สุดช็อก! อาคารโรงเรียนอินโดฯ ถล่มต่อหน้าเด็ก หลังฝนถล่มหนัก

สุดช็อก! อาคารโรงเรียนอินโดฯ ถล่มต่อหน้าเด็ก หลังฝนถล่มหนัก

28 พ.ย. 2568 10:09 น.

สุดช็อก! อาคารโรงเรียนอินโดฯ ถล่มต่อหน้าเด็ก หลังฝนถล่มหนัก

เกิดเหตุการณ์สุดระทึกในจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย เมื่ออาคารหอพักนักเรียนสองชั้นของโรงเรียนประจำอิสลาม พังถล่มลงไปในแม่น้ำอย่างกะทันหัน หลังฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่

อาคารหอพักนักเรียนสองชั้นของโรงเรียนประจำอิสลาม Dayah Najmul Hidayah Al-Aziziyah พังถล่มลงไปในแม่น้ำ Batee Liek อย่างกะทันหัน หลังมีฝนตกหนักต่อเนื่องถล่มพื้นที่ ต่อหน้าต่อตาครูและนักเรียนที่ยืนดูเหตุการณ์

คลิปที่เผยแพร่ในโลกโซเชียล แสดงให้เห็นว่า อาคารเริ่มทรุดตัว ก่อนจะยุบและพังถล่มทั้งอาคาร และไหลลงแม่น้ำไปทั้งหลัง ภายในไม่กี่วินาที โดยผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า ดินสไลด์เกิดจากน้ำในแม่น้ำเอ่อล้นและกัดเซาะตลิ่งจนฐานรากของตัวอาคารพัง 

อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต เนื่องจากนักเรียนทั้งหมดถูกย้ายไปพักที่มัสยิดในโรงเรียนก่อนหน้านี้  ขณะที่ข้าวของของนักเรียนถูกย้ายออกมาได้ทันบางส่วน 

ทั้งนี้ สถานการณ์ในเกาะสุมาตราตอนเหนือยังคงเลวร้ายลงเรื่อย ๆ หลังฝนมรสุมตกหนักตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน ทำให้หลายพื้นที่เกิด น้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม โดยทางการอินโดนีเซียเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 49 คน และยังสูญหายอีก 67 คน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวพื้นที่ตาปานูลี 

ด้านโฆษกหน่วยงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติของอินโดนีเซียระบุว่า ในจังหวัดตาปานูลีใต้ มีผู้เสียชีวิต 8 คน บาดเจ็บ 58 คน และมีประชาชนกว่า 2,851 คนต้องอพยพ ออกจากพื้นที่เสี่ยง ขณะที่ทีมกู้ภัยหลายชุดกำลังเร่งช่วยผู้ติดค้างและส่งมอบสิ่งของยังชีพให้ผู้ประสบภัย

รัฐบาลท้องถิ่นเตือนประชาชนว่า สภาพอากาศรุนแรงอาจยังคงต่อเนื่องในช่วงฤดูมรสุม โดยทั้งอินโดนีเซียและประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างเผชิญฝนตกหนักและอุณหภูมิผันผวน ทำให้เสี่ยงต่อ น้ำท่วม ดินถล่ม และกระแสน้ำเชี่ยว มากกว่าปกติ.

ที่มา : Viralpress

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ น้ำท่วมอินโดนีเซีย

ชาวเมืองนิวยอร์ก-นักท่องเที่ยวหลายพันคน ร่วมชมลูกโป่งยักษ์ ขบวนพาเหรด “วันขอบคุณพระเจ้า”ปีที่ 99

ชาวเมืองนิวยอร์ก-นักท่องเที่ยวหลายพันคน ร่วมชมลูกโป่งยักษ์ ขบวนพาเหรด “วันขอบคุณพระเจ้า”ปีที่ 99

28 พ.ย. 2568 08:55 น.

ชาวเมืองนิวยอร์ก-นักท่องเที่ยวหลายพันคน ร่วมชมลูกโป่งยักษ์ ขบวนพาเหรด “วันขอบคุณพระเจ้า”ปีที่ 99

พาเหรด Macy’s Thanksgiving Day Parade ครั้งที่ 99 ดึงดูดผู้คนหลายพันแน่นย่านแมนฮัตตัน แม้ลมแรงจนต้องลดระดับลูกโป่งยักษ์ แต่บรรยากาศยังคึกคัก เปิดขบวนด้วย “ทอม เดอะ เตอร์กี้” ไอคอนประจำงาน

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานภาพบรรยากาศสุดคึกคักในมหานครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ ที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อขบวนพาเหรด “Macy’s Thanksgiving Day Parade” ครั้งที่ 99 หนึ่งในประเพณีเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่และโดดเด่นที่สุดของสหรัฐฯ เคลื่อนตัวผ่านถนนสายหลักของแมนฮัตตัน ท่ามกลางผู้ร่วมงานหลายพันคนที่ออกมาจับจองพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้า

ปีนี้แม้จะมีลมแรงพัดกระหน่ำ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องปรับลดระดับ ลูกโป่งยักษ์ ตัวการ์ตูนต่างๆ ให้อยู่ต่ำกว่าปกติเพื่อความปลอดภัย แต่ความสนุกและสีสันของงานไม่ลดลง ผู้คนต่างส่งเสียงเชียร์เมื่อขบวนแรก “Tom the Turkey” ไก่งวงตัวใหญ่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำพาเหรด เดินทางออกสู่เส้นทาง เรียกความตื่นเต้นจากทั้งเด็กและผู้ใหญ่

ตลอดเส้นทาง ขบวนรถประดับแสงสี  การแสดงดนตรี และตัวการ์ตูนชื่อดังลอยเด่นเหนือศีรษะ สร้างบรรยากาศแห่งความสุขก่อนเข้าสู่เทศกาลวันหยุดยาวของชาวอเมริกัน


ขบวนพาเหรดประจำปีของห้าง Macy’s ถือเป็นสัญลักษณ์คู่เมืองนิวยอร์กมายาวนานเกือบศตวรรษ และปีนี้ก็ยังคงสะท้อนพลังความสามัคคีและการเฉลิมฉลองแบบอเมริกันไว้อย่างเต็มเปี่ยม.

อลาสกาสะเทือน! แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าแองเคอเรจ แรงที่สุดตั้งแต่ปี 2021

อลาสกาสะเทือน! แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าแองเคอเรจ แรงที่สุดตั้งแต่ปี 2021

28 พ.ย. 2568 08:30 น.

อลาสกาสะเทือน! แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าแองเคอเรจ แรงที่สุดตั้งแต่ปี 2021

เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.0 แมกนิจูด เขย่าพื้นที่มหานครแองเคอเรจ รัฐอลาสกา ในช่วงเช้าของวันพฤหัสบดี ตามเวลาท้องถิ่น  ไม่มีประกาศเตือนสึนามิ

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า เหตุสั่นสะเทือนเกิดขึ้นเวลา 08.11 น. ที่ความลึกประมาณ 69 กิโลเมตร ที่แองเคอเรจ รัฐอลาสกา ในช่วงเช้าของวันพฤหัสบดี ตามเวลาท้องถิ่น

โดยศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากพื้นที่ซูซิตนาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 12 กิโลเมตร หรือราว 108 กิโลเมตรจากตัวเมืองแองเคอเรจ เบื้องต้น ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรง ขณะที่ระบบเตือนภัยสึนามิของสหรัฐฯ ยืนยันว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้ ไม่ก่อให้เกิดสึนามิ

ซูซาน ลาแฟรนซ์ นายกเทศมนตรีเมืองแองเคอเรจ ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า ทีมตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานของเทศบาลได้ลงพื้นที่และ ไม่พบความเสียหาย ที่กระทบบริการสาธารณะสำคัญ

ขณะเดียวกัน ชาวเมืองบางส่วนยังนำเหตุการณ์มาเล่นมุกบนออนไลน์ โดยเรียกเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าปีนี้ว่า “Shakesgiving” แทน Thanksgiving เพื่อสื่อถึงแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นต้อนรับเทศกาลขอบคุณพระเจ้า

อลาสกาถือเป็นรัฐที่มีแผ่นดินไหวถี่ที่สุดในสหรัฐฯ และเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงทางธรณีวิทยาสูงของโลก โดยตามสถิติของ USGS ระบุว่า รัฐอลาสกามักเกิดแผ่นดินไหวระดับ แมกนิจูด 7 เกือบทุกปี

ทั้งนี้ พบว่าแผ่นดินไหวเมื่อวันพฤหัสบดี เป็นเหตุการณ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพื้นที่อลาสกาตอนใต้-ตอนกลาง นับตั้งแต่ปี 2021 ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ KTUU.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แผ่นดินไหว

ศรีลังกาจมบาดาล ฝนตกหนัก ดินถล่ม คร่าชีวิตกว่า 40 ศพ

ศรีลังกาจมบาดาล ฝนตกหนัก ดินถล่ม คร่าชีวิตกว่า 40 ศพ

28 พ.ย. 2568 08:10 น.

ศรีลังกาจมบาดาล ฝนตกหนัก ดินถล่ม คร่าชีวิตกว่า 40 ศพ

ศรีลังกาเผชิญวิกฤตน้ำท่วมหนักและดินถล่มในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ หลังฝนตกต่อเนื่องตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทางการต้องเร่งอพยพ และสั่งหยุดเดินรถไฟทั่วประเทศ มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 40 ศพ

สถานการณ์ในศรีลังกายิ่งเลวร้ายลงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังมีฝนตกต่อเนื่อง โดยเกิดน้ำท่วมหนักและดินถล่มในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ล่าสุดรัฐบาลต้องหยุดเดินรถไฟโดยสารบางเส้นทาง และปิดถนนหลายสาย เนื่องจากน้ำท่วมและดินสไลด์ตัดผ่านเส้นทางคมนาคมสำคัญ

สื่อท้องถิ่นถ่ายทอดภาพปฏิบัติการช่วยชีวิต โดยเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอากาศได้นำตัวประชาชน 3 คนที่ติดอยู่บนหลังคาบ้านกลางน้ำ ขณะที่กองทัพเรือและตำรวจระดมเรือกู้ภัยเข้าเก็บกู้และขนย้ายชาวบ้านออกจากพื้นที่อันตราย

ศูนย์จัดการภัยพิบัติของศรีลังกาเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตจำนวน 25 รายอยู่ในพื้นที่ภูเขาปลูกชาในเขต บาดุลลา  และ นูวารา เอลิยา ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดตอนกลาง ห่างจากกรุงโคลัมโบไปทางตะวันออกประมาณ 300 กิโลเมตร

นอกจากนี้ยังมี ผู้สูญหายอีก 21 ราย จากเหตุดินถล่มในบริเวณเดียวกัน ขณะที่ผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 10 คนถูกนำส่งโรงพยาบาล

สถานการณ์ฝนตกหนักทำให้ อ่างเก็บน้ำและแม่น้ำหลายแห่งล้นตลิ่ง น้ำท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรจำนวนมาก รวมถึงตัดขาดเส้นทางสัญจรบางส่วนของประเทศ โดยถนนสายสำคัญเชื่อมระหว่างจังหวัดหลายสายถูกปิดเพื่อความปลอดภัย

หน่วยงานท้องถิ่นยังเตือนว่า อาจเกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ต่อเนื่อง และเสี่ยงเกิดดินถล่มเพิ่ม ขณะทีมกู้ภัยยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 40 ศพ.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ น้ำท่วม

สลด ไฟไหม้ฮ่องกงยอดพับพุ่ง 94 ศพ เพลิงควบคุมได้เกือบหมด กู้ภัยเร่งค้นหาคนติดในตึก

สลด ไฟไหม้ฮ่องกงยอดพับพุ่ง 94 ศพ เพลิงควบคุมได้เกือบหมด กู้ภัยเร่งค้นหาคนติดในตึก

28 พ.ย. 2568 08:07 น.

สลด ไฟไหม้ฮ่องกงยอดพับพุ่ง 94 ศพ เพลิงควบคุมได้เกือบหมด กู้ภัยเร่งค้นหาคนติดในตึก

ฮ่องกงแถลงไฟไหม้อาคารพักอาศัย 8 หลัง โครงการ “หว่อง ฟุก คอร์ต” ยอดผู้เสียชีวิต 94 ศพ บาดเจ็บ 76 ราย กู้ภัยเร่งช่วยเคสที่แจ้งขอความช่วยเหลืออีก 25 จุด คาดว่าจะตรวจสอบได้หมดในช่วงเช้าวันนี้

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ทางการฮ่องกงแถลงความคืบหน้าเหตุโศกนาฏกรรมไฟไหม้อาคารพักอาศัย “หว่อง ฟุก คอร์ต” ในย่านไทโป ซึ่งการกู้ภัยดำเนินมาเป็นวันที่ 3 พบผู้เสียชีวิต 94 ศพ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 1 นาย กลายเป็นเหตุสังเวยชีวิตมากที่สุดในฮ่องกงในรอบหลายทศวรรษ 

ทางการระบุว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงได้เกือบหมดแล้ว ส่วนตัวเลขผู้บาดเจ็บอยู่ที่ 76 ราย ในจำนวนนี้รวมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงอีก 11 นาย และนอกจากนี้ยังมีเคสที่แจ้งขอความช่วยเหลือและต้องเข้าไปช่วยอีก 25 จุด และทีมกู้ภัยยังคงเดินหน้าค้นหาผู้สูญหายตามจุดต่าง ๆ ของพื้นที่

โดยเหตุเพลิงไหม้เริ่มขึ้นเวลา 14.51 น. ของวันพุธ (26 พ.ย.) ที่ผ่านมา ก่อนไฟลุกลามอย่างรวดเร็วครอบคลุม 7 ใน 8 อาคารอย่างรวดเร็ว รัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกงได้ระดมกำลังกว่า 1,200 นาย พร้อมรถดับเพลิงและรถพยาบาลกว่า 300 คัน เข้าควบคุมสถานการณ์ รวมถึงจัดตั้งทีมค้นหา 26 ทีม ช่วยชีวิตผู้ติดอยู่ภายในได้แล้ว 55 คน

ขณะเดียวกัน ทางการฮ่องกงได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว 9 แห่ง ในย่านไทโป ช่วยดูแลผู้พักอาศัยที่ต้องอพยพพร้อมการบริจาคสิ่งของยังหลั่งไหลจากชุมชนและองค์กรต่างๆ อาสาสมัครช่วยลงทะเบียนผู้ประสบภัยและแจกจ่ายสิ่งของตลอดคืน 

ขณะที่ผลสอบสวนเบื้องต้น พบว่าในทุกชั้นของอาคารมีการใช้ โฟมสไตโรโฟมปิดหน้าต่างลิฟต์ ซึ่งเป็นวัสดุไวไฟสูง ทำให้ไฟพุ่งลุกลามเข้าไปตามโถงทางเดินและทะลุเข้าสู่ห้องพักได้รวดเร็ว นอกจากนี้ ตาข่ายและผ้าใบห่ออาคาร ที่คลุมโครงนั่งร้านไม้ไผ่รอบตึกยังไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยด้านอัคคีภัย 

ก่อนหน้านี้ ตำรวจฮ่องกงจับกุมผู้เกี่ยวข้อง 3 ราย ได้แก่ ผู้อำนวยการบริษัทรับเหมา 2 คน และที่ปรึกษาวิศวกร 1 คน โดยทั้งหมดถูกตั้งข้อหาประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หลังพบว่าใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐานและมีความไวไฟสูง ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้โศกนาฏกรรมลุกลามอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน คณะกรรมการปราบปรามทุจริตฮ่องกงยังเปิดการสอบสวนเรื่องความโปร่งใสในการจัดซื้อวัสดุซ่อมแซมอาคาร ซึ่งมีวงเงินสูงถึง 330 ล้านเหรียญฮ่องกง.

 ที่มา SCMP

รบ.ทรัมป์ลั่น เตรียมทบทวนสถานะ ผู้ถือ “กรีนการ์ด” จาก 19 ประเทศ

รบ.ทรัมป์ลั่น เตรียมทบทวนสถานะ ผู้ถือ “กรีนการ์ด” จาก 19 ประเทศ

28 พ.ย. 2568 06:16 น.

รบ.ทรัมป์ลั่น เตรียมทบทวนสถานะ ผู้ถือ “กรีนการ์ด” จาก 19 ประเทศ

รัฐบาลทรัมป์ประกาศ เตรียมทบทวนสถานะกรีนการ์ดของผู้โยกย้ายถิ่นเข้าสู่สหรัฐฯ จาก 19 ประเทศใหม่ทั้งหมด หลังเกิดเหตุชาวอัฟกันยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิจนบาดเจ็บสาหัส 2 ราย

เมื่อ 27 พ.ย. 2568 นายโจเซฟ เอดโลว์ หัวหน้าสำนักงานบริการสัญชาติและการเข้าเมืองของสหรัฐฯ (USCIS) เปิดเผยว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งการให้เขาดำเนินการ ตรวจสอบทบทวนสถานะ “กรีนการ์ด” ที่ออกให้ผู้ที่โยกย้ายถิ่นเข้าสู่สหรัฐฯ จาก 19 ประเทศใหม่อีกครั้ง

เมื่อผู้สื่อข่าว BBC ถามว่ามีประเทศใดบ้างที่อยู่ในรายการนี้ ทางสำนักงานได้อ้างถึงประกาศของทำเนียบขาวในเดือนมิถุนายน ซึ่งรวมถึงประเทศ อัฟกานิสถาน, คิวบา, เฮติ, อิหร่าน, โซมาเลีย และเวเนซุเอลา

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก เกิดเหตุชายชาวอัฟกานิสถานที่ลี้ภัยเข้ามาอยู่ในสหรัฐฯ ยิงเจ้าหน้าที่ของกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ผู้ต้องสงสัยรายนี้มีชื่อว่า เราะห์มานอุลเลาะห์ ลากันวัล ซึ่งเดินทางมาสหรัฐฯ ในปี 2564 หลังกลุ่มตาลีบันหวนกลับมายึดอำนาจอีกครั้ง โดยเขาอยู่ในสหรัฐฯ ภายใต้โครงการคุ้มครองของรัฐบาลไบเดน ก่อนที่เขาจะยื่นขอลี้ภัยในสหรัฐฯ เมื่อปีก่อน และคำร้องของเขาก็ได้รับการอนุมัติเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ผลจากการก่อเหตุของนายลากันวัล ทำให้เมื่อวันพุธ สหรัฐฯ ระงับการพิจารณาคำขอลี้ภัยทั้งหมดของชาวอัฟกานิสถาน โดยประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า เหตุกราดยิงดังกล่าวตอกย้ำถึงภัยคุกคามอย่างมีนัยสำคัญต่อความมั่นคงของชาติสหรัฐฯ และว่าจะตรวจสอบคนต่างด้าวทุกคนที่เข้าสู่ประเทศในยุครัฐบาลไบเดนใหม่ทั้งหมด

ข้อความของนายเอดโลว์ที่โพสต์ลงโซเชียลมีเดียเมื่อวันพฤหัสบดี ไม่ได้กล่าวถึงการโจมตีที่วอชิงตัน ดี.ซี. โดยเขาระบุว่า “การปกป้องประเทศนี้และชาวอเมริกันยังคงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด และชาวอเมริกันจะไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจากนโยบายการตั้งถิ่นฐานอย่างประมาทของรัฐบาลชุดก่อน”

ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่า การตรวจสอบทบทวนจะมีลักษณะเป็นอย่างไร

“ขณะที่ตามรายงานของ BBC ประกาศของสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายน ระบุถึงเป้าหมายในการจำกัดชาวต่างชาติไม่ให้เข้าสหรัฐฯ เพื่อป้องกันประเทศจากผู้ก่อการร้ายต่างชาติและภัยคุกคามอื่น ๆ ต่อความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยสาธารณะ”

ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่ผู้ถือกรีนการ์ดจะต้องผ่านการตรวจสอบนี้ ได้แก่ พม่า, ชาด, สาธารณรัฐคองโก และลิเบีย โดยไม่ปรากฎชื่อประเทศไทยในนั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง

ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง

28 พ.ย. 2568 05:02 น.

ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง

วลาดิเมียร์ ปูติน ยืนยัน รัสเซียจะยอมวางอาวุธก็ต่อเมื่อ ยูเครนถอนทหารออกจากดินแดนที่ถูกรัสเซียยึดครอง และหากยูเครนไม่ทำ มอสโกจะใช้กำลังทำให้มันเกิดขึ้น

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 พ.ย. 2568 วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ออกมาย้ำข้อเรียกร้องหลักของเขาในการยุติสงครามยูเครน ก่อนประชุมกับสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า โดยระบุว่ารัสเซียจะวางอาวุธก็ต่อเมื่อ กองทัพเคียฟถอนกำลังออกจากดินแดนที่มอสโกอ้างความเป็นเจ้าของเท่านั้น

ปูตินพูดเรื่องดังกล่าวระหว่างการเดินทางไปเยือนคีร์กีซสถาน โดยเขากล่าวหายูเครนด้วยว่า ต้องการสู้รบจนกว่าจะเหลือชาวยูเครนคนสุดท้าย ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว รัสเซียก็พร้อมจะทำอย่างเดียวกัน

เขาย้ำมุมมองของตนว่ารัสเซียเป็นฝ่ายได้เปรียบในสนามรบ และการสู้รบจะยุติลงก็ต่อเมื่อกองทัพยูเครนถอนกำลังออกจากดินแดนที่พวกเขาอ้างความเป็นเจ้าของ ซึ่งกำลังมีการสู้รบเท่านั้น “ถ้าพวกเขาไม่ถอนกำลัง เราจะทำให้สำเร็จด้วยกำลังอาวุธ”

อย่างไรก็ตาม การรุกคืบที่เชื่องช้าของรัสเซียในยูเครนตะวันออกต้องแลกมาด้วยการสูญเสียกำลังพลจำนวนมาก โดยข้อมูลของสถาบันเพื่อการศึกษาสงคราม (Institute for the Study of War) ในสหรัฐฯ ระบุว่า ด้วยอัตราความก้าวหน้าเช่นนี้ มอสโกจะต้องใช้เวลาอีกเกือบสองปีในการยึดครองส่วนที่เหลือของแคว้นโดเนตสก์

อนึ่ง ปูตินพยายามผลักดันมาอย่างยาวนาน เพื่อให้มีการรับรองทางกฎหมายว่าดินแดนยูเครนที่รัสเซียใช้กำลังบุกยึดมา เป็นดินแดนของพวกเขา โดยดินแดนดังกล่าวรวมถึงแคว้นไครเมีย ที่รัสเซียควบรวมเมื่อปี 2557 และภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกของยูเครน ที่ประกอบด้วยแคว้นโดเนตสก์กับแคว้นลูฮานสก์ ซึ่งปัจจุบันมอสโกยึดพื้นที่ส่วนใหญ่เอาไว้

ฝ่ายยูเครนปฏิเสธเรื่องการยอมเสียดินแดนเพื่อแลกกับการยุติสงครามมาตลอด โดยชี้ว่าจะเป็นการให้รางวัลรัสเซียสำหรับการรุกรานซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง

ทั้งนี้ ยูเครนกับสหรัฐฯ กำลังหารืออย่างเข้มข้น เกี่ยวกับแผนการสันติภาพ 28 ข้อที่สหรัฐฯ เป็นผู้เสนอเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ท่ามกลางรายงานว่า แผนดังกล่าวถูกร่างโดยเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กับรัสเซีย

แผนการดังกล่าว มีความเอนเอียงไปทางข้อเรียกร้องของรัสเซียอย่างมาก ก่อนจะได้รับการแก้ไขหลังมีการเจรจาในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าแผนนี้ไม่ได้กล่าวถึงประเด็นดินแดนที่ถูกยึดครอง ซึ่งเป็นจุดติดขัดที่สุดระหว่างมอสโกและเคียฟ ควบคู่ไปกับประเด็นการรับประกันความมั่นคงสำหรับยูเครน

ปูตินกล่าวว่า ขณะนี้ร่างแผนฉบับใหม่ได้ถูกนำเสนอต่อรัสเซียแล้ว และอาจกลายเป็น “พื้นฐาน” สำหรับข้อตกลงในอนาคตเพื่อยุติสงคราม แต่เขาย้ำด้วยว่า “จำเป็นอย่างยิ่ง” ที่จะต้องหารือเกี่ยวกับ “ประเด็นเฉพาะบางประการที่จำเป็นต้องนำมาเขียนเป็นภาษานักการทูต”

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ไครเมียและดอนบาสจะได้รับการยอมรับว่าอยู่ภายใต้การควบคุมโดยพฤตินัยของรัสเซีย แต่ไม่ได้รับการรับรองทางกฎหมาย ปูตินกล่าวว่า “นี่คือจุดที่เรากำลังหารือกับคู่เจรจาชาวอเมริกันของเรา”

ปูตินยืนยันด้วยว่า คณะผู้แทนสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงผู้แทนพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์จะเดินทางถึงมอสโกในช่วงครึ่งแรกของสัปดาห์หน้า ขณะที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยว่า จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของเขาอาจจะร่วมเดินทางไปมอสโกกับวิตคอฟฟ์ด้วย

อย่างไรก็ดี ปูตินกล่าวโจมตีผู้นำยูเครนอีกครั้งและระบุว่า เขาไม่ถือว่าผู้นำเหล่านั้นมีความชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นจึง “ไม่มีประโยชน์” ที่จะลงนามในเอกสารใด ๆ กับพวกเขา

ทั้งนี้เนื่องจาก ยูเครนอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกนับตั้งแต่รัสเซียเริ่มรุกรานเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ทำให้พวกเขาไม่ได้จัดการเลือกตั้งตามกำหนดการที่ควรจะเป็น และวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ก็หมดลงในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา

แต่เมื่อต้นปี รัฐสภายูเครนได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ยืนยันความชอบธรรมให้นายเซเลนสกีสามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เคยทำงานให้ CIA ในอัฟกานิสถาน

มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เคยทำงานให้ CIA ในอัฟกานิสถาน

28 พ.ย. 2568 03:54 น.

มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เคยทำงานให้ CIA ในอัฟกานิสถาน

เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เผยว่า ชายผู้ก่อเหตุยิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เคยทำงานร่วมกับ CIA ของสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถานมาก่อน

เมื่อ 27 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นาย เราะห์มานอุลเลาะห์ ลากันวัล ชายชาวอัฟกานิสถานผู้ถูกกล่าวหาว่ายิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เคยทำงานร่วมกับสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) ในอัฟกานิสถาน ก่อนที่เขาจะเดินทางมายังสหรัฐฯ เมื่อ 4 ปีก่อน

ผู้ต้องสงสัยรายนี้ถูกกล่าวหาว่า ยิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย 2 นาย ได้แก่ ซาราห์ เบคสตรอม วัย 20 ปี และ แอนดรูว์ วูล์ฟ วัย 24 ปี ในจุดที่ห่างจากทำเนียบขาวเพียงไม่กี่ช่วงตึก

“เราภาวนาขอให้พวกเขารอดชีวิต และภาวนาว่าข้อหาสูงสุดในคดีนี้จะไม่ใช่การฆาตกรรมโดยเจตนา” น.ส.จีนิน ปีร์โร อัยการกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี

ขณะที่นาย แคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ของสหรัฐฯ ยืนยันในงานแถลงข่าวเดียวกันว่า ผู้ต้องสงสัยมีความสัมพันธ์กับกองกำลังพันธมิตรในอัฟกานิสถาน ก่อนจะย้ายมาอยู่สหรัฐฯ

ทั้งนี้ นายลากันวัลเดินทางมายังสหรัฐฯ ในปี 2564 ภายใต้โครงการของรัฐบาล ภายใต้โครงการที่ให้การคุ้มครองพิเศษด้านการตรวจคนเข้าเมืองแก่ชาวอัฟกานิสถาน หลังจากสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากอัฟกานิสถาน

อดีตผู้บัญชาการทหารที่เคยปฏิบัติงานร่วมกับนายลากันวัลบอกกับสำนักข่าว BBC ภาษาอัฟกันว่า นายลากันวัลช่วยอารักขากองกำลังสหรัฐฯ ที่สนามบินคาบูล ขณะที่ประชาชนหลายพันคนพยายามเร่งรีบหนีออกจากอัฟกานิสถานก่อนที่กลุ่มตาลิบานจะเข้ายึดอำนาจ

นายลากันวัลถูกเกณฑ์เข้าร่วมหน่วย 03 ของกองกำลังของกองกำลังจู่โจมของเมืองกันดาฮาร์เมื่อ 9 ปีก่อน โดยหน่วยของเขาเป็นที่รู้จักในท้องถิ่นว่า “กองกำลังแมงป่อง” ซึ่งเบื้องต้นทำงานภายใต้ CIA ก่อนจะไปอยู่ใต้สังกัดสำนักงานข่าวกรองอัฟกานิสถานชื่อ กองอำนวยการความมั่นคงแห่งชาติ (NDS)

อดีตผู้บัญชาการบอกกับ BBC ว่า นายลากันวัลเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ GPS โดยเขาเป็นคนที่มีนิสัยร่าเริงและรักกีฬา

หน่วยของนายลากันวัลทั้งหมดถูกย้ายจากเมืองกันดาฮาร์ไปยังกรุงคาบูล 5 วันก่อนที่กลุ่มตาลีบันจะบุกเข้าสู่เมืองหลวงแห่งนี้ และพวกเขาปกป้องสนามบินต่อหลังจากนั้นอีก 6 วัน ก่อนที่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องนั่งเครื่องบินไปยังสหรัฐฯ เช่นเดียวกับผู้อพยพคนอื่นๆ

การถอนตัวของกองทัพสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2564 ทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ในขณะนั้น เริ่มโครงการที่เรียกว่า “ปฏิบัติการต้อนรับพันธมิตร” (Operation Allies Welcome) ซึ่งอนุญาตให้ชาวอัฟกันกว่า 77,000 คน เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ภายใต้ความคุ้มครองพิเศษ

นายลากันวัลเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว และยื่นข้อลี้ภัยในสหรัฐฯ เมื่อปี 2567 ก่อนที่คำร้องของเขาจะได้รับการอนุมัติเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA ระบุในแถลงการณ์ที่ส่งให้สำนักข่าว CBS ว่า “รัฐบาลไบเดนให้ความชอบธรรมในการนำผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นมือปืนรายนี้ เข้ามาในสหรัฐอเมริกาในเดือนกันยายน 2564 เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาเคยทำงานกับรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึง CIA ในฐานะสมาชิกของกองกำลังพันธมิตรในกันดาฮาร์ ซึ่งยุติลงไม่นานหลังจากการอพยพอันสับสนวุ่นวาย”

ขณะที่ น.ส.ปีร์โรกล่าวว่า การยิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการยิงโดย “เจาะจงเป้าหมาย” และย้ำว่า นายลากันวัลขับรถข้ามประเทศจากเมืองเบลลิงแฮม รัฐวอชิงตัน ทางตะวันตกของสหรัฐฯ มายังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทางตะวันออก เพื่อก่อการโจมตีนี้

เธอกล่าวเสริมว่า เจ้าหน้าที่กำลังทบทวนประวัติการเข้าเมืองของเขา และวิธีการตรวจสอบประวัติก่อนที่เขาจะเดินทางมายังสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ผลจากการก่อเหตุของนายลากันวัล ทำให้เมื่อวันพุธ สหรัฐฯ ระงับการพิจารณาคำข้อลี้ภัยทั้งหมดของชาวอัฟกานิสถาน โดยประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ ต้องตรวจสอบคนต่างด้าวทุกคนที่เข้าสู่ประเทศในยุครัฐบาลไบเดนใหม่ทั้งหมด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นปฏิเสธข่าว ทรัมป์บอกนายกฯ อย่ายั่วยุจีนเรื่องไต้หวัน

ญี่ปุ่นปฏิเสธข่าว ทรัมป์บอกนายกฯ อย่ายั่วยุจีนเรื่องไต้หวัน

28 พ.ย. 2568 01:44 น.

ญี่ปุ่นปฏิเสธข่าว ทรัมป์บอกนายกฯ อย่ายั่วยุจีนเรื่องไต้หวัน

โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นออกมาปฏิเสธรายงานของสื่อสหรัฐฯ ที่ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับนายกฯ หญิงของญี่ปุ่นว่า อย่ายั่วยุจีนเรื่องอธิปไตยไต้หวัน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 พ.ย. 2568 รัฐบาลญี่ปุ่นออกมาปฏิเสธรายงานของหนังสือพิมพ์ วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) ที่ระบุว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้แนะนำนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ไม่ให้ยั่วยุจีนเรื่องอำนาจอธิปไตยของไต้หวัน ซึ่งกำลังเป็นสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นคุกรุ่นอยู่ในตอนนี้

ความขัดแย้งระหว่าง 2 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียเริ่มขึ้นหลังจากที่ นางทาคาอิจิกล่าวเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนว่า การที่จีนโจมตีไต้หวันอาจนับได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น และอาจกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองทางทหารจากฝ่ายญี่ปุ่นได้

ตามการรายงานของกระทรวงการต่างประเทศจีน นาย สี จิ้นผิง ได้เร่งรัดประเด็นนี้ในการสนทนาทางโทรศัพท์กับนายทรัมป์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่าการกลับคืนสู่จีนของไต้หวันเป็นส่วนสำคัญของระเบียบโลกในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ขณะที่วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า หลังจากการหารือดังกล่าวไม่นานนายทรัมป์ก็โทรศัพท์หานางทาคาอิจิ และแนะนำเธอไม่ให้ยั่วยุรัฐบาลปักกิ่งในเรื่องอำนาจอธิปไตยของเกาะไต้หวัน โดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นที่ไม่เปิดเผยชื่อ และชาวอเมริกันที่อ้างว่าได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการสนทนาทางโทรศัพท์ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมานายมิโนรุ คิฮาระ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ก็ออกมาปฏิเสธรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล โดยเขาระบุในงานแถลงข่าวประจำวันว่า “บทความดังกล่าวมีข้อความที่ระบุว่า “ในส่วนของคำถามเรื่องอำนาจอธิปไตยของไต้หวัน (ทรัมป์) ได้แนะนำเธอไม่ให้ยั่วยุรัฐบาลจีน” แต่ในข้อเท็จจริงไม่มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น”

ด้านนางทาคาอิจิกล่าวว่า ในการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างเธอกับนายทรัมป์ พวกเธอหารือเกี่ยวกับการสนทนาของประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับ สี จิ้นผิง รวมถึงความสัมพันธ์ทวิภาคี “ประธานาธิบดีทรัมป์บอกว่าเราเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก และเขาเสนอว่าฉันสามารถโทรหาเขาได้ทุกเมื่อตามที่ต้องการ”

แต่ตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล แหล่งข่าวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นบอกว่า คำพูดของนายทรัมป์เป็นเรื่องที่น่ากังวล “ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งเรื่องไต้หวันมาเป็นอันตรายต่อการลดความตึงเครียด ซึ่งเขากับนายสีบรรลุร่วมกันเมื่อเดือนก่อน รวมถึงคำมั่นสัญญาที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากเกษตรกรอเมริกันที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามการค้า เพิ่มมากขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สลด เหยื่อไฟไหม้ตึกฮ่องกงพุ่ง 75 ศพ สูญหายอีกเกือบ 300 คน

สลด เหยื่อไฟไหม้ตึกฮ่องกงพุ่ง 75 ศพ สูญหายอีกเกือบ 300 คน

27 พ.ย. 2568 23:08 น.

สลด เหยื่อไฟไหม้ตึกฮ่องกงพุ่ง 75 ศพ สูญหายอีกเกือบ 300 คน

จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุไฟไหม้ตึกอพาร์ตเมนต์ในฮ่องกง เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 75 ศพแล้ว ขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังให้ความช่วยเหลือผู้ที่ยังคงติดอยู่ภายในอาคาร

สำนักงานดับเพลิงเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เปิดเผยในคืนวันพฤหัสบดีที่ 27 พ.ย. 2568 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุเพลิงไหม้ตึกอพาร์ตเมนต์สูงหลายแห่งในโครงการที่พักอาศัย “หว่อง ฟุก คอร์ต” (Wang Fuk Court) ในเขตไท่โป ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 75 ศพ แล้ว ในขณะที่มีผู้บาดเจ็บอีก 76 ราย

เหตุเพลิงไหม้ปะทุขึ้นเมื่อเวลา 14:51 น. วันพุธ ตามเวลาท้องถิ่น ตึกอพาร์ตเมนต์สูง 31 ชั้นตึกหนึ่ง โดยไฟไหม้นั่งร้านไม้ไผ่ที่ห่อหุ้มอยู่นอกอาคารอย่างหนัก ก่อนที่ลมจะพัดสะเก็ดไฟไปติดที่นั่งร้านของอาคารอื่นๆ ในโครงการ จนลุกไหม้ทั้งสิ้น 7 จากทั้งหมด 8 ตึก

โครงการดังกล่าวเปิดตั้งแต่ปี 2526 โดยจากการสำรวจสำมะโนประชากรของรัฐบาลในปี 2564 อาคารแห่งนี้มีห้องชุดทั้งหมด 1,984 ห้อง และเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนประมาณ 4,600 คน แต่ยังไม่แน่ชัดว่าตอนเกิดเหตุมีผู้คนอยู่ในอาคารกี่คน

ในวันพฤหัสบดี เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมที่มองเห็นจากภายนอกได้ทั้งหมดแล้ว และกำลังดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในอาคาร โดยเบื้องต้นช่วยออกมาได้สำเร็จแล้ว 55 คน แต่ยังมีผู้สูญหายอีกเกือบ 300 คน

ด้านนายจอห์น ลี ผู้บริหารเขตฯ ฮ่องกง เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เปิดศูนย์พักพิงฉุกเฉินไปแล้ว 9 แห่ง และขณะนี้มีผู้ประสบภัยเข้ามาอยู่อาศัยมากกว่า 500 คน นอกจากนั้น รัฐบาลกำลังจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งผู้ประสบภัยจะได้รับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 10,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 41,400 บาท)

ขณะเดียวกัน กลุ่มอาสาสมัคร “ฮ่องกง การ์เดียนส์” (Hong Kong Guardians) กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ 20 คนของพวกเขากำลังออกปฏิบัติการช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงและผู้คนออกจากตึกที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ ยังมีสัตวแพทย์และพยาบาลสัตว์อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย

ทั้งนี้ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เกิดเพลิงไหม้ แต่ก่อนหน้านี้ตำรวจฮ่องกงเปิดเผยว่า จับกุมตัวผู้บริหารบริษัทรับเหมาก่อสร้างซึ่งรับผิดชอบในการปรับปรุงอาคารที่เกิดเหตุแล้ว 3 คน ในฐานะผู้ต้องสงสัยกระทำความผิดในคดีฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา และกำลังสืบสวนว่ามีการปล่อยปละละเลยหรือการทุจริตในการปฏิบัติงานหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc