำทองคำทั้งหมดไปเก็บไว้ในสถานที่ปลอดภัย พร้อมเตือนประชาชนไม่ให้เดินทางมายังพื้นที่ก่อสร้างเพื่อค้นหาทองคำเพิ่มเติม 

ทั้งนี้ บ้านหลังนี้เป็นทรัพย์สินขององค์กรซีเอดับเบิลยู ออสต์-ฟลานเดอเรน (CAW Oost-Vlaanderen) ซึ่งให้บริการด้านสวัสดิการและช่วยเหลือประชาชนในเมืองเดนเดอร์มอนเด  ขณะที่กฎหมายเบลเยียมเปิดโอกาสให้เจ้าของที่แท้จริงเข้ามาแสดงสิทธิ์ได้ภายใน 5 ปี ทางด้านอัยการท้องถิ่นซึ่งกำลังสอบสวนคดีระบุว่า ยังไม่ทราบว่าเจ้าของทองคำเป็นใคร แต่หากไม่มีผู้ใดมาแสดงสิทธิ์ กฎหมายแพ่งของเบลเยียมกำหนดว่า ขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทรัพย์สินของผู้อื่นอาจต้องแบ่งระหว่างผู้ค้นพบกับเจ้าของทรัพย์สิน อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่าทองคำไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางอาญา.

ที่มา AP/ Lokale Politie Dendermonde

ด่วน เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 7.7 เขย่านอกชายฝั่งเกาะฟลอเรส ของอินโดนีเซีย

ด่วน เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 7.7 เขย่านอกชายฝั่งเกาะฟลอเรส ของอินโดนีเซีย

15 ส.ค. 2569 05:49 น.

ด่วน เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 7.7 เขย่านอกชายฝั่งเกาะฟลอเรส ของอินโดนีเซีย

แผ่นดินไหวรุนแรง 7.7 เขย่านอกชายฝั่งเกาะฟลอเรส ของอินโดนีเซีย ทางการประกาศเตือนภัยสึนามิในพื้นที่เกาะนูซา เตงการา ตะวันออก จับตาพื้นที่ชายฝั่ง 

วันที่ 15 สิงหาคม 2569 สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า เวลา 05.58 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับ 04.58 น. ตามเวลาในไทย เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 นอกชายฝั่งเกาะฟลอเรส ประเทศอินโดนีเซีย 

USGS ระบุว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ในทะเลนอกชายฝั่งทางตอนเหนือของเกาะฟลอเรส ห่างจากเมืองเอ็นเด  ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 68 กิโลเมตร โดยแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในระดับตื้น ความลึกเพียง 10 กิโลเมตรจากพื้นผิวโลก

เบื้องต้นทางการประกาศเตือนภัยสึนามิในพื้นที่เกาะนูซา เตงการา ตะวันออก และเฝ้าระวังพื้นที่ชายฝั่ง ยังไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ในข้อมูลต้นฉบับที่ได้รับมา โดยรายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบและการแจ้งเตือนภัยสึนามิยังต้องติดตามจากหน่วยงานของอินโดนีเซียเพิ่มเติม.

ที่มา AFP

ตร.อิตาลี ตามคืนผลงานศิลปะล้ำค่า 3 ชิ้นของ “เรอนัวร์-เซซานน์-มาตีส” มูลค่าหลายล้านยูโร

ตร.อิตาลี ตามคืนผลงานศิลปะล้ำค่า 3 ชิ้นของ “เรอนัวร์-เซซานน์-มาตีส” มูลค่าหลายล้านยูโร

15 ส.ค. 2569 01:34 น.

ตร.อิตาลี ตามคืนผลงานศิลปะล้ำค่า 3 ชิ้นของ “เรอนัวร์-เซซานน์-มาตีส” มูลค่าหลายล้านยูโร

ตำรวจอิตาลีตามคืนผลงานศิลปะของ “เรอนัวร์-เซซานน์-มาตีส” ที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์เอกชนใกล้เมืองปาร์มา มูลค่ารวมหลายล้านยูโร พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 5 คน

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ตำรวจอิตาลีแถลงว่า สามารถติดตามยึดคืนผลงานศิลปะ 3 ชิ้นของจิตรกรชื่อดังอย่างโอกุสต์ เรอนัวร์ ตลอดจน ปอล เซซานน์ และ อองรี มาตีส ซึ่งถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์เอกชนแห่งหนึ่งใกล้เมืองปาร์มา ทางตอนเหนือของอิตาลี เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 5 คน

ตำรวจระบุว่า ผลงานทั้ง 3 ชิ้นถูกพบอยู่ในความครอบครองของผู้ต้องสงสัยรายหนึ่ง ระหว่างการเข้าตรวจค้นตามคำสั่งของอัยการในจังหวัดปาร์มาและจังหวัดใกล้เคียง โดยเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยทั้ง 5 คน เป็นสมาชิกของกลุ่มอาชญากรรมที่จัดตั้งเป็นขบวนการ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจรกรรมบ้านพัก ธุรกิจ และทรัพย์สินประเภทต่างๆ หลายครั้ง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสามารถยึดคืนทรัพย์สินอื่นๆ ที่ถูกขโมยไป มูลค่ารวมหลายหมื่นยูโร

ผลงานศิลปะที่ติดตามกลับคืนมาได้ ประกอบด้วย “Fish” ภาพวาดของโอกุสต์ เรอนัวร์ “Still Life with Cherries” ภาพวาดดินสอและสีน้ำของปอล เซซานน์ และ “Odalisque on the Terrace” ภาพพิมพ์สีอะควาทินต์ของอองรี มาตีส

ทางด้านเจ้าหน้าที่ประเมินมูลค่าผลงานของเซซานน์ไว้ที่ประมาณ 6 ล้านยูโร หรือราว 230 ล้านบาท ส่วนผลงานของเรอนัวร์มีมูลค่าประมาณ 3 ล้านยูโร หรือราว 115 ล้านบาท และผลงานของมาตีสมีมูลค่าประมาณ 20,000 ยูโร หรือราว 770,000 บาท รวมมูลค่าผลงานทั้ง 3 ชิ้นประมาณ 345 ล้านบาท

ทั้งนี้ เหตุโจรกรรมเกิดขึ้นที่มูลนิธิมาญญานี รอกกา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองปาร์มาประมาณ 20 กิโลเมตร ในคืนวันที่ 22 ต่อเนื่องถึงวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยภาพจากกล้องวงจรปิดที่เจ้าหน้าที่เผยแพร่ แสดงให้เห็นกลุ่มคนร้ายงัดกระจกบริเวณประตูเพื่อเข้าไปภายในอาคาร ก่อนถอดผลงานศิลปะทั้ง 3 ชิ้นออกจากผนังที่อยู่ติดกัน จากนั้นหลบหนีออกทางสวนด้านนอก โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที.

ที่มา AFP

ศาลสูงฝรั่งเศสคว่ำกฎหมายแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 15 ปี ชี้เป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก

ศาลสูงฝรั่งเศสคว่ำกฎหมายแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 15 ปี ชี้เป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก

15 ส.ค. 2569 01:10 น.

ศาลสูงฝรั่งเศสคว่ำกฎหมายแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 15 ปี ชี้เป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก

ศาลรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสคว่ำกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ชี้เป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก ขณะที่ “มาครง” สั่งนายกฯ เร่งร่างกฎหมายใหม่

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 สภารัฐธรรมนูญฝรั่งเศส มีคำวินิจฉัยคว่ำกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่าเป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการสื่อสาร หลังรัฐสภาฝรั่งเศสให้ความเห็นชอบกฎหมายเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

โดยกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นความพยายามครั้งแรกในยุโรปที่จะห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้โซเชียลมีเดียโดยตรง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่อสุขภาพจิตของเด็ก โดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เคยประกาศว่าจะเริ่มบังคับใช้มาตรการเป็นขั้นตอนตั้งแต่เดือนกันยายน 2569

อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยของสภารัฐธรรมนูญ ส่งผลให้กฎหมายไม่สามารถเดินหน้าบังคับใช้ตามแผนเดิมได้ หลังสภาตรวจสอบพบว่า มาตรา 1 ของกฎหมายเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการสื่อสารของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ในลักษณะที่ไม่เหมาะสม ไม่จำเป็น และไม่ได้สัดส่วนกับเป้าหมายของกฎหมาย

หลังมีคำวินิจฉัย นายมาครงสั่งให้นายเซบาสเตียง เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส จัดทำร่างกฎหมายฉบับใหม่ โดยนำข้อสังเกตของสภารัฐธรรมนูญมาพิจารณา พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด และประธานาธิบดียังคงต้องการให้การปฏิรูปมีผลบังคับใช้ภายในต้นปี 2570

ความเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสเกิดขึ้นท่ามกลางหลายประเทศที่กำลังพยายามจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก โดยออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียเมื่อเดือนธันวาคม 2568 แม้ยังมีรายงานว่าเด็กจำนวนมากในประเทศยังคงใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้ ขณะที่เดือนพฤษภาคม 2569 นางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เสนอแนวคิด “ชะลอการใช้โซเชียลมีเดีย” สำหรับเด็กในสหภาพยุโรป และระบุว่าอาจมีการเสนอร่างกฎหมายใหม่ภายในไม่กี่เดือน

ส่วนอังกฤษ อดีตนายกรัฐมนตรีเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ ประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ว่า จะห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียตั้งแต่เดือนมกราคม 2570 พร้อมเสนอเคอร์ฟิวออนไลน์โดยสมัครใจช่วงเที่ยงคืนสำหรับวัยรุ่นอายุ 16-17 ปี.

ที่มา BBC

ฝนถล่มจังหวัดชิบะ ของญี่ปุ่น ดับ 8 ศพ หลายเมืองน้ำท่วมหนัก สนามบินนาริตะมีคนตกค้างกว่า 7,000 คน

ฝนถล่มจังหวัดชิบะ ของญี่ปุ่น ดับ 8 ศพ หลายเมืองน้ำท่วมหนัก สนามบินนาริตะมีคนตกค้างกว่า 7,000 คน

14 ส.ค. 2569 22:29 น.

ฝนถล่มจังหวัดชิบะ ของญี่ปุ่น ดับ 8 ศพ หลายเมืองน้ำท่วมหนัก สนามบินนาริตะมีคนตกค้างกว่า 7,000 คน

ฝนตกหนักทำสถิติในจังหวัดชิบะของญี่ปุ่น คร่าชีวิตประชาชนแล้ว 8 ศพ หลายพื้นที่จมอยู่ใต้น้ำ ขณะที่สนามบินนาริตะมีผู้โดยสารตกค้างราว 7,000 คน และไฟฟ้าดับกว่า 20,000 ครัวเรือน

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 สถานีโทรทัศน์ NHK รายงานว่า จังหวัดชิบะ ทางภาคตะวันออกของญี่ปุ่น เผชิญฝนตกหนักในระดับทำลายสถิติต่อเนื่องจนถึงช่วงเช้าวันศุกร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ศพ ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเตือนว่าอาจยังมีฝนตกหนักเพิ่มขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ก่อนหน้านี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น  เคยประกาศเตือนภัยฉุกเฉินระดับ 5 สำหรับฝนตกหนักและดินถล่มในบางพื้นที่ของจังหวัดชิบะ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของระบบเตือนภัย แต่ล่าสุดได้ปรับลดระดับการเตือนลงมาอยู่ที่ระดับ 4 หรือต่ำกว่า หลังสถานการณ์ฝนเริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงเตือนให้ประชาชนระวังดินถล่ม น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ และแม่น้ำที่มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ไม่เฉพาะในจังหวัดชิบะ แต่รวมถึงพื้นที่ภูมิภาคคันโต ซึ่งครอบคลุมกรุงโตเกียวและพื้นที่โดยรอบ

ตำรวจท้องถิ่นระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุฝนตกหนักและน้ำท่วมแล้ว 8 ศพ โดยผู้เสียชีวิตบางรายถูกพบตามถนนที่มีน้ำท่วม ขณะที่บางรายติดอยู่ภายในรถยนต์

นายคุมางาอิ โทชิฮิโตะ ผู้ว่าราชการจังหวัดชิบะ จัดประชุมศูนย์บัญชาการรับมือภัยพิบัติเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ โดย แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมยืนยันว่าจะให้ความสำคัญสูงสุดกับการช่วยชีวิตประชาชน การลดความเสียหาย และการวางมาตรการเพื่อให้การฟื้นฟูพื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยังอยู่ระหว่างประเมินความเสียหาย เนื่องจากยังไม่สามารถสรุปขอบเขตผลกระทบทั้งหมดได้ โดยหน่วยงานต่างๆ กำลังประสานงานกันเพื่อรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบพื้นที่ประสบภัย

รายงานข่าวระบุว่า ฝนตกหนักยังส่งผลกระทบต่อสนามบินนาริตะ ซึ่งเป็นสนามบินสำคัญที่ให้บริการพื้นที่กรุงโตเกียว โดยผู้ดำเนินการสนามบินเปิดเผยว่า มีผู้โดยสารและประชาชนราว 7,000 คนติดค้างอยู่ภายในสนามบินตลอดคืน หลังบริการรถไฟและรถโดยสารถูกระงับ

ด้านบริษัทโตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ หรือเทปโก รายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันศุกร์ เกิดไฟฟ้าดับกระทบประชาชนประมาณ 20,000 ครัวเรือนในจังหวัดชิบะ อิบารากิ และโทจิกิ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากแม้คำเตือนระดับสูงสุดจะถูกลดระดับลงแล้ว แต่ฝนตกหนักเพิ่มเติมอาจทำให้เกิดดินถล่ม น้ำท่วม และแม่น้ำเอ่อล้นในพื้นที่เสี่ยงได้อีก.

ที่มา NHK

อินโดนีเซียเตรียมปิดรัฐวิสาหกิจกว่า 750 แห่งภายในสิ้นปี หวังลดต้นทุน-ปราบทุจริต

อินโดนีเซียเตรียมปิดรัฐวิสาหกิจกว่า 750 แห่งภายในสิ้นปี หวังลดต้นทุน-ปราบทุจริต

14 ส.ค. 2569 16:55 น.

อินโดนีเซียเตรียมปิดรัฐวิสาหกิจกว่า 750 แห่งภายในสิ้นปี หวังลดต้นทุน-ปราบทุจริต

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย ประกาศแผนปิดรัฐวิสาหกิจกว่า 750 แห่งภายในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ หลังพบว่าประเทศมีรัฐวิสาหกิจมากถึง 1,074 แห่ง และหลายแห่งขาดประสิทธิภาพหรือรายงานผลกำไรที่ไม่เป็นความจริง พร้อมเสนอจัดตั้งศาลพิเศษตรวจสอบการบริหารย้อนหลังหลายสิบปี ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายและเก็บไว้เฉพาะกิจการที่สร้างมูลค่าให้ประชาชน

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย ประกาศว่า รัฐบาลจะเดินหน้าปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายปิดกิจการมากกว่า 750 แห่งภายในสิ้นปี 2569 และเหลือรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานอยู่ไม่เกิน 300 แห่ง จากจำนวนทั้งหมดที่พบว่ามีมากถึง 1,074 แห่ง

ปราโบโวกล่าวระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภาอินโดนีเซียว่า รัฐวิสาหกิจจำนวนมากไม่มีประสิทธิภาพ และบางแห่งรายงานว่ามีกำไรทั้งที่แท้จริงแล้วขาดทุน โดยตัวเลขกำไรเหล่านั้นอาจถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ดูเหมือนว่ากิจการมีผลประกอบการที่ดี เขากล่าวว่า “มีรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพมากเกินไป รายงานผลขาดทุนอยู่เสมอ แต่กลับอ้างว่ามีกำไร ซึ่งกำไรเหล่านั้นถูกสร้างขึ้น”

ปราโบโวกล่าวว่า การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ “ดานันตารา” (Danantara) เมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐ ทำให้รัฐบาลค้นพบว่า อินโดนีเซียมีรัฐวิสาหกิจมากถึง 1,074 แห่ง

“ผมเคยคิดว่ามีรัฐวิสาหกิจอยู่ 300 หรือ 400 แห่ง แต่ปรากฏว่ามีถึง 1,074 แห่ง” ปราโบโวกล่าว พร้อมระบุว่า รัฐวิสาหกิจบางแห่งดำเนินงานตามอำเภอใจ โดยขาดความรับผิดชอบต่อประเทศและรัฐ

จนถึงขณะนี้ รัฐบาลได้ปิดรัฐวิสาหกิจไปแล้ว 290 แห่ง และตั้งเป้าว่าภายในวันที่ 31 ธันวาคม จะเหลือไม่เกิน 300 แห่ง “เราจะปิดกิจการมากกว่า 750 แห่ง และเหลือไว้เฉพาะกิจการที่มีประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประชาชน” ประธานาธิบดีอินโดนีเซียกล่าว พร้อมเรียกการปรับโครงสร้างครั้งนี้ว่าอาจเป็น “การปรับโครงสร้างภาคธุรกิจครั้งใหญ่ที่สุดในโลก”

ปราโบโวระบุว่า การปฏิรูปดังกล่าวช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไปแล้วประมาณ 50 ล้านล้านรูเปียห์ หรือมากกว่า 93,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงเงินเดือนของกรรมการและคณะกรรมาธิการ ค่าเช่าอาคารและรถยนต์ ตลอดจนค่าเดินทางเพื่อธุรกิจ

ประธานาธิบดีกล่าวด้วยว่า การปรับปรุงระบบบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้กำไรของรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้นมากกว่า 75% จากปี 2567 มาอยู่ที่ 326 ล้านล้านรูเปียห์ในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการทุจริตยังคงเป็นประเด็นสำคัญของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้รัฐบาลจะออกกฎหมายต่อต้านการทุจริตที่เข้มงวดขึ้น จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิเศษ และดำเนินคดีกับบุคคลระดับสูงหลายรายก็ตาม

ปราโบโวยังเสนอแนวคิดจัดตั้ง “ศาลพิเศษเฉพาะกิจ” เพื่อตรวจสอบการบริหารงานและคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจย้อนหลังไปหลายทศวรรษ โดยอาจครอบคลุมระยะเวลานานถึง 30 ปี พร้อมกันนั้น เขาเรียกร้องให้รัฐสภาพิจารณามาตรการในลักษณะ “นิรโทษกรรมพิเศษ” สำหรับผู้ที่ยอมรับผิดและกลับใจ เพื่อเปิดทางให้ผู้เกี่ยวข้องกับการบริหารรัฐวิสาหกิจสามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและแก้ไขความเสียหายได้

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นในขณะที่อินโดนีเซียยังคงเผชิญปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยได้รับคะแนนเพียง 34 จาก 100 คะแนน ในดรรชนีรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2025 ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอันเป็นผลกระทบมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

ประเด็นการทุจริตยังกลายเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญของกลุ่มผู้ประท้วงที่ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่อินโดนีเซียและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง

หนึ่งในโครงการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือโครงการอาหารฟรีสำหรับเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลปราโบโว ประธานาธิบดียืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการต่อไป แต่ต้องปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน พร้อมระบุว่า รัฐบาลไม่สามารถยอมรับสถานการณ์ที่เด็กอินโดนีเซีย 1 ใน 4 คนประสบภาวะเติบโตชะงักหรือภาวะแคระแกร็นจากภาวะทุพโภชนาการ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ปราโบโวยืนยันว่า อินโดนีเซียมีความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน และแสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียจะเติบโตได้ 6% ภายในสิ้นปี 2026

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ของอินโดนีเซีย ขยายตัว 5.3% ในไตรมาส 2 ของปีนี้ หลังจากเติบโต 5.6% ในไตรมาสแรก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเป็นระยะ

ปราโบโวกล่าวว่า เป้าหมายของรัฐบาลไม่ได้อยู่ที่การสร้างตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือการดึงดูดการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจตกถึงประชาชนอย่างแท้จริง “การเติบโตและการลงทุนไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด เป้าหมายของเราคือความมั่งคั่งและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน”

เขาย้ำว่า เงินลงทุนทุก 1 รูเปียห์จะต้องนำไปสู่การสร้างงานและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่มีรายได้น้อยที่สุด

แผนปิดและควบรวมรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่จึงเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลปราโบโว เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย ลดความซ้ำซ้อน และกำจัดกิจการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังเป็นบททดสอบสำคัญว่า รัฐบาลจะสามารถยกระดับธรรมาภิบาลและลดปัญหาการทุจริตในภาคธุรกิจของรัฐได้มากน้อยเพียงใด.

ที่มา AFP 

ชาวเกาหลีใต้กิน “เนื้อสุนัข” ทิ้งทายวันคลายร้อน ก่อนกฎหมายสั่งห้ามเด็ดขาดปี 2027

ชาวเกาหลีใต้กิน "เนื้อสุนัข" ทิ้งทายวันคลายร้อน ก่อนกฎหมายสั่งห้ามเด็ดขาดปี 2027

14 ส.ค. 2569 16:31 น.

ชาวเกาหลีใต้กิน “เนื้อสุนัข” ทิ้งทายวันคลายร้อน ก่อนกฎหมายสั่งห้ามเด็ดขาดปี 2027

ชาวเกาหลีใต้บางส่วนเดินทางไปรับประทานเมนูเนื้อสุนัข “โบซินทัง” หรือแกงเนื้อสุนัข ในวัน “บกนัล” ซึ่งเป็นวันสู้ความร้อนตามประเพณีโบราณ โดยถือเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่จะสามารถรับประทานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศบังคับใช้กฎหมายห้ามการเลี้ยง ชำแหละ และจำหน่ายเนื้อสุนัขทั่วประเทศอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2027

ย่านตลาดโมรัน ในเมืองซองนัม ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าเนื้อสุนัขที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดของเกาหลีใต้ คึกคักไปด้วยกลุ่มผู้บริโภคที่เข้ามาจับจ่ายและรับประทานอาหารในช่วงวัน “บกนัล” (복날) ครั้งที่ 3 ของปี 2026 ซึ่งเป็นประเพณีวันสู้ความร้อน ในช่วงที่ร้อนที่สุดของฤดูร้อน ที่ชาวเกาหลีใต้นิยมรับประทานอาหารบำรุงร่างกาย อย่างไรก็ตาม บรรยากาศในปีนี้กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกของการ “นับถอยหลัง” เนื่องจากนี่จะเป็นฤดูร้อนสุดท้ายที่ร้านค้าสามารถจำหน่ายเมนูเนื้อสุนัขได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลมาจากกฎหมายที่ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาเกาหลีใต้เมื่อเดือนมกราคม 2024 ที่สั่งห้ามการเพาะพันธุ์ การชำแหละ การจัดจำหน่าย และการขายเนื้อสุนัขเพื่อการบริโภค โดยให้ระยะเวลาผ่อนผันนาน 3 ปี และจะเริ่มลงโทษผู้ฝ่าฝืนอย่างจริงจัง ทั้งจำคุกและปรับเงิน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2027 เป็นต้นไป ซึ่งรัฐบาลยังมีมาตรการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประกอบการ ฟาร์ม และร้านค้าในการเปลี่ยนผ่านไปสู่อาชีพอื่น

การสั่งห้ามค้าเนื้อสุนัขถือเป็นจุดสิ้นสุดของวัฒนธรรมการบริโภคที่มีมานานหลายทศวรรษ อันเนื่องมาจากกระแสการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และความตระหนักรู้ด้านสวัสดิภาพสัตว์ของคนรุ่นใหม่ ผลการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชน 2,000 คน ก่อนการผ่านกฎหมายในปี 2024 พบว่า ประชาชนกว่า 90% ระบุว่าไม่มีความคิดที่จะรับประทานเนื้อสุนัขอีกในอนาคต ขณะที่มากกว่า 80% สนับสนุนให้มีกฎหมายสั่งห้าม และเกือบ 95% ยืนยันว่าไม่ได้รับประทานเนื้อสุนัขเลยในรอบปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า มีธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้มากกว่า 5,600 แห่ง ทว่าฟาร์มเลี้ยงสุนัขส่วนใหญ่ได้เริ่มทยอยทยอยปิดตัวลงแล้วล่วงหน้า ก่อนจะถึงกำหนดเด็ดขาดในปีหน้า

บรรยากาศในตลาดโมรันปัจจุบันเริ่มเงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ค้าหลายรายปรับตัวด้วยการหันไปขาย “แกงเนื้อแพะดำ” ซึ่งเป็นอาหารบำรุงกำลังตามตำรับโบราณแทน ขณะที่ลูกค้าที่ยังคงเดินทางมาสั่ง “โบซินทัง” หรือแกงเนื้อสุนัข ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุวัย 70-90 ปี ที่ยังคงเชื่อมั่นในสรรพคุณบำรุงร่างกาย

อี คังชุน เจ้าของร้านอาหารผู้คร่ำหวอดในวงการมากว่า 37 ปี และอดีตประธานสมาคมผู้ค้าตลาดโมรัน เปิดเผยด้วยความรู้สึกย้อนย้อนศรว่า แม้ตนจะเห็นด้วยว่าการยกเลิกบริโภคเนื้อสุนัขเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อภาพลักษณ์ของประเทศในระดับสากลและตามค่านิยมสังคมที่เปลี่ยนไป แต่ก็อดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้เมื่อเห็นลูกค้ารุ่นใหญ่ที่เดินทางมาไกลแต่ต้องผิดหวังกลับไปเพราะวัตถุดิบหมด ทั้งนี้ ตนยังคงเปิดร้านขายต่อเพื่อลูกค้าประจำ แม้ต้นทุนจะสูงขึ้นและได้กำไรเพียงเล็กน้อย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือผู้ค้าวัยชราในการเปลี่ยนผ่านไปทำธุรกิจอื่นอย่างจริงจัง เพราะยอดขายจากเมนูทดแทนอย่างแพะดำยังไม่สามารถชดเชยรายได้ที่หายไปได้ทั้งหมด

ขณะที่ ยู จินซัม ลูกค้าวัย 69 ปี ที่รับประทานเนื้อสุนัขมาตั้งแต่อายุ 20 ปี กล่าวแสดงความเสียดายว่า แม้เขาจะรักสุนัขและยอมรับการตัดสินใจของรัฐบาล แต่ก็รู้สึกใจหายที่จะไม่ได้รับประทานอาหารที่เชื่อว่าดีต่อสุขภาพนี้อีกแล้ว อย่างไรก็ตาม ลูกค้าบางส่วนอย่าง คิม จินซุก วัย 71 ปี กลับมองต่างออกไป โดยระบุว่าไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรกับการตัดเมนูนี้ออกไป เพราะยังมีอาหารชนิดอื่นให้เลือกรักษาประเพณีคลายร้อนได้เช่นกัน.

ที่มา Reuters

จี้สอบสภาพความเป็นอยู่ลูกเรือ “อับราฮัม ลินคอล์น” ทำงาน 250 วัน เครียดหนักพยายามโดดเรือปลิดชีพ

จี้สอบสภาพความเป็นอยู่ลูกเรือ "อับราฮัม ลินคอล์น" ทำงาน 250 วัน เครียดหนักพยายามโดดเรือปลิดชีพ

14 ส.ค. 2569 15:23 น.

จี้สอบสภาพความเป็นอยู่ลูกเรือ “อับราฮัม ลินคอล์น” ทำงาน 250 วัน เครียดหนักพยายามโดดเรือปลิดชีพ

สมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ เรียกร้องให้กระทรวงกลาโหมตรวจสอบอย่างเร่งด่วน หลังมีรายงานว่าลูกเรือราว 5,000 นาย บนเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น” เผชิญปัญหาเรื่องอาหารและสิ่งของจำเป็นขาดแคลน ระบบประปาขัดข้อง น้ำร้อนใช้ไม่ได้ สุขอนามัยย่ำแย่ และความเหนื่อยล้าสะสม จนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต  โดยมีรายงานลูกเรือหลายนายพยายามกระโดดลงจากเรือเพื่อจบชีวิต หลังเรือปฏิบัติภารกิจกลางทะเลต่อเนื่องกว่า 250 วัน ขณะที่สงครามอิหร่านยังคงยืดเยื้อ

สถานการณ์การปฏิบัติการทางทหารของกองทัพเรือสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก จากกรณีที่ลูกเรือและนาวิกโยธินราว 5,000 นาย บนเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น” ต้องเผชิญกับสภาวะยากลำบากอย่างหนัก หลังจากถูกขยายเวลาปฏิบัติหน้าที่กลางทะเลยาวนานกว่า 250 วัน หรือย่างเข้าเดือนที่ 9 อันเป็นผลมาจากภารกิจสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางและสงครามอิหร่าน

รายงานจากสื่อมวลชนสายทหารและคำบอกเล่าของครอบครัวลูกเรือ ระบุว่า สภาพความเป็นอยู่บนเรือเข้าขั้นย่ำแย่ โดยเผชิญกับปัญหาขาดแคลนสบู่ ยาสีฟัน และยาระงับกลิ่นกาย ระบบสุขาภิบาลล้มเหลว ชักโครกพัง  ห้องอาบน้ำขึ้นรา ระบบซักรีดใช้งานไม่ได้นานหลายสัปดาห์ จนลูกเรือไม่สามารถซักเสื้อผ้าได้เกินหนึ่งสัปดาห์ รวมถึงปัญหาขาดแคลนอาหารสดเนื่องจากไม่ได้จอดพักเทียบท่า มื้ออาหารบางมื้อลดลงเหลือเพียงข้าวครึ่งถ้วยกับแผ่นแป้งตอร์ติยา 2 แผ่น และระบบไปรษณีย์ขัดข้องจนพัสดุจากครอบครัวสูญหายระหว่างทางนานหลายเดือน ญาติของลูกเรือรายหนึ่งเปิดเผยกับสื่อว่า สมาชิกในครอบครัวของตนน้ำหนักลดลงไปถึง 29 กิโลกรั นับตั้งแต่เริ่มออกปฏิบัติการ

นอกจากความยากลำบากทางร่างกายแล้ว ปัญหาสุขภาพจิตยังวิกฤตถึงขีดสุดอันเนื่องมาจากความเครียดในพื้นที่สู้รบ ตารางงานที่หนักหน่วง และเสียงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์และเครื่องบินเจ็ทตลอด 24 ชั่วโมง โดยสำนักข่าว military news outlets และสื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีลูกเรือหลายนายพยายามกระโดดลงจากเรือเพื่อจบชีวิต ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม มีรายงานยืนยันว่ามีลูกเรือตกจากเรือหนึ่งราย แต่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาจากน้ำด้วยเฮลิคอปเตอร์ ปัจจุบันถูกส่งตัวไปรับการรักษาทางการแพทย์ภายนอกเรือแล้ว และอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริง

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้กระทรวงกลาโหมแสดงความรับผิดชอบ โดย ริชาร์ด บลูเมนทัล วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐคอนเนตทิคัต ได้ส่งหนังสือถึง พีท เฮกเซธรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อจี้ถามถึงสวัสดิภาพของทหาร พร้อมตั้งคำถามว่ากองทัพเรือสามารถแบกรับภารกิจที่ตึงมือเช่นนี้ได้จริงหรือ ขณะที่ รูเบน กาเยโก วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต เรียกร้องให้กองทัพอนุญาตให้คณะผู้แทนจากสภาฯ เข้าตรวจเยี่ยมเรือเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงโดยด่วน

ทางด้าน พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยระบุว่า รายงานข่าวเกี่ยวกับสภาพความเป็นโอบนเรือนั้น “ถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง” และยืนยันว่าเพนตากอนให้การสนับสนุนทรัพยากรแก่เรือและลูกเรือทุกคนอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับโฆษกของรัฐบาลที่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนยุทโธปกรณ์แก่กองทัพ ขณะที่เจ้าหน้าที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ไม่พบการเพิ่มขึ้นของแนวโน้มการฆ่าตัวตายบนเรือ และย้ำว่าระบบการขนส่งส่งกำลังบำรุงขั้นพื้นฐาน เช่น น้ำสะอาด ระบบปรับอากาศ และอาหารสุขภาพ ยังคงใช้งานได้ตามปกติ แต่ยอมรับว่าเส้นทางส่งกำลังบำรุงทางทหารได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ทำให้ต้องจัดลำดับความสำคัญของเสบียงทหารก่อน สิ่งของสุขอนามัย และจดหมายตามลำดับ

ผู้เชี่ยวชาญจาก Center for Naval Analyses ชี้ว่า ปกติกลุ่มเรือรบประหารจะถูกออกแบบมาให้ออกปฏิบัติการรอบละประมาณ 6 เดือนเพื่อสวัสดิภาพของลูกเรือ การขยายภารกิจเกินกำหนดในพื้นที่สู้รบไม่เพียงแต่สร้างความล้าและปัญหาสุขภาพจิตแก่ทหาร แต่ยังส่งผลเสียต่อระดับความพร้อมทางยุทธการและการบำรุงรักษาเรือในระยะยาวอีกด้วย ซึ่งกรณีลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นกับเรือยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด ที่เคยต้องปฏิบัติการกลางทะเลยาวนานถึง 326 วันมาแล้ว

ทั้งนี้ เรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ออกเดินทางจากรัฐแคลิฟอร์เนียตั้งแต่นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 ก่อนจะถูกเปลี่ยนเส้นทางมุ่งสู่ตะวันออกกลางเพื่อปฏิบัติภารกิจการโจมตีอิหร่านในเวลาต่อมา ล่าสุดมีรายงานว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ เตรียมส่งเรือยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน เข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทนตามแผนการผลัดเปลี่ยนกำลัง ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาวิกฤตความตึงเครียดของลูกเรือและครอบครัวลงได้ในเร็วๆ นี้.

ที่มา BBC / AFP

สหรัฐฯ แฉ กว่า 40 ประเทศช่วยจีนเลี่ยงภาษีทรัมป์ ทำสูญรายได้ปีละเกือบ 9 แสนล้าน

สหรัฐฯ แฉ กว่า 40 ประเทศช่วยจีนเลี่ยงภาษีทรัมป์ ทำสูญรายได้ปีละเกือบ 9 แสนล้าน

14 ส.ค. 2569 14:12 น.

สหรัฐฯ แฉ กว่า 40 ประเทศช่วยจีนเลี่ยงภาษีทรัมป์ ทำสูญรายได้ปีละเกือบ 9 แสนล้าน

ทำเนียบขาวเผยรายงานระบุ จีนใช้ประเทศที่สามเป็นทางผ่านส่งออกสินค้าเข้าสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า โดยมีมากกว่า 40 ประเทศเกี่ยวข้อง รวมถึงแคนาดา อินเดีย เม็กซิโก ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ขณะที่สหรัฐฯ ประเมินสูญเสียรายได้จากภาษีสูงถึง 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 8.6 แสนล้านบาทต่อปี

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานฉบับใหม่เมื่อวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) กล่าวหาว่า จีนใช้เครือข่ายการส่งออกผ่านประเทศที่สามเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยมีมากกว่า 40 ประเทศที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการส่งต่อสินค้า ซึ่งทำให้สหรัฐฯ สูญเสียรายได้จากภาษีเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ประเทศที่ถูกระบุในรายงาน ได้แก่ แคนาดา อินเดีย เม็กซิโก ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยทำเนียบขาวระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจทำให้จีนหลีกเลี่ยงภาษีของสหรัฐฯ ได้เป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และส่งผลกระทบต่อการจ้างงานของชาวอเมริกัน รวมถึงรายได้ของรัฐบาล

ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของทำเนียบขาว กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า จีนใช้ประเทศต่าง ๆ มากกว่า 40 ประเทศเป็นช่องทางในการ “ฟอก” สินค้าส่งออก เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีของสหรัฐฯ พร้อมเรียกกระบวนการดังกล่าวว่าเป็น “กลโกงการส่งต่อสินค้าครั้งใหญ่” ที่ดำเนินมานานหลายปี

รายงานระบุว่า การส่งต่อสินค้าผ่านประเทศที่สาม หรือ Transshipping หมายถึง การขนส่งสินค้าผ่านประเทศอื่นก่อนถึงประเทศปลายทาง โดยสหรัฐฯ กล่าวหาว่า จีนใช้วิธีดังกล่าวเพื่อปกปิดแหล่งกำเนิดสินค้าที่แท้จริง เช่น ส่งสินค้าไปยังประเทศที่มีอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ต่ำกว่า ก่อนนำไปบรรจุหีบห่อใหม่หรือประกอบสินค้าเพียงบางส่วน แล้วส่งต่อเข้าสหรัฐฯ

ทำเนียบขาวระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวทำให้สินค้าที่ผลิตในจีนถูกนำเข้าสหรัฐฯ เสมือนเป็นสินค้าที่มาจากประเทศอื่น พร้อมเรียกกระบวนการนี้ว่าเป็น “การฉ้อโกงที่ถูกปกคลุมด้วยเอกสาร” และระบุว่าเครือข่ายการส่งต่อสินค้าดังกล่าวมีทั้งขนาดและความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ทำเนียบขาวนำมาอ้างอิง ประเมินว่า สินค้ามูลค่าราว 3.42 หมื่นล้านถึง 3.03 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี อาจถูกส่งผ่านประเทศที่สามเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี โดยตัวเลขกลางที่ใช้ประเมินอยู่ที่ประมาณ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

จากตัวเลขดังกล่าว สหรัฐฯ ประเมินว่า การหลีกเลี่ยงภาษีทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ประมาณ 1.9–2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี หรือราว 6.3 – 8.6 แสนล้านบาท

นาวาร์โรเปิดเผยว่า สำนักงานศุลกากรและป้องกันพรมแดนสหรัฐฯ (CBP) ได้เริ่มใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโครงการนำร่องเพื่อช่วยตรวจจับการส่งต่อสินค้าและสกัดการหลีกเลี่ยงภาษี นอกจากนี้ หากพบว่าผู้นำเข้าสหรัฐฯ ปลอมแปลงแหล่งกำเนิดสินค้า อาจถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี

นาวาร์โรยังเตือนว่า ประเทศอื่น ๆ เช่น อินเดีย อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการส่งต่อสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีใหม่เช่นกัน และรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแผนกำหนดเงื่อนไขในกรอบข้อตกลงทางการค้าใหม่ เพื่อให้ประเทศคู่ค้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งต่อสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีต้องเผชิญกับบทลงโทษ

ด้านโฆษกสถานทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตอบข้อซักถามของบีบีซีว่า “สงครามการค้าไม่มีผู้ชนะ” พร้อมยืนยันว่าจีนคัดค้านมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการใช้อำนาจรัฐเพื่อมุ่งเป้าไปยังบริษัทจีน โดยระบุด้วยว่า การดำเนินการหรือข้อตกลงฝ่ายเดียวเกี่ยวกับสินค้าที่ถูกส่งต่อผ่านประเทศที่สาม ไม่ควรมุ่งเป้าหรือสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของประเทศอื่น

รายงานของทำเนียบขาวมีขึ้นก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในเดือนกันยายน และอาจกลายเป็นประเด็นสำคัญในการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศ

แม้สหรัฐฯ และจีนจะตกลงชะลอการเรียกเก็บภาษีส่วนใหญ่หลังการเจรจาในเดือนพฤษภาคม 2025 แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงใช้มาตรการตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง ทั้งข้อจำกัดเกี่ยวกับการส่งออกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไปยังสหรัฐฯ และการที่จีนเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกโดรน

รัฐบาลทรัมป์เริ่มใช้มาตรการภาษีครั้งใหญ่กับประเทศคู่ค้าจำนวนมากในเดือนเมษายน 2025 โดยให้เหตุผลว่าภาษีจะช่วยปกป้องผู้ผลิตในประเทศ เพิ่มการจ้างงาน และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวถูกท้าทายทางกฎหมายหลายครั้ง และศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้ยกเลิกมาตรการภาษีบางส่วนในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

แม้สหรัฐฯ ยังคงนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากกว่าการส่งออก แต่ข้อมูลล่าสุดระบุว่า การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 3.71 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนราว 1.89 แสนล้านดอลลาร์.

ที่มา BBC / euronews

ขู่วางระเบิดป่วน รร.มัธยมสิงคโปร์ ตำรวจเตือนโทษหนัก คุกสูงสุด 7 ปี ปรับ 1.3 ล้านบาท

ขู่วางระเบิดป่วน รร.มัธยมสิงคโปร์ ตำรวจเตือนโทษหนัก คุกสูงสุด 7 ปี ปรับ 1.3 ล้านบาท

14 ส.ค. 2569 12:58 น.

ขู่วางระเบิดป่วน รร.มัธยมสิงคโปร์ ตำรวจเตือนโทษหนัก คุกสูงสุด 7 ปี ปรับ 1.3 ล้านบาท

เกิดเหตุขู่วางระเบิดป่วนโรงเรียนมัธยมซินหมิน ในย่านโฮ่วกัง ประเทศสิงคโปร์ ส่งผลให้มีการสั่งอพยพนักเรียนและบุคลากรออกจากอาคารเป็นการด่วน เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งเข้าตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดปกติ ยืนยันเป็นเพียงข่าวลวง ด้านตำรวจเตือนโทษหนัก จำคุกสูงสุด 7 ปี ปรับสูงสุด 1.3 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นที่โรงเรียนมัธยมศึกษาซินหมิน (Xinmin Secondary School) ซึ่งตั้งอยู่ในย่านโฮ่วกัง ประเทศสิงคโปร์ เมื่อช่วงเช้าวานนี้ (13 ส.ค.) หลังทางโรงเรียนได้รับแจ้งเตือนเกี่ยวกับ “ภัยคุกคามขู่วางระเบิด” ส่งผลให้ต้องอพยพนักเรียนและเจ้าหน้าที่ทั้งหมดออกจากอาคารเรียนอย่างเร่งด่วน

สำนักงานตำรวจสิงคโปร์เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 08:20 น. จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยบุคลากรของโรงเรียนได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียดถี่ถ้วนทั่วทั้งโรงเรียน ซึ่งผลการตรวจสอบไม่พบวัตถุต้องสงสัยหรือสิ่งผิดปกติใด ๆ และยืนยันว่านักเรียนรวมถึงบุคลากรทุกคนปลอดภัยดี ก่อนจะอนุญาตให้กลับเข้าชั้นเรียนและดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนตามปกติในเวลาต่อมา

นายตัน ซุน ฮุย อาจารย์ใหญ่โรงเรียนมัธยมซินหมิน ระบุในแถลงการณ์ว่า ทันทีที่ทราบถึงภัยคุกคามดังกล่าว โรงเรียนได้ประสานงานกับตำรวจในทันที และได้สั่งการอพยพนักเรียนและครูทุกคนไปยังจุดรวมพลที่กำหนดไว้บริเวณสนามอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยโรงเรียนจะให้การดูแลสภาพจิตใจของนักเรียนและบุคลากร พร้อมทั้งมีมาตรการรับมือเหตุฉุกเฉินที่เข้มงวดต่อไป

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 รายหนึ่ง เล่าความรู้สึกว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนได้ประกาศผ่านลำโพงของโรงเรียนเมื่อเวลาประมาณ 08:30 น. ให้ทุกคนอพยพไปยังสนาม ซึ่งสร้างความตื่นตกใจเป็นอย่างมากเพราะเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะนักเรียนบางกลุ่มที่กำลังนั่งทำข้อสอบอยู่

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกใจให้กับบรรดาผู้ปกครองเป็นอย่างมาก โดยผู้ปกครองได้รับแจ้งเหตุผ่าน “Parents Gateway” ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันแจ้งข่าวสารของโรงเรียนในเวลาประมาณ 10:00 น. ก่อนจะได้รับอัปเดตสถานการณ์เพิ่มเติมทางแอปพลิเคชัน WhatsApp ในช่วงบ่าย

ผู้ปกครองรายหนึ่งเปิดเผยว่า “ผมตกใจมาก ไม่เคยคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นในโรงเรียนของสิงคโปร์ แต่ต้องยอมรับว่าโรงเรียนจัดการกับสถานการณ์ได้อย่างเป็นมืออาชีพและปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยอย่างถูกต้อง การที่โรงเรียนควบคุมสถานการณ์และยืนยันความปลอดภัยให้เรียบร้อยก่อนแจ้งผู้ปกครองถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะหากผู้ปกครองตื่นตระหนกและแห่กันมาที่โรงเรียน อาจทำให้เกิดความวุ่นวายมากกว่าเดิม”

เจ้าหน้าที่ตำรวจสิงคโปร์ระบุว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการสืบสวนคดีดังกล่าวในความผิดฐาน “การแจ้งข้อมูลเท็จเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นอันตราย” ซึ่งผู้ก่อเหตุมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 7 ปี หรือปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 1.3 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ตำรวจให้ความสำคัญและจริงจังกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทุกรูปแบบ และจะไม่ลังเลที่จะดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดกับผู้ที่เจตนาส่งข้อมูลเท็จเกี่ยวกับคำขู่วางระเบิด” แถลงการณ์จากตำรวจระบุ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ขู่วางระเบิดปลอมในโรงเรียนครั้งนี้เกิดขึ้นให้หลังเพียง 4 ปี นับจากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันที่เคยเกิดขึ้นกับโรงเรียนมัธยมเอเวอร์กรีน ในย่านวู้ดแลนด์ ซึ่งแม้ในครั้งนั้นจะพบว่าเป็นเรื่องโกหกเช่นกัน แต่นิวส์การ์ดและกระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์ย้ำเตือนว่า ภัยคุกคามด้านความมั่นคงทุกรูปแบบยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังและรับมืออย่างจริงจังเสมอ.

ที่มา CNA / The Straits Times