“สตาร์ลิงก์” เปิดบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในเวียดนาม เคาะราคาเริ่มต้น 1,440 บ.

"สตาร์ลิงก์" เปิดบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในเวียดนาม เคาะราคาเริ่มต้น 1,440 บ.

14 ส.ค. 2569 12:23 น.

“สตาร์ลิงก์” เปิดบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในเวียดนาม เคาะราคาเริ่มต้น 1,440 บ.

“สตาร์ลิงก์” (Starlink) กิจการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของ “อีลอน มัสก์” เริ่มเปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในเวียดนามอย่างเป็นทางการ ลูกค้าสามารถสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ได้แล้ว โดยแพ็กเกจสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปเริ่มต้นเดือนละประมาณ 1.13 ล้านดอง หรือราว 1,440 บาท พร้อมค่าชุดอุปกรณ์เริ่มต้นกว่า 8.6 ล้านดอง หรือราว 11,000 บาท

เว็บไซต์และหน้าเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ สตาร์ลิงก์ (Starlink) บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำในเครือ สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ ได้อัปเดตแผนที่ระบุสถานะ “พร้อมให้บริการแล้ว” (Available now) ในประเทศเวียดนาม พร้อมเปิดให้ผู้ใช้บริการสามารถลงทะเบียน สั่งซื้ออุปกรณ์ และตรวจสอบพื้นที่ให้บริการผ่านออนไลน์ได้ทันที โดยเสนอฟรีทดลองใช้งาน 30 วัน ไม่มีข้อผูกมัดสัญญา และพร้อมจัดส่งอุปกรณ์ถึงบ้านภายใน 1-2 สัปดาห์

จากการตรวจสอบบนหน้าเว็บไซต์ สตาร์ลิงก์ได้เปิดตัวแพ็กเกจบริการรายเดือนสำหรับลูกค้ารายบุคคลในเวียดนามไว้ 2 ระดับ ได้แก่ แพ็กเกจ ความเร็ว 100 Mbps: ราคา 1,131,990 ดองต่อเดือน หรือราว 1,440 บาท ส่วนแพ็กเกจความเร็วสูงกว่า 300–400 Mbps ราคา 1,711,100 ดองต่อเดือน หรือราว 2,176 บาท สำหรับลูกค้าองค์กร/ธุรกิจ โดยราคาจะขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งานข้อมูล

ราคาดังกล่าวถือเป็นการปรับลดลงอย่างมากจากที่เคยมีการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ค่าบริการรายเดือนในเวียดนามอาจสูงถึง 85 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,000 บาท) ส่วนราคาอุปกรณ์รับสัญญาณครั้งแรก ซึ่งรวมจานดาวเทียมและเราเตอร์ Wi-Fi อยู่ที่ราว 8,655,300 ดอง หรือราว ราว 11,000 บาท สำหรับรุ่นปกติ และรุ่นใหญ่ Standard 4 X อยู่ที่ 10,269,900 ดอง (ราว 13,065 บาท) ทำให้ราคารวมค่าอุปกรณ์และค่าบริการงวดแรกเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 12,000–15,000 บาท)

นายเหงียน อานห์ เกื่อง รองอธิบดีกรมโทรคมนาคม กระทรวงสารสนเทศและการสื่อสารเวียดนาม เปิดเผยว่า บริษัท สตาร์ลิงก์ เซอร์วิสเซส เวียดนาม จำกัด ได้รับใบอนุญาตโทรคมนาคม 2 ฉบับ เพื่อเปิดทดลองให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำในเวียดนาม โดยกำหนดเพดานผู้ใช้งานในช่วงทดลองไว้ไม่เกิน 600,000 ราย ซึ่งคิดเป็นเพียงร้อยละ 2.5 ของฐานผู้ใช้บรอดแบนด์ประจำที่ทั้งหมดในประเทศ

ทางการเวียดนามประเมินว่า บริการของสตาร์ลิงก์จะไม่ส่งผลกระทบหรือเกิดการแข่งขันโดยตรงในวงกว้างกับค่ายโทรคมนาคมท้องถิ่น เนื่องจากค่าบริการและราคาอุปกรณ์ของสตาร์ลิงก์ยังคงสูงกว่าบริการอินเทอร์เน็ตสายเคเบิลใยแก้วนำแสง หรือเครือข่ายมือถือทั่วไปหลายเท่าตัว ประกอบกับผลสำรวจจากสำนักข่าว VnExpress พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามชาวเวียดนามถึง 74% ปฏิเสธที่จะใช้สตาร์ลิงก์เนื่องจากเน็ตบ้านเดิมตอบโจทย์ดีอยู่แล้ว มีเพียง 15% ที่สนใจ และ 11% กำลังพิจารณา

อย่างไรก็ตาม นายเกื่องย้ำว่า สตาร์ลิงก์จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายเวียดนามว่าด้วยราคาและการแข่งขันอย่างเคร่งครัด หากพบการทุ่มตลาดหรือการลดราคาที่ไม่เป็นธรรม รัฐบาลจะเข้ามาดูแลเพื่อรักษาบรรยากาศการแข่งขันที่เท่าเทียม

ด้าน นายวู เท บิ่ญ อุปนายกและเลขาธิการสมาคมอินเทอร์เน็ตเวียดนาม กล่าวว่า การเข้ามาของสตาร์ลิงก์ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภูมิทัศน์ดิจิทัลของประเทศ ทำให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร เขตภูเขา ทะเล และเกาะแก่งที่สายเคเบิลใยแก้วนำแสงยังเข้าไม่ถึง มีทางเลือกในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูง นอกจากนี้ สตาร์ลิงก์ยังสามารถทำหน้าที่เป็นระบบสื่อสารสำรองที่มีประสิทธิภาพสูงในยามเกิดภัยพิบัติธรรมชาติหรือเหตุฉุกเฉินที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานบนดินเสียหายได้อีกด้วย.

ที่มา VnExpress / VietNamNet

ครั้งแรกในรอบ 16 ปี สหรัฐฯ ประหารชีวิตนักโทษวันเดียว 3 ราย ใน 3 รัฐ

ครั้งแรกในรอบ 16 ปี สหรัฐฯ ประหารชีวิตนักโทษวันเดียว 3 ราย ใน 3 รัฐ

14 ส.ค. 2569 11:44 น.

ครั้งแรกในรอบ 16 ปี สหรัฐฯ ประหารชีวิตนักโทษวันเดียว 3 ราย ใน 3 รัฐ

สหรัฐฯ ประหารชีวิตนักโทษคดีฆาตกรรม 3 คนด้วยการฉีดยาพิษในรัฐโอคลาโฮมา เทนเนสซี และอะลาบามา ภายในวันเดียวกัน ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2010 และสะท้อนแนวโน้มการประหารชีวิตในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

สหรัฐฯ ดำเนินการประหารชีวิตนักโทษ 3 คนในวันเดียวกันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (13 ส.ค.) โดยทั้งหมดถูกประหารด้วยวิธีฉีดยาพิษใน 3 รัฐ ได้แก่ เทนเนสซี โอคลาโฮมา และอะลาบามา ถือเป็นวันที่มีการประหารชีวิตมากที่สุดในสหรัฐฯ ภายในวันเดียว นับตั้งแต่ปี 2010

นักโทษคนแรกคือ แอนโธนี ไฮนส์ อายุ 66 ปี ซึ่งถูกประหารชีวิตที่เรือนจำความมั่นคงสูงในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี จากความผิดฐานฆ่าแคทเธอรีน เจนกินส์ หญิงวัย 54 ปี ซึ่งทำงานเป็นแม่บ้านในโมเทลและเป็นแม่ของลูก 4 คน เมื่อเดือนมีนาคม 1985

ไฮนส์แทงเจนกินส์จนเสียชีวิตขณะเธอกำลังทำงานอยู่ที่โมเทลในเมืองคิงส์ตัน สปริงส์ โดยก่อนเสียชีวิต ไฮนส์กล่าวว่า “ฝากสวัสดีลูกชายของผมด้วย” ขณะที่ลูกชายของเขาเดินทางมาเป็นพยานในการประหารชีวิต หลังจากทั้งสองกลับมาติดต่อกันอีกครั้งเพียง 4 วันก่อนหน้านั้น หลังไม่ได้พบกันตั้งแต่ลูกชายอายุเพียง 3 ขวบ

การประหารชีวิตไฮนส์เกิดขึ้นเพียง 3 เดือนหลังความพยายามประหารนักโทษประหารชีวิตอีกรายในรัฐเทนเนสซีต้องยุติลง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ไม่สามารถเปิดเส้นเลือดสำหรับให้น้ำยาฉีดเข้าไปได้เป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ไฮนส์ยื่นอุทธรณ์ต่อผู้ว่าการรัฐและศาล โดยอ้างว่าแพทย์ที่รับผิดชอบการประหารครั้งก่อนขาดคุณสมบัติ และอาจทำให้การประหารของเขาผิดพลาดเช่นเดียวกัน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

นักโทษคนที่สองคือ คาร์ลอส คูเอตสตา-โรดริเกซ อายุ 70 ปี ถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษที่เรือนจำรัฐในเมืองแมคอเลสเตอร์ รัฐโอคลาโฮมา จากความผิดฐานยิง โอลิมเปีย ฟิชเชอร์ หญิงคนรักของเขาเสียชีวิตที่บ้านในเมืองโอคลาโฮมาซิตี เมื่อปี 2003

คูเอตสตา-โรดริเกซหันไปมองญาติ 2 คนที่เข้าร่วมเป็นพยานและขยับปากว่า “ผมรักคุณ” แต่ไม่ได้กล่าวถ้อยคำสุดท้ายอย่างเป็นทางการ เขามีอาการหายใจติดขัดเป็นเวลาหลายนาทีก่อนถูกประกาศว่าเสียชีวิตเมื่อเวลา 10.13 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ก่อนหน้านี้ คูเอตสตา-โรดริเกซยอมรับว่าเสียใจกับการสังหารฟิชเชอร์ และบอกต่อคณะกรรมการพิจารณาการอภัยโทษว่าไม่ต้องการขอผ่อนผันโทษ ทนายความระบุว่าเขามีวัยเด็กที่ยากลำบากในคิวบา และมีภาวะสมองได้รับความเสียหาย รวมถึงโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ

ด้านบุตรสาวของฟิชเชอร์กล่าวว่า หวังว่าการประหารชีวิตจะช่วยสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการป้องกันความรุนแรงในครอบครัว และจะรำลึกถึงมารดาด้วยการเลี้ยงดูครอบครัวให้สะท้อนถึงความรักและศรัทธาในพระเจ้าที่แม่เคยสอน

ส่วนการประหารชีวิตครั้งที่สามเกิดขึ้นที่รัฐอะลาบามา โดย เจเรมี วิลเลียมส์ อายุ 42 ปี ถูกประหารจากความผิดฐานข่มขืนและฆ่า คามารี ฮอลแลนด์ เด็กหญิงวัย 5 ขวบ เมื่อปี 2021

