รายงานพิเศษ : เตรียมพร้อมปฏิบัติการฝนหลวงปี’60 ทุ่ม990ล้านซื้อเครื่องบินใหม่เสริมเขี้ยวเล็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253025

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดการซ่อมบำรุงอากาศยานและฝึกบินทบทวนประจำปี เตรียมพร้อมปฏิบัติการฝนหลวงปี 2560 พร้อมจัดงบ 990 ล้านบาท ซื้อเครื่องบินใหม่เสริมเขี้ยวเล็บ ตั้งเป้าภายใน 5 ปี แก้ภัยแล้งได้กว่า 90% หวังยกระดับหน่วยงานให้เป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีนานาชาติด้านการดัดแปรสภาพตามศาสตร์ของพระราชา เพื่อให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเป็นองค์กรชั้นนำด้านการดัดแปรสภาพอากาศของโลก

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า การปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อป้องกันและบรรเทาสภาวะภัยแล้งของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะเริ่มดำเนินการประมาณต้นเดือนมีนาคม-ตุลาคม เป็นประจำทุกปี และหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจก็จะนำเอาอากาศยานทั้งหมดมาทำการซ่อมบำรุง ในปีนี้ได้มีการดำเนินการเริ่มทำการซ่อมบำรุงตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 จนถึง วันที่ 31 มกราคม 2560 โดยมีอากาศยานเข้าซ่อมจำนวน 34 ลำ ผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 12 มกราคม 2560 ได้ทำการซ่อมบำรุงอากาศยานเสร็จสมบูรณ์พร้อมบิน จำนวน 12 ลำ เหลือจำนวน 22 ลำ ที่ยังอยู่ในระหว่างการซ่อมบำรุง และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2560 เป็นไปตามที่ได้กำหนดไว้ ทั้งนี้เมื่ออากาศยานได้รับการซ่อมบำรุงเสร็จสิ้นแล้วก็จะมีการฝึกบินทบทวน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนท่าทางการบินที่สำคัญต่างๆ ทั้งที่ได้ปฏิบัติและไม่ได้ปฏิบัติในช่วงเวลาบินปฏิบัติงานปกติ การบินเมื่ออากาศยานฉุกเฉิน การบินท่าทางสำคัญอื่นๆ และฝึกนักบินใหม่เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับอากาศยานและเตรียมความพร้อมเมื่อขึ้นทำการปฏิบัติการฝนหลวงแก้ภัยแล้งทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2560 กรมฝนหลวงฯ ได้เพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อแก้ปัญหาและบรรเทาภัยแล้ง ด้วยการจัดสรรงบประมาณ 990 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อเครื่องบินขนาดเล็กรุ่นคาซา และคาราแวน 2 ลำ เพื่อนำมาใช้ในภารกิจ ในขณะที่ในปี 2562 เตรียมจัดซื้อเครื่องบินขนาดเล็กคาราแวนอีก 2 ลำโดยเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2560 กรมฝนหลวงฯ ได้รับมอบเครื่องบินคาราแวนลำใหม่ 1 ลำ เพื่อใช้ปฏิบัติการฝนหลวงแก้ปัญหาและบรรเทาภัยแล้งช่วยเหลือราษฎรและเกษตรกร ขณะเดียวกันยังได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงแห่งใหม่เพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง ที่จังหวัดบุรีรัมย์ และพิษณุโลกซึ่งจะส่งผลให้กรมฝนหลวงฯ มีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั้งหมด 7 แห่งทั่วประเทศ

ส่วนในด้านภารกิจช่วยเหลือพี่น้องภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยนั้น กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้รับนโยบายจากพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่มีสรรพกำลังไปช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้ ซึ่งกรมฝนหลวงฯได้ส่งเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินลงไปปฏิบัติการเพื่อช่วยลำเลียงอาหารเข้าสู่พื้นที่ที่รถยนต์ไม่สามารถเข้าถึงได้ ประกอบด้วยเฮลิคอปเตอร์ 5 ลำ ไปประจำการที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 1 ลำ สุราษฎร์ธานี 2 ลำ และสงขลา 2 ลำ

“ในแผนปฏิบัติการฝนหลวง 4.0 จำเป็นต้องใช้เครื่องบินทั้งหมด 36 ลำ เพื่อปฏิบัติภารกิจ กรมฝนหลวงฯ จึงได้วางแผนจัดซื้อเครื่องบินเพิ่มในอนาคตเพื่อให้เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาภัยแล้งได้ทันท่วงที โดยเป้าหมายภายใน 5 ปี จะต้องแก้ปัญหาภัยแล้งได้ไม่น้อยกว่า 90% รวมถึงจะยกระดับให้เป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีนานาชาติ ด้านการดัดแปรสภาพตามศาสตร์ของพระราชาเพื่อให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นองค์กรชั้นนำด้านการดัดแปรสภาพอากาศของโลก”อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : มอบทุนการศึกษาบุตร-ธิดาผู้สื่อข่าวสายเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252855

วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จัดกันอย่างต่อเนื่องมานานหลายปีกับงานมอบทุนการศึกษาให้กับบุตร-ธิดา ของบรรดาผู้สื่อข่าวสายเกษตร โดยสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ซึ่งจะจัดทุกเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมทุกปี หรือวันเด็กแห่งชาตินั่นเอง เพื่อเป็นทุนการศึกษาและเป็นขวัญกำลังใจให้กับเด็กๆ ที่จะเป็นอนาคตของชาติในภายภาคหน้า จำนวน 50 ทุน ทุนละ 5,000 บาท ณ ห้องประชุมธีระ สูตะบุตร อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาเกษตรศาสตร์

สำหรับในปี 2560 นี้ ได้รับเกียรติจาก นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเป็นประธานในการมอบทุนดังกล่าว พร้อมกับให้โอกวาทแก่บรรดาเด็กๆ ทั้งหลาย นอกจากนี้ ยังมีผู้ใหญ่ใจดี ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน องค์กรต่างๆ ร่วมสนับสนุนทุนการศึกษา และอาหารคาว หวาน ให้กับบรรดาเยาวชนของชาติ และผู้มาร่วมงานได้อิ่มหมีพลีมันกันแบบไม่อั้น ไม่ว่าจะเป็น เบทาโกร CPF ข้าวตราฉัตร ธ.ก.ส. กรมการข้าว สยามคูโบต้า ฯลฯ ทำให้กิจกรรมดังกล่าวสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

 

รายงานพิเศษ : ‘สิงคโปร์’เปิดไฟเขียว อนุญาตโรงงานไก่สดแช่แข็งไทยส่งออกเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/251749

วันอังคาร ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่สามารถส่งออกเนื้อไก่สดแช่แข็งไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ ทำได้เพียงส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกปรุงสุกเท่านั้น แต่ปัจจุบันประเทศสิงคโปร์ยอมรับในมาตรฐานการผลิตเนื้อไก่สดแช่แข็งของไทยและสามารถให้มีการส่งออกไปยังประเทศสิงคโปร์ได้แล้ว

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานอาหาร เกษตรและสัตวแพทย์สิงคโปร์ Agri-Food and Veterinary Authority หรือ AVA ขณะนี้ได้ประกาศรับรองอนุญาตให้โรงงานผลิตเนื้อไก่สดแช่แข็งของไทยส่งออกไปยังประเทศสิงคโปร์ได้เพิ่มเติมอีก 20 โรงงาน ซึ่งเป็นผลสำเร็จตามที่ได้หารือระดับทวิภาคีกับทางการสิงคโปร์ ในโอกาสเดินทางเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 38 ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเดือนตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา เพื่อเร่งรัดให้หน่วยงาน AVA ประกาศรับรองรายชื่อโรงงานผลิตเนื้อไก่สดแช่แข็งจากประเทศไทยเพิ่มเติม

“ตั้งแต่ปี 2547 ประเทศไทยส่งออกได้เฉพาะผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกปรุงสุกไปยังประเทศสิงคโปร์เท่านั้น ที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ได้เจรจาและเชิญหน่วยงาน AVA ประเทศสิงคโปร์เดินทางมาตรวจรับรองโรงงานผลิตเนื้อไก่สดแช่แข็งของไทยและช่วงปลายปี 2555 หน่วยงาน AVA ได้อนุญาตให้ประเทศไทยสามารถส่งออกเนื้อไก่สดแช่แข็งไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ ปัจจุบันประเทศไทยสามารถส่งออกเนื้อไก่สดแช่แข็งไปยังประเทศสิงคโปร์ได้เพียง 2 โรงงาน ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากหน่วยงานAVA” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในปี 2560 คาดว่าจะมียอดการส่งออกเนื้อไก่สดแช่แข็งจากไทยไปยังประเทศสิงคโปร์ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกจำนวนไม่ต่ำกว่า 5,000 ตัน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท จากเดิมที่ในปัจจุบันไทยสามารถส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ราว 16,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,340 ล้านบาท(ปี 2559) สินค้าปศุสัตว์ที่ส่งออกไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่แปรรูปปรุงสุก 95%, เนื้อไก่สดดิบแช่เย็นแช่แข็ง 3% และผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูปปรุงสุกและผลิตภัณฑ์ไข่แปรรูป 2%

ด้าน นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมกระบวนการผลิตสินค้าปศุสัตว์เพื่อการส่งออก ได้ร่วมกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสัตว์ปีกได้พัฒนาและสร้างความมั่นใจในคุณภาพมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ของไทย โดยพัฒนาระบบมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงงานอาหารสัตว์ โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ ระบบการป้องกันควบคุมโรค และระบบการตรวจสอบสืบย้อนกลับได้จนถึงระดับฟาร์มจนมีมาตรฐานระดับโลก ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่ อันดับ 3 ของโลก รองจาก บราซิล และสหรัฐอเมริกา และได้รับความเชื่อมั่นจากหลายๆประเทศอนุญาตให้โรงงานผลิตเนื้อไก่ดิบสดแช่แข็งและเนื้อไก่ปรุงสุกของไทยส่งออกไปสู่ตลาดโลกได้ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น สหภาพยุโรป อาเซียน สาธารณรัฐเกาหลี และล่าสุดประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น

สำหรับข้อมูลการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกในปี 2559 พบว่า ไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกมากกว่า 720,000 ตัน มูลค่ากว่า 92,000 ล้านบาท ซึ่งปริมาณการส่งออกเพิ่มสูงขึ้นกว่า 7% เมื่อเทียบกับปี 2558 และคาดการณ์ว่าปี2560 ประเทศไทยจะมีปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกได้กว่า 750,000ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 96,000 ล้านบาท

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ

รายงานพิเศษ : เปิดผลวอเตอร์ฟุตพริ้นท์‘ทุเรียน’แปลงใหญ่ ผลคุ้มค่าต่อการลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/251599

วันจันทร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากการศึกษาวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ (Water Footprint) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) ของทุเรียนในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จังหวัดตราด เพื่อจัดทำบัญชีรายการการใช้น้ำของทุเรียน ศึกษาปริมาณการใช้น้ำของทุเรียน และประเมินมูลค่าน้ำทางเศรษฐกิจและเปรียบเทียบผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการผลิตทุเรียนในพื้นที่โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ปี 2558 นั้น ผลที่ได้รับสรุปว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน

โดยในเรื่องนี้ นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ได้มีการรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกรสมาชิกทุกราย จำนวน 37 ราย ใช้หลักการประเมินวัฏจักรชีวิตแบบ Cradle to Gate ตั้งแต่แรกปลูกจนถึงอายุ 30 ปี ผลการศึกษา พบว่า วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ของทุเรียนในพื้นที่ส่งเสริมแบบแปลงใหญ่ อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด มีปริมาณการใช้น้ำของการผลิตทุเรียนผลสด 1 ตัน จำนวน 868.45 ลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นปริมาณการใช้น้ำฝน (Green Water Footprint) จำนวน 416.56 ลูกบาศก์เมตรต่อตัน (ร้อยละ 48) และปริมาณน้ำชลประทาน (Blue Water Footprint) จำนวน 451.89 ลูกบาศก์เมตรต่อตัน (ร้อยละ 52)

หากพิจารณาเป็นพื้นที่การผลิตทุเรียน 1 ไร่ พบว่า มีปริมาณการใช้น้ำ จำนวน 1,525.86 ลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นปริมาณการใช้น้ำฝนเท่ากับ 731.89 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ (ร้อยละ 48) และปริมาณการใช้น้ำชลประทาน 793.97 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ (ร้อยละ 52) มีค่าฟุตพริ้นท์การขาดแคลนน้ำ (Water Scarcity Footprint) เท่ากับ 6.78 ลูกบาศก์เมตรน้ำเทียบเท่า ซึ่งมีค่าไม่มากไม่เกิดความตึงเครียดในการแย่งน้ำเมื่อเปรียบเทียบกับลุ่มน้ำภาคอื่นๆ

สำหรับการประเมินมูลค่าน้ำทางเศรษฐกิจและเปรียบเทียบผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ โดยมีการคำนวณต้นทุนการผลิตที่รวมต้นทุนค่าน้ำ ต้องคิดจากปริมาณน้ำที่เกษตรกรต้องจัดหา ได้แก่ น้ำชลประทาน ซึ่งใช้เทียบกับค่าน้ำของกรมชลประทานที่คิดลูกบาศก์เมตรละ 0.50 บาท ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตมีค่าใช้จ่ายค่าน้ำเพิ่มขึ้น 396.99 บาทต่อไร่

ส่วนการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจต่อปริมาณการใช้น้ำ (Water Footprint Income : WFI) หากมีการจัดสรร
หรือลงทุนปริมาณน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร ในการผลิตทุเรียนพื้นที่โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ อำเภอเขาสมิง
จังหวัดตราด จะได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ไร่ละ 43.89 บาท ซึ่งถือว่าน้ำมีความคุ้มค่าต่อการลงทุนสูงมาก หรือลงทุนค่าน้ำ 0.50 บาท ได้ผลตอบแทนไร่ละ 43.89 บาท คิดเป็น 87.78 เท่าของเงินลงทุน

ทั้งนี้ พื้นที่โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ทุเรียน อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด มีจำนวน 553 ไร่ หากมีการ
ลงทุนด้านน้ำให้กับทุเรียนในแปลงใหญ่ จะทำให้แปลงใหญ่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมูลค่า 24,270.69 บาทต่อลูกบาศก์เมตร อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะจากการศึกษา พบว่า ทีมผู้จัดการแปลงใหญ่และสมาชิกโครงการควรมีเงื่อนไขในการส่งเสริมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำโดยการปลูกทุเรียน 1 ไร่ ควรแหล่งน้ำเพื่อใช้การเกษตรขนาด 793.97 ลูกบาศก์เมตร ถึง 1,525.86 ลูกบาศก์เมตร เป็นเบื้องต้น โดยควรนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เช่น เครื่องวัดแรงดึงน้ำในดิน (Tensiometer) สำหรับบ่งชี้สภาพความชื้นของดินเพื่อการให้น้ำอย่างเพียงพอ การส่งน้ำแบบท่อเพื่อการเกษตร และควรนำข้อมูลการจัดทำวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ทุเรียนของโครงการ ไปประชาสัมพันธ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางการค้า ตลอดจนเตรียมการขอขึ้นทะเบียนฉลากวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ต่อไป

รายงานพิเศษ : เกษตรฯเดินหน้าคุมเข้มความปลอดภัยสินค้าเกษตร วางมาตรการยกระดับคุณภาพทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/251255

วันศุกร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในปี 2560 นี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดให้เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน ทั้งการพัฒนาคุณภาพสินค้าตั้งแต่ฟาร์มของเกษตรกร รวมถึงเข้มงวดดำเนินการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องและตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตรเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในระยะแรกของแผนดำเนินการในปี 2560โดย 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกรมประมง ได้บูรณาการร่วมกันดำเนินกิจกรรมตามโครงการ“ปีใหม่สุขใจ กระทรวงเกษตรฯ ใส่ใจผู้บริโภค” เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีการจับจ่ายซื้อสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น ดังนั้น กิจกรรมดังกล่าวจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในความปลอดภัยของสินค้าเกษตร ครอบคลุมทั้งผัก ผลไม้ สินค้าประมงและปศุสัตว์ โดยทำงานร่วมกับ หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขและท้องถิ่นลงพื้นที่สุ่มเก็บตัวอย่างสินค้า ครอบคลุมทั้งผัก ผลไม้ สินค้าประมง และเนื้อสัตว์ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯทั้ง “สินค้า Q” และ “ปศุสัตว์ OK” โดยได้สุ่มเก็บตัวอย่างเนื้อสัตว์ สินค้าประมง และผักผลไม้ ที่ตลาดสด และห้างสรรพสินค้า เช่น ตลาด อตก. ตลาดไท ตลาดรังสิต ตลาดยิ่งเจริญห้างเทสโก้ โลตัส ฟู้ดแลนด์ แม็คโคร รวมทั้งสิ้น 7 แห่ง ในช่วงวันที่22-29 ธันวาคม 2559 มีการสุ่มตรวจตัวอย่าง ทั้งสิ้น 79 ตัวอย่างได้แก่ เนื้อสัตว์ 30 ตัวอย่าง ผักผลไม้ 29 ตัวอย่าง และสินค้าประมง 20 ตัวอย่าง ส่วนในระยะที่สอง เร่งขยายผลการสุ่มตรวจสอบคุณภาพและการเก็บตัวอย่างสินค้าทั่วไปในท้องตลาดสินค้าเกษตร ประมง และปศุสัตว์ที่ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน “สินค้า Q” และ “ปศุสัตว์ OK”

สำหรับผลการเก็บตรวจสอบตัวอย่างเนื้อสัตว์ ผักผลไม้ และสินค้าประมง ระหว่างวันที่ 22-28 ธันวาคม 2559 พบว่าตรวจสอบผ่านมาตรฐานทั้งหมด ประกอบด้วย เนื้อสัตว์ 26 ตัวอย่าง ผ่านมาตรฐาน 22 ตัวอย่าง รอผลตรวจ 4 ตัวอย่าง สินค้าประมง 14 ตัวอย่าง ผ่านมาตรฐานทั้งหมด 14 ตัวอย่าง ผักผลไม้ 24 ตัวอย่าง ผ่านมาตรฐาน 17 ตัวอย่าง รอผลตรวจ 7 ตัวอย่าง

ขณะเดียวกันกระทรวงเกษตรฯ ยังได้วางมาตรการในกรณีตรวจสอบพบสินค้าเกษตรและอาหารปนเปื้อนสารเคมี หรือสารตกค้างที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะดำเนินการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปยังแหล่งผลิต หรือฟาร์ม เพื่อให้คำแนะนำแก่เกษตรกรและแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนดังกล่าว รวมทั้งพิจารณาการพักใช้ หรือยกเลิกการรับรองมาตรฐาน “สินค้า Q”หรือ “ปศุสัตว์ OK” หรือ“มาตรฐานฟาร์ม/แปลงผลิต GAP” ต่อไป โดยจะแจ้งผลการตรวจสอบสินค้าเกษตรและอาหารปนเปื้อนสารเคมีหรือสารตกค้างที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ให้กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ทราบ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พลเอกฉัตรชัยกล่าวเพิ่มเติมถึงแผนงานยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและการบังคับใช้กฎหมายในปี 2560 จะเข้มงวดป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร ประมง และปศุสัตว์ที่ผิดกฎหมายตามแนวชายแดน โดยจัดชุดเฉพาะกิจสุ่มตรวจสอบมาตรฐานกระบวนการผลิต เช่น โรงงานอาหารสัตว์ โรงงานผลิตปุ๋ยและสารเคมี และแหล่งรวบรวมสินค้า เช่น โรงงานคัดแยกผักผลไม้ โรงฆ่าสัตว์ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ศูนย์รวบรวมไข่ ห้องเย็นเก็บสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า เป็นต้น รวมถึงสุ่มเก็บตัวอย่างที่แหล่งผลิตสินค้าเกษตร ประมง และปศุสัตว์ที่ฟาร์มตลาด และจุดจำหน่าย และขยายผลการรับรองฟาร์มมาตรฐาน GAP และมาตรฐาน “สินค้า Q”และ “ปศุสัตว์ OK” เพิ่มขึ้นโดยได้กำหนดแผนงานมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย ระยะ 5 ปี ดำเนินการตั้งแต่ปี 2560-2564 แบ่งเป็น ปศุสัตว์การรับรองฟาร์มGAP (ไก่เนื้อ ไก่ไข่ สุกร โคนม-เนื้อ) จาก ปัจจุบัน 14,815 ฟาร์ม เพิ่มเป็น 18,200 ฟาร์มในปี 2564 การรับรองจุดจำหน่ายสินค้า “ปศุสัตว์ OK” ปัจจุบัน 2,700 แห่ง เพิ่มเป็น 8,000 แห่ง ในปี 2564 การปราบปรามโรงฆ่าเถื่อน ให้หมดไปภายในปี 2561 การรับรองโรงฆ่าสัตว์ GMP /โรงงานเพื่อส่งออก ปัจจุบัน 253 แห่ง เป็น 365 แห่ง สุ่มเก็บตัวอย่างสินค้าปศุสัตว์ กว่า 27,000 ตัวอย่าง ขณะที่กลุ่มสินค้าประมงจะเร่งให้การรับรองฟาร์มเพาะสัตว์น้ำ GAP จากปัจจุบัน 18,560 ฟาร์ม เป็น 30,000 ฟาร์ม การรับรองโรงงานผลิตภัณฑ์ประมงเพื่อส่งออก ปัจจุบัน 300 แห่ง เพิ่มเป็น 310 แห่ง ผักผลไม้การรับรองแหล่งผลิต GAP พืช (ข้าว ผัก ผลไม้) ปัจจุบัน 90,613 แห่ง ให้มีการรับรองแปลงผลิตเพิ่มขึ้น ปีละ 10% สุ่มเก็บตัวอย่างสินค้าพืชปีละประมาณ 9,300 ตัวอย่าง

รายงานพิเศษ : เกษตรฯย้ำปี’60ยังต้องร่วมใจประหยัดน้ำ ลดความเสี่ยงปัญหาการขาดแคลนในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250864

วันอังคาร ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำและดำเนินการตามมาตรการต่างๆ เพื่อการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งในภาวะวิกฤติภัยแล้ง ปี 2558/2559 และฤดูน้ำหลากปี 2559 โดยในช่วงฤดูแล้งปี 2558/59 ปริมาณน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศรวมกัน ณ วันที่ 1 พ.ย. 2558 มีปริมาณทั้งสิ้น 20,035 ล้านลูกบาศก์เมตร ได้วางแผนการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งไว้ 11,420 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับสนับสนุนการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอุตสาหกรรม ผลการใช้น้ำเมื่อสิ้นสุดฤดูแล้ง (30 เม.ย. 2559) มีการจัดสรรน้ำให้กับเกษตรกร 11,526 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นไปตามแผนที่ได้กำหนดไว้ และมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศรวม 3.51 ล้านไร่

นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำเพื่อช่วยเหลือภัยแล้งรวมทั้งสิ้น 420 เครื่อง ในพื้นที่ 54 จังหวัด ซึ่งในช่วงฤดูแล้งปี 2558/59 ประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาภัยแล้ง จำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ในอ่างเก็บน้ำต่างๆ อย่างรัดกุม เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด เพียงพอใช้ตลอดในช่วงฤดูแล้ง โดยมีหลายพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างรุนแรง กรมชลประทานจึงได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาจนสถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น อาทิ การส่งน้ำเข้าสู่คลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง การแก้ไขปัญหาความเค็มคลองจินดา การแก้ไขปัญหาประปาภูมิภาคจังหวัดพะเยา การแก้ไขปัญหาประปาจังหวัดนครราชสีมา การบริหารจัดการน้ำบึงสีไฟจังหวัดพิจิตร และการแก้ไขปัญหาสวนผลไม้จังหวัดจันทบุรี เป็นต้น

ส่วนฤดูฝนปี 2559 ได้วางแผนจัดสรรน้ำเพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในช่วงฤดูฝนทั้งประเทศ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 11,754 ล้านลูกบาศก์เมตร
และเมื่อสิ้นสุดฤดูฝน (ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2559 – 30 ต.ค.2559) พบว่ามีการจัดสรรน้ำให้กับเกษตรกรประมาณ 11,893 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีรวม 14.94 ล้านไร่

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในส่วนของการช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ นั้น กรมชลประทาน ได้ดำเนินการบริหารจัดการน้ำและวางมาตรการในการแก้ไขปัญหา น้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ จนทำให้สถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายและเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรและที่อยู่อาศัยของประชาชนได้เป็นอย่างมาก อาทิ การจัดการน้ำในลุ่มน้ำยมเพื่อป้องกันอุทกภัยจังหวัดสุโขทัย การแก้ไขสถานการณ์อุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยา การแก้ไขปัญหาสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดเพชรบุรี และการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้รวม 10 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานีนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ตรัง ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส การกำจัดวัชพืช จำนวนทั้งสิ้น 4,771,761 ตัน คิดเป็น 59,647 ไร่ โดยได้มีการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งสิ้น 587 เครื่อง ในพื้นที่ 38 จังหวัด

ด้าน นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สรุปผลการใช้น้ำและการเพาะปลูกพืชตลอดปี 2559 มีการจัดสรรน้ำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ ทั้งประเทศ รวมทั้งสิ้น ประมาณ 23,419 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีพื้นที่เพาะปลูกรวมทั้งสิ้น 18.45 ล้านไร่ ตลอดจน
ได้มีการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย รวมทั้งหมด 1,007 เครื่อง (จากเครื่องสูบน้ำที่ได้จัดเตรียมไว้ทั้งหมด 1,900 เครื่อง)

สำหรับในช่วงฤดูแล้งปี 2559/2560 นี้ กรมชลประทาน ได้วางแผนการจัดสรรน้ำจากเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลาง เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำทั้งประเทศ ตามมาตรการจัดการน้ำแบบยั่งยืน โดย ณ วันที่ 1 พ.ย. 2559 มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 28,837 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยได้วางแผนการใช้น้ำตลอดฤดูแล้งรวมทั้งสิ้น 17,661 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับสนับสนุนการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และการเกษตร ปัจจุบัน (27 ธ.ค. 2559) มีการใช้น้ำไปแล้ว 5,892 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 33 ของแผนฯ ส่วนผลการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศ (ณ 21 ธ.ค. 2559) มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้วกว่า 2.99 ล้านไร่ จากแผนที่ได้วางไว้ 3.91 ล้านไร่ และมีเครื่องสูบน้ำที่ส่งเข้าไปสนับสนุนการใช้น้ำในฤดูแล้งทั้งประเทศแล้วรวม 35 เครื่อง

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ 

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา นอกจากกรมชลประทาน จะได้บริหารจัดการน้ำทั้งในภาวะน้ำแล้งและน้ำท่วมแล้ว ยังได้มีการพัฒนาและปรับปรุงงานด้านชลประทานอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย จนทำให้มีปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มมากขึ้นกว่า 206.74 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มมากขึ้นกว่า 332,259 ไร่ และมีพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการปรับปรุงระบบส่งน้ำเพิ่มมากขึ้น 1,218,520 ไร่ (227 โครงการ) มีครัวเรือนได้รับประโยชน์ 50,333 ครอบครัว

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังได้สนับสนุนการพัฒนาแหล่งน้ำและจัดหาน้ำให้กับพื้นที่อื่นๆ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ การสนับสนุนแหล่งน้ำในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐทั่วประเทศ จำนวน 66 แปลง แล้วเสร็จ 48 แปลง สามารถส่งน้ำให้เกษตรกรคิดเป็นพื้นที่กว่า 95,128.50 ไร่ การสนับสนุนโครงการศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จำนวน 882 ศูนย์ โดยการให้ความรู้ด้านการใช้น้ำและจัดทำข้อมูลด้านการชลประทานประจำศูนย์ และการให้ความรู้เรื่องการทำนาแบบเปียกสลับแห้งอย่างต่อเนื่อง สำหรับพื้นที่ ส.ป.ก. ในปี 2559-2560 นั้น กรมชลประทาน ได้สนับสนุนงบประมาณในการจัดทำระบบชลประทานในพื้นที่ ส.ป.ก. ซึ่งได้ยึดคืนและจัดสรรให้กับราษฎรที่ไม่มีที่ทำกิน ในเขตพื้นที่จังหวัดต่างๆ อาทิ อุทัยธานี กาฬสินธุ์ และนครราชสีมา เป็นต้น

รายงานพิเศษ : น้อมนำพระราชดำริพ่อ….แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249674

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ลุ่มน้ำยม เป็นลุ่มน้ำหลักอีกลุ่มน้ำหนึ่งที่ยังมีปัญหาในเรื่องน้ำ ทั้งปัญหาน้ำท่วม และน้ำแล้งซ้ำซาก เพราะไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำได้มากเพียงพอที่จะใช้ในการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยในแต่ละปีของลุ่มน้ำยมมีมากถึง 4,129 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่สามารถเก็บกักไว้เพียง 406 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น

ที่ผ่านมาแม้จะมีความพยายามพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ต้นน้ำยม แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ยังคงเป็นแค่ความฝันของคนส่วนใหญ่ในลุ่มน้ำยมต่อไป…..

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ใช่ว่าไม่มีแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ กรมชลประทานจึงได้นำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2525 ครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยเปาะตามพระราชดำริ และทรงเยี่ยมราษฎร ณ บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยเปาะ ในท้องที่บ้านลู ตำบลห้วยหม้าย อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ความตอนหนึ่งว่า

“…..ควรพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างอ่างเก็บน้ำตามลำน้ำสาขาต่างๆ ของแม่น้ำยม เพื่อจัดหาน้ำให้ราษฎรหมู่บ้านต่างๆ ในเขตอำเภอสอง และอำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ สามารถมีน้ำทำการเพาะปลูกได้ทั้งในฤดูฝน-ฤดูแล้ง และมีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคตลอดทั้งปี…..”

กรมชลประทานได้นำแนวพระราชดำริดังกล่าวมาดำเนินการศึกษาที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำยม ทั้งนี้จากการศึกษาเบื้องต้น พบว่าลุ่มน้ำยมมีจุดที่เหมาะสมสำหรับการสร้างอ่างเก็บน้ำได้ถึง 50 แห่ง แต่เมื่อพิจารณาศักยภาพที่จะสามารถก่อสร้างได้ มีประมาณ 22 แห่ง

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า อ่างเก็บน้ำทั้ง 22 แห่งดังกล่าวเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้งหมด มีความจุในระดับกักเก็บน้ำรวมกันได้ประมาณ 380 ล้าน ลบ.ม. แม้จะมีปริมาณไม่มากนัก เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำท่าที่เกิดขึ้นในลุ่มน้ำยม และเมื่อรวมปริมาณความจุกับอ่างฯของเก่าที่มีอยู่แล้ว จะสามารถกักเก็บน้ำได้แค่ 19% ของปริมาณน้ำท่าลุ่มน้ำยมเท่านั้นก็ตาม แต่ก็สามารถแก้ไขปัญหาภายในพื้นที่ลุ่มน้ำสาขานั้นๆได้ดีกว่าที่ไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะหากรอโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีการต่อต้านสูง ก็ไม่รู้ว่าจะก่อสร้างได้เมื่อไหร่

“ในการจะพิจารณาสร้างอ่างเก็บน้ำที่มีความเหมาะสมทั้ง 22 แห่งดังกล่าว กรมชลประทานจะพิจารณาสร้างอ่างฯในพื้นที่ที่ประชาชนร้องขอ ไม่มีการต่อต้านก่อน” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

อ่างเก็บน้ำแม่แคมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นอีก 1 ใน 22 แห่งที่มีความเหมาะสมและประชาชนในพื้นที่ร้องขอ ไม่มีการต่อต้านใดๆ ในทางตรงข้ามประชาชนให้การสนับสนุน ต้องการให้มีการก่อสร้างโดยเร็ว โดยสร้างปิดกั้นลำห้วยแม่แคม ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำยม ที่บ้านแม่แคม หมู่ที่ 7 ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ อยู่ห่างจากเมืองแพร่ไปทางด้านทิศตะวันออกประมาณ 14 กิโลเมตรตัวเขื่อนจะเป็นเขื่อนดิน มีความยาวของสันเขื่อน 358.56 เมตร ความกว้างสันเขื่อน 9.00 เมตร ส่วนสูงที่สุดประมาณ 34.20 เมตร มีความจุที่ระดับน้ำเก็บกัก 8.57 ล้าน ลบ.ม.

ลำห้วยแม่แคม มีต้นกำหนดจากเทือกเขาผีปันน้ำ มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยต่อปีประมาณ 15 ล้าน ลบ.ม. มีความยาวลำน้ำประมาณ 17 กิโลเมตร ที่ไหลจากพื้นที่เขาสูงชันทางด้านทิศตะวันออกของพื้นที่ ลาดเอียงลงมาสู่แอ่งที่ราบเมืองแพร่ ทางด้านทิศตะวันตกของพื้นที่อ่างเก็บน้ำแม่แคม ผ่านเขตเทศบาลและพื้นที่ชุมชนต่างๆ ในเขตอำเภอเมืองแพร่ ดังนั้นเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จนอกจากจะสร้างประโยชน์ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ทำให้มีน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตรครอบคลุมพื้นที่ชลประทานกว่า 5,300 ไร่ ตั้งแต่ตำบลสวนเขื่อนจนถึงพื้นที่ในเขตตำบลกาญจนา อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ แล้ว ยังจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่อำเภอเมืองแพร่ ได้ในระดับหนึ่ง

รวมทั้งยังจะยังก่อให้เกิดผลประโยชน์ด้านอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำให้อุดมสมบูรณ์ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับแหล่งน้ำในช่วงฤดูแล้ง ตลอดจนการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำและระบบนิเวศน์ดีขึ้น ในส่วนของชาวบ้านยังจะมีรายได้เสริมจากการทำประมงอีกด้วย

นอกจากนี้ เนื่องจากอ่างฯแม่แคมอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวในเขตอำเภอเมืองแพร่ ไม่ว่าจะเป็นพระธาตุช่อแฮ หรือพระธาตุอินแขวนจำลอง ดังนั้นจึงมีความเหมาะสมที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในเชิงนิเวศน์และวัฒนธรรมแห้งใหม่ของจังหวัด สร้างรายได้เสริมให้กับประชาชนในพื้นที่

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวด้วยว่า สำหรับความคืบหน้าในการก่อสร้างอ่างฯแม่แคม ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (IEE) โดยตัวเขื่อนจะไม่กระทบกับป่า แต่จะมีพื้นที่น้ำท่วมที่กระทบกับถนนหลวง ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับกรมทางหลวง ในการตัดถนนใหม่หรืออาจจะสร้างเป็นสะพานซึ่งอาจจะต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม แต่สามารถดำเนินการศึกษาระหว่างการก่อสร้างได้ คาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2561 และใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 4 ปี จะแล้วเสร็จสามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณปี 2564 ใช้งบประมาณการก่อสร้างรวมประมาณ 700 ล้านบาท

การพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำยม แม้จะสามารถแก้ไขปัญหาน้ำขาดแคลน และปัญหาน้ำท่วมได้ แต่ก็ยังอยู่ในพื้นที่จำกัดเฉพาะลุ่มน้ำสาขานั้นๆ ความจำเป็นในการพัฒนาลุ่มน้ำหลักยังจะต้องเดินหน้าต่อไป แม้ในวันนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้

แต่สักวัน…ความฝันของคนส่วนใหญ่ในลุ่มน้ำยม ที่อยากจะเห็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ต้นน้ำของลุ่มน้ำยมคงจะเป็นจริงได้ หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนประสานการทำงานเป็นหนึ่งเดียว

รายงานพิเศษ : สานต่องานพ่อ…พัฒนาแหล่งน้ำสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248885

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

หนึ่งในงานพัฒนาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่งคือ งานพัฒนาด้านการชลประทาน จะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เกี่ยวกับน้ำที่มีมากกว่า 2,000 โครงการ พระองค์ทรงเปรียบน้ำคือชีวิต ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานไว้ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พุทธศักราช 2529 ความตอนหนึ่งว่า

“…หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้…”

ดังนั้นการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก หรือที่เรียกกันว่า การชลประทาน จึงเป็นงานที่มีความสำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะจะทำให้สามารถทำการเพาะปลูกได้อย่างสมบูรณ์ตลอดปี สามารถสร้างความมั่นคงในอาชีพได้อย่างยั่งยืน

เมื่อการชลประทานมีความสำคัญ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายให้จัดทำระบบชลประทาน เพื่อส่งน้ำไปยังแหล่งเพาะปลูกให้ทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้อีกไม่น้อยกว่า 18 ล้านไร่ ในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยในระยะเร่งด่วนนั้น ให้นำน้ำจากแหล่งน้ำต้นทุนที่มีอยู่แต่ยังไม่มีระบบส่งน้ำ กระจายเข้าสู่พื้นที่การเกษตรตามศักยภาพที่สามารถดำเนินการได้

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้นำนโยบายดังกล่าวมาจัดทำเป็นแผนงานเร่งด่วน โดยจะแบ่งแนวทางการดำเนินงานไว้ 3 กลุ่มคือ

กลุ่มที่ 1 โครงการที่อยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานและมีแหล่งน้ำพร้อมระบบส่งน้ำแล้ว แต่ยังมีศักยภาพที่สามารถขยายระบบส่งน้ำ
เพิ่มเติมได้ สามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2560

กลุ่มที่ 2 โครงการที่อยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานและมีแหล่งน้ำแต่ยังไม่มีระบบส่งน้ำ และสามารถทำการก่อสร้างระบบส่งน้ำเพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทาน เช่น การก่อสร้างคลองชักน้ำจากแก้มลิงหรืออ่างเก็บน้ำไปยังพื้นที่การเกษตร เป็นต้น ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2560 เช่นกัน

และกลุ่มที่ 3 โครงการที่อยู่นอกพื้นที่ชลประทาน ซึ่งจะแบ่งเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำต้นทุนแล้วแต่ยังไม่มีระบบส่งน้ำ ที่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 และพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำต้นทุนและไม่มีระบบส่งน้ำ ที่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ภายในระยะเวลาดำเนินการภายใน 1-3 ปี

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ในปัจจุบันมีแหล่งน้ำหลายแห่งที่ยังไม่มีระบบส่งน้ำ กรมชลประทานก็จะเร่งเข้าไปดำเนินการจัดทำระบบส่งน้ำเพื่อกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตร ซึ่งจะเป็นการเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ในเวลาที่รวดเร็ว โดยเฉพาะโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จแต่ยังไม่มีระบบส่งน้ำจำนวน 481 โครงการ กรมชลประทานก็จะเข้าไปดำเนินการก่อสร้างระบบส่งน้ำทันที ตามแนวทางที่กำหนดไว้


สมเกียรติ ประจำวงษ์

นอกจากนี้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการก่อสร้าง หากได้รับอนุมัติกรมชลประทานก็จะดำเนินการก่อสร้างระบบส่งน้ำควบคู่พร้อมกันไปด้วยทันที

ล่าสุดกรมชลประทาน โดยการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงานกปร.) ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยโทกพร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กมีความจุในระดับกักเก็บ 338,000 ลูกบาศก์เมตร ใช้งบประมาณ 89.34 ล้านบาท โดยใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 1 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2560 นี้ ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง และน้ำท่วมในฤดูฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน

“เมื่ออ่างฯห้วยโทกแล้วเสร็จจะเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตรในเขตหมู่บ้านห้วยโทก และหมู่บ้านใกล้เคียงจำนวน 250 ครัวเรือน หรือประมาณ 1,150 คน และสามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่การเกษตรในฤดูฝนได้ 500 ไร่ และฤดูแล้งได้ 220 ไร่ ซึ่งช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวให้ดีขึ้น สามารถประกอบอาชีพได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องย้ายที่ทำกินในช่วงฤดูแล้งเหมือนที่ผ่านมา รวมทั้งยังจะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยให้กับหมู่บ้านหัวยโทกในช่วงฤดูน้ำหลาก เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาทำให้เกิดอาชีพประมงพื้นบ้าน และยังจะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของราษฎรในพื้นที่อีกด้วย” ดร.สมเกียรติกล่าวถึงประโยชน์ที่ได้จากอ่างฯห้วยโทก

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโทกพร้อมระบบส่งน้ำดังกล่าว ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2552 ตามที่นายศรีวรรณ นำมา ผู้ใหญ่บ้านบ้านห้วยโทก หมู่ 11 ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน ขอพระราชทานโครงการอ่างฯห้วยโทก เนื่องจากราษฎรในพื้นที่ขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง รวมทั้งยังต้องประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนอีกด้วย นอกจากนี้กรมชลประทานโดยโครงการชลประทานลำพูนก็จะจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำพร้อมทั้งให้ความรู้ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารจัดการน้ำ

อีกโครงการหนึ่งที่กรมชลประทานกำลังจะดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวคือ การปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง จ.เชียงใหม่ เพื่อเพิ่มความสามารถในการส่งน้ำของโครงการฯ และรองรับโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ ตลอดจนช่วยลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำและอุทกภัยในพื้นที่ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา โดยขอบเขตการศึกษาครอบคลุมในทุกๆ ด้านทั้งการประเมินสมรรถนะโครงการในสภาพปัจจุบัน วิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง การวิเคราะห์ และประเมินผลโครงการด้านวิศวกรรม การบริหารจัดการเศรษฐกิจ และสังคม การมีส่วนร่วมของประชาชน การกำหนดรูปแบบระบบการบริหารจัดการน้ำ การศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม การใช้ที่ดินในพื้นที่โครงการ เสนอระบบการเกษตรและแผนการปลูกพืชที่เหมาะสม การจัดตั้งและการบริหารกลุ่มผู้ใช้น้ำ พร้อมเสนอรูปแบบองค์กรบริหารจัดการน้ำชลประทานที่เหมาะสม ตลอดจนการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ และมวลชนสัมพันธ์ โดยกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จภายในวันที่ 6 กรกฎาคม 2560

ทั้งนี้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง มีเนื้อที่ครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ คือ อ.แม่แตง อ.แม่ริม อ.เมือง อ.หางดง และ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ มีผู้ได้รับประโยชน์รวมพื้นที่ประมาณ 148,000 ไร่ โดยมีระบบชลประทานและอาคารประกอบที่สำคัญๆ อยู่ในความรับผิดชอบได้แก่ ฝายแม่แตง ประตูระบายน้ำปากคลองสายใหญ่ ประตูระบายทราย ทำนบดิน ทางระบายน้ำฉุกเฉิน ระบบคลองส่งน้ำสายใหญ่ ระบบส่งน้ำคลองซอย และระบบส่งน้ำในแปลงนา

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประสบปัญหา มีน้ำต้นทุนไม่แน่นอน สภาพการใช้น้ำในพื้นที่โครงการเปลี่ยนแปลงไป การบริหารจัดการน้ำทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ประกอบระบบชลประทานและอาคารก่อสร้างมาเป็นเวลานาน มีการสูญเสียน้ำมาก เช่น การรั่วซึม เป็นต้น อัตรากำลังไม่เพียงพอที่จะดูแลและบำรุงรักษาอาคารต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และบางส่วนของพื้นที่โครงการ ประมาณ 2,760 ไร่ เป็นพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก

ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมชลประทานจึงได้ทำการศึกษาปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง ซึ่งเป็นตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในกลุ่มที่ 1 คือโครงการที่อยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานและมีแหล่งน้ำพร้อมระบบส่งน้ำแล้ว แต่ยังมีศักยภาพที่สามารถขยายระบบส่งน้ำเพิ่มเติมได้

เมื่อพื้นที่เกษตรกรรมมีน้ำอุดมสมบูรณ์ เพียงพอกับความต้องการชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรก็จะมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน….แน่นอน

สภาเกษตรกรแห่งชาติ กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการจำหน่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

รายงานพิเศษเจาะลึกสภาเกษตรแห่งชาติ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สภาเกษตรกรแห่งชาติ กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการจำหน่าย

ผลจากสภาวะทางธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลง สร้างปัญหาส่งผลกระทบต่อการทำเกษตรกรรมของเกษตรกรทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการประกอบเกษตรกรรมในยุคก่อนที่ชาวบ้านนิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยวกันเป็นส่วนใหญ่ พอเกิดปัญหาความแปรปรวนทางธรรมชาติจึงสร้างความเสียหายโดยตรงกับการทำเกษตรเชิงเดี่ยวทันที ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนกับรายได้ในการทำมาหากิน

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมั่นคง ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

จากเคมี สู่อินทรีย์ “สมัย แก้วภูศรี”

เกษตรกรต้นแบบ สภาเกษตรกรแห่งชาติ

สาขาเกษตรอินทรีย์ ที่ลำพูน

ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการเปลี่ยนจากปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นสวนผสมผสานบนเงื่อนไขของความพอเพียง พึ่งพาตนเอง และลดรายจ่าย เมื่อชาวบ้านได้น้อมนำไปปฏิบัติต่างประสบผลสำเร็จกันถ้วนหน้า อีกทั้งบางรายสามารถผลักดันไปสู่แนวทางเกษตรอินทรีย์แล้วจับมือกับกลุ่มธุรกิจเปิดตลาดเป็นสินค้าออร์แกนิก

คุณสมัย แก้วภูศรี หรือ ลุงสมัย อายุ 64 ปี เจ้าของสวนสองพิมพ์ เลขที่ 45/1 หมู่ที่ 12 ตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เป็นเกษตรกรผู้ปลูกเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานที่ได้มาตรฐาน จนได้รับการรับรองเป็นสินค้าออร์แกนิกป้อนเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นผู้นำกลุ่มเกษตรกรทำสวนผลไม้อินทรีย์ลุ่มน้ำลี้

เจ้าของสวนสองพิมพ์เผยถึงความสำเร็จเช่นนี้เพราะว่าได้นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้ในการดำรงชีวิต โดยยึดหลักการพึ่งตนเอง ลดรายจ่ายในครัวเรือนที่ไม่จำเป็น และลดต้นทุนในการทำการเกษตร ด้วยการปลูกพืชใช้น้ำน้อย

ดังนั้น ในสวนลำไยพื้นที่ 40 ไร่ ได้มีการจัดวางแบบแผนการปลูกพืช ไม้ผล ไม้สวนครัว สมุนไพร และเลี้ยงสัตว์ไว้อย่างเป็นระเบียบ ทั้งนี้ ทุกอย่างในสวนแห่งนี้จะยึดหลักไม่มีการใช้สารเคมี สามารถนำผลผลิตจำหน่าย มีรายได้ทุกเดือน จนกระทั่งได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรต้นแบบ ประจำปี 2558 นับเป็นเกษตรกรดีเด่น เป็นแบบอย่างที่ดีอีกคนหนึ่งของจังหวัดลำพูน

ลุงสมัยบอกถึงที่มาของแนวคิดทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานว่า เพราะราคาปัจจัยการผลิตที่เพิ่มอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาขายผลผลิตกลับลดลงหรือทรงตัวยาวนาน นอกจากนั้น ยังมองว่าผืนดินรองรับการใช้สารเคมีในปริมาณมากเป็นเวลายาวนานส่งผลให้ดินเสื่อมสภาพ จะเพาะปลูกพืชชนิดใดก็ไม่ประสบความสำเร็จ

พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าทำไมดินในป่าจึงมีคุณภาพมากกว่าดินที่ทำนาหรือทำเกษตร ด้วยเหตุผลนี้จึงคิดว่าต้องการจะทำให้ดินกลับมาสู่สภาพเดิมให้ได้ แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยความเข้าใจในวงจรทางธรรมชาติด้วย เพื่อทำให้ดิน น้ำ ป่า มีความยั่งยืน

แล้วยังแสดงความเป็นห่วงว่าหากปล่อยไปเช่นนี้ พอ AEC เข้ามามีต้นทุนการผลิตทางการเกษตรถูกกว่าไทย จึงต้องระวังว่าจะเป็นปัญหาต่อภาคเกษตรกรรมของไทย ดังนั้น แนวทางทำการเกษตรที่ถูกต้องจะต้องทำให้ต้นทุนต่ำเพื่อมีแรงขับเคลื่อนในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ต้องทำให้ผลผลิตมีคุณภาพด้วย

กว่าสิบปีที่ผ่านมา ลำไยซึ่งเป็นไม้ผลประจำถิ่นของภาคเหนือเกิดปัญหามากมาย มีความพยายามแก้ปัญหาเพื่อให้คลี่คลาย ด้วยเหตุนี้เกษตรกรจะต้องพึ่งพาตัวเองมากกว่าการขอความช่วยเหลือจากรัฐ ดังนั้น จึงมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งในอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน มีการรวมตัวกัน หารือกันเพื่อหาทางออกปลดล็อกปัญหาที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน ช่วงนั้นเกิดกระแสเกษตรอินทรีย์ขึ้น แต่ชาวบ้านกลุ่มนี้ยังขาดความรู้ จึงเดินทางไปหาความรู้ หาข้อมูลที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) กระทั่งพบว่ามีงานวิจัยที่น่าสนใจ โดยตั้งเป็นโจทย์ไว้ว่า อาชีพเกษตรกรรมมีปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง, ถ้าจะทำเกษตรอินทรีย์จะทำได้ไหม แล้วควรทำอย่างไร และตลาดเกษตรอินทรีย์อยู่ที่ไหน

จากนั้นทางสมาชิกกลุ่มจึงลงมือทำตามแนวทางประเด็นที่ตั้งไว้ โดยมีกระบวนการจัดระบบบัญชี มีการนำตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ ตลอดจนมีการเจาะเลือดกลุ่มที่ทำงานด้วยกันจำนวน 35 คน แล้วพบว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มีสารเคมีตกค้างในเลือด นอกจากนั้น ยังพบว่ามีกลุ่มที่เสี่ยงเป็นโรคความดัน เบาหวาน จำนวนมาก และเหตุผลทั้งหมดนี้จึงนำมาสู่แนวคิดที่จะต้องริเริ่มทำเกษตรอินทรีย์กันได้แล้ว

จึงเดินทางไปดูงานยังสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง พบว่าสินค้าออร์แกนิกที่ถูกผลิตขึ้นตามมาตรฐานแล้วได้รับการรับรองสามารถส่งขายตลาดต่างประเทศได้มีราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่มีการรับรอง ดังจะพบได้ว่าถ้าเป็นพืชผักทั่วไปวางขายกิโลกรัมละ 8 บาท แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่มีการรับรองมาตรฐานจะขายได้ถึงกิโลกรัมละกว่า 30 บาท อีกทั้งยังพบว่าชาวบ้านที่ทำเกษตรอินทรีย์ล้วนมีสุขภาพแข็งแรงดีด้วย

เหตุผลทั้งหมดจึงนำมาสู่การสรุปว่า ถ้าสวนของชาวบ้านในอำเภอลี้นำแนวทางเกษตรอินทรีย์มาทำบ้างคงไม่ยาก เพราะในพื้นที่มีปัจจัยหลายอย่างที่เอื้อในการทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่ขาดองค์ความรู้ กระบวนการจัดการอย่างเป็นระบบเท่านั้น จากนั้นจึงลงมือปฏิบัติจริงด้วยการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมัก อีกทั้งยังทำสมุนไพรมาเพื่อเป็นสารไล่แมลง

ลุงสมัย ชี้ว่า ถ้าจะทำเกษตรอินทรีย์จะปลูกพืชเชิงเดี่ยวไม่ได้ เพราะจะพบปัญหาแมลงศัตรูพืช ดังนั้น จึงควรปลูกพืชให้มีความหลากหลายชนิดและปลูกตามฤดูกาล เป็นการจำลองปลูกพืชแบบธรรมชาติให้เกื้อกูลกัน โดยเฉพาะสวนคุณลุงสมัยปลูกพืชผัก สมุนไพร รวมทั้งสิ้นร้อยกว่าชนิด จึงไม่เคยเจอโรคแมลงเลย ดังนั้น ถ้าคิดทำเกษตรอินทรีย์ต้องปลูกพืชผสมผสาน

ภายในสวนเกษตรอินทรีย์ของลุงสมัย แบ่งการปลูกพืช/เลี้ยงสัตว์ออกเป็นโซน อย่างกลุ่มไม้ผล ได้แก่ ลำไย มะละกอ ฝรั่ง มะม่วง น้อยหน่า ส้มโอ แก้วมังกร เสาวรส กล้วย สับปะรด และมะเฟือง แปลงปลูกพืช ได้ปลูกผักกว่า 40 ชนิด ได้แก่ ผักโขม คะน้า กะหล่ำปลี กวางตุ้ง สลัด ผักหวานบ้าน ผักหวานป่า ผักเชียงดา มะเขือ แตง ซาโยเต้ ขึ้นฉ่าย ผักบุ้ง กุยช่าย จิงจูฉ่าย ถั่ว และผักปวยเล้ง ฯลฯ เป็นต้น

แล้วยังปลูกสมุนไพรไว้อีกกว่า 10 ชนิด อาทิ ไพล ขมิ้นชัน ใบเตย คาวตอง ใบบัวบก ขิง ข่า ตะไคร้ ว่านหางจระเข้ ฟ้าทลายโจร และรางจืด เป็นต้น แล้วพื้นที่อีกส่วนได้เลี้ยงไก่อารมณ์ดีไว้จำนวน 80 ตัว เพื่อกินไข่ แล้วนำมูลมาใช้ทำปุ๋ย

“ปลูกลำไยไว้จำนวน 800 กว่าต้น ให้ผลผลิตและมีรายได้ปีละครั้ง ขณะเดียวกัน ใต้ต้นลำไยปลูกผักโขมในระยะเวลา 3-4 อาทิตย์ เก็บขายมีรายได้กิโลกรัมละ 40 บาท ซาโยเต้กิโลกรัมละ 70 บาท ดอกขจรกิโลกรัมละ 200 บาท แล้วยังมีพืชผักอีกหลายชนิดที่สามารถทยอยเก็บขายได้ตลอดเวลา จนทำให้มีรายได้ทุกวันอย่างต่อเนื่อง”

ในการเพาะปลูกพืชทุกชนิด รวมถึงการเลี้ยงสัตว์ได้ยึดแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน จึงมุ่งทำเกษตรอินทรีย์ โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดวัชพืช/แมลง และเชื้อรา โดยทำปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์และวัชพืชใช้เอง มีการหว่านปอเทือง ถั่ว แล้วไถกลบเพื่อให้เป็นปุ๋ยพืชสด ทั้งยังปลูกพืชโดยวิธีธรรมชาติ ไม่ใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ หรือสารเคมี ทั้งนี้ เพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิตและรักษาสภาพแวดล้อมให้อุดมสมบูรณ์

ปัจจุบันสวนลุงสมัยสามารถผลิตสินค้าออร์แกนิกได้สำเร็จและเป็นที่รับรองตามมาตรฐานด้วยกัน 2 อย่าง คือ ORGANIC THAILAND และ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ (มอน.) ทั้งนี้ แต่ละมาตรฐานจะนำไปส่งขายยังสถานที่ต่างกัน เพราะมีกลุ่มลูกค้าต่างกัน

อีกทั้งยังไปเชื่อมกับทางมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อพัฒนารูปแบบสินค้าที่มี QR CODE ที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังแหล่งผลิตได้ พร้อมกับมีการออกแบบจัดทำหีบห่อที่สวยงาม ได้มาตรฐาน จึงทำให้มีหลายหน่วยงานสนใจติดต่อแล้วจัดหาตลาดรองรับ

อย่างไรก็ตาม เมื่อคราวเกิดวิกฤติภัยแล้งที่ผ่านมา ลุงสมัยยังแก้ไขปัญหาด้วยการใช้แนวทางความพยายามลดต้นทุนการผลิตทุกอย่างที่ปลูกที่เลี้ยงไว้ แก้ไขปัญหาด้วยการปลูกพืชที่ต้องใช้น้ำน้อย จึงทำให้รายจ่ายลดลง ที่เหลือนำไปขายเป็นรายได้ สามารถรักษาระดับรายได้อย่างเพียงพอ ชีวิตมีความสุขแบบพอเพียง โดยเฉลี่ยมีรายได้จากการปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา

ทางด้านการตลาด ลุงสมัย บอกว่า ถ้าขายผู้ประกอบการสินค้าอินทรีย์ที่เป็นกลุ่มธุรกิจมีลักษณะขายส่งเป็นกิโลกรัม โดยกลุ่มนี้จะส่งขายต่อในตลาด Modern Trade ในกรุงเทพฯ และบางส่วนส่งตลาดฮ่องกงเฉพาะช่วงผลผลิตออก เช่น มะละกอ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ลำไย เป็นต้น แต่ถ้าขายผู้บริโภคโดยตรงขายแบบบรรจุภัณฑ์ นอกจากนั้น ยังขายทางออนไลน์ด้วย ส่วนตลาดประจำในท้องถิ่นสัปดาห์ละ 3 วัน

ลุงสมัยไม่เพียงทำหน้าที่ประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนผลไม้อินทรีย์ลุ่มน้ำลี้ จังหวัดลำพูน เท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในฐานะผู้รับผิดชอบศูนย์เรียนรู้เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านเกษตรอินทรีย์, เป็นประธานธนาคารปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภาพชุมชนในการผลิตเกษตรอินทรีย์เชิงพาณิชย์ กระทั่งได้รับการเสนอชื่อจากสภาเกษตรกรจังหวัดลำพูนเพื่อประเมินคัดเลือกรับรางวัลเกษตรต้นแบบพระราชทาน สาขาเกษตรอินทรีย์ ประจำปี 2558

“1 ใน 4 ปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตคือ อาหาร ดังนั้น ถ้าอาหารชนิดนั้นมีคุณภาพ ปราศจากสารพิษ ก็จะทำให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัยจากโรคร้ายต่างๆ ฉะนั้น ทางกลุ่มจึงให้ความสำคัญและมุ่งผลิตอาหารที่มีความปลอดภัยเข้าสู่ตลาด จึงฝากผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าว่าควรจะสังเกตและเลือกซื้อเฉพาะอาหารที่มีเครื่องหมายรับรองออร์แกนิกจากหน่วยงานที่มีความเชื่อถือเท่านั้น” ลุงสมัย กล่าวฝาก

นับว่าเป็นเกษตรกรคนเก่งของไทยแห่งเมืองลำพูน ที่ได้รับการยกย่องเป็นเกษตรกรต้นแบบของสภาเกษตรกรแห่งชาติ สาขาเกษตรอินทรีย์

สอบถามรายละเอียดพืชผักอินทรีย์ที่ปลูกด้วยระบบอินทรีย์ตามมาตรฐาน ได้ที่ คุณสมัย แก้วภูศรี โทรศัพท์ (081) 034-6646

สภาเกษตรแห่งชาติ กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการจำหน่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

รายงานพิเศษเจาะลึกสภาเกษตรกรแห่งชาติ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สภาเกษตรแห่งชาติ กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการจำหน่าย

ในการทำเกษตรกรรม “ดิน” เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญเท่ากับ “น้ำ” และถ้าทั้งสองอย่างมีความสมบูรณ์เกื้อกูลกันแล้วก็จะสร้างความมั่นคง ตลอดจนความแข็งแรงทางการเกษตรอย่างแน่นอน

ดินไม่ดี หรือดินที่ขาดคุณภาพย่อมส่งผลร้ายต่อภาคการเกษตรกรรม ที่ผ่านมาพบว่าต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ดินขาดคุณภาพและเสื่อมลงเป็นผลมาจากการใช้สารเคมีในปริมาณสูงติดต่อกันยาวนาน สร้างปัญหา ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของเกษตรกร

“จันท์นิภา หวานสนิท” หญิงเก่ง แห่งเมืองกระบี่

เกษตรกรต้นแบบสภาเกษตรกรแห่งชาติ

สาขาเกษตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหัวข้อ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ภายใต้หลักพึ่งตนเอง และอยู่อย่างพอเพียง นับเป็นแนวทางหนึ่งที่นำมาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

เช่นเดียวกับ จันท์นิภา หวานสนิท อยู่บ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 7 บ้านใสสด ตำบลดินอุดม อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ เป็นอีกคนหนึ่งที่น้อมนำแนวทางของพระองค์มาใช้ในอาชีพเกษตรกรรมจนประสบความสำเร็จ

ในอดีตครอบครัวของจันท์นิภาประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้วยการปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมัน ดูจะต้องต่อสู้กับความยากลำบากอันเนื่องมาจากปัญหาดินเสื่อมคุณภาพ เพาะปลูกอะไรก็ไม่เจริญงอกงามสมบูรณ์ สร้างปัญหาต่อรายได้ในครอบครัว กระทั่งเมื่อเธอได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปลูกหญ้าแฝกบนพื้นทรายที่จังหวัดนราธิวาส จึงเกิดแรงบันดาลใจนำมาสู่การแสวงหาความรู้ ศึกษาค้นคว้าเพื่อทดลองนำมาประยุกต์ใช้ในที่ดินทำกินของตน

การทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานตามแนวทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงคือรูปแบบที่เธอเลือก เพราะพบว่า ผลพวงจากการใช้สารเคมีจนทำให้ดินขาดคุณภาพ จึงต้องมีการนำองค์ความรู้มาปรับปรุงดินในสวน เพื่อทำให้ดินมีคุณภาพดี จึงทำให้คุณจันท์นิภาตั้งใจจะแก้ไขปัญหาด้วยการนำระบบอินทรีย์เข้ามาใช้ เพราะเธอรู้ว่าหากทำสำเร็จจะช่วยลดต้นทุน ขณะเดียวกัน ผลผลิตที่เกิดขึ้นจะมีคุณภาพ จนเห็นผลได้ชัด ดินมีความสมบูรณ์มาก จะปลูกอะไรก็เจริญเติบโตงอกงามได้ผลผลิตดีทุกอย่าง

คุณจันท์นิภา มีหลักคิดที่ใช้ประจำใจในการประกอบอาชีพจนประสบความสำเร็จ สิ่งนั้นคือการบอกกับตัวเองว่าต้องช่วยเหลือตนเองก่อน ความสำเร็จทุกอย่างที่เธอได้มาล้วนแต่เกิดจากความตั้งใจ มุ่งมั่น อดทน พากเพียร

การแสวงหาความรู้จึงเกิดขึ้นตั้งแต่การเดินทางไปดูงานยังสถานที่ต่างๆ ที่ล้วนแต่ประสบความสำเร็จทางด้านการเกษตรอินทรีย์ การเข้ารับการอบรมตามเครือข่ายต่างๆ อีกทั้งยังได้สมัครแล้วได้รับเลือกเป็นหมอดินอาสาประจำตำบลหมู่บ้าน และอำเภอ มีภารกิจสำคัญคือ การผลิตปุ๋ยหมัก/น้ำหมักโดยใช้ร่วมกับสารซุปเปอร์ พด.

บนเนื้อที่กว่า 28 ไร่ ที่มีทั้งสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน เป็นไม้ทุนเดิม คุณจันท์นิภาเริ่มทำปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับสภาพดินให้มีความสมบูรณ์ก่อน แล้วนำพืช ไม้ผล ไม้เศรษฐกิจ และพืชสวนครัวมาวางผังการปลูกให้มีความเหมาะสมด้วยการแบ่งกลุ่มพืชผัก ผลไม้ ที่สามารถสร้างรายได้ตลอดเวลา โดยกำหนดเป็นรายได้ประจำวัน ประจำสัปดาห์ ประจำเดือน และประจำปี แล้วจึงนำพืช อย่าง ไผ่หวาน มะฮอกกานี สักทอง พะยูง ไปปลูกแซมในสวนยางพารา

ส่วนในสวนปาล์มปลูกมะพร้าว สะตอ และกล้วยน้ำว้าเป็นพืชแซม สำหรับในร่องสวนก็เลี้ยงปลาและกุ้งฝอย อีกด้านหนึ่งเลี้ยงสัตว์ไว้ ได้แก่ นกกระทา หมูหลุม เป็ด ไก่ โดยนำมูลสัตว์เหล่านั้นมาใช้ทำปุ๋ยทั้งหมด ดังนั้น ระหว่างที่รอผลผลิตจากพืชหลัก ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานหลายปี สามารถมีรายได้จากการปลูกพืชแซมหลายชนิดอยู่ตลอดเวลา

คุณจันท์นิภา มองว่า การพัฒนาปรับปรุงดินให้มีคุณภาพควรมีการบูรณาการหลายอย่าง ฉะนั้น จึงมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการดินด้วยการใช้นวัตกรรมที่เหมาะสมในพื้นที่ตัวเอง โดยพิจารณาและปรับตามผลวิเคราะห์ดิน มีการประยุกต์ปรับใช้ภูมิปัญญาในท้องถิ่นมาแก้ไขปัญหาในพื้นที่ อาทิ การปรับปรุงดินที่เป็นกรดโดยการใช้โดโลไมท์ ใช้ปุ๋ยสดหว่านแล้วกลบ การใช้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ทางการเกษตร

แล้วยังเพิ่มคุณภาพดินด้วยปุ๋ยหมัก/น้ำหมัก ได้มาจากผลไม้สุก 4 ชนิด ได้แก่ กล้วยน้ำว้า มะละกอ ฟักทอง และสับปะรด ผสมกับเปลือกกุ้ง เปลือกไข่นกกระทา โดยมีอัตราผสม ได้แก่ ถ้าใช้น้ำในปริมาณ 150 ลิตร ให้ใช้ผลไม้อย่างน้อยชนิดละ 5 กิโลกรัม ใส่สารซุปเปอร์ พด. 2 ใส่กากน้ำตาล 10 ลิตร เติมน้ำพอสมควรอย่าให้ล้น แล้วถ้าใส่ยาคูลท์ด้วยยิ่งดี อย่างไรก็ตาม การนำไปใช้กับพืชแต่ละชนิดจะมีอัตราการผสมไม่เท่ากัน อย่างถ้าน้ำหมัก 1 ลิตร กับน้ำ 10 ลิตร ใช้กับพืช ไม้ผล แต่ถ้าเป็นพืชผักใบสวนครัวควรผสมในอัตรา 1 ต่อ 20

นอกจากนั้น ยังมีการปลูกพืชสมุนไพรหลายชนิดที่สำคัญ เพื่อนำมาใช้เป็นยารักษาโรคแทนการใช้ยาแผนปัจจุบัน แล้วยังต่อยอดด้วยการนำสารจากสมุนไพรเหล่านั้นมาผลิตเป็นสารป้องกันและไล่แมลง แล้วยังมีการก่อสร้างโรงอบสมุนไพรพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย

เครื่องมือสำคัญที่ช่วยทำให้การทำสวนผสมผสานตามแนวทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงเห็นผลจริงอย่างเป็นรูปธรรมคือ การจัดทำบัญชีครัวเรือน ทั้งนี้ ผลดีของการทำบัญชีครัวเรือนจะช่วยเป็นเครื่องมือในการควบคุมทิศทางการใช้จ่าย ทำให้ทราบว่าควรกำหนดรายจ่ายให้สอดคล้องกับรายรับ เพื่อให้มีเงินเหลือเก็บ และควรบริหารเงินอย่างไรเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด

แนวคิดของคุณจันท์นิภา ถูกแพร่กระจายและนำไปใช้ในหลายพื้นที่ทั่วหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เธอต้องเดินสายเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้สนใจทุกสาขาอาชีพ ทั้งนี้ มีกิจกรรมต่างๆ ที่ได้ดำเนินการจัดขึ้นในศูนย์เรียนรู้ด้วยการปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมอนุรักษ์ดินและน้ำ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพ การเลี้ยงปลา การเลี้ยงหมูหลุม การปลูกผักสวนครัวแบบผสมผสาน การปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น โดยไม่ใช้สารเคมี

สำหรับผู้ที่สนใจกำลังคิดจะทำสวนเกษตรผสมผสาน คุณจันท์นิภา แนะว่า ควรเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ดินในพื้นที่ตัวเองเสียก่อนว่าดินมีลักษณะอย่างไร จะต้องปรับปรุงด้วยวิธีใดจึงจะทำให้ดินมีคุณภาพ แล้วจึงค่อยหารายละเอียดว่าดินชนิดนี้เหมาะกับการปลูกพืชประเภทใดจึงจะได้ผล เนื่องจากในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศมีโครงสร้างดินแตกต่างกัน จะปลูกพืชได้ไม่เหมือนกัน

คุณจันท์นิภา หวานสนิท นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของชาวบ้านที่ได้นำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหัวข้อ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้ตลอดเวลายาวนานถึง 21 ปี จนได้รับเลือกให้เป็นเกษตรกรต้นแบบและอื่นๆ มาหลายครั้งหลายครา

ล่าสุดได้รับการประเมินคัดเลือกจากสภาเกษตรกรแห่งชาติให้เป็นเกษตรกรต้นแบบรางวัลพระราชทานประจำปี 2558 สาขาเกษตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีการประเมินถึง 3 ระดับ คือประเมินในระดับจังหวัดซึ่งได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรต้นแบบจังหวัดกระบี่ มีการประเมินระดับภาคซึ่งได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรต้นแบบภาคใต้ และมีการประเมินระดับชาติ

เป็นเกษตรกรที่ดำเนินชีวิตโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แล้วยังเป็นแบบอย่างให้แก่เพื่อนบ้าน ชุมชนใกล้เคียง ตลอดจนประชาชนทั่วไป ทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงในจังหวัดกระบี่ และเกษตรกรในจังหวัดใกล้เคียง ตลอดจนเป็นวิทยากรบรรยายถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรในพื้นที่และผู้สนใจทั่วไป

“การนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการยึดหลักพึ่งพาตนเอง ความมุ่งมั่นตั้งใจ และความคิดริเริ่ม ตลอดจนการบริหารจัดการอย่างพอดี ต้องประหยัดและไม่ฟุ่มเฟือย ทั้งต่อตัวเองและสมาชิกในครอบครัว เพราะสมัยที่เดือดร้อนทำเกษตรกรรมไม่ได้ รายได้ขัดสน มีปัญหาการเงิน แต่ภายหลังที่ได้นำแนวทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางของพ่อหลวงมาใช้ ปรากฏว่าสภาพคล่องทางการเงินดีมาก แล้วยังพอมีเงินออมด้วย” เกษตรกรต้นแบบกล่าวฝาก

นี่ไม่ใช่เพียงอาชีพการมีเกษตรกรรม แต่คุณจันท์นิภา ถือเป็นเกษตรกรมืออาชีพ ที่เข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจของพอเพียงอย่างลึกซึ้งจนนำมาสู่การปฏิบัติที่สำเร็จอย่างแท้จริง จึงนับว่าเป็นหญิงเก่งแห่งเมืองกระบี่ ที่ได้รับการยกย่องเป็นเกษตรกรต้นแบบของสภาเกษตรกรแห่งชาติ สาขาเกษตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

สนใจการทำเกษตรสวนผสมผสานตามแนวทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณจันท์นิภา หวานสนิท โทรศัพท์ (087) 892-5480