รายงานพิเศษ : มหิดล ดัน ‘AI Healthcare Startup Pipeline’ ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลาง Medical AI ของภูมิภาค

รายงานพิเศษ : มหิดล ดัน ‘AI Healthcare Startup Pipeline’ ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลาง Medical AI ของภูมิภาค

รายงานพิเศษ : มหิดล ดัน ‘AI Healthcare Startup Pipeline’ ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลาง Medical AI ของภูมิภาค

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ Siam AI Corporation เดินหน้าสร้าง AI Healthcare Startup Pipeline  ของประเทศไทย ผ่านโครงการ Mahidol x Siam AI Venture Lab 2025 พร้อมคัดเลือก 6 ทีมนวัตกรรม Deep Tech เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ด้านสุขภาพสู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข และต่อยอดสู่การเติบโตในอุตสาหกรรมสุขภาพ

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ Siam AI Corporation แถลงความสำเร็จของโครงการ Mahidol x Siam AI Venture Lab 2025 โครงการบ่มเพาะนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ด้านสุขภาพ (AI Healthcare) ที่มุ่งผลักดันผลงานวิจัยสู่การพัฒนา Startup ด้าน Deep Tech ของประเทศไทย พร้อมคัดเลือกทีมผู้พัฒนานวัตกรรมที่มีศักยภาพเข้าสู่รอบนำเสนอผลงานสุดท้าย 6 ทีม จากผู้สมัครทั้งหมด 9 ทีม เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AI สู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุขและอุตสาหกรรมสุขภาพ

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดี ม.มหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพของประเทศไทย มีวิสัยทัศน์ในการก้าวสู่การเป็น ผู้นำด้าน AI Healthcare ของภูมิภาคอาเซียน โดยมองว่า AI ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบสุขภาพ” (Next-Generation Health Infrastructure) ที่จะช่วยยกระดับการวินิจฉัย การรักษา การบริหารจัดการทรัพยากร และการป้องกันโรคเชิงรุกอย่างแม่นยำ โดยมหาวิทยาลัยมหิดล มีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนพัฒนา AI Healthcare ผ่าน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ 1.Precision & Predictive Medicine การพัฒนา AI เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ รวดเร็ว และสามารถคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้า เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกของแพทย์ 2.Equitable Access to Care การใช้ AI ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ ผ่าน Telemedicine และระบบ AI-assisted Screening เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงบริการทางการแพทย์มาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาลชั้นนำ 3.Smart Hospital & Health System Efficiency การใช้ AI และ Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรในโรงพยาบาล ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพบริการ 4.Ethical & Trustworthy AI การพัฒนา AI ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับจริยธรรมทางการแพทย์ โดยให้ความสำคัญกับ Data Governance และ Cybersecurity ในระยะยาว มหาวิทยาลัยมหิดลตั้งเป้าพัฒนา AI Healthcare Ecosystem ของภูมิภาค ที่เชื่อมโยงนักวิจัย แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา นักลงทุน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ ความท้าทายด้านสุขภาพของประเทศ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก

ดังนั้น โครงการ Mahidol x Siam AI Venture Lab 2025 จึงไม่ใช่เพียงโครงการสนับสนุน Startup แต่เป็น “Translational Acceleration Platform” ที่ช่วยผลักดันงานวิจัยให้ก้าวข้ามจากห้องปฏิบัติการสู่การพัฒนานวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริง มีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจน และพร้อมแข่งขันในตลาดโลก

รศ.นพ.เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ม.มหิดล กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยง นักวิจัย ผู้ประกอบการ และพันธมิตรจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI Startup ด้านการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของมหาวิทยาลัย

สำหรับ 6 ทีม AI Healthcare Startup ที่ผ่านกระบวนการบ่มเพาะของโครงการ ได้แก่ 1.AI-driven Thais Virtual Patient for Clinical Reasoning Training ระบบผู้ป่วยเสมือนสำหรับฝึกการตัดสินใจทางคลินิก 2.MANORAA – AI-Driven Drug Design Platform แพลตฟอร์มออกแบบยาโดยใช้ AI  3.Physical-Agentic AI for Automated Chemotherapy Compounding System ระบบ AI ควบคุมหุ่นยนต์ผสมยาเคมีบำบัดอัตโนมัติ 4.AI-Driven Pharma Inventory Management System for Hospitals ระบบบริหารจัดการคลังยาอัจฉริยะ 5.Digital Health Platform แพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพผู้ป่วย 6.AI-Enhanced HIS ระบบ Hospital Information System ที่ใช้ AI ช่วยแพทย์วิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย

รายงานพิเศษ : ดันหลักสูตร ‘Master Thai Chef Program’ ปั้นเชฟมืออาชีพ ปลุกตลาดอาหารสร้างสรรค์

รายงานพิเศษ : ดันหลักสูตร ‘Master Thai Chef Program’ ปั้นเชฟมืออาชีพ ปลุกตลาดอาหารสร้างสรรค์

รายงานพิเศษ : ดันหลักสูตร ‘Master Thai Chef Program’ ปั้นเชฟมืออาชีพ ปลุกตลาดอาหารสร้างสรรค์

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทย พร้อมประกาศความสำเร็จในการยกระดับทักษะกำลังคนครั้งใหญ่ผ่านโครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในกิจกรรมปัจฉิมนิเทศและสานสัมพันธ์ชุมชนเชื่อมโยงเครือข่ายภายใต้หลักสูตร “Master Thai Chef Program” ดำเนินการร่วมโดย  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  มุ่งปั้น 20,000 เชฟทักษะสูงสู่การเป็นกำลังคนขับเคลื่อนยกระดับเมนูไทยสู่สินค้าพรีเมียมในเวทีโลก พร้อมสร้างระบบนิเวศการค้าที่ยั่งยืนเชื่อมโยงวัตถุดิบชุมชนต้นน้ำสู่ธุรกิจปลายน้ำ เพื่อกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานรากกว่า 3,300 ล้านบาท และเสริมเกราะป้องกันผู้ประกอบการด้วย Made by Thai และ เทคโนโลยี Data Analytics รับมือมาตรการกีดกันทางการค้าและนโยบายภาษีนำเข้าใหม่จากตลาดโลก

ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอาหารยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล โดยปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 12 ของโลก และอันดับ 2 ของเอเชีย แต่ด้วยปัจจัยท้าทายรอบด้าน ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก นโยบายภาษีนำเข้าใหม่จากตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) ที่เข้มงวดเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น ในปี 2569 นี้ กระทรวงอุตสาหกรรม จึงตั้งเป้าหมายยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม เพื่อรับมือกับปัจจัยท้าทายรอบด้านและมุ่งเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรุกเพื่อเป็นผู้กำหนดมาตรฐานและเทรนด์อาหารในเวทีโลกอย่างแท้จริง โดยการเร่งการยกระดับผู้ประกอบการไปสู่ประสิทธิภาพขั้นสูงและการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานและระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่เน้นการผลิตจากผู้ประกอบการไทยที่สนับสนุนการใช้วัตถุดิบผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ แรงงาน บริการ และทรัพยากรภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหารรายย่อยที่มีกว่า 4 แสนรายทั่วประเทศ จากการประกอบธุรกิจในรูปแบบเดิมจะต้องปรับเปลี่ยนโดยหันมาใช้เทคโนโลยี Data Analytics มาเป็นอาวุธให้ผู้ประกอบการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและช่วยในการอ่านใจตลาดโลกเพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงจุดและแม่นยำ พร้อมทั้งต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ยังพุ่งสูง        

“การปั้นเชฟกว่า 20,000 คน ภายใต้โครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เป็นการสร้างเพิ่มคุณภาพให้แก่อาหารไทยและช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานและความปลอดภัยของอาหาร โดยเชฟเหล่านี้จะเป็นตัวกลางสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเมนูอาหารไทยให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยนำพาอาหารไทยให้ไปผงาดในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน” รมว.อุตสาหกรรม กล่าว

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยมีบทบาทสำคัญต่อ GDP ประเทศอย่างมาก โดยทำหน้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบสินค้าเกษตรและเชื่อมโยงสู่ภาคการท่องเที่ยว การส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในสาขาอาหารไทยจึงถือเป็นการหยิบทุนทางวัฒนธรรมที่คนทั่วโลกยอมรับมาต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะ ความสามารถ และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคม โดยผสมผสานองค์ความรู้ ศิลปะ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างลงตัวกระทรวงฯ มุ่งเน้นปฏิรูปอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ด้วยการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการให้มีความเข้มแข็ง พัฒนาระบบนิเวศการดำเนินธุรกิจ ส่งเสริมการประกอบกิจการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงสนับสนุนการใช้ภูมิปัญญาและทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อยกระดับสินค้าทั้งด้านมาตรฐานและดีไซน์ให้ทันสมัย โดดเด่น แตกต่าง และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน ยังมุ่งขับเคลื่อน Soft Power ผ่านการส่งเสริมและพัฒนา เพื่อต่อยอดการนำวัฒนธรรมและภูมิปัญญามาใช้ในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งมอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ดำเนินการเผยแพร่ให้เกิดการสร้างการรับรู้ในวงกว้างผ่านสาขาต่างๆ ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อาทิ การจัดงานมหกรรมเสน่ห์ไทย การผลิตและเผยแพร่ภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และเสน่ห์ของอาหารไทย ก่อให้เกิดการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับสากล นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับการยกระดับบุคลากรและผลิตภัณฑ์ไทยผ่านการเพิ่มทักษะใหม่และเสริมทักษะเดิมโดยการเร่งสร้างเชฟอาหารไทยทักษะสูงถือเป็นอีกหนึ่งกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่าน “หลักสูตรเชฟอาหารไทยมืออาชีพ (Master Thai Chef Program)” เพื่อให้คนไทยสามารถสร้างงานและรายได้ที่มั่นคง รองรับการเปลี่ยนผ่านจาก “ครัวของโลก” สู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจอาหารระดับโลก” โดยใช้พลังของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในการพัฒนาเชฟชุมชนสู่เชฟอาชีพ ผ่านการ Upskill-Reskill ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีไซน์ รสชาติสากล และการสร้างแบรนด์ท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจประเทศและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลต่อไป

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ดีพร้อม ได้ดำเนิน “โครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568” อย่างเข้มข้นผ่านการฝึกอบรมครอบคลุมตั้งแต่การสร้างอัตลักษณ์ภูมิปัญญาอาหาร 4 ภาค ไปจนถึงภาษาอังกฤษสำหรับงานครัว พร้อมการเรียนรู้ผ่านภาคปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น การปรุงอาหารและการจัดการครัวตามมาตรฐานสากล จนสามารถบ่มเพาะเชฟทักษะสูงได้กว่า 20,000 คน ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ แสดงให้เห็นถึงความต้องการในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองของบุคลากรในอุตสาหกรรมสาขาอาหาร โดยในจำนวนนี้มีผู้ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานวิชาชีพ อาทิ ประกาศนียบัตรสมรรถนะผู้ประกอบอาหารไทยระดับ 4 จากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ประกาศนียบัตรมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติสาขาผู้ประกอบอาหารไทยระดับ 1 จากกรมพัฒนา ฝีมือแรงงาน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 80 จากผู้ที่เข้ารับการอบรม ซึ่งคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ไม่น้อยกว่า 3,300 ล้านบาท และจะเกิดการกระจายรายได้กลับสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

“ดีพร้อมเชื่อมั่นว่าโครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ไม่เพียงสร้างทักษะอาชีพให้คนไทย แต่พลังสร้างสรรค์จากอาหารไทยที่เชฟชุมชนได้รังสรรค์เมนู จะเป็นการบอกเล่าคุณค่า เรื่องราว และความมีเสน่ห์ของอาหารไทยให้เป็นที่รู้จัก เกิดการยอมรับในระดับนานาชาติ และยิ่งไปกว่านั้นคือ การเป็นทูตวัฒนธรรมด้านอาหารไทยที่สามารถถ่ายทอดรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก อีกทั้งยังเป็นก้าวแรกในการยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน อาหารภูมิปัญญาไทยสู่วัฒนธรรมสร้างสรรค์ และพัฒนาศักยภาพของคนไทยเพื่อ สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างรากฐานให้กับเศรษฐกิจชุมชน อันจะนำไปสู่การขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ต่าง ๆ ก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป” นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : บพข.หนุน ‘IoT Payload’ ฝีมือไทย ผนึก AIS ปิดช่องว่างสัญญาณพื้นที่ห่างไกล

รายงานพิเศษ : บพข.หนุน ‘IoT Payload’ ฝีมือไทย ผนึก AIS ปิดช่องว่างสัญญาณพื้นที่ห่างไกล

รายงานพิเศษ : บพข.หนุน ‘IoT Payload’ ฝีมือไทย ผนึก AIS ปิดช่องว่างสัญญาณพื้นที่ห่างไกล

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จครั้งสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย หลังดาวเทียม “แนคแซท 2 (KNACKSAT-2)” ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่เกิดจากความร่วมมือของหลากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ถูกปล่อยเข้าสู่วงโคจรจากสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) สำเร็จเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยในภารกิจนี้ บพข. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา “IoT Payload” หรืออุปกรณ์รับส่งสัญญาณเพื่อการสื่อสาร ผ่านโครงการ “การพัฒนาอุปกรณ์ IoT ฐานอวกาศเพื่อการสาธิตในวงโคจร” ร่วมกับ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AIS)

รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. เปิดเผยว่า ความสำเร็จของ KNACKSAT-2 ถือเป็นหมุดหมายที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทย โดยในส่วนที่ บพข. เข้าไปมีบทบาทสนับสนุน คือการผลักดันเทคโนโลยีด้าน Digital Platform โดยเฉพาะเรื่อง Internet of Things (IoT) ซึ่งเรามองเห็นโจทย์ใหญ่ของประเทศเรื่องการเข้าถึงสัญญาณสื่อสารในพื้นที่ห่างไกล (Remote Area) จึงได้อนุมัติทุนสนับสนุนทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) นำโดย ดร.พงศธร สายสุจริต ในการพัฒนาอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ (IoT Payload) เพื่อนำขึ้นไปทดสอบการทำงานจริงบนอวกาศ โดยอาศัยดาวเทียม KNACKSAT-2 เป็นฐานในการทดสอบ

“การสนับสนุนของ บพข. ในครั้งนี้ เรามองเห็นโอกาสในการสร้าง Use Case ทางธุรกิจ ที่ชัดเจนสำหรับการขยายขีดความสามารถด้าน Digital Connectivity ของประเทศ โดยใช้พื้นที่อวกาศเป็น Sandbox ในการทดสอบระบบ (Flight Heritage) เพื่อพิสูจน์ว่าเทคโนโลยี IoT ฝีมือคนไทย สามารถทำงานได้จริง ซึ่งจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นในการนำมาใช้งานเชิงพาณิชย์เพื่อปิดจุดบอดของสัญญาณเครือข่ายภาคพื้นดิน”

โครงการพัฒนาอุปกรณ์ IoT ฐานอวกาศฯ ที่ บพข. และ AIS ร่วมลงทุน (Co-Funding) มุ่งเน้นการพัฒนา IoT Payload (อุปกรณ์รับส่งสัญญาณ) ขึ้นไปติดตั้งบนดาวเทียม เพื่อทำหน้าที่เป็น Gateway บนอวกาศ โดยใช้ระบบ LoRaWAN บนดาวเทียม ซึ่งมีจุดเด่นคือการกินพลังงานต่ำแต่ส่งสัญญาณได้ไกล โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT ในพื้นที่ที่เสาสัญญาณมือถือเข้าไม่ถึง เช่น การติดตามตำแหน่งเรือเดินทะเลกลางมหาสมุทร การตรวจวัดสภาพอากาศในป่าลึก หรือพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ เพื่อส่งข้อมูลกลับมาประมวลผลที่สถานีภาคพื้นดินและ Cloud Server ของ AIS เพื่อประมวลผล ซึ่งถือเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่สำคัญให้กับประเทศ

รศ.ดร.กานดา กล่าวเน้นย้ำถึงทิศทางการให้ทุนวิจัยว่า แผนงานดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) บพข. มุ่งเน้นสนับสนุนงานวิจัยที่มีศักยภาพในการขยายผลเชิงพาณิชย์ (Scalability) เป็นเทคโนโลยีที่พร้อมจะออกจากห้องแล็บ (TRL 4 ขึ้นไป) เพื่อไปสู่การใช้งานจริง หรือทดสอบในสภาวะจริง มีภาคเอกชนร่วมลงทุน (Co-Funding) อย่างเช่นโครงการนี้ที่มี AIS ร่วมสนับสนุนทุน 50% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการของตลาดจริงและมีผู้นำไปใช้ประโยชน์ต่อแน่นอน และต้องเป็นโครงการที่สร้างผลกระทบวงกว้าง (High Impact) ช่วยแก้ปัญหาระดับประเทศ หรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมไทย ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้เกิด Ecosystem ใหม่ๆ ในประเทศ เช่น Digital Transformation ในภาคอุตสาหกรรม

“ความสำเร็จในวันนี้ คือบทพิสูจน์ของการทำงานร่วมกันระหว่าง นักวิจัย ภาครัฐ และเอกชน เพื่อปลดล็อกขีดความสามารถการแข่งขัน ผลักดันงานวิจัยไทยสู่ตลาดจริง โครงการนี้ นับเป็นตัวอย่างความสำเร็จของ บพข. ในการสร้าง Use Case ทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง โดยความร่วมมือกับ AIS ในครั้งนี้ จะนำไปสู่การขยายโครงข่าย IoT ให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทยโดยไม่ต้องลงทุนตั้งสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยงภัยหรือพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน และเราพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการศักยภาพสูงเช่นนี้ต่อไป เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรมอย่างแท้จริง” รศ. ดร.กานดา กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : เกษตรฯ เตรียมจัดงาน ‘วันดินโลก 2568’ น้อมนำแนวพระราชดำริตามศาสตร์พระราชา

รายงานพิเศษ : เกษตรฯ เตรียมจัดงาน ‘วันดินโลก 2568’ น้อมนำแนวพระราชดำริตามศาสตร์พระราชา

รายงานพิเศษ : เกษตรฯ เตรียมจัดงาน ‘วันดินโลก 2568’ น้อมนำแนวพระราชดำริตามศาสตร์พระราชา

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานแถลงข่าวเตรียมการจัดงาน “วันดินโลก (World Soil Day) ประจำปี 2568” ภายใต้หัวข้อ “Healthy soils for healthy cities – ดินที่สมบูรณ์ สู่เมืองที่สมดุล เกื้อกูลชีวิต” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์นักพัฒนา พระผู้ทรงมีพระอัจฉริยภาพ พระมหากรุณาธิคุณด้านการจัดการดินอย่างยั่งยืน โดย น.ส.สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ กรมพัฒนาที่ดิน  บางเขน

นายนเรศ ธำรงทิพยคุณ รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์ทรงมุ่งมั่นศึกษาค้นคว้า เพื่อแก้ไขปัญหาทรัพยากรดินเพื่อให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ได้ จนเกิดเป็นศาสตร์พระราชาแห่งการพัฒนาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน เป็นที่ประจักษ์และยอมรับจากทั่วโลก สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศรับรองให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันดินโลก (World Soil Day) ประเทศสมาชิกกว่า 200 ประเทศจะจัดงานวันดินโลกพร้อมกัน เพื่อรณรงค์ตระหนักถึงความสำคัญของดินต่อการดำรงชีวิต เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดกิจกรรมรณรงค์ การเผยแพร่ความรู้ และการพัฒนาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน ในระดับประเทศและระดับโลก ดังนั้น ในวันที่ 5 ธันวาคม นอกจากจะเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันพ่อแห่งชาติ ยังเป็น วันดินโลก เพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตร สร้างการรับรู้ และความเข้าใจถึงความสำคัญของวันดินโลก เพื่อให้น้อมนำแนวพระราชดำริตามศาสตร์พระราชา ด้านการดูแลทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนมาขยายผลต่อไป และสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแลรักษาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน

“ก.เกษตรฯ มุ่งมั่นในการจัดการทรัพยากรทางการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทรัพยากรดิน” ซึ่งเป็นพื้นฐานการทำการเกษตรที่ช่วยสร้างอาหารปลอดภัย เพิ่มพื้นที่สีเขียว ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง และพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ จึงอยากขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน นักเรียน นักศึกษา มาร่วมงานวันดินโลก ปี 2568 ระหว่างวันที่ 5-9 ธันวาคมนี้ ที่กรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งได้รวบรวมผลงานภารกิจของกรมพัฒนาที่ดินด้านการจัดการทรัพยากรดินทั้งหมดมาจัดแสดงให้ได้เรียนรู้ อบรม และฝึกปฏิบัติจนสามารถกลับไปปฏิบัติได้ นอกจากนี้ ยังมีการจัดพื้นที่ของกรมพัฒนาที่ดินให้มีความสวยงามที่จัดแสดงตัวอย่างการทำการเกษตรในเมืองให้ทุกท่านได้มาเยี่ยมชม สัมผัส มาศึกษา เรียนรู้ ในบรรยากาศเหมือนเที่ยวสวนสาธารณะ งานเดียวที่รวมความรู้เรื่องดินงานนี้ต้องห้ามพลาด ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมรำลึกถึง“นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม”และมาร่วมเป็น ส่วนหนึ่งในการดูแล “ดิน” เพื่ออนาคตเมืองที่ยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคมต่อไป” นายนเรศ กล่าว

ด้าน ดร.สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหลักในการจัดงานวันดินโลก (World Soil Day) ประจำปี 2568 นี้ เพื่อเผยแพร่ความรู้และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน เน้นย้ำถึงความสำคัญของดินสุขภาพดีซึ่งเป็นพื้นฐานการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ ที่มีการเติบโตอย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างอาหารที่ปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง ภายในงานมีการถ่ายทอดความยิ่งใหญ่แห่งศาสตร์พระราชาด้านการจัดการดินอย่างยั่งยืนของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญต่อการจัดการดินและน้ำ ผ่านนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ แสดงพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาดิน น้ำและชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการดินโลกแสดงรางวัล King   Bhumibol World Soil Day Award นิทรรศการวิชาการเป็นไฮไลท์ ที่จะพาทุกท่านตระหนักถึงคุณค่าของดินและผลกระทบของดินต่อชีวิตในเมือง ไม่ว่าจะเป็น การสูญเสียหน้าดิน พื้นที่เกษตรที่ลดลง และความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลง  พร้อมชวนร่วมกันค้นหาวิธีแก้ไข เช่น การวางแผนการใช้ที่ดินให้เหมาะสม การจัดการดินเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง รวมถึงนิทรรศการรูปแบบใหม่ “ดินดี เมืองดี สุขภาพดี” ที่ชวนให้ติดตามหาคำตอบว่า ดินคืออะไร ทำไมเราต้องดูแลและแนวทางฟื้นฟูอย่างไรจึงยั่งยืน นิทรรศการมีชีวิตออกแบบเพื่อให้ทุกคนสามารถ “สัมผัส เรียนรู้และลงมือทำจริง” เช่น แปลงนาสาธิต แปลงผักอินทรีย์บนแคร่ สวนผักดาดฟ้า สวนเกษตรในเมือง ปลูกผักแนวตั้งปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ ตลอดจนการจัดการขยะอย่างถูกวิธี พร้อมกิจกรรม Workshop อบรม และสาธิตเทคนิคต่างๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดทั้งงาน    

นอกจากนี้ ยังมีเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการจัดการดินและน้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยนักวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศ พร้อมได้รับเกียรติจาก นายชัชชาติ   สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมบรรยายพิเศษ ภายในงานครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์ดินโฉมใหม่” ที่พัฒนาเข้าสู่การเรียนรู้ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ด้วยสื่อมัลติมีเดีย อินเทอร์แอ็กทีฟ และการนำเสนอข้อมูลแบบทันสมัย ที่ช่วยให้ทุกคนเข้าใจระบบดิน ลักษณะดินของประเทศไทย การจัดการดินเพื่อการเกษตร และประวัติศาสตร์ด้านการพัฒนาที่ดินได้อย่างสนุกสนานและเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่ไม่ควรพลาดตลอดช่วงการจัดงาน งานนี้ยังเป็นเวทีที่ภาคีเครือข่ายด้านดินมารวมพลังนำเสนอผลงาน งานวิจัย นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ พร้อมกิจกรรมสนุกๆ สำหรับประชาชน นักเรียน นักศึกษา และหมอดินอาสาเช่น แข่งขันหมอดินตรวจวิเคราะห์ดิน และกิจกรรม D.I.Y งานศิลป์จากดินและวัสดุธรรมชาติที่สามารถนำกลับบ้านได้ ภายในงานยังมีโซน จำหน่าย ผัก ผลไม้ตามฤดูกาล อาหาร/อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม ผลผลิต สินค้าและผลิตภัณฑ์การเกษตร จากทั่วทุกภูมิภาค รวมถึงฟู้ดทรัคหลากหลายร้าน เดินทางสะดวก โดยรถไฟฟ้า BTS ลงสถานีเสนานิคม นอกจากนี้ ในส่วนภูมิภาค สำนักงานพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ จะจัดงานวันดินโลกตลอดเดือนธันวาคมเช่นกัน ขอเชิญทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานวันดินโลก ปี 2568 ร่วมเรียนรู้ พัฒนา และรักษาดินไปด้วยกัน เพื่ออนาคตเมืองที่ยั่งยืนและอนุรักษ์ทรัพยากรดินให้คงอยู่อย่างยาวนาน

รายงานพิเศษ : Kick Off เร่งยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก. ดันจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้

รายงานพิเศษ : Kick Off  เร่งยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก. ดันจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้

รายงานพิเศษ : Kick Off เร่งยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก. ดันจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.31 น.

ร้อยเอกธรรมนัส  พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรีไปยังแปลงราชบุรีโมเดลตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เพื่อเป็นประธาน “Kick off ขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองในเขตปฏิรูปที่ดินที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและมอบโฉนดเพื่อการเกษตร” โดยได้ปิดป้ายประกาศให้ผู้ถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน พร้อมกันกับพื้นที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัด 27 จังหวัดทั่วประเทศ 

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า เพื่อแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินในลักษณะที่เป็นผืนใหญ่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และนำที่ดินที่ได้จากการยึดคืนเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตลอดจนต้องการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติและขั้นตอนการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายในเขตปฏิรูปที่ดินจึงได้สั่งการให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) จัด “Kick off ขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองในเขตปฏิรูปที่ดินที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและมอบโฉนดเพื่อการเกษตร” ในครั้งนี้พร้อมกับพื้นที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัด 27 จังหวัดทั่วประเทศ ประกอบด้วย 1.ภาคเหนือ : กำแพงเพชร เชียงราย เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี 2.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บึงกาฬ สุรินทร์ หนองคาย อุดรธานี และอุบลราชธานี 3.ภาคกลาง : กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ชลบุรี ระยอง ลพบุรี สระแก้ว และสระบุรี 4.ภาคใต้: กระบี่ ชุมพร ตรัง สงขลา และสุราษฎร์ธานี

ต่อไปนี้การตรวจสอบการถือครองที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อยึดคืนที่ดินจากนายทุนและเร่งรัดการจัดหาที่ดินทำกินให้เกษตรกรเพื่อนำไปจัดสรรและกระจายการถือครองให้กับเกษตรกรอย่างแท้จริง สำหรับปัญหาที่ดินในจังหวัดราชบุรี ได้มอบหมาย ส.ป.ก. ดำเนินการตรวจสอบพบว่าพื้นที่ที่มีการถือครองที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทำฝ่าฝืน หรือไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จำนวน 165 ราย 166 แปลง เนื้อที่ประมาณ 6,500 ไร่อยู่หมู่ที่ 10 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน โครงการป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี หมายเลข 85 ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ป่าสวนแห่งชาติ ที่กรมป่าไม้ได้ส่งมอบพื้นที่ให้นำมาปฏิรูปที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 ส.ป.ก.ราชบุรี ได้ดำเนินการเพิกถอนการจัดที่ดินหรือให้เกษตรกรสิ้นสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินและนำที่ดินมาจัดให้กับเกษตรกรผู้ยากจนหรือผู้ด้อยโอกาส  ซึ่งขณะนี้ ส.ป.ก.ราชบุรีได้ประกาศให้เกษตรกรที่มีคุณสมบัติยื่นคำขอรับการจัดที่ดินแล้ว ในระยะแรก เนื้อที่ 2,088 ไร่ มีผู้ยื่นคำขอ จำนวนกว่า 3,300 คำขอ อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติและดำเนินการตามขั้นตอนประชาคมหมู่บ้านและปรับพื้นที่ที่ดินให้เหมะสมกับการเกษตรและล้มปาล์ม คาดว่าจะสามารถจัดที่ดินให้กับเกษตรกรจำนวน 152 ราย เนื้อที่ 1,520 ไร่ และพื้นที่แหล่งน้ำและพื้นที่กันไว้เป็นพื้นที่ป่ากันชน ทั้งนี้ เกษตรกรจะได้รับสิทธิการเช่าที่ดิน ในอัตราไร่ละ 100 บาทต่อปี

“ส่วนจุดปิดป้ายประกาศ เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองในเขตปฏิรูปที่ดินที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงได้ทำการปิดป้ายประกาศแจ้งให้ผู้ครอบครองที่ดินในพื้นที่นั้นๆเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อให้ผู้ครอบครองที่ดินยื่นคำร้องแสดงสิทธิในที่ดิน เป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายอย่างจริงจัง และปรับปรุงพัฒนาสิทธิในที่ดินรัฐ หากรายใดครอบครองไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็จะทวงคืนที่ดินกลับเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อให้ได้ที่ดินในการนำไปจัดสรรให้กับเกษตรผู้ยากไร้และมีคุณสมบัติต่อไป”

ด้าน นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า ส.ป.ก.กำลังเร่งเดินหน้าตรวจสอบการถือครองที่ดินโดยมิชอบในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศ พร้อมทั้งให้มีการตรวจสอบฐานข้อมูลการจัดที่ดินและข้อมูลแผนที่พื้นที่ที่ยังไม่เข้าร่วมกระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและพื้นที่ที่มีการครอบครองที่ดินในลักษณะเป็นที่ดินแปลงใหญ่ ทั้งนี้ ส.ป.ก.จะต้องมีการดำเนินการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงการใช้ประโยชน์และการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินในท้องที่จังหวัดข้างต้น โดยส.ป.ก.จังหวัด หากพบว่ามีการครอบครองที่ดินในลักษณะเป็นที่ดินแปลงใหญ่และไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้ ส.ป.ก.จังหวัด มีประกาศแจ้งให้ผู้ครอบครองที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไว้ในที่เปิดเผย เพื่อแจ้งให้ผู้ครอบครองที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรร ม อีกทั้งต้องดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาสิทธิในที่ดินรัฐโดยการปรับปรุงหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรให้สอดคล้องกับระเบียบกฎหมายที่ได้ดำเนินการแก้ไขต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘อนุรักษ์ – เผยแพร่’วัฒนธรรมไทย มนพ.สืบสานประเพณีลอยกระทง ‘สมมานทีธาร’68’

รายงานพิเศษ : ‘อนุรักษ์ – เผยแพร่’วัฒนธรรมไทย มนพ.สืบสานประเพณีลอยกระทง ‘สมมานทีธาร’68’

รายงานพิเศษ : ‘อนุรักษ์ – เผยแพร่’วัฒนธรรมไทย มนพ.สืบสานประเพณีลอยกระทง ‘สมมานทีธาร’68’

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยนครพนมจัดกิจกรรมสืบสานประเพณีลอยกระทง ภายใต้หัวข้อ “ม.นครพนม สมมานทีธาร ประจำปี 2568” เพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่า โดยมี ศ.ดร.สุรสิทธิ์ วชิรขจร รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ ลานกิจกรรมด้านหน้าสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยนครพนม (เขตพื้นที่มรุกขนคร)

ก่อนเริ่มพิธีเปิดงาน ประธานในพิธีได้นำนักศึกษาและบุคลากร ร่วมกิจกรรมแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย และร่วมจุดเทียนแปลอักษรถวายความอาลัย ในความหมาย “สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

น.ส.ศุทธหทัย สาวิสิทธิ์ นายกองค์การนักศึกษา มนพ. เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นความร่วมมือขององค์การนักศึกษา สภานักศึกษา สโมสรนักศึกษาทุกคณะ/วิทยาลัย ร่วมกับแผนกกิจกรรมและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม กองพัฒนานักศึกษา เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ตระหนักถึงคุณค่าของประเพณีไทย และเรียนรู้การสืบสานวัฒนธรรมผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ

ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย อาทิ การเรียนรู้การทำกระทงรักษ์โลก ร่วมกับชุมชนบ้านท่าค้อ การประกวดกระทงประเภทความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนบูธ “ชิม ช็อป แชะ เช็กอิน” จากนักศึกษาทุกคณะ/วิทยาลัย ท่ามกลางบรรยากาศความสวยงามของอุโมงค์โคมไฟ “แสงส่องหล้าสู่สายธารแห่งพระเมตตา” ที่ช่วยเติมเต็มความอบอุ่นและสีสันของค่ำคืนเทศกาลลอยกระทง

ซึ่งการจัดกิจกรรมฯเป็นการส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลากรได้ร่วมกันอนุรักษ์และสืบสานประเพณีลอยกระทง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาติไทย อีกทั้งยังเป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยนครพนม ข้อที่ 7 “มีศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเลิศ (Excellence Culture Community)” และสอดคล้องกับพันธกิจด้านการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัย

รายงานพิเศษ : ​หนุนหลักสูตร ‘Fortinet Network Security Expert’ เร่งผลิตบุคลากรด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้

รายงานพิเศษ : ​หนุนหลักสูตร ‘Fortinet Network Security Expert’ เร่งผลิตบุคลากรด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้

รายงานพิเศษ : ​หนุนหลักสูตร ‘Fortinet Network Security Expert’ เร่งผลิตบุคลากรด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฟอร์ติเน็ต ประกาศความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางวิชาการ ภายใต้หลักสูตร Fortinet Network Security Expert (NSE) เพื่อยกระดับองค์ความรู้และทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่นักศึกษาและบุคลากร

ดร.ศุภกร กังพิศดาร ผู้จัดการประจำประเทศไทย และลาว ฟอร์ติเน็ต กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมขีดความสามารถด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในไทย ฟอร์ติเน็ตมุ่งมั่นในการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าถึงหลักสูตรการอบรม การสอบใบประกาศนียบัตรและทรัพยากรด้านความปลอดภัยไซเบอร์ระดับโลกของหลักสูตร Fortinet Network Security Expert เพื่อร่วมผลิตบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้มีทักษะทั้งด้านการป้องกันและการโจมตีทางไซเบอร์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ ในฐานะพันธมิตรทางวิชาการระหว่างฟอร์ติเน็ตและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับองค์ความรู้และทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่บุคลากรและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อให้มีทักษะตอบโจทย์กับความต้องการของอุตสาหกรรมในระดับสากล ซึ่งเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจในการผลิตบุคลากรคุณภาพสูงออกสู่ตลาดแรงงานทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มช. กล่าวว่า ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายหลักคือการนำมาตรฐานการฝึกอบรมระดับโลกของหลักสูตร Fortinet Network Security Expert บูรณาการเข้ากับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเน้นเนื้อหาด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทั้งในหลักสูตรของคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยเปิดกลุ่มวิชาเลือก Cybersecurity Engineering Track สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ขึ้นไป รวมทั้งยังได้ปรับปรุงหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาระบบสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานทักษะสูง นอกจากนี้ยังได้บูรณาการเนื้อหาด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ภายในกระบวนวิชาที่เกี่ยวข้องกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์เพื่อให้นักศึกษาได้รับทั้งความรู้เชิงทฤษฎีและทักษะเชิงปฏิบัติในการรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งได้จัดหลักสูตรอบรมออนไลน์ระยะสั้นด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Literacy) ผ่านวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านนี้ให้แก่บุคคลทั่วไป

“ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการเสริมความสามารถให้กับนักศึกษา ไม่เพียงแต่หลักสูตรความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แต่รวมถึงหลักสูตรอื่นที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัยตามมาตรฐานสากล โดยจะเร่งพัฒนาศักยภาพของคณาจารย์และบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีของฟอร์ติเน็ต พร้อมทั้งมีแผนจัดตั้งห้องปฏิบัติการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่ใช้เทคโนโลยีจริงของภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จำลองเสมือนจริงและส่งเสริมให้มีโครงงานร่วมกับภาคเอกชนและหน่วยงานอุตสาหกรรม” ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ กล่าวและว่า ปัจจุบัน มช.ถือเป็นแหล่งผลิตบุคลากรด้านคอมพิวเตอร์ ไอทีและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่สำคัญของประเทศ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้ผลิตผู้สำเร็จการศึกษาใน 6 หลักสูตรหลัก ได้แก่ 1.หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ 2.หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมระบบสารสนเทศและเครือข่าย (หลักสูตรนานาชาติ) 3.หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ 4.หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ 5.หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ และ 6.หลักสูตรปรัชญาดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ รวมทั้งสิ้น 733 คน

ทั้งนี้ มช. ได้เปิดหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมระบบสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (หลักสูตรนานาชาติ) เพื่อรองรับตลาดแรงงานทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่มีความสามารถ มีทักษะ ที่โดดเด่นในระดับสากล

รายงานพิเศษ : ยกระดับรายได้เกษตรกร เกษตรฯ – เป๊ปซี่ฯ จับมือ MOU ส่งเสริมเทคโนโลยีผลิตมันฝรั่งคุณภาพ

รายงานพิเศษ : ยกระดับรายได้เกษตรกร เกษตรฯ - เป๊ปซี่ฯ จับมือ MOU ส่งเสริมเทคโนโลยีผลิตมันฝรั่งคุณภาพ

รายงานพิเศษ : ยกระดับรายได้เกษตรกร เกษตรฯ – เป๊ปซี่ฯ จับมือ MOU ส่งเสริมเทคโนโลยีผลิตมันฝรั่งคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.29 น.

เมื่อเร็วๆนี้ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 8 หน่วยงาน ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ กับบริษัทเป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันฝรั่งอย่างยั่งยืน รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพร้อมเป็นเครือข่ายการส่งเสริมการผลิตมันฝรั่งให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์แก่เกษตรกร ผู้บริโภค และภาคการเกษตรไทย ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการเป็นประธานและสักขีพยานในการลงนามยกระดับศักยภาพการผลิตมันฝรั่งไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดการพื้นที่และน้ำ การผลิตหัวพันธุ์คุณภาพ การส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จนถึงการรับซื้อผลผลิตเข้าสู่อุตสาหกรรมแปรรูป เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร และลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมมันฝรั่งมีมูลค่าตลาดปลายน้ำกว่า 14,000 ล้านบาทต่อปี และเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของระบบเกษตรพันธสัญญา ที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังต้องนำเข้ามันฝรั่งสดและหัวพันธุ์ตัน จึงจำเป็นต้องพัฒนาการปลูกมันฝรั่งในประเทศไทยที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมชลประทาน สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ร่วมกับ บริษัทเป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด เพื่อขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันฝรั่งอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้ MOU นี้ ภาครัฐและเอกชนจะร่วมกันดำเนินงาน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งในประเทศไทยให้ทนต่อสภาพอากาศและโรค การกระจายหัวพันธุ์คุณภาพ ลดการพึ่งพาการนำเข้า การบริหารจัดการพื้นที่และน้ำ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น ระบบน้ำหยด การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร ผ่านเกษตรพันธสัญญา การรับซื้อผลผลิตอย่างเป็นธรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจและรายได้มั่นคงแก่เกษตรกร

“ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็น จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะทำให้มันฝรั่งไทยก้าวสู่ความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายให้ช่วยลดความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ บริหารจัดการต้นทุนการผลิต และส่งเสริมรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร”

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า บันทึกความเข้าใจครั้งนี้จะส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งที่ทำงานร่วมกับบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญา ให้เกษตรกรสามารถปลูกมันฝรั่งได้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ยกระดับคุณภาพการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีผลบังคับใช้ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2568 ถึงวันที่ 21 กันยายน 2571 เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการผลิตมันฝรั่งของเกษตรกรอย่างยั่งยืน ซึ่งทุกฝ่ายได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกมันฝรั่งของเกษตรกรอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มุ่งเน้นให้เกิดกลไกสนับสนุนทางด้านการเพาะปลูก และการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าที่โปร่งใส และเป็นธรรมต่อเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งต่อไป

รายงานพิเศษ : ​‘Chalit Industry Award 2025’ จุดประกายคนรุ่นใหม่ต่อยอดสู่การใช้งานได้จริง

รายงานพิเศษ : ​‘Chalit Industry Award 2025’ จุดประกายคนรุ่นใหม่ต่อยอดสู่การใช้งานได้จริง

รายงานพิเศษ : ​‘Chalit Industry Award 2025’ จุดประกายคนรุ่นใหม่ต่อยอดสู่การใช้งานได้จริง

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โครงงานวิจัยวิทยานิพนธ์ไม่ได้เป็นเพียงบทสรุปปลายทางของการเรียนมหาวิทยาลัย แต่คือเวทีแห่ง ความฝัน ความพยายาม และแรงบันดาลใจของนักศึกษาที่ตั้งใจเปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง เบื้องหลังของแต่ละผลงานคือ ภาพสะท้อนของการคิดวิเคราะห์ การลงมือทำ และความกล้าที่จะท้าทายปัญหา เพื่อค้นหาคำตอบใหม่ๆ ที่จะสร้างคุณค่าให้กับสังคมและอุตสาหกรรม

เพื่อสานต่อพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ของน้องๆเยาวชน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรด้านการศึกษาที่มีความสามารถด้านงานวิจัย บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP” ร่วมกับ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้จัดโครงการ “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025 (Chalit Industry Award 2025)” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อมอบทุนวิจัยและยกย่องโครงงานปริญญานิพนธ์ดีเด่นให้กับน้องๆคณะวิศวกรรมศาสตร์ ช่วยจุดประกายให้คนรุ่นใหม่ภาคภูมิใจกับผลงานวิจัย พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ โครงการ “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025” ได้จัดให้มีการนำเสนอผลงานและมอบทุนวิจัยโครงงานปริญญานิพนธ์ดีเด่น ประจำปี 2568 พร้อมใบประกาศเกียรติคุณฯ ให้กับน้องๆนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. โดยมี รศ.ดร. ทวิช พูลเงิน คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์  มจธ. เป็นประธาน และนายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด เป็นผู้มอบรางวัล ร่วมด้วย ดร.สมพร เพียรสุขมณี หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์, รศ.ดร. บวรโชค ผู้พัฒน์, ดร.ฐิตินันท์ มีทอง และ รศ.ดร.พร้อมพงษ์ ปานดี อาจารย์ประจำภาควิชา ตลอดจนคณาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ ร่วมแสดงความยินดี ณ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ มจธ.

ทุนวิจัยดีเด่น “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025” ในปีนี้คณะกรรมการการได้คัดเลือกผลงานโครงงานปริญญานิพนธ์ที่มีศักยภาพในการนําไปพัฒนาต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรมจริง ทั้งสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ และวิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์ จํานวน 4 โครงงาน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ด้านการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ 2 ผลงาน ได้แก่

1.การพัฒนาข้อกำหนดเฉพาะในการเชื่อมด้วยกระบวนการเชื่อมเลเซอร์เเบบฟัลส์บนวัสดุเหล็กหล่อ  โดยไม่ใช้กระบวนการทางความร้อนก่อนเเละหลังการเชื่อม (โดย นส.สาริน่า เฮาเทอคีต, นส.รังสิมา รัสเซล และนส. รัชชุวรรณ ตันติวงค์) ซึ่ง นส.สาริน่า และนส.รังสิมา เปิดเผยว่า “รู้สึกดีใจที่ได้รับรางวัล ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025 เหมือนสิ่งที่ตั้งใจทำได้รับการยอมรับ และสามารถนำไปพัฒนาต่อเพื่อเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งจากโครงการศึกษาครั้งนี้ ทำให้เข้าใจกระบวนการเชื่อมมากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมเลเซอร์แบบพัลส์ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย และยังได้ฝึกการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบด้วย”

2.การเพิ่มอัตราการเดินเครื่องจักรของกระบวนการขึ้นรูปเย็นของบริษัทกรณีศึกษา (โดย นส.กฤติยาพร ไกรสุดจิตร์ , นส. ฐิตาภรณ์ แสงงิ้ว และนส. นาตาชา วัชระอนันท์) เพื่อหาแนวทางปรับปรุง เช่น การแยกงานที่ไม่จำเป็นออกไปทำภายนอก และนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วย เพื่อช่วยลดเวลาสูญเสียในกระบวนการผลิต ทำให้บริษัทสามารถใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ามากขึ้น ช่วยลดภาระของพนักงาน และลดต้นทุนในการผลิต ผลให้กระบวนการผลิตมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้านการผลิตและการพัฒนาในอุตสาหกรรมทั่วไป 2 ผลงาน ได้แก่ 1.การพัฒนากระบวนการตรวจสอบตำหนิในแนวเชื่อมด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงแบบเรียงเฟสด้วยเทคนิค Full Matrix Capture และ Total Focusing Method (โดย นส.จิดาภา ขวัญเมือง, นส.วาสนา จันทร์แก้ว, นส. หทัยทิพย์ สกุลวงษ์ และ นส.ประสิตา มณีสุข) มุ่งเน้นการศึกษาและพัฒนากระบวนการตรวจสอบความไม่ต่อเนื่องในแนวเชื่อมด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงแบบเรียงเฟสด้วยเทคนิค Full Matrix Capture และ Total Focusing Method เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเพิ่มกำลังการผลิตตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า (โดย นส. กัลยา ตันติวัชรีกุล, นส. ชลิดา หาญพิพัฒน์ภากรณ์, นส. ธัญชนก อมรเทวภัทร และ นส. นริศรา ปุราชะโก) มุ่งเน้นการเพิ่มกำลังการผลิตในกระบวนการผลิตตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า เนื่องจากกำลังการผลิตเดิมไม่สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ โดยได้นำแนวคิด Lean มาปรับใช้เพื่อลดความสูญเปล่าในกระบวนการให้มากที่สุด จากนั้นจึงออกแบบแนวทางการเพิ่มกำลังการผลิต โดยพิจารณาทั้งการเพิ่มพนักงาน เครื่องจักร และการจ้างแรงงานภายนอก ภายใต้ข้อจำกัดของกระบวนการและเป้าหมายการผลิต โดยได้นำเอาเทคนิคการจำลองสถานการณ์ (Simulation) เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์และประเมินศักยภาพกำลังการผลิตของแนวทางที่ออกแบบ พร้อมทั้งทำการวิเคราะห์ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของแนวทางที่ออกแบบ 

นักศึกษาที่ได้รับรางวัล “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025”  ต่างแสดงความภาคภูมิใจ ที่ได้รับรางวัลนี้ รู้สึกว่าความพยายามในการตั้งใจทำโครงงานได้สัมฤทธิ์ผล เป็นกำลังใจให้ได้อยากไขว่ขว้าและเรียนรู้เพิ่มขึ้น เพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และเห็นว่าการทำวิจัยเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาความรู้และทักษะจริง พร้อมต่อยอดสู่งานอุตสาหกรรมในอนาคต

ประสิตา มณีสุข หนึ่งในผู้ได้รับรางวัล “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025” บอกว่า “รู้สึกดีใจ และเป็นเกียรติมากค่ะ รางวัลนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เรามุ่งมั่นพัฒนาตัวเองต่อไป เป็นเหมือนการยืนยันว่าเส้นทางที่เลือกเดินนั้นมีคุณค่า และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้จริง”

รายงานพิเศษ : ปิดฉาก อว.แฟร์-มหกรรมวิทย์’68 ร่วมขับเคลื่อนศก.-สังคมของประเทศ

รายงานพิเศษ : ปิดฉาก อว.แฟร์-มหกรรมวิทย์’68 ร่วมขับเคลื่อนศก.-สังคมของประเทศ

รายงานพิเศษ : ปิดฉาก อว.แฟร์-มหกรรมวิทย์’68 ร่วมขับเคลื่อนศก.-สังคมของประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เสร็จสิ้นไปอย่างสวยงามสมกับงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่สุดในรอบปี  97 หน่วยงานทั้งในและต่างประเทศขนคลังความรู้มาร่วมจัดแสดงกับงานมหกรรม อว.แฟร์ 2025 และ NST Fair 2025 เปิดประสบการณ์ให้ผู้ร่วมงานเต็มอิ่มตลอด 9 วัน ตอกย้ำความสำคัญวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ  พบกันใหม่ปี 2569

น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) กล่าวปิดงานมหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนด้วยพลังสหวิทยาการ หรือ อว.แฟร์ 2025 :SCI POWER FUTURE THAILAND และงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 หรือ NST Fair 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-17 ส.ค. 2568 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “SCIENCE IN ACTION FOR SUSTAINABLE COMMUNITIES” ตลอดระยะเวลาการจัดงาน 9 วัน มีประชาชน เด็กและเยาวชนให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม  สะท้อนถึงความสำเร็จการจัดงานที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ปลุกกระแสความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในสังคมไทย ตามเป้าหมายที่มุ่งหวังให้งานมหกรรมในครั้งนี้เป็นมากกว่านิทรรศการวิชาการ แต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่จุดประกายความคิดสร้างสรรค์และนำไปสู่การลงมือปฏิบัติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า ความสำเร็จของการจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้ร่วมงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ อว. ในการขับเคลื่อนนโยบาย “สร้างปัญญา เปิดโอกาส สร้างอนาคตไทย” ให้เป็นรูปธรรม พร้อมเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วยพลังของวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมต่อไป

“ท้ายสุดแล้ว การจัดงานทั้ง 9 วัน ได้แสดงศักยภาพของประเทศที่มุ่งการพัฒนาคนและสหวิทยาการ เพื่อรองรับการเปลี่ยนของโลกในอนาคต นับเป็นความสำเร็จของทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันจัดงานในครั้งนี้ที่เราจะร่วมกันขับเคลื่อนความก้าวหน้าที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป” น.ส.สุดาวรรณ กล่าวตอนท้าย

ด้านนายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า การจัดงานอว.แฟร์ และงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ในปีนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ผนึกการจัดงานร่วมกัน เพื่อแสดงพลังยกระดับการเรียนรู้สู่สังคมไทย เป็นการสร้างปรากฏการณ์ ผู้เข้าชมงานตลอด 9 วันที่ครอบคลุมนักสร้างสรรค์ไทยทุกช่วงวัย  

“งานมหกรรมวิทยาศาสตร์สร้างแรงบันดาลใจและปลูกฝังความสนใจในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับเยาวชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศในอนาคต เมื่อเยาวชนได้สัมผัสกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ พวกเขาจะมองเห็นโอกาสในการนำความรู้ไปต่อยอด สร้างสรรค์ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน”  

สำหรับ 4 นิทรรศการหลัก ในงาน NST Fair2025 ได้แก่ นิทรรศการควอนตัมเปลี่ยนโลก QUANTUM QUEST นิทรรศการส่งสมอง BRAIN: INSIDE OUT นิทรรศการคลังเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต Mystery of Svalbard และนิทรรศการดินแดนนักประดิษฐ์ตัวน้อย Little Inventor ได้รับความสนใจ เข้าเยี่ยมชมแน่นทุกจุด  รวมถึงกิจกรรมการเรียนรู้และห้องทดลองวิทยาศาสตร์  พื้นที่แห่งการฝึกฝนกระบวนการคิดแบบนักวิทยาศาสตร์  การจัดแสดงผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ของเยาวชน  ที่สะท้อนถึงศักยภาพของเยาวชนไทยในด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม และบูธนิทรรศการ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม” จากกระทรวงกลาโหม ที่เด็กและเยาวชนได้สัมผัสนวัตกรรมและผลงานวิจัยเพื่อความมั่นคงของกองทัพไทย เป็นต้น