อัยการระบุว่า วิลเลียมส์เสนอเงินให้แม่ของเด็ก 2,500 ดอลลาร์ เพื่อให้เด็กกระทำกิจกรรมทางเพศ ก่อนที่เขาจะข่มขืนและรัดคอเด็กจนเสียชีวิต และบันทึกเหตุการณ์ไว้ด้วย ขณะที่แม่ของเด็กกำลังรับโทษจำคุก 20 ปี หลังรับสารภาพในคดีค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

วิลเลียมส์รับสารภาพในคดีฆาตกรรม และปฏิเสธการอุทธรณ์ พร้อมร้องขอให้ดำเนินการประหารชีวิตโดยเร็ว โดยระบุในจดหมายถึงสำนักงานอัยการสูงสุดรัฐอะลาบามาว่า ครอบครัวของเหยื่อสมควรได้รับความรู้สึกว่าเรื่องนี้ได้สิ้นสุดลงและได้รับความยุติธรรม

ก่อนเสียชีวิต วิลเลียมส์กล่าวขอบคุณพระเจ้าที่ให้อภัยบาปของเขา เพื่อให้เขาสามารถจากไปอย่างสงบ จากนั้นเขาขยับศีรษะไปมา ยิ้ม และดูเหมือนกำลังร้องเพลงหรือพูด ก่อนจะหยุดนิ่ง และถูกประกาศว่าเสียชีวิตเมื่อเวลา 18.16 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ข้อมูลจาก Death Penalty Information Center ระบุว่า การประหารชีวิตทั้ง 3 รายในวันเดียวถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2010 ซึ่งในวันนั้นรัฐลุยเซียนา โอไฮโอ และเท็กซัสประหารนักโทษคนละ 1 ราย

แม้ในปี 2018 จะมีการกำหนดตารางประหารชีวิตนักโทษ 3 รายในวันเดียวกัน แต่เกิดขึ้นจริงเพียงรายเดียว หลังนักโทษในรัฐเท็กซัสได้รับการผ่อนผันโทษ และเจ้าหน้าที่เรือนจำในแอละแบมาประสบปัญหาในการเปิดเส้นให้น้ำเกลือและสารประหารชีวิต

การประหารชีวิต 3 รายล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มการใช้โทษประหารชีวิตในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น โดยในปี 2025 มีนักโทษถูกประหารชีวิต 47 คนใน 11 รัฐ ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 ที่มีการประหารชีวิต 52 คน

สำหรับปี 2026 รัฐฟลอริดามีการประหารชีวิตแล้ว 12 คน มากกว่าทุกรัฐรวมกัน ขณะที่โอคลาโฮมามี 3 คน และรัฐเทนเนสซีและแอละแบมามีรัฐละ 1 คน ทั้งนี้ มีการประหารชีวิตในสหรัฐฯ แล้วมากกว่า 20 คนในปีนี้ และยังมีนักโทษอีกเกือบ 1 โหลที่มีกำหนดถูกประหารชีวิตในช่วงที่เหลือของปี

ปัจจุบัน 23 จาก 50 รัฐของสหรัฐฯ ยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้ว ขณะที่อีก 3 รัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย โอเรกอน และเพนซิลเวเนีย มีคำสั่งระงับการประหารชีวิต แม้กฎหมายยังเปิดช่องให้ใช้โทษประหารชีวิตได้

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สนับสนุนการขยายการใช้โทษประหารชีวิตในสหรัฐฯ ขณะที่วิธีการประหารส่วนใหญ่ยังคงเป็นการฉีดยาพิษ โดยในปีที่ผ่านมา มีนักโทษ 39 คนถูกประหารด้วยวิธีดังกล่าว อีก 3 คนถูกประหารด้วยการยิงเป้า และอีก 5 คนด้วยวิธี ภาวะพร่องออกซิเจนจากไนโตรเจน ซึ่งเป็นการให้นักโทษสูดก๊าซไนโตรเจนผ่านหน้ากากจนขาดออกซิเจน

องค์การสหประชาชาติได้ประณามการใช้ก๊าซไนโตรเจนในการประหารชีวิต โดยระบุว่าเป็นวิธีการลงโทษประหารชีวิตที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม ทั้งนี้ การประหารชีวิตด้วยก๊าซไนโตรเจนในรัฐอะลาบามาถูกระงับไว้เมื่อเดือนมิถุนายน หลังผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางมีคำวินิจฉัยว่าวิธีการดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขณะที่การประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษยังคงดำเนินต่อไปในหลายรัฐของสหรัฐฯ.

ที่มา CBS News / AFP 

“เจดี แวนซ์” ชี้เป้าหมายสูงสุดสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน คือลดราคาน้ำมัน ไม่ใช่ยับยั้งนิวเคลียร์

"เจดี แวนซ์" ชี้เป้าหมายสูงสุดสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน คือลดราคาน้ำมัน ไม่ใช่ยับยั้งนิวเคลียร์

14 ส.ค. 2569 11:05 น.

“เจดี แวนซ์” ชี้เป้าหมายสูงสุดสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน คือลดราคาน้ำมัน ไม่ใช่ยับยั้งนิวเคลียร์

เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุ เป้าหมายสำคัญอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ ในความขัดแย้งกับอิหร่านขณะนี้ คือการทำให้ราคาน้ำมันและน้ำมันเบนซินถูกลงสำหรับชาวอเมริกัน ส่วนการป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งเคยเป็นเหตุผลหลักในการเข้าสู่สงคราม จะเป็นเป้าหมายรองลงมา

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจ.ดี. แวนซ์ เปิดเผยว่า เป้าหมายสูงสุดของสหรัฐฯ ในสงครามกับอิหร่านในขณะนี้ ไม่ได้อยู่ที่โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นอันดับแรกอีกต่อไป แต่เป็นการทำให้ราคาน้ำมันและน้ำมันเบนซินลดลง เพื่อบรรเทาภาระของผู้บริโภคชาวอเมริกัน

แวนซ์กล่าวให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์ นิวส์ว่า ราคาน้ำมันปรับลดลงจากระดับสูงสุดในช่วงแรกของความขัดแย้งแล้ว และการรักษาราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติให้ถูกลงสำหรับชาวอเมริกันทั่วประเทศคือ “เป้าหมายอันดับหนึ่ง” ขณะที่เป้าหมายอันดับสองคือการทำให้แน่ใจว่าอิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อิหร่านมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังจากสามารถปิดกั้นการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการลำเลียงน้ำมันและเชื้อเพลิงออกจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเปิดฉากสงครามร่วมกับอิสราเอลในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ช่องแคบฮอร์มุซยังเปิดให้เรือเดินทางได้ตามปกติ แต่หลังจากอิหร่านตอบโต้ด้วยการเกือบปิดเส้นทางดังกล่าว เตหะรานจึงมีเครื่องมือต่อรองสำคัญในมือ ขณะที่รัฐบาลทรัมป์พยายามหาทางยุติสงครามและหลีกเลี่ยงการกลับมาใช้ปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่อีกครั้ง

แวนซ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีท่าทีระมัดระวังต่อการทำสงครามกับอิหร่าน กล่าวเพิ่มเติมว่า บางช่วงสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับปัญหาพลังงาน เพื่อให้ชาวอเมริกันสามารถรับมือกับราคาน้ำมันและก๊าซได้ ขณะที่บางช่วงก็ต้องมุ่งเน้นด้านการทหารและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ด้าน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน โดยระบุว่าอิหร่านอาจถูกผลักเข้าสู่ภาวะโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ “อย่างที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน” และคาดว่าจะมีการประกาศมาตรการใหม่ในสัปดาห์หน้า

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากทรัมป์เคยระบุว่า ข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งใกล้บรรลุผล แต่ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯ กลับมีแนวโน้มใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อไป โดยหวังว่าความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจจะบีบให้อิหร่านยอมถอย

ทรัมป์กล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังดำเนินการเจรจากับอิหร่านอย่างระมัดระวัง โดยเฝ้าดูสถานการณ์เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นและปัญหาการขาดแคลนเงินทุนของอิหร่าน พร้อมใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือสำคัญ

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่ากองทัพสหรัฐฯ ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ราคาแพงจำนวนมาก ทั้งขีปนาวุธเทคโนโลยีขั้นสูงและอาวุธประเภทอื่น ๆ ตลอดหลายเดือนนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และขณะนี้มีรายงานว่าสต็อกอาวุธบางส่วนเริ่มลดลง ซึ่งอาจจำกัดทางเลือกของทรัมป์ หากต้องการกลับมาโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่อีกครั้ง

สถานการณ์ยังสร้างแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศต่อทรัมป์ โดยคะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ลดลงอย่างมาก ขณะที่สงครามไม่ได้รับความนิยมจากชาวอเมริกัน และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ กำลังจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พรรครีพับลิกันจึงกังวลว่า ทั้งสงครามและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอาจส่งผลให้พรรคสูญเสียการควบคุมรัฐสภา

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ระบุว่าเขาจะชะลอการโจมตีอิหร่านครั้งใหม่ก็ต่อเมื่อสามารถบรรลุข้อตกลงอย่างรวดเร็วเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่ขณะนี้อิหร่านได้กำหนดเงื่อนไขหลายประการสำหรับการเปิดเส้นทางดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลทรัมป์มีแนวโน้มยอมรับได้ยาก

เงื่อนไขของอิหร่านประกอบด้วย การยุติสงครามในทุกแนวรบ การยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ การยุติมาตรการคว่ำบาตร การปล่อยทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ และการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสงคราม

เงื่อนไขเหล่านี้สอดคล้องกับข้อตกลงเบื้องต้น หรือบันทึกความเข้าใจที่ทั้งสองฝ่ายเคยบรรลุในเดือนมิถุนายน แต่ข้อตกลงดังกล่าวล่มลงหลังการสู้รบรอบใหม่ปะทุขึ้น โดยในข้อตกลงยังมีข้อเสนอให้จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูอิหร่านมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วย

สถานการณ์จึงทำให้ ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของความขัดแย้ง มากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องสร้างสมดุลระหว่างการกดดันให้อิหร่านยอมถอย การป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และการควบคุมราคาพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวอเมริกัน.

ที่มา AFP

แอร์อินเดียคุมเข้มสั่งตรวจสารเสพติดนักบินทุกคน หลังเครื่องบินดิ่งกลางอากาศ ผู้โดยสารเจ็บ 24 คน

แอร์อินเดียคุมเข้มสั่งตรวจสารเสพติดนักบินทุกคน หลังเครื่องบินดิ่งกลางอากาศ ผู้โดยสารเจ็บ 24 คน

14 ส.ค. 2569 08:59 น.

แอร์อินเดียคุมเข้มสั่งตรวจสารเสพติดนักบินทุกคน หลังเครื่องบินดิ่งกลางอากาศ ผู้โดยสารเจ็บ 24 คน

แอร์อินเดีย สั่งตรวจสารเสพติดนักบินทุกคนเป็นกรณีพิเศษ เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม หลังเกิดเหตุเครื่องบินดิ่งกลางอากาศหลังออกจากจังหวัดภูเก็ต โดยตรวจพบสารเสพติดประเภทกัญชาในร่างกายนักบิน

แอร์อินเดีย ออกมาตรการคุมเข้มนักบิน หลังเกิดเหตุเครื่องบิน Airbus A320 ดิ่งระดับความสูงกลางอากาศหลังออกจากจังหวัดภูเก็ต มุ่งหน้ากรุงนิวเดลี เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม จนมีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 24 คน โดยมีรายงานว่า มีการตรวจพบสารกัญชาในการตรวจสารเสพติดนักบินผู้ควบคุมเครื่องบินลำดังกล่าว

โดยทางสายการบิน จะมีการตรวจสารเสพติดและสารต้องห้ามกับนักบินทุกคนเป็นกรณีพิเศษ เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคมเป็นต้นไป โดยการตรวจครั้งนี้เป็น การตรวจภาคบังคับ และเริ่มดำเนินการทันที

ขณะที่ก่อนหน้านี้ กฎระเบียบที่มีอยู่ของอินเดียกำหนดให้สายการบินต้องสุ่มตรวจลูกเรืออย่างน้อย 10% ของจำนวนลูกเรือทั้งหมดต่อปี เพื่อค้นหาการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่

สำหรับอุบัติเหตุทางอากาศครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ขณะที่เครื่องบิน Airbus A320 ของแอร์อินเดียเดินทางออกจาก จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย มุ่งหน้าไปยังกรุงนิวเดลี โดยหลังทะยานขึ้นจากสนามบิน เครื่องบินเกิดสูญเสียระดับความสูงประมาณ 91 เมตรอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ผู้โดยสารอย่างน้อย 24 คนได้รับบาดเจ็บ

สื่อท้องถิ่นในอินเดียรายงานว่า นักบินผู้ควบคุมเครื่องบินอาจสูบกัญชาและมีผลตรวจสารเสพติดเป็นบวกในการตรวจยืนยันครั้งที่สอง อย่างไรก็ตาม แอร์อินเดียระบุว่า ผลการตรวจดังกล่าวยังไม่ได้ถูกส่งให้สายการบิน และทางสายการบินยังไม่ได้ยืนยันข้อกล่าวหานี้

ด้านคณะสอบสวนของอินเดียยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อรายงานเรื่องผลตรวจสารเสพติดของนักบิน แต่ระบุว่ากำลังตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเที่ยวบินดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยการสอบสวนได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Airbus และสำนักงานสอบสวนความปลอดภัยด้านการบินพลเรือนของฝรั่งเศส หรือ BEA

เหตุการณ์เครื่องบินดิ่งกลางอากาศเกิดขึ้นในช่วงที่แอร์อินเดียกำลังเร่งปรับปรุงมาตรฐานและการดำเนินงานของสายการบิน หลังเผชิญเหตุการณ์หลายครั้งที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้โดยสาร

ก่อนหน้านี้ ในเดือนมิถุนายน 2568 เครื่องบินแอร์อินเดีย เที่ยวบิน AI171 ซึ่งเดินทางจากเมืองอาห์เมดาบัดไปกรุงลอนดอน ประสบเหตุตกไม่นานหลังขึ้นบิน ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือบนเครื่องเสียชีวิต 241 จากทั้งหมด 242 คน รวมถึงมีผู้เสียชีวิตบนพื้นดินอีก 19 คน

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แอร์อินเดียแต่งตั้ง เทโวลเด เกเบรมาเรียม อดีตผู้บริหารระดับสูงของสายการบิน Ethiopian Airlines เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ เพื่อเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างและยกระดับการดำเนินงานของสายการบิน

การสั่งตรวจสารเสพติดนักบินทั้งหมดในครั้งนี้ จึงถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่แอร์อินเดียนำมาใช้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากผู้โดยสารกลับคืนมา.

ที่มา : channelnewsasia

ฝนถล่มญี่ปุ่นครั้งประวัติการณ์ ดับ 4 น้ำท่วมหนัก-รถไฟหยุด 7,000 คนติดค้างสนามบินนาริตะ

ฝนถล่มญี่ปุ่นครั้งประวัติการณ์ ดับ 4 น้ำท่วมหนัก-รถไฟหยุด 7,000 คนติดค้างสนามบินนาริตะ

14 ส.ค. 2569 08:35 น.

ฝนถล่มญี่ปุ่นครั้งประวัติการณ์ ดับ 4 น้ำท่วมหนัก-รถไฟหยุด 7,000 คนติดค้างสนามบินนาริตะ

เกิดฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ในพื้นที่จังหวัดชิบะ ทางตะวันออกของญี่ปุ่น ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ถนนและเส้นทางรถไฟหลายสายถูกตัดขาด บ้านเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ศพ

ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 13 สิงหาคม ส่งผลให้สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น หรือ JMA ประกาศคำเตือนฝนตกหนักระดับสูงสุดในพื้นที่ชิบะเป็นครั้งแรก ขณะที่บางพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมในช่วง 24 ชั่วโมงมากกว่า 360 มิลลิเมตร ส่งผลให้ถนนและทางรถไฟถูกน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน หนึ่งในนั้นพบว่าเสียชีวิตหลังติดอยู่ภายในรถที่ถูกน้ำท่วม ขณะที่มีการส่งกำลังทหารเข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนและสนับสนุนภารกิจกู้ภัย โดยสถานการณ์ฝนตกหนักถูกระบุว่าอยู่ในระดับรุนแรงผิดปกติ เมื่อเทียบกับมาตรฐานสภาพอากาศที่รุนแรงของญี่ปุ่น

ผลกระทบยังลุกลามถึง สนามบินนาริตะ หนึ่งในศูนย์กลางการเดินทางระหว่างประเทศที่สำคัญของญี่ปุ่น โดยมีผู้โดยสารประมาณ 7,000 คนติดค้างอยู่ภายในสนามบินตลอดคืน หลังถนนและรถไฟที่เชื่อมต่อกับสนามบินหยุดให้บริการจำนวนมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่สนามบินแจกน้ำ อาหาร และถุงนอนให้กับผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินทางออกจากสนามบินได้

แม้เที่ยวบินส่วนใหญ่ยังมีกำหนดให้บริการตามปกติในวันที่ 14 สิงหาคม แต่สายการบิน Japan Airlines เตือนว่าอาจมีเที่ยวบินล่าช้า ขณะที่ถนนสายหลักหลายเส้นทางในจังหวัดชิบะ รวมถึงเส้นทางเชื่อมสนามบินนาริตะกับกรุงโตเกียว ยังคงปิดการจราจร ทำให้เกิดการจราจรติดขัดอย่างหนักบนเส้นทางเลี่ยง

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนหลายร้อยคนติดค้างอยู่ที่สถานีรถไฟชิบะ หลังการให้บริการรถไฟหลายสายถูกระงับ ขณะที่พื้นที่ประสบภัยบางแห่งมีรถยนต์จมอยู่ในน้ำจนเกือบมิดหลังคา และประชาชนจำนวนหนึ่งต้องอพยพไปพักตามศูนย์พักพิง

ทางการญี่ปุ่นยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมและดินถล่มอย่างใกล้ชิด หลังสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเตือนว่า ฝนที่เกิดขึ้นครั้งนี้มีความรุนแรงในระดับที่ไม่เคยพบมาก่อนในหลายพื้นที่ของชิบะ

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์มีส่วนทำให้สภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น ยาวนานขึ้น และมีความรุนแรงมากขึ้น.

ที่มา :channelnewsasia

ระทึกกลางทะเล! เรือท่องเที่ยวตุรกีไฟไหม้ นักท่องเที่ยว 115 คนกระโดดหนีลงน้ำ

ระทึกกลางทะเล! เรือท่องเที่ยวตุรกีไฟไหม้ นักท่องเที่ยว 115 คนกระโดดหนีลงน้ำ

14 ส.ค. 2569 08:23 น.

ระทึกกลางทะเล! เรือท่องเที่ยวตุรกีไฟไหม้ นักท่องเที่ยว 115 คนกระโดดหนีลงน้ำ

เรือนักท่องเที่ยว เกิดไฟลุกไหม้กลางทะเล นอกชายฝั่งของตุรกี ทำให้ผู้โดยสารแตกตื่นตกใจกระโดดลงทะเลเพื่อหนีเปลวเพลิง เจ้าหน้าที่ยามฝั่งสามารถช่วยชีวิตเอาไว้ได้ทั้งหมด ขณะที่เรือเสียหายทั้งลำ

เกิดเหตุระทึกบนเรือท่องเที่ยว “Toys Boat”  นอกชายฝั่งเมืองเฟทิเย จังหวัดมูกลา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของตุรกี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 หลังเกิดไฟไหม้ขึ้นบนเรือระหว่างพานักท่องเที่ยวล่องเรือชมอ่าว ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 115 คน ต้องสวมเสื้อชูชีพและกระโดดลงทะเลเพื่อหนีเปลวเพลิงที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว โดยมีเด็กอยู่ในกลุ่มผู้โดยสารด้วย

ภาพจากเหตุการณ์เผยให้เห็นเปลวไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง พร้อมกลุ่มควันดำขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นจากเรือ ขณะที่ผู้โดยสารทยอยกระโดดลงน้ำ โดยหน่วยยามฝั่งตุรกี เรือที่อยู่ใกล้เคียง และเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางทะเลเร่งเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ

เบื้องต้น หน่วยยามฝั่งระบุว่าสามารถช่วยเหลือคนจากเรือได้ 107 คน ขณะที่หน่วยงานด้านการเดินเรือของตุรกีระบุในเวลาต่อมาว่า ผู้โดยสารและลูกเรือทั้ง 115 คนได้รับการอพยพขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยทั้งหมด

รายงานระบุว่า มีผู้โดยสารอย่างน้อย 11 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หลังได้รับผลกระทบจากการสูดควันไฟ แต่ไม่มีผู้ใดอาการสาหัส ขณะที่เด็กบางส่วนได้รับการตรวจร่างกายเพื่อความปลอดภัย

มีรายงานว่าเปลวเพลิงได้สร้างความเสียหายให้เรืออย่างหนักจนแทบถูกเผาทั้งลำ และมีรายงานว่าเรือเริ่มจมหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

ทั้งนี้ เมืองเฟทิเยเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งยอดนิยมของตุรกี โดยเฉพาะกิจกรรมล่องเรือชมอ่าวและชายฝั่ง หรือที่เรียกว่า “Blue Tour” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงฤดูท่องเที่ยว.

ที่มา : Turkiyetoday

สวีเดนลดอายุขั้นต่ำในการรับผิดทางอาญาอยู่ที่ 14 ปี เปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดถูกจำคุกได้

สวีเดนลดอายุขั้นต่ำในการรับผิดทางอาญาอยู่ที่ 14 ปี เปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดถูกจำคุกได้

14 ส.ค. 2569 06:47 น.

สวีเดนลดอายุขั้นต่ำในการรับผิดทางอาญาอยู่ที่ 14 ปี เปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดถูกจำคุกได้

รัฐสภาสวีเดนลงมติลดอายุการรับผิดทางอาญาจาก 15 ปี เหลือเพียง 14 ปี เพื่อเปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดถูกจำคุกได้ หวังยกระดับการปราบปรามอาชญากรรม แก๊งค้ายา โดยกฎหมายจะมีผล 10 ก.ย.นี้ 

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 รัฐสภาสวีเดนลงมติลดอายุขั้นต่ำในการรับผิดทางอาญาจาก 15 ปี เหลือ 14 ปี โดยผลการลงมติพบว่า สมาชิกสภา 281 คนเห็นชอบให้ลดอายุรับผิดทางอาญาเหลือ 14 ปี ขณะที่ 66 คนไม่เห็นด้วย เพื่อเปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดสามารถถูกจำคุกได้ตั้งแต่อายุน้อยลง

การลงมติครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางรัฐบาลฝ่ายขวาที่เตรียมเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปและประกาศเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรม หลังประเทศเผชิญปัญหาความขัดแย้งระหว่างแก๊งอาชญากรรมมานานกว่าทศวรรษ โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลสวีเดนต้องการลดอายุรับผิดทางอาญาลงเหลือ 13 ปี แต่ต้องถอนข้อเสนอนี้ในเดือนมิถุนายน เนื่องจากข้อเสนอนี้ถูกคัดค้านจากองค์กรและหน่วยงานส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมให้ความเห็นถึง 126 แห่ง รวมถึงตำรวจและหน่วยงานราชทัณฑ์ ซึ่งมองว่าอายุ 13 ปีต่ำเกินไป 

นอกจากลดอายุรับผิดทางอาญาแล้ว รัฐสภายังลงมติลดสิทธิในการได้รับการลดโทษจำคุกสำหรับผู้กระทำผิดที่เป็นเยาวชน โดยภายใต้กฎหมายใหม่ เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีอาจถูกจำคุกเป็นเวลาสูงสุดถึง 18 ปี ซึ่งกฎหมายใหม่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 กันยายน 2569  

ที่มา Euro News

ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีโดรน สูงสุด 100% อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง หวังลดการพึ่งพานำเข้าจากต่างชาติ

ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีโดรน สูงสุด 100% อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง หวังลดการพึ่งพานำเข้าจากต่างชาติ

14 ส.ค. 2569 05:17 น.

ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีโดรน สูงสุด 100% อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง หวังลดการพึ่งพานำเข้าจากต่างชาติ

“โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศเก็บภาษีนำเข้าโดรนและชิ้นส่วนสูงสุด 100% โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง หลังสหรัฐฯ พึ่งพาโดรนจากต่างประเทศมากเกินไป กระทบทั้งพันธมิตรสำคัญหลายประเทศ

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ประกาศเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าระบบอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน (Unmanned Aircraft Systems – UAS) และชิ้นส่วนโดรนจากต่างประเทศ โดยกำหนดอัตราภาษีสูงสุด 100% สำหรับโดรนบางประเภทที่มีขนาดหรือขีดความสามารถซึ่งสหรัฐฯ มองว่ามีความอ่อนไหวต่อความมั่นคงแห่งชาติ

ทำเนียบขาวระบุว่า มาตรการใหม่กำหนดภาษีนำเข้าแบบคิดตามมูลค่า (ad valorem) 100% สำหรับโดรนที่เข้าข่ายประเภทอ่อนไหวด้านความมั่นคง ขณะที่โดรนที่มีขนาดเล็กกว่าจะถูกเก็บภาษี 25% และสำหรับโดรนและชิ้นส่วนจากสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ลิกเตนสไตน์ เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ และไต้หวัน จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 15% ส่วนสินค้าประเภทโดรนจากสหราชอาณาจักรจะถูกเก็บภาษี 10%

โดยทำเนียบขาวระบุว่า ภาษีสำหรับโดรนและสินค้าที่อยู่ในกลุ่มอ่อนไหวจะเริ่มมีผลภายใน 21 วัน หลังประธานาธิบดีลงนาม ขณะที่ชิ้นส่วนโดรนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มอ่อนไหวเป็นพิเศษ จะเริ่มถูกเก็บภาษีหลังการลงนาม 180 วัน ในส่วนผลิตภัณฑ์ที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ อนุมัติให้ได้รับการยกเว้นจากบัญชี “Covered List” ของคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารสหรัฐฯ ภายใน 20 วันหลังการลงนาม จะเริ่มถูกเรียกเก็บภาษีหลังจากนั้น 180 วัน

รายงานข่าวระบุว่า มาตรการนี้มีขึ้นหลังจากนายฮาวเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ตรวจสอบผลกระทบจากการนำเข้าโดรน และพบว่าสหรัฐฯ พึ่งพาผู้ผลิตจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง และสหรัฐฯ พึ่งพาแหล่งผลิตจากต่างประเทศมากเกินไป ทั้งในส่วนของตัวโดรนและชิ้นส่วน ขณะที่ผู้ผลิตภายในประเทศยังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการด้านความมั่นคง

นอกจากนี้ การตรวจสอบยังพบว่าโดรนและชิ้นส่วนจากหน่วยงานหรือผู้ผลิตต่างชาติบางรายอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความปลอดภัย ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เห็นว่าจำเป็นต้องเพิ่มการปกป้องอุตสาหกรรมโดรนภายในประเทศ

ทั้งนี้ มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการค้าของทรัมป์ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและต่างประเทศของสหรัฐฯ แม้ก่อนหน้านี้นโยบายภาษีของรัฐบาลทรัมป์จะเผชิญความท้าทายทางกฎหมายและเสียงวิจารณ์จากนักวิเคราะห์บางส่วน.

ที่มา Reuters

รถไฟโดยสารตกรางทางใต้ของอังกฤษ บาดเจ็บ 11 ราย สาหัส 2 คน

รถไฟโดยสารตกรางทางใต้ของอังกฤษ บาดเจ็บ 11 ราย สาหัส 2 คน

14 ส.ค. 2569 04:34 น.

รถไฟโดยสารตกรางทางใต้ของอังกฤษ บาดเจ็บ 11 ราย สาหัส 2 คน

เกิดเหตุรถไฟโดยสารบรรทุกผู้โดยสารราว 150 คน ตกรางใกล้สถานีลูอิส ทางตอนใต้ของอังกฤษ ตู้รถไฟ 3 ตู้พลิกตะแคง มีผู้บาดเจ็บ 11 ราย ในจำนวนนี้อาการสาหัส 2 คน เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนสาเหตุ

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุรถไฟโดยสารตกรางใกล้สถานีรถไฟลูอิส ในเขตอีสต์ซัสเซกซ์ ทางตอนใต้ของอังกฤษ ห่างจากกรุงลอนดอนไปทางใต้ประมาณ 72 กิโลเมตร ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 11 คนราย ในจำนวนนี้ 2 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินหลายหน่วยระดมกำลังเข้าช่วยเหลือผู้โดยสาร

นายเอียน ดรัมมอนด์-สมิธ ผู้ช่วยหัวหน้าตำรวจขนส่งอังกฤษ ระบุว่า รถไฟของบริษัทเซาเทิร์น เรล (Southern Rail) ขบวนนี้เดินทางจากสถานีวิกตอเรียในกรุงลอนดอนไปยังเมืองอีสต์บอร์น ขณะเกิดเหตุมีผู้โดยสารประมาณ 150 คน โดยตู้รถไฟ 3 ตู้ตกรางและพลิกตะแคง ทำให้ผู้โดยสารบางส่วนติดอยู่ภายใน พร้อมเผยว่า เจ้าหน้าที่ประกาศให้เหตุการณ์เป็นเหตุฉุกเฉินร้ายแรง และระดมกำลังหน่วยกู้ภัยจำนวนมากเข้าพื้นที่ โดยสามารถอพยพผู้โดยสารทั้งหมดออกจากขบวนรถไฟได้อย่างปลอดภัย

ทางด้านหน่วยสอบสวนอุบัติเหตุทางรถไฟของสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าอะไรเป็นสาเหตุให้รถไฟตกราง ขณะที่สภาพอากาศร้อนจัดอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยในวันเกิดเหตุ อุณหภูมิในบางพื้นที่ทางตอนใต้ของอังกฤษพุ่งสูงถึง 35 องศาเซลเซียส และก่อนหน้านี้มีการยกเลิกเที่ยวรถไฟบางขบวน รวมถึงจำกัดความเร็วการเดินรถ เนื่องจากคลื่นความร้อน อย่างไรก็ตาม ได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อเริ่มรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุ 

ขณะที่ นางไฮดี อเล็กซานเดอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของอังกฤษ แสดงความกังวลอย่างมากต่อรายงานเหตุรถไฟตกราง พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินที่เข้าช่วยเหลือผู้โดยสาร และระบุว่ารัฐบาลกำลังเร่งประสานงานกับภาคส่วนรถไฟและหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ เหตุรถไฟตกรางครั้งนี้ถือเป็นอุบัติเหตุทางรถไฟร้ายแรงครั้งที่ 2 ของอังกฤษในช่วง 2 เดือน โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รถไฟโดยสาร 2 ขบวนชนกันในพื้นที่ใกล้เมืองเบดฟอร์ด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย.

ที่มา CNN

ระเบิดรุนแรงท่าเรือรอตเตอร์ดัม ดับ 1 ศพ บาดเจ็บหลายราย ตำรวจเร่งสอบเหตุ

ระเบิดรุนแรงท่าเรือรอตเตอร์ดัม ดับ 1 ศพ บาดเจ็บหลายราย ตำรวจเร่งสอบเหตุ

14 ส.ค. 2569 00:10 น.

ระเบิดรุนแรงท่าเรือรอตเตอร์ดัม ดับ 1 ศพ บาดเจ็บหลายราย ตำรวจเร่งสอบเหตุ

เกิดเหตุระเบิดที่ท่าเรือรอตเตอร์ดัมของเนเธอร์แลนด์ เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บหลายคน เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบสาเหตุ เบื้องต้นคาดอาจเป็นอุบัติเหตุจากการทำงาน

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ตำรวจเมืองรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เปิดเผยว่า เกิดเหตุระเบิดที่บริเวณท่าเรือรอตเตอร์ดัม ซึ่งเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรป ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายคนโดยเหตุระเบิดเกิดขึ้นช่วงสายวันพฤหัสบดี ภายในพื้นที่อุตสาหกรรมของท่าเรือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นและสถานีขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัทกันวอร์ เอเนอร์จี (Gunvor Energy) หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้จัดตั้งพื้นที่เกิดเหตุเพื่อรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบหาสาเหตุของการระเบิด

โฆษกตำรวจรอตเตอร์ดัม ระบุว่า เบื้องต้นเหตุระเบดมีลักษณะคล้ายอุบัติเหตุจากการทำงาน แต่ยังไม่มีการสรุปสาเหตุที่แน่ชัด ด้านสถานีโทรทัศน์เอ็นโอเอส (NOS) ของเนเธอร์แลนด์ รายงานว่า ก่อนเกิดเหตุมีทีมช่างซ่อมบำรุงกำลังทำงานอยู่บริเวณท่อส่วนหนึ่งของโรงกลั่น จึงอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าการทำงานดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดหรือไม่

ขณะเดียวกัน หน่วยประสานงานฉุกเฉินของเมืองรอตเตอร์ดัมรายงานว่า เกิดเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในพื้นที่อีกส่วนหนึ่งของท่าเรือ และพบหม้อแปลงไฟฟ้าเกิดเพลิงไหม้โดยยังไม่ทราบสาเหตุ ส่งผลให้บริษัทหลายแห่งต้องหยุดการดำเนินงานและอพยพพนักงานออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย.

ที่มา BBC