‘มหิดล – เกษตรแฟร์ 2569’ ชูโมเดล Health Ecosystem ผสาน Green Innovation มุ่งสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ

‘มหิดล - เกษตรแฟร์ 2569’ ชูโมเดล Health Ecosystem ผสาน Green Innovation มุ่งสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ

‘มหิดล – เกษตรแฟร์ 2569’ ชูโมเดล Health Ecosystem ผสาน Green Innovation มุ่งสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.54 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล จับมือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ จัดงาน “มหิดล – เกษตรแฟร์ 2569” (MU x KU Fair 2026) ระหว่างวันที่ 14-18 มกราคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา พลิกโฉมงานแฟร์สู่ “ห้องเรียนไร้กำแพง” ภายใต้แนวคิด “ร่วมปลูก ร่วมเปลี่ยน” (Grow Together, Change Together) ผสานความแกร่ง “การแพทย์” และ “เกษตรกรรม” สร้างระบบนิเวศสุขภาพครบวงจร พร้อมโชว์ศักยภาพนวัตกรรมสีเขียวเพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ยุค Carbon Neutrality

ศาสตราจารย์ นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า งานนี้ถือเป็นปฐมบทครั้งสำคัญที่สะท้อนว่าสถาบันการศึกษาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ให้ความรู้ แต่กำลังขับเคลื่อนภารกิจในฐานะ “ปัญญาของแผ่นดิน” เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายระดับโลก ทั้งเรื่องความมั่นคงทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม “ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการดึงจุดแข็งที่เป็นเลิศของสองสถาบัน คือ ‘ศาสตร์แห่งการแพทย์’ ของมหิดล มาผสานพลังร่วมกับ ‘ศาสตร์แห่งเกษตรกรรม’ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อสร้าง ‘ระบบนิเวศด้านสุขภาพที่ครบวงจร’ (Health Ecosystem) เราต้องการเปลี่ยนกระบวนทัศน์การพัฒนาประเทศ โดยเชื่อมโยงต้นน้ำคือแหล่งอาหารที่ปลอดภัย ส่งต่อไปยังปลายน้ำคือสุขภาพที่ดีของประชาชน เพื่อนำพาสังคมไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Carbon Neutrality) อย่างแท้จริง”

ด้าน ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเสริมถึงบทบาทในฐานะผู้ดูแล “ต้นน้ำ” ว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พร้อมนำเสนอ Green Innovation หรือนวัตกรรมสีเขียว เพื่อเปลี่ยนภาพจำสู่ “เกษตรแม่นยำและเป็นมิตรต่อโลก” (Climate-Smart Agriculture) “เจตนารมณ์ของเราคือการนำองค์ความรู้เกษตรสมัยใหม่ มาเชื่อมต่อกับสุขภาวะ เพราะเราเชื่อว่า ‘อาหารเป็นยา’ และ ‘สิ่งแวดล้อมที่ดีคือวัคซีนที่ดีที่สุด’ โดยในงานจะมีการจัดแสดงนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์พืชรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้งานนี้เป็นต้นแบบของ Green Fair ที่ใส่ใจโลกอย่างยั่งยืน”

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ประธานคณะทำงานจัดงาน ได้เปิดเผยถึงรูปแบบงานที่จัดขึ้นเป็น “พื้นที่แห่งการเรียนรู้นอกห้องเรียน” (Learning Outside the Classroom) โดยมี 5 ไฮไลท์สำคัญ ที่ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย ดังนี้:

1.            ด้านวิชาการ (Academic & Future): เปิดโอกาสให้นักเรียนค้นหาตัวตนและสร้าง Portfolio ผ่านการทดสอบมาตรฐานระดับมหาวิทยาลัย ได้แก่ การสอบ MU-ELT (1,200 ที่นั่ง) และ การสอบ MUAP-Test (วัดความรู้คณิต-วิทย์ เทียบเท่า ป.ตรี ปี 1) ซึ่งสามารถนำผลคะแนนไปยื่นศึกษาต่อหรือเทียบโอนหน่วยกิตได้ทั้งที่มหิดลและเกษตรศาสตร์

2.            ด้านสุขภาพ (Holistic Health): บริการตรวจสุขภาพจากหลายส่วนงาน ตั้งแต่เวลา 11.00 – 18.00 น. ครอบคลุมทั้งการวัดองค์ประกอบร่างกาย โภชนาการ เบาหวาน กายภาพบำบัด ความจำ และศาสตร์แพทย์แผนจีนอย่าง การฝังเข็ม

3.            ด้านนันทนาการ (Happiness & Recreation): เอาใจคนรักสัตว์กับ Pet Zone กิจกรรม ประกวด“สุนัขนิสัยดี” แข่งเต่าวิ่งแฟร์เพื่อชิงรางวัลโล่และเกียรติบัตรจากมหาวิทยาลัย บริการฉีดวัคซีน-ฝังไมโครชิป พร้อมสนุกกับคอนเสิร์ตจากนักศึกษาและศิลปินชื่อดังตลอด 5 คืน (ตั้งแต่เวลา 17.00 – 22.00 น.)

4.            ด้านเศรษฐกิจ (Economy & Innovation): ระดมร้านค้ากว่า 400 ร้าน ทั้งสินค้าชุมชน อาหารนานาชาติ และไฮไลท์สำคัญคือ “โซนผู้ประกอบการนักศึกษา” ที่นำสินค้านวัตกรรมและงานวิจัยสู่ตลาดจริง ตามแนวทาง Real World Impact  และนอกจากนั้นยังมีโซนจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งมาจากผลงานวิจัยและนวัตกรรม จาก 30 กว่าส่วนงานของทั้งสองมหาวิทยาลัย

5.            ด้านสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly):: มหาวิทยาลัยเตรียมพื้นที่จอดรถกว่า 2,300 คัน พร้อมบริการ รถพลังงานไฟฟ้า (EV & Tram) มีระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีความร่วมมือที่เข้มแข็งจากหน่วยงานภายนอก เช่น สถานีตำรวจพุทธมณฑล ในการอำนวยการด้านความปลอดภัยด้วย พร้อมยกระดับงานสู่เป้าหมาย Zero Waste ด้วย “ระบบบริหารจัดการขยะ” โดยมีกลุ่มนักศึกษาจิตอาสา “พี่เลี้ยงแยกขยะ” คอยให้คำแนะนำ เพื่อคัดแยกและหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ตามหลัก Circular Economy

ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังการเปลี่ยนแปลง “ร่วมปลูก” องค์ความรู้ และ “ร่วมเปลี่ยน” อนาคตไปด้วยกัน ในงาน “มหิดล – เกษตรแฟร์ 2569” ระหว่างวันที่ 14-18 มกราคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

-(016)

‘ASIATIQUE’s THAILAND COUNTDOWN 2026’ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ เสริมไทยเป็นเมืองแห่งการเฉลิมฉลอง – จุดหมายของการท่องเที่ยวริมน้ำเจ้าพระยา

‘ASIATIQUE’s THAILAND COUNTDOWN 2026’ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ เสริมไทยเป็นเมืองแห่งการเฉลิมฉลอง - จุดหมายของการท่องเที่ยวริมน้ำเจ้าพระยา

‘ASIATIQUE’s THAILAND COUNTDOWN 2026’ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ เสริมไทยเป็นเมืองแห่งการเฉลิมฉลอง – จุดหมายของการท่องเที่ยวริมน้ำเจ้าพระยา

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.49 น.

เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ภายใต้การบริหารงานของ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น (AWC) พร้อมด้วยพันธมิตร อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ธนาคารกสิกรไทย ประกาศความสำเร็จในงาน “ASIATIQUE’s THAILAND COUNTDOWN 2026” ที่ได้สร้างสรรค์ประสบการณ์การเฉลิมฉลองข้ามปีสุดยิ่งใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ครั้งแรกกับงานเคานต์ดาวน์ 5 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 25 – 28 และ 31 ธันวาคม 2568

ผ่านไปแล้วกับงานยิ่งใหญ่แห่งปี ที่เปลี่ยนลานกิจกรรมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้กลายเป็น Global Countdown Destination ด้วยการผสานพลังของ Art – Music – Culture – Immersive Light Experience นำเสนอประสบการณ์ใหม่ไม่เหมือนใคร เพื่อยกระดับกรุงเทพฯ สู่เวทีโลก และเป็นแลนด์มาร์กที่นักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต้องมาเยือนในช่วงเทศกาลปีใหม่ ภายใต้แนวคิด “พลังแห่งเสียง ความคิดสร้างสรรค์ และ อัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย” ผ่านกิจกรรมสุดตื่นตากับงานใหญ่ 5 วันเต็ม กับ Countdown Festival แบบ Non-stop

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ข้ามปีด้วยค่ำคืนสุดยิ่งใหญ่ กับงาน ‘CHANG MUSIC CONNECTION presents ASIATIQUE’s THAILAND COUNTDOWN 2026’ จัดเต็มลาน Lifestyle Market ริมน้ำเจ้าพระยา กับคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบจากศิลปินระดับท็อปของประเทศ ได้แก่ ZEAL, PARADOX, TATTOO COLOUR, BODYSLAM ตื่นตากับพลุสุดอลังการออกแบบโดยทีมระดับโลก และในค่ำคืนสุดพิเศษ คุณ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้เกียรติร่วมงาน กล่าวเปิดงาน และให้คำอวยพร พร้อมกันนี้ผู้บริหารของ AWC ตัวแทนในการมอบของขวัญสุดพิเศษจาก AWC ให้กับผู้ที่เข้ามาร่วมงาน ด้วยบัตรกำนัลที่พักพร้อมอาหารเช้า 2 คืน สำหรับ 2 ท่าน จากโรงแรมในเครือ AWC ดังนี้ Banyan Tree Samui – Pool Villa, Phuket Marriott Resort and Spa, Nai Yang Beach – Pool Villa และ InterContinental Chiang Mai The Mae Ping – Suite รวมถึงบัตรเครื่องเล่น Skyflyers รวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท และปิดท้ายด้วย After Party จากดีเจชื่อดัง ที่ทำให้ค่ำคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เต็มทั้งพื้นที่ ASIATIQUE ตั้งแต่ช่วงเช้าจรดค่ำกลายเป็นคืนที่มีความสุข ความสนุกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

รวมไปถึงค่ำคืน Christmas Eve (24 ธันวาคม 2568) ด้วยพลุเปิดเทศกาล เพื่อส่งสัญญาณงานเฉลิมฉลองระดับโลกได้เริ่มขึ้น ต่อด้วยความสนุกต่อเนื่อง 25–28 ธันวาคม 2568 กับคอนเสิร์ตและโชว์สุดพิเศษจาก โต๋ ศักดิ์สิทธิ์, GAVIN.D, เก่ง ธชย พร้อมโขนไทยชุดพิเศษ, F.HERO และ การประกวดสตรีทแดนซ์กับ Breakdance Crew ระดับประเทศ พร้อมรางวัลพิเศษสู่การประกวดระดับนานาชาติที่ต่างประเทศ ที่ได้มีผู้มาร่วมกิจกรรมมากมาย

ทั้งนี้ ASIATIQUE พร้อมให้ทุกท่านได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง นอกจากกิจกรรมดีๆ ทาง เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ขอเชิญทุกท่านมาสัมผัสแลนด์มาร์กและประสบการณ์ใหม่ระดับโลก ที่ไม่ควรพลาด อาทิ Skyflyers: Wings of Garudapterus เครื่องเล่นลอยฟ้าที่สูงที่สุดในเอเชีย-แปซิฟิก มอบมุมมองพาโนรามาเหนือฟากฟ้าเจ้าพระยา Jurassic World: The Experience Bangkok ประสบการณ์ผจญภัยในโลกแห่งไดโนเสาร์แบบ Immersive และ เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ด้านความยั่งยืนกับ Better World Better Future พื้นที่จัดแสดงแบบ Immersive Sustainable Edutainment นอกจากนี้ เอเชียทีค ยังมีกิจกรรมใหม่ ร้านค้าคอนเซ็ปต์ใหม่ และประสบการณ์ใหม่อีกมากมาย ที่พร้อมต้อนรับนักเดินทางจากทั่วโลกทุกวัน ทั้งหมดเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก

การเดินทางสะดวก – มาที่เดียวครบทุกความสุข

สามารถเดินทางมา เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ได้หลายเส้นทาง

•             รถยนต์ส่วนตัว มีบริการลานจอดรถ 3 โซน

•             Shuttle Van บริการฟรีทุกวัน 11:00 – 19:00 น. จากวัดยานนาวา ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS สะพานตากสิน

•             Shuttle Boat บริการฟรีทุกวัน 16:00–23:30 น. จากสถานีรถไฟฟ้า BTS สะพานตากสิน       

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: โทร. 02-108-4488 ต่อ 204, 205 เว็บไซต์: asiatiquethailand.com | assetworldcorp-th.com ,  FB/IG: Asiatique.Thailand | AssetWorldCorporation

-(016)

ศาลาเฉลิมกรุง ชวนหนูๆ ดูโขน ตอน หนุมานชาญกำเเหง ในวันเด็กแห่งชาติ 10 ม.ค. 69 ฟรี

ศาลาเฉลิมกรุง ชวนหนูๆ  ดูโขน ตอน หนุมานชาญกำเเหง ในวันเด็กแห่งชาติ  10 ม.ค. 69 ฟรี

ศาลาเฉลิมกรุง ชวนหนูๆ ดูโขน ตอน หนุมานชาญกำเเหง ในวันเด็กแห่งชาติ 10 ม.ค. 69 ฟรี

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.34 น.

โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ร่วมสืบสานเทศกาลวันเด็กแห่งชาติ ส่งเสริมให้เด็กไทยรักชาติไทย…ใส่ใจโลก เห็นคุณค่าและความวิจิตรงดงามของสุดยอดศิลปะการแสดงชั้นสูงประจำชาติไทย ท่องโลกโขนไปกับ “หนุมาน” ทหารเอกผู้เก่งกล้าและมีความจงรักภักดีต่อพระราม ในกิจกรรม ชวนน้องหนู มาดูโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน หนุมานชาญกำเเหง ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 รอบ 13.30 น. ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง

โขน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน “หนุมานชาญกำแหง” จับตอนตั้งแต่ กำเนิดหนุมาน พระพายซัดพละกำลังของพระอิศวร เข้าปากนางสวาหะที่ยืนเหนี่ยวต้นไม้อยู่ และกำเนิดเป็นหนุมาน ทหารเอกผู้ช่วยพระรามรบกับทศกัณฐ์จนชนะและได้รับประทานสมญาศักดิ์เป็น พระยาอนุชิตจักรกฤษณ์พิพรรธพงศา ครองเมืองนพบุรี เรื่องราวความสนุกจะเป็นอย่างไรนั้น รับชมได้ในการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอน หนุมานชาญกำแหง กำกับการแสดงโดย ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ)

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมให้น้องหนูร่วมสนุกสนาน เล่นเกมส์ตอบคำถาม รับของรางวัลมากมาย ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ก่อนพากันเข้าชมการแสดงโขนในช่วงบ่าย

ชมฟรี! สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ผู้ปกครองราคา 300 บาท **สงวนสิทธิ์สำหรับ เด็ก 1 คน / ผู้ปกครองไม่เกิน 2 คน  จำหน่ายบัตรที่ศาลาเฉลิมกรุง โทร 0-2225-8757-8 เเละไทยทิคเก็ตเมเจอร์ 11 สาขาหลัก โทร. 0-2262-3456

เช็กลิสต์สู่การสูงวัยอย่างมีสุขภาพดีรับปีใหม่

เช็กลิสต์สู่การสูงวัยอย่างมีสุขภาพดีรับปีใหม่

เช็กลิสต์สู่การสูงวัยอย่างมีสุขภาพดีรับปีใหม่

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่การมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น แต่คือการใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ หลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยเรื้อรัง และแข็งแรงทั้งสุขภาพกายและใจ อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อการเป็นผู้สูงวัยสุขภาพดีแต่มักถูกมองข้ามคือ สุขภาพกล้ามเนื้อ การดูแลกล้ามเนื้อให้แข็งแรงจะช่วยให้ผู้สูงวัยสามารถเคลื่อนไหวได้ ลดความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม และปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้อย่างมั่นใจ

ผู้สูงวัยที่มีสุขภาพดีที่สุด คือผู้ที่ใส่ใจและลงมือดูแลสุขภาพอย่างรอบด้านตั้งแต่เนิ่น  โดยยึด “สี่เสาหลักของสุขภาพ” ได้แก่ กาย ใจ สังคม และสมอง บทความนี้จะนำเสนอแนวทางง่ายๆ ที่ทำได้จริง เพื่อเสริมสร้างทั้งสี่ด้าน โดยเฉพาะการเน้นย้ำความสำคัญของการมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพ ความยืดหยุ่น และการใช้ชีวิตอย่างอิสระในวัยสูงอายุ

สุขภาพกาย

การมีวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกายสำหรับผู้สูงวัย ได้แก่ การออกกำลังกาย: การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ผู้สูงวัยคงความสามารถในการเคลื่อนไหว ความแข็งแรง และการทรงตัว ควรออกกำลังกายระดับปานกลางรวม 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น เดิน ว่ายน้ำ ทำสวน หรือเต้นรำ และควรเสริมด้วยการฝึกฝนความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ งานวิจัยยังพบว่า ผู้ที่เดินวันละ 8,000 ก้าว มีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ที่เดินเพียง 4,000 ก้าวอย่างมีนัยสำคัญ

โภชนาการ: โภชนาการที่ดีเป็นสิ่งจําเป็นสําหรับการเป็นผู้สูงวัยสุขภาพดี ผู้สูงวัยมีความต้องการโปรตีนต่อวันสูงขึ้น เพราะเมื่ออายุมากขึ้นร่างกายจะสร้างโปรตีนน้อยลง (anabolic resistance)  โดยโปรตีนพบได้ในเนื้อสัตว์ ไข่ พืชตระกูลถั่ว นม และถั่วเปลือกแข็ง แต่ในผู้สูงวัยที่ไม่สามารถรับประทานโปรตีนได้อย่างเพียงพอ อาจเสริมด้วยผลิตภัณฑ์โภชนาการ เช่น เอนชัวร์ โกลด์ แอดวานซ์โปร* ที่มี HMB  และ YBG  พร้อมด้วยสารอาหารจำเป็นอื่น ๆ เช่น แคลเซียม สังกะสี และวิตามินดี เพื่อช่วยเสริมพลังงานและสารอาหารที่จำเป็นในแต่ละวัน

การประเมินสุขภาพด้วยตนเอง: ผู้สูงวัยสามารถใช้เครื่องมือออนไลน์ เช่น เครื่องคำนวณ “อายุกล้ามเนื้อ” ของแอ๊บบอต เพื่อประเมินสุขภาพของกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสุขภาพที่สำคัญ และควรทําควบคู่กับการตรวจสุขภาพประจําปี เพื่อวางเป้าหมายที่เหมาะสมในการดูแลความแข็งแรงและความคล่องตัวของร่างกาย

สุขภาพจิตใจและอารมณ์

เมื่ออายุมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงด้านการได้ยิน การมองเห็น ความจำ และการเคลื่อนไหว อาจนำไปสู่ความเครียดได้ ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตใจและอารมณ์ ผู้สูงวัยที่สามารถจัดการอารมณ์ได้ดีจะมีความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียดต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญควบคู่กับการออกกำลังกาย หรือในบางกรณีอาจเสริมด้วยการรักษาทางการแพทย์ถือเป็นแนวทางที่มีประโยชน์ นอกจากนี้ การมีเครือข่ายคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือผู้ให้คำปรึกษา ก็เป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่ช่วยสร้างความสุขและความมั่นคงทางใจให้ผู้สูงวัย

สุขภาพทางสังคม

การมีส่วนร่วมทางสังคมเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญสู่สุขภาพที่ดีของผู้สูงวัย จากงานวิจัยพบว่าผู้สูงวัยที่มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่กว้างกว่าจะมีการทํางานของสมองที่ดีกว่า กิจกรรมทางสังคมเช่น การเป็นอาสาสมัคร การรวมกลุ่มเรียน (เช่นการปั้นเซรามิก การวาดภาพ) เป็นวิธีที่ดีเยี่ยมในการสร้างการสนับสนุนด้านสังคมและมีส่วนร่วมในชุมชน

สุขภาพสมองและความจำ

การรู้คิดและความจำ (Cognition) คือความสามารถในการคิด จดจำ และเรียนรู้ การกระตุ้นสมองอย่างสม่ำเสมอมีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง และช่วยทำให้ผู้สูงวัยยังคงตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ8 กิจกรรมต่างๆ เช่น การอ่านหนังสือ การเล่นเกมปริศนา การเรียนรู้ทักษะใหม่ หรือการร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ล้วนช่วยให้สมองมีความกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ

ก้าวสู่ผู้สูงวัยที่มีคุณภาพ

หลังอายุ 40 ปี ร่างกายอาจสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้มากถึง 8% ในทุก ๆ 10 ปี แม้ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสำหรับทุกคนแต่การตระหนักรู้ถึงสุขภาพของตนเอง และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ อย่างสม่ำเสมอคือสิ่งสำคัญที่สุดลองใช้เช็กลิสต์นี้เพื่อดูว่าคุณทำได้ดีในด้านใดแล้ว และด้านใดที่ยังสามารถพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อให้คุณก้าวสู่การเป็นผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ

รู้จัก ‘NK Cells Therapy’ เพชฌฆาตจัดการมะเร็ง

รู้จัก ‘NK Cells Therapy’ เพชฌฆาตจัดการมะเร็ง

รู้จัก ‘NK Cells Therapy’ เพชฌฆาตจัดการมะเร็ง

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

NK cells หรือ Natural Killer Cells คือเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งในระบบภูมิคุ้มกัน ที่มีหน้าที่หลักในการตรวจจับและทำลายเซลล์ที่ผิดปกติ เช่น เซลล์มะเร็ง หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส โดยไม่จำเป็นต้องมีการกระตุ้นมาก่อนเหมือนภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ จึงทำงานได้รวดเร็ว

NK Cells Therapy คืออะไร
นายแพทย์ อัศวเดช แสนบัว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) ให้ข้อมูลว่า NK Cells Therapy คือการนำเซลล์ของผู้ป่วยหรือผู้บริจาคมาเพาะเลี้ยงเพื่อขยายจำนวน จากนั้นจึงฉีดกลับเข้าไปในตัวผู้ป่วย โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เซลล์เหล่านี้เข้าไปกำจัดเชื้อมะเร็งโดยตรง กระบวนการนี้จัดเป็น Immunotherapy (ภูมิคุ้มกันบำบัด) ชนิดหนึ่ง ที่ไม่ได้ทำลายเซลล์ปกติรอบข้าง มีผลข้างเคียงน้อยกว่าการทำเคมีบำบัด

ขั้นตอนการทำ NK Cells Therapy

พบแพทย์เพื่อตรวจประเมินก่อนทำการรักษา (Pre-Screening) 2.การเก็บตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยในปริมาณ 50-100 ซีซี เพื่อใช้ในการเพาะเลี้ยง 3.แยกและเพาะเลี้ยง NK Cells ในห้องปฏิบัติการ โดยใช้สารกระตุ้นเพื่อเพิ่มจำนวนและเพิ่มประสิทธิภาพ  4.ให้เซลล์กลับคืนสู่ร่างกาย ผ่านการฉีดเข้าหลอดเลือดดำ

เหมาะกับมะเร็งชนิดใด

มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งที่เป็นก้อน เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งสมอง มะเร็งผิวหนัง โดยแพทย์สามารถพิจารณาใช้ NK Cells ในการบำบัดมะเร็งร่วมกับการรักษาวิธีอื่น

ข้อดีของ NK Cells Therapy

เสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย เจาะจงทำลายเซลล์มะเร็งโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อปกติ สามารถใช้ร่วมกับการบำบัดในรูปแบบอื่น เพื่อเสริมผลลัพธ์ มีผลข้างเคียงน้อยเมื่อเทียบกับเคมีบำบัด

ข้อควรระวัง

ผลข้างเคียง เช่น ไข้ต่ำ หนาวสั่น อ่อนเพลียชั่วคราว ต้องทำในโรงพยาบาลที่มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและห้องปฏิบัติการมาตรฐานเท่านั้น ความยากในการเพาะเลี้ยงเซลล์ และมีราคาสูง

NK Cells Therapy เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการแพทย์สมัยใหม่ในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง แม้จะยังอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่ก็ถือเป็นความหวังใหม่ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของผู้ป่วย และอาจเพิ่มคุณภาพชีวิตควบคู่ไปกับการรักษาแบบมาตรฐาน ทั้งนี้ สามารถขอรับคำปรึกษาหรือข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์รักษามะเร็งก้าวหน้า เวิลด์เมดิคอล ชั้น 11 โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) โทร 02-836-9999 ต่อ 

LIFE & HEALTH : เริ่มต้นปีใหม่ ด้วยการตรวจสุขภาพที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย

LIFE & HEALTH : เริ่มต้นปีใหม่ ด้วยการตรวจสุขภาพที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย

LIFE & HEALTH : เริ่มต้นปีใหม่ ด้วยการตรวจสุขภาพที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปัจจุบันหลายๆโรคมักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก การตรวจสุขภาพประจำปีจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยคัดกรองความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทั้งในกลุ่มคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ การเลือกเข้ารับการตรวจที่เหมาะสมกับช่วงวัยและปัจจัยเสี่ยงส่วนบุคคล จะช่วยให้การดูแลรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซับซ้อนของการรักษาในระยะยาว และช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

ข้อมูลจาก ศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า การตรวจสุขภาพประจำปี คือการตรวจคัดกรองเพื่อหาความเสี่ยงโรคต่าง ๆ ที่ช่วยให้รู้ทันสภาพร่างกายของตัวเอง ซึ่งถ้าตรวจพบความผิดปกติของร่างกายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ก็จะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสม และมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูงกว่าการตรวจพบในระยะร้ายแรง รวมถึงค่าใช้จ่ายจะน้อยกว่าในระยะลุกลาม ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำยิ่งขึ้น

การตรวจสุขภาพประจำปีสามารถตรวจได้ทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้สูงอายุการ ซึ่งนอกจากควรเลือกโปรแกรมตรวจที่เหมาะสมตามช่วงอายุแล้ว ยังต้องพิจารณาจากความเสี่ยงส่วนตัวร่วมด้วย เช่นอายุ เพศ พฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงประวัติครอบครัว โดยสามารถแบ่งการตรวจสุขภาพประจำปีได้ ดังนี้  

  • วัยเด็ก เป็นการตรวจร่างกายเพื่อดูการเจริญเติบโตและพัฒนาการเป็นหลัก ซึ่งจะประเมินโดยกุมารแพทย์ และยังรวมไปถึงการฉีดวัคซีนตามช่วงอายุ  เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ 
  • วัยทำงานหรือวัยผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 18-50 ปี เป็นการตรวจสภาพร่างกายพื้นฐานโดยรวม ประกอบด้วย การวัดความดันโลหิต, การวัดชีพจร, การวัดอัตราการหายใจ, วัดส่วนสูง, ชั่งน้ำหนัก, การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด, ตรวจวัดระดับน้ำตาล ระดับไขมัน การทำงานของตับ ไต, ตรวจเอกซเรย์ทรวงอก, การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ, การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง, การตรวจปัสสาวะ เป็นต้น
  • กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมจากการตรวจสุขภาพพื้นฐาน ได้แก่ การตรวจสมรรถภาพหัวใจจากการวิ่งสายพาน และการอัลตราซาวนด์หัวใจ มีความสำคัญมากและอาจต้องตรวจก่อนอายุ 50 ปี ในกลุ่มผู้มีโรคประจำตัวและมีญาติเป็นโรคหัวใจ, การประเมินสมรรถภาพการทำงานของสมอง, การตรวจความหนาแน่นกระดูก เพื่อคัดกรองภาวะกระดูกพรุน และ การตรวจสภาพสายตา
  • สำหรับเพศหญิงอายุ 30 ปีขึ้นไปหรือเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเอกซเรย์เต้านมเพื่อคัดกรองมะเร็งเต้านม และสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50  ปีขึ้นไปทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ควรเข้ารับการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง เพื่อเป็นการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

การเตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพ

สำหรับการเตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพ เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ควรละเลย เพื่อให้ได้ผลการตรวจสุขภาพที่ถูกต้องและแม่นยำมากที่สุด โดย มี 7 สิ่งที่ควรรู้ได้แก่

  1. การอดอาหารก่อนการได้รับการ ตรวจสุขภาพ ก่อนการได้รับการ ตรวจสุขภาพ ควรงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 8 – 10 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นดังนี้
  • ผู้ที่ต้องการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ควรงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
  • ผู้ที่ต้องการตรวจไขมันในเลือด อาทิ คอเลสเตอรอล,ไตรกลีเซอไรด์, HDL หรือ LDL ควรงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 12 ชั่วโมง

โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากอาจทำให้กระทบถึงผลการตรวจบางอย่างของแพทย์ได้ อย่างไรก็ตามหลังจากการเจาะเลือดแล้ว สามารถดื่มน้ำและรับประทานอาหารได้ตามปกติ

       2. การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ผู้ที่ต้องการตรวจสุขภาพควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากการพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ความดันโลหิตของเรามีค่าสูงกว่าปกติ ดังนั้น ควรนอนไม่น้อยกว่า 7- 8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะนอกจากร่างกายจะสามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และช่วยให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานได้เป็นอย่างดีแล้ว การนอนหลับอย่างเพียงพอยังช่วยให้รู้สึกสดชื่นเมื่อตื่นขึ้นมาอีกด้วย

       3. สุภาพสตรีไม่ควรอยู่ในช่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือน 7 วัน สุภาพสตรีไม่ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพในช่วงระหว่างก่อนมีประจำเดือนและหลังมีประจำเดือน 7 วัน เนื่องจากอาจส่งผลต่อผลปัสสาวะได้ ดังนั้นหากกำลังมีประจำเดือนขณะการตรวจก็ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่พยาบาลทราบก่อน หรือหลีกเลี่ยงการตรวจสุขภาพในช่วงนั้น

       4. สวมใส่เสื้อผ้าที่สะดวกต่อการตรวจร่างกาย การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการตรวจสุขภาพข้อต่อมา คือ การสวมใส่เสื้อผ้าที่สะดวกต่อการตรวจร่างกาย เนื่องจากอาจต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเข้า-ออกก่อนการได้รับเอกซเรย์ และที่สำคัญสุภาพสตรีควรหลีกเลี่ยงการใส่ชุดชั้นในที่เป็นโครงเหล็ก และงดใส่เครื่องประดับทุกประเภทที่เป็นโลหะ

       5. หลีกเลี่ยงการรับประทานของหวานหรือการดื่มน้ำหวาน ก่อนการเข้าตรวจสุขภาพควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหวานและรับประทานของหวานจัด เพราะอาจส่งผลให้มีปริมาณในน้ำตาลปนในปัสสาวะค่อนข้างสูงกว่าปกติ

       6. งดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชม. งดดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เนื่องจากแอลกอฮอล์มีผลแก่การตรวจปัสสาวะ แต่ถ้าหากลืมงดก็ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่พยาบาลทราบก่อนการตรวจสุขภาพในครั้งนั้น

สุขภาพที่ดีไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการดูแลอย่างสม่ำเสมอ การตรวจสุขภาพจึงเป็นส่วนสำคัญในการประเมินและติดตามสภาพร่างกาย เพื่อให้สามารถวางแผนการดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว การให้ความสำคัญกับสุขภาพตั้งแต่วันเริ่มต้นปี จะช่วยเสริมสร้างความพร้อมในการดำเนินชีวิตและก้าวสู่ปีใหม่อย่างมั่นใจ

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา สมทบกองทุน ‘น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา  สมทบกองทุน ‘น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา สมทบกองทุน ‘น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้เริ่มให้ทุนการศึกษาต่อเนื่องแก่เยาวชนผู้ยากไร้ทั่วประเทศที่ได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตั้งแต่ปีการศึกษา 2539 ตามโครงการพระราชทานความช่วยเหลือ ตามที่สำนักราชเลขาธิการขอความร่วมมือ   

ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในปี 2550  มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ได้จัดตั้งโครงการสมทบกองทุนสะสมถาวร “น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ปัจจุบันมีเงินจำนวน 35 ล้านบาท โดยใช้เฉพาะดอกผลเพื่อจัดเป็นทุนการศึกษาเพื่อพระราชทานแก่เยาวชนผู้ยากไร้ ประพฤติดี โดยไม่จำเป็นต้องเรียนเก่ง

ตั้งแต่ปีการศึกษา 2539-2568 มูลนิธิฯ ได้ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายเป็นทุนการศึกษาพระราชทานแก่เยาวชน โดยเป็นทุนการศึกษาต่อเนื่องจนจบชั้นสูงสุด รวมเยาวชนได้รับทุนพระราชทานแล้ว 29 ปี จำนวนทั้งสิ้น 106 คน จาก 50 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร

ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้มูลนิธิร่วมจิตต์ น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์  มีส่วนร่วมในโครงการ เพื่อจัดทุนการศึกษาพระราชทานแก่เยาวชนผู้ถวายฎีกาตามโครงการสืบสานพระราชปณิธานทำเนียบองคมนตรีจนจบชั้นสูงสุด ตามที่มูลนิธิฯ จัดตั้งกองทุน เริ่มตั้งแต่ปี 2539 และมีเยาวชนได้รับทุนพระราชทานแล้วทั้งสิ้น 106 คน จาก 50 จังหวัด และในปี 2568 ที่ผ่านมา มีเยาวชนในโครงการนี้รวม 24 คน จาก 21 จังหวัด

การนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประธานที่ปรึกษามูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ ได้พระราชทานพระราชวโรกาสให้ผู้บริจาคสมทบกองทุน “น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” จำนวน 100 คน เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทรับพระราชทานเข็มที่ระลึกประดับอักษรพระนามาภิไธย “ส.ธ.” ในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเข็ม “พุ่มเพชร” สัญลักษณ์ของมูลนิธิ ฯ แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการทุนการศึกษาของมูลนิธิ ฯ ประจำจังหวัด และประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการอุปการะเยาวชนประจำจังหวัดที่ดำรงตำแหน่งเป็นครั้งแรก และผู้บริหารของกระทรวงมหาดไทย ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่มูลนิธิ ฯ ในวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569  เวลา 09.00 น. ณ การไฟฟ้านครหลวง ถนนพระราม 4 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ โดย ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพรับเสด็จและที่ปรึกษาการเตรียมงาน และนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานการเตรียมงาน 

มูลนิธิฯ จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ประชาชนในจังหวัด องค์กรภาครัฐ เอกชน บริษัท ห้างร้านและองค์กรปก ครองส่วนท้องถิ่น ร่วมสมทบกองทุน “น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และเข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเข็มที่ระลึกประดับอักษรพระนามาภิไธย “ส.ธ.” โดยมูลนิธิฯ จะจัดพิมพ์รายชื่อผู้บริจาคในสูจิบัตร หมดเขตภายในวันที่ 10 มกราคม 2569  เพื่อจัดพิมพ์นามผู้ร่วมสมทบกองทุนฯ ไว้ในสูจิบัตรได้ทันเวลา ติดต่อได้ที่ไลน์ไอดี 0804042439 หรือ E-mail : ruamchit_normklao@hotmail.com (หักลดหย่อนภาษีได้)  หรือบริจาคเข้าบัญชีมูลนิธิฯ ธนาคารไทยพาณิชย์ เลข 404-204-2266

มูลนิธิฯ มีหลักเกณฑ์ในการให้ทุนแก่เยาวชน คือ มอบทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องแก่เยาวชนที่ขาดแคลน ด้อยโอกาส ครอบครัวมีฐานะยากจนจริง(อาชีพเกษตรกร,กรรมกร) เยาวชนมีความประพฤติดี สนใจและตั้งใจเรียนจนจบการศึกษาชั้นสูงสุดในแต่ละระดับ โดยปกติการคัดเลือกเยาวชนรับทุน มูลนิธิฯ จะมีคณะกรรมการระดับจังหวัดของมูลนิธิฯ เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกเยาวชนตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ซี่งมีผู้ว่าราชการจังหวัด ประธานทุนการศึกษาประจำจังหวัดของมูลนิธิฯ เป็นประธานคัดเลือกฯ นอกจากนี้ มูลนิธิฯ มีระบบการติดตามเยาวชน ซึ่งมีประธานแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานอุปการะเยาวชนประจำจังหวัดของมูลนิธิฯ จะไปเยี่ยมเยียนเยาวชนทุกคนที่ได้รับทุน เพื่อติดตามดูแลทุกข์สุขของเยาวชน และช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ของเยาวชนและครอบครัวผู้รับทุนมูลนิธิฯ อย่างใกล้ชิดด้วย ซึ่งเยาวชนเหล่านี้เป็นผู้ด้อยโอกาส และขาดแคลน อันจะเป็นผลให้เยาวชนรู้สึกอบอุ่น ไม่โดดเดี่ยว เป็นการส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง และเป็นการสกัดกั้นต้นเหตุแห่งปัญหายาเสพติด ในกลุ่มเยาวชนผู้ด้อยประสบการณ์ชีวิตได้อย่างดีที่สุด

มูลนิธิฯ ได้ให้ทุนการศึกษาอบรมคุณธรรมอย่างต่อเนื่องแก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาส ทุกอำเภอ  ทุกสังกัด ทุกระดับการศึกษาทั่วประเทศ ในปี 2568  เยาวชน 2,100 คน เป็นเงิน 11,075,500 บาท ตลอด 43 ปีที่ผ่านมามูลนิธิฯ ได้ให้ทุนการศึกษาอบรมแก่เยาวชนไปแล้ว รวมทั้งสิ้น 37,596 คน เป็นเงินทุนทั้งสิ้นเกือบ 300 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568)

คุณแหน : 7 มกราคม 2569

คุณแหน : 7 มกราคม 2569

คุณแหน : 7 มกราคม 2569

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผวจ.ลพบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมตรวจความพร้อมการจัดงาน “แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ครั้งที่ 38 ประจำปี 2569 ในวันที่  13 – 22 ก.พ. ณ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ และโบราณสถานใกล้เคียง..
  • มิตรสหายชื่นชม วีระชัย ประเสริฐโส รอง ผวจ.สุรินทร์ ที่ร่วมกับหน่วยกู้ภัยเข้าช่วยคนเจ็บรถพลิกคว่ำและนำคนเจ็บนำส่ง รพ.สุรินทร์ อย่างปลอดภัยขณะออกตรวจศูนย์บริการ ปชช…
  • รศ.เกศินี – ว่องไว วิฑูรชาติ มอบเงินบริจาคเพื่อสร้างสวนอนุสรณ์ ศ.คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี ให้รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยมี ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ และ รศ. นพ.ดิลก ภิยโยทัย รับมอบ..
  • ดร.วาริน รัชนานุสรณ์ ผอ.โครงการ ODOS Summer Camp ค่ายแห่งโอกาสภาคฤดูร้อน จับมือ หัวเว่ย ปิดฉากโครงการ ODOS Summer Camp 2025 พา 50 เยาวชนไทยเยี่ยมชมนวัตกรรม ณ เมืองเซินเจิ้น..
  • ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล พร้อมทั้งประธานและกรรมการมูลนิธิฯ ผู้อุปการะทุนการศึกษา คณะทำงานโครงการหลักสูตรทุนแพทย์เพื่อปวงประชา พปส.รุ่นที่ 1 และ รุ่นที่ 2 หลักสูตร WBB ร่วมมอบทุนการศึกษามูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา ให้กับนักศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล หลังจากงานยุ่งมาทั้งปี ..
  • สุพัตรา จิราธิวัฒน์ ช่วงนี้ไปพักผ่อนอากาศเย็นๆที่นครลอนดอน 1 อาทิตย์..
  • อธิตานันท์ อภิธนทวีพัฒน์ ชวนเพื่อนๆมาสังสรรค์ส่งท้ายปีโดยมี ชยันต์ ศิริมาศ, บุญญนันท์ พนาพิทักษ์กุล, อรอุมา มั่นศิลป์, ดร.วิโรจน์ ศิริรัตนรักษ์, สินชัย ลือสุขประเสริฐ, วัชระ เอมวัฒน์, ธนาธิป วิทยะสิรินันท์, ประวิทย์ ธงชัยระวีวัฒน์, สินชัย ลือสุขประเสริฐ, อดิศร ใจชอบชื่น, ณภัทร รัตนกุล ร่วมด้วย งานนี้ ดร.เอื้อมพร ปัญญาใส จัดลูกพลับอร่อยๆจากเกาหลีมามอบให้เพื่อนๆด้วย..
  • รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศูนย์คุณธรรม เข้าร่วมประชุมหารือแนวการบูรณาการขับเคลื่อนคุณธรรมร่วมกับ ทรงศักดิ์ สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะผู้บริหาร สนง.ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดทิศทางความร่วมมือในการส่งเสริมคุณธรรมภายในและภายนอก สนง.ผู้ตรวจการแผ่นดิน..
  • สุเมธ สุรบถโสภณ วันหยุดปีใหม่พาครอบครัวไปสัมผัสอากาศหนาวที่เมืองฮาร์บิน 5 วัน..
  • ดร.ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์ วันเกิดปีนี้สุดแฮปปี้ที่มิตรสหายและน้องๆมาร่วมเลี้ยงฉลองกันอย่างอบอุ่น โดยมี ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง, พุดตาน พงศ์พัฒนาไพบูลย์, อัจฉรีย์ คงแสงไชย, กชกร แก้วศรชัย, กุลรัตน์ ศรีบัวทอง, ศุภชัย ศิริพันธ์วัฒนา ร่วมด้วย..
  • ชมรมนักศึกษาหลักสูตร ปธพ. & ปนพ. และ บจ.แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) ร่วมมอบผลิตภัณฑ์กาแฟดริฟคุณภาพ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัครที่เสียสละปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทให้ รพ. หาดใหญ่ โดยมี ทพญ.ดารณี ปิยะพาณิชย์ รับมอบ..
  • รับปีใหม่นี้ ขอเชิญบริจาคเงินเพื่อใช้ในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของ รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ ร่วมบริจาคได้ที่บัญชี ธกส. เลขที่ 020146026582 ใบเสร็จรับเงินลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ขอใบเสร็จได้ที่โทร 

น้องใหม่

‘TNLX’ ผนึกองค์การสหประชาชาติปลุกพลังอาสา ส่งต่อระลอกคลื่นน้ำใจ ขับเคลื่อน “A Ripple of Kindness” ฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม

'TNLX' ผนึกองค์การสหประชาชาติปลุกพลังอาสา ส่งต่อระลอกคลื่นน้ำใจ ขับเคลื่อน “A Ripple of Kindness” ฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม

‘TNLX’ ผนึกองค์การสหประชาชาติปลุกพลังอาสา ส่งต่อระลอกคลื่นน้ำใจ ขับเคลื่อน “A Ripple of Kindness” ฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.22 น.

เครือสหพัฒน์ โดยบริษัท ทีเอ็นแอลเอ็กซ์ จำกัด (TNLX) หนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปและเครื่องหนังชั้นนำของประเทศไทย ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พ.ม.) กระทรวงการต่างประเทศ และโครงการอาสาสมัครแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (United Nations Volunteers – Asia and the Pacific หรือ UNV Asia – Pacific) องค์การระหว่างประเทศภายใต้สำนักงานองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย และองค์กรภาคีเครือข่ายงานอาสาสมัคร ร่วมกันยกระดับวันอาสาสมัครสากล ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “Every Contribution Counts” ผ่านกิจกรรมไฮไลต์ “A Ripple of Kindness” ระดมพลังอาสาสมัครภาคธุรกิจร่วมส่งต่อสิ่งของจำเป็นเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วน ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของเครือสหพัฒน์ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับคุณธรรม เพื่อร่วมสร้างระลอกคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกสู่สังคมที่ยั่งยืน

ท่ามกลางสถานการณ์ที่พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ บุญยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัย จึงได้ให้การสนับสนุนกิจกรรม “A Ripple of Kindness กิจกรรมการให้และส่งต่อสิ่งของจำเป็นเพื่อการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย”  โดยรวมพลังความร่วมมือจากชมรมบริหารทรัพยากรบุคคลเครือสหพัฒน์ และบริษัทในเครือฯ ในการระดมทรัพยากรและกำลังคนเพื่อจัดเตรียมและส่งต่อสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปยังศูนย์อาสาสมัครและศูนย์พักพิงมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ณ พื้นที่จัดกิจกรรมสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร

พิธีเปิดกิจกรรม ได้รับเกียรติจากผู้แทนหน่วยงานพันธมิตร สุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, เชษฐพันธ์ มากสัมพันธ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และ Ms. Niamh Collier-Smith, UN Resident Coordinator ad interim and UNDP Resident Representative in Thailand และเครือข่ายอาสาสมัคร รวมถึงคณะผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทในเครือสหพัฒน์ นำโดย อุไรรัตน์ วัฒนาสงวนศักดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ทีเอ็นแอลเอ็กซ์ จำกัด และ ดร.พรอนงค์ มีภูมิรู้ ประธานชมรมบริหารทรัพยากรบุคคลเครือสหพัฒน์ นำคณะดำเนินงานร่วมกิจกรรมเพื่อร่วมกันตอกย้ำว่า “ทุกการให้” คือพลังที่สามารถสสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่สังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

ความสำเร็จของกิจกรรมนี้ ได้รับการสนับสนุนสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยผู้ประสบอุทกภัยในกิจกรรมครั้งนี้จากบริษัทในเครือสหพัฒน์ที่ต่างมีบทบาทในการสนับสนุนการให้และส่งต่อสิ่งของจำเป็นเพื่อการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วน อาทิ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เอสแอนด์เจ อินเตอร์เนชั่นนแนล เอนเตอร์ไพร์ส จำกัด (มหาชน), บริษัท คิวพี (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เอช แอนด์ บี อินเตอร์เท็กซ์ จำกัด, บริษัท ราชาอูชิโน จำกัด, บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน), บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์ จำกัด, บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด  

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์การสหประชาชาติ และเครือสหพัฒน์ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอบทบาทของงานอาสาสมัครที่หลากหลาย โดยเฉพาะการส่งเสริม “อาสาสมัครภาคธุรกิจ” (Corporate Volunteer) ที่เปิดโอกาสให้บุคลากรในองค์กรได้มีส่วนร่วมในการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงแนวคิดที่ว่า “ทุกการให้มีความหมาย” เพื่อส่งเสริมให้พนักงานได้ตระหนักถึงทุกการลงมือทำที่จะช่วยสร้างคุณค่าได้อย่างมหาศาล

การรวมพลังในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การให้ แต่เป็นภาพสะท้อนที่เป็นเครื่องยืนยันถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของเครือสหพัฒน์และ TNLX ที่เป็นภาคธุรกิจต้นแบบที่ยึดถือคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อเติบโตเคียงคู่สังคมไทยด้วยหัวใจแห่งธรรมาภิบาล  พร้อมยืนหยัดเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างสรรค์คุณค่าเพื่อสังคม พร้อมส่งต่อความช่วยเหลือในการบรรเทาทุกข์และสร้างสรรค์โอกาสใหม่ ๆ รวมถึงเดินหน้าส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผ่านโครงการตอบแทนสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้าง “ระลอกคลื่นแห่งความดี” ที่จะขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่ความเข้มแข็งที่ยั่งยืนได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกมิติ 

ชัย โสภณพนิช รับโล่รางวัล พ่อตัวอย่าง กทม.เขตสาทร จากการเป็นผู้นำครอบครัวและองค์กร รวมถึงทำคุณประโยชน์ต่อสังคมรอบด้าน

ชัย โสภณพนิช  รับโล่รางวัล พ่อตัวอย่าง กทม.เขตสาทร  จากการเป็นผู้นำครอบครัวและองค์กร รวมถึงทำคุณประโยชน์ต่อสังคมรอบด้าน

ชัย โสภณพนิช รับโล่รางวัล พ่อตัวอย่าง กทม.เขตสาทร จากการเป็นผู้นำครอบครัวและองค์กร รวมถึงทำคุณประโยชน์ต่อสังคมรอบด้าน

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.15 น.

ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ “พ่อตัวอย่างกรุงเทพมหานคร” จากสำนักงานเขตสาทร ในโอกาสนี้ ลสา โสภณพนิช ผู้อำนวยการใหญ่ เป็นผู้รับโล่ประกาศเกียรติคุณในฐานะบุตรของชัย โสภณพนิช โดยมี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานมอบโล่รางวัล จากงานเชิดชูเกียรติ “วันพ่อ” ประจำปี 2568 จัดโดยสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร ณ โรงแรมปรินซ์พาเลส กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568

โดย ชัย โสภณพนิช เป็นหนึ่งในพ่อตัวอย่างจาก 50 เขตของกรุงเทพมหานคร ที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมสถาบันครอบครัว ด้วยการเป็นผู้นำครอบครัวที่ดูแลและอบรมสั่งสอนบุตรได้เป็นอย่างดี เป็นผู้นำในการดำเนินธุรกิจองค์กรด้วยวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล ส่งเสริมให้ บมจ.กรุงเทพประกันภัย เป็นธุรกิจประกันวินาศภัยที่เติบโตแข็งแกร่ง อีกทั้งเป็นผู้มีจิตเมตตาด้วยการมีส่วนร่วมให้ผู้คนในสังคมได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการริเริ่มและดำเนินนโยบายรวมถึงกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทฯ ให้มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง