เมื่อโรคหัวใจแต่กำเนิดคือบทเพลงยาวของชีวิต และรามาธิบดีคือวงออร์เคสตราที่บรรเลงตลอดชีวิตเพื่อผู้ป่วยทุกช่วงวัย

เมื่อโรคหัวใจแต่กำเนิดคือบทเพลงยาวของชีวิต และรามาธิบดีคือวงออร์เคสตราที่บรรเลงตลอดชีวิตเพื่อผู้ป่วยทุกช่วงวัย

เมื่อโรคหัวใจแต่กำเนิดคือบทเพลงยาวของชีวิต และรามาธิบดีคือวงออร์เคสตราที่บรรเลงตลอดชีวิตเพื่อผู้ป่วยทุกช่วงวัย

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.39 น.

ทุกวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี คือ วันโรคหัวใจแต่กำเนิดโลก (World Congenital Heart Disease Day) วันที่ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับโรคหัวใจแต่กำเนิด

  • โรคที่เริ่มต้นตั้งแต่วันแรกของชีวิต แต่ไม่เคยมีวันจบ

สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ ชีวิตคือบทเพลงยาวที่ต้องบรรเลงต่อเนื่องไปตลอดชีวิตและการดูแลหัวใจที่ซับซ้อนเช่นนี้ ไม่อาจอาศัยแพทย์เพียงคนเดียว แต่ต้องอาศัย “วงออร์เคสตรา” ที่ทุกเครื่องดนตรีต้องเข้าใจจังหวะเดียวกัน นี่คือที่มาของภารกิจสำคัญของ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ใหญ่ (Adult Congenital Heart Disease: ACHD) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

จากเด็กที่รอดชีวิต สู่ผู้ใหญ่ที่ต้องการระบบดูแลใหม่

ศ.พญ.อลิสา ลิ้มสุวรรณ กุมารแพทย์โรคหัวใจ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ริเริ่มและผลักดันการก่อตั้งศูนย์ความเป็นเลิศ Adult Congenital Heart Disease (ACHD) อธิบายว่า ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา จากโรคที่ครั้งหนึ่งเคยหมายถึง “การไม่รอดชีวิต” กลายเป็นโรคที่เด็กจำนวนมากสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ “แต่การมีชีวิตยืนยาวขึ้น ไม่ได้หมายความว่าโรคจะหายไป ”

ศ.พญ.อลิสา ลิ้มสุวรรณ กุมารแพทย์โรคหัวใจ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 

“การรักษาโรคหัวใจแต่กำเนิด ทำให้เด็กรอดชีวิตถึงเป็นผู้ใหญ่ แต่หัวใจที่..ผ่านการรักษา..นั้น มีร่องรอยหรือบาดแผลจากการซ่อมแซม แถมยังมีโรคของผู้ใหญ่มาทับถม จึงทำให้เป็นหัวใจที่ซับซ้อนเป็นอย่างมาก”

จากประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยหัวใจแต่กำเนิดมาตั้งแต่วัยเด็ก ศ.พญ.อลิสา เน้นย้ำว่า การผ่าตัดหัวใจในผู้ป่วยกลุ่มนี้ เป็นการ ‘ซ่อมแซม’ เพื่อให้หัวใจทำงานใกล้เคียงปกติที่สุด ไม่ใช่การรักษาให้กลับมาเป็นหัวใจปกติอย่างสมบูรณ์ รอยโรคเดิมนั้นยังคงอยู่และเมื่อเวลาผ่านไป หัวใจที่ผ่านการซ่อมแซมก็อาจเผชิญปัญหาใหม่ตามวัย นั่นทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ต้องเผชิญเส้นทางชีวิตด้านสุขภาพที่ยาวนานกว่าที่หลายคนคาดคิด จากเด็กที่รอดชีวิต สู่วัยรุ่น วัยทำงาน วัยผู้ใหญ่ ที่มีทั้งโรคหัวใจแต่กำเนิดและโรคหัวใจของผู้ใหญ่

“ศาสตร์ความรู้ในการดูแลโรคหัวใจแต่กำเนิดในผู้ใหญ่ จึงเป็นศาสตร์เฉพาะที่ต้องได้รับการเพิ่มพูนทักษะทั้งจากหมอเด็กโรคหัวใจและหมอหัวใจผู้ใหญ่ เพราะเป็นศาสตร์ที่มีความลึกและผสมผสานพร้อมกับองค์ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

แนวคิดนี้นำไปสู่การรวมพลังของแพทย์หลายสาขา และกลายเป็น ศูนย์ Adult Congenital Heart Disease Clinic อย่างเป็นระบบ ในคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อดูแลผู้ป่วยหัวใจแต่กำเนิดแบบต่อเนื่องตลอดชีวิต ไม่ใช่เพียงการรักษาเป็นช่วง ๆ ตามวัย

วงออร์เคสตราที่ต้องซ้อมร่วมกัน ไม่ใช่เล่นเดี่ยว

สำหรับผู้ป่วยหัวใจแต่กำเนิดในวัยผู้ใหญ่ ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การเลือกวิธีรักษาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ การตัดสินใจร่วมกันของหลายสาขา ว่าทางเลือกใดเหมาะสมที่สุดในแต่ละช่วงชีวิต

รศ.นพ.ปิยะ สมานคติวัฒน์ 

รศ.นพ.ปิยะ สมานคติวัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ใหญ่และอดีตหัวหน้าศูนย์คนที่ 2 ศัลยแพทย์ทรวงอกด้านโรคหัวใจแต่กำเนิด คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า

“หัวใจของการดูแลผู้ป่วย ACHD ไม่ใช่ใครเก่งที่สุด แต่คือการทำให้ทุกคน “ทำงานร่วมกันได้จริง”

“โรคหัวใจแต่กำเนิดมีความซับซ้อนมาก ไม่มีใครคนเดียวที่รู้ทั้งหมด การรักษาที่ปลอดภัยจึงต้องอาศัยการคุยกันอย่างลึกซึ้งของทุกสาขา”

ในศูนย์ ACHD การตัดสินใจรักษาไม่ได้เกิดขึ้นในห้องผ่าตัดหรือห้องทำหัตถการเพียงลำพัง แต่เริ่มตั้งแต่การประชุมร่วมกันของทีมแพทย์ ทั้งกุมารแพทย์หัวใจ อายุรแพทย์หัวใจ แพทย์สายสวน ศัลยแพทย์ พยาบาลเฉพาะทางและทีมสนับสนุนอื่น ๆ

“เป้าหมายไม่ใช่แค่รักษาให้รอด แต่คือทำให้เขาใช้ชีวิตได้ดีที่สุดในแบบของเขา”

นวัตกรรมที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิต: ไม่ต้องผ่าตัดซ้ำอีกต่อไป

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของผู้ป่วย ACHD คือ การต้องผ่าตัดซ้ำหลายครั้งตลอดชีวิต โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีปัญหาลิ้นหัวใจปอด (Pulmonary Valve)

อ.นพ.แมน จันทวิมล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Interventional Cardiology

อ.นพ.แมน จันทวิมล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Interventional Cardiology อธิบายว่า ในอดีตหากลิ้นหัวใจเสื่อม ผู้ป่วยมักต้องผ่าตัดเปิดหัวใจซ้ำ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก

“แทนที่จะต้องผ่าตัดเปิดอกครั้งที่สามหรือสี่ ศูนย์ของเราสามารถเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวนได้มานานกว่า 10 ปีแล้ว”

การรักษานั้นคือ Transcatheter Pulmonary Valve Replacement — การใส่ลิ้นหัวใจปอดผ่านสายสวน ทางเลือกใหม่ที่เปลี่ยนชีวิตคนไข้ไปอย่างสิ้นเชิง

“เราจะใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านหลอดเลือด โดยคนไข้ไม่ต้องเปิดอก ไม่ต้องหยุดหัวใจ ทำให้ฟื้นตัวเร็วขึ้นมาก บางรายกลับบ้านได้ภายในไม่กี่วัน”

การรักษานี้ไม่เพียงลดความเสี่ยงจากการผ่าตัดใหญ่ แต่ยังช่วย ลดจำนวนครั้งของการผ่าตัดตลอดชีวิต ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วย ACHD ที่อาจต้องเผชิญการรักษาซ้ำหลายรอบ ดังนั้นเทคโนโลยีนี้จึงไม่ใช่เพียงนวัตกรรม แต่คือส่วนสำคัญของแนวคิดการดูแลระยะยาวของศูนย์ ACHD

ช่องว่างระหว่างวัยเด็กกับวัยผู้ใหญ่ ที่อาจแลกมาด้วยชีวิต

รศ.พญ.ธารินี ตั้งเจริญ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ใหญ่ เน้นย้ำถึงช่องว่างดังกล่าว ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักหลุดจากระบบโดยไม่ตั้งใจ เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพราะผู้ป่วยไม่อยากรักษา แต่เพราะระบบสุขภาพไม่ได้ออกแบบมาเพื่อดูแลพวกเขาในวัยผู้ใหญ่

รศ.พญ.ธารินี ตั้งเจริญ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ใหญ่

ผู้ป่วยจำนวนมากจึงต้องวนเวียนไปมาระหว่างโรงพยาบาล โดยไม่มีแพทย์คนใดที่เข้าใจประวัติการรักษาเดิมอย่างแท้จริง บางคนย้ายถิ่นฐาน บางคนเปลี่ยนสิทธิการรักษาและบางคนก็หายไปจากระบบโดยสิ้นเชิงและหลายครั้งการกลับมานั้น คือการกลับมาในวันที่โรคหัวใจเข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว

ศูนย์ ACHD รามาธิบดี จึงไม่ได้เป็นเพียงคลินิกโรคหัวใจทั่วไป แต่เป็นการสร้างระบบการรักษาตลอดชีวิต ภายใต้เป้าหมายสำคัญของศูนย์คือ ไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยหลุดจากระบบ

“อย่างน้อยที่สุด คนไข้ของรามาธิบดี ต้องไม่หลุดจากการดูแลตั้งแต่เด็กมาสู่ผู้ใหญ่”

นอกจากนี้ ศูนย์ ACHD รามาธิบดียังทำหน้าที่เป็น พื้นที่เรียนรู้ของแพทย์รุ่นใหม่ ทั้งอายุรแพทย์โรคหัวใจ กุมารแพทย์ และบุคลากรสหสาขา

“เราต้องสร้างคนที่สามารถดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้อย่างมั่นใจ ไม่ใช่แค่ส่งต่อคนไข้ต่อไปเรื่อย ๆ”

แนวคิดนี้ทำให้ศูนย์ ACHD ทำงานควบคู่ไปกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ การฝึกอบรมในสถานการณ์จริง และการทำงานเป็นทีมสหสาขาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แพทย์รุ่นใหม่ได้เรียนรู้ทั้งมิติทางเทคนิคและการตัดสินใจเชิงระบบ

เรื่องราวของศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ใหญ่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จึงไม่ใช่แค่เรื่องของแพทย์คนใดคนหนึ่ง แต่คือเรื่องของทีม ที่เชื่อว่าผู้ป่วยหัวใจแต่กำเนิดไม่ควรถูกทิ้งไว้กลางทางของชีวิต

“เรารู้ว่าเป้าหมายคืออะไร และเรากำลังเดินไปในทิศทางนั้น เราจะเป็น the best place สำหรับผู้ป่วยของเรา”

เพราะบทเพลงชีวิต ไม่ควรถูกกำหนดด้วยฐานะ

แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าอย่างมาก แต่ทีมแพทย์ศูนย์ Adult Congenital Heart Disease (ACHD) ของ โรงพยาบาลรามาธิบดี ย้ำว่า สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ การทำให้ผู้ป่วยทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม

ผู้ป่วยหัวใจแต่กำเนิดในผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อย ต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ต่อเนื่องยาวนาน บางรายจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยเทคโนโลยีหรือยาขั้นสูง ซึ่งอาจอยู่นอกเหนือความสามารถในการรับภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยและครอบครัว

“เราอยากให้การตัดสินใจรักษาเกิดจากความเหมาะสมทางการแพทย์ ไม่ใช่ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ”

ช่องทางการร่วมสนับสนุน เพื่อส่งต่อโอกาสในการรักษา

สำหรับผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ป่วยหัวใจแต่กำเนิดในผู้ใหญ่ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ สามารถร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการรักษาผ่าน มูลนิธิรามาธิบดี เลขบัญชี 026-305216-3 ธนาคารไทยพาณิชย์ ภายใต้กองทุนศูนย์โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ใหญ่ รหัสกองทุน 3225010008

เงินสนับสนุนดังกล่าวจะนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ให้สามารถเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม การบริจาคนี้สามารถ นำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โดยส่งหลักฐานการโอนเงินและข้อมูลที่กำหนดมาที่มูลนิธิรามาธิบดี

เพราะในบางครั้ง การรักษาหัวใจของใครบางคน
เริ่มต้นจาก “การให้” ที่เต็มไปด้วยความหวัง

มาถึงไทยแล้ว !! หลุยส์ วิตตอง ป๊อปอัพเอ็กซ์คลูซีฟ เฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปีของลาย Monogram

มาถึงไทยแล้ว !! หลุยส์ วิตตอง ป๊อปอัพเอ็กซ์คลูซีฟ เฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปีของลาย Monogram

มาถึงไทยแล้ว !! หลุยส์ วิตตอง ป๊อปอัพเอ็กซ์คลูซีฟ เฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปีของลาย Monogram

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.35 น.

ปักหมุดประเทศไทย! หลุยส์ วิตตอง เฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปีของลาย Monogram อย่างต่อเนื่องทั่วโลก เปิดตัวป๊อปอัพเอ็กซ์คลูซีฟแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนำแรงบันดาลใจจากคอนเซ็ปต์ของโรงแรมมาถ่ายทอดบนพื้นที่ทั้ง 4 ชั้นของ  LOUIS VUITTON HOTEL BANGKOK ณ บ้านตรอกถั่วงอก ย่านเยาวราช

เรื่องราวของการเฉลิมฉลองดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจากเซี่ยงไฮ้ ไปยังนิวยอร์ก กรุงโซล และล่าสุดสู่ประเทศไทย เปิดตัวป๊อปอัพเอ็กซ์คลูซีฟ ณ กรุงเทพมหานคร – LOUIS VUITTON HOTEL BANGKOK ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางเพียงแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ บ้านตรอกถั่วงอก อาคารเก่าแก่อายุกว่าศตวรรษในย่านประวัติศาสตร์ที่หล่อหลอมบริบททางวัฒนธรรม โดยนำแรงบันดาลใจคอนเซ็ปต์ของโรงแรมซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ของเมซงที่มีต่อการเดินทางมายาวนาน

 พื้นที่ LOUIS VUITTON HOTEL BANGKOK ทั้ง 4 ชั้นของอาคาร ได้รับการออกแบบเพื่อมอบประสบการณ์ดื่มด่ำอย่างใกล้ชิด ถ่ายทอดเรื่องราวของกระเป๋า Monogram รูปทรงไอคอนิก 5 รุ่น ของเมซง ได้แก่ Keepall, Speedy, Alma, Neverfull และ Noé แต่ละห้องนำเสนอการสร้างสรรค์รูปแบบกระเป๋าที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมทางในการใช้งาน และชิ้นงานแห่งสไตล์ ซึ่งก้าวข้ามกาลเวลา จนกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เดินทางผ่านยุคสมัย จากนักเดินทางสู่เหล่านักสะสม

ชั้น 1 การเดินทางเริ่มต้นขึ้นที่ด้านหน้าอาคารซึ่งตกแต่งด้วยธงหลุยส์ วิตตอง และเชิญขึ้นสู่ชั้นบน เพื่อค้นพบเรื่องราวบทต่อไปของการเดินทาง

 ชั้น 2 โถงล็อบบี้ต้อนรับผู้มาเยี่ยมชม พร้อมจัดแสดงเรื่องราวของกระเป๋า Keepall Lobby, พื้นที่ Conciergerie สำหรับบริการรังสรรค์ชิ้นงานเฉพาะบุคคล และห้อง Speedy P9 Safe Room เพื่อจัดแสดงกระเป๋า Speedy P9

ชั้น 3 ห้อง Neverfull Gym จัดแสดงกระเป๋ารูปทรง Neverfull อันทันสมัยของเมซง และ Noé Bar เพื่อยกย่องเรื่องราวต้นกำเนิดของดีไซน์กระเป๋า Noé เพื่อใช้บรรจุแชมเปญ

ชั้น 4 ห้อง Speedy Room 1930 ที่จัดแสดงผลงานอันเป็นไอคอนสูงสุดของหลุยส์ วิตตอง, พื้นที่ตกแต่งในบรรยากาศห้องแต่งตัว จัดวางกระเป๋าโดดเด่นตรงกลาง พร้อมตัวเลือกชาร์มห้อยกระเป๋าแบบต่าง ๆ และไอเดียการสไตลิ่ง และ Alma Terrace บทสรุปของการเดินทาง ท่ามกลางบรรยากาศที่ชวนให้นึกถึงกรุงปารีส

เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ – 15 มีนาคม นี้ ทำการจองล่วงหน้าได้ที่  https://hotel-bangkok.louisvuitton.com/LV?from=pr

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้นสักใหญ่ที่ช่างไม้เมิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้นสักใหญ่ที่ช่างไม้เมิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้นสักใหญ่ที่ช่างไม้เมิน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    เมื่อไม่นานมานี้ มีช่างไม้คนหนึ่ง เดินทางกับลูกชาย ไปที่อุทยานแห่งชาติคลองตรอน ป่าน้ำปาด ตำบลน้ำไคร้ อำเภอฟากท่า จังหวัดอุตรดิตถ์ เดินผ่านหมู่บ้านปางเกลือ ตำบลน้ำไคร้ เห็น ต้นสักที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อ “มเหสักข์” อายุราว 1,500ปี สูง 37 เมตร เส้นรอบวงยาว 10 เมตรหรือ 10 คนโอบ  

                    ลูกชายของช่างไม้ตื่นตาตื่นใจมากและหยุดดูด้วยความเลื่อมใส แต่ช่างไม้กลับเดินผ่านไปอย่างไม่ใยดี เมื่อลูกถามว่าทำไมพ่อถึงไม่สนใจต้นไม้ที่เก่าแก่ใหญ่โตขนาดนี้  ช่างไม้ตอบว่า:

                   “ต้นสักต้นนี้เป็นต้นไม้ที่ไร้ค่า ในสายตาช่างไม้! เพราะลำต้นบิดเบี้ยว คดงอไม่ตรง มีรูโพรง จนนำมาเลื่อยเป็นไม้กระดานไม่ได้ และอยู่ในป่าลึกทุรกันดาร ต้องข้ามภูเขา ไม่ใกล้ลำน้ำ ขนส่งชักลากยาก และชาวบ้านเชื่อว่ามีเทวดาสิงสถิตย์ ทำให้ไม่มีใครตัดโค่นเอามาสร้างบ้านเรือน นั่นแหละคือเหตุที่มีอายุยืนยาวมาได้ขนาดนี้”

                     ความไม่สมบูรณ์คือธรรมชาติ โดย ความบิดเบี้ยว กิ่งก้านที่คดเคี้ยวของต้นไม้ใหญ่ คือตัวตนที่แท้จริงของต้นไม้ เราควรยอมรับความไม่สมบูรณ์ของตัวเอง ไม่ต้องพยายามเป็น “ไม้กระดานที่เรียบตรง” เพื่อสนองความต้องการของผู้อื่น

                     การที่ช่างไม้มองว่า ต้นสักที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้น มี ความบิดเบี้ยว คดงอ ไร้ประโยชน์ และขนย้ายยาก (เอาไปเลื่อยทำไม้กระดานไม่ได้ ไม่ตรงความต้องการของช่างไม้) เป็นการมองเห็นความจริง ยอมรับความไม่สมบูรณ์ของธรรมชาติ ที่เปรียบได้กับ ภาวนามัย ในข้อ 3 แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 ทำให้ต้นสักใหญ่รอดตายมาได้

                     นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า “ความมีประโยชน์จากการไร้ประโยชน์(The Usefulness of Uselessness)” และความมั่นคงแข็งแกร่ง ทำให้ต้นมเหสักข์ อุตรดิตถ์ เป็นต้นสักใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเจริญเติบโต ทนแดดทนฝน ดำรงชีวิตรอด ต่อมาถึงปัจจุบัน กว่าพันห้าร้อยปี

อาทร   จันทวิมล

คืนการมองเห็นให้สัตว์เลี้ยงสูงวัย ด้วยเทคโนโลยีสลายต้อกระจก PHAECO

คืนการมองเห็นให้สัตว์เลี้ยงสูงวัย ด้วยเทคโนโลยีสลายต้อกระจก PHAECO

คืนการมองเห็นให้สัตว์เลี้ยงสูงวัย ด้วยเทคโนโลยีสลายต้อกระจก PHAECO

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ (Thonglor Pet Hospital) ผู้นำด้านการรักษาและดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงเดินตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยง ผ่านแนวคิด “น้องไม่ได้ดื้อ…น้องแค่มองไม่ชัด” เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะต้อกระจกในสัตว์เลี้ยงที่มักถูกละเลย  โดยมอบโอกาสครั้งสำคัญให้พวกเขาได้กลับมามองเห็นใบหน้าเจ้าของอย่างชัดเจนอีกครั้ง ด้วยนวัตกรรมการผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่นความถี่สูง (PHAECO)  โดยทีมสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

สพ.ญ. กฤติกา ชัยสุพัฒนากุล ประธานกรรมการบริหาร โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เปิดเผยถึง แคมเปญนี้ว่า ทางโรงพยาบาลมีความเข้าใจลึกซึ้งถึงสายใยความผูกพันระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะเมื่อสัตว์เลี้ยงเข้าสู่กลุ่มสูงวัย ซึ่งโดยปกติจะมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 15 ปี แต่พบว่าสถิติการเริ่มเสื่อมของกระจกตามักเกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 7 ปีขึ้นไป ซึ่งหมายความว่าหากเราปล่อยให้ความพร่ามัวจากต้อกระจกดำเนินไปเรื่อยๆ น้องจะต้องอยู่ในโลกที่มืดมิดไปเกือบครึ่งหนึ่งของอายุขัย การตัดสินใจรักษาตั้งแต่เริ่มตรวจ พบอาการ จึงไม่ใช่เพียงแค่การดูแลสุขภาพทั่วไป แต่คือการมอบโอกาสให้เขาได้ใช้ “อีกครึ่งชีวิต” ที่เหลืออยู่ ได้อย่างมีคุณภาพที่สุด เราจึงตั้งใจให้เทคโนโลยีทางการแพทย์เป็นสื่อกลางในการบอกรักเพื่อคืนการมองเห็น ที่ชัดเจนให้น้องๆ ได้เห็นหน้าเจ้าของที่เขารักที่สุด และช่วยให้เจ้าของได้เห็นแววตาที่เป็นประกายสดใสของ สมาชิกในครอบครัวอีกครั้งหนึ่ง

“ถือเป็นความตั้งใจของ รพ.สัตว์ทองหล่อที่ อยากส่งมอบมาตรฐานการรักษาที่ดีที่สุดในราคาที่คุ้มค่า และจับต้องได้จริงสำหรับทุกคน เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการรักษา ศูนย์โรคตา ของ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ โดยการนำเทคโนโลยี PHAECO (Phacoemulsification) หรือการผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่นความถี่สูงมาใช้ ซึ่งเป็นมาตรฐานการรักษาชั้นสูงระดับเดียวกับที่ใช้ในมนุษย์ โดยนวัตกรรมนี้ มีข้อดีที่โดดเด่นคือการทำให้เกิดแผลผ่าตัดขนาดเล็กมากจนแทบไม่จำเป็นต้องเย็บแผล หรือมีการเย็บที่น้อย ที่สุด อันช่วยลดการระคายเคืองและลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ ยังส่งผลให้สัตว์เลี้ยงฟื้นตัวได้ไว ทำให้น้อง ๆ สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติ และมองเห็นโลกใบเดิมที่สดใส ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

นวัตกรรมการผ่าตัดสลายต้อกระจก (PHAECO) เป็นการตอกย้ำความเชี่ยวชาญของทีมสัตว์แพทย์ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ที่มาพร้อมนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ล้ำหน้า เพื่อมอบโอกาสที่เป็นไปได้ใน การมองเห็นให้กับสัตว์เลี้ยงที่คุณรัก อีกทั้ง ยังเป็นเครื่องสะท้อนความเข้าอกเข้าใจเจ้าของสัตว์เลี้ยง ที่น้องๆ จะได้กลับมองเห็นและมีภาพความทรงจำ “อีกครึ่งชีวิต” ที่เหลืออยู่เคียงข้างเจ้าของอย่างมีคุณภาพ

ทั้งนี้ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อยังคงเดินหน้าส่งเสริมการเข้าถึงมาตรฐานการรักษาที่สัตว์เลี้ยงทุกตัวคู่ควร ผ่านความคุ้มค่าด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง เพื่อมอบเป็นของขวัญที่ยั่งยืนให้แก่คนรักสัตว์ที่ปรารถนา จะคืนโลกใบใหม่ที่สดใสให้กับเพื่อนสี่ขา โดยหวังว่าแววตาที่เป็นประกายและการกลับมาสบตากันได้ชัดเจน อีกครั้งจะเป็นคำยืนยันถึงความรักและความห่วงใยที่มีให้กันอย่างมั่นคงในทุกช่วงเวลา

ผู้ที่สนใจสามารถนำสัตว์เลี้ยงเข้ารับการตรวจคัดกรองและปรึกษาทีมสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้ที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อทุกสาขา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่เบอร์ 02-079-9999

นอนไม่หลับเรื้อรัง อาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า

นอนไม่หลับเรื้อรัง อาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า

นอนไม่หลับเรื้อรัง อาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลายคนคงเคยมีอาการ นอนไม่หลับ กว่าจะหลับก็เกือบเช้า ทำให้ตื่นเช้ามารู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีเรี่ยวแรง และรู้สึกหงุดหงิดง่าย อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนของโรคนอนไม่หลับ หากไม่รีบรักษาปล่อยไว้จนกลายเป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตได้ในอนาคต

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์ โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์ โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า ภาวะนอนไม่หลับ (Insomnia) เป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการนอนไม่หลับ หลับไม่สนิท รวมไปถึงใช้เวลานานกว่าจะนอนหลับ โดยโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่จะพบได้บ่อยในวัยทำงาน, ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีปัญหาเจ็บป่วยทางร่างกายหรือจิตใจ  ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้นานๆ จนมีอาการนอนไม่หลับเรื้อรังจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิตที่อาจเพิ่มโอกาสการเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า

อาการนอนไม่หลับสามารถพบได้หลายรูปแบบ เช่น ต้องใช้เวลานานกว่าจะนอนหลับได้, หลับแล้วตื่นบ่อยๆ  ตื่นแล้วไม่สามารถนอนหลับได้อีก ง่วงนอนในเวลากลางวัน แต่นอนไม่หลับในเวลากลางคืน และมีอาการดังกล่าวเป็นเวลานานกว่า 1 เดือนขึ้นไป

ภาวะนอนไม่หลับแบ่งออกเป็น 3 ประเภท 1.หลับยาก (Initial insomnia) คือภาวะที่ผู้ป่วยมีปัญหานอนหลับยากใช้เวลานอนนานกว่าจะหลับ ภาวะดังกล่าวอาจสัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวล 2.หลับแล้วตื่นและไม่สามารถหลับตามที่ร่างกายต้องการได้อีก (Maintenance insomnia) คือภาวะที่ผู้ป่วยไม่สามารถนอนหลับได้ยาวมีการตื่นกลางดึกบ่อย ภาวะดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาทางกาย เช่นภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น

3.ตื่นเร็วและหลับต่อไม่ได้ (Terminal insomnia) คือภาวะที่ผู้ป่วยตื่นเร็วกว่าเวลาที่ควรจะตื่น อาจพบได้ในผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้า

อาการนอนไม่หลับสามารถเกิดขึ้นได้หลายปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านจิตใจ:: สภาวะความเครียดทำให้เกิดความกังวล หมดกำลังใจ อาการเหล่านี้มีผลทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ หรืออาจเกิดจากโรคที่มีผลโดยตรงกับความรู้สึก เช่น โรคไบโพลาร์ โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล เป็นต้น

ปัจจัยด้านร่างกาย : มีอาการป่วยที่มีส่วนทำให้เกิดโรค เช่น โรคกรดไหลย้อน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การหมดประจำเดือน รวมไปถึงอาการเหนื่อยล้าจากการทำงาน

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม : อุณหภูมิภายในห้องนอนสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป แสงสว่างมากเกินไป มีเสียงรบกวนจากภายนอก และการนอนต่างที่ ส่งผลทำให้นอนหลับยาก

ปัจจัยที่เกิดจากพฤติกรรม : การดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน การใช้ยาบางชนิดที่ทำให้นอนหลับยาก และอุปนิสัยการนอนที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น การเล่นเกมหรือโทรศัพท์มือถือก่อนนอน รวมถึงการทำงานที่ต้องมีการเข้าเวร ทำให้ต้องเปลี่ยนเวลาการนอนบ่อย ๆ

นอกจากนี้ การนอนไม่หลับเรื้อรัง ยังส่งผลด้านลบต่อสุขภาพกายและปัญหาสุขภาพจิต เช่น เพิ่มโอกาสการเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า, เพิ่มโอกาสการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ภาวะหัวใจวาย ความดันโลหิตสูง โรคไขมันสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน, เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน และการขับรถ

การรักษาภาวะนอนไม่หลับขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการนอนไม่หลับในผู้ป่วยแต่ละบุคคล เช่น หากเกิดจากอุปนิสัยการนอน แพทย์จะให้คำแนะนำในการปรับอุปนิสัยการนอนที่ถูกต้อง หรือหากเกิดจากโรคทางจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า โรคประสาทตื่นตัวผิดปกติ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาร่วมในการรักษา

การป้องกันและแก้ปัญหาการนอนไม่หลับเบื้องต้น สามารถทำได้โดยการจัดห้องให้มีบรรยากาศเอื้อต่อการนอน, หลีกเลี่ยงการงีบในช่วงกลางวัน, เข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลาเดียวกัน, นอนหลับเมื่อรู้สึกง่วง, หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ หรือชา หลังอาหารเที่ยง, หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนัก หรืออาหารที่ย่อยยากก่อนนอน เพราะอาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง หรือโรคกรดไหลย้อนได้, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และไม่ควรใช้ยานอนหลับหากไม่จำเป็น แต่ถ้าทำทุกอย่างแล้วยังปรับการนอนไม่ได้ ควรมาพบแพทย์หรือจิตแพทย์เพื่อประเมินปัญหาการนอนไม่หลับ และเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม

คุณแหน : 12 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 12 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 12 กุมภาพันธ์ 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ “พ่อตัวอย่างแห่งชาติผู้ทรงคุณค่าประจำปี 2568 ผู้ทำคุณประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติอันเป็นที่ประจักษ์” แก่  ภาคเอกชน ดร.บุญชัย โชควัฒนา  ปธ.กก.บมจ.สหพัฒนพิบูล  และ ภาคราชการ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีตผู้ว่าฯนครปฐม และเชียงใหม่ , อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, เลขาธิการมูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ ในงาน “วันรวมใจพ่อ” ครั้งที่ 17 ณ ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย–ญี่ปุ่น) ดินแดง วันเสาร์ที่ 14 ก.พ…
  • เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย และ รศ.นพ.สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ ผอ.ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย,ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผจก.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์,ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผจก.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ร่วมกับสภากาชาดไทย 17 ก.พ.10.00 น. โถงชั้นล่าง ตึกจักรพงษ์ รพ.จุฬาฯ ..
  • งานนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย Art Speaks One Language ศิลปะภาษาเดียวกัน รวบรวมผลงานกว่า 80 ชิ้นจากศิลปิน ไฮไลท์ อาทิ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี, บุญเกียรติ โชควัฒนา  ปธ.กก.บมจ.ไอ.ซี.ซี  อินเตอร์เนชั่นแนล รวมทั้ง ปราง เวชชาชีวะ บุตรสาว อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พร้อมด้วย “อเล็ก” ชนกรณ์ พุกะทรัพย์ ศิลปินเด็กพิเศษดิจิทัลอาร์ต 10-15 ก.พ. 11.00-18.00 น. ห้องไปรษณีย์นฤมิต ชั้น 1 อาคารไปรษณีย์ไทย เข้าชมฟรี รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟฯ..
  • ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย บิ๊กบอส DMT เดินหน้าต่อเนื่องอีกปีกับโครงการ “Tollway Healthy Way – ยกระดับสุขภาพที่ดีของสังคม” แจกชุดตรวจสารเสพติดเบื้องต้นกว่า 2,000 ชุด สำหรับตรวจหาสารแอมเฟตามีน เพื่อสนับสนุนแนวทางสาธารณสุขเชิงป้องกัน และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) สร้างหลักประกันการมีสุขภาวะที่ดี และส่งเสริมการป้องกันยาเสพติดสำหรับทุกคน  ..หน่วยงานใดต้องการชุดตรวจฯ  ติดต่อขอรับฟรี ได้ที่แผนกสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม อีเมล corporatecommunication@tollway.co.th หรือสอบถามผ่าน Line Official @donmuangtollway..
  • ต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ Elvis In Love Sincerely Elvis Presley  ด้วยเพลงรักของ เอลวิส เพรสลีย์ King of Rock N Roll ถ่ายทอดโดยอาทิ  จีระศักดิ์ ปิ่นสุวรรณ,วสุ แสงสิงแก้ว,เล็ก เพรสลย์,อาเธอร์ ฮูเซ็น,ศตวรรษ,ศตวรรณ ตุงคะรัต,วิชญ ผาติหัตถกร,ผุสดี เอื้อเฟื้อ,นนทิยา จิวบางป่า บรรเลงโดย วงเฉลิมราชย์ อ.วิรัช อยู่ถาวร 15 ก.พ.14.00 น. ที่ศาลาเฉลิมกรุง บัตรราคา 1,200 บาททุกที่นั่ง โทร. 02-2258757 www.thaiticketmajor.com..
  • ขอแสดงความยินดีกับผู้หญิงเก่ง  คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล  ในฐานะ Honorary President of Sport Movies & TV- Culture Through Sport 2026 ได้รับรางวัลพิเศษ The Key to Success 1925-2025 เพื่อยกย่องบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างกีฬา วัฒนธรรม ศิลปะในระดับนานาชาติ จาก ดร.ฟรังโก อัสคานี ในพิธีเปิดงาน Sport Movies & TV 2026  ที่มิลาน อิตาลี…

คุณแหน

‘วันมะเร็งโลก 2026’ พบ PM2.5 – ยีนกลายพันธุ์ EGFR เร่งเสี่ยงมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น

'วันมะเร็งโลก 2026' พบ PM2.5 – ยีนกลายพันธุ์ EGFR เร่งเสี่ยงมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น

‘วันมะเร็งโลก 2026’ พบ PM2.5 – ยีนกลายพันธุ์ EGFR เร่งเสี่ยงมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.33 น.

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดงาน “วันมะเร็งโลก 2569” ร่วมกับภาคีเครือข่าย และบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกั ตอกย้ำกุญแจสำคัญในการลดการสูญเสียจากโรคมะเร็งด้วยการป้องกันและตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก เพราะแม้ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการรณรงค์ป้องกันโรคมะเร็งหลายชนิดอย่างต่อเนื่อง แต่มะเร็งปอดยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงที่มาในรูปแบบของวิกฤตฝุ่น PM2.5 และการกลายพันธุ์ของยีนบางชนิดที่พบสูงในคนเอเชีย โดยข้อมูลจาก Global Cancer Observatory (GLOBOCAN 2022) พบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่ราว 23,494 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตราว 19,864 รายต่อปี สะท้อนภาระโรคที่ยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากมักตรวจพบในระยะลุกลาม การคัดกรองเชิงรุกจึงมีความจำเป็นมากขึ้นเพื่อลดการสูญเสีย

งานวันมะเร็งโลก 2569 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด United by Unique: Voice of Cancer Free Life ร่วมกันสร้างพลังบวก ยอมรับความแตกต่างเพื่อสร้างคุณค่า และร่วมกันส่งเสียงให้ทุกคนปลอดภัยจากโรคมะเร็ง โดยขับเคลื่อน 3 ประเด็นสุขภาพ ได้แก่ 1) ความจำเป็นในการมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลทางพันธุกรรมให้กับประชาชน เพื่อให้ตรวจยีนอย่างมั่นใจ ไม่ถูกลิดรอนสิทธิ์ในด้านต่างๆ เมื่อพบความผิดปกติ 
2) ขับเคลื่อนการจัดการ PM2.5 อย่างเป็นระบบในโครงการ Clean Air for All อากาศที่ปลอดจาก PM2.5 ลดความเสี่ยงทางสุขภาพต่างๆ ทั้งมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม และโรคอื่นๆ และ 3) ส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยมะเร็งได้รับการดูแลและฟื้นฟูให้มีความสดใส คืนชีวิตที่มีความหวังในทุกๆ วัน และส่งพลังไปยังคนรอบข้าง

เรืออากาศเอกนายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ 

เรืออากาศเอกนายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า “ปัจจุบันฝุ่น PM2.5 เข้ามาเป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ด้วยอนุภาคที่เล็กเพียง 2.5 ไมครอน ทำให้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ ทั้งถุงลมและปอด ผ่านเส้นเลือด และแทรกซึมทั่วร่างกาย วิกฤตฝุ่น PM2.5 จึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องสร้างความตื่นตัวในสังคมให้ร่วมกันแก้ไข เพราะคุณภาพอากาศที่ไม่ดีอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม และโรคอื่นๆ อีกมากมายในอนาคต โดยคาดการณ์ว่าในช่วงปี พ.ศ. 2574-2579 ประเทศไทยจะมีอัตราการเป็นมะเร็งปอดสูงขึ้น”

นายแพทย์ภาสกร วันชัยจิระบุญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี 

นายแพทย์ภาสกร วันชัยจิระบุญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า “แม้การสูบบุหรี่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของมะเร็งปอด แต่ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยมะเร็งปอดจำนวนไม่น้อยที่อายุน้อยและไม่ได้สูบบุหรี่ ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่องค์การอนามัยโลกยืนยันว่ามีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงมะเร็งปอด และยังพบว่าผู้ป่วยไทยที่เป็นมะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา พบการกลายพันธุ์ของยีน EGFR ที่พบในคนเอเชียในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 50-60 โดยเฉพาะผู้หญิง ที่สูงกว่าประเทศตะวันตกหลายเท่า ซึ่งเป็นการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการสัมผัสปัจจัยกระตุ้น เช่น ฝุ่น PM2.5 แนวทางรักษาปัจจุบันสามารถใช้เทคโนโลยีการแพทย์แม่นยำ ด้วยการตรวจยีนเพื่อเลือกยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรค ลดผลข้างเคียง และโอกาสหายขาดสูงขึ้น การตรวจยีนจึงเป็นมาตรฐานการดูแลที่จำเป็นและสามารถเบิกจ่ายได้ทุกสิทธิ์”

โสมรสา พงษ์เพิ่มพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด 

โสมรสา พงษ์เพิ่มพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะภาคีเครือข่ายการจัดงาน กล่าวว่า “มะเร็งถือเป็นความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทยและทั่วโลก เนื่องจากมีอุบัติการณ์สูง และมักพบเมื่อเป็นระยะลุกลาม แอสตร้าเซนเนก้า มุ่งมั่น ใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพที่เน้นการป้องกัน ผู้ป่วยควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Transform Care)  เราเชื่อว่า ไม่ควรมีใครเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง เพราะนวัตกรรมในปัจจุบัน ทั้งการตรวจวินิจฉัยขั้นสูง และการรักษาด้วยการแพทย์แม่นยำ สามารถรักษาชีวิตและสร้างเสริมคุณภาพชีวิตได้ การทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วนก็เป็นหัวใจสำคัญของระบบสุขภาพที่เข้มแข็งและยั่งยืน”

นอกจากนี้ ยังจัดเสวนาในหัวข้อ “ตรวจยีนมั่นใจ สิทธิที่คนไทยต้องรู้” ถึงความจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลสุขภาพและข้อมูลทางพันธุกรรมให้กับประชาชนไทย เช่นเดียวกับแนวคิด GINA ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเรืออากาศเอกนายแพทย์สมชาย กล่าวเสริมว่า “ในยุคการแพทย์แม่นยำ แม้การตรวจยีนจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตจากมะเร็ง แต่ประเทศไทยยังไม่มีกรอบหรือกฎหมายคุ้มครองข้อมูลทางพันธุกรรมโดยเฉพาะ จึงอาจกลายเป็นดาบสองคมต่อผู้ป่วยได้ ทำให้เกิดความกังวลว่า ข้อมูลจากการตรวจยีนอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม เช่น การไม่รับเข้าทำงาน ไม่ให้ทำประกันชีวิต หรือยกเลิกกรมธรรม์ ซึ่งขัดกับหลักจริยธรรมทางการแพทย์ การสร้างความเชื่อมั่นด้านสิทธิและความปลอดภัยของข้อมูล จะช่วยให้คนไทยกล้าตรวจ กล้าป้องกัน และเข้าสู่ระบบการรักษาได้รวดเร็ว ส่งผลให้การรักษามีประสิทธิภาพและเห็นผลเร็วขึ้น สุดท้ายแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและผู้ที่รักษาหายแล้วให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและมีศักดิ์ศรี เป็นพลังของ Voice of Cancer-Free Life ที่เราต้องการให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย”

ข้อมูลที่ได้จากงานวันมะเร็งแห่งชาติ 2569 สะท้อนว่า มะเร็งไม่ใช่เรื่องไกลตัว การรับมือโรคมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งปอดในประเทศไทย ไม่ได้อยู่เพียงในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การให้ความสำคัญกับคุณภาพอากาศ การคัดกรองเชิงรุก นวัตกรรมและเทคโนโลยีการแพทย์แม่นยำ และระบบกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิและปกป้องคนไทยทุกคน

ชวนสัมผัสพลังต่าง ในนิทรรศการ ‘Art Speaks One Language : ศิลปะภาษาเดียวกัน’ ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กขาดแคลน ผ่านพลังศิลปะเพื่อความเท่าเทียม

ชวนสัมผัสพลังต่าง ในนิทรรศการ 'Art Speaks One Language : ศิลปะภาษาเดียวกัน' ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กขาดแคลน ผ่านพลังศิลปะเพื่อความเท่าเทียม

ชวนสัมผัสพลังต่าง ในนิทรรศการ ‘Art Speaks One Language : ศิลปะภาษาเดียวกัน’ ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กขาดแคลน ผ่านพลังศิลปะเพื่อความเท่าเทียม

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.23 น.

ครั้งแรก! กับปรากฎการณ์ครั้งสำคัญทางศิลปะใน นิทรรศการสุดสร้างสรรค์ “Art Speaks One Language ศิลปะภาษาเดียวกัน” พื้นที่แห่งโอกาสในการสร้างความเท่าเทียม หลากหลาย และการอยู่ร่วมกัน ผ่านการผสานพลังของกลุ่มศิลปินอิสระและศิลปินเด็กพิเศษ (ออทิสติก) นำโดย “ปราง เวชชาชีวะ” แท็กทีม “อเล็ก-ชนกรณ์ พุกะทรัพย์” ศิลปินเด็กพิเศษดิจิทัลอาร์ท พร้อมเครือข่าย Artstory by Autistic Thai พร้อมน้องๆ ผู้พิการทางการได้ยิน และผู้พิการทางสายตา ที่จะมาถ่ายทอดภาพสะท้อนของหัวใจที่เปิดกว้าง เพื่อเปลี่ยนความต่างเป็นพลังแห่งการยอมรับ พร้อมส่งต่อรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายในการจัดงาน รวมทั้งผลงานศิลปะ สร้าง “ห้องเรียนพิเศษ” ด้านศิลปะให้เด็กและเยาวชนที่มีภาวะบกพร่องพัฒนาการ ผ่านกิจกรรมบำบัด 4 ด้าน ดนตรี ศิลปะ กีฬา สิ่งประดิษฐ์ ผ่านมูลนิธิซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นิทรรศการดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกของการเปิดพื้นที่แห่งความเท่าเทียมอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิดว่า “แม้เราต่างกัน ในร่างกาย จิตใจ หรือวิธีคิด แต่โลกของศิลปะคือภาษาเดียวกันที่ทุกคนเข้าใจได้” สัมผัสมุมมองชีวิตผ่านผลงานที่เต็มไปด้วยจินตนาการของเหล่าศิลปินเด็กพิเศษ (ออทิสติก ผู้พิการทางสายตา และผู้พิการทางการได้ยิน) และ ศิลปินทั่วไป กว่า 40 ศิลปิน เพื่อใช้เป็นสะพานเชื่อมโยงความหลากหลาย ทลายกำแพงความแตกต่าง สู่การสร้างสังคมที่เท่าเทียม อีกทั้งยังถือเป็นการรวมพลังครั้งใหญ่เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม นำโดย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด, ธนาคารออมสิน, บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัทรุ่งแสงไทย อินเตอร์แมทเทรส จำกัด (ผู้ผลิต และจำหน่ายที่นอน HOME MATT), บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด, บริษัท ไทยสกายวิชั่น จำกัด, บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด, โรงพยาบาลเวชธานี และ บริษัท ชมฉวีวรรณ จํากัด พันธมิตรที่สนับสนุนพื้นที่สร้างสรรค์ที่เปิดกว้างให้เด็กพิเศษและศิลปินทั่วไปได้สื่อสารถึงกัน

ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย

ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า “ไปรษณีย์ไทยรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ Art Speaks One Language ซึ่งไม่เพียงเป็นการจัดแสดงผลงานศิลปะ แต่คือพื้นที่เชื่อมโยงหัวใจของเด็กพิเศษ ศิลปิน และคนในสังคมเข้าด้วยกัน ไปรษณีย์ไทยในฐานะองค์กรที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้คน ความคิด และโอกาส พร้อมส่งต่อรายได้จากการจำหน่ายผลงานศิลปะไปสนับสนุนการพัฒนาห้องเรียนศิลปะให้เด็กพร่องพัฒนาการที่ขาดโอกาสผ่านมูลนิธิซี.ซี.เอฟ.ฯ เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เท่าเทียมและยั่งยืน”

ศ. ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ 

ด้าน รศ. ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ กล่าวเสริมถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนความเท่าเทียมในครั้งนี้ว่า “มูลนิธิฯ รู้สึกขอบคุณ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และพันธมิตรทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันเปิดพื้นที่แห่งโอกาสนี้ขึ้น เพราะสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษในพื้นที่ห่างไกล สิ่งที่พวกเขาขาดแคลนที่สุดไม่ใช่พรสวรรค์ แต่คือ ‘เครื่องมือ’ และ ‘ความเข้าใจ’ ที่จะช่วยดึงศักยภาพเหล่านั้นออกมา ปัจจุบัน มูลนิธิฯ ดูแลเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางพัฒนาการและการเรียนรู้กว่า 1,900 คน ทั่วประเทศ รายได้จากการระดมทุนผ่านนิทรรศการนี้ จะถูกนำไปสานต่อภารกิจสำคัญในการสร้าง ‘ห้องเรียนพิเศษ’ ที่ไม่ได้มีแค่กระดานดำ แต่เป็นห้องเรียนที่ใช้ ‘ศิลปะ ดนตรี กีฬา และสิ่งประดิษฐ์’ เป็นกิจกรรมบำบัด เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายและใจ ให้เด็กๆ ได้ค้นพบคุณค่าในตัวเอง และสามารถยืนหยัดอยู่ในสังคมได้อย่างภาคภูมิใจ ซึ่งสอดคล้องกับหัวใจของงานในวันนี้ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ศิลปะคือภาษาเดียวกันที่ช่วยทลายกำแพงแห่งความแตกต่าง และสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นได้จริง”

นิทรรศการครั้งนี้ มีศิลปินทุกช่วงวัยมาร่วมกันสะท้อนความหลากหลายผ่านผลงานศิลปะ โดย “ปราง เวชชาชีวะ” นักออกแบบผู้มีเอกลักษณ์ในการถ่ายทอดความสุขผ่านภาพวาดแมวและวิถีชีวิตที่เรียบง่าย กล่าวว่า “ศิลปะคือ การแสดงออกและแบ่งปันทางความรู้สึก เป็นภาษาที่เชื่อมโยงหัวใจผู้ชมได้อย่างอบอุ่น และความสุขนั้นจะทวีคูณเมื่อถูกใช้เป็นสะพานสร้างโอกาสให้กับผู้อื่น อยากชวนทุกคนมาร่วมสัมผัสโลกแห่งจินตนาการผ่านผลงานศิลปะที่ต้องการทำให้สังคมมองเห็นคุณค่าของกันและกัน คือส่วนหนึ่งในการสนับสนุนความหลากหลาย และเท่าเทียม”

ด้านศิลปินเด็กพิเศษที่ใช้โลกของศิลปะมาสื่อสารมุมมองชีวิตได้อย่างน่าอัศจรรย์ นำทีมโดย “อเล็ก-ชนกรณ์ พุกะทรัพย์” ศิลปินเยาวชนบุคคลออทิสติกต้นแบบประจำปี 2567 และเหล่าเพื่อนศิลปิน Artstory by Autistic Thai เพื่อนคนพิเศษทางการได้ยิน และทางสายตา สะท้อนว่า “รู้สึกดีใจและขอบคุณทุกคนให้โอกาสนำผลงานมาแสดง ซึ่งนิทรรศการนี้ไม่ได้เพียงแค่ได้โชว์ทักษะฝีมือ แต่คือการส่งเสียงบอกโลกว่า “พวกเราทำได้” และ “มีตัวตน” ในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ที่ไม่ต่างจากคนทั่วไป ผมอยากให้น้อง ๆ ค้นพบสิ่งที่ชอบและลงมือทำ ค้นให้พบว่าความสุขของเราคืออะไร จากนั้นก็ลงมือทำ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องอาย”

พบกับกิจกรรมไฮไลต์สำคัญในนิทรรศการ Art Speaks One Language ดังนี้

  • ไฮไลต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดยงานนี้ได้รับเกียรติอย่างสูงจาก อดีตนายกรัฐมนตรี “ชวน หลีกภัย” ที่ ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นผู้มีผลงานด้านทัศนศิลป์ ประจำปี 2566 จากกระทรวงวัฒนธรรม นำผลงานภาพ “เด็กน้อยบนตักแม่ชาวเล” บันทึกความงดงามของวิถีชีวิตเรียบง่ายบนเกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา มาร่วมจัดแสดง เคียงคู่กับผลงานภาพ “ครุฑ” อันทรงคุณค่า สะท้อนพลัง ความศรัทธา และอัตลักษณ์ของศิลปะไทยร่วมสมัย จากเจ้าสัว “บุญยเกียรติ โชควัฒนา” ประธานกรรมการและกรรมการ เครือสหพัฒน์ และ ชื่นชมผลงานศิลปะที่จัดแสดงภายในนิทรรศการไปพร้อมกับศิลปิน เพื่อให้เข้าใจวิธีคิดของศิลปินทั้งในแง่เทคนิคและอารมณ์ ชวนผู้ชมสัมผัส ภาษาของภาพ ผ่านสายตาของพวกเขา
  • i-stamp กิมมิกสุดพิเศษจากไปรษณีย์ไทย กับแสตมป์สกรีนภาพผลงานศิลปินที่เลือกได้ตามใจ ใช้เวลาผลิตเพียงไม่กี่นาที และสามารถนำไปใช้ฝากส่งสิ่งของในโอกาสพิเศษ
  • Auction and Sale of Artworks : จำหน่ายผลงานศิลปะที่จัดแสดงภายในงาน เพื่อระดมทุนสนับสนุนมูลนิธิซี.ซี.เอฟฯ ซึ่งรายได้จะนำไปใช้ในการจัดสร้างห้องเรียนเพื่อการวาดภาพให้กับเด็ก

ห้ามพลาด! นิทรรศการสุดสร้างสรรค์ “Art Speaks One Language” ครั้งแรกของการโคจรมาพบกันของเหล่าศิลปินเด็กพิเศษและศิลปินทั่วไป วันนี้ – 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องไปรษณีย์นฤมิต ไปรษณีย์กลางบางรัก อาคารประวัติศาสตร์ทรงคุณค่าพร้อมสถาปัตยกรรมที่งดงาม บนถนนเจริญกรุง เขตบางรัก สามารถเดินทางสะดวกด้วย BTS สะพานตากสิน

ชวนสัมผัสเรื่องราวอัตลักษณ์ภาคเหนือ พร้อมหนุนผู้ประกอบการไทย ในงาน ‘Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า’

ชวนสัมผัสเรื่องราวอัตลักษณ์ภาคเหนือ พร้อมหนุนผู้ประกอบการไทย ในงาน 'Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า'

ชวนสัมผัสเรื่องราวอัตลักษณ์ภาคเหนือ พร้อมหนุนผู้ประกอบการไทย ในงาน ‘Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า’

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.22 น.

“พาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์” เร่งขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาภาคเหนือให้มุ่งสู่การพัฒนาเป็น “ฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ” จัดงาน “Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า”ยกขบวนสินค้าสินค้าที่มีอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมท้องถิ่นกลุ่มจังหวัดภาคเหนือระหว่างระหว่าง9 – 13 กพ.69 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารบี ศูนย์ราชการฯ กรุงเทพฯ


วันนี้ (10กพ.69)  นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า” โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ และกลุ่มภาคเหนือ สื่อมวลชน ประชาชน เข้าร่วมในพิธีเปิด ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารบี ศูนย์ราชการ เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานครฯ

นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์  กล่าวว่า   เพื่อเร่งขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาภาคเหนือให้มุ่งสู่การพัฒนาเป็น “ฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ” เชื่อมโยงกับอนุภูมิภาคและเติบโตอย่างยั่งยืน  สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ได้มีการจัดงาน“Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า” ขึ้น  
โดยภายในงานรวบรวมร้านค้าจาก 17 จังหวัดภาคเหนือ นำเสนอสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมท้องถิ่น อาทิ สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) อาหารและเครื่องดื่ม งานหัตถกรรม สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่มีคุณภาพมีมาตรฐาน และมีเรื่องราวที่โดดเด่นเฉพาะถิ่น  การจัดงานในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดจำหน่ายสินค้า แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ การสร้างโอกาสทางการตลาดผ่านการเจรจาธุรกิจ   การพัฒนาศักยภาพการค้าสมัยใหม่ รวมถึงการต่อยอดสู่ช่องทางออนไลน์ ผ่านกิจกรรม Live Commerce ตลอดระยะเวลาการจัดงาน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคยุคดิจิทัล


“การจัดงาน “Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า” นอกจากจะเป็นการเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาภาคเหนือให้มุ่งสู่การพัฒนาเป็น “ฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ”แล้ว     ยังเป็นการเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาค โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในภาคให้มีการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ การจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าครั้งนี้จะเป็นกิจกรรมสำคัญในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าภาคเหนือให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังสามารถช่วยขยายช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการอีกทางหนึ่งด้วย “นายกรนิจ  กล่าว 


สำหรับ งาน “Northern Signature Market 2026  ยังมีกิจกรรมมากมาย  อาทิ   การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังทุกวัน กิจกรรมส่งเสริมการขาย ลุ้นรับของรางวัล กิจกรรมการสาธิตจากผู้ประกอบการภายในงาน (Workshop) ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไป นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ ร่วมสัมผัสเรื่องราวอัตลักษณ์ภาคเหนือ และร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการไทย       โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 13 กุมภาพันธ์ 2569                 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารบี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานครฯ

อว. ผนึก AITP ปั้นกำลังคนทรัพย์สินทางปัญญา ตั้ง 4 ศูนย์ฝึกอบรมทั่วประเทศ ดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

อว. ผนึก AITP ปั้นกำลังคนทรัพย์สินทางปัญญา ตั้ง 4 ศูนย์ฝึกอบรมทั่วประเทศ ดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

อว. ผนึก AITP ปั้นกำลังคนทรัพย์สินทางปัญญา ตั้ง 4 ศูนย์ฝึกอบรมทั่วประเทศ ดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.18 น.

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 69 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า กระทรวง อว. และผู้บริหารสมาคมวิชาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (Association of Intellectual Property and Technology Transfer Professionals: AITP) ได้หารือร่วมกับ Mr. Stephen J. Susalka ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมวิชาชีพผู้จัดการเทคโนโลยีในมหาวิทยาลัยระดับโลก (The Association of University Technology Managers: AUTM) เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศ และสร้างความพร้อมให้นักวิจัยไทยสามารถนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า ปัจจุบัน AITP อยู่ระหว่างจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม 4 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อรองรับการพัฒนาบุคลากรด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีทั่วประเทศ โดยอยู่ระหว่างจัดทำหลักสูตรและมาตรฐานการฝึกอบรม ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดหลักสูตรพื้นฐานในเร็วๆ นี้ ก่อนพัฒนาไปสู่หลักสูตรระดับเชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

ทั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ได้ส่งเสริมการจัดตั้งสมาคม AITP ตั้งแต่ปี 2568 เพื่อเป็นศูนย์กลางพัฒนากำลังคนด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยสมาคมได้ร่วมกับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) และ AUTM จัดงาน WIPO-AUTM International Knowledge and Technology Transfer Leadership Summit 2025 เมื่อวันที่ 17–21 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งได้รับการตอบรับและความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างดี