ทรัมป์ชี้ผู้ต้องสงสัยบุกงานเลี้ยงสื่อ “มีปัญหาทางจิต” ครอบครัวเคยแจ้งเตือนทางการ

ทรัมป์ชี้ผู้ต้องสงสัยบุกงานเลี้ยงสื่อ "มีปัญหาทางจิต" ครอบครัวเคยแจ้งเตือนทางการ

27 เม.ย. 2569 12:38 น.

ทรัมป์ชี้ผู้ต้องสงสัยบุกงานเลี้ยงสื่อ “มีปัญหาทางจิต” ครอบครัวเคยแจ้งเตือนทางการ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุพยายามใช้อาวุธบุกโจมตีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลภายในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. คือ “ชายที่มีอาการป่วยทางจิต” และเคยถูกครอบครัวแจ้งเตือนต่อหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมาก่อน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 20:35 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเสาร์ (25 เม.ย.) ระหว่างงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว (WHCA) ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วมจำนวนมาก อาทิ รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์, โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีสาธารณสุข และคาโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว

คนร้ายได้ยิงปืนลูกซองใส่เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดี บริเวณจุดตรวจความปลอดภัย แต่โชคดีที่กระสุนติดเสื้อกันกระสุนทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนที่คนร้ายจะถูกชาร์จตัวไว้ได้ ทรัมป์และคณะถูกพาตัวไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที 

ทรัมป์กล่าวในการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ว่า ผู้ต้องสงสัยซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าชื่อนาย “โคล โทมัส อัลเลน” อายุ 31 ปี จากเมืองทอร์แรนซ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้โพสต์สิ่งที่ทรัมป์อธิบายว่าเป็นแถลงการณ์ “ต่อต้านศาสนาคริสต์” 

ทรัมป์กล่าวกับรายการ “60 Minutes” ของสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส หนึ่งวันหลังจากการยิงที่โรงแรมแห่งหนึ่งในวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อคืนวันเสาร์ว่า “เขาเคยเป็นคริสเตียน เป็นผู้ศรัทธา แล้วเขาก็กลายเป็นผู้ต่อต้านศาสนาคริสต์ และเขาก็เปลี่ยนไปมาก”  “เขาน่าจะเป็นคนป่วยทางจิต”

ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังกล่าวว่าเขา “ไม่รู้สึกกังวล” ขณะที่เขาถูกอพยพออกจากงานเลี้ยงอาหารค่ำผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว หลังจากที่มือปืนพยายามบุกเข้าไปในห้องจัดเลี้ยง “ผมไม่กังวล ผมเข้าใจชีวิต เราอยู่ในโลกที่บ้าคลั่ง” 

ในแถลงการณ์ นายอัลเลนเรียกตัวเองว่า “มือสังหารรัฐบาลกลางที่เป็นมิตร” และกล่าวว่าเขาวางแผนที่จะโจมตีเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ โดยเรียงลำดับจากระดับสูงสุดไปจนถึงระดับต่ำสุด แต่ไม่รวมถึงนายคาช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI  นายอัลเลนยังอ้างถึงหลักศาสนศาสตร์ของศาสนาคริสต์ โดยกล่าวว่าเขากำลังพยายามปกป้องผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาล “การหันแก้มอีกข้างให้เมื่อ *คนอื่น* ถูกกดขี่ไม่ใช่พฤติกรรมของชาวคริสต์ แต่มันคือการสมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมของผู้กดขี่” 

ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ระบุว่า ประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรี “ยืนหยัดอย่างไม่หวาดหวั่น” หลังรอดพ้นจากความพยายามลอบสังหาร ขณะที่ “เจียง เว่ยเจีย” ประธานสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว ซึ่งนั่งติดกับทรัมป์ในงานเลี้ยงดังกล่าว ระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ “น่าหวาดผวา” และขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ช่วยปกป้องแขกหลายพันคนในงาน

ในแถลงการณ์ของคนร้ายยังได้เยาะเย้ยความหละหลวมของโรงแรม โดยระบุว่าเขาสามารถเดินถืออาวุธหลายชนิดเข้ามาได้โดยไม่มีใครสงสัย ขณะที่ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า อัลเลนเดินทางด้วยรถไฟ Amtrak จากนครลอสแอนเจลิสมายังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งการเดินทางด้วยรถไฟในสหรัฐฯ ไม่ต้องผ่านเครื่องตรวจจับโลหะแบบสนามบิน

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยิงปะทะกับผู้ต้องสงสัยและสกัดกั้นเขาได้ และ “เชื่อว่า” ผู้ต้องสงสัยได้ยิงปืน อย่างไรก็ตาม ผู้ก่อเหตุไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย ตำรวจกล่าวว่าเขามีปืนสองกระบอก รวมถึงมีดหลายเล่ม

เหตุการณ์นี้ทำให้ทรัมป์ใช้โอกาสนี้โปรโมทโครงการก่อสร้าง “ห้องจัดเลี้ยงลับสุดยอดทางทหาร” ภายในทำเนียบขาว โดยระบุบนทรูธโซเชียลว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นหากจัดในสถานที่ดังกล่าว

นายทอดด์ แบลนซ์ รักษาการอัยการสูงสุด เปิดเผยว่าอัลเลนจะถูกฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในข้อหาทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ, ยิงอาวุธปืน และพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเจ้าหน้าที่จะสืบสวนต่อไปว่ามีความเชื่อมโยงกับต่างชาติ (อิหร่าน) หรือไม่อย่างไร

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวย้ำเตือนถึงกระแสความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงประณามจากผู้นำทั่วโลก ขณะที่ทำเนียบขาวยืนยันว่ากำหนดการเสด็จเยือนสหรัฐฯ ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรในวันจันทร์นี้จะยังคงดำเนินต่อไปตามเดิม.

ที่มา  BBC / Reuters

ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่ง หลังอิหร่านย้ำไม่เปิดฮอร์มุซ ซัดสหรัฐบ่อนทำลายความเชื่อมั่น ทำการเจรจาสะดุด

ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่ง หลังอิหร่านย้ำไม่เปิดฮอร์มุซ ซัดสหรัฐบ่อนทำลายความเชื่อมั่น ทำการเจรจาสะดุด

27 เม.ย. 2569 12:22 น.

ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่ง หลังอิหร่านย้ำไม่เปิดฮอร์มุซ ซัดสหรัฐบ่อนทำลายความเชื่อมั่น ทำการเจรจาสะดุด

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งขึ้นอีก หลังอิหร่านย้ำไม่เปิดฮอร์มุซกลับมาตามปกติ ซัดสหรัฐฯ เป็นฝ่ายบ่อนทำลายความเชื่อมั่น ทำให้การเจรจาสะดุด

วันที่ 27 เมษายน 2569 ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นในการซื้อขายวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา หลังอิหร่านย้ำชัดว่าจะไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม พร้อมกล่าวหาสหรัฐว่าบ่อนทำลายความเชื่อมั่น และทำให้การเจรจายุติสงครามยิ่งซับซ้อน

รายงานข่าวระบุว่า น้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นราคามาตรฐานตลาดโลก ปรับขึ้น 2.14% อยู่ที่ 107.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐเพิ่มขึ้น 2.08% อยู่ที่ 96.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนความกังวลด้านอุปทานพลังงาน

ข้อมูลจากสหรัฐยังระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยอยู่ที่ 4.10 ดอลลาร์ต่อแกลลอน แม้ลดลงจากจุดสูงสุดก่อนหน้า แต่ยังเพิ่มขึ้นราว 27% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น สะท้อนแรงกดดันด้านพลังงานที่ยังคงอยู่ในตลาดโลก

ด้านนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน เปิดเผยภายหลังหารือกับนายเชห์บาศ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ว่าการดำเนินการของสหรัฐกำลังบ่อนทำลายความไว้วางใจ และเป็นอุปสรรคต่อเส้นทางการเจรจา ขณะเดียวกันอิหร่านยังยืนยันว่าจะไม่เข้าร่วมการเจรจาที่อยู่ภายใต้แรงกดดัน พร้อมระบุว่าการยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐต่อท่าเรืออิหร่านเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนจะมีข้อตกลงใดๆ

ด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ตัดสินใจยกเลิกแผนส่งคณะผู้แทนไปยังกรุงอิสลามาบัดในนาทีสุดท้าย หลังอิหร่านปฏิเสธการเจรจาโดยตรง พร้อมระบุว่าความขัดแย้งภายในของผู้นำอิหร่านเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า.

ย้อนเหตุขู่ฆ่า-ลอบสังหารทรัมป์ในช่วง 2016-2026

ย้อนเหตุขู่ฆ่า-ลอบสังหารทรัมป์ในช่วง 2016-2026

27 เม.ย. 2569 12:01 น.

ย้อนเหตุขู่ฆ่า-ลอบสังหารทรัมป์ในช่วง 2016-2026

เหตุยิงปืนกลางงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว สร้างความตื่นตระหนกอีกครั้ง ท่ามกลางคำถามด้านความปลอดภัย และตอกย้ำความเสี่ยงในการลอบสังหารทรัมป์ ที่เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงกว่าทศวรรษ

เหตุการณ์ล่าสุด: ยิงปืนกลางงานใหญ่ ผู้นำสหรัฐฯ ถูกอพยพฉุกเฉิน

เสียงปืนดังขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ภายในโรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน ระหว่างงานเลี้ยงของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ซึ่งทรัมป์มีกำหนดขึ้นกล่าวสุนทรพจน์

ในงานมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมจำนวนมาก ทั้งรองประธานาธิบดี สมาชิกคณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาคองเกรส โดยหน่วยสืบราชการลับ ต้องเร่งอพยพทรัมป์ออกจากพื้นที่ทันที

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันชัดเจนว่า ทรัมป์เป็นเป้าหมายโดยตรง ของเหตุยิงครั้งนี้หรือไม่ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่มีความพยายามลอบสังหารโดนัลด์ ทรัมป์

2 เหตุลอบสังหารใหญ่ ปี 2024 ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

  • เพนซิลเวเนีย: ถูกยิงเฉียดหู

เหตุเกิดที่เมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อชายวัย 20 ปี ใช้อาวุธปืนไรเฟิลแบบ AR ยิงใส่เวทีปราศรัย

กระสุนเฉียดใบหูขวาของทรัมป์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ก่อนมือปืนถูกหน่วยสไนเปอร์ยิงวิสามัญ

รายงานวุฒิสภาสหรัฐฯ ระบุว่า ความผิดพลาดด้านการวางแผน การสื่อสาร และการบริหารของหน่วยสืบราชการลับ เป็นปัจจัยสำคัญ

  • ฟลอริดา: มือปืนบุกสนามกอล์ฟ

อีกเหตุเกิดที่สนามกอล์ฟ Trump International Golf Club ในเวสต์ปาล์มบีช เมื่อชายคนหนึ่งถูกพบพร้อมปืนไรเฟิล

เจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับยิงสกัด ก่อนผู้ต้องสงสัยหลบหนีและถูกจับกุมในเวลาต่อมา และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

นอกจากนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเคยถูกขู่ฆ่าและพยายามลอบสังหารมาแล้วหลายครั้ง ดังนี้

• ปี 2016 ชายชาวอังกฤษพยายามแย่งปืนตำรวจในงานหาเสียงที่ลาสเวกัส โดยยอมรับว่าตั้งใจจะยิงทรัมป์

• ปี 2017 ชายคนหนึ่งขโมยรถโฟล์กลิฟต์ในรัฐนอร์ทดาโคตา หวังพุ่งชนขบวนรถประธานาธิบดี

• ปี 2020 มีการส่งจดหมายผสมสารพิษริซินไปยังทรัมป์ ซึ่งเป็นสารอันตรายถึงชีวิต

• ปี 2024เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับกุมชายชาวปากีสถาน ที่เกี่ยวข้องกับแผนจ้างวานสังหาร โดยมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ต่อมา ยังมีชาวอิหร่านอีกคนถูกตั้งข้อหา หลังรับคำสั่งให้สังหารพลเมืองสหรัฐฯ และมีชื่อทรัมป์เป็นหนึ่งในเป้าหมาย

• ปี 2026 หน่วยสืบราชการลับ ยิงสกัดชายวัย 21 ปี ที่พกปืนลูกซองและถังแก๊ส บุกเข้าใกล้รีสอร์ต มาร์ อะลาโก ขณะทรัมป์ไม่ได้อยู่ในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะเผชิญเหตุการณ์ลอบสังหารและภัยคุกคามหลายครั้ง แต่ทรัมป์ยืนยันว่า จะไม่ลดบทบาทการปรากฏตัวในที่สาธารณะ และจะไม่ยกเลิกทุกอย่างเพราะความกลัว.

ที่มา : AxiosUSAtoday

งบกลาโหมโลกพุ่งแตะ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

งบกลาโหมโลกพุ่งแตะ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

27 เม.ย. 2569 11:35 น.

งบกลาโหมโลกพุ่งแตะ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม (SIPRI) เผยงบประมาณด้านกลาโหมทั่วโลกปี 2025 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันเป็นปีที่ 11 แตะระดับเกือบ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 93.8 ล้านล้านบาท โดยสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ครองสัดส่วนเกินครึ่งของโลก ขณะที่ยุโรปเร่งสะสมอาวุธรับมือสงครามยูเครนและการลดบทบาทของสหรัฐฯ

สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม หรือ SIPRI เปิดเผยว่า การใช้จ่ายทางทหารทั่วโลกในปี 2025 เพิ่มขึ้นแตะเกือบ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 93.8 ล้านล้านบาท นับเป็นการเติบโตต่อเนื่องปีที่ 11 ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่มั่นคงและการเร่งเสริมศักยภาพด้านกลาโหมของหลายประเทศ

รายงานระบุว่า 3 ประเทศที่ใช้งบประมาณทางทหารสูงสุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย ใช้งบรวมกันถึง 1.48 ล้านล้านดอลลาร์ ราว 47.87 ล้านล้านบาท คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้จ่ายทั่วโลก

แม้สหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ใช้จ่ายรายใหญ่ที่สุดของโลก จะลดงบลง 7.5% เหลือ 954,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เนื่องจากไม่มีการอนุมัติความช่วยเหลือทางทหารใหม่แก่ยูเครน แต่การลดลงดังกล่าวถูกชดเชยด้วยการเพิ่มงบในยุโรปและเอเชีย

นักวิจัยระบุว่า ภาระทางทหารของโลก หรือสัดส่วนการใช้จ่ายด้านกลาโหมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2009 สะท้อนภาพรวมของโลกที่มีความรู้สึกไม่ปลอดภัยมากขึ้น

ยุโรปเป็นภูมิภาคที่ขับเคลื่อนการเพิ่มขึ้นของงบกลาโหม โดยรวมถึงรัสเซียและยูเครน ซึ่งมีการใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 14% แตะ 864,000 ล้านดอลลาร์ จากปัจจัยสงครามในยูเครนและบทบาทของสหรัฐที่ลดลงในภูมิภาค โดยเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศใช้จ่ายอันดับ 4 ของโลก เพิ่มงบ 24% เป็น 114,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่สเปนเพิ่มขึ้นถึง 50% เป็น 40,200 ล้านดอลลาร์ และมีสัดส่วนเกิน 2% ของจีดีพี เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี

ในส่วนของสงครามยูเครน ทั้งรัสเซียและยูเครนต่างเพิ่มงบกลาโหม โดยรัสเซียใช้งบ 190,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 7.5% ของจีดีพี ขณะที่ยูเครนเพิ่มขึ้น 20% เป็น 84,100 ล้านดอลลาร์ หรือสูงถึง 40% ของจีดีพี

ด้านตะวันออกกลาง แม้ยังคงมีความตึงเครียด แต่การใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย 0.1% เป็น 218,000 ล้านดอลลาร์ โดยอิสราเอลและอิหร่านกลับลดงบลงเล็กน้อยจากปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศ

ขณะที่เอเชียและโอเชียเนียมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 8.5% แตะ 681,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 15 ปี โดยจีนยังคงเป็นผู้เล่นหลัก ใช้งบประมาณราว 336,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 10.85 ล้านล้านบาท) และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 30 นอกจากนี้ ประเทศในภูมิภาคอย่างญี่ปุ่นและไต้หวันยังเพิ่มงบกลาโหมอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค

นักวิจัยสรุปว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนสูงขึ้น และประเทศต่าง ๆ กำลังเพิ่มการใช้จ่ายทางทหารเพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา AFP

“คิม จองอึน” ต้อนรับผู้แทนรัสเซีย ร่วมทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ทหารเกาหลีเหนือพลีชีพในสงครามยูเครน

"คิม จองอึน" ต้อนรับผู้แทนรัสเซีย ร่วมทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ทหารเกาหลีเหนือพลีชีพในสงครามยูเครน

27 เม.ย. 2569 11:26 น.

“คิม จองอึน” ต้อนรับผู้แทนรัสเซีย ร่วมทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ทหารเกาหลีเหนือพลีชีพในสงครามยูเครน

คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ต้อนรับคณะผู้แทนรัสเซียที่เดินทางเยือนกรุงเปียงยาง เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์รำลึกทหารที่พลีชีพในสงครามยูเครน 

วันที่ 27 เมษายน 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ให้การต้อนรับคณะผู้แทนรัสเซียที่เดินทางเยือนกรุงเปียงยาง เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์รำลึกทหารเกาหลีเหนือที่พลีชีพในสงครามยูเครน

รายงานข่าวระบุว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์วีรกรรมการรบในปฏิบัติการทางทหารนอกประเทศ” ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อยกย่องทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตจากการเข้าร่วมรบสนับสนุนรัสเซียในสงครามกับยูเครน โดยก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือได้ส่งกำลังทหารราว 15,000 นาย เข้าช่วยเหลือรัสเซีย หลังนายคิม จองอึน และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์เมื่อเดือนมิถุนายน 2567

รายงานยังระบุว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายนปีที่ผ่านมา รัสเซียประกาศยึดคืนแคว้นเคิร์สกจากกองกำลังยูเครนได้สำเร็จ โดยมีทหารเกาหลีเหนือร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ด้วย.

ที่มา Yonhap

“คิม จองอึน” ย้ำจุดยืนหนุนรัสเซียทำ “สงครามศักดิ์สิทธิ์” ในยูเครน

"คิม จองอึน" ย้ำจุดยืนหนุนรัสเซียทำ "สงครามศักดิ์สิทธิ์" ในยูเครน

27 เม.ย. 2569 10:51 น.

“คิม จองอึน” ย้ำจุดยืนหนุนรัสเซียทำ “สงครามศักดิ์สิทธิ์” ในยูเครน

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือยืนยันการสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามในยูเครน โดยระบุว่าเป็น “สงครามศักดิ์สิทธิ์” ขณะที่สื่อรัฐบาลเผยภาพความซาบซึ้งในพิธีเปิดอนุสรณ์สถานทหารเกาหลีเหนือที่ยอมพลีชีพในสนามรบ ด้านปูตินร่อนจดหมายชดเชยความกล้าหาญของกองทัพเกาหลีเหนือ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ ได้ย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นในการสนับสนุนรัสเซียสำหรับการรุกรานยูเครน โดยให้คำมั่นว่าจะช่วยให้รัสเซียได้รับชัยชนะในสิ่งที่เขาเรียกว่า “สงครามอันศักดิ์สิทธิ์”

ในระหว่างการต้อนรับนายอันเดร เบลูซอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายคิม จองอึน ระบุว่าเกาหลีเหนือจะ “ให้การสนับสนุนนโยบายของสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเต็มที่เช่นเดิม เพื่อปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดนและผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติ” พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ากองทัพและประชาชนชาวรัสเซียจะคว้าชัยชนะในสงครามที่มีความยุติธรรมนี้ได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการยกระดับความร่วมมือทางทหารเชิงลึก โดยฝ่ายรัสเซียแสดงความพร้อมที่จะลงนามในแผนความร่วมมือระยะยาวระหว่างปี 2027 ถึง 2031 

ไฮไลต์สำคัญของการเยือนครั้งนี้ คือพิธีเปิดอนุสรณ์สถานเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตจากการสู้รบในยูเครน โดยมีทั้ง นายคิม จองอึน, นายเบลูซอฟ และ นายเวียเชสลาฟ โวโลดิน ประธานสภาผู้แทนราษฎรรัสเซีย เข้าร่วมพิธีซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มีทั้งการแสดงคอนเสิร์ต ดอกไม้ไฟ และการบินโชว์ของกองทัพอากาศ

สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือรายงานว่า ผู้เข้าร่วมพิธีต่างรู้สึกสะเทือนใจกับการถ่ายทอดเรื่องราว “การสู้รบอันดุเดือด” และ “วีรกรรมการระเบิดพลีชีพ” ของเหล่าทหารหนุ่มที่เลือกสละชีพโดยไม่ลังเล ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรุงโซลประเมินว่า มีทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตในสงครามยูเครนแล้วประมาณ 2,000 นาย และมีรายงานว่าทหารเหล่านี้ได้รับคำสั่งให้ปลิดชีพตัวเองทันทีหากจวนตัว เพื่อป้องกันการถูกจับเป็นเชลย

นายคิมยังได้ยกย่อง “ผลลัพธ์อันยอดเยี่ยม” ในการยึดพื้นที่คืนที่ภูมิภาคคุร์สค์ของรัสเซีย ซึ่งกองทัพเกาหลีเหนือได้ถูกส่งเข้าไปช่วยสกัดกั้นการโต้กลับของยูเครนตั้งแต่ช่วงกลางปี 2024 ขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ส่งจดหมายชื่นชม “ความกล้าหาญและความจงรักภักดีอย่างยิ่งยวด” ของกองกำลังเกาหลีเหนือมายังนายคิมด้วย

ปัจจุบัน ความร่วมมือระหว่างสองประเทศถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากนานาชาติ โดยเฉพาะหลังจากที่มีการลงนามสนธิสัญญาทางการทหารในปี 2024 ที่กำหนดให้ทั้งสองประเทศต้องให้ความช่วยเหลือทางทหาร “โดยทันที” หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกโจมตี ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าแลกกับการส่งกำลังพลและอาวุธ มอสโกได้ตอบแทนเปียงยางด้วยความช่วยเหลือทางการเงิน เทคโนโลยีทางการทหาร อาหาร และพลังงาน เพื่อประคองเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือที่ถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก.

ที่มา AFP

ทรัมป์เผย ถ้าอิหร่านอยากคุยก็โทรศัพท์มาได้ หลังยกเลิกคุยที่ปากีสถาน

ทรัมป์เผย ถ้าอิหร่านอยากคุยก็โทรศัพท์มาได้ หลังยกเลิกคุยที่ปากีสถาน

27 เม.ย. 2569 10:16 น.

ทรัมป์เผย ถ้าอิหร่านอยากคุยก็โทรศัพท์มาได้ หลังยกเลิกคุยที่ปากีสถาน

ทรัมป์ระบุอิหร่านสามารถโทรมาได้เลย หากต้องการเจรจายุติสงคราม หลังสหรัฐฯ ยกเลิกแผนส่งผู้แทนไปหารือที่ปากีสถาน ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยังเดินสายเจรจาหลายประเทศ เตรียมพบผู้นำรัสเซีย

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ในรายการ “The Sunday Briefing” ทาง Fox News ว่าถ้าอิหร่านอยากคุย ก็เข้ามาหาได้ หรือจะโทรมาก็ได้ เพราะสหรัฐฯมีสายสื่อสารที่ปลอดภัย พร้อมย้ำเงื่อนไขสำคัญว่า อิหร่านจะต้องไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีเหตุผลต้องเจรจา

คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังทรัมป์ยกเลิกแผนส่งผู้แทน ได้แก่ สตีฟ วิทคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์  ไปยังกรุงอิสลามาบัดในช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้ความหวังในการรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพลดลง

ด้านอิหร่านยืนยันมาโดยตลอดว่า มีสิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อสันติ แต่ชาติตะวันตกและอิสราเอลมองว่า อาจเป็นการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

แม้ปัจจุบันจะมีการหยุดยิงบางส่วนในสงครามที่เริ่มต้นจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่ยังไม่มีข้อตกลงยุติสงครามอย่างเป็นทางการ โดยความขัดแย้งดังกล่าวคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายพันราย และส่งผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งราคาน้ำมันที่พุ่งสูง เงินเฟ้อ และแนวโน้มการเติบโตที่ชะลอตัว

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้น หลังอิหร่านปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราว 20% ของโลก ขณะที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า อับบาส อารักชี กำลังเดินสายเจรจา โดยหลังการหารือในปากีสถาน ได้เดินทางไปยังโอมาน ซึ่งเป็นอีกประเทศตัวกลาง และเข้าพบ ไฮษัม บิน ตารีก อัล-ซาอิด

โดยการหารือมุ่งเน้นด้านความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซ และการสร้างกรอบความมั่นคงระดับภูมิภาคที่ปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก โดยอารักชีระบุว่า เป้าหมายคือการทำให้การเดินเรือในพื้นที่ปลอดภัยเพื่อประโยชน์ของประเทศเพื่อนบ้านและโลก

หลังจากนั้น อารักชีได้เดินทางกลับอิสลามาบัด ก่อนมุ่งหน้าสู่รัสเซีย โดย วลาดิเมียร์ ปูติน มีกำหนดพบหารือในวันจันทร์ ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยรัสเซียและอิหร่าน ต่างเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก และทั้งสองชาติ มีการกระชับความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา.

ที่มา : channelnewsasia

คณะผู้แทนอิหร่านออกจากปากีฯ มุ่งหน้ารัสเซีย เตรียมหารือปูติน หลังความหวังเจรจากับสหรัฐฯ สะดุด

คณะผู้แทนอิหร่านออกจากปากีฯ มุ่งหน้ารัสเซีย เตรียมหารือปูติน หลังความหวังเจรจากับสหรัฐฯ สะดุด

27 เม.ย. 2569 09:14 น.

คณะผู้แทนอิหร่านออกจากปากีฯ มุ่งหน้ารัสเซีย เตรียมหารือปูติน หลังความหวังเจรจากับสหรัฐฯ สะดุด

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เดินทางออกจากกรุงอิสลามาบัด มุ่งหน้าสู่รัสเซีย เพื่อเข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในวันจันทร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพอิหร่าน-สหรัฐฯ

วันที่ 27 เมษายน 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เดินทางออกจากกรุงอิสลามาบัด มุ่งหน้าสู่รัสเซีย เพื่อเข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ

สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า นายอารักชีจะหารือกับผู้นำรัสเซียและเจ้าหน้าที่ระดับสูง เพื่อประเมินสถานการณ์ล่าสุดของการเจรจา การหยุดยิง และพัฒนาการในภูมิภาค หลังเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจเยือนปากีสถาน 2 ครั้งภายใน 48 ชั่วโมง

การเดินทางครั้งนี้มีขึ้น ขณะที่ความหวังในการเจรจาโดยตรงระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเริ่มเลือนลางลง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ยกเลิกแผนส่งคณะผู้แทนไปยังปากีสถาน

ก่อนหน้านี้ อารักชีได้เข้าพบตัวกลางสำคัญในปากีสถานและโอมาน แต่ระบุว่า ยังไม่แน่ชัดว่าสหรัฐมีความจริงจังต่อแนวทางการทูตหรือไม่

ด้านทรัมป์กล่าวว่า การเจรจายังสามารถเดินหน้าต่อได้ผ่านทางโทรศัพท์ พร้อมย้ำว่า หากอิหร่านต้องการพูดคุย สามารถติดต่อสหรัฐได้โดยตรง และเชื่อว่าสงครามจะยุติลงในไม่ช้า

ขณะเดียวกัน เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำปากีสถานได้ขอบคุณผู้นำปากีสถาน สำหรับความพยายามในการไกล่เกลี่ยเพื่อยุติสงครามที่ยังคงตึงเครียดในตะวันออกกลาง.

ที่มา CNN AFP

เปิดข้อมูลมือปืน ยิงงานเลี้ยงสื่อทำเนียบขาว ส่อโดนโทษหลายข้อหา

เปิดข้อมูลมือปืน ยิงงานเลี้ยงสื่อทำเนียบขาว ส่อโดนโทษหลายข้อหา

27 เม.ย. 2569 06:44 น.

เปิดข้อมูลมือปืน ยิงงานเลี้ยงสื่อทำเนียบขาว ส่อโดนโทษหลายข้อหา

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กำลังดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงในเหตุคนร้ายยิงปืนในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยเบื้องต้นพบสิ่งที่อาจเป็นแรงจูงใจ และคาดว่าเขาอาจโดนโทษหลายข้อหา

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าว CBS News ว่า นายโคล โทมัส อัลเลน ผู้ต้องสงสัยพยายามก่อเหตุโจมตีในงานเลี้ยงอาหารค่ำสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา (25 เม.ย. 2569) ทิ้งสิ่งที่เจ้าหน้าที่เรียกว่า “แถลงการณ์” (Manifesto) ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเขาต้องการพุ่งเป้าโจมตีเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของทรัมป์

ทางการระบุว่าในเหตุการณ์ดังกล่าว ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมลาเนีย ทรัมป์ ได้รับการอพยพออกจากงานอย่างปลอดภัย และไม่มีผู้เข้าร่วมงานรายใดได้รับบาดเจ็บสาหัส อย่างไรก็ตาม มีเจ้าหน้าที่หน่วยอารักขา (Secret Service) หนึ่งนายถูกยิงอย่างน้อยหนึ่งนัด แต่ไม่เป็นอะไรมากเนื่องจากติดเสื้อเกราะ

นายอัลเลน วัย 31 ปี ถูกจับกุมได้ในที่เกิดเหตุ การสืบสวนเบื้องต้นพบว่า เขาเป็นนักการศึกษาจากเมืองทอร์แรนซ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย และสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ โดยเจ้าหน้าที่ตรวจพบข้อความที่มีเนื้อหาต่อต้านทรัมป์และต่อต้านคริสต์ศาสนาในบัญชีโซเชียลมีเดียของเขา

นายทอดด์ แบลนช์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวในรายการ “Face the Nation with Margaret Brennan” เมื่อเช้าวันอาทิตย์ว่า พนักงานสอบสวนเชื่อว่าเขามุ่งเป้าโจมตีสมาชิกในคณะรัฐบาลของทรัมป์จริง

ในขณะนี้ FBI กำลังดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงของคดี ขณะที่หน่วยอารักขากำลังตรวจสอบประวัติเชิงลึกของผู้ต้องสงสัย เพื่อหาคำตอบว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดการลงมือก่อเหตุในครั้งนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุ

แหล่งข่าวจากหน่วยงานรักษากฎหมายสองแห่งเปิดเผยกับ CBS News ว่า มีเสียงปืนดังขึ้นทั้งหมดอย่างน้อย 5 ถึง 8 นัดระหว่างเกิดเหตุ

เจฟฟ์ แคร์โรลล์ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แถลงข่าวในช่วงดึกว่า ผู้ต้องสงสัยพกพาปืนลูกซอง ปืนพก และมีดอีกหลายเล่ม ในขณะที่พยายามบุกฝ่าจุดตรวจความปลอดภัยหน้างานเลี้ยง ณ โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน และมีการยิงกันเกิดขึ้น ก่อนจะควบคุมตัวคนร้ายได้สำเร็จ โดยที่มือปืนไม่ถูกยิงแต่อย่างใด แต่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อประเมินสภาพร่างกายและจิตใจ

นายอัลเลน แฝงตัวเข้ามาเป็นแขกในโรงแรม โดยเดินทางมาด้วยรถไฟจากลอสแอนเจลิส แวะเปลี่ยนขบวนที่ชิคาโก ก่อนจะมุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จากนั้นเข้าเช็กอินโรงแรมตั้งแต่วันศุกร์ หรือ 1 วันก่อนเกิดเหตุ

หลังเหตุการณ์สงบลง เจ้าหน้าที่สามารถยึดโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ของคนร้าย และกำลังขอหมายค้นเพื่อตรวจสอบข้อมูลภายใน แม้ผู้ต้องสงสัยจะไม่ให้ความร่วมมือ แต่ผู้ที่รู้จักเขาได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่พนักงานสอบสวน

เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง 3 นายระบุว่า กำลังตรวจสอบงานเขียนของผู้ต้องสงสัยที่บันทึกไว้ในกระดาษซึ่งพบในโรงแรม เพื่อหาแรงจูงใจในการก่อเหตุ

แหล่งข่าวระบุอีกว่า อัลเลนได้ส่งงานเขียนบางส่วนไปให้สมาชิกในครอบครัวก่อนลงมือก่อเหตุ ซึ่งสมาชิกในครอบครัวคนหนึ่งรีบแจ้งตำรวจทันที อย่างไรก็ตาม งานเขียนที่ส่งให้ครอบครัวนั้นดูเหมือนจะไม่ได้ระบุเจาะจงถึงงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวแต่อย่างใด

“ในขณะนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นผู้ลงมือก่อเหตุเพียงลำพัง” แคร์โรลล์กล่าวเมื่อคืนวันเสาร์ พร้อมระบุว่าการสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดีทรัมป์ที่บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เชื่อว่าผู้ต้องสงสัยมีลักษณะเป็นพวก “หมาป่าเดียวดาย” ที่ลงมือโดยไม่มีผู้บงการ

ประวัติผู้ต้องสงสัยที่ทราบในตอนนี้

แหล่งข่าวระบุว่า นายอัลเลนมีประวัติการครอบครองอาวุธปืน โดยเขาซื้อปืนลูกซองที่ใช้ก่อเหตุเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 และยังมีปืนพกกึ่งอัตโนมัติอีกกระบอกที่ซื้อในปี 2566

ผู้ต้องสงสัยอาศัยอยู่ในหลายพื้นที่ของลอสแอนเจลิสตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2553 ถึงมีนาคม 2569 โดยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในเมืองทอร์แรนซ์ และเคยมีที่อยู่ในเมืองซานเกเบรียลในช่วงต้นปี 2561 ถึงปลายปี 2562

อัลเลนสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านวิศวกรรมเครื่องกลจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (Caltech) ในปี 2560 ก่อนจะสำเร็จการศึกษาปริญญาโทด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียสเตท ดอมิงเกซฮิลส์ (CSUDH) ในปี 2568 โดยทาง Caltech ได้ยืนยันข้อมูลการจบการศึกษาของเขาผ่านอีเมลถึง CBS News แล้ว

โปรไฟล์ใน LinkedIn ระบุว่าเขาเป็นนักพัฒนาวิดีโอเกมอิสระและครูพาร์ทไทม์ นอกจากนี้เขายังเคยทำงานในบริษัทติวเตอร์ชื่อ C2 Education ในเมืองทอร์แรนซ์ และเคยได้รับรางวัล “ครูดีเด่นประจำเดือน” ในเดือนธันวาคม 2567 อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าเขายังทำงานที่นั่นอยู่หรือไม่ ขณะที่เขตการศึกษาทอร์แรนซ์ยืนยันว่าเขาไม่เคยเป็นพนักงานของเขตฯ

สมาชิกในครอบครัวอีกคนหนึ่งให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนว่า อัลเลนมักกล่าวถ้อยคำที่รุนแรงและมักอ้างถึงแผนการที่จะทำ “บางสิ่งบางอย่าง” เพื่อแก้ไขปัญหาของโลกในปัจจุบัน นอกจากนี้ ครอบครัวยังระบุว่าเขาไปสนามยิงปืนเพื่อฝึกซ้อมเป็นประจำ

เขาเป็นสมาชิกของกลุ่มที่ชื่อว่า “The Wide Awakes” และเคยเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านทรัมป์ภายใต้สโลแกน “No Kings” ในแคลิฟอร์เนีย นอกจากนี้ ข้อมูลการบริจาคเงินเพื่อการหาเสียงของรัฐบาลกลางระบุว่า อัลเลนเคยบริจาคเงินจำนวน 25 ดอลลาร์ให้กับ ActBlue ซึ่งเป็นคณะกรรมการรณรงค์ทางการเมืองของพรรคเดโมแครต เพื่อสนับสนุนการหาเสียงประธานาธิบดีของนาง คามาลา แฮร์ริส ในปี 2567

ข้อหาที่มือปืนอาจได้รับ

นาง จานีน ปีร์โร อัยการสหรัฐฯ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประกาศเมื่อคืนวันเสาร์ว่า นายอัลเลนจะถูกตั้งข้อหาเบื้องต้นอย่างละ 1 กระทง ได้แก่ ข้อหาใช้อาวุธปืนในระหว่างก่ออาชญากรรมที่ใช้ความรุนแรง และ ข้อหาทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางโดยใช้อาวุธร้ายแรง โดยเธอคาดว่าเขาจะถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติมอีกเมื่อการสืบสวนขยายผลออกไป

“จากข้อมูลที่เรามีจนถึงตอนนี้ เป็นที่ชัดเจนว่าบุคคลผู้นี้มีเจตนาที่จะสร้างอันตรายและความเสียหายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ปีร์โรกล่าว

ด้านนายแบลนช์ระบุว่า การที่ผู้ต้องสงสัยจะถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสิ่งที่พนักงานสอบสวนตรวจพบในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจที่อาจเป็นไปได้ของเขา

“ยังมีข้อหาระดับรัฐบาลกลางอีกหลายข้อหาที่อาจนำมาใช้ได้นอกเหนือจากสองข้อหานี้ แต่มันขึ้นอยู่กับการที่เราต้องทำความเข้าใจถึงแรงจูงใจ เจตนา และการเตรียมการล่วงหน้าของเขาว่าอะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจลงมือก่อเหตุในครั้งนี้” นายแบลนช์กล่าวในรายการ “Face the Nation with Margaret Brennan”

อัยการปีร์โรระบุว่า นายอัลเลนจะถูกนำตัวขึ้นศาลรัฐบาลกลางเพื่อรับทราบข้อหาในวันจันทร์นี้ และนายแบลนช์คาดว่ากระบวนการสั่งฟ้องอย่างเป็นทางการจะตามมาในลำดับต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

วังอังกฤษยืนยัน คิงชาร์ลส์จะเสด็จเยือนสหรัฐฯ แม้เพิ่งเกิดเหตุกราดยิง

วังอังกฤษยืนยัน คิงชาร์ลส์จะเสด็จเยือนสหรัฐฯ แม้เพิ่งเกิดเหตุกราดยิง

27 เม.ย. 2569 04:46 น.

วังอังกฤษยืนยัน คิงชาร์ลส์จะเสด็จเยือนสหรัฐฯ แม้เพิ่งเกิดเหตุกราดยิง

สำนักพระราชวังอังกฤษยืนยันว่า การเสด็จเยือนสหรัฐฯ ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ในวันจันทร์นี้ จะเกิดขึ้นตามกำหนดการ แม้เพิ่งเกิดเหตุยิงกันในงานเลี้ยง ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมงานด้วย

เมื่อ 26 เม.ย. 2569 สำนักพระราชวังบักกิงแฮมยืนยันว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา จะยังคงดำเนินต่อไปตามแผนที่วางไว้ แม้จะเกิดเหตุยิงกันในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

“ภายหลังการหารือตลอดทั้งวันของทั้งสองฝ่ายและจากการปฏิบัติตามคำแนะนำของรัฐบาล เราขอยืนยันว่าการเสด็จพระราชดำเนินเยือนอย่างเป็นทางการของทั้งสองพระองค์จะยังคงดำเนินต่อไปตามแผนที่วางไว้” สำนักพระราชวังระบุในแถลงการณ์ ก่อนที่การเดินทางจะเกิดขึ้นในวันจันทร์นี้

“พระเจ้าชาร์ลส์และพระราชินีทรงรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งต่อเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อให้การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ยังคงเป็นไปตามเดิม และทั้งสองพระองค์ทรงตั้งตารอคอยที่จะเริ่มต้นการเยือนในวันพรุ่งนี้” แถลงการณ์ระบุเสริม

ด้านสำนักข่าว CNN เข้าใจว่า จะมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดการดำเนินงานเพียงเล็กน้อยในหนึ่งหรือสองกำหนดการ แต่แผนการโดยรวมสำหรับการเยือนเป็นเวลา 4 วันนั้นจะยังคงเป็นไปตามตารางเดิมที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn