สารภาพกลางรายการ! ชายอเมริกันรับฆ่าพ่อแม่ฝังไว้หลังบ้านนาน 8 ปี ถูกจับทันทีที่ออกจากสตูดิโอ

สารภาพกลางรายการ! ชายอเมริกันรับฆ่าพ่อแม่ฝังไว้หลังบ้านนาน 8 ปี ถูกจับทันทีที่ออกจากสตูดิโอ

28 ก.ย. 2568 09:52 น.

สารภาพกลางรายการ! ชายอเมริกันรับฆ่าพ่อแม่ฝังไว้หลังบ้านนาน 8 ปี ถูกจับทันทีที่ออกจากสตูดิโอ

ลอเรนซ์ เคราส์ ชายชาวอเมริกันวัย 53 ปี สร้างความตกตะลึงด้วยการให้สัมภาษณ์และสารภาพผิดกลางรายการโทรทัศน์ ของสถานีข่าวท้องถิ่น CBS6 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ว่าตนเองคือผู้ลงมือสังหาร ฟรานซ์ และ เทเรเซีย เคราส์ พ่อและแม่ของเขา แล้วนำร่างไปฝังไว้ในสวนหลังบ้านในเมืองออลบานี รัฐนิวยอร์ก เมื่อ 8 ปีก่อน

ลอเรนซ์ เคราส์ ได้ติดต่อสถานีข่าว WRGB และเข้าร่วมการสัมภาษณ์นานครึ่งชั่วโมง โดยเขาบรรยายถึงการกระทำของตนว่าเป็น “การการุณยฆาต” เนื่องจากเห็นพ่อแม่ที่สูงอายุเริ่มมีร่างกายอ่อนแอลงเรื่อย ๆ

เมื่อผู้ประกาศข่าวถามย้ำว่า “พวกเขา (พ่อแม่) รู้หรือไม่ว่านี่คือจุดจบของพวกเขา และกำลังจะเสียชีวิตด้วยมือของคุณ?” นายเคราส์ตอบกลับมาว่า “ใช่ครับ และมันเร็วมาก”

แม้ในตอนแรกจะลังเลที่จะยอมรับโดยตรง แต่หลังจากถูกสอบถามซ้ำหลายนาที นายเคราส์ก็ยอมรับว่าพ่อแม่ไม่ได้ร้องขอให้ถูกฆ่า แต่ “พวกเขารู้ว่ากำลังจะทรุดโทรมลง” และกล่าวว่า “ผมทำหน้าที่ของลูกที่มีต่อพ่อแม่ ความกังวลเกี่ยวกับความทุกข์ทรมานของพวกท่านคือสิ่งสำคัญที่สุด”

นายเคราส์อ้างว่า แม่ของเขาเพิ่งได้รับบาดเจ็บจากการหกล้มขณะข้ามถนน และพ่อของเขาไม่สามารถขับรถได้อีกต่อไปหลังการผ่าตัดต้อกระจก อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้กล่าวถึงว่าพ่อแม่มีอาการป่วยร้ายแรงระยะสุดท้ายใด ๆ

ลอเรนซ์ เคราส์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบที่รออยู่ด้านนอกสตูดิโอ จับกุมทันทีที่เขาเดินทางออกจากสถานีโทรทัศน์ โดยถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม 2 กระทง แม้ว่าทนายความจะให้การปฏิเสธในระหว่างการขึ้นศาลเบื้องต้นเมื่อวันศุกร์ก็ตาม

ทางด้านผู้อำนวยการฝ่ายข่าวของสถานีโทรทัศน์ เปิดเผยว่า การสัมภาษณ์เกิดขึ้นอย่างฉุกละหุก หลังจากนายเคราส์ส่งอีเมลแถลงการณ์ 2 หน้า พร้อมเบอร์โทรศัพท์มายังสำนักข่าวต่าง ๆ เมื่อเขาโทรกลับไป นายครอสส์ยอมรับว่าฝังพ่อแม่ไว้ที่สวน และเมื่อถูกถามว่าเขาฆ่าพวกเขาหรือไม่ นายเคราส์ตอบว่า “ผมขอใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ (ในการไม่พูด)” ก่อนที่จะตกลงมาให้สัมภาษณ์ที่สตูดิโออย่างคาดไม่ถึง

ผู้ประกาศข่าวเปิดเผยว่าตลอดการสัมภาษณ์ นายเคราส์ปฏิเสธซ้ำ ๆ ที่จะบอกว่าพ่อแม่เสียชีวิตได้อย่างไร แต่เมื่อถูกซักไซ้จนถึงนาทีที่ 8 นายเคราส์ก็ยอมรับว่า เขาใช้การทำให้ขาดอากาศหายใจ

การสืบสวนและค้นพบศพครั้งนี้ เป็นผลจากการสืบสวนคดีอาชญากรรมทางการเงิน ที่ตำรวจพบว่านายเคราส์ได้รับผลประโยชน์จากเงินสวัสดิการของพ่อแม่และนำไปใช้ส่วนตัว ขณะที่เพื่อนบ้านต่างเข้าใจว่าพ่อแม่ของเขาได้ย้ายกลับไปเยอรมนี.

ที่มา The Guardian

ผู้อพยพ 100 คน นั่งเรือข้ามช่องแคบอังกฤษไม่สำเร็จ สุดท้ายดับ 2 ศพ

ผู้อพยพ 100 คน นั่งเรือข้ามช่องแคบอังกฤษไม่สำเร็จ สุดท้ายดับ 2 ศพ

28 ก.ย. 2568 07:01 น.

ผู้อพยพ 100 คน นั่งเรือข้ามช่องแคบอังกฤษไม่สำเร็จ สุดท้ายดับ 2 ศพ

ผู้อพยพราว 100 คนพยายามนั่งเรือข้ามช่องแคบอังกฤษไปสหราชอาณาจักร แต่ความพยายามล้มเหลว เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ สูญหายอีกกว่า 40 คน

เมื่อวันเสาร์ที่ 27 ก.ย. 2568 เจ้าหน้าที่ของฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ผู้อพยพประมาณ 100 คนพยายามนั่งเรือ 1 ลำเพื่อเดินทางข้ามช่องแคบอังกฤษ บริเวณชายฝั่งทางเหนือของเขตเนิฟชาแตล-ฮาร์เดอโลต์ (Neufchâtel-Hardelot) ในจังหวัดปาด-เดอ-กาแล (Pas-de-Calais) ไปยังสหราชอาณาจักร เมื่อเช้ามืดวันเดียวกันนี้ แต่ความพยายามของพวกเขาล้มเหลว

เจ้าหน้าที่ของฝรั่งเศสพบศพผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพจากความพยายามนี้ โดยเป็นหญิงชาวโซมาเลียทั้งคู่ ขณะที่ช่วยเหลือคนอื่นๆ ที่ร่วมพยายามข้ามช่องแคบได้อีก 60 คน ซึ่งพวกเขากำลังอยู่ในความดูแลของสำนักงานป้องกันพลเรือน แต่ไม่มีการเปิดเผยชะตากรรมของผู้อพยพอีกเกือบ 40 คนที่เหลือ

น.ส.อิซาเบล ฟราดิน-ธีโรด เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสระบุว่า สามีภรรยาคู่หนึ่งและลูกของพวกเขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเมืองบูโลญอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำระดับปานกลาง

นอกจากนี้ สำนักข่าว AFP รายงานด้วยว่า พบร่างผู้อพยพอีกรายเมื่อเช้าวันเสาร์ ในคลองที่เชื่อมไปยังทะเลในเมืองกราเวอลีนส์ (Gravelines) เมืองท่าของฝรั่งเศส โดยเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุข้างต้น

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2568 เป็นต้นมา มีผู้อพยพเสียชีวิตขณะพยายามเดินทางข้ามช่องแคบอังกฤษด้วยเรือเล็กแล้ว 25 ศพ อย่างไรก็ตาม คาดกันว่ามีผู้ที่ข้ามไปได้มากกว่า 30,000 คน จนทำให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรถูกกดดันเรื่องการจัดการผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์

รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์

28 ก.ย. 2568 05:01 น.

รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์

รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซียกล่าวในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ยืนยันรัสเซียไม่มีความตั้งใจโจมตี EU หรือ นาโต และกล่าวโจมตีอิสราเอลที่สังหารชาวปาเลสไตน์ในกาซาไม่หยุด

เมื่อวันเสาร์ที่ 27 ก.ย. 2568 นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของรัสเซีย ยืนยันในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์กว่า รัสเซียไม่มีความตั้งใจที่จะโจมตีชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) หรือนาโตเลย แต่เตือนด้วยว่า จะตอบโต้อย่างเด็ดขาด หากมีการแสดงความก้าวร้าวใดๆ ต่อรัสเซีย

นายลาฟรอฟกล่าวว่า การข่มขู่จากชาติตะวันตกที่มีต่อรัสเซียนั้น เริ่มกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อยๆ หลังเกิดเหตุโดรนบินรุกล้ำน่านฟ้าเขามาภายในน่านฟ้า

รัฐมนตรีรัสเซียยังมุ่งเป้าโจมตีไปที่อิสราเอล โดยกล่าวว่า ถึงแม้รัสเซียจะประณามการโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 แต่ก็ “ไม่มีเหตุผลอันสมควร” สำหรับการสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา หรือสำหรับแผนการที่จะผนวกดินแดน เวสต์แบงก์

อิสราเอลระบุก่อนหน้านี้ว่า ปฏิบัติการในฉนวนกาซาเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อกำจัดกลุ่มฮามาส อย่างไรก็ตาม นายลาฟรอฟประณามความก้าวร้าวของอิสราเอลที่มีต่อประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ อิสราเอลกำลังใช้ภารกิจในการกำจัดกลุ่มฮามาสเพื่อให้เหตุผลในการโจมตีทางอากาศต่อประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลาง ซึ่งรวมถึง กาตาร์ ด้วย

ในส่วนเรื่องประเทศอิหร่าน นายลาฟรอฟกล่าวหาชาติมหาอำนาจตะวันตกว่า “บ่อนทำลายทางการทูต” หลังจากความพยายามในนาทีสุดท้ายที่นำโดยรัสเซียและจีนเพื่อชะลอการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรขององค์การสหประชาชาติ ถูกปฏิเสธเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยมาตรการคว่ำบาตรจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 0.00 น. วันอาทิตย์ (28 ก.ย.)

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุโดรนรุกล้ำน่านฟ้าหรือบินบริเวณสนามบินในชาติสมาชิกนาโตหลายประเทศ ซึ่งล่าสุดคือที่เดนมาร์ก ซึ่งแดนโคนมเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เป็นฝีมือของ “มืออาชีพ” แต่ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่ารัสเซียเกี่ยวข้องด้วย

ส่วนในเรื่องความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ นายลาฟรอฟกล่าวว่า “แนวทางของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน เราเห็นความปรารถนาที่จะไม่เพียงแต่มีส่วนร่วมในการหาทางแก้ไขวิกฤตยูเครนอย่างเป็นจริงเท่านั้น แต่ยังมีความต้องการที่จะพัฒนาความร่วมมือที่เป็นจริงได้ โดยไม่ใช้จุดยืนทางอุดมการณ์มาครอบงำ”

อนึ่ง ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็เพิ่งเปลี่ยนจุดยืนของเขาในเรื่องสงครามรัสเซียยูเครน โดยระบุว่า ยูเครนสามารถชิงคืนดินแดนที่เสียให้กับรัสเซียกลับมาได้ทั้งหมด และโจมตีรัสเซียว่าเป็นเสือกระดาษ

ช็อก อินเดียเบียดกันตาย 36 ศพ ที่งานหาเสียงนักแสดงผันตัวเล่นการเมือง

ช็อก อินเดียเบียดกันตาย 36 ศพ ที่งานหาเสียงนักแสดงผันตัวเล่นการเมือง

28 ก.ย. 2568 03:20 น.

ช็อก อินเดียเบียดกันตาย 36 ศพ ที่งานหาเสียงนักแสดงผันตัวเล่นการเมือง

เกิดเหตุเบียดเสียดกันตายที่งานหาเสียงของนักแสดงผู้ผันตัวมาเป็นนักการเมือง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 36 ศพ บาดเจ็บอีกกว่าครึ่งร้อย

เมื่อวันเสาร์ที่ 27 ก.ย. 2568 เจ้าหน้าที่ของรัฐทมิฬนาฑู ทางตอนใต้ของอินเดียเปิดเผยว่า เกิดเหตุเบียดเสียดกันที่งานหาเสียงทางการเมืองของนาย “วิชัย” นักแสดงท้องถิ่นผู้ผันตัวมาเล่นการเมือง ที่เขตการูร์ ซึ่งมีผู้คนมารวมตัวกันหลายหมื่นคน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 36 ศพ

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า งานหาเสียงล่าช้าไปหลายชั่วโมง ทำให้ผู้คนต้องอยู่ในสภาวะแออัดยัดเยียดเป็นเวลานาน โดยภาพที่ออกอากาศทางโทรทัศน์แสดงให้เห็นประชาชนที่มาร่วมงานหลายคนเป็นลมกลางฝูงชน

นายเซนธิล บาลาจี นักการเมืองท้องถิ่น ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวที่หน้าโรงพยาบาลท้องถิ่น โดยเขายืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าว และเสริมว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 50 คน

ด้านนาย มา สุพรหมณิยัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของรัฐทมิฬนาฑู บอกกับสื่อท้องถิ่นว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วย ผู้หญิงอย่างน้อย 16 ศพ, ผู้ชาย 9 ศพ และ เด็ก 6 ศพ

ขณะที่นาย เอ็ม.เค. สตาลิน มุขมนตรีแห่งรัฐทมิฬนาฑู กล่าวว่า มีประชาชนจำนวนหนึ่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังจากเป็นลมเพราะการเบียดเสียดกันอย่างรุนแรง เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มีการร้องขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากคณะแพทย์ที่ปฏิบัติงานในเขตใกล้เคียงแล้ว

นายสตาลินกล่าวอีกว่า จะมีการมอบเงินชดเชยจำนวน 1,000,000 รูปี (ราว 363,000 บาท) ให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต และจะมีการไต่สวนเพื่อสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ด้วย

ทั้งนี้ นายวิชัย ซึ่งเป็นเจ้าของงานหาเสียงต้นเหตุ โพสต์แถลงการณ์ลงบนโลกออนไลน์ว่า เขาใจสลายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเขากำลังเจ็บปวดและโศกเศร้าเกินจะทานทนและไม่สามารถอธิบายได้ นายวิชัยยังส่งข้อความแสดงความเสียใจให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตด้วย และภาวนาให้ผู้ที่อยู่ในโรงพยาบาล ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

ส่วนนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียโพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องโชคร้ายและน่าเศร้าอย่างยิ่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ส่งทหารไปเมืองพอร์ตแลนด์ อนุญาต “ใช้กำลังเต็มอัตรา” หากจำเป็น

ทรัมป์ส่งทหารไปเมืองพอร์ตแลนด์ อนุญาต “ใช้กำลังเต็มอัตรา” หากจำเป็น

28 ก.ย. 2568 01:42 น.

ทรัมป์ส่งทหารไปเมืองพอร์ตแลนด์ อนุญาต “ใช้กำลังเต็มอัตรา” หากจำเป็น

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้กระทรวงสงครามส่งทหารไปยังเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน อ้างว่า เพื่อปกป้องเมืองที่ถูกทำลายจากสงครามแห่งนี้ พร้อมอนุญาตให้ใช้กำลังเต็มอัตราหากจำเป็น

เมื่อวันเสาร์ที่ 27 ก.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งการให้ส่งทหารเข้าไปยังเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน ซึ่งเป็นเมืองที่นายทรัมป์เรียกว่า “ถูกทำลายย่อยยับด้วยสงคราม” พร้อมทั้งอนุญาตให้ใช้ “กำลังเต็มอัตรา” หากมีความจำเป็น

นายทรัมป์กล่าวว่า เขาได้สั่งการให้นาย พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม (กลาโหม) จัดหากองกำลังที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องเมืองพอร์ตแลนด์ที่ถูกทำลายจากสงคราม

ผู้นำสหรัฐฯ อ้างด้วยว่า ความเคลื่อนไหวนี้จะช่วยปกป้อง “สถานที่ต่างๆ ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและบังคับใช้กฎหมายศุลกากร (ICE) ของเรา ที่ถูกโจมตีจากพวก “แอนติฟา” (Antifa) และผู้ก่อการร้ายในประเทศรายอื่นๆ” และเสริมผ่าน Truth Social ว่า “ผมยังอนุญาตให้ใช้กำลังเต็มอัตรา หากมีความจำเป็น”

โพสต์ของนายทรัมป์ไม่ได้ระบุชัดเจนว่า ทหารที่จะส่งไปเมืองพอร์ตแลนด์จะมาจาก กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) หรือเป็นทหารที่ประจำการในกองทัพปกติ นอกจากนั้น โพสต์ของเขายังไม่ได้ระบุว่า “การใช้กำลังเต็มอัตรา” ที่ว่านั้น หมายถึงอะไร

ทั้งนี้ เมืองพอร์ตแลนด์นับเป็นเมืองล่าสุดที่นายทรัมป์ประกาศจะส่งทหารเข้าไปประจำการ ในขณะที่การปราบปรามการเข้าเมืองผิดกฎหมายของรัฐบาลทรัมป์ยังคงขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานที่ต่างๆ ของ ICE ในเมืองพอร์ตแลนด์ ตกเป็นเป้าหมายของการประท้วงมาตลอด และบางครั้งก็นำไปสู่การปะทะรุนแรง โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (25 ก.ย.) กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ (DHS) ระบุว่า ผู้ประท้วงโจมตีและปิดล้อมศูนย์ปฏิบัติการของ ICE ในพอร์ตแลนด์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นายทรัมป์เพิ่งลงนามคำสั่ง กำหนดให้กลุ่มแอนติฟา เป็นองค์กรก่อการร้ายภายในประเทศอย่างเป็นทางการ

อนึ่ง กลุ่ม แอนติฟา (Antifa) เป็นคำย่อมาจาก Anti-Fascist (ต่อต้านฟาสซิสต์) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันอย่างหลวม ๆ และไม่มีผู้นำที่ชัดเจน โดยส่วนใหญ่เป็นนักกิจกรรมฝ่ายซ้ายจัด

ผู้เชี่ยวชาญบอกกับสำนักข่าว BBC ว่า ไม่มีกลไกทางกฎหมาย ใดๆ ที่จะสามารถจัดตั้งให้กลุ่มใดเป็นองค์กรก่อการร้ายในประเทศอย่างเป็นทางการได้ นอกจากนี้ พวกเขายังชี้ให้เห็นว่า สิทธิในการพูดโดยเสรี ภายใต้บทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ครั้งที่หนึ่ง (First Amendment) อาจทำให้ความพยายามของทรัมป์ถูกท้าทายทางกฎหมายได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ธนาคารกลางยุโรปแนะประชาชน “ตั้งสติและถือเงินสด” เผื่อเวลาวิกฤต

ธนาคารกลางยุโรปแนะประชาชน “ตั้งสติและถือเงินสด” เผื่อเวลาวิกฤต

27 ก.ย. 2568 23:28 น.

ธนาคารกลางยุโรปแนะประชาชน “ตั้งสติและถือเงินสด” เผื่อเวลาวิกฤต

ธนาคารกลางยุโรปออกคำแนะนำใหม่ ให้ประชาชน “ตั้งสติและถือเงินสด” เนื่องจากมีประโยชน์อย่างมากหากเกิดวิกฤต หลังจากโลกและยุโรปเผชิญเหตุไม่คาดฝันหลายอย่างในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

เมื่อ 27 ก.ย. 2568 นายบุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียม รายงานว่า ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank -ECB) ออกคำแนะนำใหม่ถึงประชาชนว่าให้ “ตั้งสติและถือเงินสด” (Keep calm and carry cash) ซึ่งอาจฟังดูน่าประหลาดใจในยุคสมัยนี้ แต่จากเหตุการณ์การโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ หรือกระแสไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง และความไม่แน่นอนหลากหลายเกี่ยวกับอนาคตที่เพิ่มมากขึ้น สหภาพยุโรปกำลังเผชิญกับอันตรายรอบตัว ธนาคารกลางยุโรปจึงกระตุ้นให้ประชาชนพึ่งพาเงินสดมากขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่ตกอยู่ในสภาพยากจนข้นแค้นหากเกิดวิกฤตในอนาคต

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยกตัวอย่างวิกฤตการณ์สำคัญ 4 กรณี ได้แก่ การรุกรานยูเครนในปี 2565, การระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 รวมถึงวิกฤตไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ที่สเปนและโปรตุเกสในปีนี้ที่ยังไม่สามารถสืบหาสาเหตุที่แน่ชัดได้ รวมถึงวิกฤตหนี้สาธารณะของกรีซ ในแต่ละกรณี เงินสดเปรียบเสมือนเส้นชีวิตของประชาชนทั่วไปที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤต

เงินสดมีประโยชน์อย่างยิ่งในภาวะวิกฤต แม้วิกฤตการณ์หลายประเภทจะไม่ได้ก่อให้เกิดความต้องการสภาพคล่องอย่างเป็นระบบ แต่กรณีศึกษาที่เลือกมานี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของสภาพคล่องเมื่อเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ หรือความเชื่อมั่นของสาธารณชนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

การศึกษาของ ECB ระบุว่า “ลักษณะเฉพาะของเงินสด เช่น ความแข็งแกร่ง ความยืดหยุ่น ความพร้อมในการใช้งานแบบออฟไลน์ และการยอมรับอย่างกว้างขวาง มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในยามวิกฤต และยังสามารถนำไปใช้ในการเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตได้อีกด้วย”

ไม่ว่าระบบคอมพิวเตอร์ของธนาคารจะถูกโจมตีทางไซเบอร์ หรือไฟฟ้าดับ หากคุณจำเป็นต้องซื้ออาหารที่ร้านขายของชำในท้องถิ่น หรือคุณต้องเติมน้ำมันเพื่อหนีพื้นที่ที่ประสบภัยธรรมชาติหรือความขัดแย้ง ไม่มีอะไรปลอดภัยไปกว่าการใช้เงินสด

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ชี้ให้เห็นว่าหลายประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์และฟินแลนด์ แม้จะสนับสนุนการชำระเงินออนไลน์อย่างมาก แต่ก็แนะนำให้ประชาชนเก็บธนบัตรไว้บ้าง รวมทั้งออสเตรีย ซึ่งเคยต่อต้านการใช้เงินสด การชำระเงินด้วยเงินสดถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ปี 2023 ในทางทฤษฎี กฎหมายก็รับรองสิทธินี้ในเบลเยียมเช่นกัน

จากการศึกษาดังกล่าว ธนาคารกลางยุโรปกำลังร่วมมือกับสถาบันการเงินของสหภาพยุโรปเป็นอันดับแรก ที่จะจัดสรรเงินสดให้เพียงพอกับความต้องการ รวมทั้งปริมาณที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ดังนั้น ธนาคารกลางจึงมีหน้าที่ “รับประกันอุปทานเงินสดที่มีประสิทธิภาพและแข็งแกร่ง รวมถึงสต็อกที่เพียงพอ” ซึ่งหมายความว่า แม้ว่าการคาดการณ์การดำเนินงานรายวันอาจอิงตามอุปสงค์ที่กระจายตัวตามปกติ แต่โครงสร้างพื้นฐานและเงินสำรองเชิงยุทธศาสตร์ต้องเตรียมพร้อมสำหรับจุดสูงสุดที่คาดเดาได้ยากและมีผลกระทบสูงเหล่านี้”

นั่นหมายความว่า ประชาชนทั่วไปควรที่จะมีธนบัตรในกระเป๋าสตางค์สักสองสามใบ และบางทีอาจจะเก็บไว้ที่บ้านอีกสักสองสามใบ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยกตัวอย่างคำแนะนำที่เผยแพร่ในบางประเทศ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ECB เห็นว่าควรสำรองเงินไว้ประมาณ 70-100 ยูโร เผื่อไว้ใช้ในกรณีเกิดวิกฤตการณ์จริง ซึ่งเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพาะอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นด้านสุขอนามัยฉุกเฉิน ในช่วงเวลา 72 ชั่วโมง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ฮุน เซน ฟ้อง IOT โบ้ยไทยละเมิดหยุดยิง ท้าพิสูจน์จุดตก-วิถีกระสุน

ฮุน เซน ฟ้อง IOT โบ้ยไทยละเมิดหยุดยิง ท้าพิสูจน์จุดตก-วิถีกระสุน

27 ก.ย. 2568 21:52 น.

ฮุน เซน ฟ้อง IOT โบ้ยไทยละเมิดหยุดยิง ท้าพิสูจน์จุดตก-วิถีกระสุน

(credit: AFP PHOTO / CAMBODIA NATIONAL ASSEMBLY)

ฮุน เซน กล่าวหาไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยกัมพูชายื่นคำร้องถึงคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวให้เข้าตรวจสอบจุดตกและวิถีกระสุนแล้ว และท้าฝ่ายไทยให้ร่วมมือกับการตรวจสอบ

เมื่อวันเสาร์ที่ 27 ก.ย. 2568 สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาโพสต์ข้อความผ่านบัญชีเฟซบุ๊ก กล่าวหาประเทศไทยว่าเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังมีรายงานเสียงปืนบริเวณชายแดน พร้อมระบุว่า ได้ยื่นคำร้องถึงคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ให้เข้าตรวจสอบจุดตกและวิถีกระสุน และท้าฝ่ายไทยให้ร่วมมือกับการตรวจสอบ

ข้อความของ ฮุน เซน ระบุว่า “วันนี้ มีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยมีการใช้อาวุธ, ปืนครกและปืนกล ตัวผมและท่านนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ได้จัดการประชุมฉุกเฉินทางออนไลน์ โดยสั่งการให้กองทัพของเรา ใช้ความอดกลั้นและละเว้นจากการตอบโต้”

“หลังจากเสียงปืนสงบลง ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง แต่ละฝ่ายได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายกัมพูชาได้ยื่นคำร้องขอเร่งด่วนให้ IOT ทำการสอบสวนในสถานที่จริง”

“เพื่อรับรองความสุจริต, ความโปร่งใส, ความเป็นกลาง และ ความน่าเชื่อถือ ผมได้ยื่นข้อเสนอต่อผู้นำของกองทัพมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานของทีม IOT ที่นำโดยสมาชิกอาเซียน เพื่อดำเนินการสองภารกิจสำคัญได้แก่”

“1. ทำการตรวจสอบวิถีกระสุนปืนทางนิติวิทยาศาสตร์เนื่องจากทั้งสองประเทศใช้กระสุนคนละชนิด”

“2. ที่สำคัญที่สุดคือ ตรวจสอบพื้นที่ที่กระสุนตก เพื่อระบุแหล่งกำเนิดและทิศทางของวิถีกระสุน ว่ามาจากฝั่งกัมพูชาไปยังฝั่งไทย หรือในทางกลับกัน วิถีโค้งของกระสุนไม่สามารถบิดเบือนได้หลังจากที่กระสุนตกกระทบแล้ว”

“กองทัพกัมพูชารักษาหลุมกระสุนเอาไว้อย่างเหมาะสม และสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยให้ผู้สังเกตการณ์ของ IOT สามารถดำเนินการวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์และการตรวจสอบที่แม่นยำได้ ผมหวังว่าฝ่ายไทยจะแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือในระดับเดียวกัน ดั่งภาษิตที่ว่า ‘ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ’ การปฏิเสธไม่ยอมให้ผู้สังเกตการณ์ IOT เข้าตรวจสอบ จะหมายถึง การรับสารภาพถึงความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชาหรือไทยก็ตาม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook / hunsencambodia

พายุไต้ฝุ่นบัวลอยพัดขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ สร้างความเสียหายหลายพื้นที่ของประเทศ

พายุไต้ฝุ่นบัวลอยพัดขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ สร้างความเสียหายหลายพื้นที่ของประเทศ

27 ก.ย. 2568 09:09 น.

พายุไต้ฝุ่นบัวลอยพัดขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ สร้างความเสียหายหลายพื้นที่ของประเทศ

ฟิลิปปินส์เผชิญมหาพายุอีกระลอก ไต้ฝุ่นบัวลอย พัดขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ ส่งผลกระทบหนักหลายพื้นที่ของประเทศ สร้างความเสียหายวงกว้างและบีบให้ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพหนีตาย

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์ (PAGASA) รายงานว่า ไต้ฝุ่นบัวลอยพัดขึ้นฝั่งเมื่อเวลา 11.30 น. วันศุกร์ที่เมืองมันซาเลย์ จังหวัดออเรียนทัลมินโดโร ก่อนเคลื่อนตัวต่อไปทางตะวันตกด้วยความเร็วลมเฉลี่ย 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ศูนย์กลางพายุยังคงปกคลุมบริเวณจังหวัดอ็อกซิเดนทัลมินโดโร

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ โรมโบลอน อัลเบย์ และภูมิภาคบิโคล โดยเฉพาะจังหวัดมาสบาเต ที่พายุพัดตรงผ่าน ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงและทำให้ผู้โดยสารจำนวนมากติดค้างตามท่าเรือ

สำนักงานป้องกันพลเรือนฟิลิปปินส์ (OCD) เปิดเผยว่า มีประชาชนกว่า 430,000 คนทั่วประเทศ ถูกอพยพล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย ขณะที่พายุบัวลอยคร่าชีวิตแล้วอย่างน้อย 10 ศพ

นอกจากนี้ สภาบริหารจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ (NDRRMC) ยังรายงานเพิ่มเติมว่า การพัดถล่มต่อเนื่องของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และไต้ฝุ่น 3 ลูกติดกัน รวมถึงไต้ฝุ่นรากาซา และบัวลอย ได้ส่งผลกระทบต่อครอบครัวมากกว่า 303,000 ครัวเรือน หรือกว่า 1.2 ล้านคน

ล่าสุดไต้ฝุ่นบัวลอยยังคงรักษาระดับความรุนแรงในระดับพายุโซนร้อนกำลังแรง และคาดว่าจะเคลื่อนตัวออกจากเขตฟิลิปปินส์ (PAR) ภายในบ่ายวันเสาร์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าผลกระทบจากฝนหนัก น้ำท่วม และดินถล่มยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุบัวลอย

นักวิทย์ออสเตรเลียเจ๋ง คิดค้นชุดเว็ตสูทป้องกันฉลามกัด

นักวิทย์ออสเตรเลียเจ๋ง คิดค้นชุดเว็ตสูทป้องกันฉลามกัด

27 ก.ย. 2568 08:30 น.

นักวิทย์ออสเตรเลียเจ๋ง คิดค้นชุดเว็ตสูทป้องกันฉลามกัด

นักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียประสบความสำเร็จในการคิดค้นเว็ตสูทกันฉลามกัด ทดสอบแล้วพบว่าช่วยลดบาดเจ็บรุนแรงได้จริง

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฟลินเดอร์ส (Flinders University) เมืองแอดิเลด ประเทศออสเตรเลีย เผยผลการทดลอง เว็ตสูทกันฉลามกัด ที่อาจช่วยชีวิตนักว่ายน้ำ นักดำน้ำ และนักเล่นเซิร์ฟ หลังจากทดสอบจริงกับฉลามขาวและฉลามเสือในทะเล

งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Wildlife Research ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์นำตัวอย่างผ้า 4 ชนิด ได้แก่ Aqua Armour, Shark Stop, ActionTX-S และ Brewster ไปผูกไว้ท้ายเรือ แล้วปล่อยให้ฉลามไซซ์ใหญ่เข้ามากัด เพื่อวัดความทนทานของวัสดุ

ผลปรากฏว่า วัสดุทุกชนิดสามารถ ลดความเสียหายจากการกัดของฉลาม ได้มากกว่าเว็ตสูทนีโอพรีนมาตรฐาน แม้ว่าฉลามจะยังสามารถสร้างแรงกัดที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บภายในหรือกระดูกแตกได้ แต่ชุดเหล่านี้ช่วยป้องกันการฉีกขาดของผิวหนังและลดการสูญเสียเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ

ศาสตราจารย์ชาร์ลี ฮูวีเนียร์ส หัวหน้ากลุ่มวิจัย เซาท์เทิร์น ชาร์ค อีโคโลจี กรุ๊ป กล่าวว่า “วัสดุเหล่านี้พิสูจน์แล้วว่าสามารถลดการบาดเจ็บจากการเผชิญหน้ากับฉลามได้ และควรถูกพิจารณาเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยง”

แม้ในอดีตจะมีชุดโซ่เหล็ก ป้องกันฉลามกัด แต่ก็ไม่เหมาะกับกิจกรรมอย่างดำน้ำหรือโต้คลื่นเพราะขาดความยืดหยุ่น นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่าเว็ตสูทรุ่นใหม่กำลังพัฒนาไปสู่การ ผสมผสานทั้งความคล่องตัวและความปลอดภัย

ข้อมูลจาก International Shark Attack File ของ Florida Museum ระบุว่า การเสียชีวิตจากฉลามมีน้อยมาก โดยปี 2024 ทั่วโลกมีเหตุฉลามกัดโดยไม่ถูกยั่วยุไม่ถึง 50 ครั้ง แต่การพบเห็นฉลามขนาดใหญ่ที่มากขึ้นทำให้คนจำนวนมากมองหาเกราะป้องกันใหม่ๆ

นิค วิทนีย์ นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากนิวอิงแลนด์ อควาเรียม (New England Aquarium) ในสหรัฐฯ ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมกับงานวิจัยนี้ ให้ความเห็นว่า เทคโนโลยีเว็ตสูทกันกัดฉลามใหม่นี้นับว่าเป็นความหวังของผู้ที่ใช้ชีวิตในทะเล เช่น นักโต้คลื่นและนักล่าสเปียร์ฟิช แต่ก็เตือนว่า ผู้สวมชุดไม่ควรรู้สึกว่าตัวเองเป็นอมตะ และเข้าใกล้ฉลามอย่างประมาท

แม้เว็ตสูทกันกัดฉลามรุ่นใหม่จะช่วยลดบาดเจ็บรุนแรงได้จริง แต่นักวิจัยย้ำชัดว่า ไม่มีอะไรสามารถการันตีความปลอดภัย 100% ผู้คนยังจำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยและเคารพพื้นที่ของฉลามอยู่เสมอ.

ที่มา : ABCnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฉลาม

อีลอน มัสก์-เจ้าชายแอนดรูว์ ปรากฏชื่อในเอกสารเอปสตีนชุดใหม่

อีลอน มัสก์-เจ้าชายแอนดรูว์ ปรากฏชื่อในเอกสารเอปสตีนชุดใหม่

27 ก.ย. 2568 07:43 น.

อีลอน มัสก์-เจ้าชายแอนดรูว์ ปรากฏชื่อในเอกสารเอปสตีนชุดใหม่

เอกสารที่ปล่อยโดยพรรคเดโมแครตเกี่ยวกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน เผยชื่อมหาเศรษฐีอีลอน มัสก์ และเจ้าชายแอนดรูว์ มีรายชื่อเกี่ยวข้องกับกิจกรรมและเที่ยวบินของเอปสตีน

วันที่ 26 กันยายน 2568 สำนักข่าว BBC รายงานว่า เอกสารชุดล่าสุดที่ส่งต่อโดยมรดกของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ต่อคณะกรรมการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เผยให้เห็นชื่อของมหาเศรษฐีอีลอน มัสก์ และเจ้าชายแอนดรูว์ แห่งราชวงศ์อังกฤษ  โดยในเอกสารบางส่วนระบุว่า มัสก์ได้รับเชิญไปยังเกาะของเอปสตีน ผู้กระทำความผิดทางเพศ เมื่อเดือนธันวาคม 2557 แต่เขาปฏิเสธการเข้าร่วม ขณะที่รายชื่อผู้โดยสารเที่ยวบินจากนิวเจอร์ซีย์ไปฟลอริดาในเดือนพฤษภาคม 2543 ระบุชื่อเจ้าชายแอนดรูว์ร่วมเดินทางด้วย

เอกสารชุดนี้ยังเผยชื่อบุคคลสำคัญอื่น ๆ อาทิ นายปีเตอร์ เธล ผู้ประกอบการอินเทอร์เน็ต และนายสตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงมีบันทึกการนัดหมายกับนายบิล เกตส์ และกิจกรรมทางธุรกิจหลายรายการ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าผู้ที่ปรากฏชื่อในเอกสารรับรู้ถึงการกระทำผิดทางอาญาที่ทำให้นายเอปสตีนถูกจับกุมในภายหลัง

ทั้งนี้ นายเอปสตีนเสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายในเรือนจำแห่งหนึ่งของนิวยอร์กในเดือนสิงหาคม 2562 ขณะรอพิจารณาคดีคดีค้ามนุษย์ทางเพศ ในอดีตเขาเคยทำข้อตกลงการไกล่เกลี่ยในปี 2551 หลังมีข้อกล่าวหาว่าเขาล่วงละเมิดเด็กหญิงอายุ 14 ปีที่บ้านในปาล์มบีช ก่อนจะถูกจับอีกครั้งในปี 2562 ขณะที่ตัวแทนเดโมแครตเรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยเอกสารเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อประชาชน ขณะที่รีพับลิกันกล่าวว่าฝ่ายเดโมแครตเอาการเมืองมาวางเหนือผู้เสียหาย และเตรียมปล่อยเอกสารชุดเต็มเร็ว ๆ นี้.