ศาลพนมเปญฟ้อง “ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์ดัง โพสต์โซเชียลกระทบความมั่นคง

ศาลพนมเปญฟ้อง “ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์ดัง โพสต์โซเชียลกระทบความมั่นคง

16 ธ.ค. 2568 11:14 น.

ศาลพนมเปญฟ้อง “ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์ดัง โพสต์โซเชียลกระทบความมั่นคง

อินฟลูเอนเซอร์หญิงชื่อดังของกัมพูชาถูกดำเนินคดี หลังโพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ถูกมองเป็นข่าวปลอม สร้างความตื่นตระหนกและกระทบความปลอดภัยกองทัพ

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ศาลเทศบาลกรุงพนมเปญ รับคำฟ้อง นางธี โสวันทา อินฟลูเอนเซอร์และบุคคลมีชื่อเสียงบนโซเชียลมีเดีย จากกรณีโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

โดยนางโสวันทาโพสต์ข้อความระบุว่า ทหารแนวหน้าหลายรายมีปัญหาสุขภาพรุนแรง อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคตับ–ไต โดยอ้างว่าเกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสมเด็จฮุน เซน ตอบโต้ว่า  ประเทศชาติไม่มีเวลามาสั่งสอนเจ้าหน้าที่ที่ไร้วินัย ขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองต้องการความเร่งด่วน  พร้อมชี้ว่าโสวันทาโพสต์ข้อความไม่เหมาะสมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สื่อของกัมพูชารายงานว่า นางโสวันทาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายความมั่นคงภายในเรียกสอบปากคำเมื่อวันที่ 10 และ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ก่อนถูกควบคุมตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หลังจากโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนและการปะทะทางทหาร ซึ่งหน่วยงานรัฐระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จ สร้างความโกลาหล กระทบความสงบเรียบร้อย และบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ

ทางด้านพลโทจวน นาริน ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลพนมเปญ เปิดเผยว่า คดีนี้อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่เฉพาะด้าน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดข้อกล่าวหาได้ เนื่องจากเป็นอำนาจการพิจารณาของอัยการ  ขณะที่คดีนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสะท้อนถึงการควบคุมข้อมูลข่าวสารและบทบาทของโซเชียลมีเดีย ในช่วงที่ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นางธี โสวันทา เคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการเมืองอารีย์กษัต จังหวัดกันดาล แต่ถูกปลดและขับออกจากพรรคประชาชนกัมพูชา เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ตามคำสั่งของสมเด็จฮุน เซน หลังโพสต์ข้อความวิพากษ์การทำงานของกองทัพกัมพูชาตามแนวชายแดน.

ที่มา Khmer Times

ภาพ Facebook/ Thy Sovantha

สถานทูตรัสเซียเคลื่อนไหวปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา ยันไม่มีมูลความจริง

สถานทูตรัสเซียเคลื่อนไหวปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา ยันไม่มีมูลความจริง

16 ธ.ค. 2568 11:03 น.

สถานทูตรัสเซียเคลื่อนไหวปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา ยันไม่มีมูลความจริง

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ชี้แจงประเด็นทหารรับจ้างรัสเซียถูกกัมพูชาว่าจ้างให้เข้าร่วมในความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ยืนยันไม่มีมูลความจริง

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย มีการโพสต์ข้อความล่าสุดทางเฟซบุ๊ก ชี้แจงในประเด็นเรื่องทหารรับจ้างรัสเซีย ที่มีการเผยแพร่ข่าวว่า กัมพูชาได้ว่าจ้างให้เข้าร่วมในความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา โดยข้อความในโพสต์ระบุว่า

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้รับทราบรายงานข่าวที่เผยแพร่ในสื่อไทยบางแห่ง เกี่ยวกับการมีส่วนเกี่ยวข้องที่เป็นไปได้ของพลเมืองรัสเซีย ในฐานะทหารรับจ้างที่ถูกฝ่ายกัมพูชาว่าจ้างให้เข้าร่วมในความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา

สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ขอชี้แจงว่าข่าวดังกล่าวไม่มีมูลความจริงและมีแนวโน้มว่าจะถูกสร้างขึ้นจากแหล่งข้อมูลนอกภูมิภาค มีเป้าหมายเพื่อบั่นทอนสิทธิพลเมืองชาวรัสเซียที่พำนักอยู่ในประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยวหรือประกอบธุรกิจ เป็นการสร้างความเสียหายต่อมิตรภาพอันยาวนานระหว่างประเทศรัสเซียและไทย

กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซีย มีจุดยืนที่ชัดเจนต่อประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา และได้มีการชี้แจงในเรื่องนี้แล้ว โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ผ่านแถลงการณ์เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568

ที่ระบุว่า “รัสเซียมีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและร่วมมือกับทั้งประเทศไทยและกัมพูชา เราเพียงแต่ยืนยันและสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทนี้ด้วยวิธีการอย่างสันติเท่านั้น”

ที่มา : FB สถานเอกอัครราชทูตรัสเซีย
คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยกัมพูชา

ทูตจีนชี้ “ยุติสู้รบไทย–กัมพูชา” ปกป้องพลเรือนคือภารกิจเร่งด่วนที่สุด

ทูตจีนชี้ “ยุติสู้รบไทย–กัมพูชา” ปกป้องพลเรือนคือภารกิจเร่งด่วนที่สุด

16 ธ.ค. 2568 10:31 น.

ทูตจีนชี้ “ยุติสู้รบไทย–กัมพูชา” ปกป้องพลเรือนคือภารกิจเร่งด่วนที่สุด

เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา เรียกร้องไทยและกัมพูชาใช้ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด เร่งยุติการสู้รบ ย้ำจีนพร้อมมีบทบาทสร้างสันติภาพ

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา เผยแพร่ข้อความที่ระบุว่า ภารกิจที่มีความสำคัญสูงสุดในขณะนี้ คือการยุติการยิงสู้รบระหว่างกัมพูชาและไทยโดยเร็วที่สุด และการปกป้องความปลอดภัยของพลเรือน 

เอกอัครราชทูตจีนระบุว่า จีนหวังให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างถึงที่สุด และดำเนินมาตรการทุกทางเพื่อบรรลุการหยุดยิงโดยเร็ว เพื่อสร้างสันติภาพและเสถียรภาพตามแนวชายแดน อันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

พร้อมกันนี้ย้ำว่า จีนจะยังคงทำทุกวิถีทางเพื่อส่งเสริมการเจรจาและการสร้างสันติภาพ และจะมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในแบบของจีน เพื่อสนับสนุนการหยุดยิงและการฟื้นฟูสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทย.

อันวาร์เผย เลื่อนประชุมรมต.อาเซียน เหตุศึกชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุหนัก

อันวาร์เผย เลื่อนประชุมรมต.อาเซียน เหตุศึกชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุหนัก

16 ธ.ค. 2568 10:08 น.

อันวาร์เผย เลื่อนประชุมรมต.อาเซียน เหตุศึกชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุหนัก

นายกฯ มาเลเซียยอมรับ ต้องเลื่อนประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน หลังสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรง ทั้งสองฝ่ายร้องขอให้ชะลอ หวั่นความขัดแย้งลุกลาม

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เปิดเผยเว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ ซึ่งเดิมมีกำหนดจัดขึ้นในวันอังคารนี้ จำเป็นต้องเลื่อนออกไป หลังสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรง และมีความเสี่ยงจะบานปลาย

อันวาร์ระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อระดมความเห็นประเทศสมาชิกอาเซียนในการคลี่คลายวิกฤตชายแดน แต่ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาได้ร้องขอให้เลื่อนการประชุมเป็นการชั่วคราว โดยระบุว่าทุกฝ่ายยังคงประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง มีการเลื่อนการประชุมเล็กน้อย เนื่องจากยังต้องจัดการรายละเอียดหลายประการ แต่ยังคงเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก  นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าว พร้อมเผยว่ามีการติดต่อกับทั้งสองประเทศเป็นรายวัน  นายอันวาร์ยังย้ำว่า การเจรจายังคงดำเนินต่อไป และทุกฝ่ายกำลังพยายามหาทางออกเพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง.

ที่มา Phnom Penh Post

ทรัมป์ฟ้อง BBC เดือด ปมตัดต่อคำพูดบิดเบือน เรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลลาร์

ทรัมป์ฟ้อง BBC เดือด ปมตัดต่อคำพูดบิดเบือน เรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลลาร์

16 ธ.ค. 2568 09:27 น.

ทรัมป์ฟ้อง BBC เดือด ปมตัดต่อคำพูดบิดเบือน เรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลลาร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นฟ้อง บีบีซีต่อศาลในรัฐฟลอริดา ข้อหาหมิ่นประมาท จากการตัดต่อคำปราศรัยวันที่ 6 มกราคม 2021 ในสารคดี Panorama โดยเรียกร้องค่าเสียหายสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นับเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายมูลค่ามหาศาลครั้งประวัติศาสตร์ในคดีที่มีการฟ้องร้องสื่อ โดยเอกสารคำฟ้องระบุว่า บีบีซีจงใจ บิดเบือน หลอกลวง และตัดต่อคำพูดอย่างมุ่งร้าย จนทำให้ทรัมป์ถูกมองว่าเป็นผู้ยุยงให้เกิดความรุนแรง ก่อนเหตุจลาจลบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐ 

สำหรับต้นตอของคดี เกิดจากสารคดี Panorama ซึ่งออกอากาศในสหราชอาณาจักร ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2024 ได้มีการนำคำพูดของทรัมป์จากการปราศรัยวันที่ 6 มกราคม 2021 มาตัดต่อรวมกันในลักษณะที่ เปลี่ยนบริบทเดิม โดยคำพูดจริงของทรัมป์ที่กล่าวในวันนั้นตอนหนึ่ง เขากล่าวว่า “เราจะเดินไปที่อาคารรัฐสภา และเราจะไปให้กำลังใจสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนฯ ผู้กล้าหาญของเรา” ก่อนที่อีกกว่า 50 นาทีต่อมา เขาได้กล่าวอีกว่า “และเราต้องสู้ เราต้องสู้สุดแรง”

แต่ในสารคดี Panorama บีบีซีได้นำคำพูดทั้งสองช่วงมาตัดต่อให้ติดกัน กลายเป็นประโยคว่า

“เราจะเดินไปที่อาคารรัฐสภา… และผมจะไปกับคุณ และเราต้องสู้ เราต้องสู้สุดแรง”

ด้านสำนักข่าวบีบีซียอมรับเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่าการตัดต่อดังกล่าว ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และสร้างภาพว่าทรัมป์เรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงโดยตรง พร้อมออกแถลงการณ์ขอโทษแล้ว แต่บีบีซี ปฏิเสธการจ่ายค่าชดเชย และยืนยันว่าไม่มีมูลทางกฎหมายเพียงพอสำหรับคดีหมิ่นประมาท โดยจนถึงขณะนี้ บีบีซียังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการหลังทรัมป์ยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว

ทรัมป์เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า เตรียมเดินหน้าฟ้องบีบีซีอย่างแน่นอน โดยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “ผมคิดว่าผมจำเป็นต้องทำ พวกเขาโกง พวกเขาเปลี่ยนคำพูดที่ออกจากปากผม”

ทีมกฎหมายของทรัมป์ยังระบุด้วยว่า การตัดต่อดังกล่าวไม่เพียงเป็นการหมิ่นประมาท แต่ยังเข้าข่าย ละเมิดกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เรียกค่าเสียหายระดับหลายพันล้านดอลลาร์

คดีนี้สะท้อนความขัดแย้งระยะยาวระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับสื่อกระแสหลักระดับโลก โดยเฉพาะในช่วงที่เขายังคงมีบทบาททางการเมืองสูง และเตรียมกลับมาท้าชิงอำนาจอีกครั้งบนเวทีการเมืองสหรัฐ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ยกระดับยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง

 ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ยกระดับยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง

16 ธ.ค. 2568 09:09 น.

ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ยกระดับยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร จัดให้ยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง ยกระดับการปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร จัดให้ยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง (Weapon of Mass Destruction – WMD) โดยการลงนามมีขึ้นในห้องทำงานรูปไข่ ที่ทำเนียบขาว โดยมีรัฐมนตรีกลาโหม ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงร่วมเป็นสักขีพยาน นับเป็นการสะท้อนจุดยืนแข็งกร้าวของรัฐบาลต่อวิกฤตยาเสพติดที่คร่าชีวิตชาวอเมริกันจำนวนมากในแต่ละปี
 
คำสั่งของทรัมป์ยังกำหนดให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลัง เร่งติดตาม ยึด และคว่ำบาตรทรัพย์สินของสถาบันการเงินและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าเฟนทานิล พร้อมให้ความร่วมมือใกล้ชิดมากขึ้นระหว่างกระทรวงกลาโหมและกระทรวงยุติธรรมในการปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ

นอกจากนี้ ยังสั่งให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิใช้ขีดความสามารถด้านข่าวกรอง ซึ่งเดิมใช้รับมืออาวุธทำลายล้างสูงรูปแบบอื่น มาระบุและรื้อถอนเครือข่ายลักลอบขนเฟนทานิลโดยตรง

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การจัดสถานะเฟนทานิลเป็นอาวุธทำลายล้างสูง อาจเปิดทางให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มาตรการด้านความมั่นคงที่เข้มข้นขึ้น รวมถึงการอายัดทรัพย์ จับกุมเป้าหมายเฉพาะ และเฝ้าระวังองค์กรอาชญากรรม หลังรัฐบาลทรัมป์เคยประกาศขึ้นบัญชีกลุ่มค้ายาบางกลุ่มเป็นองค์กรก่อการร้ายมาแล้ว ท่ามกลางข้อถกเถียงด้านกฎหมายและขอบเขตอำนาจรัฐ.  

นายกฯ ออสเตรเลียเผย มือปืนสองพ่อลูกกราดยิงบอนได มีแรงจูงใจจากแนวคิดสุดโต่งของไอซิส

นายกฯ ออสเตรเลียเผย มือปืนสองพ่อลูกกราดยิงบอนได มีแรงจูงใจจากแนวคิดสุดโต่งของไอซิส

16 ธ.ค. 2568 08:56 น.

นายกฯ ออสเตรเลียเผย มือปืนสองพ่อลูกกราดยิงบอนได มีแรงจูงใจจากแนวคิดสุดโต่งของไอซิส

ผู้นำออสเตรเลียเผย เหตุกราดยิงสะเทือนขวัญที่ชายหาดบอนได มีแรงจูงใจเชื่อมโยงกับ แนวคิดสุดโต่งของกลุ่มรัฐอิสลาม โดยมีการวางแผนมาอย่างรอบคอบ เยือกเย็น และไร้มนุษยธรรม

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโธนี อัลบาเนซี ออกมายืนยันว่า เหตุกราดยิงสะเทือนขวัญที่ชายหาดบอนไดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย มีแรงจูงใจเชื่อมโยงกับ แนวคิดสุดโต่งของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอซิส) โดยจากข้อมูลทั้งหมดที่เจ้าหน้าที่สืบสวนได้รับจนถึงขณะนี้ ชี้ชัดว่ามือปืนทั้งสองราย ลงมือก่อเหตุเพียงลำพัง ไม่มีเครือข่ายสนับสนุนในประเทศ แต่ถูกผลักดันด้วยอุดมการณ์แห่งความเกลียดชังที่ดำรงอยู่มานานกว่าทศวรรษ พร้อมระบุว่าเป็นการก่อเหตุที่มีการวางแผนมาอย่างรอบคอบ เยือกเย็น และไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง

ก่อนหน้านี้ สื่อท้องถิ่นออสเตรเลียรายงานว่า มือปืนคือนาย ซาจิด อัคราม วัย 50 ปี และบุตรชายนาย นาวีด วัย 24 ปี ซึ่งทั้งคู่เคยแสดงความจงรักภักดีต่อกลุ่มไอซิส

ซาจิดเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่นาวีดได้รับบาดเจ็บสาหัสและยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างงานเฉลิมฉลองเทศกาล ฮานุกกะห์ ของชาวยิว โดยเป้าหมายเป็นผู้ร่วมงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยิว โดยผู้เสียชีวิตประกอบด้วยเด็กหญิงวัยเพียง 10 ขวบ, แร็บไบชาวอังกฤษ, อดีตตำรวจเกษียณ, รวมทั้งผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ฮอโลคอสต์

ด้านกระทรวงสาธารณสุขรัฐนิวเซาท์เวลส์ระบุว่า ขณะนี้ยังมีผู้บาดเจ็บ 6 คนอาการวิกฤต และอีก 4 คนอาการทรงตัวแต่ยังน่าเป็นห่วง

ล่าสุดบรรยากาศที่ชายหาดบอนได มีประชาชนทยอยนำดอกไม้มาวางไว้อาลัยตลอดแนวรั้วริมทะเล บรรยากาศยังคงเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและเงียบงัน

ขณะที่ชาวยิวออสเตรเลียหลายคนให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า เหตุโจมตีครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย ท่ามกลางกระแสการต่อต้านชาวยิวที่เพิ่มขึ้น

เหตุกราดยิงบอนไดครั้งนี้ กลายเป็นหนึ่งในเหตุโจมตีที่รุนแรงที่สุดในออสเตรเลียในรอบหลายปี และจุดชนวนคำถามสำคัญเกี่ยวกับ ภัยคุกคามจากแนวคิดสุดโต่ง, ความปลอดภัยของชนกลุ่มน้อย และการรับมือการก่อการร้ายภายในประเทศ โดยทางรัฐบาลออสเตรเลียยืนยันจะเพิ่มมาตรการด้านความมั่นคง และเดินหน้าสอบสวนเชิงลึก เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หาดบอนได

FBI ตั้งรางวัลนำจับ 50,000 ดอลลาร์ ล่าระทึกมือปืนกราดยิงม.บราวน์ หลังยังไร้วี่แวว

FBI ตั้งรางวัลนำจับ 50,000 ดอลลาร์ ล่าระทึกมือปืนกราดยิงม.บราวน์ หลังยังไร้วี่แวว

16 ธ.ค. 2568 08:14 น.

FBI ตั้งรางวัลนำจับ 50,000 ดอลลาร์ ล่าระทึกมือปืนกราดยิงม.บราวน์ หลังยังไร้วี่แวว

ตำรวจและFBI เร่งไล่ล่ามือปืนกราดยิงภายใน มหาวิทยาลัยบราวน์ ที่ยังคงหลบหนีลอยนวล  โดยมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอใหม่ของผู้ก่อเหตุ และตั้งรางวัลนำจับ 50,000 ดอลลาร์ หวังได้เบาะแสสำคัญในการติดตามตัว

เอฟบีไอประกาศตั้ง รางวัลนำจับสูงสุด 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลนำไปสู่การระบุตัวและจับกุมผู้ก่อเหตุกราดยิงสะเทือนขวัญในมหาวิทยาลัยบราวน์ ขณะที่ตำรวจ เมืองพรอวิเดนซ์ สหรัฐอเมริกา ได้นำคลิปวิดีโอล่าสุดมาเผยแพร่ เผยให้เห็นบุคคลสวมเสื้อผ้าสีดำตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เดินอยู่บนถนนในเมืองเพียงไม่กี่นาที หลังเหตุยิงสะเทือนขวัญ แต่กล้องก็ไม่สามารถจับใบหน้าของบุคคลดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจปล่อยตัวชายที่เคยถูกควบคุมตัวในฐานะผู้ต้องสงสัย หลังไม่พบความเชื่อมโยง ส่งผลให้ตำรวจต้องกลับมาเริ่มต้นการสืบสวนใหม่แทบทั้งหมด

เหตุกราดยิงเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ ในช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยมีผู้คนพลุกพล่าน มือปืนบุกเข้าไปในห้องเรียน และยิงกระสุนมากกว่า 40 นัด ก่อความโกลาหลอย่างหนัก จนมหาวิทยาลัยต้องสั่งล็อกดาวน์ฉุกเฉินขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่จำนวนมากระดมค้นหาหลักฐานในย่านใกล้มหาวิทยาลัย รวมถึงมีเจ้าหน้าที่ที่ระบุตัวว่าเป็น U.S. Marshals เดินเคาะประตูบ้านประชาชน สอบถามเรื่องกล้องวงจรปิด และขอให้ประชาชนที่มีข้อมูลหรือภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่ ใกล้มหาวิทยาลัยบราวน์ รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ทันที

เหยื่อผู้เสียชีวิต 2 ราย เป็นนักศึกษาปี 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานกลุ่ม Brown College Republicans และนักศึกษาปี 1 ซึ่งครอบครัวอพยพมายังสหรัฐจากอุซเบกิสถาน ขณะที่มีผู้บาดเจ็บอีก 9 คน.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เหตุกราดยิง

ล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์ หลังผู้ต้องสงสัยถูกปล่อยตัว

ล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์ หลังผู้ต้องสงสัยถูกปล่อยตัว

16 ธ.ค. 2568 06:03 น.

ล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์ หลังผู้ต้องสงสัยถูกปล่อยตัว

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ตามล่าหามือปืน ผู้ก่อเหตุกราดยิงที่มหาวิทยาลัยบราวน์ต่อ หลังจากพวกเขาปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยที่จับได้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากมีหลักฐานไม่เพียงพอ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การตามล่าหาตัวมือปืนผู้ก่อเหตุกราดยิงที่มหาวิทยาลัยบราวน์ วิทยาเขตเมืองโพรวิเดนซ์ รัฐโรดไอส์แลนด์ของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไปในวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค. 2568 หลังจากเจ้าหน้าที่ตัดสินใจปล่อยตัวชายต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัวก่อนหน้านี้

เหตุกราดยิงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (13 ธ.ค.) ชายคนหนึ่งพร้อมปืนไรเฟิลได้บุกเข้าไปในอาคารที่กำลังมีการสอบอยู่ แล้วเปิดฉากยิงก่อนจะหลบหนีไป ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บอีก 9 ราย หนึ่งในนี้อาการอยู่ในขั้นวิกฤต ขณะที่ 7 รายมีอาการทรงตัวแต่ยังต้องอยู่ในโรงพยาบาล และอีกรายได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว

ก่อนหน้านี้ นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ประกาศการจับกุม “บุคคลที่น่าสนใจ” (person of interest) รายหนึ่ง และบอกว่า ตำรวจท้องถิ่นได้ให้เบาะแสแก่การสืบสวนของรัฐบาลกลางแล้ว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ต้องถอนคำพูดดังกล่าวในช่วงเย็นวันอาทิตย์ (ตามเวลาท้องถิ่น) เนื่องจากมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะเชื่อมโยงบุคคลผู้นี้เข้ากับเหตุกราดยิง และสุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ตัดสินใจปล่อยตัวเขาไป

เบรตต์ สไมลีย์ นายกเทศมนตรีเมืองโพรวิเดนซ์ กล่าวว่า “เรารู้ว่าเรื่องนี้มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความวิตกกังวลครั้งใหม่ให้กับชุมชนของเรา” “มันน่าตกใจและน่าเศร้ามาก ผมรู้จักนักเรียนที่นี่ ซึ่งหลายคนต้องหลบภัยอยู่หลายชั่วโมงเมื่อคืนนี้” “พวกเขาทุกคนรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก”

เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยบราวน์เปิดเผยว่า การสอบปลายภาคที่กำหนดไว้ในวันอาทิตย์ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2568 เป็นต้นมา เกิดเหตุกราดยิงในสหรัฐฯ ซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บตั้งแต่ 4 คนขึ้นไปมากกว่า 300 ครั้งแล้ว โดยในงานคริสต์มาสที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูดถึงเหตุกราดยิงมหาวิทยาลัยบราวน์สั้นๆ ว่า “สิ่งต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นได้” และขอให้ผู้ได้รับบาดเจ็บ “หายดีโดยเร็ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์แก้ตัว เหตุโพสต์โจมตี ร็อบ ไรเนอร์ หลังมีข่าวเสียชีวิต

ทรัมป์แก้ตัว เหตุโพสต์โจมตี ร็อบ ไรเนอร์ หลังมีข่าวเสียชีวิต

16 ธ.ค. 2568 05:07 น.

ทรัมป์แก้ตัว เหตุโพสต์โจมตี ร็อบ ไรเนอร์ หลังมีข่าวเสียชีวิต

โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาปกป้องโพสต์ของตัวเขาเอง ที่โจมตีนาย ร็อบ ไรเนอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังว่าเป็นคนวิปลาส หลังจากมีข่าวว่าเขากับภรรยาเสียชีวิตจากการฆาตกรรม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาปกป้องโพสต์ก่อนหน้านี้ของเขา ที่โจมตีนาย ร็อบ ไรเนอร์ ผู้กำกับชื่อดังว่า เป็น “บุคคลที่วิปลาส” หลังจากมีข่าวว่าเขาถูกพบเป็นศพที่บ้านในลอสแอนเจลิสพร้อมกับภรรยาของเขา จนทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวาง

นายทรัมป์ระบุว่า “ผมไม่ได้เป็นแฟนของร็อบ ไรเนอร์เลย ไม่ว่าในทางใด รูปแบบใด หรือลักษณะใดก็ตาม”

ทั้งนี้ ในโพสต์ก่อนหน้านี้ของนายทรัมป์ เขาระบุโดยไม่ได้ให้หลักฐานใดๆ ว่า มีรายงานว่าไรเนอร์กับภรรยาเสียชีวิต “เนื่องจากความโกรธที่เขาก่อให้เกิดกับผู้อื่นผ่านความเจ็บป่วยครั้งใหญ่ ไม่ยอมลดละ และรักษาไม่หาย” ด้วย “อาการทางจิตจากความเกลียดชังทรัมป์ (Trump Derangement Syndrome)”

นายทรัมป์กล่าวหาอีกว่า นายไรเนอร์ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตมาตลอดชีวิต อยู่เบื้องหลัง เรื่องหลอกลวงเกี่ยวกับรัสเซีย

ข้อความดังกล่าวเรียกเสียงประณามอย่างกว้างขวาง รวมถึงจากบุคคลสำคัญของพรรครีพับลิกันด้วย เช่น มาร์จอรี เทย์เลอร์ กรีน สส.รีพับลิกันจากรัฐจอร์เจีย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ปกป้องประธานาธิบดีทรัมป์อย่างแข็งขัน แต่ล่าสุดได้ผันตัวมาเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์

“นี่คือโศกนาฏกรรมของครอบครัว ไม่ใช่เรื่องของการเมืองหรือศัตรูทางการเมือง” เธอเขียนบน X พร้อมเสริมว่า ควรจะ “แสดงความเห็นอกเห็นใจ”

โทมัส แมสซี สส.รัฐเคนทักกี สมาชิกรีพับลิกันอีกคนที่มักวิพากษ์วิจารณ์นายทรัมป์ ระบุว่าโพสต์ของประธานาธิบดี ไม่เหมาะสมและไม่ให้เกียรติ “ผมเดาว่าเพื่อน สส.พรรค GOP ที่ได้รับเลือกตั้งของผม, รองประธานาธิบดี, และเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคงจะเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ เพราะพวกเขากลัวใช่ไหม? ผมขอท้าให้ทุกคนออกมาปกป้องมัน (โพสต์ของทรัมป์)”

บางคนก็ยกข้อความของนายทรัมป์ไปเปรียบเทียบกับคำพูดที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวถึงการฆาตกรรมผู้สนับสนุนตัวเขาอย่างนาย ชาร์ลี เคิร์ก ซึ่งนายทรัมป์ระบุว่าเป็น “ความน่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด” และ “เกินความเชื่อ” แตกต่างจากกรณีของนายไรเนอร์อย่างสิ้นเชิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc