กลุ่ม “เจน Z” เนปาลอ้าง การประท้วงถูกพวกฉวยโอกาส “ช่วงชิง” ไปแล้ว

กลุ่ม “เจน Z” เนปาลอ้าง การประท้วงถูกพวกฉวยโอกาส “ช่วงชิง” ไปแล้ว

11 ก.ย. 2568 01:16 น.

กลุ่ม “เจน Z” เนปาลอ้าง การประท้วงถูกพวกฉวยโอกาส “ช่วงชิง” ไปแล้ว

กลุ่มเจน Z ซึ่งเป็นหัวหอกการประท้วงในเนปาลอ้างว่า การเคลื่อนไหวของพวกเขากำลังถูกกลุ่มผู้ฉวยโอกาสช่วงชิงไป ในขณะที่กองทัพส่งทหารลาดตระเวนเพื่อคุมสถานการณ์แล้ว

เมื่อวันพุธที่ 10 ก.ย. 2568 กองทัพของประเทศเนปาล ส่งทหารเดินลาดตระเวนในเมืองหลวงกรุงกาฐมาณฑุ หลังเกิดการประท้วงนองเลือดครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี หลังจากการประท้วงต่อต้านการคอร์รัปชันลุกลามกลายเป็นความรุนแรงเมื่อวันอังคาร ผู้ชุมนุมจุดไฟเผาอาคารรัฐสภา และบุกปล้นบ้านนักการเมืองท้องถิ่น

ล่าสุดจำนวนผู้เสียชีวิตในการประท้วงตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 30 ศพ บาดเจ็บอีกมากกว่า 1,000 คน

ด้านกลุ่มเจน Z (ผู้ที่เกิดระหว่างปี 2540-2555 ) ซึ่งเป็นหัวหอกในการประท้วงต่อต้านรัฐบาล พยายามเว้นระยะห่างจากเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในวันอังคาร โดยระบุว่า การประท้วงของพวกเขา ถูกกลุ่มผู้ฉวยโอกาสช่วงชิงไปแล้ว

ทั้งนี้ กองทัพเนปาลซึ่งกำลังพยายามควบคุมสถานการณ์ความรุนแรง ได้เชิญผู้ประท้วงกลุ่มเจน Z เข้าร่วมการพูดคุยอย่างสันติ โดยหัวหน้ากลุ่มนักศึกษากำลังร่างรายการข้อเรียกร้องใหม่อยู่

รัฐบาลเนปาลยังประกาศใช้มาตรการเคอร์ฟิวทั่วประเทศโดยคำสั่งจะมีผลไปจนถึงเช้าวันพฤหัสบดี (11 ก.ย.) ขณะที่กองทัพเตือนประชาชนว่า ผู้ใช้ความรุนแรงและทำลายทรัพย์สินสาธารณะจะต้องถูกลงโทษ โดยจนถึงตอนนี้มีผู้ถูกจับกุมตัวข้อหาใช้ความรุนแรงและขโมยของในร้านค้าแล้ว 27 คน โดยพบปืน 31 กระบอกในตัวคนกลุ่มนี้

ผู้ประท้วงเจน Z หลายคนรู้สึกประหลาดใจกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในวันอังคาร เช่น นาย ประภาต เพาเดล ผู้ประกอบกิจการในเมืองลลิตปูร์ กล่าวว่าเขาตกใจมากกับการเผาอาคารรัฐสภาแห่งชาติ และอาคารศาลสูงสุด ซึ่งเป็นสมบัติของชาติ

ผู้ประท้วงหลายคนกังวลด้วยว่า การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลของพวกเขา กำลังถูกช่วงชิงไปโดยกลุ่มผู้ฉวยโอกาสที่แทรกซึมเข้ามา โดยกองทัพเนปาลก็แสดงความเห็นแบบเดียวกัน โดยนายราชาลาม บัสเนต โฆษกกองทัพ บอกกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า “เรากำลังอยู่ในขั้นตอนการควบคุมกลุ่มคนที่ใช้สถานการณ์นี้ฉวยโอกาสปล้น เผา และก่อเหตุต่างๆ”

ด้านกลุ่มผู้ประท้วงออกแถลงการณ์ระบุว่า การเคลื่อนไหวนี้ “เคยเป็นและยังคงเป็นการเคลื่อนไหวอย่างสันติ และมีรากฐานมาจากหลักการของการมีส่วนร่วมทางพลเรือนอย่างสันติ” โดยพวกเขากำลังอาสาทำงานภาคพื้นดินเพื่อ “จัดการ” สถานการณ์อย่างมีความรับผิดชอบ ปกป้องพลเมือง และทรัพย์สินของสาธารณะ

ผู้ประท้วงระบุด้วยว่า จะไม่มีการนัดหมายประท้วงเพิ่มเติมตั้งแต่วันพุธเป็นต้นไป และเรียกร้องให้กองทัพและตำรวจประกาศเคอร์ฟิวตามความจำเป็น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียลั่น ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าจนโดนยิงร่วง

รัสเซียลั่น ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าจนโดนยิงร่วง

10 ก.ย. 2568 23:34 น.

รัสเซียลั่น ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าจนโดนยิงร่วง

กระทรวงกลาโหมรัสเซียยืนยัน ไม่มีแผนโจมตีเป้าหมายในโปแลนด์ หลังผู้นำโปแลนด์กล่าวหาว่าโดรนรัสเซียหลายลำรุกล้ำน่านฟ้า ก่อนโดนยิงตก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงกลาโหมของรัสเซียออกแถลงการณ์ในวันพุธที่ 10 ก.ย. 2568 ยืนยันว่า พวกเขาไม่มีแผนการโจมตีเป้าหมายใดๆ ในประเทศโปแลนด์ หลังจากรัฐบาลวอร์ซอออกมาระบุว่า โดรนของรัสเซียหลายลำรุกล้ำเข้าไปในน่านฟ้าของ**พวกเขา** ก่อนจะถูกยิงตก

ตามการเปิดเผยของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา พวกเขามีปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่เข้าใส่เป้าหมายทางทหารและอุตสาหกรรมในภาคตะวันตกของยูเครน โดยใช้ทั้งมิสไซล์และโดรน โดยไม่มีแผนโจมตีเป้าหมายใดๆ ในดินแดนโปแลนด์

“โดรนของรัสเซียที่ถูกกล่าวหาว่ารุกล้ำน่านฟ้าโปแลนด์ มีระยะทำการสูงสุดไม่เกิน 700 กม.” แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุ “อย่างไรก็ตาม เราพร้อมที่จะจัดการหารือกับกระทรวงกลาโหมของโปแลนด์ในเรื่องนี้”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัสเซียเกิดขึ้นหลังจาก นายโดนัลด์ ทุสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ออกมาเปิดเผยว่า กองทัพของโปแลนด์ตรวจพบโดรนอย่างน้อย 19 ลำรุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้าของพวกเขาเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา โดยที่โดรน 3-4 ลำในจำนวนนี้ ถูกเครื่องบินของโปแลนด์และของนาโตยิงตก

นายทุสก์ยืนยันว่า โดรนจำนวนมากบินเข้าสู่ประเทศของเขาจากทางเบลารุส โดยโดรนลำสุดท้ายถูกยิงตกในเวลา 6.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น

นี่นับเป็นครั้งแรกที่โดรนของรัสเซียถูกยิงตกในดินแดนของชาติสมาชิกนาโต โดยนายทุสก์เตือนว่า โปแลนด์เข้าใกล้ความขัดแย้งอย่างเปิดเผยมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

“ผมไม่มีเหตุผลที่จะอ้างว่าเราอยู่บนปากเหวของสงคราม แต่เส้นแบ่งได้ถูกข้ามไปแล้ว และมันอันตรายกว่าแต่ก่อนอย่างเทียบไม่ได้” นายกรัฐมนตรีโปแลนด์บอกกับรัฐสภา “สถานการณ์นี้ทำให้เราเข้าใกล้ความขัดแย้งอย่างเปิดเผยมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่อนอกตีข่าว ฝูงสิงโตรุมขย้ำ จนท.สวนสัตว์ในไทยจนเสียชีวิต

สื่อนอกตีข่าว ฝูงสิงโตรุมขย้ำ จนท.สวนสัตว์ในไทยจนเสียชีวิต

10 ก.ย. 2568 22:11 น.

สื่อนอกตีข่าว ฝูงสิงโตรุมขย้ำ จนท.สวนสัตว์ในไทยจนเสียชีวิต

(Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP / TO GO WITH ‘THAILAND-ANIMAL-ENVIRONMENT-LION,FEATURE’ BY SARA HUSSEIN AND CHAYANIT ITTHIPONGMAETEE)

สื่อต่างประเทศรายงานข่าว เหตุฝูงสิงโตรุมขย้ำพนักงานของสวนสัตว์ซาฟารีเวิลด์จนเสียชีวิต และตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมาย

สำนักข่าว แชนเนลนิวส์เอเชีย รายงานว่า เจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์ “ซาฟารีเวิลด์” ในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย ถูกฝูงสิงโตรุมขย้ำจนเสียชีวิต เมื่อวันพุธที่ 10 ก.ย. 2568 ทำให้เกิดการตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยและความถูกต้องในการครอบครองสิงโตของสวนสัตว์แห่งนี้

“ผู้ตายเป็นพนักงานของสวนสัตว์ซึ่งปกติทำหน้าที่ให้อาหารสิงโตอยู่แล้ว” นายสดุดี พันธุ์ภักดี ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา บอกกับสำนักข่าวเอเอฟพี และเสริมว่า ชายคนนี้ถูกสิงโตประมาณ 6-7 ตัวจู่โจมหลังจากเขาลงจากรถของตัวเอง

นพ. ธวัชชัย กาญจนรินทร์ อดีตอาจารย์และแพทย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กล่าวว่า ชายคนนี้ลงจากรถยนต์ที่ไม่ได้คลุมหลังคา ลงมายืนอยู่คนเดียวโดยหันหลังให้เหล่าสิงโต ซึ่ง “ผมคิดว่ามันแปลกมาก”

“เขายืนอยู่ราว 3 นาที จากนั้นสิงโตตัวหนึ่งก็เดินเข้าหาอย่างช้า แล้วตะครุบเขาจากด้านหลัง แต่ชายคนนี้ไม่ได้กรีดร้องใดๆ” นพ. ธวัชชัย บอกกับสำนักข่าว ไทยรัฐทีวี

ด้านนายเอ็ดวิน วิค ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ “เพื่อนสัตว์ป่า” โพสต์แถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่รายนี้ผ่านเฟซบุ๊ก และระบุว่า เหตุการณ์นี้ควรถูกใช้เป็นสิ่งย้ำเตือนว่า สัตว์เหล่านี้ที่แม้จะถูกเลี้ยงดูโดยมนุษย์ตั้งแต่เกิด ก็ยังเป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตมนุษย์ และสัญชาตญาณของพวกมันสามารถถูกกระตุ้นขึ้นมาได้โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า

แถลงการณ์ยืนยันว่า รายงานที่ว่าสิงโตกลุ่มนี้ถูกปล่อยให้หิวโซก่อนจะเกิดเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่นั้น ไม่มีมูลความจริง

ขณะที่เจ้าหน้าที่สวนสัตว์อาวุโสคนหนึ่ง ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม บอกกับสื่อท้องถิ่นของไทยว่า สิงโตทุกตัวในซาฟารีเวิลด์มีใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ผู้เสียชีวิตทำงานในสวนสัตว์มานานกว่า 30 ปีแล้ว และเป็นคนที่มีน้ำใจมาก

ทั้งนี้ การเป็นเจ้าของและเลี้ยงสิงโตในประเทศไทย เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย และจำนวนสิงโตเลี้ยงในชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันในไทยมีสิงโตที่ลงทะเบียนแล้ว เลี้ยงอยู่ในสวนสัตว์, ฟาร์มเลี้ยงต่างๆ, คาเฟ่สัตว์เลี้ยง และในที่อยู่อาศัย เกือบ 500 ตัว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฝรั่งเศสประท้วง “Block Everything” ปิดถนนทั่วประเทศ ต้านชนชั้นการเมือง-แผนลดงบประมาณ

ฝรั่งเศสประท้วง "Block Everything" ปิดถนนทั่วประเทศ ต้านชนชั้นการเมือง-แผนลดงบประมาณ

10 ก.ย. 2568 16:21 น.

ฝรั่งเศสประท้วง “Block Everything” ปิดถนนทั่วประเทศ ต้านชนชั้นการเมือง-แผนลดงบประมาณ

เกิดเหตุประท้วงครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส โดยผู้ประท้วงได้ออกมาก่อความวุ่นวาย เผาถังขยะ และปะทะกับตำรวจในหลายพื้นที่ เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อชนชั้นนำทางการเมืองและแผนการลดงบประมาณของรัฐบาล

ผู้ประท้วงหลายพันคนออกมาชุมนุมทั่วฝรั่งเศสวันนี้ (10 ก.ย.) โดยจุดไฟเผาถังขยะ ตั้งแนวกีดขวางถนน และปะทะกับตำรวจเป็นระยะ ภายใต้แคมเปญ “Block Everything” (ปิดทุกอย่าง) ที่มีเป้าหมายกดดันชนชั้นการเมืองและต่อต้านมาตรการตัดงบประมาณของรัฐบาล

กองกำลังรักษาความปลอดภัยกว่า 80,000 นาย รวมถึง 6,000 นายในกรุงปารีส ถูกส่งลงพื้นที่เพื่อทลายสิ่งกีดขวางและควบคุมสถานการณ์ ตำรวจยืนยันว่ามีผู้ถูกจับกุมหลายสิบคน เฉพาะในกรุงปารีสมีอย่างน้อย 132 คน

การประท้วงเกิดขึ้นท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเมือง หลังรัฐสภาลงมติไม่ไว้วางใจจนทำให้นายกฯ ฟรองซัวส์ บาอิรู ต้องพ้นตำแหน่ง และประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แต่งตั้ง เซบาสเตียง เลอกอร์นู ขึ้นแทนเมื่อวันอังคาร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ในเวลาไม่ถึง 2 ปี ที่ยิ่งสร้างความไม่พอใจแก่ฝ่ายซ้าย

ที่เมืองน็องต์ ผู้ชุมนุมปิดทางด่วนด้วยยางรถยนต์และถังขยะเผาไฟ ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาสลาย ขณะที่มงต์เปลลิเยร์และตูลูสก็มีการปะทะเช่นกัน โดยบางจุดมีผู้ถือป้ายเพื่อเรียกร้องให้นายมาครงลาออก

การเคลื่อนไหว “Block Everything” ที่เริ่มจากกลุ่มฝ่ายขวาบนโซเชียลเมื่อเดือนพฤษภาคม ก่อนจะถูกฝ่ายซ้ายและซ้ายจัดเข้ามาร่วม จนขยายตัวเป็นการแสดงความไม่พอใจต่อ “ชนชั้นนำที่ไร้ประสิทธิภาพ” และนโยบายรัดเข็มขัด นักวิเคราะห์เปรียบเทียบการประท้วงครั้งนี้กับเหตุการณ์ “เสื้อกั๊กเหลือง” ในปี 2018 ที่เริ่มต้นจากการต่อต้านราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่สุดท้ายได้ขยายวงกว้างเป็นการประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีมาครงและนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของเขา

ที่มา Reuters

เกาหลีใต้ยกฟ้องหญิงถูกจำคุก ฐานกัดลิ้นชายพยายามข่มขืน หลังต่อสู้ยาวนาน 61 ปี

เกาหลีใต้ยกฟ้องหญิงถูกจำคุก ฐานกัดลิ้นชายพยายามข่มขืน หลังต่อสู้ยาวนาน 61 ปี

10 ก.ย. 2568 14:52 น.

เกาหลีใต้ยกฟ้องหญิงถูกจำคุก ฐานกัดลิ้นชายพยายามข่มขืน หลังต่อสู้ยาวนาน 61 ปี

นับเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของความยุติธรรมในเกาหลีใต้ เมื่อศาลมีคำสั่งยกฟ้องคดีของหญิงวัย 79 ปี ซึ่งเคยถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงเมื่อ 61 ปีที่แล้ว หลังจากที่เธอกัดลิ้นชายที่พยายามข่มขืนจนขาด เพื่อป้องกันตัว

ชเว มัลจา วัย 18 ปีในขณะนั้น ถูกตัดสินจำคุก 10 เดือน ขณะที่ชายผู้ก่อเหตุซึ่งอายุ 21 ปี กลับได้รับโทษเบากว่า คือจำคุกเพียง 6 เดือน และไม่เคยถูกดำเนินคดีในข้อหาพยายามข่มขืน ศาลยังระบุว่า การกระทำของเธอเกินกว่า “ขอบเขตการป้องกันตัวที่สมเหตุสมผล” ทำให้เธอซึ่งเป็นผู้เสียหายต้องกลายเป็นผู้ต้องหา

ตามบันทึกของศาล คนร้ายได้กดชเวลงกับพื้น ที่สถานเกิดเหตุในเมืองกิมแฮ เธอสามารถหลุดออกมาได้หลังจากกัดลิ้นของเขาขาดไปประมาณ 1.5 ซม. สื่อเกาหลีใต้รายงานว่า ชายคนดังกล่าวเรียกร้องค่าเสียหายจากการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง และถึงขั้นบุกเข้าไปในบ้านของชเวด้วยมีดในครั้งหนึ่ง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชเว มัลจา ไม่เคยยอมแพ้ เธอเริ่มรวบรวมหลักฐานและยื่นคำร้องขอรื้อคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ในปี 2018 หลังจากได้รับแรงบันดาลใจจากกระแส #MeToo แม้ว่าศาลชั้นต้นจะปฏิเสธคำร้องของเธอมาโดยตลอด แต่ในที่สุด ศาลฎีกาก็อนุมัติให้รื้อคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่เมื่อเดือนธันวาคม 2024

ในการพิจารณาคดีครั้งแรก อัยการได้กล่าวขอโทษชเวต่อหน้าศาลและขอให้ศาลยกฟ้องเธอ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

หลังทราบคำตัดสิน ชเวกล่าวว่า “ฉันยอมให้คดีนี้ผ่านไปไม่ได้… ฉันอยากจะยืนหยัดเพื่อเหยื่อคนอื่น ๆ ที่มีชะตากรรมเดียวกับฉัน” พร้อมทั้งขอบคุณผู้สนับสนุนและวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจในอดีตที่ “ใช้อำนาจในทางที่ผิดเพื่อเหยียบย่ำผู้อ่อนแอและบิดเบือนกฎหมาย”

คดีของชเว มัลจา ได้รับการกล่าวถึงในตำรากฎหมายของเกาหลีใต้ว่าเป็นตัวอย่างคลาสสิกที่ศาลไม่ยอมรับการกระทำเพื่อป้องกันตัวในเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศ

ทนายความของชเวกล่าวว่า คำตัดสินในอดีตนั้นเกิดจาก “การตัดสินที่ผิดพลาดจากอคติทางเพศและทัศนคติของสังคม” แต่ด้วยการต่อสู้ที่ไม่ยอมแพ้ของคุณชเว ทำให้กระบวนการยุติธรรมได้มีโอกาสแก้ไขความผิดพลาดในครั้งนี้

องค์กรสิทธิสตรีในเกาหลีใต้เชื่อว่าคำตัดสินในครั้งนี้จะปูทางไปสู่ความยุติธรรมให้กับเหยื่อความรุนแรงทางเพศ และจะเป็นการส่งสัญญาณว่า “การกระทำเพื่อป้องกันตัวของผู้หญิงนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง”.

ที่มา BBC

ออสเตรเลียอนุมัติวัคซีนรักษาโรคหนองในเทียมสำหรับโคอาลา

ออสเตรเลียอนุมัติวัคซีนรักษาโรคหนองในเทียมสำหรับโคอาลา

10 ก.ย. 2568 12:27 น.

ออสเตรเลียอนุมัติวัคซีนรักษาโรคหนองในเทียมสำหรับโคอาลา

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซันไชน์โคสต์ (UniSC) ของออสเตรเลีย ประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคหนองในเทียมในโคอาลา หลังใช้เวลากว่า 10 ปี ล่าสุดวัคซีนได้รับการอนุมัติให้ใช้จริงเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นความหวังสำคัญในการกอบกู้ประชากรโคอาลาที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

ดร.ปีเตอร์ ทิมส์ นักจุลชีววิทยาผู้ร่วมวิจัย ระบุว่า ในบางพื้นที่อัตราการติดเชื้อในโคอาลามีสูงถึง 70% และหลายฝูงกำลังใกล้สูญพันธุ์ทุกวัน วัคซีนชนิดเข็มเดียวที่พัฒนาขึ้นสามารถลดอัตราการแสดงอาการของโรคในช่วงวัยสืบพันธุ์ และลดอัตราการเสียชีวิตของโคอาลาในธรรมชาติได้อย่างน้อย 65%

โรคหนองในเทียมในโคอาลาแพร่ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดหรือการผสมพันธุ์ ทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ตาอักเสบ ตาบอด และภาวะมีบุตรยาก อีกทั้งการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอาจเป็นอันตราย เนื่องจากทำลายแบคทีเรียในลำไส้ที่ช่วยย่อยใบยูคาลิปตัส ซึ่งเป็นอาหารหลักของโคอาลา ทำให้สัตว์เสี่ยงอดตาย

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประชากรโคอาลาในออสเตรเลียตะวันออกเผชิญปัญหาจากการตัดไม้ทำลายป่า ไฟป่า ศัตรูธรรมชาติ และการขยายตัวของเมือง แต่โรคหนองในเทียมถือเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่ง คาดว่าประชากรโคอาลาในปัจจุบันเหลือเพียงราว 50,000 ตัว และอาจสูญพันธุ์ในบางรัฐภายในหนึ่งชั่วอายุคน

ทีมวิจัยหวังว่าวัคซีนจะสามารถแจกจ่ายได้ฟรีตั้งแต่ต้นปีหน้า โดยเริ่มจากโรงพยาบาลสัตว์ป่าและพื้นที่เสี่ยงที่สุด อย่างไรก็ตาม การติดตาม จับ และฉีดวัคซีนให้โคอาลาในธรรมชาติยังมีต้นทุนสูงมาก และทีมยังขาดงบประมาณเพียงพอ

ดร.ทิมส์ เน้นว่าวัคซีนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยโคอาลาได้ หากไม่แก้ปัญหาสำคัญที่สุดคือ “การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย”

รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม มาร์รี วอตต์ กล่าวว่าวัคซีนนี้จะช่วยให้คนรุ่นหลังยังมีโอกาสได้เห็นโคอาลาในธรรมชาติ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็เดินหน้าฟื้นฟูถิ่นที่อยู่อย่างจริงจัง ล่าสุดรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ประกาศเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ใหม่ 176,000 เฮกตาร์ เพื่อจัดตั้ง อุทยานแห่งชาติเกรต โคอาล่า ซึ่งคาดว่าจะช่วยปกป้องโคอาลาได้กว่า 12,000 ตัว และยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อีกกว่า 100 สายพันธุ์.

ที่มา BBC

นาทีช็อก! รมต.สาธารณสุขสวีเดนล้มหัวฟาดโพเดียมกลางงานแถลงข่าว (คลิป)

นาทีช็อก! รมต.สาธารณสุขสวีเดนล้มหัวฟาดโพเดียมกลางงานแถลงข่าว (คลิป)

10 ก.ย. 2568 11:56 น.

นาทีช็อก! รมต.สาธารณสุขสวีเดนล้มหัวฟาดโพเดียมกลางงานแถลงข่าว (คลิป)

เกิดเหตุการณ์ระทึกขึ้นที่ประเทศสวีเดนเมื่อ เอลิซาเบท แล็นน์ รัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ เพิ่งรับตำแหน่งได้เพียงวันเดียว เกิดล้มฟุบหมดสติกลางเวที จนล้มหัวฟาดกับโพเดียมกลางวงแถลงข่าว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารตามเวลาในท้องถิ่น ในระหว่างงานแถลงข่าวร่วมกับ นายกรัฐมนตรีอูล์ฟ คริสเตอร์ซอน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่น ๆ โดยภาพจากคลิปวิดีโอซึ่งแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นขณะที่แล็นน์ยืนอยู่ข้างโพเดียมพลาสติกใส ก่อนจะทรุดตัวล้มลง ศรีษะชนกับมุมโพเดียมก่อนกระแทกพื้น

เอ็บบา บุช รองนายกรัฐมนตรีสวีเดน รีบวิ่งเข้ามาช่วยพลิกร่างของแล็นน์ให้นอนหงาย ขณะที่นักการเมืองและผู้สื่อข่าวจำนวนหนึ่งกรูเข้ามาช่วยเหลือ หลังจากนั้นเธอดูเหมือนจะหมดสติไปชั่วครู่ ซึ่งหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว การแถลงข่าวถูกยกเลิกทันที

รายงานระบุว่า แล็นน์ถูกพาออกจากห้องไปพักฟื้น แต่ไม่นานก็กลับมาอีกครั้ง พร้อมอธิบายว่าอาการดังกล่าวเกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดตก แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเธอได้รับบาดเจ็บจากการล้มด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ แล็นน์เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาเมืองโกเธนเบิร์ก ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีสาธารณสุขในวันเดียวกัน โดยมารับหน้าที่แทนที่ แอ็คโค แอนการ์เบิร์ก โยฮันส์สัน ซึ่งเพิ่งประกาศลาออกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา.

ที่มา : News.com.au

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สวีเดน

“ทรัมป์” ไม่ปลื้ม! อิสราเอลโจมตีกลุ่มฮามาสในกาตาร์

"ทรัมป์" ไม่ปลื้ม! อิสราเอลโจมตีกลุ่มฮามาสในกาตาร์

10 ก.ย. 2568 11:37 น.

“ทรัมป์” ไม่ปลื้ม! อิสราเอลโจมตีกลุ่มฮามาสในกาตาร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า ตนเอง “ไม่พอใจ” ต่อการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ซึ่งขยายสงครามกับฮามาสออกนอกเขตกาซาเป็นครั้งแรก ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติที่เพิ่มสูงขึ้น

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุว่าการโจมตีดังกล่าว “มีเหตุผลชอบธรรม” เนื่องจากมุ่งเป้าผู้นำระดับสูงของฮามาสที่อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งเป็นชนวนสงครามกาซา

ฮามาสยืนยันว่ามีสมาชิกเสียชีวิต 5 คน รวมถึงลูกชายของคาลิล อัล-ฮัยยา หัวหน้าทีมเจรจา แต่ปฏิเสธว่าความพยายามลอบสังหารคณะผู้เจรจาของกลุ่มไม่สำเร็จ พร้อมประณามการโจมตีว่าเป็น “อาชญากรรมโหดเหี้ยม” และ “การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง”

กาตาร์ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ซึ่งมีฐานทัพอากาศใหญ่ประจำอยู่ ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีว่าเป็น “การกระทำที่ขี้ขลาด” โดยยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเสียชีวิต 1 นายและบาดเจ็บอีกหลายคน

พยานในกรุงโดฮาระบุว่า ได้ยินเสียงระเบิดถึง 8 ครั้งในย่านคาทารา โดยอาคารพักอาศัยซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานการเมืองฮามาสถูกโจมตีอย่างหนัก อิสราเอลยอมรับในไม่กี่นาทีต่อมาว่าเป็นผู้ปฏิบัติการครั้งนี้ และกองทัพอิสราเอลยืนยันว่าเป็นการ “โจมตีแม่นยำ” มุ่งเป้าผู้นำระดับสูงของฮามาส โดยสื่ออิสราเอลรายงานว่ามีเครื่องบินรบถึง 15 ลำใช้ระเบิด 10 ลูกโจมตีเป้าหมายเดียวภายในไม่กี่วินาที

ทางการอิสราเอลระบุเป้าหมายรวมถึงคาลิล อัล-ฮัยยา และซาเฮอร์ จาบาริน ผู้นำฮามาสที่ลี้ภัยอยู่นอกรัฐปาเลสไตน์

ด้านทำเนียบขาวระบุว่า สหรัฐฯ ได้รับแจ้งล่วงหน้าว่าอิสราเอลจะโจมตีกาตาร์ พร้อมวิจารณ์ว่า “การโจมตีฝ่ายเดียวในดินแดนของกาตาร์ซึ่งเป็นประเทศเอกราชและพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ ไม่ได้ช่วยเป้าหมายของอิสราเอลหรืออเมริกา” อย่างไรก็ตาม โฆษกทำเนียบขาวย้ำว่าการกำจัดฮามาสถือเป็น “เป้าหมายที่เหมาะสม”

หลังเหตุการณ์ ทรัมป์ได้โทรศัพท์พูดคุยทั้งกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอลและผู้นำกาตาร์ โดยให้คำมั่นต่อฝ่ายกาตาร์ว่า “เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกบนแผ่นดินกาตาร์” ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลยืนยันว่า ปฏิบัติการนี้เป็น “การตัดสินใจอย่างอิสระของอิสราเอล” และแสดงความรับผิดชอบโดยสมบูรณ์.

ที่มา BBC

สุดสลด ภรรยาอดีตนายกฯ เนปาลดับ หลังถูกผู้ประท้วงจุดไฟเผาบ้าน ยอดตายพุ่ง 22 ศพ

สุดสลด ภรรยาอดีตนายกฯ เนปาลดับ หลังถูกผู้ประท้วงจุดไฟเผาบ้าน ยอดตายพุ่ง 22 ศพ

10 ก.ย. 2568 11:19 น.

สุดสลด ภรรยาอดีตนายกฯ เนปาลดับ หลังถูกผู้ประท้วงจุดไฟเผาบ้าน ยอดตายพุ่ง 22 ศพ

สถานการณ์ความรุนแรงในเนปาลทวีความตึงเครียดหนัก โดยมีรายงานภรรยาของอดีตนายกรัฐมนตรี เสียชีวิตจากบาดแผลไฟไหม้รุนแรง หลังกลุ่มผู้ประท้วงบุกจุดไฟเผาบ้านพักของทั้งคู่ในย่านดัลลู กรุงกาฐมาณฑุ

การชุมนุมประท้วงในเนปาลยกระดับความรุนแรงต่อเนื่อง ล่าสุดมีรายงานว่า ราบิ ลักษมี จิตรกร ภรรยาของ นายชาลานาถ ข่านาล อดีตนายกรัฐมนตรีเนปาล ตกเป็นหนึ่งในเหยื่อความรุนแรงครั้งนี้ด้วย โดยผู้ประท้วงได้ บังคับลากเธอกลับเข้าไปในตัวบ้านพักในย่านดัลลู กรุงกาฐมาณฑุ ก่อนจะจุดไฟเผา ส่งผลให้เธอได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลผู้ป่วยไฟไหม้กีร์ติปูร์ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ เธอเสียชีวิตจากบาดแผลไฟไหม้รุนแรง 

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการ ประท้วงใหญ่ที่นำโดยคนรุ่น Gen Z ซึ่งยืดเยื้อมาติดต่อกันมาแล้วหลายวัน แม้รัฐบาลจะประกาศยกเลิกคำสั่ง แบนโซเชียลมีเดีย รวมทั้งตัวนายกรัฐมนตรี เค. พี. ชาร์มา โอลี ที่ประกาศลาออกแล้วก็ตาม แต่กระแสความไม่พอใจยังคงรุนแรง มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 22 ราย และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 300 คน

ความไม่สงบลุกลามไปยังสถานที่ทางการเมืองและรัฐบาลหลายแห่ง ทั้งการ เผาอาคารสิงหะดูบาร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหารราชการในกรุงกาฐมาณฑุ, การวางเพลิงเผาทำเนียบรัฐบาล รวมถึงบ้านพักของประธานาธิบดี ราม จันทรา เปาเดล นายกรัฐมนตรีโอลี และอดีตนายกฯ หลายคน  ก็ถูกเพลิงเผาทำลาย

รายงานระบุว่า ในการโจมตีบ้านพักของนายเดวา เขาและภรรยา อรสุ รานา เดวา ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ ถูกผู้ประท้วงทำร้ายด้วย ขณะเดียวกัน สำนักงานพรรคการเมืองหลายแห่งก็เป็นเป้าหมายของการโจมตีเช่นกัน

ทั้งนี้ สื่อในอินเดียอ้างแหล่งข่าวในกองทัพรายงานว่า ก่อนที่นายโอลีจะตัดสินใจลาออก นายโอลีได้หารือกับ พลเอก อโศก ราช ซิกเดล ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อขอการสนับสนุนทางทหารในการควบคุมความวุ่นวายและเพื่อความปลอดภัยของตนเอง แต่ผู้บัญชาการกองทัพแนะนำให้เขาลาออก โดยย้ำว่ากองทัพสามารถเข้ามารักษาความสงบได้ ก็ต่อเมื่อนายโอลียอมสละอำนาจเท่านั้น.

ที่มา : indiatoday

คลิกอ่านข่าว เหตุประท้วงเนปาล

โปแลนด์สกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ระหว่างการโจมตียูเครน

โปแลนด์สกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ระหว่างการโจมตียูเครน

10 ก.ย. 2568 11:17 น.

โปแลนด์สกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ระหว่างการโจมตียูเครน

โปแลนด์เปิดเผยว่า ได้ใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศร่วมกับนาโตในการยิงสกัดโดรนที่รุกล้ำน่านฟ้า ขณะรัสเซียเปิดการโจมตีทางอากาศในพื้นที่ตะวันตกของยูเครน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่โปแลนด์ต้องใช้กำลังในน่านฟ้าของตนเองนับตั้งแต่สงครามยูเครนปะทุ

กองบัญชาการทหารโปแลนด์ระบุว่า น่านฟ้าโปแลนด์ถูกละเมิดหลายครั้งโดย “วัตถุคล้ายโดรน” ระหว่างการโจมตีของรัสเซียในยูเครน พร้อมยืนยันว่ามีการใช้อาวุธจริงในการสกัดกั้น และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหาซากวัตถุที่ถูกยิงตก โดยเตือนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ พอดลาสกี มาซอวีคี และลูบลิน อยู่ในที่พักอาศัยเพื่อความปลอดภัย

วลาดิสลาฟ โคซิเนียก-คามิช รัฐมนตรีกลาโหมโปแลนด์ ยืนยันว่าเครื่องบินรบของโปแลนด์ได้ใช้อาวุธต่อ “วัตถุไม่เป็นมิตร” และย้ำว่ากองทัพโปแลนด์กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกองบัญชาการนาโต

ด้านองค์การบริหารการบินแห่งสหรัฐฯ (FAA) รายงานว่า โปแลนด์ได้ปิดสนามบินชั่วคราว 4 แห่ง รวมถึงสนามบินโชแปงในกรุงวอร์ซอว์ และสนามบินยาซิออนกา เมืองเชซูฟ ทางตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นศูนย์กลางขนส่งผู้โดยสารและอาวุธไปยังยูเครน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลโปแลนด์ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันอย่างเป็นทางการ

กองทัพอากาศยูเครนเปิดเผยว่า ตลอดทั้งคืน ยูเครนทุกภูมิภาค รวมถึงโวลินและลวิฟซึ่งติดชายแดนโปแลนด์ อยู่ภายใต้สัญญาณเตือนภัยทางอากาศ ขณะที่ก่อนหน้านี้ยูเครนเคยรายงานว่าโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าโปแลนด์และคุกคามเมืองซาโมสช์ แต่ต่อมาได้ลบข้อความดังกล่าวออกจากเทเลแกรม

ส่วนในสหรัฐฯ ดิ๊ก เดอร์บิน วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต ระบุว่าการรุกล้ำน่านฟ้าชาตินาโตซ้ำๆ ของรัสเซีย เป็นสัญญาณว่า “วลาดิเมียร์ ปูติน กำลังทดสอบความเด็ดเดี่ยวในการปกป้องโปแลนด์และชาติในเขตบอลติก” ขณะที่ โจ วิลสัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกัน ประณามการกระทำนี้ว่าเป็น “การโจมตีพันธมิตรนาโต” และถือเป็น “การประกาศสงคราม” พร้อมเรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้มาตรการคว่ำบาตรที่ “จะทำลายเครื่องจักรสงครามของรัสเซียให้สิ้นซาก”

เขาย้ำว่า “ปูตินไม่ได้พอใจแค่การแพ้ในยูเครนและสังหารผู้บริสุทธิ์ แต่กำลังทดสอบความแข็งแกร่งของนาโตโดยตรงบนดินแดนพันธมิตร”.

ที่มา Reuters