หุ้นโบอิ้งร่วง 4% หลัง “ทรัมป์” เผยจีนสั่งซื้อเครื่องบินเพียง 200 ลำ

หุ้นโบอิ้งร่วง 4% หลัง "ทรัมป์" เผยจีนสั่งซื้อเครื่องบินเพียง 200 ลำ

15 พ.ค. 2569 11:06 น.

หุ้นโบอิ้งร่วง 4% หลัง “ทรัมป์” เผยจีนสั่งซื้อเครื่องบินเพียง 200 ลำ

หุ้นบริษัทโบอิ้ง ปรับตัวลดลงกว่า 4% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า จีนตกลงซื้อเครื่องบินโบอิ้งเพียง 200 ลำ ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์และตลาดคาดหวังไว้ก่อนหน้าว่าอาจสูงถึง 500 ลำ ท่ามกลางการแข่งขันดุเดือดกับแอร์บัสเพื่อชิงตลาดการบินในจีน

ราคาหุ้นของบริษัทโบอิ้ง ผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง 4.1% ในการซื้อขายเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (14 พ.ค.) หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการของสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ว่า จีนได้ตกลงที่จะสั่งซื้อเครื่องบินจากโบอิ้ง จำนวน 200 ลำ

ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึงผลการหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนว่า “สิ่งหนึ่งที่เขาตกลงในวันนี้คือ เขาจะสั่งซื้อเครื่องบิน 200 ลำ เป็นเครื่องบินลำใหญ่ 200 ลำ” อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวน้อยกว่าที่เหล่านักวิเคราะห์และแหล่งข่าวคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า การเจรจาอาจครอบคลุมถึงการสั่งซื้อเครื่องบินรุ่น 737 MAX มากถึง 500 ลำ รวมถึงเครื่องบินลำตัวกว้างรุ่นอื่นๆ ที่มีราคาสูงกว่า

แม้ว่ารายละเอียดของข้อตกลง ทั้งเรื่องรุ่นของเครื่องบินและกำหนดการส่งมอบจะยังไม่มีการประกาศแน่ชัด แต่นักวิเคราะห์มองว่ายอดสั่งซื้อนี้ “น้อยเกินคาด” โดยนายแมตต์ เอเคอร์ส นักวิเคราะห์ด้านการลงทุนจาก BNP Paribas ระบุว่า “แม้เป็นไปได้ว่าอาจมีการสั่งซื้อเพิ่มเติมในทริปนี้ แต่ ณ ตอนนี้ นักลงทุนตีความว่ายอดดังกล่าวยังห่างไกลจากสิ่งที่คาดหวังไว้”

ปัจจุบัน จีนถือเป็นตลาดการบินที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และมีการแข่งขันอย่างรุนแรงระหว่างโบอิ้ง และแอร์บัส โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาแอร์บัสสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดส่วนใหญ่ในจีนไปได้ รวมถึงมีการตั้งโรงงานประกอบเครื่องบินรุ่น A320 ในเมืองเทียนจินอีกด้วย

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจีนจำเป็นต้องสั่งซื้อเครื่องบินใหม่มากถึง 1,000 ลำในขณะนี้เพื่อให้ทันต่อการเติบโตของการเดินทาง และอาจต้องการเครื่องบินใหม่สูงถึง 9,000 ลำภายในปี ค.ศ. 2045

ความสัมพันธ์ทางการเมืองกับคำสั่งซื้อเป็นที่ทราบกันดีในแวดวงอุตสาหกรรมว่า รัฐบาลจีนมักใช้การประกาศสั่งซื้อเครื่องบินในระหว่างการเยือนทางการทูตเพื่อแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยครั้งล่าสุดที่โบอิ้งได้รับใบสั่งซื้อครั้งใหญ่จากจีนคือในปี 2017 จำนวน 300 ลำ ก่อนที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะเริ่มตึงเครียดขึ้นในเวลาต่อมา

การเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ นายเคลลี ออร์ตเบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้ง และนายลาร์รี คัลป์ ซีอีโอของ GE Aerospace ได้ร่วมคณะเดินทางไปกับประธานาธิบดีทรัมป์ด้วย โดยหวังที่จะบรรลุข้อตกลงทางการค้าครั้งสำคัญเพื่อกระตุ้นยอดขายของบริษัทให้กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง.

ที่มา Reuters

“ราชินีเมารี” แห่งนิวซีแลนด์ เข้าเฝ้ากษัตริย์ชาร์ลส์ กระชับสัมพันธ์ชนพื้นเมือง-ราชวงศ์อังกฤษ

“ราชินีเมารี” แห่งนิวซีแลนด์ เข้าเฝ้ากษัตริย์ชาร์ลส์ กระชับสัมพันธ์ชนพื้นเมือง-ราชวงศ์อังกฤษ

15 พ.ค. 2569 10:53 น.

“ราชินีเมารี” แห่งนิวซีแลนด์ เข้าเฝ้ากษัตริย์ชาร์ลส์ กระชับสัมพันธ์ชนพื้นเมือง-ราชวงศ์อังกฤษ

“เต อาริกินุย คูอินี งา ไว โฮโน อิ เต โป” ราชินีเมารีแห่งนิวซีแลนด์ เข้าเฝ้ากษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ขึ้นครองตำแหน่ง หลังพระบิดาสิ้นพระชนม์เมื่อปี 2567

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พระนาง เต อาริกินุย คูอินี งา ไว โฮโน อิ เต โป พระราชินีแห่งชาวเมารี ของนิวซีแลนด์ ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ที่พระราชวังบักกิงแฮม กรุงลอนดอน นับเป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างทั้งสองพระองค์ หลังราชินีเมารีขึ้นดำรงตำแหน่งในปี 2567 ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระบิดากีงงี ตูเฮเตีย

โดยการพบกันครั้งนี้เป็นการกระชับสัมพันธ์ระหว่างชนพื้นเมืองกับราชวงศ์อังกฤษ และถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความสัมพันธ์อันยาวนานเกือบ 200 ปี ซึ่งมีรากฐานจากสนธิสัญญาไวตางี (Treaty of Waitangi) หนึ่งในเอกสารก่อตั้งประเทศนิวซีแลนด์

โฆษกของราชินีเมารีเปิดเผยว่า ทั้งสองพระองค์ได้หารือกันอย่างอบอุ่นและจริงใจ โดยมีการกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ของอดีตกษัตริย์เมารี รวมถึงแนวทางเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์อังกฤษกับชาวเมารีในอนาคต

ก่อนหน้านี้ ราชินีเมารียังได้รับการต้อนรับจากเจ้าชายวิลเลียม ที่พระราชวังวินด์เซอร์ โดยเจ้าชายแห่งเวลส์โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมว่าเป็นความยินดีที่ได้พบกับราชินี 

ขณะที่แถลงการณ์จากสถาบันกีงงีตังกา หรือสถาบันกษัตริย์เมารี ระบุว่า ราชินีเมารีได้หารือกับเจ้าชายวิลเลียมในหลายประเด็นระดับโลก พร้อมย้ำถึงความสำคัญของภูมิปัญญาชนพื้นเมือง และการดูแลโลกข้ามรุ่น เพื่อช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมของโลก

ทั้งนี้ พระนางเต อาริกินุย คูอินี งา ไว โฮโน อิ เต โป ขึ้นครองตำแหน่งราชินีเมารีในปี 2567 สืบทอดบัลลังก์ในฐานะราชินีเมารีพระองค์ที่ 2 ต่อจากพระอัยยิกาเต อาริกินุย เดม เต อาไตรังกิกาอาฮู โดยสถาบันกษัตริย์เมารีมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เมื่อชนเผ่าเมารีหลายเผ่าร่วมกันจัดตั้งผู้นำศูนย์กลางขึ้นในลักษณะคล้ายราชวงศ์ยุโรป เพื่อป้องกันการสูญเสียที่ดินให้กับอาณานิคมอังกฤษ และรักษาวัฒนธรรมเมารีเอาไว้ โดยบทบาทของกษัตริย์หรือราชินีเมารีในปัจจุบันถือเป็นเชิงสัญลักษณ์และวัฒนธรรมเป็นหลัก.

ที่มา BBC

พายุฝุ่น-ฝนถล่มอินเดีย ดับพุ่ง 111ศพ รัฐอุตตรประเทศอ่วม ต้นไม้โค่นแถมฟ้าผ่าซ้ำ

พายุฝุ่น-ฝนถล่มอินเดีย ดับพุ่ง 111ศพ รัฐอุตตรประเทศอ่วม ต้นไม้โค่นแถมฟ้าผ่าซ้ำ

15 พ.ค. 2569 10:05 น.

พายุฝุ่น-ฝนถล่มอินเดีย ดับพุ่ง 111ศพ รัฐอุตตรประเทศอ่วม ต้นไม้โค่นแถมฟ้าผ่าซ้ำ

ยอดผู้เสียชีวิตจากพายุฝุ่น ฝนตกหนัก และฟ้าผ่าในรัฐอุตตรประเทศทางเหนือของอินเดีย พุ่งอย่างน้อย 111 ศพ บาดเจ็บอีกมากกว่า 50 คน ขณะที่บ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง และปศุสัตว์เสียหายวงกว้าง

เจ้าหน้าที่อินเดียเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า สภาพอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรงเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเย็นวันพุธที่ผ่านมา โดยลมกระโชกแรงพัดฝุ่นปกคลุมหลายพื้นที่ทั่วรัฐอุตตรประเทศ ซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ

ฮาริเคช ภัสการ์ ยโศธ กรรมาธิการฝ่ายบรรเทาสาธารณภัยของรัฐระบุว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกอาคารพังถล่ม กิ่งไม้และต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มทับ รวมถึงเหตุฟ้าผ่า

รายงานระบุว่า ประชาชนจำนวนมากต้องรีบหาที่หลบภัยใต้ต้นไม้และทางยกระดับ หลังลมแรงพัดป้ายโฆษณา ป้ายจราจร และหลังคาสังกะสีปลิวว่อน หลายพื้นที่มีต้นไม้โค่นล้มกีดขวางถนน และทับรถยนต์เสียหาย ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งค้นหาผู้ติดค้างใต้ซากปรักหักพัง

ตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยใช้เลื่อยยนต์และรถเครนเคลียร์ต้นไม้ที่ล้มปิดเส้นทางถนนและทางรถไฟในหลายเขต พร้อมเร่งฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย

ทางการอินเดียระบุว่า ขณะนี้ศูนย์ควบคุมและบัญชาการกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้สั่งการให้หน่วยงานท้องถิ่นเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยดูแลผู้บาดเจ็บ รวมถึงเปิดเส้นทางคมนาคมที่ถูกตัดขาดโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ พายุฝุ่นและพายุฝนรุนแรงมักเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือของอินเดียในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน ก่อนเข้าสู่ฤดูมรสุมประจำปี แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สภาพอากาศสุดขั้วมีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ.

ที่มา : Xinhua , channelnewsasia

สลด นักท่องเที่ยวอิตาลี 5 คน เสียชีวิตขณะดำน้ำสำรวจถ้ำใต้ทะเลลึกกว่า 50 เมตรที่มัลดีฟส์

สลด นักท่องเที่ยวอิตาลี 5 คน เสียชีวิตขณะดำน้ำสำรวจถ้ำใต้ทะเลลึกกว่า 50 เมตรที่มัลดีฟส์

15 พ.ค. 2569 10:02 น.

สลด นักท่องเที่ยวอิตาลี 5 คน เสียชีวิตขณะดำน้ำสำรวจถ้ำใต้ทะเลลึกกว่า 50 เมตรที่มัลดีฟส์

เกิดเหตุสลด นักดำน้ำชาวอิตาลี 5 รายเสียชีวิตจากอุบัติเหตุดำน้ำในมัลดีฟส์ ระหว่างสำรวจถ้ำใต้น้ำลึกกว่า 50 เมตร เจ้าหน้าที่เร่งปฏิบัติการค้นหาร่าง ท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้าย และความเสี่ยงสูง

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศอิตาลีเปิดเผยว่า นักดำน้ำทั้ง 5 คนเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติการดำน้ำสำรวจถ้ำใต้น้ำในเขต “วาวู อะทอลล์” (Vaavu Atoll) ของมัลดีฟส์ โดยเชื่อว่าเหตุเกิดขณะทั้งหมดลงไปสำรวจถ้ำใต้ทะเลที่ระดับความลึกราว 50 เมตร  

กองทัพมัลดีฟส์ระบุว่า พบศพผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย ภายในถ้ำใต้น้ำที่ระดับลึกประมาณ 60 เมตร ส่วนอีก 4 รายเชื่อว่ายังคงอยู่ในบริเวณเดียวกัน พร้อมส่งทีมนักประดาน้ำพิเศษเข้าปฏิบัติการ เนื่องจากภารกิจค้นหาถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก

รายงานระบุว่า ช่วงเกิดเหตุมีสภาพอากาศแปรปรวนอย่างหนักในพื้นที่ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงมาเล ราว 100 กิโลเมตร โดยทางการได้ประกาศเตือนภัยระดับสีเหลืองสำหรับเรือโดยสารและชาวประมง ขณะที่กลุ่มนักดำน้ำลงน้ำตั้งแต่เช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แต่ไม่กลับขึ้นสู่ผิวน้ำตามกำหนด ทำให้ลูกเรือเรือดำน้ำต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ว่ากลุ่มนักดำน้ำสูญหาย

ทางด้านมหาวิทยาลัยเจนัว ในอิตาลีเปิดเผยว่า หนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็นศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาทางทะเล พร้อมลูกสาว และนักวิจัยรุ่นใหม่อีก 2 คน พร้อมแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต

เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกมองว่าอาจเป็นอุบัติเหตุดำน้ำครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของมัลดีฟส์ ประเทศท่องเที่ยวยอดนิยมกลางมหาสมุทรอินเดียที่มีชื่อเสียงด้านแนวปะการังและแหล่งดำน้ำระดับโลก.

ที่มา BBC

ภาครัฐอินเดียให้ WFH 2 วันต่อสัปดาห์ รับวิกฤตน้ำมัน ขณะที่เดลีขอประชาชนงดใช้รถสัปดาห์ละ 1 วัน

ภาครัฐอินเดียให้ WFH 2 วันต่อสัปดาห์ รับวิกฤตน้ำมัน ขณะที่เดลีขอประชาชนงดใช้รถสัปดาห์ละ 1 วัน

15 พ.ค. 2569 09:44 น.

ภาครัฐอินเดียให้ WFH 2 วันต่อสัปดาห์ รับวิกฤตน้ำมัน ขณะที่เดลีขอประชาชนงดใช้รถสัปดาห์ละ 1 วัน

กรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย ประกาศมาตรการประหยัดพลังงานครั้งใหญ่ ให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานจากที่บ้านสัปดาห์ละ 2 วัน ลดการใช้น้ำมัน ขณะที่ขอประชาชนงดใช้รถสัปดาห์ละ 1 วัน สู้วิกฤติพลังงาน

เรขา คุปตา มุขมนตรีกรุงนิวเดลี เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า มาตรการที่ให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานจากที่บ้านสัปดาห์ละ 2 วัน จะดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลา 90 วัน โดยมุ่งลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของภาครัฐลดการเดินทาง และรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น โดยได้ขอความร่วมมือจากประชาชนในเดลี ให้มีวันปลอดรถอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน 

มาตรการดังกล่าวมีขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี เรียกร้องให้ประชาชนทั่วประเทศลดการใช้พลังงาน เพื่อลดผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันและต้นทุนพลังงานทั่วโลก

แม้อินเดียจะยังไม่ขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลสำหรับประชาชน หรือใช้มาตรการปันส่วนเชื้อเพลิงเหมือนบางประเทศในภูมิภาค แต่รัฐบาลได้ปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม LPG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของครัวเรือนอินเดียแล้ว

ความตึงเครียดรุนแรงขึ้นหลังการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล ส่งผลให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก

นอกจากมาตรการทำงานจากที่บ้าน หรือ  WFH แล้ว รัฐบาลเดลียังประกาศยกเลิกกิจกรรมราชการขนาดใหญ่ตลอด 3 เดือนข้างหน้า และระงับการเดินทางต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเวลา 1 ปี

ขณะเดียวกันรัฐบาลท้องถิ่นจะหยุดจัดซื้อรถยนต์ใหม่ที่ใช้น้ำมัน เบนซิน ดีเซล ก๊าซ CNG หรือแม้แต่รถไฮบริด เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อควบคุมการใช้เชื้อเพลิง

นายกฯ โมดี ระบุเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า การประหยัดน้ำมันยังจำเป็นต่อการรักษาเงินตราต่างประเทศของอินเดีย เนื่องจากประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจำนวนมหาศาล ในขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในตลาดโลกพุ่งสูงมาก

นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียยังเพิ่มภาษีนำเข้าทองคำและเงิน เพื่อช่วยพยุงค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าลง และรักษาทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตสงครามและราคาพลังงานที่พุ่งสูง

นักวิเคราะห์มองว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อินเดียซึ่งนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก อาจต้องเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ทั้งจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และค่าเงินที่ผันผวนอย่างหนักในระยะต่อไป.

ที่มา : channelnewsasia

เมียนมาใช้ไม้แข็ง จ่อใช้โทษประหาร ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์-หลอกลงทุนคริปโต

เมียนมาใช้ไม้แข็ง จ่อใช้โทษประหาร ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์-หลอกลงทุนคริปโต

15 พ.ค. 2569 09:23 น.

เมียนมาใช้ไม้แข็ง จ่อใช้โทษประหาร ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์-หลอกลงทุนคริปโต

รัฐบาลเมียนมาเสนอร่างกม.ใหม่ ใช้โทษประหารชีวิต กับผู้ที่เกี่ยวข้องศูนย์หลอกลวงออนไลน์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติ หลังเมียนมาเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมไซเบอร์ใหญ่สุดในอาเซียน

สภานิติบัญญัติที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมา หรือพม่า เผยแพร่ร่างกฎหมายต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ (Anti-Online Scam Bill) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยเนื้อหาสำคัญระบุว่า ผู้ที่ใช้ความรุนแรง การทรมาน การกักขังโดยมิชอบ หรือการปฏิบัติอย่างโหดร้าย เพื่อบังคับให้ผู้อื่นร่วมก่ออาชญากรรมออนไลน์ อาจถูกลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังเสนอให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต กับผู้ที่ดำเนินการศูนย์สแกมออนไลน์ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลงทุนสกุลเงินดิจิทัล หรือคริปโตสแกม

ตลอดช่วงสงครามกลางเมืองที่ปะทุหลังรัฐประหารปี 2021 พื้นที่หลายส่วนของเมียนมาหรือพม่า เผชิญภาวะไร้เสถียรภาพ จนกลายเป็นแหล่งรวมอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการหลอกลวงออนไลน์ที่ตั้งฐานอยู่ในพื้นที่ชายแดนและเขตอิทธิพลติดอาวุธ

รายงานจากหลายประเทศพบว่า มีชาวต่างชาติจำนวนมากถูกหลอกหรือค้ามนุษย์เข้าไปทำงานในศูนย์สแกมในเมียนมา ก่อนถูกบังคับทำงาน ทรมาน และทำร้ายร่างกาย หากไม่สามารถหลอกเหยื่อได้ตามเป้า

ขณะที่สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI ระบุว่า เฉพาะในสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว เหยื่อสูญเงินจากการหลอกลวงออนไลน์ลักษณะนี้มากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา

ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังกลายเป็นชนวนความตึงเครียดระหว่างเมียนมากับจีน เนื่องจากมีทั้งชาวจีนที่เป็นผู้ก่อตั้งศูนย์สแกม ผู้ร่วมขบวนการ และผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลอดสงครามกลางเมือง 5 ปีที่ผ่านมา จีนพยายามรักษาผลประโยชน์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ด้วยการสนับสนุนทั้งฝ่ายกองทัพเมียนมาและกลุ่มติดอาวุธบางส่วนตามสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังจีนมีท่าทีสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมามากขึ้น รวมถึงสนับสนุนการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหาร ที่ไม่เปิดทางให้พรรคฝ่ายค้านสำคัญอย่างพรรคเอ็นแอลดีของนางอองซาน ซูจี ซึ่งยังถูกควบคุมตัวหลังรัฐประหาร

ร่างกฎหมายต่อต้านสแกมออนไลน์ฉบับนี้ ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ถูกเสนอภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหาร ที่เพิ่งรับตำแหน่งประธานาธิบดีพลเรือนเมื่อเดือนที่ผ่านมา

ฝ่ายจับตาประชาธิปไตยมองว่า การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลดังกล่าวเป็นเพียงความพยายามรีแบรนด์ ภาพลักษณ์ของรัฐบาลทหาร เพื่อยุติสถานะการถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเมียนมาเพิ่งประกาศย้ายนางอองซาน ซูจี จากเรือนจำไปกักบริเวณในบ้านพักเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน แต่ฝ่ายวิจารณ์มองว่าเป็นเพียงความพยายามฟื้นภาพลักษณ์รัฐบาลเช่นกัน

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายใหม่ยังเสนอจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกับต่างประเทศ เพื่อประสานความร่วมมือปราบปรามอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่รัฐบาลเมียนมาต้องการเปิดช่องสร้างความร่วมมือกับนานาชาติอีกครั้ง.

ที่มา : channelnewsasia

ผู้ประท้วงต้าน AI ชุมนุมหน้าศาลสหรัฐฯ ก่อนคณะลูกขุนเริ่มพิจารณาคดี “อีลอน มัสก์” ฟ้อง OpenAI

ผู้ประท้วงต้าน AI ชุมนุมหน้าศาลสหรัฐฯ ก่อนคณะลูกขุนเริ่มพิจารณาคดี “อีลอน มัสก์” ฟ้อง OpenAI

15 พ.ค. 2569 09:08 น.

ผู้ประท้วงต้าน AI ชุมนุมหน้าศาลสหรัฐฯ ก่อนคณะลูกขุนเริ่มพิจารณาคดี “อีลอน มัสก์” ฟ้อง OpenAI

กลุ่มต้าน AI รวมตัวหน้าศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในเมืองโอ๊กแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ชี้ AI กำลังคุกคามแรงงาน สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยสาธารณะ ในขณะที่ศาลกำลังตัดสินคดี “อีลอน มัสก์” ฟ้อง OpenAI  

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 สมาชิกกลุ่มแรงงาน กลุ่มปกป้องสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และองค์กรรณรงค์ด้านเทคโนโลยี ในสหรัฐฯ ออกมารรวมตัวประท้วงบริเวณด้านนอกศาลรัฐบาลกลางในเมืองโอ๊กแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อแสดงความไม่พอใจที่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและตลาดแรงงาน 

โดยผู้ชุมนุมระบุว่า ความต้องการศูนย์ข้อมูลและกำลังประมวลผลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เกิดมลพิษมากขึ้น และสร้างภาระต่อระบบพลังงานในอนาคต ขณะเดียวกัน ตัวแทนจากกลุ่มพยาบาลและสหภาพแรงงานเตือนว่า ระบบ AI ที่ขาดการกำกับดูแลอาจลดบทบาทการตัดสินใจของมนุษย์ในโรงพยาบาลและสถานที่ทำงาน จนนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ขณะเดียวกันผู้ปราศรัยหลายคนชี้ถึงความต้องการใช้พลังงานมหาศาลของระบบ AI การขยายการใช้งาน AI ในภาคสาธารณสุขและอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงความกังวลเรื่องการแทนที่แรงงานมนุษย์

การประท้วงเกิดขึ้นระหว่างที่การพิจารณาคดีที่นายอีลอส มัสก์ ซีอีโอบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ หนึ่งในอดีตผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท “โอเพนเอไอ” (OpenAI) ได้ยื่นฟ้องโอเพนเอไอ โดยคดีมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่า โอเพนเอไอได้ละทิ้งภารกิจเดิมในฐานะองค์กรไม่แสวงหากำไร หลังเติบโตขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในบริษัท AI ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก คาดว่าคณะลูกขุนจะเริ่มการพิจารณาคดีในวันจันทร์นี้ ท่ามกลางกระแสจับตาจากทั้งวงการเทคโนโลยี นักลงทุน และกลุ่มสิทธิแรงงานทั่วโลก.

เครื่องบินแพทย์ตกกลางหุบเขานิวเม็กซิโก ดับยกลำ 4 ศพ จุดไฟป่าลุกลาม

เครื่องบินแพทย์ตกกลางหุบเขานิวเม็กซิโก ดับยกลำ 4 ศพ จุดไฟป่าลุกลาม

15 พ.ค. 2569 08:39 น.

เครื่องบินแพทย์ตกกลางหุบเขานิวเม็กซิโก ดับยกลำ 4 ศพ จุดไฟป่าลุกลาม

เกิดเหตุเครื่องบินลำเลียงผู้ป่วยทางการแพทย์ ตกกลางเทือกเขา รัฐนิวเม็กซิโก ของสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้ที่อยู่บนเครื่องเสียชีวิตทั้งหมด 4 คน และยังทำให้เกิดไฟป่าในพื้นที่ป่าโดยรอบ

สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ FAA ระบุว่า เครื่องบินลำเลียงผู้ป่วยออกเดินทางจากสนามบินรอสเวลล์ แอร์ เซ็นเตอร์ และกำลังมุ่งหน้าไปยังสนามบินเซียร์รา บลังกา รีเจียนนัล ก่อนขาดการติดต่อจากเรดาร์และวิทยุสื่อสาร

ด้านบริษัท ทรานส์ แอโร เมดอีแวค ผู้ให้บริการเที่ยวบินทางการแพทย์เปิดเผยว่า เครื่องบินกำลังปฏิบัติภารกิจขนส่งผู้ป่วย และถูกแจ้งว่าหายไปจากระบบ หลังไม่สามารถติดต่อได้ ก่อนจะพบว่าเครื่องบินประสบเหตุตกกลางเทือกเขาจนเกิดไฟลุกท่วม ก่อนไฟจะลุกลามในพื้นที่ป่าโดยรอบ

เจสัน เบิร์นส์ ผู้จัดการเขตลินคอล์นกล่าวว่า ไฟป่าที่เกิดจากแรงกระแทกของเครื่องบินได้ลุกลามเป็นพื้นที่ราว 35 เอเคอร์ หรือประมาณ 87 ไร่ ภายในช่วงเที่ยงวัน ท่ามกลางสภาพอากาศแห้งและมีลมแรง โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งควบคุมสถานการณ์ร่วมกับหน่วยป่าไม้สหรัฐฯ เนื่องจากกังวลว่าไฟอาจขยายวงกว้าง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ยังไม่ทราบสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ โดยซากเครื่องบินถูกพบช่วงเวลาประมาณ 08.00-09.00 น. ในพื้นที่ภูเขาสูงชันและเต็มไปด้วยโขดหินของเทือกเขาคาปิตัน ซึ่งเข้าถึงได้ยาก ทีมกู้ภัยต้องเดินเท้าเข้าไปยังจุดเกิดเหตุเป็นระยะทางเกือบครึ่งไมล์ โดยผู้เสียชีวิตทั้ง 4 คน เป็นลูกเรือและบุคลากรทางการแพทย์ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่ออย่างเป็นทางการ

ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯ เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินแพทย์หลายครั้ง เช่น เหตุเครื่องบินเจ็ตตกในย่านชุมชนเมืองฟิลาเดลเฟียเมื่อเดือนมกราคม 2025 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน รวมถึงเหตุเครื่องบินตกในเขตนาวาโฮ เนชัน ทางตอนเหนือของรัฐแอริโซนา เมื่อเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 4 คน

นอกจากนี้ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เครื่องบินของกองทัพเรือเม็กซิโก ซึ่งบรรทุกผู้ป่วยเด็กและผู้โดยสารรวม 8 คน ยังตกนอกชายฝั่งรัฐเท็กซัสในอ่าวเม็กซิโกอีกด้วย

ผลการศึกษาล่าสุดพบว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปี จนถึงปี 2020 เกิดอุบัติเหตุอากาศยานทางการแพทย์รวม 87 ครั้ง คร่าชีวิตผู้คน 239 ราย โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเฮลิคอปเตอร์ และมีปัจจัยจากความผิดพลาดของมนุษย์ เช่น นักบินสูญเสียการรับรู้ทิศทาง ความบกพร่องด้านการซ่อมบำรุง ความเหนื่อยล้า หรือการประเมินสภาพอากาศผิดพลาด

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เที่ยวบินเครื่องบินลำเลียงผู้ป่วยทั่วไปไม่ได้มีความเสี่ยงมากกว่าเที่ยวบินปกติ เพราะใช้สนามบินมาตรฐานเช่นเดียวกับสายการบินทั่วไป ขณะที่เฮลิคอปเตอร์พยาบาลมีความเสี่ยงสูงกว่า เนื่องจากต้องลงจอดในพื้นที่ชั่วคราว เช่น บนถนนหรือใกล้จุดเกิดอุบัติเหตุ เพื่อเร่งนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว.

ที่มา : AP

“ทรัมป์-สี จิ้นผิง” หารือต่อวันที่สองและเป็นวันสุดท้าย จับตาประเด็นไต้หวัน-สงครามอิหร่าน

“ทรัมป์-สี จิ้นผิง” หารือต่อวันที่สองและเป็นวันสุดท้าย จับตาประเด็นไต้หวัน-สงครามอิหร่าน

15 พ.ค. 2569 08:27 น.

“ทรัมป์-สี จิ้นผิง” หารือต่อวันที่สองและเป็นวันสุดท้าย จับตาประเด็นไต้หวัน-สงครามอิหร่าน

“โดนัลด์ ทรัมป์” และ “สี จิ้นผิง” เตรียมหารือวันที่สองและวันสุดท้ายในกรุงปักกิ่ง ท่ามกลางการจับตาปมไต้หวัน การค้า และสงครามอิหร่าน ก่อนผู้นำสหรัฐฯ เดินทางกลับประเทศ

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เตรียมเปิดการหารือทวิภาคีวันที่สองและวันสุดท้ายในกรุงปักกิ่ง วันที่ 15 พฤษภาคม โดยคาดว่าผู้นำทั้งสองจะย้ำความจำเป็นในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจให้อยู่ในเสถียรภาพ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ทรัมป์และสี จิ้นผิง มีกำหนดร่วมดื่มชาและรับประทานอาหารกลางวันที่ “จงหนานไห่” ศูนย์กลางที่ทำการและที่พักของผู้นำระดับสูงพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้พระราชวังต้องห้าม และถือเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ หลังนายริชาร์ด นิกสัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยพบกับเหมา เจ๋อตุง อดีตผู้นำจีน ที่นั่นเมื่อปี 2515 เพื่อปูทางฟื้นความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ ผู้นำทั้งสองใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงหารือกันที่มหาศาลาประชาชนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเยือนจีนวันแรก โดยครอบคลุมประเด็นละเอียดอ่อนหลายด้าน ทั้งการค้าทวิภาคี สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงปัญหาไต้หวัน ซึ่งจีนถือเป็นส่วนหนึ่งของดินแดน 

ระหว่างการประชุม สี จิ้นผิง เตือนว่า หากปัญหาไต้หวันไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่การปะทะ หรือแม้แต่ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ แต่ขณะเดียวกันก็ย้ำว่า ทั้งสองประเทศควรเป็น หุ้นส่วนกันมากกว่าคู่แข่ง

ด้านทรัมป์มีกำหนดเสร็จสิ้นภารกิจเยือนจีน 3 วันในช่วงบ่ายวันศุกร์ ก่อนเดินทางกลับสหรัฐฯ โดยคณะผู้แทนสหรัฐฯ ที่ร่วมเดินทางครั้งนี้ประกอบด้วยบุคคลสำคัญหลายคน เช่น มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ, สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และ พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ยังมีนักธุรกิจระดับโลกเดินทางร่วมคณะ อาทิ อีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลาและสเปซเอ็กซ์, เจนเซน หวง จากเอ็นวิเดีย, ทิม คุก จากแอปเปิล รวมถึงผู้บริหารจากโบอิ้ง, ไมครอน เทคโนโลยี และโกลด์แมน แซคส์

รายงานยังระบุว่า ระหว่างการพบกันเมื่อวันพฤหัสบดี ทรัมป์ได้เชิญสี จิ้นผิง และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เผิง ลี่หยวน เยือนทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน วันที่ 24 กันยายนนี้ด้วย.

ที่มา Reuters

ฟอสซิลที่พบในไทย เป็นไดโนเสาร์ยักษ์ชนิดใหม่ ตั้งชื่อ “นาคาไททัน”

ฟอสซิลที่พบในไทย เป็นไดโนเสาร์ยักษ์ชนิดใหม่ ตั้งชื่อ “นาคาไททัน”

15 พ.ค. 2569 05:40 น.

ฟอสซิลที่พบในไทย เป็นไดโนเสาร์ยักษ์ชนิดใหม่ ตั้งชื่อ “นาคาไททัน”

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่า ซากฟอสซิลที่พบในไทยเมื่อราว 10 ปีก่อน เป็นของไดโนเสาร์คอยาวขนาดยักษ์ชนิดใหม่ ซึ่งมันได้รับการตั้งชื่อว่า “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 14 พ.ค. 2569 ว่า นักวิทยาศาสตร์ยืนยันการค้นพบไดโนเสาร์ขนาดยักษ์ชนิดใหม่ จากการตรวจสอบซากฟอสซิลที่พบในประเทศไทย โดยเป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของ “ไทแรนโนเซารัส เร็กซ์” หรือ “ทีเร็กซ์”

ไดโนเสาร์ตัวดังกล่าวได้รับการตั้งชื่อว่า “นาคาไททัน” (Nagatitan) คือไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีน้ำหนักถึง 27 ตัน เทียบเท่ากับช้างเอเชียโตเต็มวัย 9 เชือก และมีความยาวถึง 27 เมตร โดยนาคาไททันจัดอยู่ในวงศ์ซอโรพอด (Sauropod) หรือกลุ่มไดโนเสาร์กินพืชคอยาว

ทีมนักวิจัยจากสหราชอาณาจักรและไทยสามารถระบุตัวตนของไดโนเสาร์สายพันธุ์นี้ได้ จากฟอสซิลที่พบข้างสระน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเมื่อกว่าหนึ่งทศวรรษก่อน โดยพวกเขาระบุว่าการค้นพบนี้ช่วยให้เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในอดีตส่งผลให้ไดโนเสาร์ขนาดมหึมาพัฒนาขึ้นได้อย่างไร

ภาพจำลองขนาดของ
ภาพจำลองขนาดของ “นาคาไททัน” เมื่อเทียบกับมนุษย์

ไดโนเสาร์ชนิดนี้มีชื่อเต็มว่า Nagatitan chaiyaphumensis หรือ “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส” โดย นาคา หรือ นาค สื่อถึงพญานาคในตำนานพื้นบ้านของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วน ไททัน สื่อถึงเทพเจ้าผู้ทรงพลังในตำนานกรีก และ ชัยภูมิเอนซิส หมายถึง “ที่ชัยภูมิ” ซึ่งเป็นจังหวัดที่ขุดพบฟอสซิล

ผลการตรวจสอบพบว่า นาคาไททันมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 100 ถึง 120 ล้านปีก่อน ซึ่งเก่าแก่กว่าทีเร็กซ์ประมาณ 40 ล้านปี และมีขนาดใหญ่กว่าถึงสองเท่า

นายธิติพุฒิ เศรษฐพานิชสกุล นักศึกษาปริญญาเอกชาวไทยจาก มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) และเป็นหัวหน้าคณะวิจัยของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports กล่าวว่า นักวิจัยเรียก นาคาไททัน ว่าเป็น “ยักษ์ตนสุดท้าย” ของประเทศไทย เนื่องจากฟอสซิลนี้ถูกพบในชั้นหินที่มีไดโนเสาร์ที่อายุน้อยที่สุดในประเทศ

“หินที่มีอายุน้อยกว่าซึ่งทับถมกันในช่วงปลายยุคไดโนเสาร์นั้นไม่น่าจะมีซากไดโนเสาร์หลงเหลืออยู่ เพราะในเวลานั้นภูมิภาคนี้ได้กลายเป็นทะเลตื้นไปแล้ว ดังนั้นนี่จึงอาจเป็นซอโรพอดขนาดใหญ่ตัวสุดท้ายหรือตัวล่าสุดที่เราจะได้พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” คุณธิติพุฒิกล่าว

คุณธิติพุฒิ ผู้ซึ่งยอมรับว่าตนเองเป็น “เด็กบ้าไดโนเสาร์” มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ระบุในเอกสารประชาสัมพันธ์ของ UCL ว่า การศึกษาวิจัยครั้งนี้ยังช่วย “เติมเต็มคำสัญญาในวัยเด็กที่อยากจะตั้งชื่อให้กับไดโนเสาร์สักตัวหนึ่ง” ด้วย

นาคาไททันถือเป็นไดโนเสาร์ลำดับที่ 14 ที่ได้รับการตั้งชื่อในประเทศไทย โดย ดร.สิตา มานิตกุล นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ระบุว่าประเทศไทยมีความหลากหลายของฟอสซิลไดโนเสาร์สูงมาก และ “อาจเป็นแหล่งที่พบซากไดโนเสาร์หนาแน่นเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย”

คุณธิติพุฒิ เศรษฐพานิชสกุล นักวิจัย ถ่ายภาพคู่กับกระดูกขาหน้า (Humerus) ของ
คุณธิติพุฒิ เศรษฐพานิชสกุล นักวิจัย ถ่ายภาพคู่กับกระดูกขาหน้า (Humerus) ของ “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส” ที่พิพิธภัณฑ์สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์ ประเทศไทย เมื่อปี 2567

ทั้งนี้ นาคาไททันเคยท่องโลกในช่วงเวลาที่ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศของโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับอุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงในขณะนั้น

ศาสตราจารย์พอล อัพเชิร์ช จาก UCL ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมวิจัยให้สัมภาษณ์กับ National Geographic ว่า ไดโนเสาร์วงศ์ซอโรพอดมีขนาดร่างกายที่ใหญ่มากในช่วงเวลานี้ และ “มันค่อนข้างแปลกที่พวกซอโรพอดสามารถรับมือกับสภาวะอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้” เนื่องจากร่างกายที่มีขนาดใหญ่จะกักเก็บความร้อนได้ดีและระบายความร้อนออกได้ยากกว่า

เขายังบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์สด้วยว่า “มีความเป็นไปได้ที่อุณหภูมิที่สูงขึ้นนั้นส่งผลกระทบต่อพืชพรรณที่เป็นอาหารหลักของพวกซอโรพอด ซึ่งเป็นสัตว์กินพืชที่มีขนาดร่างกายใหญ่ยักษ์เหล่านี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc