โนโว นอร์ดิสค์ จับมือ สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กในไทย ช่วยเหลือผู้ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวานที่ประสบอุทกภัยภาคใต้

โนโว นอร์ดิสค์ จับมือ สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กในไทย ช่วยเหลือผู้ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวานที่ประสบอุทกภัยภาคใต้

โนโว นอร์ดิสค์ จับมือ สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กในไทย ช่วยเหลือผู้ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวานที่ประสบอุทกภัยภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด (“โนโว นอร์ดิสค์”) และสถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย บริจาคเงินจำนวน 430,000 บาท (ประมาณ 86,000 โครนเดนมาร์ก) แก่สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ  เพื่อสนับสนุนการบรรเทาทุกข์หลังเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ทางภาคใต้ของประเทศไทย

ตามข้อมูลของรัฐบาล เหตุอุทกภัยในประเทศไทยส่งผลกระทบต่อประชาชนเกือบสามล้านคน1 โดยพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด การบริจาคครั้งนี้จะช่วยจัดหาเวชภัณฑ์และอุปกรณ์จำเป็นสำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวานในพื้นที่ซึ่งประสบปัญหา เนื่องจากการขาดแคลนเวชภัณฑ์และการเข้าถึงผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่ลดลง

พิธีส่งมอบเงินบริจาค ณ สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศในยามที่เผชิญความยากลำบาก ผู้เข้าร่วมได้แก่ เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย ผู้จัดการทั่วไปของโนโว นอร์ดิสค์ และผู้แทนจากสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ รวมถึง ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานสมาคม  รศ.นพ.เพชร รอดอารีย์ อุปนายก และ ศ.คลินิก พญ.สุภาวดี ลิขิตมาศกุล อุปนายก

ฯพณฯ นายแดนนี่ แอนนัน เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย กล่าวว่า “เดนมาร์กและไทยมีความสัมพันธ์ยาวนานกว่า 400 ปี การบริจาคจากโนโว นอร์ดิสค์ ซึ่งเป็นบริษัทด้านการดูแลสุขภาพระดับโลกที่มีสำนักงานใหญ่ในเดนมาร์ก แก่เพื่อนและพันธมิตรชาวไทยในยามจำเป็น โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวาน เสริมสร้างความสัมพันธ์โดยมุ่งเน้นการพัฒนาด้านสาธารณสุข ความเป็นอยู่ที่ดี และคุณภาพชีวิตของประชาชนของเราทั้งสองประเทศ”

นายจิฮาน เซอร์ดาร์ คิซิลจิก ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โนโว นอร์ดิสค์ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านโรคเบาหวานมากว่าศตวรรษ และเราได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรของเรา รวมถึงสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ เพื่อป้องกันและลดภาระของโรคเบาหวาน การบริจาคครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโนโว นอร์ดิสค์ที่จะเป็นหุ้นส่วนของหน่วยงานราชการ ระบบสาธารณสุข และประชาชนชาวไทย ในยามที่เราเข้าสู่ปีที่ 43 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย”

ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า แม้อัตราการแพร่ระบาดของเบาหวานในภาคใต้จะอยู่ที่ร้อยละ 82 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำสุดเมื่อเทียบกับทุกภาคในประเทศไทย แต่อุทกภัยครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อการดำเนินชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวาน การบริจาคจะช่วยจัดหาเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องซึ่งจำเป็นเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจอันตรายถึงแก่ชีวิตในกลุ่มประชากรที่เปราะบางที่สุด

‘ถอดรหัสไขมัน’ วิเคราะห์ไขมันเชิงลึก แนะทางเลือกธรรมชาติ เพื่อสุขภาพหัวใจที่ยั่งยืน

‘ถอดรหัสไขมัน’ วิเคราะห์ไขมันเชิงลึก แนะทางเลือกธรรมชาติ เพื่อสุขภาพหัวใจที่ยั่งยืน

‘ถอดรหัสไขมัน’ วิเคราะห์ไขมันเชิงลึก แนะทางเลือกธรรมชาติ เพื่อสุขภาพหัวใจที่ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

W9 wellness center เปิดมุมมองทบทวนความเชื่อเดิมเกี่ยวกับไขมัน LDL ซึ่งเคยถูกขนานนามว่าเป็น “ไขมันเลว” แต่ในปัจจุบันได้ยกเลิกฉายานี้ไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย ในความเป็นจริง LDL ไม่ใช่คอเลสเตอรอล/ไขมันเลว แต่เป็นเพียงแค่ “พาหนะ” ที่ใช้ขนส่งคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดเท่านั้น ซึ่ง LDL มีบทบาทสำคัญในการลำเลียงคอเลสเตอรอลไปยังเซลล์ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการสร้างฮอร์โมน วิตามินดี เยื่อหุ้มเซลล์ ปลอกหุ้มเส้นใยประสาท ใช้ผลิตน้ำดี และยังใช้ในกระบวนการสร้าง โคเอนไซม์คิวเทน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการผลิตพลังงานในระดับเซลล์อีกด้วย

LDL หรือ Lipoprotein เป็นโปรตีนขนส่งชนิดหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ลำเลียงคอเลสเตอรอล จากตับไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย เพื่อใช้ในการสร้างเซลล์ ฮอร์โมน และวิตามินดี ในขณะที่คอเลสเตอรอล เป็นสารไขมันชนิดหนึ่ง (Steroid Lipid) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อร่างกายเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากมีระดับของทั้ง LDL และคอเลสเตอรอล มากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด นำไปสู่ความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะในกรณีของคอเลสเตอรอล ที่ต้องอาศัย LDL เป็นพาหนะในการเคลื่อนที่ การทำความเข้าใจบทบาทที่แตกต่างกันของทั้ง LDL และ คอเลสเตอรอล จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการประเมินและดูแลสุขภาพหัวใจอย่างมีประสิทธิภาพ

นพ. พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ แพทย์ผู้อำนวยการ W9 Wellness Center

นพ. พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ แพทย์ผู้อำนวยการ W9 Wellness Center กล่าวว่า ประเด็นเกี่ยวกับไขมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งมีการถกเถียงกันในวงกว้าง เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญกับโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของโลก และมีรายละเอียดเชิงลึกค่อนข้างมาก ในแง่งานวิจัย ก็ยังคงค้นพบมุมมองและกลไกใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ ทั้งกลไกการทำงาน การเกิดโรค และในแง่การรักษา ซึ่งมีการตีพิมพ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ LDL และ คอเลสเตอรอล ในประเด็นสำคัญจะเปลี่ยนมุมมองเดิมที่เคยมีต่อ LDL ที่มักถูกเรียกว่า “ไขมันเลว” ไปอย่างสิ้นเชิง     

LDL เป็นโปรตีนขนส่งไขมันที่ตับ สร้างขึ้นมาเองเป็นหลัก LDL จากอาหารเป็นเพียงปัจจัยส่งเสริมทางอ้อม ที่จะกระตุ้นให้ตับผลิต LDL มากขึ้นหรือน้อยลง โดยไขมันจากอาหารจะส่งผลโดยตรงต่อระดับ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ส่วนระดับ LDL จะมีผลจากปัจจัยทางพันธุกรรม และการใช้ชีวิต (Lifestyle) มากกว่า เช่น ความเครียดเรื้อรัง คุณภาพการนอนหลับ และอายุที่มากขึ้นที่ส่งผลกับระดับฮอร์โมนเพศที่ลดลง เมื่อฮอร์โมนเพศลดลง ตับก็จะกำจัด LDL ได้น้อยลง จึงมี LDL ค้างอยู่ในเลือดเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การคงสมดุลฮอร์โมนให้ดีสมวัย ก็จะส่งผลดีต่อสมดุลไขมันในเลือด รวมทั้งความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย

ระดับการอักเสบสะสมหรือเรื้อรังในร่างกาย โดยเฉพาะผนังหลอดเลือด ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยร่วมที่ควรได้รับการพิจารณา หากเปรียบเทียบหลอดเลือดในร่างกายกับระบบท่อน้ำหรือสายยาง การที่ผนังหลอดเลือดมีการอักเสบเรื้อรัง ก็เปรียบเสมือนท่อน้ำที่มีตะกรัน หรือสายยางที่มีคราบตะไคร่น้ำ ผนังหลอดเลือดที่ขรุขระ ไม่ลื่นเรียบ หรือเสียความยืดหยุ่น ก็จะทำให้การไหลของเวียนของเลือดไม่มีประสิทธิภาพ เกิดความเสี่ยงต่อการเกาะติดและอุดตันได้ง่ายขึ้น ซึ่งสามารถตรวจคัดกรองได้จากระดับโปรตีนที่ตอบสนองต่อการอักเสบ ในสภาวะที่ร่างกายปกติ ไม่มีการเจ็บป่วย หรือการอักเสบเฉียบพลัน

ขนาดและจำนวนของ LDL ต่างหาก ที่มีผลกับความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือดมากกว่า ปริมาณ LDL รวมที่เราตรวจวัดกันอยู่ในการตรวจคัดกรองสุขภาพประจำปีทั่วไป “ไขมันเลว” ที่แท้จริงก็คือ LDL ขนาดเล็ก (เล็กกว่า 22-29 nm) ส่วน LDL ที่มีขนาดใหญ่ พบว่ามักจะไม่ใช่ตัวร้ายที่ก่อการอุดตันบริเวณผนังหลอดเลือดเท่ากับ LDL ขนาดเล็ก ดังนั้น คนที่มีระดับ LDL 130 mg/dl เท่ากัน อาจจะมีความเสี่ยงที่แตกต่างกันได้มาก ดังที่แสดงตัวอย่างในภาพ ซึ่งการตรวจสมดุลไขมันเชิงลึกจะช่วยให้สามารถมองเห็น “โครงสร้าง” ซึ่งบ่งบอก “คุณภาพ” ของไขมันได้ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่แค่ “ปริมาณ” ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงความจำเป็นในการใช้ยารักษาได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งเหมาะกับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันสูง คนที่ไขมันสูงมานาน ผู้สูบบุหรี่ หรือผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย

ด้านการรักษาโรคไขมันโลหิตสูงด้วยยาลดไขมัน ยาลดระดับไขมันโดยทั่วไปจะถูกใช้เมื่อไม่ประสบความสำเร็จกับการปรับการใช้ชีวิต ในแง่การรักษาด้วยการใช้ยาลดไขมัน ยังถือว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง และยังคงมีความจำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนั้นการใช้ยาลดไขมัน อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อลดระดับไขมันเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีงานวิจัยเชิงป้องกันแนะนำว่า การใช้ยาลดไขมัน สามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุในผู้สูงอายุ และผู้ที่มีความเสี่ยงสูงได้ด้วย แต่ยาทุกชนิดล้วนมีข้อดีและข้อเสีย การที่ทราบถึงข้อเสียและข้อควรระวังไว้ก่อนก็ถือเป็นสิ่งที่ดี

ข้อควรระวัง เมื่อต้องใช้ยาลดไขมันกลุ่ม Statins ต่อเนื่อง ผลข้างเคียงต่อกล้ามเนื้อ เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งมีอาการตั้งแต่เล็กน้อย ซึ่งอาจพบอาการปวดกล้ามเนื้อได้ประมาณ 5-10% ไปจนถึงกล้ามเนื้อสลายตัวรุนแรง ซึ่งพบได้น้อยมาก นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลต่อตับ เช่น ทำให้ค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้น ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีโรคตับรุนแรง และควรสังเกตอาการ เช่น เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร หรือมีภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของปัญหาตับ บางกรณียังพบว่า Statins โดยเฉพาะในขนาดสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และอาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น ความจำสั้นหรือสับสนชั่วคราว ซึ่งมักดีขึ้นเมื่อหยุดยา

W9 Wellness Center เน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อควบคุมระดับไขมัน LDL โดยไม่พึ่งพายา ผ่านการปรับไลฟ์สไตล์ เช่น การเลือกอาหารแนว Whole-food Plant-based ลดไขมันอิ่มตัวและอาหารแปรรูป เสริมใยอาหาร และออกกำลังกายแบบ Anti-aging เพื่อกระตุ้นฮอร์โมนและเพิ่มไขมันดี (HDL) นอกจากนี้ ยังเน้นการดูแลตับให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะระบบดีท็อกซ์ เพื่อป้องกันการสะสมของ homocysteine ที่กระตุ้นการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและสมองเสื่อม พร้อมทั้งอาจพิจารณาการเสริมสารอาหารจากธรรมชาติ เช่น Plant sterols, Niacin, Berberine, Red yeast rice, Flaxseed และสารสกัดชาเขียว ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่าช่วยลด LDL ได้อย่างปลอดภัย  ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ W9 Wellness Center

ททท. จับมือ ‘ลิซ่า’ เตรียมสร้างปรากฎการณ์ ‘LISA Effect’ จุดประกายท่องเที่ยวไทย เปลี่ยนทุกโลเคชั่นสู่แลนด์มาร์กที่ต้องเช็กอิน !

ททท. จับมือ ‘ลิซ่า’ เตรียมสร้างปรากฎการณ์ ‘LISA Effect’    จุดประกายท่องเที่ยวไทย เปลี่ยนทุกโลเคชั่นสู่แลนด์มาร์กที่ต้องเช็กอิน !

ททท. จับมือ ‘ลิซ่า’ เตรียมสร้างปรากฎการณ์ ‘LISA Effect’ จุดประกายท่องเที่ยวไทย เปลี่ยนทุกโลเคชั่นสู่แลนด์มาร์กที่ต้องเช็กอิน !

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าสร้างสรรค์ชิ้นงานร่วมกับ ลลิษา “ลิซ่า” มโนบบาลศิลปินชาวไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลกในบทบาทนักร้อง นักแสดง นักเต้น และแรปเปอร์ ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador เตรียมสร้างปรากฎการณ์ “LISA Effect” ครั้งใหม่ท่องเที่ยวทั่วไทย ส่งแรงกระเพื่อมให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศไทยในปี 2569 พร้อมเตรียมปล่อย Teaser ภาพยนตร์โฆษณา ต้นเดือนมกราคมปี 2569 สร้างพลังขับเคลื่อนแบรนด์ Amazing Thailand อย่างสง่างาม

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า ททท. เดินหน้าผลักดันให้ประเทศไทยยังคงรักษาตำแหน่งเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวชั้นนำที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ทุกย่างก้าวของลิซ่าไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจให้กับแฟนคลับเท่านั้น แต่ยังจะสามารถยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้เป็นจุดหมายที่นักเดินทางเฝ้ารอ และการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ให้กับประเทศไทยของ “ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล” ในฐานะ “Amazing Thailand Ambassador” ของ ททท. ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารแบรนด์ Amazing Thailand ที่จะช่วยเสริมพลังการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมไทยให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านภาพลักษณ์ ความน่าสนใจ พร้อมต่อยอดปรากฏการณ์ “LISA Effect” ให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ที่ทุกที่ต่างจับตามอง และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดย ททท. ตั้งเป้าหมายสร้างกระแส Big Impact ครั้งสำคัญ เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจและ Call to Action ให้เกิดการเดินทางจริง

หลังจากที่ ททท. ได้ประกาศว่า “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ตอบรับเป็น ‘Amazing Thailand Ambassador’ โปรโมทการท่องเที่ยวประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้สร้างกระแสตอบรับที่ดีและสร้าง Engagement จากสังคมออนไลน์อย่างล้นหลาม คนไทยต่างช่วยกันนำเสนอ ‘สถานที่ท่องเที่ยว’ ทั่วภูมิภาคประเทศไทยที่อยากให้ Amazing Thailand Ambassador ไปเยือนและชวนคนไทยออกไปเที่ยว โดย ททท. ได้นำเอาความเห็นในสังคมออนไลน์ดังกล่าวมาร่วมสร้างสรรค์และผลิตชิ้นงานโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์โฆษณาและ Key Visual เพื่อทำให้การออกเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยในครั้งนี้ ชาวไทยได้มีส่วนร่วมและเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้ออกเดินทางไปค้นพบประเทศไทยในมุมมองใหม่ผ่านการนำเสนอของ

“ลิซ่า” Amazing Thailand Ambassador ผู้ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจและส่งต่อความภาคภูมิใจของความเป็นไทยได้ในวงกว้าง ด้วยผลงานและความสำเร็จตลอดเส้นทางที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพอันทรงพลังในการนำเสนอภาพลักษณ์ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จบนเส้นทางศิลปินชั้นนำของ ลิซ่า ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพและอิทธิพลอันทรงพลังของศิลปินไทยที่สามารถสร้างอิมแพคได้อย่างแท้จริง ซึ่งปรากฏการณ์ “LISA Effect” กลายเป็นพลังแห่งการสื่อสารที่สร้าง Big Impact อย่างมหาศาล ตั้งแต่มิวสิกวิดีโอเพลง “LALISA” ที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อปี 2564 ได้นำเสนอความงดงามและเรื่องราวที่ผูกพันของจังหวัด บุรีรัมย์ และ ปราสาทหินพนมรุ้ง สัญลักษณ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น จนทำให้กลายเป็นจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวอยากไปเยือนเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นสองเท่า ตามการรายงานข้อมูลของอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ไม่เพียงแต่ความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยว แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่รอบด้าน และสะท้อนเรื่องราวความสวยงามของวิถีไทยออกสู่สายตาชาวโลก อาทิ บ้านสวนริมมูล ที่มุมถ่ายรูปสวย ๆ กลายเป็นแลนด์มาร์กที่แฟนคลับและผู้มาเยือนไม่พลาดเก็บภาพความทรงจำ รวมไปถึง เมนูลูกชิ้นยืนกินหลังสถานีรถไฟบุรีรัมย์ ที่ลิซ่าพูดถึงก็กลายเป็นไวรัลในโลกโซเชียล แสดงให้เห็นผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่ช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม

ทันทีที่มีการเปิดตัวซิงเกิล “Rockstar” ในเดือนมิถุนายน 2567 พร้อมกับมิวสิกวิดีโอที่ใช้โลเคชั่นถ่ายทำในกรุงเทพมหานคร ได้เกิดปรากฏการณ์นักท่องเที่ยวตามรอยอย่างท่วมท้น สถานที่ที่ลิซ่าปรากฏตัวได้กลายเป็นแลนด์มาร์กสุดฮิตที่ผู้คนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลเข้ามาเช็กอินอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น แหล่งสตรีทฟู้ดและป้ายไฟสีสันยามค่ำคืนของ ย่านเยาวราช รวมถึงอาคารเก่าที่ถูกทิ้งร้างอย่างโรงหนังออสการ์ ซอยเพชรบุรี 39 ซึ่งถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่ถ่ายภาพสุดฮิปบนบันไดเลื่อน ปรากฏการณ์ความร้อนแรงนี้ถูกตอกย้ำด้วยยอดวิวที่ทะลุ 10 ล้านวิวภายใน 6 ชั่วโมง ส่งผลให้การค้นหาคำว่า “Yaowarat” บน Google พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด และช่วยยกระดับไชน่าทาวน์แห่งนี้จนได้รับฉายาใหม่คือ “ฮอลลีวูดของไทย”

นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2568 การที่ซีรีส์ชั้นนำระดับสากลเลือกใช้ประเทศไทยเป็นฉากหลังในการถ่ายทำ ณ แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลอันงดงาม เช่น เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเกาะเฮ จังหวัดภูเก็ต ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลและภาพลักษณ์การพักผ่อนแบบหรูหรา ทั้งภาพการเช็กอินริมทะเลใสสะอาด มุมรีสอร์ทหรูสไตล์โมเดิร์น และสวนเขียวชอุ่ม ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ต้องการพักผ่อนแบบลักชัวรีและผู้ชื่นชอบกิจกรรมทางน้ำอย่างลงตัว ซึ่งได้ส่งผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยพบว่าสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเยือนเกาะสมุยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 51 ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 และล่าสุดกับการเยี่ยมชมเสน่ห์เมืองไทยอย่างจังหวัด พระนครศรีอยุธยา การปรากฏตัวของลิซ่าในชุดผ้าไทยประยุกต์ ณ วัดสำคัญ อาทิ วัดมหาธาตุ วัดแม่นางปลื้ม และวัดหน้าพระเมรุ ได้จุดประกายเทรนด์ใหม่ “นุ่งผ้าไทยเที่ยววัด” ที่ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แต่ยังช่วยเร่งอัตราการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ ยอดขายผ้าซิ่น งานหัตถกรรมของที่ระลึก และโครงการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มการรับรู้และความสนใจต่อมรดกโลกและประวัติศาสตร์ไทยในวงกว้างอย่างมีประสิทธิภาพ

ในปี 2569 ลิซ่า ในบทบาท Amazing Thailand Ambassador จะทำหน้าที่เชิญชวนแฟนคลับและนักท่องเที่ยวเปิดมุมมองใหม่ในการสัมผัสเสน่ห์และประสบการณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย พร้อมสานต่อหน้าที่สำคัญในการเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมและสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวออกไปค้นหาและสัมผัสความสวยงามของประเทศไทยไปด้วยกัน เตรียมรับชมภาพยนตร์โฆษณาตัวอย่าง (Teaser) ของ Amazing Thailand Ambassadorได้ในต้นเดือนมกราคม ปี 2569

มมส.รวมใจจุดเทียนถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ พร้อมแสดงงานศิลป์เทิดพระเกียรติ

มมส.รวมใจจุดเทียนถวายความอาลัย 'สมเด็จพระพันปีหลวง' พร้อมแสดงงานศิลป์เทิดพระเกียรติ

มมส.รวมใจจุดเทียนถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ พร้อมแสดงงานศิลป์เทิดพระเกียรติ

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มมส.รวมใจจุดเทียนถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ พร้อมแสดงงานศิลป์เทิดพระเกียรติ

คณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดพิธีจุดเทียนถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ บริเวณด้านหน้าอาคารคณะฯ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มลฤดี เชาวรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการสภา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธีกล่าวคำน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ “แม่ของแผ่นดิน” ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชกรณียกิจในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ภายหลังจากการกล่าวคำน้อมรำลึกฯ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นิสิต และนักเรียนจากโรงเรียนสาธิตฯ ได้ร่วมกันยืนสงบนิ่ง และพร้อมใจกัน จุดเทียนถวายความอาลัย เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความกตัญญู และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเป็นที่พึ่งและร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงชนชาวไทย บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสงบและอบอวลไปด้วยความจงรักภักดีอย่างสุดซึ้ง ซึ่งนอกจากพิธีจุดเทียนแล้ว คณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ ยังได้จัด นิทรรศการและการแสดงผลงานสร้างสรรค์งานศิลป์น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ขึ้นบริเวณเดียวกัน

กิจกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกันแสดงความสามารถทางศิลปะ โดยการ จับพู่กันถ่ายทอดความงดงามและพระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่า ผ่านงานจิตรกรรม เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมและต่อยอดงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล

Science Update : ค้นพบ ‘หุบเขาไดโนเสาร์’ ในอิตาลี

Science Update : ค้นพบ 'หุบเขาไดโนเสาร์' ในอิตาลี

Science Update : ค้นพบ ‘หุบเขาไดโนเสาร์’ ในอิตาลี

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Science Update : ค้นพบ ‘หุบเขาไดโนเสาร์’ ในอิตาลี

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นักบรรพชีวินวิทยาค้นพบรอยเท้าไดโนเสาร์มากกว่า 20,000 รอย กระจายตัวเป็นระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร บนหน้าผาหินปูนที่เกือบจะตั้งฉาก ในอุทยานแห่งชาติสเตลวิโอ ทางตอนเหนือของอิตาลี ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองบอร์มิโอ สถานที่ที่จะใช้จัดแข่งสกีอัลไพน์ในกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2026

รอยเท้าเหล่านี้มีความเก่าแก่ประมาณ 210 ล้านปี หรือตรงกับยุคไทรแอสซิกตอนปลาย (Late Triassic) คาดว่าเป็นของกลุ่มโพรซอโรพอดส์ (Prosauropods) หรือไดโนเสาร์กินพืชคอยาวที่เป็นบรรพบุรุษของซอโรพอดขนาดใหญ่ เช่น Plateosaurus ซึ่งมีความยาวได้ถึง 10 เมตร และหนักถึง 4 ตัน

การค้นพบครั้งสำคัญนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่า เมื่อ 210 ล้านปีก่อน พื้นที่เทือกเขาแอลป์แห่งนี้เคยเป็นที่ราบลุ่มริมทะเลที่มีความอ่อนนุ่มของโคลน ทำให้ไดโนเสาร์ที่เดินผ่านทิ้งรอยเท้าที่ชัดเจนไว้ บางรอยเห็นได้ถึงรอยกรงเล็บและนิ้วเท้า เมื่อเวลาผ่านไปหลายล้านปี การเคลื่อนที่ของเปลือกโลกแอฟริกาที่ชนเข้ากับยุโรป ทำให้ชั้นหินที่เคยราบเรียบถูกบีบอัด พับตัว และยกตัวขึ้นจนกลายเป็นเทือกเขาแอลป์ รอยเท้าที่เคยอยู่บนพื้นจึงกลายเป็นแนวตั้งอยู่บนหน้าผาอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

คุยกัน 7 วันหน : Tilly Norwood นางเอกสร้างจาก AI การปะทะกันระหว่าง ‘นวัตกรรม’ กับ ‘สิทธิแรงงาน’

คุยกัน 7 วันหน : Tilly Norwood นางเอกสร้างจาก AI การปะทะกันระหว่าง 'นวัตกรรม' กับ 'สิทธิแรงงาน'

คุยกัน 7 วันหน : Tilly Norwood นางเอกสร้างจาก AI การปะทะกันระหว่าง ‘นวัตกรรม’ กับ ‘สิทธิแรงงาน’

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คุยกัน 7 วันหน : Tilly Norwood นางเอกสร้างจาก AI การปะทะกันระหว่าง ‘นวัตกรรม’ กับ ‘สิทธิแรงงาน’

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อของ ทิลลี นอร์วูด (Tilly Norwood) นักแสดงสาวดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดในขณะนี้ เธอไม่ใช่มนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ แต่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เป็นผลงานสร้างสรรค์ของ อีไลน์ ฟาน เดอร์ เฟลเดน (Eline Van der Velden) นักแสดงชาวดัตช์ ภายใต้บริษัทโปรดักชัน AI ชื่อ Particle6 ซึ่งอวดอ้างว่า ทิลลี นอร์วูด เป็นนักแสดงสาวหน้าใหม่ที่รวมเอาความสวยงามของนางเอกสาวสวยหลายคนมาไว้ในคนๆ เดียว และทางผู้สร้างตั้งใจจะให้เธอเป็น สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน หรือ นาตาลี พอร์ตแมน คนต่อไปเลยทีเดียว

ทิลลี นอร์วูด เธอปรากฏตัวผ่านรูปภาพและคลิปวิดีโอทางอินสตาแกรม ทั้งคลิปแนะนำตัวเอง คลิปตัวอย่างการแสดงในภาพยนตร์และซีรีส์ และคลิปขณะเดินพรมแดง จนมียอดผู้ติดตามกว่า 68,000 คน เธอถูกวางตัวให้เป็น “นักแสดงสังเคราะห์” (Synthetic Performer) คนแรกๆ ที่มีเอเจนซี่จำนวนมากให้ความสนใจจะเซ็นสัญญา

ผู้สร้างอย่าง ฟาน เดอร์ เฟลเดน คุยว่า นักแสดงสร้างจาก AI เปรียบเสมือน “พู่กันดิจิทัล” ที่ช่วยให้ผู้กำกับสร้างสรรค์ตัวละครที่มนุษย์ทำไม่ได้ การใช้งาน ทิลลี นอร์วูด จะช่วยให้ผู้จ้างประหยัดต้นทุนที่ปกติจ่ายให้ดารานักแสดงที่เป็นมนุษย์จริงๆ ได้ถึง 90% ช่วยให้โปรดักชัน หรือทีมสร้างภาพยนตร์ขนาดเล็กสามารถสร้างผลงานคุณภาพสูงได้ในราคาที่ถูกลง อีกทั้งนางเอก AI ผู้นี้มีน้ำอดน้ำทน ไม่มีการขาดลามาสาย ไม่เหนื่อย ไม่ป่วย ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยให้การทำงานของผู้ว่าจ้างมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

แน่นอนว่าข่าวนี้ทำให้ดารานักแสดงชั้นนำจำนวนมากออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านการใช้นักแสดง AI ในภาพยนตร์และซีรีส์ ไม่ว่าจะเป็น เอมิลี่ บลันต์, วูพี โกลด์เบิร์ก, นาตาชา ลียง และอีกหลายคน พวกเธอบอกว่าการใช้นักแสดง AI มาแสดงแทนมนุษย์เป็นอะไรที่น่ากลัวและน่ากังวลมาก นักแสดงที่ไหนจะไปสู่ดารา AI ที่สร้างใบหน้าและรูปร่างจากจุดเด่นของดาราสาวสวยมากมายมารวมกัน ขืนปล่อยไว้แบบนี้ บรรดานักแสดงคนจริงๆ ทั้งหลายมีหวังตกงาน ถูกพวกนักแสดง AI แย่งงานไปหมด เพราะสตูดิโอผู้สร้างสามารถใช้งานนักแสดง AI แทนนักแสดงประกอบหรือนักแสดงสมทบเพื่อเลี่ยงการจ่ายค่าจ้างและสวัสดิการ

นอกจากนี้ การเลียนแบบรูปลักษณ์และท่าทางของคนจริงโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่นกรณีที่ บริโอนี มอนโร อ้างว่า ทิลลี นอร์วู้ หน้าเหมือนเธอ อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องของจริยธรรมด้วย

ความเคลื่อนไหวนี้ยังสร้างแรงกระเพื่อมอย่างหนักในอุตสาหกรรม โดยสหภาพนักแสดง หรือ SAG-AFTRA ออกแถลงการณ์ชัดเจนว่า ทิลี นอร์วูด ‘ไม่ใช่คน’ แต่เป็นซอฟต์แวร์ การนำเธอมาใช้งานถือเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของข้อตกลงที่ทำไว้หลังการประท้วงหยุดงานปี 2023 ที่เรียกว่า Guardrails against AI ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญที่ใช้โต้ตอบกรณีอย่างทิลลี นอร์วูด หลักใหญ่ใจความคือ สตูดิโอไม่สามารถสร้าง ‘นักแสดงดิจิทัล’ จากรูปลักษณ์ของนักแสดงคนใดคนหนึ่งได้ หากไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน และหากมีการใช้ AI สร้างตัวละครที่จำลองนักแสดงคนใดคนหนึ่งขึ้นมา นักแสดงคนดังกล่าวจะต้องได้รับค่าจ้างเสมือนว่าเขาไปทำงานจริงตามจำนวนวันที่ AI นั้นถูกใช้งาน

ทำไม ‘ทิลลี นอร์วูด’ ถึงได้น่ากลัว

ทิลลี นอร์วูด ไม่ได้เกิดจากการขยับปากแบบ Robot ทั่วไป แต่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงที่รวมกันหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น Generative AI & Deepfakes ซึ่งใช้โครงข่ายประสาทเทียม (Neural Networks) วิเคราะห์ข้อมูลภาพใบหน้าของนักแสดงจริงหลายพันคน เพื่อสร้างโครงสร้างใบหน้าที่ “สมบูรณ์แบบ” และดูมีความเป็นมนุษย์สูง

ตามด้วย Motion Capture & AI Retargeting มีการนำนักแสดงจริงมาเคลื่อนไหว แล้วใช้ AI สวมทับใบหน้าของทิลลี นอร์วูด ลงไป ทำให้การขยับสายตา การสั่นของริมฝีปาก หรือความรู้สึกในดวงตาดูเป็นธรรมชาติมาก นอกจากนี้ ยังมีการใช้เทคโนโลยี Synthetic Voice เสียงของเธอไม่ได้เกิดจากการบันทึก แต่เกิดจาก AI ที่สามารถสังเคราะห์อารมณ์ในน้ำเสียงได้ ทำให้เธอสามารถพูดบทไหนก็ได้ในโลก เพียงแค่พิมพ์ข้อความลงไปเท่านั้นเอง

ไม่ใช่แค่นักแสดงที่หนาวสั่น แต่กรณีนี้กระทบทั้งระบบนิเวศของฮอลลีวูด ทั้งทีมเทคนิคพิเศษ Visual Effects (VFX) หาก AI สามารถสร้างตัวละครที่สมจริงได้ในคลิกเดียว ทีมงาน VFX หลายร้อยคนที่ต้องทำหน้าที่สร้างโมเดลตัวละคร (3D Modeling) หรือทำพื้นผิวผิวหนัง (Texturing) อาจตกงาน

ตามเอเจนซี่นักแสดง หากเอเจนซี่หันไปเป็นเจ้าของ AI Talent เอง พวกเขาจะได้ค่าตัว 100% โดยไม่ต้องแบ่งให้นักแสดงที่เป็นคนจริงๆ นี่คือจุดที่คนในวงการมองว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่ร้ายแรง ทำให้นักแสดงแถวหน้าหลายคนถึงกับออกมาเรียกร้องให้คว่ำบาตรเอเจนซี่นักแสดงใดก็ตามที่พยายามจะเซ็นสัญญากับตัวละคร AI เพราะถือเป็นการทรยศต่อนักแสดงที่เป็นมนุษย์ ในส่วนของนักแสดงแถวหน้าเองอาจจะยังพอเอาตัวรอดไปได้ เพราะคนยังอยากดู ‘ตัวจริง’ แต่นักแสดงตัวประกอบ หรือนักแสดงหน้าใหม่ จะถูกแทนที่ด้วยนักแสดง AI อย่าง ทิลลี นอร์วูด แน่นอน เพราะราคาถูกกว่าและไม่เรื่องมาก

อนาคตของอุตสาหกรรมจะเป็นอย่างไร?

การเกิดขึ้นของ ทิลลี นอร์วูด ยังมาพร้อมกับประเด็นเรื่องการใช้ Generative AI ในภาพยนตร์ที่มีเทคนิคพิเศษสูง (Effects-heavy films) ซึ่งในแวดวงภาพยนตร์กังวลว่า บรรดาสตูดิโอผู้สร้างอาจใช้การสแกนร่างกาย (Digital Scan) เพื่อนำไปสร้างผลงานใหม่ๆ โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องไปปรากฏตัวในสนามจริง ทำให้นักแสดงสูญเสียอำนาจควบคุมอัตลักษณ์ (Loss of Identity Control) จน เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับ Avatar ออกมาให้สัมภาษณ์ในเดือนนี้ ว่าเขารู้สึกสยองกับแนวคิดที่จะสร้างการแสดงขึ้นมาจากคำสั่งพิมพ์ (Text Prompt) โดยไม่มีมนุษย์จริงๆ อยู่เบื้องหลัง เพราะมันทำลายจิตวิญญาณของการแสดง

ปัจจุบัน ฮอลลีวูดกำลังอยู่ในช่วง “ทดลองและต่อสู้” (Trial and Battle) กับประเด็นนี้ แน่นอนว่ากระแสส่วนใหญ่จากผู้กำกับและนักสร้างสรรค์ประกาศว่าจะไม่ทำงานกับค่ายที่มีการใช้ AI แทนคน เพื่อรักษาจิตวิญญาณของศิลปะ แต่บางส่วนเริ่มมองถึงการใช้งาน AI ในรูปแบบ Hybrid Model มีแนวโน้มว่าเราจะเห็น AI ถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความเป็นไปได้ใหม่ๆ เช่น การทำ Digital De-aging ช่วยให้ดารานักแสดงดูเด็กลง ซึ่งเห็นได้ชัดในโปรเจกต์ใหญ่ๆ ของ Disney และหนังภาคต่อหลายเรื่องในปีนี้ หรือทำหน้าที่สตันท์เสี่ยงตาย มากกว่าการเข้ามาแทนที่ตัวเอกทั้งเรื่องในระยะอันใกล้นี้

สุดท้ายแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การมาถึงของ ‘นักแสดงที่ไม่ใช่มนุษย์’ อย่าง ทิลลี นอร์วูด กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์และทีวี ท่ามกลางความกังวลเรื่องการแย่งงานและลดคุณค่าของการแสดงที่ใช้มนุษย์จริงๆ อีกทั้งกรณีนี้ ไม่ได้สะท้อนแค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของ ‘อำนาจการต่อรอง’ ในอนาคตว่า ใครจะเป็นเจ้าของภาพลักษณ์และการแสดง ระหว่างมนุษย์ผู้สร้างหรือบริษัทเทคโนโลยี

โดย ดาโน โทนาลี

แหวกฟ้าหาฝัน : Karl Nordstrom in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Karl Nordstrom in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Karl Nordstrom in Thiel Gallery

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แหวกฟ้าหาฝัน : Karl Nordstrom in Thiel Gallery

นอกจาก Bruno Liljefors และ Eugene Jansson ศิลปินชาวสวีดิชที่ชื่นชอบการวาดทิวทัศน์แล้ว ใน Thiel Gallery ยังมีผลงานของ Karl Nordstrom ศิลปินชาวสวิดิชอีกผู้หนึ่งที่ถนัดในการวาดทิวทัศน์อีกเป็นอย่างมาก Karl Nordstrom เกิดวันที่ 11 กรกฎาคม 1855 ในครอบครัวที่บิดาเป็นผู้บัญชาการตำรวจ เขาเติบโตบนกาะ Tjorn จนอายุ 20 ปีจึงเข้าไปศึกษาต่อที่ Royal Swedish Academy of Fine Arts กรุงสต็อคโฮมกับ Edvard Perseus หลังจากนั้นเขาไปศึกษาต่อที่ปารีส และเข้าเยือนมิวเซียมใน Antwerp และ Brussels เบลเยี่ยมบ่อย ๆ จนได้รับอิทธิพลจากงานแนว Impressionism ซึ่งกำลังโด่งดังในเวลานั้น ปี 1882 เขาสามารถส่งงานเข้าจัดแสดงใน Salon ได้เป็นครั้งแรก ก่อนย้ายไปอยู่ Normandy ฝรั่งเศส ปี 1885 เขาร่วมกลุ่มกับศิลปินราว 85 เขาที่เรียกว่ากลุ่ม Opponenterna เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงแนวทางศิลปะให้ทันสมัยขึ้น และปฏิรูปการศึกษาด้านศิลปะต่อ Royal Academy of Fine Arts อีกทั้งยังแต่งงานกับ Tekla Lindestrom ช่างแกะสลักที่เขาได้พบทางตอนเหนือของฝรั่งเศสก่อนกลับบ้านในปี 1886

ปี 1889 เขาได้มีโอกาสจัดนิทรรศการที่ Exposition Universelle และได้มีโอกาสขายผลงานชิ้นหนึ่งให้กับ Prince Eugen คหบดีที่สนับสนุนทางด้านศิลปะ ต่อมาเขาย้ายไปอยู่ทางตอนใต้ของสวีเดนและได้ร่วมกันกับ Nils Kreuger และ Richard Bergh พัฒนาแนวทางศิลปะที่เรียกว่า Varberg School ซึ่งก็คือแนวทางศิลปะแบบ Romanticism ที่เน้นการรังสรรค์งานแนวทิวทัศน์ สัตว์ และทุ่งหญ้าจากอิทธิพลของ Impressionism ฝรั่งเศส นอกจากนี้เขายังร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่งหัวหน้า  Konstnarsforbundet หรือสมาคมศิลปะที่ต่อต้าน Royal Academy of Fine Arts Sweden อีกต่างหากด้วย ยิ่งกว่านั้นต้นทศวรรษที่ 1900 เขายังเป็นอาจารย์สอนที่ Association of Artist School ซึ่งเปิดทำการระหว่างปี 1890-1908

หลังปี 1910 เขาหันเหออกจากแนวทางศิลปะแบบ Impressionism เข้าหา Synthetism หรือ Post Impressionism อันได้รับอิทธิพลมาจาก Van Gogh และ Gauguin ที่เขาได้เห็นเมื่อไปเยือนปารีส รวมทั้งศิลปะแบบญี่ปุ่นที่เขาได้เรียนรู้ในช่วงเวลาเดียวกัน ในปี 1913 เขาเริ่มมีปัญหาสุขภาพและต้องผ่าตัดถุงน้ำดีในปี 1914 ซ้ำร้ายไม่เพียงมารดาเขาจะเสียชีวิต สมาคมที่เขาก่อตั้งยังสลายตัวด้วย ปี 1920 เขากับภรรยาเลยเดินทางไปฝรั่งเศส งานของเขาเป็นที่นิยมและได้รับการยกย่องอย่างสูงตลอดชีวิตจนถูกซื้อไปเข้าไว้ในห้องภาพมากมาย อาทิ National Museum, Prin Eugens Waldemarsudde, Goteborgs Knostmuseum, Isabella Stewart Gardner Museum ในบอสตัน เขาเสียชีวิตที่ Drottningholm ในปี 1923 และถูกฝังที่ Norra Begravningsplantsen นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า แม้ผลงานของเขาเป็นทิวทัศน์ที่อาจดูไม่ค่อยมีรายละเอียด ใช้โทนสีซ้ำ ๆ ฟ้า ส้ม และติดไปในทางหม่นหมอง แต่ก็มีอัตลักษณ์ของตัวเอง

Photo of the week : ‘แฟ้มคดีเอปสตีน’ ชุดใหม่

Photo of the week : ‘แฟ้มคดีเอปสตีน’ ชุดใหม่

Photo of the week : ‘แฟ้มคดีเอปสตีน’ ชุดใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Photo of the week : ‘แฟ้มคดีเอปสตีน’ ชุดใหม่

เอกสารชุดใหม่เกี่ยวกับคดีของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินและนักโทษคดีความผิดทางเพศผู้ล่วงลับ ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยแพร่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้เอกสารส่วนใหญ่หลายร้อยหน้าถูกปกปิดข้อมูลเอาไว้ แต่ก็ทำให้มองเห็นภาพคร่าวๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างเอปสตีนกับบรรดานักการเมืองระดับสูงของสหรัฐฯ ทั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ และ บิล คลินตัน และบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ ทั่วโลก รวมถึง ไมเคิล แจ็คสัน, ริชาร์ด แบรนสัน แห่งเวอร์จิน กรุ๊ป, เควิน สเปซีย์ นักแสดงชื่อดัง, เจ้าชายแอนดรูว์แห่งราชวงศ์อังกฤษ และ บิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์ เรียกว่าปล่อยเอกสารของเอปสตีนเมื่อใด บรรดาคอการเมืองในสหรัฐฯ ได้หนาวๆ ร้อนๆ กันเมื่อนั้น

(ภาพ 1-8)

สกู๊ปพิเศษ : แนะ 7 แนวทางสถาบันศึกษา ปั้นคนให้ตรงกับตลาดแรงงาน

สกู๊ปพิเศษ : แนะ 7 แนวทางสถาบันศึกษา ปั้นคนให้ตรงกับตลาดแรงงาน

สกู๊ปพิเศษ : แนะ 7 แนวทางสถาบันศึกษา ปั้นคนให้ตรงกับตลาดแรงงาน

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สกู๊ปพิเศษ : แนะ 7 แนวทางสถาบันศึกษา ปั้นคนให้ตรงกับตลาดแรงงาน

วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) เปิดผลสำรวจผู้ประกอบการ “Annual Graduate Employer Survey 2025” จากองค์กรชั้นนำ ครอบคลุมภาคเอกชน ภาครัฐ และอาจารย์ที่ปรึกษาบัณฑิตศึกษาต่อต่างประเทศนำ ควบคู่กับผลสำรวจความคิดเห็นบัณฑิตที่จบการศึกษาในปี 2025 พบ 3 เทรนด์ใหญ่ที่ตลาดแรงงานแห่งอนาคตต้องการ ประกอบด้วย  นายจ้าง 93% ให้ความสำคัญกับทักษะ ‘การสื่อสารภาษาอังกฤษ’ สูงสุด และ 90% ต้องการคนที่เข้าใจและสามารถใช้ ‘AI และเครื่องมือดิจิทัลต่างๆ ได้’ โดย 75% ชี้ว่า ‘ความพร้อมทำงานจริงในปีแรก’ สำคัญกว่าเกรด และ 60% กังวลบัณฑิตใหม่ขาดทักษะการจัดการด้านอารมณ์ (emotional intelligence) และสื่อสารในสถานการณ์ที่มีความกดดันสูง พร้อมเสนอ “7 แนวทางปรับตัวของสถาบันการศึกษา เปิด 5 สายอาชีพดาวรุ่ง พร้อมนำร่องปรับ 17 หลักสูตรปั้นบัณฑิตตอบโจทย์ทันที

.พญ.จุฬธิดา โฉมฉาย คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) เปิดเผยข้อมูลจากรายงาน Annual Graduate Employer Survey 2025 ซึ่งรวบรวมความคิดเห็นจากบัณฑิตจำนวน 412 คน ควบคู่กับผู้ประกอบการ และผู้ว่าจ้าง จากองค์กรชั้นนำจำนวน 63 แห่งครอบคลุมอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ธุรกิจบริการ โรงแรม, การให้คำปรึกษา, เทคโนโลยีซอฟต์แวร์ รวมถึงผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ ตลอดจนอาจารย์ที่ปรึกษาของบัณฑิตที่ศึกษาต่อในต่างประเทศ ทั้งสองชุดข้อมูลสะท้อนเทรนด์ความต้องการแรงงานในอนาคต โดยนายจ้างในประเทศไทยให้ความสำคัญกับทักษะหลัก 3 ด้าน ซึ่งจะเป็น “หัวใจของความพร้อมในการทำงาน” ได้แก่ 1.ทักษะการสื่อสารในระดับนานาชาติ (Global Communication) 2.ความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยี AI และดิจิทัล (AI & Digital Literacy) และ 3.ความพร้อมในการทำงานจริงและการปรับตัวในสภาพแวดล้อมการทำงาน (Workplace Readiness)

โดยผลสำรวจพบว่า 93% ของนายจ้าง ระบุว่า ความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาที่สอง เป็นทักษะสำคัญที่สุดในการจ้างงานโดยเฉพาะในองค์กรที่ทำธุรกิจในระดับภูมิภาคและนานาชาติ ต้องการบุคลากรที่สามารถ เข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสามารถสื่อสารอย่างมั่นใจในระดับมืออาชีพ และมีความเคารพในความต่างทางวัฒนธรรม แนวโน้มนี้ชี้ชัดว่า ในปี 2569 มหาวิทยาลัยควรปรับการเรียนการสอนภาษาให้สอดคล้องกับบริบทการทำงานจริง เช่น การนำเสนอ การเจรจา และการทำงานในทีมข้ามวัฒนธรรม Cross Culture)

ในขณะผลสำรวจยังพบอีกว่า 90% ของนายจ้าง คาดหวังให้พนักงานมีความเข้าใจและสามารถใช้ เครื่องมือ AI ใน การวิเคราะห์ข้อมูล และระบบการทำงานแบบดิจิทัล ได้อย่างคล่องแคล่ว ทักษะเหล่านี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะสายเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น ทักษะพื้นฐานของทุกสายอาชีพ ตั้งแต่การตลาด ธุรกิจ ไปจนถึงการบริการ เพราะ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในทุกวัน คนที่ใช้เครื่องมือดิจิทัลและข้อมูลได้ดีจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า ซึ่งข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาคการศึกษาไทยต้องเร่งบูรณาการ ความรู้ด้าน AI และ Data Literacy ในทุกหลักสูตร พร้อมส่งเสริมให้ผู้เรียนเข้าใจการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม

ขณะเดียวกันพบว่ามากกว่า 75% ของนายจ้าง ระบุว่า ความสามารถในการปรับตัวและลงมือทำงานได้จริงในปีแรก เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการประเมินศักยภาพของบัณฑิต มากกว่าผลการเรียนหรือวุฒิการศึกษา นายจ้างจำนวนมากต้องการผู้สมัครที่มีประสบการณ์ ฝึกงาน โครงงานจริง หรือการเรียนรู้จากสถานการณ์ในภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันนายจ้างยังมองว่าความมั่นใจและความฉลาดทางอารมณ์เป็นจุดอ่อนที่ต้องเร่งพัฒนา แม้ว่านายจ้างส่วนใหญ่พึงพอใจกับคุณธรรมและการทำงานเป็นทีมของบัณฑิต

แต่กว่า 60% พบว่าผู้จบการศึกษายังขาด “ความมั่นใจในการสื่อสารและการจัดการอารมณ์ในสถานการณ์กดดัน” นายจ้างมองว่าทักษะด้านจิตใจและอารมณ์เป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำงานในยุคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เนื่องจาก“ทักษะทางเทคนิคทำให้ได้งาน แต่ความฉลาดทางอารมณ์คือสิ่งที่ทำให้คนเติบโตในงาน”  สถาบันการศึกษาควรให้ความสำคัญกับ การพัฒนา Soft Skills เช่น ความมั่นใจ ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ และความฉลาดทางสังคม เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับโลกการทำงานจริง

คณบดี MUIC กล่าวต่อว่า MUIC ได้สรุป 7 แนวทางสำคัญที่สถาบันการศึกษาไทยควรปรับตัวทันที ได้แก่ 1.AI & Data Literacy for All: ฝังทักษะ AI และ Data Analysis ลงในทุกหลักสูตร ไม่จำกัดเฉพาะสายไอที , 2.Work – Integrated Learning (WIL): ผนวกการฝึกงานและเคสจริงจากองค์กร เพื่อลดช่องว่าง เรียนจบแต่ทำงานไม่เป็น” , 3.Global Communication Bootcamp: เน้น “ภาษางาน” (Business Language) ที่ใช้ทำงานจริง เช่น ภาษาเพื่อการนำเสนอ, ภาษาเพื่อการเจรจา, การเขียนอีเมลธุรกิจ และการทำงานในทีมข้ามวัฒนธรรม (Cross-cultural Communication) , 4.Critical Thinking Studio: จัดเวิร์กช็อปแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เช่น Case-based Analysis, Decision Tree & Hypothesis-driven Thinking เพื่อลดปัญหา คิดไม่เป็น ตัดสินใจไม่ชัด , 5.Emotional Resilience & Professional Etiquette: ฝึกการทำงานภายใต้แรงกดดันและความเป็นมืออาชีพ เพื่อเพิ่มวุฒิภาวะ , 6.Career Tracks & Micro-Credentials: ออกแบบเส้นทางทักษะ (Skill Mapping) และใบรับรองทักษะเฉพาะทาง (Micro-Credential Certificates) ที่นายจ้างสามารถเข้าใจ เช่น Data–AI Track, Cybersecurity Track, Digital Hospitality Track, HealthTech Track และ ESG/Sustainability Track และ 7.Language as an Economic Skill: ปรับวิชาภาษาให้เป็น “วิชาทักษะทำงาน” ไม่ใช่เพื่อสอบเท่านั้น แต่เป็นภาษาเพื่อการสื่อสารในงานจริง การสรุปงาน การเจรจา และการนำเสนอ 

ทั้งนี้ MUIC ได้ทำการวิเคราะห์จากข้อมูลข้างต้น และมีข้อสรุปออกมาว่า 5 กลุ่มสายอาชีพที่จะเติบโตสูงใน 5 ปีข้างหน้า ได้แก่ 1.ดิจิทัล – ข้อมูล – AI เช่น นักวิเคราะห์ข้อมูล, วิศวกรข้อมูล, ผู้เชี่ยวชาญด้าน Prompt/Automation 2.ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ / การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านดิจิทัล (Digital Compliance) เช่น นักวิเคราะห์ความปลอดภัยไซเบอร์, ผู้เชี่ยวชาญด้าน GRC (Governance, Risk & Compliance)/Privacy 3.การท่องเที่ยว–บริการเชิงคุณภาพแบบดิจิทัล เช่น การตลาดดิจิทัลในธุรกิจโรงแรม, การออกแบบประสบการณ์ (Experience Design) ให้ผู้เข้าพักประทับใจตั้งแต่ต้นจนจบ 4.การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เน้นการป้องกันและการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน (Healthcare and Wellness) โดยใช้ AI และ เครื่องมือดิจิทัล เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพรายบุคคล, การสื่อสารด้านสุขภาพเฉพาะกลุ่ม และ 5.การปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจและสังคมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากขึ้น (Green transformation) เช่น นักวิเคราะห์และจัดทำรายงานประเมินด้านความยั่งยืนหรือ ESG (Environment, Social & Governance), การจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน)

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว MUIC ได้นำร่องปรับหลักสูตรใหม่ 17 สาขา ครอบคลุมทั้งสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี บริหารธุรกิจ และศิลปศาสตร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อปั้นบัณฑิตให้ ‘พร้อมทำงานจริง‘ (Workplace Readiness) เราได้บูรณาการทักษะจำเป็นแห่งยุค AI และดิจิทัลเข้าไปในหลักสูตร และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านระบบ I-Design Elective ที่นักศึกษาสามารถเลือกเรียนวิชาเสริมเพื่อสร้างทักษะเฉพาะตัว เรามั่นใจว่าบัณฑิตที่จบจากหลักสูตรใหม่นี้จะตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานแห่งอนาคต” ศ.พญ.จุฬธิดา กล่าวทิ้งท้าย

Health News : ไข้หวัดใหญ่ระบาดเร็วในยุโรป

Health News : ไข้หวัดใหญ่ระบาดเร็วในยุโรป

Health News : ไข้หวัดใหญ่ระบาดเร็วในยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Health News : ไข้หวัดใหญ่ระบาดเร็วในยุโรป

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำภูมิภาคยุโรประบุว่าไข้หวัดใหญ่ได้แพร่ระบาดไปทั่วภูมิภาคยุโรปเร็วกว่าปกติในฤดูหนาวปีนี้ โดยในบรรดา 38 ประเทศที่รายงานข้อมูล พบว่าอย่างน้อย 27 ประเทศกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ในระดับที่สูงหรือสูงมาก ขณะที่ในไอร์แลนด์ คีร์กีซสถาน มอนเตเนโกร เซอร์เบีย สโลวีเนีย และสหราชอาณาจักร มีผู้ป่วยมากกว่าครึ่งหนึ่งตรวจพบเชื้อไข้หวัดใหญ่ หลังจากเข้ารับการตรวจด้วยอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่

ฮันส์ อองรี พี. คลูเกอ ผู้อำนวยการสำนักงานองค์การฯ ประจำภูมิภาคยุโรป ระบุว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ (เอช3เอ็น2) กลุ่มย่อยเค ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยใหม่ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ ทว่าขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าสายพันธุ์ย่อยดังกล่าวก่อโรคในระดับรุนแรงขึ้น โดยองค์การฯ เผยว่าสายพันธุ์ย่อยนี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 90 ของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่ได้รับการยืนยันทั้งหมดในภูมิภาค

ข้อมูลเบื้องต้นจากสหราชอาณาจักรชี้ให้เห็นว่า วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลในปัจจุบันช่วยลดความเสี่ยงอาการรุนแรงจากเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ (เอช3เอ็น2) แม้ว่าวัคซีนไม่อาจป้องกันการติดเชื้อได้เต็มที่ก็ตาม พร้อมย้ำว่าการฉีดวัคซีนยังคงเป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงอาการป่วยรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์ และเด็ก รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายลำดับแรกเช่นกัน