เปิดฉาก ‘SITE 2026’ ดันไทยสู่เกมลงทุนแห่งปีเชื่อมนวัตกรรมพบทุนโลก

เปิดฉาก 'SITE 2026' ดันไทยสู่เกมลงทุนแห่งปีเชื่อมนวัตกรรมพบทุนโลก

เปิดฉาก ‘SITE 2026’ ดันไทยสู่เกมลงทุนแห่งปีเชื่อมนวัตกรรมพบทุนโลก

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.45 น.

NIA เปิดฉาก SITE 2026 ดันไทยสู่เกมลงทุนแห่งปีเชื่อมนวัตกรรมพบทุนโลก ชูแนวคิด “Global Innovation Impact: The Year of Investment”  เปิดเวทีเชื่อมสตาร์ตอัป นักลงทุนและพันธมิตรระดับนานาชาติ

25 พฤษภาคม 2569 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA แถลงข่าวการจัดงาน SITE 2026 ภายใต้แนวคิด “Global Innovation Impact: The Year of Investment” ระหว่างวันที่ 25 – 27 มิ.ย.2569 ณ Paragon Hall พร้อมขยายพื้นที่ครอบคลุม Nex Hall ชั้น 5 และ SCBx Next Stage ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า งาน SITE 2026 ในปีนี้จะก้าวจากเวทีแห่งการเชื่อมโยง สู่เวทีที่มุ่งสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยต่อยอดจากทิศทางของงานในปีที่ผ่านมา ซึ่งเน้นการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ มาสู่ปีนี้ที่มุ่งผลักดันให้เครือข่ายดังกล่าวนำไปสู่การลงทุน ความร่วมมือใหม่ และโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในมิติของการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเติบโต และการเปิดประตูสู่ตลาดระดับภูมิภาคและนานาชาติ

“ปีนี้ เราต้องการให้ SITE 2026 เป็นแพลตฟอร์มที่โอกาสพบกับเงินทุน และนวัตกรรมพบกับพันธมิตรระดับโลก  เพราะ Innovation Impact ไม่ได้วัดจากความใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากคุณค่าและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้จริง” ดร.กริชผกา กล่าวและว่า

NIA วางบทบาทของงาน SITE 2026 ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่ผลกระทบระดับโลก ผ่าน 5 แกนหลัก ได้แก่ Frontier Tech & Future Industries, Investment-Ready Innovation, Global Connectivity, Multiplier Effect และ Strategic Alliances เพื่อเชื่อมประเทศไทยกับเครือข่ายเมืองนวัตกรรมสำคัญทั่วโลก และเปิดทางให้สตาร์ตอัปไทยปักหมุดในเวทีโลกชัดเจนยิ่งขึ้น

ผอ.NIA กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ NIA ยังมุ่งให้ SITE 2026 สร้างผลกระทบเชิงระบบนวัตกรรมใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านระบบนิเวศนวัตกรรม และด้านความร่วมมือระดับโลก ผ่านอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่าง AI, Deep Tech, Sustainability และ Wellness Economy ควบคู่กับนวัตกรรมที่พร้อมใช้งานจริงในภาคเศรษฐกิจและสังคม

“เหตุผลสำคัญที่ปีนี้ SITE 2026 ใช้คำว่า “The Year of Investment” เพราะการลงทุนคือกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยนศักยภาพของนวัตกรรมไทยให้กลายเป็นการเติบโตจริง โดยข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าในปี 2025 มูลค่าการลงทุนในสตาร์ตอัปไทยอยู่ที่ประมาณ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดเงินพร้อมลงทุนในระบบนวัตกรรมไทยมีมูลค่ารวมมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 32,000 ล้านบาท สะท้อนว่าปี 2026 คือจังหวะสำคัญของการเชื่อมนวัตกรรมกับแหล่งทุนอย่างเป็นรูปธรรม” ดร.กริชผกา ระบุ

สำหรับไฮไลต์ของงาน SITE 2026 ปีนี้ NIA ได้ออกแบบกิจกรรมให้ครบทั้งเวทีแห่งอนาคต เวทีแห่งโอกาสการลงทุน และเวทีแห่ง ecosystem ไทย  ตั้งแต่เวทีเสวนาและฟอรัมระดับโลก  การรวม 100 สตาร์ตอัปกลุ่มเทคโนโลยีแห่งอนาคต และ 100 นวัตกรรมที่พร้อมใช้งานจริง  เวที Pitch และกิจกรรม Business Matching ไปจนถึง International Pavilion พื้นที่ของคนรุ่นใหม่ผ่าน Startup Thailand League  จุดรวมพลังหน่วยงานสนับสนุนจากภาครัฐ ความร่วมมือใหม่ในมิติ design, business และ innovation ผ่าน SYNC Design & Innovation ตลอดจนพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับนักประดิษฐ์ นักสร้างสรรค์ และคนรุ่นใหม่ผ่าน Maker Faire Bangkok ที่จะเข้ามาเติมมิติของการลงมือสร้างจริงและวัฒนธรรมนวัตกรรมให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

ในมิติของการลงทุน SITE 2026 ตั้งเป้าให้เป็น “ตลาดนัดการลงทุนจริง” ของปี โดยเชื่อมสตาร์ตอัปไทยเข้ากับ VC, CVC, นักลงทุนต่างประเทศ และพันธมิตรทางธุรกิจในงานเดียว ขณะเดียวกันยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้าถึงเทคโนโลยี เครือข่าย และโอกาสการลงทุนข้ามพรมแดน ผ่านความร่วมมือจากประเทศสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์

ทั้งนี้ ภายในงานแถลงข่าวยังมีการจัดแสดงผลงานจาก 8 สตาร์ตอัปชั้นนำ ที่สะท้อนศักยภาพของนวัตกรรมไทยและผลลัพธ์จากการต่อยอดผ่านกลไกสนับสนุนของ NIA อาทิ BOTNOI, Family Deaf, Happenn, MUI Robotics, Heal and Soul, Techcare, Zengrowth และ Brain Dynamic

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มแห่งโอกาส ที่เชื่อมนวัตกรรมไทยสู่การลงทุน พันธมิตรและความร่วมมือระดับโลก ได้ที่ SITE 2026 ระหว่างวันที่ 25–27 มิ.ย.2569 ณ Paragon Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ลงทะเบียนได้ที่ site.nia.or.th

หลอดเลือดหัวใจตีบ ภัยเงียบที่ไม่เลือกวัย แน่นหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ ต้องระวัง

หลอดเลือดหัวใจตีบ ภัยเงียบที่ไม่เลือกวัย  แน่นหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ ต้องระวัง

หลอดเลือดหัวใจตีบ ภัยเงียบที่ไม่เลือกวัย แน่นหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ ต้องระวัง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนทั่วโลก และหนึ่งในโรคที่พบบ่อยที่สุดคือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease) ซึ่งหลายคนอาจจะยังเข้าใจผิดว่าโรคนี้เป็นปัญหาของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว โรคหลอดเลือดหัวใจตีบสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แม้อายุไม่ถึง 40 ปี ก็อาจมีความเสี่ยงได้เช่นกัน

แพทย์หญิงทรายด้า บรูณสิน อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานีอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease) เกิดจากการที่ผนังหลอดเลือดหัวใจมีการสะสมของคราบไขมัน (Plaque) ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ จนทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอกโดยเฉพาะเวลาออกแรงหรือเครียด ปวดร้าวไปที่ไหล่ แขนซ้าย คอ หรือกราม หายใจลำบาก หอบง่าย เหนื่อยผิดปกติ  หรือในกรณีรุนแรงอาจนำไปสู่กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่พฤติกรรมการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป การนั่งทำงานนาน ๆ ความเครียด การรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด และการออกกำลังกายน้อย ต่างเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดโรคนี้เร็วขึ้น แม้ในคนอายุยังไม่ถึง 40 ปีก็สามารถมีความเสี่ยงได้เช่นเดียวกัน

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากกระบวนการที่ซับซ้อน แต่มีปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้น ได้แก่

คอเลสเตอรอลและไขมันในเลือดสูง: ไขมันเลว (LDL) สามารถไปสะสมที่ผนังหลอดเลือด / ความดันโลหิตสูง: ทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมและตีบเร็วขึ้น /  เบาหวาน: ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า / การสูบบุหรี่: สารพิษในบุหรี่ทำลายผนังหลอดเลือดและทำให้เกล็ดเลือดจับตัวง่าย / ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ: ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของหัวใจ / กรรมพันธุ์: หากในครอบครัวมีประวัติโรคหัวใจ ย่อมเพิ่มความเสี่ยง

การตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบสามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการซักประวัติหาความเสี่ยงของโรค การตรวจสุขภาพประจำปี แต่สำหรับผู้ป่วยที่ไปพบแพทย์ด้วยอาการแน่นหน้าอกเหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือหน้ามืด แพทย์จะใช้การอัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram : ECHO) คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) และการเดินสายพาน (EST-Exercise Stress Test) บางกรณีอาจจำเป็นต้องตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยวิธีการทำ CT Scan (CTA Coronary Artery) เพื่อหาอาการผิดปกติประกอบการวินิจฉัยโรคร่วมด้วย

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

สำหรับแนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่มีอาการเรื้อรังหรือคงที่ คือมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก เป็นๆ หาย ๆ ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ แพทย์จะวางแผนการรักษาด้วยการใช้ยา แนะนำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ขยายหลอดเลือดด้วยการทำบอลลูน หรือผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค, กลุ่มที่มีอาการแบบเฉียบพลัน ผู้ป่วยมักจะมาด้วยอาการ เจ็บแน่นหน้าอกร่วมกับเหนื่อยหอบ หน้ามืด เป็นลม หมดสติหรือหัวใจหยุดเต้น แพทย์จะรักษาด้วยการทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจทันที

การป้องกันสำคัญที่สุด

แม้การแพทย์ในปัจจุบันจะก้าวหน้าเพียงใด แต่การป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบก็ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด ลดอาหารมัน เค็ม และหวาน การออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที พักผ่อนให้เพียงพอ และตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก

เริ่มต้นสำรวจพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวเอง และหันมาดูแลหัวใจตั้งแต่วันนี้ เพราะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบไม่ใช่โรคที่เลือกอายุ มันอาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะหนุ่มสาวหรือผู้สูงวัย

‘สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล’ เป็นประธานทอดผ้าไตรบังสกุลในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ‘นางจำลอง อินทรชิต’

‘สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล’ เป็นประธานทอดผ้าไตรบังสกุลในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ‘นางจำลอง อินทรชิต’

‘สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล’ เป็นประธานทอดผ้าไตรบังสกุลในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ‘นางจำลอง อินทรชิต’

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.39 น.

เพราะ ‘แม่’ คือผู้ให้ความสุข – รอยยิ้ม ตราบนิจนิรันดร์ ด้วยความอาลัยรัก “คุณแม่จำลอง อินทรชิต”

เมื่อวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ ฌาปนสถาน วัดลาดเป็ด ตำบล ท่าช้าง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานทอดผ้าไตรบังสุกุลในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางจำลอง อินทรชิต (เป็นกรณีพิเศษ) โดยมีบุตรและธิดา ได้แก่ 1.นายสุรจิตต์ อินทรชิต (อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  2.นางจงกล ขันพิจิตร  3.นายสุรวุฒิ อินทรชิต 4.นายจิรวัฒน์ อินทรชิต    5.นางเบญจมาศ อินทรชิต พร้อมด้วย นายวิทยา ฉายสุวรรณ อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยวน พันธ์สกุล อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธนู มีแสงเงิน อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย อดีตอธิบดีกรมหม่อนไหมและอดีตรองเลขาธิการ ส.ป.ก. นางสาววรรณพร ดอกจำปา อดีตผู้ตรวจราชการกรม ส.ป.ก. นางสาวจิราทิตย์ โรจน์อุ่นวงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารกองทุน   นายอุกฤษฏ์ อินทาภรณ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักวิชาการและแผนงาน    นายบัณฑิต สุคนธบัณฑิต อดีตปฏิรูปที่ดินจังหวัดเลย นางสุกันตา ศรีกำพล อดีตปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี นางศิรประภา สุคนธบัณฑิต ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ นายสุพัฒ มูลพฤกษ์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางสาวเปรม ตู้ดำ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดอ่างทอง   นางสาวพรพรรณ ภูวนธรรม อดีตผู้อำนวยการกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ส.ป.ก. ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

“คุณแม่จำลอง อินทรชิต เป็นผู้ที่มีความขยันหมั่นเพียร โอบอ้อมอารี เป็นมิตรกับทุกคน  ชอบทำบุญทำทานและบริจาคทรัพย์เป็นสาธารณกุศลอยู่เป็นเนืองนิจ”

แม้ว่าเราจะสูญเสียท่านไป แต่ความทรงจำและคุณความดีที่ท่านได้อุทิศตนเพื่อทะนุบำรุงพุทธศาสนา จะยังคงอยู่ และระลึกถึงความประทับใจไปตลอดกาล คุณแม่จำลอง อินทรชิต ได้ล้มป่วยด้วยโรคติดเชื้อในกระแสโลหิต โดยเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลในจังหวัดชลบุรีและได้ถึงแก่กรรมด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.55 น. รวมสิริอายุ 86 ปี การจากไปของคุณแม่จำลอง อินทรชิตในครั้งนี้ สร้างความ เศร้าโศกแก่ บุตร – ธิดา และญาติมิตรเป็นอย่างยิ่ง และเป็นความสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของครอบครัวอินทรชิตเป็นอย่างยิ่งเฉกเช่นคำกล่าวนี้ อันมีความหมายลึกซึ้งที่ได้หยิบยกมาเป็นตัวอย่างตอนหนึ่ง  ซึ่งกล่าวไว้อย่างจับใจในพิธีฌาปนกิจฯของท่านว่า “ความตายไม่มีขอบเขตเรื่องศาสนา ความตายไม่กำหนดวันและเวลา  ความตายไม่นำพาเรื่องของวัย ความตายไม่มีแบบอย่างตายอย่างไร? ความตายไซร้เท่านั้น!! นิรันดร”

สุดท้ายนี้ คณะเจ้าภาพ ขอขอบพระคุณทุกท่าน ที่ได้กรุณาให้เกียรติร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล ร่วมฟังสวดพระอภิธรรมฯ  และร่วมพิธีฌาปนกิจฯ “คุณแม่จำลอง อินทรชิต” ตลอดจนร่วมนำพวงหรีดแสดงความไว้อาลัยและร่วมสมทบปัจจัยทำบุญในครั้งนี้ ด้วย

ฉลองมงคลสมรส ภัทริน บุราวาศ-ศศิอาภาฬ์ บุญช่วย

ฉลองมงคลสมรส ภัทริน บุราวาศ-ศศิอาภาฬ์ บุญช่วย

ฉลองมงคลสมรส ภัทริน บุราวาศ-ศศิอาภาฬ์ บุญช่วย

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

ต้อนรับความชุ่มฉ่ำของฤดูฝนด้วย คู่ข้าวใหม่ปลามันที่จูงมือกันเข้าสู่พิธีมงคลสมรสอย่างเรียบง่ายแต่อบอุ่นและอบอวลไปด้วยความรัก ระหว่างเจ้าบ่าว ภัทริน บุราวาศ บุตรชาย ภาวิไล-พ.ต.อ.พลวัต บุราวาศ และเจ้าสาว ศศิอาภาฬ์ บุญช่วย บุตรี วรรณี บุญช่วย -พรเทพ อ่วมแย้ม  ณ ห้องไดมอนด์โดม โรงแรมควีนส์แลนด์ ถนนศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

เจ้าสาวคนสวย ศศิอาภาฬ์ บุญช่วย จบการศึกษาระดับปริญญาโท M.Sc Marketing and International management, University of Reading สหราชอาณาจักร ประกอบธุรกิจส่วนตัวหลายด้าน ส่วนเจ้าบ่าว ภัทริน บุราวาศ จบการศึกษาระดับปริญญาโท M.Sc. Real Estate, University of Reading สหราชอาณาจักร ปัจจุบันเป็นสถาปนิกอิสระ แม้จะเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่ทั้งคู่รู้จักกันได้เพราะมีเพื่อนเป็นพ่อสื่อแม่สื่อให้ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักกัน สิ่งที่ทำให้ความรักเติบโตคือความธรรมดาที่ทำให้วันธรรมดาๆ ของทุกวันเป็นวันที่พิเศษ ที่ทำให้เราอยู่ด้วยกันแล้วเหมือนเป็นบ้านของกันและกัน จากคนรักจึงได้มาเปลี่ยนสถานะเป็นคู่ชีวิตร่วมสร้างครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรักความอบอุ่น

++++++++++++

บ่าวสาว ภัทริน บุราวาศ-ศศิอาฬ์ บุญช่วย พร้อมด้วยมารดาบิดาเจ้าบ่าว ภาวิไล-พ.ต.อ.พลวัต บุราวาศ มารดาบิดาเจ้าสาว วรรณี บุญช่วย – พรเทพ อ่วมแย้ม (แถวยืน) พี่ชายเจ้าบ่าว ภารัฐ-ภัทระ บุราวาศ และ น้องชายเจ้าสาว พรรณพงศ์ อ่วมแย้ม

บ่าวสาวแลกแหวนเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตคู่

บิดาเจ้าบ่าว พ.ต.อ.พลวัต บุราวาศ ต้อนรับ อดีต รมว.ต่างประเทศ กษิต-จิตนาภิรมย์, ผาณิต พูนศิริวงศ์, อารสา เตมิยาจล, ธิดา สมะลาภา และ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา

มารดาเจ้าบ่าว ภาวิไล บุราวาศ ต้อนรับเพื่อนๆ (นั่ง)ทัศนาลักษณ์ สันติกุล, ดวงพร พาณยง, ศิริพันธุ์ มณีรัตน์, สมศรี ลัทธพิพัฒน์, ศศินี ภัททิยกุล (ยืน) พล.อ.วิชิต ยาทิพย์, พล.ร.ต.หญิง สุรัชฎา ชลออยู่, ภัทราดา ยมนาค และ พล.ท.อิสสระ วัชรประทีป

 เพื่อนๆ ภาวิไล บุราวาศ ร่วมยินดีกับหลานชาย-หลานสะใภ้

พล.อ.วิชิต – พล.ท.หญิง จุไรภัทร์ ยาทิพย์ และ มนต์ฤดี – พล.ท.อิสสระ วัชรประทีป

บรรยงค์ สุวรรณผ่อง, ศ.ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์ (ราชบัณฑิต), สุมิดา พันธุ์กระวี และ ผาณิต พูนศิริวงศ์

ภารัฐ บุราวาศ, นิศากร – ม.ล.วรุตม์ วรวรรณ,ภัทระ บุราวาศ, ณัฐธินีย์ บุณยเกียรติ และ อนุรัชช สุวตะพันธุ์

ภาวิไล บุราวาศ ต้อนรับ ปรางทิพย์ – ธีรพล นพรัมภา

(นั่ง) สีวิกา เมฆธวัชชัยกุล, เนตรนฤมล ศิริมณฑล, ยศวดี บุณยเกียรติ, คุณหญิงกษมา วรวรรณฯ, ผาณิต พูนศิริวงศ์ (ยืน) ธวัชชัย ตั้งสง่า, นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์, ธัชชัย อัมพรายณ์, พิชัย คณิวิชาภรณ์ และ ธีราพร วิรุฬห์รักษ์

ต่อตระกูล ยมนาค, ธีราพร วิรุฬห์รักษ์ กับคุณพ่อเจ้าบ่าว พ.ต.อ.พลวัต บุราวาศ และผาณิต พูนศิริวงศ์

อิทธิอร บุนนาค (ซ้ายสุด) ร่วมแสดงความยินดี

ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ นีรนุช ปัทมสูต

เพชร – ภิพัชรา แก้วจินดา เป็นตัวแทนเพื่อนๆ ขึ้นกล่าวอวยพรบ่าวสาว

บ่าวสาวท่ามกลางเพื่อนๆ ที่มาร่วมยินดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาได้เมื่อกินยาอย่างเคร่งครัด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาได้เมื่อกินยาอย่างเคร่งครัด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาได้เมื่อกินยาอย่างเคร่งครัด

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.53 น.

หัวใจเปรียบเสมือนเครื่องจักรที่มหัศจรรย์ที่สุดชิ้นของมนุษย์และสัตว์ เป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างให้มาโดยเฉพาะ มันทำงานประสานเป็นระบบตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีเวลาหยุดพัก ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย

กลไกสำคัญที่ทำให้หัวใจเต้นได้แม่นยำคือ ระบบไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวและคลายตัวเป็นจังหวะสม่ำเสมอคงที่ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแสไฟฟ้าเกิดลัดวงจร เดินผิดเส้นทาง หรือถูกรบกวนด้วยปัจจัยต่าง ๆ จะทำให้เกิดสภาวะ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อน และมีความรุนแรงหลายระดับ

หนึ่งในประเภทที่พบบ่อยและมีความสำคัญทางการแพทย์มาก คือ ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือที่เรียกว่า AF (Atrial Fibrillation) คือภาวะที่หัวใจห้องบนบีบตัวไม่เป็นจังหวะ เต้นสั่นพริ้วไม่เป็นระบบ ส่งผลให้เลือดไหลเวียนช้าลงและค้างอยู่ในห้องหัวใจ ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของภัยเงียบที่น่ากลัว เพราะเลือดที่ตกค้างจะเริ่มจับตัวเป็นก้อนลิ่มเลือด และหากลิ่มเลือดนี้หลุดออกจากหัวใจเข้าไปในระบบไหลเวียนโลหิตจนไปอุดตันเส้นเลือดที่สมอง ผู้ป่วยจะเผชิญกับโรคอัมพฤกษ์อัมพาต

เมื่อเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้น แต่ในผู้ป่วยบางคนอาจไม่รู้สึกว่าผิดปกติอะไร แต่บางรายอาจมีอาการแตกต่างกันตามประเภทของความผิดปกติ หลายคนมีอาการใจสั่น รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นรัวแรง เต้นสะดุด หรือบางครั้งรู้สึกเหมือนใจวูบหายไปชั่วขณะ หากหัวใจเต้นเร็วเกินไป ร่างกายจะเริ่มอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย แม้ไม่ได้ออกแรงหนัก หายใจไม่อิ่ม และอาจมีอาการแน่นหน้าอกร่วมด้วย แต่ถ้าหากหัวใจเต้นช้าเกินไป เลือดจะไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เวียนศีรษะ หน้ามืด มึนงงเหมือนจะเป็นลม หรืออาจหมดสติได้ ผู้ป่วยบางรายมีอาการใจสั่น และความรู้สึกไม่สบายในช่องอก ซึ่งเป็นอาการที่อธิบายได้ยาก

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ มักเกิดจากความเสื่อมตามวัย ซึ่งนับเป็นปัจจัยหลัก เมื่ออายุเรามากขึ้นก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น และยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ซึ่งมีสาเหตุจากโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจ ไทรอยด์เป็นพิษ และโรคอ้วน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงมีความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มมีคาเฟอีนปริมาณมากเกินไป หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งส่งผลให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลง จึงเป็นเหตุให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ในที่สุด

การรักษาด้วยยา มีเป้าหมายหลักคือ การจัดการระบบไฟฟ้าหัวใจให้กลับมาคงที่ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย

ยาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามอาการของผู้ป่วย

กลุ่มแรก คือ ยาควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อไม่ให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป จนหัวใจล้าและล้มเหลว

กลุ่มที่สอง คือ ยาปรับจังหวะหัวใจ เพื่อเปลี่ยนจังหวะที่ปั่นป่วนให้กลับมาเต้นตามธรรมชาติ

กลุ่มสุดท้าย มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วย AF คือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ

อย่างไรก็ตาม การใช้ยาเหล่านี้ต้องเน้นวินัยของผู้ใช้ยาเป็นสำคัญ ผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้ตรงเวลาสม่ำเสมอและ ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ คือเรื่องของปฏิกิริยาระหว่างยา หรือยาตีกัน โดยเฉพาะผู้ใช้ยาละลายลิ่มเลือดกลุ่ม Warfarin ยาตัวนี้มีความไวสูงต่ออาหารและยาอื่น ๆ ดังนั้น ผู้ป่วยที่ใช้ Warfarin ต้องระวังการบริโภคผักใบเขียวเข้มที่มีวิตามินเคสูง เช่น ผักคะน้า ผักโขม บรอกโคลี ในปริมาณมากหรือน้อยเกินไปกว่าปกติที่เคยรับประทาน เพราะวิตามินเคจะไปต้านฤทธิ์ยา ทำให้ยาไม่ออกฤทธิ์สมบูรณ์ เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน

ในทางตรงกันข้าม การรับประทานยาสมุนไพร หรืออาหารเสริมบางชนิด เช่น แปะก๊วย โสม กระเทียมสกัด หรือน้ำมันปลา อาจไปเสริมฤทธิ์ยาจนทำให้เลือดออกไม่หยุด แม้แต่ยาแก้ปวด แก้อักเสบ กลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น Ibuprofen ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในทางเดินอาหารอย่างรุนแรง

สัญญาณอันตรายที่ผู้ป่วยกินยาละลายลิ่มเลือดต้องสังเกต คือ ภาวะเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลบ่อย เลือดออกตามไรฟันขณะแปรงฟันแล้วเลือดหยุดไหลยาก มีจ้ำเลือด หรือรอยช้ำตามผิวหนังโดยไม่ได้ถูกกระแทก หรือกรณีที่รุนแรง คืออุจจาระมีสีดำเหมือนน้ำมันดิน ซึ่งบ่งบอกว่ามีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

แต่ข่าวดีคือ ถึงแม้จะมีปัญหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ แต่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ รวมกับวินัยในการรับประทานยา ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การจัดการความเครียด การออกกำลังกายเบา ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ และหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นทุกชนิด และทำความเข้าใจธรรมชาติของโรค โดยเฉพาะอันตรายของ AF จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ประมาท และร่วมมือในการรักษาอย่างใกล้ชิด เหล่านี้จะทำให้พ้นอันตราย

สุดท้ายแล้ว เป้าหมายของการรักษาโรคนี้ ไม่ใช่แค่ทำให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอเพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายสำคัญคือการป้องกันอัมพาต การทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่มีคุณภาพ

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เรื่องนี้มีประวัติ: โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา

เรื่องนี้มีประวัติ: โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา

เรื่องนี้มีประวัติ: โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.19 น.

‘เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม’ 

พระปฐมบรมราชโองการ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม 2493

สวนจิตรลดาเขต     พระนิเวศน์ ณ ธานี

เนาองค์พระทรงศรี      นคเรศรภูมินทร์

เขตวังมโหฬาร์              ทศนาฉมาจินต์

แลท้องสนามติณ               ฤก็ขึ้นระเบียบเคียง

เป็นที่ ธ ทดลอง             กิจผองก็รายเรียง

นาไร่ผิว์มองเมียง               จะเจอพืชและยุ้งฉาง

โคนมก็มีอยู่                     พิศดู ณ ตามทาง

บ่อปลากะไว้วาง                ก็เพาะพันธุมัจฉา

มากยิ่งละสิ่งหลาก         ละก็ยากจะพรรณา

ตัวอย่างก็ยกมา                 ฤก็เห็นจะเพียงพอ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์นำชมพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ไว้ใน คำฉันท์ดุษฎีสังเวย และกาพย์ขับไม้กล่อมพระศรีนารัฐราชกิริณี ในพระราชพิธีขึ้นระวางสมโภชช้างสำคัญที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อ พ.ศ. 2520 ตอน ชมเมือง

ในรัชสมัยแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองกำลังพัฒนาในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้เจริญทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ เพื่อให้อาณาประชาราษฎร์มีความสุขเกษม ดังนั้น การที่เราได้เกิดมาภายใต้พระร่มพระบรมโพธิสมภารแห่งพระองค์ท่านจึงถือได้ว่าเป็นความโชคดีอย่างที่สุด และด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน จึงทำให้ประชาชนชาวไทยมีความสุข ความเจริญมาจนทุกวันนี้ 

พสกนิกรต่างสำนึกเป็นอย่างดีว่าพระองค์ท่านทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ตลอดเวลา ด้วยมีพระราชประสงค์ให้คนไทยอยู่เย็นเป็นสุขตามอัตภาพ ดังนั้น พระองค์จึงมีพระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง นับเป็นแนวคิดปรัชญาที่จุดประกายนำไปสู่การพัฒนาและสร้างสรรค์ให้ประเทศชาติของเราเจริญรุ่งเรือง แล้วยังทำให้หลายประเทศบนโลกใบนี้น้อมนำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้ด้วย

สวนจิตรลดาฯ หรือพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน นับเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญในด้านการเกษตร การประมง การพลังงานทดแทน เป็นต้น โดยทรงใช้หลักการวิทยาศาสตร์ในการศึกษาทดลอง เพื่อแสวงหามิติใหม่แห่งภูมิปัญญาแห่งแผ่นดิน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทดลองในพื้นที่พระตำหนักจิตรลดาฯ เขตพระราชฐานที่ประทับของพระองค์ ดังนั้น พระราชฐานแห่งนี้จึงได้รับการยอมรับว่า เป็นพระราชวังที่ไม่เหมือนพระราชวังใด ๆ บนโลก เพราะเป็นห้องทดลอง เป็นศูนย์การวิจัยในด้านเกษตรกรรม ประมง ปศุสัตว์ ป่าไม้ งานอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม เป็นที่ตั้งโรงสีข้าว โรงนมวัว โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และโรงงานอุตสาหกรรมการเกษตร ที่นำไปสู่การพัฒนาประยุกต์การผลิตแบบครบวงจรในที่สุด ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็เพื่อความอยู่ดี กินดี มีสุข และเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทยเป็นสำคัญ

 พระราชกรณียกิจสำคัญในช่วงแรกของการเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 คือการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมพสกนิกรในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดารที่ห่างไกลความเจริญ โดยพระองค์ท่านทรงงานหนักตลอดเวลาแทบจะทุกวัน ผลจากการเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรความจริงในเขตต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาจักร ทำให้ทรงรับรู้ความจริงทั้งปวง และยังทรงเห็นว่าพสกนิกรของพระองค์มีความเป็นอยู่ที่แสนยากลำบาก จึงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะทรงแก้ไขและระงับความทุกข์ให้พสกนิกร โดยอันดับแรกทรงเห็นว่าเกษตรกรคือกลุ่มคนสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ปัญหา เพราะอาชีพเกษตรกรรมคืออาชีพหลักของประเทศในขณะนั้น 

ในปี 2504 จึงมีพระราชดำริให้ทดลองปลูกข้าว และยางนา ภายในเขตพระตำหนักจิตรลดาฯ จึงนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทรงศึกษาปัญหาต่าง ๆ ของเกษตรกรจนถึงรากเหง้าของปัญหา แม้ในช่วงที่ทรงทดลองนั้น เป็นช่วงที่กระแสโลกกำลังเปลี่ยน โดยมีผลถึงไทยด้วยคือไทยได้รับอิทธิพลด้านการเป็นประเทศอุตสาหกรรม แต่ทรงตระหนักว่าไทยเป็นประเทศที่มีพื้นฐานทางเกษตรกรรม ดังนั้นจึงทรงทำให้สังคมเกษตรกรรมอย่างไทยสามารถปรับเปลี่ยนความเป็นอยู่ให้สอดคล้องกับกระแสโลกที่เปลี่ยนไป แต่ก็ต้องไม่สูญเสียอัตลักษณ์สำคัญของไทยที่ดำรงมาตั้งแต่โบราณกาล และต้องไม่สูญเสียภูมิปัญญาดั่งเดิมของบรรพบุรุษไทย 

ดังนั้น โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา จึงนับเป็นสถานที่สำคัญของการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง และวิจัย เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาต้นเหตุต่าง ๆ ของการเกษตรของไทย ทำให้เกิดการสร้างฐานความรู้จากการศึกษาวิเคราะห์ ผ่านการทดลอง แล้วแก้ไขปัญหาด้วยสติปัญญา จนนำไปสู่การปฏิบัติจริงเพื่อแก้ปัญหาได้ตรงประเด็นและมีประสิทธิภาพ

ด้วยพระวิริยะอุสาหะ และการที่ทรงทุ่มเทพระสติปัญญา และอุทิศพระวรกายเพื่อพสกสิกรมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ จึงทำให้พระเกียรติคุณก้องขจรไกลในสากล ดังนั้น สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองเฉลิมพระเกียรติคุณแห่งสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชผู้ทรงพระปรีชาสามารถเลิศล้ำในการนำชนบทให้วัฒนา เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2530

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองสดุดีพระเกียรติคุณในฐานะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจดีเด่นด้านอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วันที่ 4 พฤศจิกายน 2535

องค์การอนามัยโลก ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองสาธารณสุขเพื่อมวลชน วันที่ 24 พฤศจิกายน 2535

สมาคมนานาชาติด้านนิเวศน์วิทยาทางเคมี ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญสดุดีพระเกียรติคุณด้านการสงวนรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ วันที่ 26 มกราคม 2536

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญแอกริโคลา วันที่ 6 ธันวาคม 2538

สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญสดุดีพระเกียรติคุณ วันที่ 5 มิถุนายน 2539 

องค์การสภาการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีนนานาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองสดุดีพระเกียรติคุณ วันที่ 25 มิถุนายน 2540 

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเทเลฟูด วันที่ 8 ธันวาคม 2542

องค์การอนามัยโลก ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลสดุดีพระเกียรติคุณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2543

สมาคมสินเชื่อการเกษตรและชนบทภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญรวงข้าวทองคำ 23 พฤษภาคม 2548 

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ 26 พฤษภาคม 2549

และมูลนิธิ The World Food Prize ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญ Dr. Norman E. Borlaug World Food วันที่ 23 กรกฎาคม 2550     

เราคนไทยทุกคนนับว่าเป็นคนมีบุญอย่างมหัศจรรย์ เพราะว่าเรามีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรอย่างหาที่สุดมิได้           

คุณแหน : 25 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 25 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 25 พฤษภาคม 2569

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.06 น.

II ศาสตราจารย์คลินิก พลโทหญิง แพทย์หญิงสุรีย์พร คุณาไทย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจเด็ก เชิญชวนร่วมบริจาคเงินให้มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เพื่อให้เด็กที่มีปัญหาโรคหัวใจพิการมาแต่กำเนิดได้มีชีวิตรอดจนเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คุณหมอบอกว่าโดยสถิติที่พบคือ เด็กแรกเกิด 1 เปอร์เซ็นต์มีโอกาสเกิดโรคหัวใจพิการ หากคุณ ๆ ต้องการช่วยเหลือ สามารถบริจาคได้โดยตรงที่มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ดูรายละเอียดมูลนิธิฯ ได้ที่ https://www.doctordek.com/index.php/8-2 

II ประยุทธ มหากิจศิริ หรือเสี่ยเป้า หรือพี่เป้า ของหลาย ๆ คน ยังคงมีสถานภาพเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 10 ของไทยในปี 2567 โดยมีสินทรัพย์รวมประมาณ 42,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ย้ำว่าเหรียญสหรัฐฯ สำหรับธุรกิจต่าง ๆ ที่ตระกูลมหากิจศิริยังคงดูแลและดำเนินการอยู่ก็มีทั้งอังสังหาริมทรัพย์ สนามกอล์ฟ อุตสาหกรรมเหล็ก-ทองแดง โลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงแฟรนไชส์ธุรกิจอาหาร เช่น TACO BELL และ PizzaHut รวมถึงธุรกิจบันเทิงเริงรมย์ ถึงแม้ปัจจุบันมหากิจศิริจะไม่ได้ดูแลแบรนด์ Nescafe อีกต่อไป ก็ไม่ได้ทำให้ความเป็นมหาเศรษฐีหายไปจากครอบครัวนี้

II เวลาพูดถึงมหากิจศิริ นอกจากจะนึกถึงประยุทธแล้ว ยังต้องนึกถึงสุวิมล เฉลิมชัย อุษณีย์ และอุษณาด้วย เพราะบุคคลเหล่านี้คือลมใต้ปีก และเป็นตัวจักรสำคัญของธุรกิจของกลุ่มมหากิจศิริ แต่ที่น่าสนใจคือระยะหลัง ๆ ประยุทธ มีผลงานเพลงมากมายพอประมาณ แต่จะพัฒนาจนกลายเป็นศิลปินในวันข้างหน้าหรือไม่ ต้องรอดูกันต่อไป ใครที่ได้ฟังเสียงร้องของมหาเศรษฐีผู้นี้แล้ว หากไม่รู้จักตัวจริงมาก่อน อาจจะนึกว่า นี่คือศิลปินตัวจริงคนหนึ่งของวงการเพลง 

II อารยา ลาภชีวสิทธิฉัตร หรือเจ๊เล้ง เจ้าของอาณาจักรเจ้เล้ง ดอนเมือง (โปรดสังเกตอารยาเน้นคำว่าเจ้มากกว่าเจ๊ แต่ใครจะออกเสียงเจ๊ ก็ตามสบาย) วันนี้เศรษฐีนีผู้มีมีอายุ 79 ปี ไม่ได้ออกข่าวบ่อย ๆ เหมือนเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แต่ก็ยังคงสไตล์เจ้าแม่อาณาจักรค้าปลีกย่านดอนเมือง อาเจ้บอกว่า ทุกวันนี้ก็ยังทำงานเหมือนเดิม ไปที่ร้านเจ้เล้ง ดอนเมืองเป็นประจำ ไปแล้วมีความสุข เพราะได้พบปะลูกค้า ได้ดูลูกน้องทำงาน แต่บางวันเจ้ก็สวมบทแม่ค้าขายของ online แบบ Live เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย แต่เจ้ก็ยังเป็นห่วงคนที่บ้าซื้อของ online แบบไม่ยั้งคิด จึงฝากข้อคิดเพื่อเตือนใจว่า หากยังกระหนำซื้อโดยไม่ยั้งคิด ชีวิตจะมีหนี้สินท่วมหัว สุดท้ายชีวิตก็พังพาบ 

II ไม่ว่าราคาตั๋วเครื่องบินจะแพงแค่ไหน แต่สายการบินเอทิฮัด ยืนยันนำเครื่องบินรุ่นแอร์บัส A380 มาบินให้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ เชื่อมกับสนามบินซาเอด แห่งอาบู ดาบี ในเดือนตุลาคมนี้ แต่ที่เก๋กว่าคือ A380 จะมีห้องสวีทด้วย แต่มีเพียง 3 ห้องเท่านั้น นับเป็นสายการบินเดียวของโลกที่มีห้องสวีทบนเครื่อง เพราะฉะนั้น มหาเศรษฐีที่ต้องการใช้บริการนี้จึงต้องแย่งชิงกันเอาเอง

Victor Lee 

ไก่-อารีรัตน์ เซเลบริตี้ชื่อดัง ควงสัตว์เลี้ยงตัวโปรด ไขความลับจากจักรวาล ใน WTF: What’s Trend Future

ไก่-อารีรัตน์ เซเลบริตี้ชื่อดัง ควงสัตว์เลี้ยงตัวโปรด ไขความลับจากจักรวาล ใน WTF: What’s Trend Future

ไก่-อารีรัตน์ เซเลบริตี้ชื่อดัง ควงสัตว์เลี้ยงตัวโปรด ไขความลับจากจักรวาล ใน WTF: What’s Trend Future

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.21 น.

วงการสัตว์เลี้ยงต้องสะเทือน!! เมื่อในโลกใบนี้ยังมีศาสตร์การสื่อสารกับสัตว์เลี้ยง ที่ใช้พลังแห่งจักรวาล เป็นศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับการ์รันตีระดับโลก ให้คนรักสัตว์ได้เข้าใจสัตว์เลี้ยงตัวโปรดสุดรักสุดหวงของคุณ ได้อย่างง่ายดาย โดยมี “อารีรัตน์ กฤษณะสมิต หรือ คุณไก่” ผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์ชั้นสูง ในประเทศไทย และกำลังมาแรงกับงานอดิเรก ที่คนรักสัตว์น่าจะสนใจมาก ในการเป็น Professional Animal Communicator and healings หรือเข้าใจสั้นๆ คือการสื่อสารกับสัตว์ นั่นเอง

ร่วมไขความลับ และฟังประสบการณ์ได้ในรายการ “WTF: What’s Trend Future” รายการทอล์กและพอดแคสต์ที่เจาะลึกเรื่องวิสัยทัศน์ แนวคิดทางธุรกิจ รวมถึงการอัปเดตเทรนด์แห่งอนาคตจากผู้คนหลากหลายวงการ และในครั้งนี้เป็นครั้งแรกกับคนรักสัตว์เลี้ยงที่ห้ามพลาดเด็ดขาด เพราะครั้งนี้คุณจะเข้าใจลูกๆ ของคุณมากขึ้นกับศาสตร์ใหม่ที่เรียกว่า Animal Healing & Communication “การบำบัดและสื่อสารกับสัตว์”

“คุณไก่ อารีรัตน์ กฤษณะสมิต” กล่าวว่า “ส่วนตัวพี่รู้จักน้อง “ก้อง” อรรฆรัตน์ นิติพน มามากกว่า 20 ปี ตั้งแต่สมัยที่พี่ทำงานอยู่ DKSH ซึ่งในช่วงนั้นก็เคยมีโอกาสให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนาฬิกา และหลังจากนั้นก็ติดตามผลงานของน้องก้องมาโดยตลอด พร้อมทั้งชื่นชมในความสามารถและมุมมองการทำงานของน้องเสมอมา

เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับน้องก้องเกี่ยวกับอีกด้านหนึ่งของชีวิตพี่ นั่นคือศาสตร์ด้าน Animal Healing & Communication หรือการบำบัดและสื่อสารกับสัตว์ ซึ่งยังถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย พี่รู้สึกดีใจมากที่น้องก้องเปิดใจรับฟังและให้พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนมุมมองในเรื่องนี้ และขอบคุณน้องก้องที่ให้โอกาสพี่ได้มาร่วมพูดคุยในรายการ “WTF: What’s Trend Future”

ในการพูดคุยครั้งนี้ พี่ได้แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน ใน “สองโลก” ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างโลกของ Luxury Business ที่พี่ทำงานมานานหลายสิบปี และอีกโลกหนึ่งที่เป็นงานอดิเรกคือการเป็นนักบำบัดและนักสื่อสารสัตว์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่รักและศึกษาอย่างจริงจัง

สำหรับผู้ที่สนใจอยากทำความเข้าใจศาสตร์ Animal Healing & Communication ในเบื้องต้น สามารถติดตามรับชมรายการนี้ได้ และสำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ทาง Facebook: Areerat Krissanasmit, Page: Animal Healing and Communication Thailand หรือ Line ID: areeratkai”

ติดตามชมคลิปสัมภาษณ์ คุณไก่เต็มๆ ได้ทางเพจ “อายุน้อยร้อยล้าน” ในวันพุธ ที่  27  พฤษภาคมนี้  เวลา 18.00 น.

#อารีรัตน์กฤษณสมิต

#ก้องอรรฆรัตน์

#ก้องอายุน้อยร้อยล้าน

#TruffleA

#WTF #trend

#pet #อายุน้อยร้อยล้าน #animalcommunitor

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ศิษย์ขงจื๊อ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ศิษย์ขงจื๊อ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ศิษย์ขงจื๊อ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมัยโบราณบนแผ่นดินจีน มีนักปราชญ์ผู้ยอดเยี่ยมชื่อ ขงจื๊อ (Confucius) ท่านมีศิษย์มากมายที่มาเรียนรู้คุณธรรมจากท่าน

วันหนึ่ง ศิษย์สามคนได้เดินทางไปกับครูขงจื๊อ ระหว่างทางพวกเขาได้พูดคุยกันเรื่องความทะเยอทะยาน

ศิษย์คนแรก กล่าวว่า “ข้าพเจ้าอยากเป็นนักรบผู้กล้าหาญ มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแผ่นดิน”

ศิษย์คนที่สอง กล่าวว่า “ข้าพเจ้าอยากเป็นเจ้าเมืองผู้ยิ่งใหญ่ ปกครองดินแดนอันกว้างใหญ่   มีรถ มีม้า และเสื้อผ้าชั้นดี เพื่อแบ่งปันให้เพื่อนใช้ร่วมกันโดยไม่เสียดาย”

ศิษย์คนที่สามชื่อเยี่ยนฮุย เงียบอยู่นาน จึงกล่าวอย่างสงบว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการความยิ่งใหญ่หรือชื่อเสียง ข้าพเจ้าเพียงแต่อยากเป็นคนดี ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น และใช้ชีวิตอย่างถูกต้องตามธรรม  โดยไม่โอ้อวดในความดีของตน   อยากให้ประชาชนอยู่อย่างสงบสุข  เพื่อนฝูงไว้วางใจกัน  และประชาชนได้รับความเอาใจใส่”

ครูขงจื๊อฟังแล้วยิ้ม ท่านหันไปหาศิษย์ทั้งสามและกล่าวว่า

真正的伟大 = ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง  不在于地位与名聲 = ไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งและชื่อเสียง   而在于心地善良 = แต่อยู่ที่จิตใจที่เมตตากรุณา  与造福他人 = และการสร้างประโยชน์/เกื้อกูลผู้อื่น

และ 真善= ความดีที่แท้จริง  在于行= อยู่ที่การกระทำ/การปฏิบัติ  也在于诚= และความจริงใจ

ท่านสอนต่อว่า “คนที่แสวงหาชื่อเสียงมักจะหลงทาง แต่คนที่ทำความดีด้วยใจบริสุทธิ์จะได้รับความเคารพนับถือโดยธรรมชาติ”

วันต่อมา พวกเขาพบชาวนาคนหนึ่งกำลังทำนาอย่างหนัก    ภายใต้แสงแดดจ้า ศิษย์สองคนแรกเดินผ่านไปโดยไม่สนใจ แต่เยี่ยนฮุยหยุดและช่วยเหลือชาวนาจนงานเสร็จ

ครูขงจื๊อกล่าวกับศิษย์ทั้งหมดว่า “นี่แหละคือความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง ไม่ใช่การพูดถึงความดี แต่คือการลงมือทำความดีนั่นเอง”

หลายปีผ่านไป ศิษย์สองคนแรกแสวงหาตำแหน่งและอำนาจ แต่กลับล้มเหลวและสูญเสียทุกอย่าง ส่วนเยี่ยนฮุย นั้น   แม้จะไม่มีตำแหน่งสูง แต่คนทั่วแผ่นดินเคารพนับถือเพราะความดีงามและความซื่อสัตย์ของเขา

เรียบเรียงจากคัมภีร์จีน “หลุนอวี่” (Analects of Confucius)  ตอน “ต่างคนต่างกล่าวปณิธานของตน” 各言其志 (Gè yán qí zhì)

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

ตะลอนเที่ยว : เกาะมิยาจิมะแห่งฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : เกาะมิยาจิมะแห่งฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : เกาะมิยาจิมะแห่งฮิโรชิมะ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ช่วงนี้ยังขอชวนคุณเที่ยวญี่ปุ่นอีกสักหนึ่งสัปดาห์นะครับ แต่ทว่าพาเที่ยวนอกกรุงโตเกียว วันนี้เราจะไปเที่ยวเกาะมิยาจิมะ แห่งจังหวัดฮิโรชิมะ 

เวลาพูดถึงฮิโรชิมะ หลายคนอาจจะนึกถึงความหดหู่ ความเศร้าโศก ทุกข์ระทมแสนสาหัสของมนุษยชาติ อันเกิดจากความเลวทรามต่ำช้าของมนุษย์ด้วยกัน หลังจากสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ชื่อว่า Little Boy เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2488 โดยคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชื่อ แฮร์รี เอส. ทรูแมน แล้วหลังจากนั้นในวันที่ 9 สิงหาคม ปีเดียวกัน ก็สั่งให้ทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สองชื่อ Fat Man ที่นางาซากิ ผลของระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา ทำให้มีคนตายรวมทั้งหมด 140,000 คน ส่วนที่นางาซากิ มีคนตาย 80,000 คน แม้เรื่องราวแสนเลวทรามจะผ่านไปแล้วกว่า 80 ปี แต่บาดแผลได้ฝังลึกลงไปในมโนสำนึกอย่างไม่มีวันลบเลือนได้ แล้วก็ได้แต่หวังว่ามนุษย์จะไม่กระทำการอันแสนเลวทรามเหมือนอดีตอีก แต่ก็ได้แค่หวัง เพราะในปัจจุบันก็ยังมีการสู้รบ มีสงครามเกิดขึ้นบนโลกใบนี้อย่างต่อเนื่อง ราวกับไม่เคยได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์มาก่อนแม้แต่น้อย

นั่นคือช่วงเวลาที่แสนเลวร้ายในประวัติศาสตร์ แต่วันนี้จะชวนคุณไปสัมผัสความน่ารักของเกาะสวรรค์มิยาจิมะ ไปเดินเล่นดูบ้านเมือง ไปดูน้องกวางน้อยมากมายที่ชอบเดินเข้าหานักท่องเที่ยวแบบเป็นมิตรอย่างที่สุด ไปหาขนมอร่อย ๆ กินให้ชื่นใจ แล้วกินอาหารทะเลสด ๆ แล้วที่ต้องไม่พลาดคือต้องเยือนเสาโทริอิแห่งมิยาจิมะที่ตั้งอยู่ในท้องทะเล

เกาะนี้ถูกเรียกว่าเป็นดินแดนประวัติศาสตร์ และได้รับการขนานนามว่าเกาะแห่งทวยเทพ หรือเกาะของเทพเจ้า ดังนั้น จึงถูกกล่าวขานว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วยังได้รับการยอมรับว่ามีทิวทัศน์สวยงามที่สุดติดอันดับ 1 ใน 3 ของเกาะต่าง ๆ ของญี่ปุ่น 

บนเกาะมิยาจิมะมีสถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อาทิ ศาลเจ้าอิทสุคุชิมะ มีประวัติยาวนานประมาณ 1,400 ปี จึงถูกยกเป็นสมบัติประจำชาติของญี่ปุ่น โดยมีส่วนประกอบสำคัญคือเสาโทริอิสีแดงที่ตั้งอยู่ในท้องทะเล ดังนั้นในเวลาที่น้ำทะเลขึ้น จึงทำให้ทั้งศาลเจ้าและเสาโทริอิเสมือนลอยอยู่กลางทะเลสีคราม ที่มีฉากหลังเป็นภูเขาเขียวครึ้ม ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าสถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นเพราะความร่วมมือกันระหว่างเทพเจ้ากับมนุษย์ 

นอกจากศาลเจ้าอิทสุคุชิมะแล้ว ยังมีวัดอีกหลายแห่ง เช่น วัดไดกันจิ วัดไดโชอิน ยอดเขามิเซน พิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเล พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และนิทานพื้นบ้าน ศูนย์ศิลปะหัตถกรรมพื้นถิ่น และตลาดคนเดินริมทะเล แต่ที่พลาดไม่ได้เป็นอันขาดคือ การได้เดินอยู่กับน้องกวางที่แสนเชื่อง เชื่องแบบชนิดที่เดินมาหาแล้วขออาหารแบบไม่อ้อมค้อม วอนขอขนมจากนักท่องเที่ยวกินแบบเป็นกันเองไม่สนใจว่าเขาจะพูดภาษาอะไร แต่ขอย้ำว่าห้ามให้อาหารและขนมกับน้องกวางเป็นอันขาด ไม่ว่าน้องกวางจะอ้อนวอนขอมากสักเพียงใด ก็ห้ามให้ แต่ก็ต้องระวังน้องกวางแย่งขนมหรืออาหารจากมือของคุณ ในเวลาคุณกำลังเดินชมร้านรวงในย่านถนนคนเดินบนเกาะ คือบนถนนโอโมเตะซันโด แล้วสำหรับคนที่มีเวลาเที่ยวนาน ๆ ก็อาจจะไปขึ้นกระเช้าไฟฟ้าได้ด้วย 

ขอแนะนำให้คุณเดินเข้าไปเที่ยวชมในเขตหมู่บ้านบนเกาะมิยาจิมะด้วย แต่ย้ำว่าอย่าได้สอดส่ายกล้องถ่ายรูปของคุณเข้าไปในบ้านของเขาเป็นอันขาด เพราะมันคือการไม่ให้เกียรติเจ้าของบ้าน แต่หากจะถ่ายรูปก็ขอให้ถ่ายเฉพาะภาพหน้าบ้าน หรือภาพมุมกว้างเท่านั้น ซึ่งในวันนี้ได้นำภาพโคมไฟกระดาษรูปนักสัตว์ต่าง ๆ มาฝากคุณ อันที่จริงต้องบอกว่าชาวเกาะมิยาจิมะติดโคมไฟรูปสัตว์กันทุกบ้านเลย แต่ไม่แน่ใจว่าติดเฉพาะช่วง Golden Week หรือไม่ (ลืมถามชาวเมืองว่าติดถึงช่วงไหน) แต่เป็นโคมไฟที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง เพราะแต่ละอันลวดลายไม่ซ้ำกันเลย 

แน่นอนที่สุดคือ เมื่อไปถึงเกาะเทพเจ้าแห่งนี้ก็ต้องไปไหว้ศาลเจ้า และไว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็หาซื้อของกินประจำเกาะคือขนม ขนม และขนม ซึ่งล้วนทำจากแป้ง มีชื่อว่าโมมิจิมันจู ขนมไข่ทำเป็นรูปใบเมเปิ้ลแล้วสอดไส้ด้วยถั่วแดง มัน เผือก ช็อกโกแลต และยังมีขนมอาเกะ โมมิจิ คือการนำขนมโมมิจิมันจูไปชุบแป้งแล้วทอดกรอบ เสร็จแล้วใช้ไม้เสียบ และอย่าลืมชิมมิยาจิมะ ออมเล็ต เค็กเนื้อนุ่มฟูเคลือบครีมหวานตกแต่งด้วยคุ๊กกี้รูปเสาโทริอิ และกังสุ ของว่างทำด้วยลูกชิ้นปลาผสมผักทอดคลุกเกล็ดขนมปัง 

แต่ที่ต้องไม่ลืมกินเป็นอันขาดคือโอโคโนมิยากิแบบฉบับมิยาจิมะ ทำจากแป้งสาลีแผ่นบาง ๆ ทอดบนกระทะแบน แล้ววางยากิโซบะกับกะหล่ำปลี และอาหารทะเล รวมถึงวัตถุดิบชนิดต่าง ๆ ลงเป็นชั้น ๆ และทอดจนสุกส่งกลิ่นหอมฉุย แล้วขอแนะนำให้กินหอยนางรมด้วย โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว ถือได้ว่าเป็นสุดยอดน้ำมนแห่งท้องทะเลเมืองฮิโรชิมะ 

ถ้าคุณสนใจไปเที่ยวมิยาจิมะด้วยกัน โดยเน้นเที่ยวแบบละมุนละไม ไม่รีบร้อน เพื่อให้ซึมซับทั้งบรรยากาศ ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียบประเพณีของที่ท่องเที่ยวให้ครบครัน โปรดติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า 091 7233615

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower