สุดระทึก แก๊งโจรนับสิบสวมหน้ากากบุกปล้นร้านเพชรอุกอาจกลางวันแสก ๆ กลางห้างในแคลิฟอร์เนีย

สุดระทึก แก๊งโจรนับสิบสวมหน้ากากบุกปล้นร้านเพชรอุกอาจกลางวันแสก ๆ กลางห้างในแคลิฟอร์เนีย

26 ก.ย. 2568 09:26 น.

สุดระทึก แก๊งโจรนับสิบสวมหน้ากากบุกปล้นร้านเพชรอุกอาจกลางวันแสก ๆ กลางห้างในแคลิฟอร์เนีย

เกิดเหตุระทึกขวัญที่สหรัฐอเมริกา เมื่อมีกลุ่มโจรไม่ต่ำกว่า 20 คน ใส่หน้ากากปิดบังใบหน้า บุกปล้นร้านเพชรชื่อดังในเขตอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนียกลางวันแสก ๆ ก่อนหลบหนีไป

สื่อหลายสำนักต่างเผยภาพจากกล้องวงจรปิดของร้าน ขณะที่กลุ่มคนร้ายสวมหน้ากากและฮู้ดปิดบังใบหน้า ถือทั้ง ค้อนเหล็ก และปืนพก บุกเข้ามาในร้าน ก่อนทุบตู้กระจกโชว์เครื่องประดับจนแตกละเอียด กวาดเอาเพชรและเครื่องประดับมูลค่ามหาศาลใส่กระเป๋าไปเต็ม ๆ

ความโกลาหลยิ่งทวีคูณเมื่อระบบรักษาความปลอดภัยล็อกประตูร้านอัตโนมัติ ทำให้หนึ่งในคนร้ายต้องใช้ปืนยิงใส่ประตูเพื่อเปิดทางหนีออกมา โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

หลังปล้นเสร็จ กลุ่มโจรวิ่งขึ้นรถที่จอดรออยู่ในลานใกล้เคียงเพื่อหลบหนี แต่ตำรวจสหรัฐฯ ทำงานเร็วไม่ปล่อยให้ลอยนวลไปง่ายๆ  ใช้เฮลิคอปเตอร์ติดตามเส้นทางการหลบหนี จนสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้หลายราย

ด้านเจ้าของร้าน Heller Jewelers ออกแถลงการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ขอบคุณลูกค้าที่ส่งกำลังใจมาอย่างล้นหลาม และประกาศพร้อมกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในวันเสาร์นี้ และขอให้ตำรวจจับกุมคนร้ายทั้งหมดให้ได้โดยเร็ว

ตะลึง ฝูงหมีขั้วโลก บุกยึดสถานีวิจัยร้างของรัสเซีย

ตะลึง ฝูงหมีขั้วโลก บุกยึดสถานีวิจัยร้างของรัสเซีย

26 ก.ย. 2568 08:24 น.

ตะลึง ฝูงหมีขั้วโลก บุกยึดสถานีวิจัยร้างของรัสเซีย

สถานีวิจัยร้างที่ตั้งอยู่บนเกาะห่างไกลของรัสเซีย กลายเป็นแหล่งที่พักอาศัยของฝูงหมีขั้วโลกนับสิบตัวไปแล้ว โดยนักเดินทางและช่างภาพชาวรัสเซียที่ไปล่องเรือสำรวจ ไปพบเข้าโดยบังเอิญ

รายงานข่าวระบุว่านายวาดิม มากอรอฟ นักเดินทางและช่างภาพชาวรัสเซียกำลังล่องเรือท่องเที่ยวในทะเลชุกชี  ร่วมกับนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่ง และถ่ายทำทิวทัศน์ของเกาะโคลยูชิน บริเวณชายฝั่งตะวันออกไกลของรัสเซีย ก่อนจะสังเกตเห็นหมีขั้วโลกอยู่ใกล้กับอาคารที่ถูกทิ้งร้าง จึงนำโดรนบินเข้าไปถ่ายภาพและสำรวจใกล้ๆ จนได้เห็นว่าหมีขั้วโลกเหล่านี้ ใช้ตัวอาคารดังกล่าวเป็นสถานที่พักผ่อนแบบสบายอารมณ์

ตามคำบอกเล่าของนายมากอรอฟ หมีไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวโดรนแต่อย่างใด แต่พวกมันกลับแสดงความอยากรู้อยากเห็น และถึงขั้นพยายามเล่นกับโดรนอย่างสนุกสนาน

สำหรับเกาะโคลยูชินนั้น เป็นเกาะเล็ก ๆ ในทะเลชุกชี ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งทางเหนือของคาบสมุทรชูคอตกา ประมาณ 11 กิโลเมตร โดยสถานีวิจัยขั้วโลกแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นบริเวณฝั่งตะวันตกของเกาะตั้งแต่ปี 1943 และถูกปิดไปในปี 1992.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หมีขั้วโลก

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง อนุมัติแผนซื้อ TikTok ชี้มีมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง อนุมัติแผนซื้อ TikTok ชี้มีมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์

26 ก.ย. 2568 05:59 น.

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง อนุมัติแผนซื้อ TikTok ชี้มีมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งพิเศษ อนุมัติข้อเสนอซื้อกิจการของ TikTok ในสหรัฐฯ แล้ว โดยที่รองประธานาธิบดีประเมินมูลค่าเอาไว้ที่ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ก.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร อนุมัติข้อเสนอซื้อกิจการของ TikTok ในสหรัฐฯ เพื่อให้แอปพลิเคชันยอดนิยมนี้สามารถให้บริการในสหรัฐฯ ต่อไปได้ โดยนาย เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า เขาประเมินมูลค่าของข้อตกลงซื้อขายไว้ที่ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อตกลงดังกล่าวเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่กำหนดให้บริษัท “ไบต์แดนซ์” (ByteDance) บริษัทแม่ของ TikTok ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศจีน ต้องขายกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ หรือเผชิญกับการถูกแบนในประเทศนี้

ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลง ซึ่งยังต้องรอการอนุมัติจากจีน บริษัทร่วมทุนแห่งใหม่จะเข้ามากำกับดูแลธุรกิจ TikTok ในสหรัฐฯ โดยที่ ByteDance จะคงสัดส่วนการถือหุ้นไว้ไม่ถึง 20%

ตามรายงานของ CNBC บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง “ออราเคิล” (Oracle), “ซิลเวอร์ เลค” (Silver Lake) และกองทุนเพื่อการลงทุน “MGX” ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในอาบูดาบี จะเป็นผู้ลงทุนหลักในธุรกิจ TikTok ของสหรัฐฯ โดยจะเข้าควบคุมสัดส่วนประมาณ 45% ของกิจการดังกล่าว ขณะที่นักลงทุนของ ByteDance และผู้ถือหุ้นรายใหม่จะถือครองหุ้น 35%

อย่างไรก็ตาม ไม่มีตัวแทนจาก ByteDance เข้าร่วมในการลงนามคำสั่งของนายทรัมป์ และบริษัทก็ไม่ได้ออกมายอมรับว่ากำลังจะมีธุรกรรมใด ๆ เกิดขึ้น ไม่มีการกล่าวถึงราคาซื้อ และไม่มีข้อบ่งชี้ว่ารัฐบาลจีนได้ทำการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่จำเป็นสำหรับข้อตกลงนี้แต่อย่างใด

ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนได้ให้ไฟเขียวกับข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ขณะที่รองประธานาธิบดีแวนซ์กล่าวว่า รัฐบาลจีนพยายามขัดขวางบางอย่างก่อนที่จะมีการบรรลุข้อตกลงนี้

ทั้งนี้ ตามแผนที่วางเอาไว้ บริษัท Oracle จะเป็นผู้ดูแลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยของแอป TikTok และยังคงให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งแก่บริษัท TikTok สหรัฐฯ แห่งใหม่ต่อไป

นายทรัมป์กล่าวก่อนหน้านี้ว่า นายแลร์รี เอลลิสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Oracle จะมีส่วนร่วมในกลุ่มผู้ถือหุ้น และบริษัทของเขากำลังมีบทบาทสำคัญอย่างมาก “แอปนี้จะเป็นของคนอเมริกัน และเป็นคนอเมริกันที่มีความรู้ความสามารถสูง” ทรัมป์กล่าวในพิธีลงนาม “การดำเนินการทั้งหมดนี้จะเป็นไปโดยคนอเมริกัน”

ทั้งนี้ นายทรัมป์พยายามชงเรื่องการแบนแอปพลิเคชัน TikTok ในสหรัฐฯ ในช่วงก่อนสิ้นสุดการปกครองสมัยแรกของเขา โดยอ้างความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูล แม้นโยบายของเขาจะไม่เคยผ่านความเห็นชอบจากสภา แต่ในท้ายที่สุด รัฐบาลชุดต่อมาของนายโจ ไบเดน ก็ให้การสนับสนุนและลงนามเป็นกฎหมายในปี 2567

กฎหมายดังกล่าวทำให้บริการ TikTok ในสหรัฐฯ หยุดไปช่วงระยะเวลาหนึ่งในวันที่ 18 ก.ค. ก่อนที่ “กฎหมายควบคุมแอปพลิเคชันต่างชาติที่เป็นปรปักษ์” (Foreign Adversary Controlled Applications Act) จะเริ่มมีผลบังคับใช้ แต่ 2 วันต่อมา นายทรัมป์ก็ลงนามคำสั่งพิเศษ เลื่อนเส้นตายการแบน TikTok ออกไป 75 วัน

แต่ท่าทีของนายทรัมป์ที่มีต่อ TikTok เปลี่ยนไป หลังจากแอปพลิเคชันนี้ช่วยให้เขาชนะการเลือกตั้งปี 2567 อย่างถล่มทลาย กอปรกับความกังวลว่าจะทำให้ผู้ใช้งาน TikTok ในสหรัฐฯ กว่าร้อยล้านบัญชีไม่พอใจ ทำให้รัฐบาลของเขาเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวมาตลอด โดยครั้งล่าสุดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnbc

สหรัฐฯ เรียก จนท.กองทัพระดับสูงจากทั่วโลก ประชุมปริศนาที่เวอร์จิเนีย

สหรัฐฯ เรียก จนท.กองทัพระดับสูงจากทั่วโลก ประชุมปริศนาที่เวอร์จิเนีย

26 ก.ย. 2568 04:48 น.

สหรัฐฯ เรียก จนท.กองทัพระดับสูงจากทั่วโลก ประชุมปริศนาที่เวอร์จิเนีย

นายพลระดับสูงของกองทัพสหรัฐฯ หลายร้อยนายทั่วโลก ถูกเรียกไปร่วมประชุมร่วมกับรัฐมนตรีกลาโหมที่รัฐเวอร์จิเนียในสัปดาห์หน้า โดยไม่มีใครบอกได้ว่า จุดประสงค์ของการประชุมคืออะไร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ก.ย. 2568 อ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวหลายคนระบุว่า นายทหารระดับนายพลและพลเรือเอกของสหรัฐฯ หลายร้อยนายทั่วโลก ถูกเรียกให้เข้าร่วมการประชุมกับรัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ที่รัฐเวอร์จิเนีย ในวันอังคารหน้า (30 ก.ย.)

เจ้าหน้าที่หลายคนบอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ว่า คาดว่าการประชุมนี้จะจัดขึ้นที่ค่ายทหารในเมืองควอนติโก รัฐเวอร์จิเนีย พร้อมเสริมว่า ดูเหมือนจะไม่มีใครทราบว่าการประชุมนี้เกี่ยวกับอะไร รวมถึงตัวนายทหารระดับนายพลและพลเรือเอกเองก็ไม่ทราบเช่นกัน และไม่ทราบด้วยว่าเหตุใดการประชุมนี้จึงถูกเพิ่มเข้ามาในตารางอย่างกะทันหัน

หนึ่งในแหล่งข่าวระบุว่า พวกเขาได้ยินทฤษฎีต่าง ๆ ตั้งแต่การทดสอบสมรรถภาพทางกายหมู่ ไปจนถึงการรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ของกระทรวงกลาโหม หรือแม้กระทั่งการ “ปลด” นายทหารออกครั้งใหญ่ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การเรียกประชุมนายทหารระดับสูงจำนวนมากเช่นนี้อย่างกะทันหันถือเป็นเรื่องที่ “ผิดปกติอย่างยิ่ง”

“การประชุมนี้กำลังถูกเรียกว่า ‘สควิด เกม แม่ทัพ’” แหล่งข่าวกล่าว โดยเจ้าหน้าที่บางคนแสดงความกังวลเรื่องความปลอดภัยจากการรวมตัวของนายทหารยศสูงจำนวนมากในสถานที่เดียวในเวลาเดียวกัน

เจ้าหน้าที่สภาคองเกรสสหรัฐฯ บอกกับ ซีเอ็นเอ็น ว่า เขาไม่สามารถนึกเหตุผลอื่นได้เลยนอกจาก นายเฮกเซธจะวางแผนประกาศปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ครั้งใหม่ หรือการยกเครื่องโครงสร้างการบังคับบัญชาทางทหารทั้งหมด

ด้านนาย ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่านายเฮกเซธจะกล่าวปราศรัยต่อผู้นำทางทหารระดับสูงของเขาในช่วงต้นสัปดาห์หน้า แต่ไม่ได้เปิดเผยเรื่องวัตถุประสงค์ของการประชุม หรือว่าคำสั่งดังกล่าวมีผลต่อนายทหารระดับนายพลและพลเรือเอกทั้งหมดในกองทัพหรือไม่

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้สั่งปลดนายทหารระดับนายพลและพลเรือเอกที่มีชื่อเสียงจำนวนมากนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม ซึ่งหลายกรณีเป็นผลมาจากแคมเปญของเฮกเซธที่ต่อต้านประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลาย แต่บ่อยครั้งก็เป็นด้วยเหตุผลที่ไม่มีการเปิดเผย

นอกจากนั้น นายเฮกเซธยังสั่งการเมื่อเดือนพฤษภาคม ให้กระทรวงกลาโหมลดจำนวนนายทหารระดับนายพลและพลเรือเอกสี่ดาวลงอย่างน้อย 20%

นายเฮกเซธแสดงความไม่พอใจนายทหารระดับสูงตั้งแต่ก่อนที่เขาจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ แล้ว โดยกล่าวหาว่า หนึ่งในสามของนายทหารระดับสูงของกองทัพ “มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแข็งขัน” ในความพยายามพากองทัพไปสู่การเมืองมากขึ้น และว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงกำลังทำผิดกฎเพื่อเอาใจผู้มีอุดมการณ์ในวอชิงตัน ดี.ซี.

เกาหลีใต้อนุญาตให้คนที่ไม่ใช่แพทย์ ให้บริการ “สัก” ได้อย่างถูกต้องแล้ว

เกาหลีใต้อนุญาตให้คนที่ไม่ใช่แพทย์ ให้บริการ “สัก” ได้อย่างถูกต้องแล้ว

26 ก.ย. 2568 02:06 น.

เกาหลีใต้อนุญาตให้คนที่ไม่ใช่แพทย์ ให้บริการ “สัก” ได้อย่างถูกต้องแล้ว

(Photo by Ed JONES / AFP / TO GO WITH SKOREA-SOCIAL-LAW-TATTOO)

เกาหลีใต้อนุญาตให้คนที่ไม่ได้เป็นบุคลากรทางการแพทย์สามารถให้บริการ “สัก” ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลเกาหลีใต้บังคับใช้กฎหมาย อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ สามารถให้บริการ “สัก” ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี หลังจากกลุ่มศิลปินช่างสักพยายามผลักดันเรื่องนี้มานาน เพื่อให้สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องกลัวการถูกดำเนินคดีหรือการคุกคามอีกต่อไป

ถึงแม้ว่าการสักจะเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในเกาหลีใต้ แต่การให้บริการสักถูกจำกัดให้ทำได้เฉพาะบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น ตามคำตัดสินของศาลฎีกาเมื่อปี 2535

แต่ “กฎหมายช่างสัก” (Tattooist Act) ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแห่งชาติในวันพฤหัสบดีที่ 25 ก.ย. 2568 อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ สามารถขอใบประกอบวิชาชีพช่างสักได้แล้ว

ลิม โบ-รัน ประธานสหพันธ์ช่างสักเกาหลี (Korea Tattoo Federation) ร่ำไห้ด้วยความดีใจหลังจากกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบจากสภา โดยเธอบอกกับสื่อท้องถิ่นว่า “ฉันพูดไม่ออกเลย เพราะมันเหมือนฝัน ฉันรู้สึกขอบคุณอย่างแท้จริง”

ระหว่างปี 2535 จนถึงปัจจุบัน ใครก็ตามที่ให้บริการสักโดยไม่มีคุณสมบัติทางการแพทย์ จะต้องเผชิญกับโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี หรือปรับเป็นเงินสูงสุด 50 ล้านวอน (ราว 1.6 พันล้านบาท)

ทั้งนี้ ไม่มีการเก็บสถิติอย่างเป็นทางการว่ามีช่างสักกี่รายที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายดังกล่าว แต่สหภาพช่างสักเกาหลี ระบุว่า พวกเขาให้การสนับสนุนทางกฎหมายแก่ช่างสักอย่างน้อย 50 รายต่อปี และเชื่อว่ายังมีอีกหลายกรณีที่จบลงด้วยการเสียค่าปรับ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีต ปธน.ฝรั่งเศส โดนตัดสินจำคุก 5 ปี คดีรับเงินลิเบีย

นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีต ปธน.ฝรั่งเศส โดนตัดสินจำคุก 5 ปี คดีรับเงินลิเบีย

25 ก.ย. 2568 23:50 น.

นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีต ปธน.ฝรั่งเศส โดนตัดสินจำคุก 5 ปี คดีรับเงินลิเบีย

ศาลฝรั่งเศสตัดสินจำคุกนาย นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการรับเงินผิดกฎหมายจาก มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำลิเบีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ก.ย. 2568 นายนิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศสถูกพิพากษาจำคุก 5 ปี หลังจากถูกพบว่ามีความผิดจริงในข้อหา สมคบคิดก่ออาชญากรรม ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับเงินทุนผิดกฎหมายมูลค่าหลายล้านยูโรที่เขาได้รับจากพันเอก มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำลิเบียผู้ล่วงลับ

ศาลอาญาปารีสได้ยกฟ้องข้อหาอื่น ๆ ทั้งหมด รวมถึงข้อหาเรียกรับสินบนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และให้เงินทุนสนับสนุนการเลือกตั้งอย่างผิดกฎหมาย โดยคำตัดสินดังกล่าวหมายความว่า นายซาร์โกซีจะต้องถูกจำคุกไปก่อน แม้ว่าเขาจะยื่นอุทธรณ์เพื่อคัดค้านคำตัดสิน ซึ่งอดีตผู้นำฝรั่งเศสระบุว่า เขาตั้งใจยื่นอุทธรณ์

หลังจากการไต่สวนเมื่อวันพฤหัสบดี อดีตประธานาธิบดีวัย 70 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2550-2555 กล่าวว่า คำตัดสินนี้เป็นเรื่องที่ “ร้ายแรงอย่างยิ่งต่อหลักนิติธรรม” ขณะที่ก่อนหน้านี้เขาอ้างว่า ข้อกล่าวหาที่เขาได้รับนั้นมีแรงจูงใจทางการเมือง

ทั้งนี้ นายซาร์โกซีถูกกล่าวหาว่าใช้เงินทุนจากนายกัดดาฟีมาสนับสนุนการรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งปี 2550 และเพื่อเป็นการตอบแทน นายซาร์โกซีได้สัญญาว่าจะช่วยนายกัดดาฟีในการฟื้นฟูชื่อเสียงจากภาพลักษณ์ที่ถูกสังคมตะวันตกขับไล่

ผู้พิพากษานาตาลี ฌาวาริโน กล่าวว่า นายซาร์โกซีได้อนุญาตให้คนสนิทติดต่อกับเจ้าหน้าที่ลิเบีย โดยมีเจตนาที่จะรับเงินสนับสนุนทางการเงินสำหรับการหาเสียงของเขา อย่างไรก็ตาม ศาลตัดสินว่ามีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่า อดีตประธานาธิบดีผู้นี้เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการให้เงินสนับสนุนการหาเสียงอย่างผิดกฎหมายดังกล่าว

อนึ่ง นอกจากโทษจำคุกแล้ว ผู้พิพากษายังสั่งปรับนายซาร์โกซีเป็นเงิน 100,000 ยูโรด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไต้ฝุ่น “รากาซา” อ่อนกำลัง มุ่งหน้าสู่เวียดนาม หลังถล่มจีน-ไต้หวัน

ไต้ฝุ่น “รากาซา” อ่อนกำลัง มุ่งหน้าสู่เวียดนาม หลังถล่มจีน-ไต้หวัน

25 ก.ย. 2568 22:17 น.

ไต้ฝุ่น “รากาซา” อ่อนกำลัง มุ่งหน้าสู่เวียดนาม หลังถล่มจีน-ไต้หวัน

ไต้ฝุ่น รากาซา อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อนแล้ว และกำลังมุ่งหน้าไปยังประเทศเวียดนาม หลังพัดถล่มจีน ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ จนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่และประชาชนในภาคใต้ของจีนและฮ่องกงกำลังดำเนินการทำความสะอาดครั้งใหญ่ในวันพฤหัสบดีที่ 25 ก.ย. 2568 หลังจากซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” พัดถล่ม ทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง และสร้างความเสียหายแก่ถนนหลายสาย

รากาซา พายุหมุนเขตร้อนที่ทรงพลังที่สุดในปีนี้ ทำให้ทางการจีนต้องอพยพประชาชนในมณฑลกวางตุ้งเกือบ 2 ล้านคน ขณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างในฮ่องกง โดยเพิ่งกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศได้ในวันพฤหัสบดี แต่โรงเรียนอนุบาลและโรงเรียนบางแห่งยังคงต้องปิดทำการ

ก่อนหน้านี้ ไต้ฝุ่น รากาซา สร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่ไต้หวันและฟิลิปปินส์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 ศพ และ 11 ศพตามลำดับ

ในขณะที่ภาพความเสียหายเริ่มปรากฏชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ในมณฑลกวางตุ้งกำลังใช้รถขุดเพื่อเคลื่อนย้ายต้นไม้ที่โค่นล้มหลายพันต้นและเปิดเส้นทางจราจร ขณะที่บนโลกออนไลน์มีการแชร์คลิปวิดีโอ แสดงให้เห็นชาวบ้านในมาเก๊าพยายามตกปลาบนถนนที่ถูกน้ำท่วม โดยใช้ทั้งคันเบ็ด, แห, กระเป๋า หรือแม้แต่ที่ตักขยะ

สถานีโทรทัศน์ ซีซีทีวี ของรัฐบาลจีนรายงานว่า ไต้ฝุ่น รากาซา ทำให้ต้นไม้ในเมืองหยางเจียง มณฑลกวางตุ้ง หักโค่นกว่า 50,000 ต้น ขณะที่ในเมืองจูไห่ ถนนถูกน้ำท่วม เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เรือยางเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่ โดยย่านชุมชนเก่าบางแห่งมีน้ำท่วมสูงจนถึงชั้นหนึ่งของตัวบ้าน

ข่าวระบุด้วยว่า มีอิทธิพลของพายุทำให้เกิดไฟดับกระทบบ้านเรือนในมณฑลกวางตุ้งกว่า 56,000 ครัวเรือนเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 100 รายในฮ่องกง

ทั้งนี้ ไต้ฝุ่น รากาซา กำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกตามแนวชายฝั่งจีนตอนใต้ มุ่งหน้าสู่ประเทศเวียดนาม โดยยังคงมีความเสี่ยงทำให้เกิดฝนตกหนักในประเทศจีน, เวียดนาม และพื้นที่อื่นๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้มันจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนแล้วก็ตาม

นายฝ่าม มิญ จิ๊ญ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงเขื่อนและโรงพยาบาล ดูแลความปลอดภัยของเรือประมง และเตรียมพร้อมปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยแล้ว โดยมีการยกเลิกหรือเลื่อนเที่ยวบินบางส่วน ขณะที่คนงานได้ตัดแต่งกิ่งไม้เพื่อป้องกันอันตรายจากลมในพื้นที่ตอนเหนือของประเทศแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ศาลฝรั่งเศสตัดสิน อดี ปธน. นิโกลาส์ ซาร์โกซี มีความผิดฐานสมคบคิดคดีรับเงินลิเบีย

ศาลฝรั่งเศสตัดสิน อดี ปธน. นิโกลาส์ ซาร์โกซี มีความผิดฐานสมคบคิดคดีรับเงินลิเบีย

25 ก.ย. 2568 16:53 น.

ศาลฝรั่งเศสตัดสิน อดี ปธน. นิโกลาส์ ซาร์โกซี มีความผิดฐานสมคบคิดคดีรับเงินลิเบีย

ศาลอาญากรุงปารีสมีคำตัดสินเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ว่า “นิโกลาส์ ซาร์โกซี” อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศสวัย 70 ปี มีความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิด จากกรณีรับเงินหลายสิบล้านยูโรอย่างมิชอบจากพันเอกมูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำลิเบียผู้ล่วงลับ เพื่อนำมาใช้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2007 อย่างไรก็ตาม ศาลได้ตัดสินให้เขายกฟ้องจากข้อกล่าวหาอื่น ๆ ทั้งหมด รวมถึงการรับสินบนและการจัดหาเงินทุนหาเสียงอย่างผิดกฎหมาย

อัยการระบุว่า ซาร์โกซีรับเงินสนับสนุนจากกัดดาฟีเพื่อแลกกับการช่วยเหลือด้านภาพลักษณ์ต่อชาติตะวันตกที่มองลิเบียเป็นประเทศต้องห้าม คดีนี้ถูกเปิดการสอบสวนตั้งแต่ปี 2013 หลังไซฟ์ อัล-อิสลาม ลูกชายของกัดดาฟีออกมากล่าวหาซาร์โกซีว่ารับเงินจำนวนมหาศาลเพื่อใช้หาเสียง 

ต่อมา “เซียต ทาคีเอดดีน” นักธุรกิจชาวเลบานอน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างฝรั่งเศสและตะวันออกกลางมาเป็นเวลานานยืนยันว่ามีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเงินจากลิเบียมากถึง 50 ล้านยูโร ถูกโอนให้ทั้งก่อนและหลังซาร์โกซีขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อมาในปี 2014  

ขณะเดียวกัน “คาร์ลา บรูนี-ซาร์โกซี” ภรรยาชาวอิตาลีของเขา อดีตนางแบบและนักร้องชื่อดัง ก็ถูกตั้งข้อหาเมื่อปีที่แล้ว ฐานปกปิดหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีเงินลิเบียและมีส่วนร่วมในการฉ้อโกง แต่เธอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

นับตั้งแต่พ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี 2012 นายซาร์โกซีได้ตกเป็นเป้าหมายของการสอบสวนทางอาญาหลายคดี โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024 เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานใช้จ่ายเกินงบประมาณในการหาเสียงเลือกตั้งในปี 2012 และว่าจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์เพื่อปกปิดเรื่องดังกล่าว ศาลมีคำสั่งจำคุก 1 ปี โดยให้รอลงอาญา 6 เดือน ซึ่งเขากำลังยื่นอุทธรณ์อยู่ในขณะนี้

ส่วนเมื่อปี 2021 เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานพยายามติดสินบนผู้พิพากษาในปี 2014 ทำให้เขากลายเป็นอดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนแรกที่ถูกตัดสินจำคุก อย่างไรก็ตาม ในเดือนธันวาคม ศาลอุทธรณ์ปารีสมีคำตัดสินให้เขาสามารถรับโทษด้วยการกักบริเวณที่บ้านได้โดยติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทนการถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ.

ที่มา BBC

อินเดียประกาศเคอร์ฟิวในลาดักห์ หลังเหตุประท้วงเรียกร้องสถานะรัฐบานปลาย

อินเดียประกาศเคอร์ฟิวในลาดักห์ หลังเหตุประท้วงเรียกร้องสถานะรัฐบานปลาย

25 ก.ย. 2568 16:25 น.

อินเดียประกาศเคอร์ฟิวในลาดักห์ หลังเหตุประท้วงเรียกร้องสถานะรัฐบานปลาย

กองกำลังความมั่นคงอินเดียได้ประกาศเคอร์ฟิวในเมืองเลห์ เมืองหลวงของแคว้นลาดักห์ หลังเกิดการปะทะรุนแรงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ระหว่างตำรวจและผู้ประท้วงที่ออกมาเรียกร้องการฟื้นฟูสถานะรัฐให้กับลาดักห์ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างน้อย 30 นาย นอกจากนี้ สำนักงานพรรคภารตียชนตา (BJP) ยังถูกกลุ่มผู้ชุมนุมวางเพลิงเผาทำลาย

กระทรวงมหาดไทยอินเดียออกแถลงการณ์ในช่วงดึก กล่าวหานักกิจกรรมชื่อดัง “โซนัม วังชุก” ผู้นำการเคลื่อนไหว ว่าเป็นผู้ยุยงปลุกปั่นด้วยการกล่าวอ้างเปรียบเทียบกับการประท้วง “อาหรับสปริง” และการลุกฮือของคนรุ่นใหม่ในเนปาล 

อย่างไรก็ตาม วังชุกปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง และประกาศยุติการอดอาหารประท้วงที่ดำเนินมาตั้งแต่ 12 กันยายน พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรักษาความสงบ โดยชี้ว่าสาเหตุที่แท้จริงมาจากความไม่พอใจและความสิ้นหวังของคนหนุ่มสาวที่ว่างงานมาเป็นเวลานาน

ลาดักห์ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนอินเดีย จีน และปากีสถาน สูญเสียสถานะกึ่งปกครองตนเองในปี 2019 เมื่อรัฐบาลอินเดียจากพรรค BJP ตัดสินใจแยกออกจากแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ ทำให้ทั้งชุมชนพุทธในเลห์และชุมชนมุสลิมในเขตการ์กิล ร่วมกันเรียกร้องการฟื้นฟูสิทธิการปกครองตนเองและโควตาการจ้างงาน

ด้านรัฐบาลกลางอินเดียยืนยันว่าได้เจรจากับผู้นำท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2023 และบรรลุผลเป็นรูปธรรม แต่ยอมรับว่ายังมี “บุคคลที่มีแรงจูงใจทางการเมือง” ไม่พอใจกับความคืบหน้า ล่าสุดนายคาวินเดอร์ คุปตา ผู้ว่าการแคว้นลาดักห์ ที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลกลาง ยืนยันว่ามีการเปิดการสอบสวนเหตุรุนแรงแล้ว พร้อมระบุว่าการเปรียบเทียบการประท้วงครั้งนี้กับเหตุการณ์ในบังกลาเทศและเนปาล อาจบ่งชี้ถึง “เบื้องหลังทางการเมือง”

ทั้งนี้ กำหนดการเจรจารอบใหม่ระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงและเจ้าหน้าที่จะมีขึ้นในวันที่ 26–27 กันยายน ขณะที่คณะกรรมการพิเศษของรัฐบาลกลางจะเข้าพบผู้นำท้องถิ่นอีกครั้งในวันที่ 6 ตุลาคมนี้.

ที่มา BBC

ทำเนียบขาวสั่งเตรียมแผน “ปลดเจ้าหน้าที่หมู่” หากเกิด “ชัตดาวน์” รัฐบาล

ทำเนียบขาวสั่งเตรียมแผน "ปลดเจ้าหน้าที่หมู่" หากเกิด "ชัตดาวน์" รัฐบาล

25 ก.ย. 2568 15:10 น.

ทำเนียบขาวสั่งเตรียมแผน “ปลดเจ้าหน้าที่หมู่” หากเกิด “ชัตดาวน์” รัฐบาล

ทำเนียบขาวส่งสัญญาณให้หน่วยงานรัฐบาลกลางเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ไม่คาดคิด หากสภาฯ ไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายงบประมาณได้ทันกำหนดเส้นตายที่อาจต้องปิดหน่วยงานรัฐชั่วคราว หรือ “ชัตดาวน์” ในสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลถูกปลดออกจากตำแหน่งจำนวนมาก แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ที่มักเป็นการพักงานชั่วคราว

ทำเนียบขาวได้มอบหมายให้สำนักงานบริหารและงบประมาณ (OMB) จัดทำบันทึกถึงหน่วยงานรัฐบาลเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (24 ก.ย.) เพื่อให้ระบุโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่จะได้รับผลกระทบหากงบประมาณที่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภาหมดอายุลงในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ และรัฐสภาสหรัฐฯ ไม่สามารถออกกฎหมายเพื่อเปิดทำการรัฐบาลต่อไปได้

รายงานจาก OMB ระบุว่า “โครงการที่ไม่ได้เงินสนับสนุนเพิ่มเติม จะได้รับผลกระทบอย่างหนักหากเกิดการชัตดาวน์” ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ทำเนียบขาวได้ยืนยันแล้ว

ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าการสั่งการครั้งนี้เป็นความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะลดขนาดจำนวนเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล หรือเป็นเพียงแค่กลยุทธ์การเจรจาต่อรองเพื่อบีบให้พรรคเดโมแครตยอมรับร่างกฎหมายงบประมาณของพรรครีพับลิกัน

หน่วยงานต่างๆ ได้รับคำสั่งให้ส่งแผนลดจำนวนพนักงานที่เสนอต่อ OMB และแจ้งให้พนักงานทราบล่วงหน้า แม้ว่าโดยปกติแล้วเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้อาจได้รับการยกเว้นหรือพักงานชั่วคราวในกรณีที่งบประมาณหยุดชะงัก โดยก่อนหน้านี้ สำนักข่าวโพลิติโกได้รายงานถึงบันทึกฉบับนี้แล้ว

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (23 ก.ย.)  ทรัมป์ได้ยกเลิกการประชุมกับผู้นำพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสเพื่อหารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล ส่งผลให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการปิดทำการรัฐบาลบางส่วนในสัปดาห์หน้าสูงขึ้น โดยทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตต่างโทษกันว่าเป็นต้นเหตุของการหยุดชะงักในครั้งนี้

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม ทรัมป์ได้เริ่มต้นนโยบายลดจำนวนเจ้าหน้าที่พลเรือนของรัฐบาลกลางที่มีอยู่ถึง 2.4 ล้านคน ซึ่งเขามองว่าเป็นจำนวนที่มากเกินไปและไม่มีประสิทธิภาพ

นายสก็อตต์ คูเปอร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารงานบุคคล ระบุในเดือนสิงหาคมว่า จะมีเจ้าหน้าที่พลเรือนของรัฐบาลกลางประมาณ 300,000 คน ลาออกจากตำแหน่งภายในสิ้นปี 2025 โดยในจำนวนนี้มีประมาณ 154,000 คน ที่ตอบรับโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด และมีกำหนดจะออกจากบัญชีเงินเดือนของรัฐบาลสหรัฐฯ ในวันที่ 30 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปีงบประมาณของรัฐบาลกลาง และเป็นกำหนดเส้นตายที่ทรัมป์และสภาฯ ต้องบรรลุข้อตกลงเรื่องการใช้จ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงการปิดทำการรัฐบาล.

ที่มา Reuters