คนร้ายวางระเบิด ถนนหลวงโคลอมเบียดับ 19 ศพ คาดฝีมือเจ้าพ่อยาเสพติด

คนร้ายวางระเบิด ถนนหลวงโคลอมเบียดับ 19 ศพ คาดฝีมือเจ้าพ่อยาเสพติด

27 เม.ย. 2569 04:18 น.

คนร้ายวางระเบิด ถนนหลวงโคลอมเบียดับ 19 ศพ คาดฝีมือเจ้าพ่อยาเสพติด

เหตุวางระเบิดที่ถนนหลวงในโคลอมเบียเมื่อวันเสาร์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ศพ โดยทางการระบุว่า ผู้ก่อเหตุเป็นราชายาเสพติดท้องถิ่น และเป็นอดีตสมาชิกกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 เม.ย. 2569 ว่า เกิดเหตุลอบวางระเบิดบนถนนหลวงทางตะวันตกเฉียงใต้ของโคลอมเบีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 19 ศพ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นฝีมือของราชายาเสพติด ซึ่งเคยเป็นสมาชิกของกลุ่มกบฏฟาร์ก (FARC)

เจ้าหน้าที่ระบุว่า เหตุระเบิดดังกล่าว เกิดขึ้นบนทางหลวงสายแพน-อเมริกัน ในเขตเทศบาลคาจิปิโอ จังหวัดเกากา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บด้วย 38 ราย รวมถึงเด็ก 5 คน

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่นระบุว่า มีถังบรรจุระเบิดตกลงมาบนรถมินิบัสและเกิดการระเบิดขึ้น ขณะที่นายอ็อกตาวิโอ กุซมัน ผู้ว่าราชการจังหวัดระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นโศกนาฏกรรม พร้อมกับเตือนถึง “การยกระดับของการก่อการร้าย” ในพื้นที่

ด้านประธานาธิบดี กุสตาโว เปโตร ระบุว่าการโจมตีเป็นฝีมือของ อิวาน มอร์ดิสโก หนึ่งในอาชญากรที่ทางการโคลอมเบียต้องการตัวมากที่สุด ซึ่งนายเปโตรนำไปเปรียบเทียบกับนาย “ปาโบล เอสโกบาร์” อดีตราชายาเสพติดชื่อก้องโลก และบอกด้วยว่า กลุ่มผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้เป็น “ผู้ก่อการร้าย, ฟาสซิสต์ และผู้ค้ายาเสพติด”

ทั้งนี้ มอร์ดิสโกเป็นสมาชิกกลุ่มที่แยกตัวออกมาจาก อดีตกองกำลังติดอาวุธปฏิวัติโคลอมเบีย (FARC) ที่ยุบตัวลงไปแล้ว โดยเขายังคงเคลื่อนไหวอยู่ในภูมิภาคนี้ และเป็นผู้ที่ปฏิเสธไม่เข้าร่วมในข้อตกลงสันติภาพที่กลุ่ม FARC เคยลงนามไว้กับรัฐบาลเมื่อปี 2559

เหตุระเบิดเมื่อวันเสาร์ถือเป็นเหตุการณ์ล่าสุด ในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน โดยพลเอก ฮูโก โลเปซ ผู้บัญชาการกองทัพโคลอมเบีย ระบุว่า ในช่วงสองวันที่ผ่านมาเกิดเหตุรุนแรงมาแล้วอย่างน้อย 26 ครั้งในจังหวัดบาเย เดล เกากา และจังหวัดเกากา

การโจมตีครั้งล่าสุดยังเกิดขึ้นก่อนที่โคลอมเบียจะจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 31 พ.ค.นี้ โดยประเด็นเรื่องความมั่นคงเป็นหัวข้อหลักที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : dw

รมต.สหรัฐฯ คาด มือปืนยิงงานเลี้ยงสื่อ มุ่งโจมตีทรัมป์-จนท.ระดับสูง

รมต.สหรัฐฯ คาด มือปืนยิงงานเลี้ยงสื่อ มุ่งโจมตีทรัมป์-จนท.ระดับสูง

27 เม.ย. 2569 01:53 น.

รมต.สหรัฐฯ คาด มือปืนยิงงานเลี้ยงสื่อ มุ่งโจมตีทรัมป์-จนท.ระดับสูง

รัฐมนตรียุติธรรมของสหรัฐฯ เชื่อว่า มือปืนผู้ก่อเหตุยิงที่งานเลี้ยงของสมาคมสื่อทำเนียบขาวเมื่อคืนวันเสาร์ มีเป้าหมายที่ตัว โดนัลด์ ทรัมป์ กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลของเขาที่มาร่วมงานนี้ด้วย

เมื่อ 26 เม.ย. 2569 นายทอดด์ แบลนช์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยว่า ชายผู้ก่อเหตุยิงปืนที่งานเลี้ยงอาหารค่ำของสมาคมสื่อทำเนียบขาวเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา มีเจตนาพุ่งเป้าไปที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสมาชิกในคณะรัฐบาลของเขา

นายแบลนช์ระบุว่า ทางการเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยเดินทางจากรัฐแคลิฟอร์เนียไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยใช้เส้นทางรถไฟผ่านเมืองชิคาโก

เหตุการณ์ยิงกันเกิดขึ้นเมื่อเย็นวันเสาร์ใกล้กับห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน ซึ่งมีนายทรัมป์เป็นประธานในงาน และมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล และนักข่าวหลายร้อยคนเข้าร่วม ในขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขา (Secret Service) เข้าควบคุมตัวมือปืน

แม้พนักงานสอบสวนจะยังไม่ได้เปิดเผยชื่อผู้ต้องสงสัยอย่างเป็นทางการ แต่สื่อหลายสำนักในสหรัฐฯ ระบุว่าเขาคือ นายโคล โทมัส อัลเลน วัย 31 ปี จากเมืองทอร์แรนซ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Fox News ว่า ครอบครัวของผู้ต้องสงสัยเคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับตัวเขาต่อตำรวจท้องที่ก่อนจะเกิดเหตุ นอกจากนี้ ประธานาธิบดียังบอกกับช่องข่าวดังกล่าวด้วยว่า ชายผู้ถูกกล่าวหาได้เขียนคำประกาศที่มีเนื้อหาต่อต้านคริสต์ศาสนา

“หมอนี่มันเป็นคนป่วย” ทรัมป์กล่าวกับ Fox News “เมื่อคุณได้อ่านแถลงการณ์ของเขา คุณจะเห็นเลยว่าเขาเกลียดชังชาวคริสต์”

ตำรวจตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และงานเขียนของผู้ต้องสงสัยในเบื้องต้นแล้ว และเชื่อว่าเขามีเจตนาพุ่งเป้าไปที่สมาชิกในรัฐบาลทรัมป์ที่เข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้

“ดูเหมือนว่าเขาตั้งใจที่จะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนที่ทำงานในคณะรัฐบาลจริง และมีความเป็นไปได้สูงที่จะรวมถึงตัวประธานาธิบดีด้วย” นายแบลนช์กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ NBC

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

รมต.กลาโหมมาลี เสียชีวิตหลังคนร้าย โจมตีค่ายทหารทั่วประเทศ

รมต.กลาโหมมาลี เสียชีวิตหลังคนร้าย โจมตีค่ายทหารทั่วประเทศ

27 เม.ย. 2569 01:10 น.

รมต.กลาโหมมาลี เสียชีวิตหลังคนร้าย โจมตีค่ายทหารทั่วประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของประเทศมาลี เสียชีวิตในการโจมตีประสานของกลุ่มติดอาวุธ 2 กลุ่มที่มุ่งเป้าหมายไปยังค่ายทหารทั่วประเทศ

สำนักข่าว อัลจาซีรา รายงานในวันที่ 26 เม.ย. 2569 อ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวหลายรายว่า พลเอก ซาดิโอ กามารา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของมาลี เสียชีวิตระหว่างเหตุโจมตีสอดประสานกันหลายจุด ซึ่งพุ่งเป้าไปยังค่ายทหารทั่วประเทศ

ข่าวการเสียชีวิตของนายพลกามาราเกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจาก กลุ่มติดอาวุธ “จามาอัต นุสรัต อัล-อิสลาม วัล-มุสลิมิน” (JNIM) ที่เป็นพันธมิตรของอัลเคดา กับกลุ่มกบฏ “ตัวเร็ก” (Tuareg) บุกโจมตีพร้อมกันหลายพื้นที่ รวมถึงที่บ้านพักของนายกามาราในเมืองฐานทัพ “กาติ” (Kati) ด้วย

นิโคลัส ฮาค ผู้สื่อข่าวอัลจาซีราระบุว่า พลเอกกามาราถือเป็นบุคคลสำคัญในรัฐบาลทหารที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจหลังจากการทำรัฐประหารต่อเนื่องในปี 2563 และ 2564 เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในกลุ่มผู้นำทหารที่ปกครองประเทศ และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่มีโอกาสเป็นผู้นำมาลีในอนาคต

นายฮาคบอกอีกว่า คนร้ายใช้ระเบิดคาร์บอมบ์โจมตีบ้านพักของนายพลกามารา ภายในเมืองกาติ ซึ่งเป็นเมืองฐานทัพที่มีการป้องกันอย่างหนาแน่น ตั้งอยู่ห่างจากกรุงบามาโกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 15 กิโลเมตร และยังเป็นที่พำนักของประธานาธิบดีเฉพาะกาล อัสสิมิ โกอิตา ด้วย

“กาติถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในประเทศ แต่กลุ่มนักรบจาก JNIM พร้อมด้วยนักรบตัวเร็กจากแนวร่วมปลดปล่อยอาซาวัด (FLA) กลับสามารถเปิดฉากโจมตีได้” นายฮาคกล่าวและเสริมว่า ประธานาธิบดีโกอิตาปลอดภัยดี โดยถูกเคลื่อนย้ายไปยังที่ปลอดภัย และยังคงทำหน้าที่บัญชาการกองทัพต่อ

นอกจากบ้านของนายพลกามารา กลุ่มติดอาวุธยังโจมตีสถานที่อื่นๆ อีกหลายแห่งทั่วประเทศมาลี รวมถึงกรุงบามาโก ตลอดจนเมืองกาโอและคีดัลทางตอนเหนือ และเมืองเซวารีในภาคกลาง บางแห่งยังคงมีการต่อสู้เกิดขึ้น แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่า 24 ชั่วโมงแล้ว

ด้านนายบูลามา บูการ์ตี นักวิเคราะห์ ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิด “การสู้รบเพื่อแย่งชิงการควบคุมพื้นที่และจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น” ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

นายบูการ์ตียังตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มติดอาวุธสองกลุ่มที่เคยสู้กันเองมาก่อน กลับหันมาจับมือกันเพื่อโจมตีศัตรูร่วมกัน นั่นคือรัฐบาลมาลี

“คนสองกลุ่มนี้ต่อสู้เพื่อเป้าหมายที่ต่างกัน” บูการ์ตีบอกกับสำนักข่าว Al Jazeera “แต่พวกเขาหันมาตกลงกันเมื่อปีที่แล้วว่าจะร่วมมือกันทำงานต่อไป และสิ่งที่เราได้เห็นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ คือการลงมือทำตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

ดับทะลุ 2,500 ศพ อิสราเอลถล่มเลบานอน ข้อตกลงหยุดยิงส่อล่ม

ดับทะลุ 2,500 ศพ อิสราเอลถล่มเลบานอน ข้อตกลงหยุดยิงส่อล่ม

26 เม.ย. 2569 23:46 น.

ดับทะลุ 2,500 ศพ อิสราเอลถล่มเลบานอน ข้อตกลงหยุดยิงส่อล่ม

จำนวนผู้เสียชีวิตในเลบานอนจากการโจมตีของอิสราเอล ซึ่งปะทุขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อต้นเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้นเป็น 2,509 ศพแล้ว ในขณะที่อิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงโจมตีอีกฝ่ายแม้มีข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อ 26 เม.ย. 2569 กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลซึ่งปะทุขึ้นมาอีกครั้งเมื่อ 2 มี.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 2,509 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 7,755 ราย

การโจมตีของอิสราเอลเริ่มต้นขึ้นหลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดถล่มพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอล เพียงสองวันหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของกลุ่ม จุดชนวนสงครามในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานทั่วโลก

ทั้งนี้ ข้อตกลงหยุดยิงระยะเวลา 10 วันระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 เม.ย. และ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่งประกาศข่าวการขยายระยะเวลาหยุดยิงออกไปอีก 3 สัปดาห์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (23 เม.ย.)

แต่อิสราเอลเพิ่งประกาศเริ่มโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อีกครั้งเมื่อวันเสาร์ หลังจากมีจรวดและโดรนถูกส่งมาจากฝั่งเลบานอนเข้าโจมตีอิสราเอลหลายระลอก โดยนายเบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวในวันอาทิตย์ว่า การกระทำของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์กำลังสั่นคลอนข้อตกลงหยุดยิง

ด้านฮิซบอลเลาะห์ออกมาแย้งว่า การระดมยิงเป้าหมายต่างๆ ในอิสราเอลนั้นเป็น “การตอบโต้อย่างชอบธรรม” ต่อการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงโดยฝั่งอิสราเอล

นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังได้วิพากษ์วิจารณ์ทางการเลบานอน โดยระบุว่ารัฐบาลเลบานอน “กำลังพาตัวเองไปสู่สถานการณ์ที่อันตราย จากการตัดสินใจร่วมถ่ายภาพอันน่าอดสูเคียงข้างตัวแทนขององค์กรที่ผิดกฎหมายและจอมแย่งชิง ซึ่งละเมิดอธิปไตยเหนือดินแดนและยังคงเดินหน้าเข่นฆ่าประชาชนของตนอย่างต่อเนื่อง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ทรัมป์เผย พบแถลงการณ์ของมือปืน ชี้คนร้ายเกลียดชาวคริสต์

ทรัมป์เผย พบแถลงการณ์ของมือปืน ชี้คนร้ายเกลียดชาวคริสต์

26 เม.ย. 2569 23:16 น.

ทรัมป์เผย พบแถลงการณ์ของมือปืน ชี้คนร้ายเกลียดชาวคริสต์

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า มือปืนผู้ก่อเหตุยิงในงานเลี้ยงสมาคมสื่อทำเนียบขาว ทิ้งแถลงการณ์เอาไว้ซึ่งชี้ว่า คนร้ายมีแนวคิดเกลียดชังชาวคริสต์อย่างรุนแรง และครอบครัวของเขาเป็นผู้แจ้งเรื่องแถลงการณ์กับตำรวจ

เมื่อ 26 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่ามือปืนที่ก่อเหตุยิงในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ที่โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เขียน “แถลงการณ์” ที่มีเนื้อหาต่อต้านชาวคริสต์ พร้อมเสริมว่าสมาชิกในครอบครัวของผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ร้องเรียนพฤติกรรมของเขากับเจ้าหน้าที่รักษากฎหมาย

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Fox News ในช่วงเช้าวันอาทิตย์ (ตามเวลาท้องถิ่น) เกี่ยวกับเหตุยิงดังกล่าว โดยกล่าวว่าผู้ต้องสงสัยเป็น “คนที่เต็มไปด้วยปัญหา”

“เมื่อคุณได้อ่านแถลงการณ์ของเขา สิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้เลยคือเขาเกลียดชังชาวคริสต์ เขาเกลียดชังชาวคริสต์อย่างรุนแรง และผมคิดว่าน้องสาวหรือพี่ชายของเขาได้ร้องเรียนเรื่องนี้ด้วยนะ พวกเขาถึงขั้นไปร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายเลย ดังนั้นเขาจึงเป็น… เป็นคนที่เต็มไปด้วยปัญหาอย่างมาก” โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าว

ทางด้านรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทอดด์ แบลนช์ ยอมรับระหว่างการให้สัมภาษณ์ในรายการ Meet the Press ของสถานี NBC เมื่อเช้านี้เช่นกันว่า ผู้ต้องสงสัยมี “งานเขียนบางอย่าง” จริง โดยก่อนหน้านี้ แบลนช์ระบุว่าดูเหมือนผู้ต้องสงสัยจะพุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลทรัมป์ แต่การสืบสวนเรื่องแรงจูงใจยังคงอยู่ในขั้นเริ่มต้น

“พวกเขามีข้อมูลที่ค่อนข้างดีเลยล่ะ” ทรัมป์บอกกับ Fox News ถึงความคืบหน้าในการสืบสวนเรื่องแรงจูงใจ “เขามีความเกลียดชังสะสมอยู่ในใจมานานพอสมควร… มันเป็นเรื่องทางศาสนาด้วย เป็นการต่อต้านศาสนาคริสต์อย่างรุนแรง และผมไม่แน่ใจว่าพวกคุณได้รับมันหรือยัง แถลงการณ์น่ะ มันเพิ่งจะถูกปล่อยออกมา”

ทั้งนี้ คนร้ายผู้ก่อเหตุถูกระบุว่าคือนาย โคล อัลเลน อายุ 31 ปี ถูกจับกุมตัวได้ในที่เกิดเหตุพร้อมอาวุธปืน 2 กระบอกซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยซื้ออาวุธปืนดังกล่าวอย่างถูกกฎหมายในปี 2566 และ 2568 และเขาไม่ได้อยู่ในรายชื่อเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

ตามรายงานของสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น (CNN) พี่ชายของ นายอัลเลน ได้แจ้งไปยังสถานีตำรวจนิวลอนดอนในรัฐคอนเนตทิกัต เกี่ยวกับแถลงการณ์ดังกล่าวที่อัลเลนส่งมาให้ครอบครัวเพียงไม่กี่นาทีก่อนเริ่มเหตุการณ์เมื่อคืนวันเสาร์ โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันว่าครอบครัวได้รีบประสานงานกับตำรวจในช่วงเวลาที่กระชั้นชิดมากก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้น

นายทรัมป์บอกกับ Fox News เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ผมได้รับทราบเรื่องที่นิวลอนดอนแล้ว ผมก็หวังว่าพวกเขาจะบอกเราเร็วกว่านี้สักนิด แต่ก็นั่นแหละ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เมื่อคืนเรามีกลุ่มคนที่ยอดเยี่ยมอยู่ที่นั่น พวกเขาเข้มแข็งมาก และผมคิดว่าหน่วยอารักขาทำหน้าที่ได้ดีมาก พวกเขาสกัดมือปืนไว้ได้ทันควัน”

ตำรวจสหรัฐฯ ได้สอบปากคำน้องสาวของผู้ต้องสงสัยที่บ้านพักในเมืองร็อกวิลล์ รัฐแมรีแลนด์ โดยเธอกล่าวว่าพี่ชายมักมีพฤติกรรมชอบกล่าวถ้อยคำที่รุนแรงและแสดงแนวคิดที่สุดโต่งบ่อยครั้ง และมักพูดจาในทำนองว่ามีแผนจะทำ “บางสิ่งบางอย่าง”

เธอบอกอีกว่า พี่ชายไปสนามยิงปืนเพื่อฝึกซ้อมเป็นประจำ และเป็นสมาชิกกลุ่มที่ชื่อว่า “The Wide Awakes” นอกจากนี้เธอยังระบุว่าก่อนหน้านี้พี่ชายเคยเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านทรัมป์ในการเคลื่อนไหว “No Kings” ที่รัฐแคลิฟอร์เนียด้วย

ด้านทำเนียบขาวระบุว่า บัญชีโซเชียลมีเดียของอัลเลนเต็มไปด้วยข้อความโจมตีทรัมป์และแสดงทัศนคติที่ต่อต้านชาวคริสต์อย่างรุนแรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สเปนไม่กังวลข่าวสหรัฐฯ อาจผลักดันระงับสมาชิกนาโต

สเปนไม่กังวลข่าวสหรัฐฯ อาจผลักดันระงับสมาชิกนาโต

26 เม.ย. 2569 14:12 น.

สเปนไม่กังวลข่าวสหรัฐฯ อาจผลักดันระงับสมาชิกนาโต

นายกฯ สเปนยืนยันไม่กังวล หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ อาจผลักดันระงับสมาชิกนาโต ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อลงโทษชาติพันธมิตรที่ไม่สนับสนุนสงครามตะวันออกกลาง ชี้สเปนปฏิบัติตามพันธกรณีนาโตครบถ้วน

นายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นระหว่างการเดินทางเยือนไซปรัสเพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (EU) โดยระบุว่าสเปนเป็น “สมาชิกที่น่าเชื่อถือ” ขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต และได้ปฏิบัติตามพันธกรณีทุกประการอย่างครบถ้วน

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังสำนักข่าวรอยเตอร์อ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ส่งอีเมลระบุถึงทางเลือกในการ “พักสถานะ” สมาชิกนาโตบางประเทศ เพื่อเป็นการลงโทษพันธมิตรที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือในสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล ที่กระทำต่ออิหร่าน โดยเฉพาะประเทศอย่าง ฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี ที่ไม่อนุญาตให้เครื่องบินรบสหรัฐฯ บินผ่านน่านฟ้าหรือใช้ฐานทัพในการทำศึกครั้งนี้

นายซานเชซระบุเป็นภาษาอังกฤษว่า “ผมไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย” ก่อนจะย้ำเป็นภาษาสเปนว่า “เราไม่ได้ทำงานบนพื้นฐานของอีเมล แต่เราทำงานตามเอกสารทางการและจุดยืนที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศออกมา” ทั้งนี้ ในสนธิสัญญานาโตเองก็ไม่มีข้อกำหนดในการพักสถานะหรือขับสมาชิกออกจากกลุ่มแต่อย่างใด

ในอีเมลฉบับเดียวกันยังมีการเสนอให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทบทวนจุดยืนเรื่องอธิปไตยเหนือ “หมู่เกาะฟอล์กแลนด์” เพื่อตอบโต้ นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่ไม่ให้การสนับสนุนสงครามในตะวันออกกลางเช่นกัน โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าวอชิงตันอาจกลับไปใช้จุดยืน “เป็นกลาง” ในข้อพิพาทระหว่างอาร์เจนตินาและอังกฤษ แทนการรับรองอำนาจบริหารของอังกฤษเหมือนที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้าดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 ความสัมพันธ์กับพันธมิตรยุโรปเริ่มตึงเครียดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทรัมป์มองว่าการที่ชาติพันธมิตรไม่ร่วมรบในตะวันออกกลางคือ “การทรยศ”

สำหรับนายซานเชซ ผู้นำสเปน ถือเป็นไม้เบื่อไม้เมากับทรัมป์มาตลอด ตั้งแต่การปฏิเสธเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 5% ของจีดีพีตามคำขอของทรัมป์ในปีที่แล้ว ไปจนถึงการประณามการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา รวมถึงการเป็นกระบอกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม นางจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ได้เน้นย้ำในที่ประชุมที่ไซปรัสว่า “นาโตต้องรักษาความเป็นเอกภาพ เพราะนั่นคือแหล่งที่มาของความแข็งแกร่ง” โดยประเด็นความขัดแย้งทั้งหมดนี้คาดว่าจะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมสุดยอดนาโตครั้งถัดไป ณ ประเทศตุรกี ในวันที่ 7-8 กรกฎาคมนี้.

ที่มา AFP

เครื่องบิน “สวิสแอร์” ไฟลุกท่วมเครื่องยนต์ขณะเทกออฟที่นิวเดลี ผู้โดยสารเจ็บ 6 ราย

เครื่องบิน "สวิสแอร์" ไฟลุกท่วมเครื่องยนต์ขณะเทกออฟที่นิวเดลี ผู้โดยสารเจ็บ 6 ราย

26 เม.ย. 2569 12:11 น.

เครื่องบิน “สวิสแอร์” ไฟลุกท่วมเครื่องยนต์ขณะเทกออฟที่นิวเดลี ผู้โดยสารเจ็บ 6 ราย

เกิดเหตุเครื่องบินสายการบินสวิสแอร์ เที่ยวบิน LX147 เครื่องยนต์ขัดข้องและเกิดไฟลุกไหม้ขณะกำลังทะยานออกจากสนามบินนิวเดลี ประเทศอินเดีย นักบินตัดสินใจยกเลิกการเทคออฟและสั่งอพยพฉุกเฉินผู้โดยสาร 232 คน พบผู้บาดเจ็บ 6 ราย 

เกิดเหตุการณ์ระทึกที่สนามบินนานาชาติอินทิรา คานธี กรุงเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อเครื่องบินของสายการบินสวิสแอร์ ประสบเหตุเครื่องยนต์ลุกไหม้ระหว่างเตรียมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เมื่อช่วงเช้ามืดวันนี้ (27 เม.ย.) เวลาประมาณ 01.08 น. ตามเวลาท้องถิ่น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับเที่ยวบินที่ LX147 ซึ่งใช้เครื่องบินแอร์บัส A330 มุ่งหน้าสู่เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่เครื่องบินกำลังเร่งเครื่องเพื่อเทคออฟบนรันเวย์ ได้เกิดความผิดปกติกับเครื่องยนต์ตัวหนึ่งจนมีเปลวไฟลุกไหม้ขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด นักบินตัดสินใจยกเลิกการบินขึ้นทันทีเพื่อความปลอดภัย

ภายหลังการประเมินสถานการณ์ ลูกเรือได้สั่งอพยพผู้โดยสารทั้งหมดรวม 228 คน และทารกอีก 4 คน ออกจากตัวเครื่องผ่านทางสไลเดอร์ฉุกเฉินบนรันเวย์ โดยมีภาพและวิดีโอเหตุการณ์ถูกแชร์ว่อนโซเชียลมีเดีย รายงานระบุว่ามีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บจากการอพยพครั้งนี้ 6 ราย ซึ่งทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงแล้ว ขณะที่ลูกเรือทุกคนไม่ได้รับบาดเจ็บ

สายการบินสวิสแอร์ ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมระบุว่าได้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อดูแลผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ โดยจัดหาโรงแรมที่พักและการสำรองที่นั่งใหม่ให้โดยเร็วที่สุด รวมถึงมอบการ์ดติดต่อเพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

แถลงการณ์ระบุว่า “เหตุการณ์เช่นนี้สร้างความเครียดให้แก่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทีมงานท้องถิ่นของเรากำลังดูแลผู้โดยสารอย่างใกล้ชิดและประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างเต็มที่ ความปลอดภัยของผู้โดยสารและลูกเรือคือสิ่งที่สำคัญที่สุดเสมอ” 

นอกจากนี้ สายการบินเตรียมส่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคเดินทางจากสวิตเซอร์แลนด์มายังกรุงเดลี เพื่อตรวจสอบเครื่องบินลำดังกล่าวอย่างละเอียด และหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดไฟไหม้เครื่องยนต์ในครั้งนี้ต่อไป.

ที่มา NDTV

ชาวปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์และกาซาออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น ครั้งแรกในรอบ 20 ปี

ชาวปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์และกาซาออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น ครั้งแรกในรอบ 20 ปี

26 เม.ย. 2569 11:40 น.

ชาวปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์และกาซาออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น ครั้งแรกในรอบ 20 ปี

ชาวปาเลสไตน์ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นครั้งประวัติศาสตร์ โดยถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2006 ที่มีการเปิดคูหาในฉนวนกาซา ท่ามกลางข้อกำหนดเข้มงวดที่ทำให้กลุ่มฮามาสไม่มีสิทธิส่งผู้สมัคร และเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ยังกังขาถึงความเปลี่ยนแปลงภายใต้การยึดครองของอิสราเอล

ชาวปาเลสไตน์นับล้านคนได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นครอบคลุมพื้นที่ฝั่งเวสต์แบงก์ และที่เมืองเดอีร์ อัล-บาลาห์ ทางตอนกลางของฉนวนกาซา ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวทางประชาธิปไตยครั้งสำคัญภายใต้แผนสันติภาพ 20 ข้อของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ช่วยให้เกิดการหยุดยิงมาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว

การเลือกตั้งครั้งนี้ กลุ่มฮามาสไม่ได้รับอนุญาตให้ส่งผู้สมัครในนามกลุ่ม เนื่องจากกฎหมายเลือกตั้งใหม่กำหนดให้ผู้สมัครต้องลงนามยอมรับองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) เป็นตัวแทนที่ชอบธรรมเพียงหนึ่งเดียวของประชาชน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่กลุ่มฮามาสและกลุ่มการเมืองอื่นๆ อีกหลายฝ่ายไม่ยอมรับและประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้งในครั้งนี้ ที่ส่งผลให้กลุ่มฟาตะห์ (Fatah) ภายใต้การนำของประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส กลายเป็นกลุ่มการเมืองหลักเพียงกลุ่มเดียวในการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าในเมืองเดอีร์ อัล-บาลาห์ ของกาซา มีกลุ่มผู้สมัครอิสระที่ถูกมองว่าเป็นพันธมิตรกับฮามาสรวมอยู่ด้วย

เมืองเดอีร์ อัล-บาลาห์ ถูกเลือกให้เป็นพื้นที่เดียวในกาซาที่จัดให้มีการเลือกตั้ง เนื่องจากได้รับความเสียหายน้อยกว่าพื้นที่อื่นจากสงครามอิสราเอล-ฮามาสที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจของฮามาสคอยดูแลความปลอดภัยรอบหน่วยเลือกตั้ง ท่ามกลางคะแนนนิยมของกลุ่มฮามาสในกาซาที่ลดลงเนื่องจากผลกระทบจากสงคราม แต่ในทางกลับกัน ความนิยมในตัวกลุ่มฮามาสกลับพุ่งสูงขึ้นในฝั่งเวสต์แบงก์ เนื่องจากประชาชนเริ่มหมดศรัทธากับองค์การบริหารปาเลสไตน์ (PA) ของอับบาสที่ถูกมองว่าล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการยึดครองของอิสราเอล

เสียงสะท้อนจากประชาชนโมฮัมเหม็ด อัล-ฮาไซนา ชาวเมืองเดอีร์ อัล-บาลาห์ เผยหลังลงคะแนนว่า “นี่คือสัญญาณของความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ เราอยากให้โลกช่วยเยียวยาเราจากหายนะของสงคราม ถึงเวลาแล้วที่จะฟื้นฟูกาซา”

ในขณะที่ มาห์มุด บาเดอร์ นักธุรกิจในเมืองทูลคาเรม ฝั่งเวสต์แบงก์ กลับมองต่างออกไป โดยระบุว่าเขาไม่มีความหวังกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ “อิสราเอลยังคงเป็นผู้ปกครองที่นี่ การเลือกตั้งเป็นเพียงภาพลักษณ์ที่แสดงให้สื่อต่างชาติเห็นเท่านั้น ตราบใดที่เรายังไม่มีเอกราชที่แท้จริง”

คณะกรรมการการเลือกตั้งกลางระบุว่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่า 1 ล้านคนทั่วดินแดนปาเลสไตน์ แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะถูกมองว่าเป็นโอกาสในการใช้สิทธิทางประชาธิปไตยในช่วงเวลาที่ท้าทาย แต่ความจริงที่ว่ากลุ่มฟะตะห์แทบจะไร้คู่แข่งในหลายเขต เป็นการตอกย้ำถึงความแตกแยกที่ฝังรากลึกระหว่างสองขั้วอำนาจหลักของปาเลสไตน์ที่ยังไม่สามารถหาจุดร่วมเพื่อเอกภาพได้จนถึงปัจจุบัน โดยคาดว่าจะทราบผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในช่วงค่ำวันเสาร์หรือวันอาทิตย์นี้ตามเวลาท้องถิ่น.

ที่มา BBC

“หวัง อี้” พบ “มิน อ่อง หล่าย” ย้ำหนุนเมียนมาเต็มที่ด้านอธิปไตย-ความมั่นคง

"หวัง อี้" พบ "มิน อ่อง หล่าย" ย้ำหนุนเมียนมาเต็มที่ด้านอธิปไตย-ความมั่นคง

26 เม.ย. 2569 11:14 น.

“หวัง อี้” พบ “มิน อ่อง หล่าย” ย้ำหนุนเมียนมาเต็มที่ด้านอธิปไตย-ความมั่นคง

“หวัง อี้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวย้ำว่าจีนจะให้การ “สนับสนุนอย่างมั่นคง” ต่อเมียนมาในการปกป้องอธิปไตยแห่งชาติและความมั่นคง ระหว่างการพบหารือกับ “มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำรัฐบาลทหารที่เพิ่งสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดี ในระหว่างการเดินทางเยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการ

กระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงว่า นายหวัง อี้ ได้ย้ำจุดยืนว่าจีนจะ “สนับสนุนอย่างแข็งแกร่ง” ให้เมียนมาสามารถรักษาอธิปไตย ความเป็นอิสระ และความมั่นคงของชาติไว้ได้ พร้อมระบุว่าจีนสนับสนุนเมียนมาในการแสวงหาเส้นทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับเงื่อนไขของประเทศตนเองและได้รับความสนับสนุนจากประชาชน

การเดินทางเยือนเมียนมาครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเยือน 3 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ กัมพูชา ไทย และเมียนมา ของนายหวัง อี้ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ท่ามกลางความเสี่ยงจากสถานการณ์โลก โดยนายหวัง อี้ กล่าวว่า “ปีนี้ถือเป็นปีแรกของวาระรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมา ทั้งสองฝ่ายควรใช้โอกาสนี้สืบสานมิตรภาพดั้งเดิมและเปิดมิติใหม่ให้กับความสัมพันธ์ทวิภาคี”

ทั้งนี้ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เพิ่งสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการสืบทอดอำนาจผ่านตำแหน่งพลเรือนหลังจากการรัฐประหารเมื่อ 5 ปีก่อน โดยมีตัวแทนจากประเทศจีนเข้าร่วมในพิธีสาบานตน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าจีนคือผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของรัฐบาลทหารเมียนมาในชุดนี้

นอกจากประเด็นด้านการเมืองและพรมแดนแล้ว นายหวัง อี้ ยังเน้นย้ำถึงความร่วมมือในการ “กวาดล้างภัยสังคม” อย่างการพนันออนไลน์และขบวนการฉ้อโกงทางโทรศัพท์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมียนมากลายเป็นแหล่งกบดานสำคัญของกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่ใช้เป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงทางไซเบอร์ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาลต่อปีให้แก่เหยื่อทั่วโลก รวมถึงกลุ่มผู้ใช้ภาษาจีนที่เป็นเป้าหมายหลักในช่วงเริ่มต้น

การเยือนของรัฐมนตรีต่างประเทศจีนในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นความพยายามของจีนในการนำเสนอตัวเองว่าเป็นพันธมิตรที่มั่นคงกว่าสหรัฐอเมริกา ในขณะที่นานาชาติและกลุ่มเฝ้าระวังประชาธิปไตยยังคงวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งในเมียนมาว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองโดยกองทัพเท่านั้น.

ที่มา AFP /AP

ทรัมป์ชี้เป็น “ความพยายามลอบสังหาร” เหตุยิงงานเลี้ยงสื่อทำเนียบขาว

ทรัมป์ชี้เป็น "ความพยายามลอบสังหาร" เหตุยิงงานเลี้ยงสื่อทำเนียบขาว

26 เม.ย. 2569 10:45 น.

ทรัมป์ชี้เป็น “ความพยายามลอบสังหาร” เหตุยิงงานเลี้ยงสื่อทำเนียบขาว

ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุเป็นความพยายามลอบสังหารของ “คนป่วยทางจิต” หลังชายคนหนึ่งพุ่งเข้าจุดตรวจความปลอดภัยพร้อมอาวุธหลายชนิด ที่งานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนถูกเจ้าหน้าที่หน่วยอารักขายิงสกัดและควบคุมตัวไว้ได้ ระบุผู้ต้องสงสัยเป็นครูจากรัฐแคลิฟอร์เนีย

ค่ำคืนอันหรูหราที่โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน กลายเป็นความโกลาหล เมื่อเกิดเหตุยิงกันกลางงานเลี้ยงประจำปีของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว (WHCA) ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังนั่งอยู่บนเวทีต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติในชุดราตรีและทักซิโด้จำนวนมาก

ผู้ก่อเหตุได้รับการระบุตัวคือ นายโคล อัลเลน วัย 31 ปี อาชีพครู ซึ่งอาศัยอยู่ในย่านชานเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ของนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาอาศัยจังหวะในบริเวณพื้นที่จัดเก็บรถเข็นบาร์ที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล ประกอบปืนที่มีลักษณะ “ลำกล้องยาว” ก่อนจะบุกไปยังจุดตรวจรักษาความปลอดภัยและเปิดฉากยิงเพื่อหวังจะเข้าไปยังห้องจัดเลี้ยงใหญ่ ตำรวจวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยมีอาวุธปืนลูกซอง ปืนพก และมีด

พยานในเหตุการณ์เล่าว่า เสียงปืนที่ดังขึ้นทำให้บรรยากาศภายในงานซึ่งเต็มไปด้วยแขกในชุดราตรีและสูทหรู กลายเป็นความโกลาหล ผู้ร่วมงานจำนวนมากหมอบลงกับพื้นตามเสียงตะโกน “หมอบลง!” ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีพร้อมอาวุธครบมือรีบเข้าล้อมตัวประธานาธิบดีทรัมป์และพาวิ่งออกทางม่านด้านหลังเวทีอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางแขกคนสำคัญอย่างนายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รมว.สาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ต้องหาที่หลบภัยใต้โต๊ะ

ภายหลังเหตุการณ์ ผู้เข้าร่วมงานหลายร้อยคนถูกอพยพออกจากห้องจัดเลี้ยงไปยังพื้นที่ปลอดภัย ท่ามกลางการปิดล้อมพื้นที่โดยตำรวจ และการระดมกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยยืนยันว่าผู้นำสหรัฐและบุคคลสำคัญทั้งหมดปลอดภัย

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าหนึ่งในกระสุนที่ยิงออกไปนั้นโดนเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบที่สวมชุดเกราะป้องกันตัว โดยเจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีรายนี้กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเนื่องจากได้รับบาดเจ็บ

หลังเหตุการณ์สงบลง ทรัมป์ได้แถลงเคียงข้างผู้อำนวยการ FBI โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้คือความพยายามลอบสังหารจาก “คนป่วยทางจิตที่ลงมือเพียงคนเดียว” เขายอมรับว่าตอนแรกหวังว่าเสียงที่ได้ยินจะเป็นเพียงเสียงถาดตกพื้น แต่ความจริงกลับเป็นกระสุนปืน

ทรัมป์กล่าวว่า สถานที่จัดงาน “ไม่ใช่อาคารที่มีความปลอดภัยสูง” พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยอ้างถึงแผนการสร้างห้องจัดเลี้ยงในทำเนียบขาวที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งจะมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้น

ทรัมป์ยังเปิดเผยความรู้สึกว่า “ผมสู้ขาดใจเพื่อที่จะอยู่บนเวทีต่อ” แต่เจ้าหน้าที่บังคับให้อพยพตามกฎความปลอดภัย นอกจากนี้เขายังระบุว่าเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบทางจิตใจต่อ เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งอย่างมาก แต่เขายืนยันว่าเขาจะไม่กลายเป็นคนขวัญอ่อน “ผมทำสิ่งนี้เพื่อประเทศชาติ” ทรัมป์กล่าว

เมื่อถูกถามว่าเหตุใดเขาจึงถูกปองร้ายบ่อยครั้ง โดยอ้างถึงเหตุการณ์ที่เมืองบัตเลอร์ ในรัฐเพนซิลเวเนียและขณะที่เขาเล่นกอล์ฟที่เมืองปาล์มบีชก่อนหน้านี้ ทรัมป์ตอบว่าเขาได้ศึกษาประวัติศาสตร์การลอบสังหารมาอย่างดี และเชื่อว่าผู้ที่สร้างผลกระทบต่อโลกได้มากที่สุด มักจะเป็นเป้าหมายเสมอ เช่นเดียวกับ อับราฮัม ลินคอล์น

เขายังทิ้งท้ายด้วยสถิติที่น่าสนใจว่า ราว 5.8% ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยถูกลอบยิง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นอาชีพที่อันตรายยิ่งกว่านักแข่งรถหรือคนขี่วัวกระทิง แต่เขาก็พร้อมรับความเสี่ยงในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด

นายทอดด์ แบลนซ์ รักษาการอัยการสูงสุด แถลงว่าเหตุการณ์คืนนี้เผยให้เห็นทั้ง “จุดที่แย่ที่สุด” คือการใช้ความรุนแรง และ “จุดที่ดีที่สุด” คือการปฏิบัติหน้าที่อย่างเฉียบขาดของเจ้าหน้าที่ พร้อมสัญญาว่าจะดำเนินคดีกับนายโคล อัลเลน อย่างถึงที่สุด ด้านนายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยกำลังเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลใกล้เคียง และยังคงอยู่ในการควบคุมตัวของตำรวจ

ทั้งนี้ งานเลี้ยงดังกล่าวจะถูกเลื่อนไปจัดใหม่ภายใน 30 วันข้างหน้า โดยทรัมป์กล่าวติดตลกทิ้งท้ายว่า “ครั้งหน้าผมอาจจะพูดให้น่าเบื่อขึ้นและทำตัวเป็นคนดีขึ้น เพื่อความปลอดภัย” สื่อมวลชนและทำเนียบขาวกำลังจับตาดูมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้นขึ้นหลังจากนี้เป็นลำดับแรก

ฌานีน พีร์โร อัยการสหรัฐประจำกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยถูกตั้งข้อหา 2 กระทง ในข้อหาใช้อาวุธปืนก่ออาชญากรรมรุนแรง และทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางโดยใช้อาวุธร้ายแรง เธอกล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยจะถูกนำตัวขึ้นศาลรัฐบาลกลางในวันที่ 27 เม.ย. นี้

ที่มา BBC / New York Post