สิงคโปร์เตรียมเข้ม กวาดล้าง “เมาแล้วขับ” ทบทวนกฎหมายเพดานแอลกอฮอล์ในเลือดใหม่

สิงคโปร์เตรียมเข้ม กวาดล้าง “เมาแล้วขับ” ทบทวนกฎหมายเพดานแอลกอฮอล์ในเลือดใหม่

27 ก.ย. 2568 06:18 น.

สิงคโปร์เตรียมเข้ม กวาดล้าง “เมาแล้วขับ” ทบทวนกฎหมายเพดานแอลกอฮอล์ในเลือดใหม่

รัฐบาลสิงคโปร์ทบทวนกฎหมาย เตรียมลดตัวเลขเพดานแอลกอฮอล์ลงจากปัจจุบัน 35 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เพื่อให้โทษและเกณฑ์เข้มขึ้นกว่าเดิมไปอีก

วันที่ 26 กันยายน 2568 นายเค. ชานมูกัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสิงคโปร์ และรัฐมนตรีประสานงานด้านความมั่นคงแห่งชาติ เปิดเผยต่อรัฐสภาว่า ทางการอยู่ระหว่างทบทวนเพดานปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดและลมหายใจของผู้ขับขี่ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามการขับรถขณะมึนเมา

ปัจจุบันกฎหมายสิงคโปร์กำหนดให้มีแอลกอฮอล์ไม่เกิน 35 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หากเกินกว่านี้ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย ขณะที่โทษสำหรับผู้กระทำผิดครั้งแรก อาจถูกปรับ 2,000–10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 54,000–271,000 บาท  จำคุกไม่เกิน 12 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกตัดสิทธิ์การขับขี่อย่างน้อย 2 ปี ส่วนผู้กระทำผิดซ้ำ จะถูกปรับ 5,000–20,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 135,000–543,000 บาท  จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมถูกเพิกถอนสิทธิ์ขับขี่อย่างน้อย 5 ปี

นายชานมูกัมระบุว่า รายละเอียดของมาตรการใหม่จะประกาศเมื่อมีความพร้อม แต่ย้ำชัดว่ารัฐบาลตั้งใจจะเดินหน้า “เข้มงวดมากขึ้น” เพื่อยับยั้งการเมาแล้วขับให้ได้อย่างจริงจัง.

มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านถูกตีกลับมามีผลบังคับใช้ หลัง UNSC ลงมติเด็ดขาดคว่ำมติรัสเซีย-จีน

มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านถูกตีกลับมามีผลบังคับใช้ หลัง UNSC ลงมติเด็ดขาดคว่ำมติรัสเซีย-จีน

27 ก.ย. 2568 05:51 น.

มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านถูกตีกลับมามีผลบังคับใช้ หลัง UNSC ลงมติเด็ดขาดคว่ำมติรัสเซีย-จีน

คณะมนตรียูเอ็นลงคะแนนเสียง ไม่เห็นชอบร่างมติที่เสนอโดยรัสเซียและจีน ซึ่งต้องการให้เลื่อนการนำมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านกลับมาใช้อีก 6 เดือน ส่งผลให้มาตรการคว่ำบาตรจะกลับมามีผลบังคับใช้อีกครั้ง

วันที่ 26 กันยายน 2568 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) มีมติลงคะแนนเสียง ไม่เห็นชอบร่างมติที่เสนอโดยรัสเซียและจีน ซึ่งต้องการให้เลื่อนการนำมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านกลับมาใช้อีก 6 เดือน ส่งผลให้มาตรการคว่ำบาตรจะกลับมามีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 20.00 น. วันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่นที่นิวยอร์ก หรือ 07.00 น. ของวันอาทิตย์ ตามเวลาไทย

โดยผลการลงคะแนนออกมา 4 ต่อ 9 เสียง โดยมี 2 ประเทศงดออกเสียง ทำให้ความพยายามของรัสเซียและจีนล้มเหลว แม้จะพยายามโน้มน้าวชาติสมาชิก แต่ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนทิศทางเสียงข้างมาก ซึ่งการคว่ำบาตรที่ถูกตีกลับมาบังคับใช้อีกครั้งจะรวมถึงมาตรการทั้งหมดที่เคยมีอยู่ก่อนปี 2558 ซึ่งซ้อนทับกับมาตรการเข้มงวดที่ตะวันตกใช้อยู่แล้ว อันจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน

รายงานข่าวระบุว่า กลุ่ม E3 ซึ่งได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร กล่าวหาอิหร่านว่าละเมิดข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558 หรือ Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) ที่มีเป้าหมายจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเพื่อแลกกับการยกเลิกคว่ำบาตร โดยสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนตัวจากข้อตกลงนี้เมื่อปี 2561

โดยนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ประณามการคว่ำบาตรที่จะกลับมามีผลว่า “เป็นโมฆะทางกฎหมาย” พร้อมกล่าวหาชาติยุโรปว่าผลักดันสถานการณ์ให้เข้าสู่การเผชิญหน้าที่อันตราย พร้อมยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์มีจุดประสงค์เพื่อสันติ 

ทางด้านนายดมิทรี โปลยานสกี รองทูตรัสเซียประจำยูเอ็น ระบุว่า อิหร่านได้ยอมผ่อนปรนแล้ว แต่ชาติตะวันตกปฏิเสธการประนีประนอม ขณะที่นายเฌโรม บอนาฟง เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำยูเอ็น สวนกลับว่า อิหร่านไม่เคยดำเนินการจริงจังเพื่อหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตร แต่ย้ำว่ายังควรเปิดช่องทางการเจรจาต่อไป

ทั้งนี้ ความตึงเครียดในภูมิภาคยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่อิหร่าน 12 วันติดต่อกันในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังสหรัฐฯ เป้าหมายคือโรงงานนิวเคลียร์หลายแห่ง ทำให้วิกฤตความมั่นคงในตะวันออกกลางเข้าสู่ขั้นร้อนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน.

ผู้นำอิสราเอลขึ้นเวที UN ถูกเมิน! คณะผู้แทนหลายชาติเดินออกจากห้องประชุม ประท้วงสงครามกาซา

ผู้นำอิสราเอลขึ้นเวที UN ถูกเมิน! คณะผู้แทนหลายชาติเดินออกจากห้องประชุม ประท้วงสงครามกาซา

26 ก.ย. 2568 22:33 น.

ผู้นำอิสราเอลขึ้นเวที UN ถูกเมิน! คณะผู้แทนหลายชาติเดินออกจากห้องประชุม ประท้วงสงครามกาซา

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลเผชิญแรงกดดันหนักเวทีสหประชาชาติ หลังผู้แทนหลายประเทศพากันเดินออกจากห้องประชุมก่อนเจ้าตัวขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ย้ำเดินหน้ากำจัดฮามาสให้สิ้นซาก ท่ามกลางข้อกล่าวหาก่ออาชญากรรมสงคราม

วันที่ 26 กันยายน 2568 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแสต่อต้านสงครามกาซาที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีผู้แทนจากหลายประเทศพร้อมใจกันเดินออกจากห้องประชุมก่อนที่ผู้นำอิสราเอลจะเริ่มกล่าวถ้อยคำ

โดยนายเนทันยาฮูประกาศต่อที่ประชุมว่า อิสราเอลจะทำงานให้เสร็จสิ้น ด้วยการกำจัดขบวนการฮามาสในฉนวนกาซา แม้ถูกกล่าวหาว่ากระทำอาชญากรรมสงคราม

ทางด้าน นายมาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ เนื่องจากสหรัฐฯ ปฏิเสธออกวีซ่า จึงส่งคำปราศรัยทางวิดีโอแทน โดยเขาได้เรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ในการก่อตั้งรัฐเอกราชที่รอคอยมานาน

ในขณะเดียวกัน สุนทรพจน์ของนายเนทันยาฮู ยังถูกถ่ายทอดเสียงผ่านลำโพงไปยังชายแดนกาซา ซึ่งสำนักงานนายกรัฐมนตรีอิสราเอลระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทูตสาธารณะ เพื่อสร้างแรงกดดันต่อกลุ่มฮามาส

ทั้งนี้ เนทันยาฮูมีกำหนดเข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันจันทร์หน้า โดยผู้นำสหรัฐฯ ย้ำชัดจะไม่ยอมให้อิสราเอลผนวกเขตเวสต์แบงก์ หลังจากเพิ่งเปิดแผนสันติภาพร่วมกับบรรดาผู้นำอาหรับไปเมื่อไม่นานนี้.

ลาวเตรียมพร้อม รับมือพายุโซนร้อน “บัวลอย” จับตาน้ำท่วมดินถล่มฉับพลัน

ลาวเตรียมพร้อม รับมือพายุโซนร้อน "บัวลอย" จับตาน้ำท่วมดินถล่มฉับพลัน

26 ก.ย. 2568 22:10 น.

ลาวเตรียมพร้อม รับมือพายุโซนร้อน “บัวลอย” จับตาน้ำท่วมดินถล่มฉับพลัน

อุตุฯ ลาว ประกาศเตือนภัยพายุโซนร้อน “บัวลอย” คาดว่าจะทำให้เกิดฝนตกหนักเป็นวงกว้าง พร้อมเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมและดินถล่มฉับพลัน

วันที่ 26 กันยายน 2568  สำนักงานอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา สังกัดกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของลาว ประกาศเตือนภัยพายุโซนร้อน “บัวลอย” (Bualoi) ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดฝนตกหนักเป็นวงกว้าง พร้อมเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมและดินถล่มฉับพลันทั่วลาว ระหว่างวันที่ 28-30 ก.ย. นี้

รายงานระบุว่า พายุโซนร้อนบัวลอย  จะเคลื่อนตัวผ่านหลายภูมิภาคของลาว ทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองระดับเบาจนถึงปานกลางทั่วประเทศ โดยบางภูมิภาคอาจเผชิญกับฝนตกหนักและลมแรง จึงกระตุ้นเตือนประชาชนและทางการท้องถิ่นเฝ้าระวังและเตรียมรับมือกับฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน.

ที่มา Xinhua

จีนเปิดแคมเปญกวาดล้าง “ความสิ้นหวัง” ในโลกออนไลน์ หวังสร้างโลกอินเทอร์เน็ตที่สดใส

จีนเปิดแคมเปญกวาดล้าง "ความสิ้นหวัง" ในโลกออนไลน์ หวังสร้างโลกอินเทอร์เน็ตที่สดใส

26 ก.ย. 2568 14:46 น.

จีนเปิดแคมเปญกวาดล้าง “ความสิ้นหวัง” ในโลกออนไลน์ หวังสร้างโลกอินเทอร์เน็ตที่สดใส

สัปดาห์นี้ สำนักงานบริหารไซเบอร์แห่งประเทศจีน (CAC) ได้เปิดตัวแคมเปญระยะเวลา 2 เดือน เพื่อจำกัดโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่ “แสดงออกถึงความรู้สึกด้านลบและความสิ้นหวังเกินจริง” ทางการระบุว่า เป้าหมายคือการ “แก้ไขอารมณ์ด้านลบ” และ “สร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่มีอารยธรรมและมีเหตุผลมากขึ้น”

เนื้อหาที่ถูกเพ่งเล็ง ได้แก่ เรื่องเล่าที่สื่อถึงความคิดเห็นเชิงลบ เช่น “เรียนไปก็ไร้ประโยชน์” และ “ทำงานหนักไปก็ไร้ประโยชน์” รวมถึงเรื่องราวที่ส่งเสริม “ความเบื่อหน่ายโลก”

ปัจจุบัน จีนกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวหลังวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ อัตราการว่างงานของเยาวชนที่สูง และการแข่งขันที่รุนแรงในการเข้าศึกษาต่อและการหางาน ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่พอใจและผิดหวังในหมู่คนรุ่นใหม่

ดร. ไซมอน ซีฮัง ลั่ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง ประเทศสิงคโปร์ ให้ความเห็นกับบีบีซีว่า คนหนุ่มสาวในจีน “มีคำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของชีวิตพวกเขา” และ “ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าความเป็นอยู่ของพวกเขามีแนวโน้มที่จะแย่กว่าคนรุ่นพ่อแม่”

ความกังวลของรัฐบาลจีนต่อความไม่พอใจที่กำลังปะทุนี้ สะท้อนให้เห็นในการลงโทษผู้มีอิทธิพลทางความคิด หรืออินฟลูเอนเซอร์ และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลายราย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หู เฉินเฟิง ผู้สร้างเนื้อหาหรือคอนเทนต์ชื่อดัง ถูกลบโพสต์ทั้งหมดออกจากบัญชีโซเชียลมีเดียของเขา แม้จะไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ แต่นี่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นการตอบโต้ต่อคอมเมนต์ที่กลายเป็นไวรัลของเขา ที่จัดประเภทผู้คนและสิ่งของเป็น “แอปเปิล” หรือ “แอนดรอยด์” โดยใช้คำหลังเพื่ออธิบายถึงสิ่งที่ด้อยกว่าคำแรก

การล้อเลียนเรื่องความไม่เท่าเทียมกันอย่างชัดเจนเช่นนี้ ดูเหมือนจะกลายเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน เนื่องจากเป็นการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่ต้องการให้ประชาชนใส่ใจ

สิ่งที่ผิดปกติเกี่ยวกับแคมเปญต่อต้านการมองโลกในแง่ร้ายนี้ คือการมุ่งเป้าไปที่พฤติกรรมออนไลน์หลากหลายรูปแบบที่อาจสร้างหรือเพิ่มความรู้สึกด้านลบ ซึ่งก่อนหน้านี้ การเซ็นเซอร์มักจำกัดอยู่แค่การวิพากษ์วิจารณ์พรรคหรือผู้นำเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น จาง ซู่เฟิง ติวเตอร์ออนไลน์ชื่อดัง ซึ่งมีผู้ติดตามหลายล้านคน ถูกบล็อกไม่ให้มีผู้ติดตามใหม่ แม้ว่าเขาจะเคยสร้างความขัดแย้งด้วยการประกาศจะบริจาคเงินจำนวน 100 ล้านหยวนหากจีนบุกไต้หวัน การลงโทษเขาเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นเพราะสาระสำคัญที่แฝงอยู่ในคำแนะนำของเขาที่ว่า “ในโลกที่ไม่ยุติธรรม คุณต้องเลือกทางเลือกที่เป็นประโยชน์เท่านั้น” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะสำหรับการแพร่กระจายความสิ้นหวัง

นอกจากบุคคลแล้ว ทางการจีนยังกำหนดให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องมีส่วนร่วมในการทำความสะอาดอินเทอร์เน็ตครั้งใหญ่ โดยสำนักงาน CAC กล่าวว่าจะดำเนินการ “ลงโทษอย่างเข้มงวด” กับแอปฯ อย่าง เสี่ยวหงซู (Xiaohongshu), ไคว่โส่ว (Kuaishou) และ เว่ยป๋อ (Weibo) หากล้มเหลวในการควบคุมเนื้อหา “เชิงลบ” เช่น การ “โหมกระแสอัพเดตส่วนตัวของดารา” และ “ข้อมูลที่ไม่สลักสำคัญ” อื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม ดร. ลั่ว ให้ความเห็นว่า การกีดกันไม่ให้ประชาชนได้ “ระบายความรู้สึกหดหู่” อาจทำให้ “สถานะทางจิตใจโดยรวมของพวกเขาแย่ลง”

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปัจจัยกดดันทางสังคม เช่น การที่เยาวชนจีนจำนวนมากต้องกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ ไม่สามารถหางานได้ หรือต้องการพักจากงานที่เหน็ดเหนื่อย ยังคงอยู่ และการวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ความสิ้นหวังเกี่ยวกับอนาคตในจีนเพิ่มขึ้นจริง ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์ตระหนักดี จึงพยายามปราบปรามหลักฐานเหล่านี้

ดร. ลั่ว สรุปว่า “ประวัติศาสตร์จีนร่วมสมัยได้แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การรณรงค์ทางอุดมการณ์จากเบื้องบนแทบจะไม่สามารถกำจัดรากเหง้าของปัญหาทางสังคมได้” และ “แม้จะมีรัฐบาลที่ทรงอำนาจอย่างจีน แต่ก็ยากที่จะยับยั้งความรู้สึกมองโลกในแง่ร้าย เมื่อเศรษฐกิจดูมืดมน ตลาดงานมีการแข่งขันที่โหดร้าย และอัตราการเกิดแตะระดับต่ำสุด”.

ที่มา BBC

อดีตประธานาธิบดี “ยุน ซอกยอล” ขึ้นศาลคดีประกาศกฎอัยการศึกครั้งใหม่

อดีตประธานาธิบดี "ยุน ซอกยอล" ขึ้นศาลคดีประกาศกฎอัยการศึกครั้งใหม่

26 ก.ย. 2568 12:53 น.

อดีตประธานาธิบดี “ยุน ซอกยอล” ขึ้นศาลคดีประกาศกฎอัยการศึกครั้งใหม่

นายยุน ซอก ยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้เข้าร่วมการไต่สวนนัดแรกของคดีความชุดที่สองที่เกี่ยวข้องกับการประกาศกฎอัยการศึกในนี้ (26 ก.ย.) นับเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งแรกของเขา นับตั้งแต่ถูกจับกุมและคุมขังเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

อดีตประธานาธิบดียุนถูกนำตัวจากศูนย์กักกันกรุงโซล มายังศาลแขวงกลางกรุงโซล เพื่อเข้าร่วมการไต่สวนที่เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 10:15 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยการไต่สวนนี้จะมีการถ่ายทอดออนไลน์หลังจากที่มีการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว

นายยุน ซอก ยอล ซึ่งอยู่ในชุดสูทสีกรมท่าเข้ม และดูผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ได้เดินเข้าสู่ห้องพิจารณาคดีพร้อมกับหมายเลขนักโทษ “3617” ติดอยู่บนหน้าอก เมื่อยืนอยู่ในที่นั่งจำเลย เขาได้ตอบคำถามตรวจสอบตัวตนของผู้พิพากษาด้วยการแจ้งวันเกิดและที่อยู่ ก่อนจะปฏิเสธการพิจารณาคดีโดยคณะลูกขุน

ปัจจุบัน นายยุนอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในข้อหานำการกบฏจากการพยายามประกาศใช้กฎอัยการศึกที่ล้มเหลวเมื่อเดือนธันวาคม และในการไต่สวนครั้งใหม่นี้ เขาจะถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมในข้อหา ละเมิดสิทธิ์ของคณะรัฐมนตรี แก้ไขประกาศกฎอัยการศึก และขัดขวางการจับกุมของทีมสอบสวนพิเศษเมื่อเดือนมกราคม

นอกจากนี้ เขายังเผชิญกับข้อหาสั่งการให้ลบข้อมูลการโทร และเผยแพร่แถลงการณ์เท็จอีกด้วย

การปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งล่าสุดของอดีตประธานาธิบดีที่ถูกถอดถอนรายนี้คือเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่เขาเข้าร่วมการไต่สวนคำร้องขอหมายจับ หลังศาลอนุมัติหมายจับ นายยุนก็ถูกคุมขังเป็นครั้งที่สอง และนับตั้งแต่นั้นมา เขาได้ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการไต่สวนคดีการก่อกบฏครั้งก่อน หรือให้ความร่วมมือกับการเรียกตัวจากทีมอัยการพิเศษ

ทนายความของนายยุนระบุว่า การเข้าร่วมการไต่สวนในวันศุกร์นี้เป็นเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดสำหรับการเปิดการพิจารณาคดีชุดใหม่

หลังจากการไต่สวนคดีนี้ จะมีการไต่สวนคำร้องขอประกันตัวของอดีตประธานาธิบดี ซึ่งนายยุนจะเข้าร่วมด้วยเช่นกัน แต่จะไม่ถูกถ่ายทอดออกอากาศสด โดยศาลจะอธิบายเหตุผลในการไม่อนุญาตให้มีการถ่ายทอดในระหว่างการประชุมตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง.

ที่มา Yonhap

ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าเพิ่ม ครอบคลุมยา ตู้ในครัว รถบรรทุก

ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าเพิ่ม ครอบคลุมยา ตู้ในครัว รถบรรทุก

26 ก.ย. 2568 12:00 น.

ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าเพิ่ม ครอบคลุมยา ตู้ในครัว รถบรรทุก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีชุดใหม่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมเฉพาะทาง ได้แก่ ยาที่มีตราสินค้า รถบรรทุกขนาดใหญ่ รวมถึงตู้ในครัวและตู้อ่างล้างหน้า ซึ่งเป็นการดำเนินการตามนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ที่เขายึดมั่นมาตลอด

ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ จะเริ่มเก็บ ภาษีนำเข้า 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป ยกเว้นบริษัทที่ยอมมาสร้างโรงงานในสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังจะเก็บภาษีนำเข้า 25% สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ทุกคัน และ 50% สำหรับตู้ในครัวและตู้อ่างล้างหน้า

ทรัมป์ชี้แจงผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า เหตุผลในการเรียกเก็บภาษีครั้งนี้คือการที่ “ผลิตภัณฑ์เหล่านี้กำลังทะลักเข้าสู่สหรัฐอเมริกาจากประเทศอื่น ๆ” และการดำเนินการนี้จะช่วยปกป้องผู้ผลิตในประเทศ

มาตรการใหม่นี้มีขึ้นแม้ว่าภาคธุรกิจของสหรัฐฯ จะเรียกร้องไม่ให้ทำเช่นนั้นก็ตาม โดยมาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตยาชั้นนำในสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น ซึ่งสหราชอาณาจักรเป็นประเทศหนึ่งที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ยามูลค่ากว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้สหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว

นอกจากนี้ การเก็บภาษีรถบรรทุกหนักจะช่วยปกป้องผู้ผลิตของสหรัฐฯ จาก “การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากภายนอก” และจะช่วยส่งเสริมบริษัทอย่าง Peterbilt และ Mack Trucks ให้เติบโต ส่วนภาษีตู้ครัวและเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ ก็มีขึ้นเพื่อรับมือกับการนำเข้าที่สูงเกินไปจนส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในท้องถิ่น นอกจากนี้สหรัฐฯ จะเริ่มเก็บภาษี 30% สำหรับเฟอร์นิเจอร์บุผ้า ตั้งแต่สัปดาห์หน้าด้วย

มาตรการภาษีชุดนี้เป็นการขยายขอบเขตนโยบายการค้าของทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เก็บภาษีภาคส่วนสำคัญอื่น ๆ มาแล้ว เช่น เหล็ก ทองแดง อะลูมิเนียม รถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์

ในทางกลับกัน หอการค้าสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนว่าการเรียกเก็บภาษีครั้งใหม่นี้อาจส่งผลกระทบ เนื่องจากชิ้นส่วนจำนวนมากที่ใช้ในการผลิตรถบรรทุกมาจากพันธมิตรของสหรัฐฯ เช่น เม็กซิโก แคนาดา เยอรมนี ฟินแลนด์ และญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ และเป็นเรื่องที่ “ไม่สามารถทำได้จริง” ที่จะหาชิ้นส่วนเหล่านี้ในประเทศทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนในอุตสาหกรรมสูงขึ้น

นางเดบราห์ เอล์มส ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าจาก Hinrich Foundation ระบุว่า แม้ภาษีใหม่นี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตในประเทศ แต่ก็ “เลวร้าย” สำหรับผู้บริโภค เพราะจะทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นอย่างแน่นอน เธอมองว่ามาตรการภาษีเฉพาะอุตสาหกรรมเหล่านี้อาจเป็นแผนสำรองเพื่อสร้างรายได้ ในขณะที่มาตรการภาษีครั้งก่อนที่ครอบคลุมหลายประเทศกำลังยื่นอุทธรณ์ในศาล.

ที่มา BBC

ทรัมป์ประกาศ “จะไม่ยอม” ให้เนทันยาฮูผนวกเขตเวสต์แบงก์

ทรัมป์ประกาศ "จะไม่ยอม" ให้เนทันยาฮูผนวกเขตเวสต์แบงก์

26 ก.ย. 2568 11:00 น.

ทรัมป์ประกาศ “จะไม่ยอม” ให้เนทันยาฮูผนวกเขตเวสต์แบงก์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศกร้าวว่า เขาจะไม่ยอมให้ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ผนวกเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกอิสราเอลยึดครองอยู่ โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า “ผมจะไม่ยอมให้อิสราเอลผนวกเวสต์แบงก์…มันจะไม่เกิดขึ้น” คำกล่าวนี้มีขึ้นก่อนที่นายเนทันยาฮูจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

การประกาศจุดยืนของทรัมป์สอดคล้องกับแรงกดดันจากนานาชาติที่เพิ่มขึ้นต่ออิสราเอลให้ยุติสงครามในกาซาและการยึดครองเวสต์แบงก์ ขณะที่หลายประเทศตะวันตกเริ่มให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มขวาจัดในอิสราเอลมองว่าการผนวกเวสต์แบงก์จะสามารถหยุดยั้งแนวคิดนี้ได้

กลุ่มชาตินิยมสุดโต่งในรัฐบาลผสมของเนทันยาฮูได้เรียกร้องให้มีการผนวกเวสต์แบงก์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนปาเลสไตน์อย่างเปิดเผย ขณะที่สหราชอาณาจักรและเยอรมนีออกมาเตือนอิสราเอลถึงเรื่องนี้แล้ว ส่วน นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวที่สำนักงานใหญ่เมื่อวันจันทร์ว่า การผนวกดินแดนนั้น “ยอมรับไม่ได้ทั้งในเชิงศีลธรรม กฎหมาย และการเมือง”

ทรัมป์ยังกล่าวถึงการพูดคุยกับเนทันยาฮูและผู้นำตะวันออกกลางคนอื่น ๆ โดยระบุว่า “เราเข้าใกล้ข้อตกลงเรื่องกาซาและอาจรวมถึงสันติภาพ” ด้าน ประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส ของปาเลสไตน์ ซึ่งถูกสหรัฐฯ ขัดขวางไม่ให้เดินทางไปนิวยอร์กเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ด้วยตนเอง ได้กล่าวผ่านวิดีโอลิงก์ว่าพร้อมที่จะทำงานร่วมกับผู้นำโลกเพื่อดำเนินการตามแผนสันติภาพสำหรับอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่ฝรั่งเศสประกาศไปเมื่อวันจันทร์

ทั้งนี้ นายอับบาสได้กล่าวขอบคุณหลายประเทศที่เพิ่งให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งนำโดยแคนาดา ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และโปรตุเกส ตามมาด้วยฝรั่งเศส เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก มอลตา โมนาโก ซานมารีโน อันดอร์รา และเดนมาร์ก ซึ่งทั้งหมดนี้สร้างแรงกดดันให้กับสหรัฐฯ ที่ยังคงคัดค้านการรับรองปาเลสไตน์โดยให้เหตุผลว่าเป็นการให้รางวัลแก่กลุ่มฮามาส

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด อิสราเอลยังคงปิดเส้นทางเดียวระหว่างเขตเวสต์แบงก์และจอร์แดน ทำให้ชาวปาเลสไตน์กว่า 2 ล้านคนไม่สามารถเดินทางออกสู่โลกภายนอกได้ การปิดพรมแดนดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากทหารอิสราเอล 2 นายถูกยิงเสียชีวิตใกล้จุดผ่านแดนโดยมือปืนชาวจอร์แดนซึ่งถูกสังหารในที่เกิดเหตุ

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในกาซายังคงเลวร้าย โดยมีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลไปแล้วอย่างน้อย 65,419 คน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 ซึ่งเป็นผลมาจากปฏิบัติการทางทหารที่อิสราเอลตอบโต้การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ที่มีผู้เสียชีวิต 1,200 คนและถูกจับเป็นตัวประกัน 251 คน

นอกจากนี้ รายงานของคณะกรรมการสอบสวนแห่งสหประชาชาติยังพบว่าอิสราเอลได้กระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในกาซา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลได้ปฏิเสธรายงานนี้ว่าเป็น “บิดเบือนและเป็นเท็จ” อย่างสิ้นเชิง.

ที่มา BBC

ปูตินต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ที่เครมลิน กระชับสัมพันธ์รัสเซีย–พม่า

ปูตินต้อนรับ "มิน อ่อง หล่าย" ที่เครมลิน กระชับสัมพันธ์รัสเซีย–พม่า

26 ก.ย. 2568 10:30 น.

ปูตินต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ที่เครมลิน กระชับสัมพันธ์รัสเซีย–พม่า

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการแก่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย รักษาการประธานาธิบดีและผู้นำสูงสุดของกองทัพพม่า ณ ทำเนียบเครมลิน กรุงมอสโก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยทั้งสองผู้นำได้ยืนยันความสัมพันธ์อันยาวนานและทบทวนความร่วมมือทวิภาคี

การเยือนครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ออกเดินทางจากสนามบินเนปิดอว์ ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน ด้วยเที่ยวบินพิเศษ เพื่อเข้าร่วมงาน “สัปดาห์ปรมาณูโลก 2025” (World Atomic Week Forum 2025) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 80 ปีของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์รัสเซีย ตามคำเชิญของประธานาธิบดีปูติน

คณะผู้แทนจากพม่าได้แวะพักเครื่องที่สนามบินโทลมาเชโว ในเมืองโนโวซิเบิร์สก์ โดยมีนายแอนเดรย์ อเล็กซานโดรวิช ทราฟนิคอฟ ผู้ว่าการเมืองโนโวซิเบิร์สก์ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคี และยังมีการจัดเตรียมอาหารพื้นเมืองของเมียนมา เช่น เมี่ยง ชา และปลาตะเพียนต้ม ให้แก่คณะผู้แทนรัสเซียอีกด้วย

ในการประชุมทวิภาคีที่ทำเนียบเครมลิน ประธานาธิบดีปูตินได้ย้ำถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศที่มีมานานกว่า 70 ปี และกล่าวถึงความคืบหน้าของข้อตกลงที่ได้ลงนามไว้ระหว่างการเยือนรัสเซียของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พร้อมกล่าวว่า “วันนี้เรามีโอกาสที่จะมาแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามความคืบหน้าในทุกด้าน”

ด้านพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้แสดงความขอบคุณต่อคำเชิญเข้าร่วมงาน “สัปดาห์ปรมาณูโลก” พร้อมเน้นย้ำถึงการขยายตัวทางการทูตของพม่าในรัสเซียว่า “เราได้สร้างสถานทูตพม่าในกรุงมอสโก และเปิดสถานกงสุลใหญ่ในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและโนโวซิเบิร์สก์แล้ว และมีแผนที่จะเปิดสถานกงสุลใหญ่ในเมืองวลาดิวอสต็อกในอนาคตอันใกล้นี้”

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงการเข้าร่วมพิธีสวนสนามเพื่อฉลองครบรอบ 80 ปีวันแห่งชัยชนะในกรุงมอสโกเมื่อเร็ว ๆ นี้ และได้กล่าวขอบคุณประธานาธิบดีปูตินสำหรับ “การต้อนรับที่อบอุ่น” และการดูแลอย่างดี ณ ทำเนียบเครมลิน

การพบปะครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่ผู้นำทั้งสองได้ปรากฏตัวร่วมกันในการประชุมสุดยอดปรมาณูโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน “สัปดาห์ปรมาณูโลก” ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน.

ที่มา  Anadolu Agency

อดีตผอ.เอฟบีไอยัน “ผมบริสุทธิ์” หลังถูกตั้งข้อหาให้การเท็จและขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

อดีตผอ.เอฟบีไอยัน "ผมบริสุทธิ์" หลังถูกตั้งข้อหาให้การเท็จและขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

26 ก.ย. 2568 09:54 น.

อดีตผอ.เอฟบีไอยัน “ผมบริสุทธิ์” หลังถูกตั้งข้อหาให้การเท็จและขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

อดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ เจมส์ โคมีย์ ยืนยันตัวเองบริสุทธิ์ หลังถูกตั้งข้อหาให้การเท็จและขัดขวางกระบวนการยุติธรรม คาดเกิดจากทรัมป์กดดันให้ดำเนินคดีกับเขาและคนที่เป็นศัตรูทางการเมือง

อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐ (FBI) เจมส์ โคมีย์ ถูกตั้งข้อหาให้การเป็นเท็จและขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ภายใต้คดีอาญาที่ถูกยื่นฟ้องเพียงไม่กี่วัน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแสดงท่าทีเหมือนกดดันให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีกับโคมีย์และบุคคลอื่น ๆ ที่เขามองว่าเป็นศัตรูทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม โคมีย์ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยโพสต์วิดีโอบนแพลตฟอร์ม Substack ยืนยันว่าตนบริสุทธิ์ พร้อมกล่าวว่าไปพบกันในศาล และขอให้ยังคงมีศรัทธา

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า เขาไม่รู้สึกหวาดกลัว และตระหนักดีว่าจะต้องเผชิญกับต้นทุนจากการลุกขึ้นมาต่อต้านโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมระบุว่า หัวใจของเขาแตกสลายเพราะกระทรวงยุติธรรม แต่เขายังคงมีความเชื่อมั่นอย่างมากในระบบตุลาการของรัฐบาลกลาง และเขาบริสุทธิ์

อัยการกำลังพิจารณาว่าโคมีย์อาจให้การเท็จต่อสภาคองเกรส ในการให้ปากคำเมื่อวันที่ 30 กันยายน ปี 2020 ที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนความเชื่อมโยงระหว่างรัสเซียกับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ปี 2016 ของทรัมป์

การยื่นฟ้องครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ทำเนียบขาวถูกมองว่ากำลังก้าวก่ายกระบวนการทำงานของกระทรวงยุติธรรมในลักษณะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนทำให้เส้นแบ่งระหว่างการเมืองกับกฎหมายเริ่มเลือนราง ขณะที่ความเป็นอิสระในการตัดสินใจด้านการดำเนินคดีถือเป็นหลักการสำคัญของหน่วยงานนี้.

ที่มา : ABCnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ผอ.เอฟบีไอ