รายงานพิเศษ : 5ธันวาคม‘วันดินโลก’ กษ.น้อมนำดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247815

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างที่สุดต่อปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรดิน การพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมไว้อย่างมากมาย จนเป็นที่ประจักษ์ว่า “พระองค์เป็นมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดของโลก” ก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศและสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนอย่างอเนกอนันต์ ทรงมีพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านการค้นคว้า พัฒนา เป็นนักวิจัยที่สามารถดำเนินงานโครงการสำคัญๆ ด้วยพระองค์เอง

จากการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมประชาชนทั่วทุกภูมิภาค ปัญหาที่ทรงพบบ่อยครั้ง นอกจากปัญหาเรื่องสภาพดินที่ไม่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นพื้นฐานแล้ว ยังมีดินปัญหาอื่นๆ ทั้งทางเคมีและทางฟิสิกส์อีกด้วย การเพาะปลูกจึงให้ผลผลิตต่ำ เป็นผลให้ราษฎรมีฐานะยากจน พื้นที่ที่มีปัญหาเกี่ยวกับดิน ได้แก่ พื้นที่ดินพรุในภาคใต้ ซึ่งเป็นทั้งดินอินทรีย์ และดินเปรี้ยวจัด พื้นที่ดินเปรี้ยวจัดและดินเค็มในภาคกลาง และพื้นที่ดินทรายและดินตื้นในหลายภูมิภาค ด้วยพระอัจฉริยภาพสามารถจำแนกดินที่มีปัญหาตามภูมิภาคต่างๆ และจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อหาต้นเหตุของปัญหาและทดลองหาวิธีการแก้ไขปัญหาดินของภูมิภาคนั้นๆ ทรงศึกษาและมีแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินประเภทต่างๆ ด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ และวิธีการทางธรรมชาติ อาทิ โครงการแกล้งดิน ต้นแบบการแก้ปัญหาดินเปรี้ยวจัดที่ประสบผลสำเร็จ การแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม การใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ เป็นต้น เพื่อให้พื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องดินจากหลายๆ สาเหตุกลับมาใช้ประโยชน์ได้ดี และแก้ไขปัญหาดินที่เสื่อมสภาพหมดทางฟื้นฟู ให้สามารถพลิกฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากพระปรีชาสามารถและพระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติในด้านการพัฒนาที่ดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ เป็นที่ประจักษ์และยอมรับอย่างกว้างขวางระดับสากล เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2555 สมาพันธ์สมาคมวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ จึงได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” เป็นพระองค์แรกและพระองค์เดียวของโลก เพื่อเทิดพระเกียรติคุณของพระองค์ฯ ในโอกาสเดียวกันได้ทูลขอพระราชทานให้วันที่ 5ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ เป็น “วันดินโลก” และในวันที่ 20 ธันวาคม 2556 สมัชชาสหประชาชาติได้มีมติรับรองให้ “5 ธันวาคม ของทุกปีเป็น “วันดินโลก”

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวต่อไปว่า ด้วยรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงหาที่สุดมิได้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระปรีชาสามารถปราดเปรื่อง พระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งในด้านการพัฒนาทรัพยากรดินให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่อาศัยดินในการเลี้ยงชีพ มิได้ดูแลรักษาดินอย่างเหมาะสม ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมอย่างมาก ประกอบกับความเสียหายจากธรรมชาติ ด้วยพระปรีชาญาณอันลึกซึ้ง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตระหนักอย่างถ่องแท้ถึงความรุนแรง และอันตรายของความเสื่อมโทรมดังกล่าว จึงได้พระราชทานแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการฟื้นฟู พัฒนา และอนุรักษ์ทรัพยากรดินเป็นอเนกประการ ซึ่งล้วนแล้วแต่นำประโยชน์สุขมาสู่พสกนิกร โดยทรงศึกษา วิจัย ทดลอง พัฒนา ทำให้เห็นเป็นแบบอย่างความสำเร็จ แล้วขยายผลให้เกษตรกรนำไปปฏิบัติ โดยวิธีการหรือแนวทางเหล่านั้นล้วนเป็นวิธีการที่เรียบง่ายประหยัด เกษตรกรสามารถดำเนินการเองได้สะดวก ด้วยพระวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล พระปรีชาสามารถในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาที่ดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ เป็นที่ประจักษ์และยอมรับอย่างกว้างขวางระดับสากล

สำหรับปี 2559 นี้ กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดจัดงานวันดินโลกในหัวข้อ Soils and Pulses, Symbiosis for Life : ดินและถั่วเกื้อกูลชีวิต เพื่อให้สอดคล้องกับปีสากลแห่งถั่วเมล็ดแห้ง (International Year of Pulses)
ที่สหประชาชาติ กำหนดขึ้น เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของถั่วเมล็ดแห้ง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารโปรตีน วิตามินและ
เกลือแร่ที่หาง่าย ราคาถูก และปลูกได้ในพื้นที่แห้งแล้งที่มีน้ำน้อย ดังนั้นถั่วจึงเป็นพืชอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการของประชากรโลก ทำให้มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหาร และช่วยลดปัญหาความอดอยาก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา สำหรับประเทศไทยนอกจากพืชตระกูลถั่ว จะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยปลูกเพื่อประโยชน์ทางการบริโภค และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญ ในด้านการปรับปรุงบำรุงดิน เพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน และแก้ปัญหา ดินเสื่อมโทรมด้วย

“นอกจากการจัดงานดินโลก ปี 2559 แล้ว กรมพัฒนาที่ดินยังได้ดำเนินโครงการ “เรียนรู้ น้อมนำ ทำตามที่พ่อสอน” ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีระยะเวลาการดำเนินงานตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 จนถึง เดือนกันยายน 2560 เพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชขยายผลไปสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ สร้างการเรียนรู้แนวทาง การทรงงานด้านการพัฒนาที่ดินให้เกษตรในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงฟื้นฟูดิน สามารถแก้ไขปัญหาพื้นที่ดินเสื่อมโทรมให้เกษตรกรสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างยั่งยืน” นายสุรเดช กล่าว

สภาเกษตรกรแห่งชาติ กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการจำหน่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

รายงานพิเศษ

สุจิต เมืองสุข

สภาเกษตรกรแห่งชาติ กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการจำหน่าย

จากข้อเขียนของนักวิชาการท่านหนึ่ง เมื่อปลายปี 2553 ถึงการมีพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. 2533 ว่า เป็นพระราชบัญญัติฉบับประวัติศาสตร์ที่ให้อำนาจการต่อรองและตัดสินชะตากรรมของเกษตรกรมาจากระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง

และสรุปโครงสร้างของสภาเกษตรกรแห่งชาติไว้ว่า มีสมาชิกจำนวนทั้งสิ้น 100 คน จากผู้แทน 3 ประเภท คือ สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติโดยตำแหน่ง ได้แก่ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ผู้แทนองค์กรเกษตรกรด้านพืช สัตว์ ประมง และเกษตรกรรมอื่นๆ ตามที่สมาชิกใน กลุ่มที่ 1 เลือก จำนวน 16 คน โดยต้องครอบคลุมทุกสาขา และผู้ทรงคุณวุฒิด้านพืช สัตว์ ประมง อย่างน้อยด้านละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 7 คน ซึ่งสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ กลุ่มที่ 1 และ 2 เลือกเข้ามา ในขณะที่สภาเกษตรกรจังหวัด มีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่า 21 คน จากผู้แทน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ผู้แทนเกษตรกรระดับอำเภอ ตามจำนวนอำเภอในจังหวัดนั้น แต่ต้องไม่น้อยกว่า 16 คน และกลุ่มที่ 2 ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านพืช สัตว์ ประมง อย่างน้อยด้านละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 5 คน

กล่าวโดยสรุปข้อเขียนนี้คือ ที่มาของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อกำหนดนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร และองค์กรเกษตรกร ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การผลิต การแปรรูป การตลาด และการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ระบบเกษตรอินทรีย์ และเกษตรกรรมแปรรูปแบบอื่นๆ ให้คำปรึกษาและข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร การพัฒนาเกษตรกรรม รวมทั้งการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแผนแม่บทต่อคณะรัฐมนตรี เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดแนวทางการส่งเสริม และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านพันธุกรรมพืชและสัตว์ท้องถิ่น ผลผลิตทางเกษตรกรรม และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูป แนวทางการประกันความเสี่ยงราคาและผลผลิตทางการเกษตร การกำหนดสวัสดิการให้แก่เกษตรกร เสริมสร้างความร่วมมือและประสานงานกับภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศ ต่างประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาเกษตรกรรม

แต่บทบาทสำคัญที่สุด ของสภาเกษตรกรแห่งชาติ คือ การจัดทำแผนแม่บท ซึ่งต้องผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งเชื่อมโยงกับแผนแม่บทระดับจังหวัด สาระสำคัญของแผนแม่บท ประกอบด้วย การพัฒนาศักยภาพ ส่งเสริม และสนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกร องค์กรเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และยุวเกษตร ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมพัฒนา คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม และการแก้ไขปัญหาดินและที่ดิน ด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเกษตรกรให้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดิน เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมของตนเองอย่างทั่วถึง

ปัจจุบัน มี คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ทำหน้าที่ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ

ระยะเวลานับตั้งแต่มีสภาเกษตรกรแห่งชาติถึงปัจจุบัน หากไม่ได้อยู่ในแวดวงเกษตรกรรมอย่างแท้จริง อาจจะไม่เห็นบทบาทของสภาเกษตรกรแห่งชาติชัดเจนนัก จึงหยิบยกมาเขียน เพื่อให้เข้าใจถึงแนวทางการทำงาน ผลงาน และสิ่งที่สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ดำเนินไป

หากจะให้พิจารณา คงดูจากการแถลงผลงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ปี 2558 ที่ผ่านมา เพื่อตอบโจทย์การทำงานให้ได้ว่า สภาเกษตรกรแห่งชาตินำเกษตรกรไทยไปทางใด ซึ่งรายละเอียดในการแถลงผลงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ล่าสุด แสดงให้เห็นว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติขับเคลื่อนไปแล้วหลายบริบท

บทบาทของสภาเกษตรกรแห่งชาติ

กับกระบวนการทางกฎหมาย

ในการพูดคุยกับประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ คุณประพัฒน์ ได้ยกตัวอย่างบทบาทสำคัญของสภาเกษตรกรแห่งชาติที่ผ่านมาว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ ทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. … ซึ่งมีกระบวนการทำงานคือ การตั้งคณะอนุกรรมการศึกษายกร่างกฎหมายในการบริหารจัดการด้านยางพารา เสนอให้มีผู้แทนเกษตรกร เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รับหลักการร่างพระราชบัญญัติ เพื่อมีสิทธิเสนอขอเปลี่ยนแปลง แก้ไข เพิ่มเติม อย่างสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเกษตรกร

“ครั้งนี้ได้ คุณอำนวย ปะติเส สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นบุคคลผู้ผลักดันแนวคิดตามร่างพระราชบัญญัติที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเสนอ และข้อเสนอที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเสนอไปนั้น ได้นำไปบัญญัติในพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 และประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา”

ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า หลังพระราชบัญญัติประกาศใช้ มีการติดตามการบังคับใช้อย่างต่อเนื่อง เช่น กรณีของการเสนอให้การยางแห่งประเทศไทย จัดทำข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราและพื้นที่ปลูกที่ไม่มีข้อมูลในระบบของราชการ เพื่อให้มีข้อมูลที่แท้จริงในการกำหนดนโยบายด้านยางพารา รวมทั้งเพื่อช่วยเหลืออย่างครอบคลุม ซึ่งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้นำเข้าคณะกรรมการพิจารณาและกำหนดแนวทางดำเนินการแล้ว และผลดีที่ตามมาจากการเสนอประเด็นของสภาเกษตรกรแห่งชาติคือ ทำให้เจ้าของ ผู้เช่า หรือผู้ทำสวนยางและคนกรีดยาง ได้รับผลจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ครอบคลุมเกษตรกรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประการสำคัญคือ การมีตัวแทนเกษตรกร 5 คน เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มีน้ำหนักในการตัดสินใจใดๆ ของการยางแห่งประเทศไทยเพื่อเกษตรกร

สภาเกษตรกรแห่งชาติ จึงมีส่วนในการผลักดัน พระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 อย่างแท้จริง

คุณประพัฒน์ อธิบายเพิ่มเติมถึงการทำงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ว่า แม้ว่าระยะเวลาการก่อตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติไม่นาน แต่บทบาทสำคัญที่สภาเกษตรกรแห่งชาติต้องขับเคลื่อนมีมาก ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคของการทำงานพัฒนาภาคการเกษตรประเทศไทย ยิ่งเมื่อ ปี 2557 มีการจัดตั้งคณะผู้ปฏิบัติงานสภาเกษตรกรระดับอำเภอ และปี 2558 มีการจัดตั้งคณะผู้ปฏิบัติงานสภาเกษตรกรระดับตำบล ทำให้การสื่อสารนโยบายรัฐบาลถึงเกษตรกรและการรับฟังปัญหาและความต้องการจากเกษตรกรเสนอถึงรัฐบาล มีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

“ที่ผมเห็นชัดคือ การที่เกษตรกรรวมกลุ่มกันแสดงความคิดเห็นผ่านสภาเกษตรกรระดับตำบล สภาเกษตรกรระดับอำเภอ มองเห็นถึงความเข้มแข็งที่มีอยู่แล้วในตัวของเกษตรกร โดยสภาเกษตรกรแห่งชาติทำหน้าที่เป็นเวทีให้กับเกษตรกรทุกสาขาอาชีพได้แสดงความคิดเห็นและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสานความเข้าใจระหว่างเกษตรกรและภาครัฐได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นกลไกในการรวบรวมข้อมูลด้านการเกษตรและสะท้อนปัญหาความต้องการที่แท้จริงของเกษตรกร”

หลังการผลักดันเนื้อหาในพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ไปแล้ว สภาเกษตรกรแห่งชาติ ยังเห็นว่า ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชเศรษฐกิจหนึ่งที่มีความสำคัญระดับประเทศ มีเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จึงเริ่มดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกร ตัวแทนองค์กรเกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการบริหารจัดการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มของประเทศ ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการรักษาเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมัน โดยนำเสนอในที่ประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งการดำเนินการลักษณะเช่นนี้ เป็นการเสนอกฎหมายจากล่างสู่บน หรือจากเกษตรกรสู่รัฐบาล ซึ่งเกษตรกรจะได้ประโยชน์ตรงกับความต้องการที่แท้จริง ทั้งนี้ จะนำมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ. … นำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติและรัฐบาล ในการพิจารณาผลักดันให้เป็นกฎหมายต่อไป

“ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราพยายามผลักดัน ส่งเสริมและพัฒนา เช่น การผลักดันให้มีร่างพระราชบัญญัติการจัดสวัสดิการเกษตรกร พ.ศ. … ขึ้น เพื่อให้มีตัวแทนของเกษตรกรในคณะกรรมการต่างๆ เพื่อมีส่วนร่วมในการคุ้มครองและรักษาประโยชน์ร่วมกันของเกษตรกร เช่น การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการเกษตรกร การจัดสวัสดิการเกษตรกรตามระเบียบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด โดยกำหนดจัดสวัสดิการด้านการดูแลสุขอนามัย การดำรงชีพ การประกันรายได้ การจัดบำเหน็จบำนาญ เป็นต้น”

การผลักดันข้อกฎหมายต่างๆ ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่สภาเกษตรกรแห่งชาติทำหน้าที่ต่อไป แต่อีกด้านของการทำงานที่มองเห็นความพยายามและมุ่งมั่นของเกษตรกร คือ การตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการอนุรักษ์วิถีเกษตรกร ให้มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษาวิถีเกษตรกร เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ สืบสาน ประเพณีวัฒนธรรมทางการเกษตร โดยคณะกรรมการมีมติให้คัดเลือกเกษตรกรต้นแบบ สาขาเกษตรอินทรีย์ และสาขาเกษตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อขยายผลการทำการเกษตร ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสู่เกษตรกรไทย โดยใช้รูปแบบเกษตรกรสู่เกษตรกรด้วยวิธีการคัดเลือกเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จแล้ว เผยแพร่ผลงานและความสำเร็จสู่สาธารณชน เป็นแนวทางในการขยายผล

เกษตรกรต้นแบบ รางวัลพระราชทาน

ต้นแบบของการพัฒนาเกษตรกรรม

ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงหลักเกณฑ์การคัดเลือกเกษตรกรต้นแบบ รางวัลพระราชทาน ว่า มีหลักเกณฑ์การประเมิน คัดเลือก และตัดสิน 4 ด้าน ประกอบด้วย

ด้านที่ 1 คุณภาพเกษตรกร

ด้านที่ 2 ความเป็นวิชาการการเกษตรและกิจกรรมเกษตรกรรม

ด้านที่ 3 การบริหารจัดการ

ด้านที่ 4 ความสำเร็จหรือความดีเด่น

โดยผลการประเมิน ได้แก่ นายสมัย แก้วภูศรี จากจังหวัดลำพูน เกษตรกรต้นแบบรางวัลพระราชทาน สาขาเกษตรอินทรีย์ และ นางจันท์นิภา หวานสนิท จากจังหวัดกระบี่ เกษตรกรต้นแบบรางวัลพระราชทาน สาขาเกษตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

การคัดเลือกเกษตรกรต้นแบบรางวัลพระราชทาน ก็ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งในข้อเสนอของเกษตรกร กับการพัฒนาเกษตรกรรม และการพัฒนาเกษตรกรรมที่สภาเกษตรกรแห่งชาติตั้งเป้าไว้นั้นยังมีข้อเสนออีกหลายแนวทางในการแก้ปัญหาเกษตรกรรม ได้แก่

1. ข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาปาล์มน้ำมันราคาตกต่ำ กล่าวโดยสรุป คือขอให้รัฐบาลออกมาตรการให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ ซื้อผลผลิตปาล์มน้ำมันจากเกษตรกรตามมาตรฐานทะลายปาล์ม โดยมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มดิบที่สกัดได้ไม่ต่ำกว่า 18 เปอร์เซ็นต์ โดยราคาน้ำมันดิบให้เป็นไปตามกลไกตลาด แล้วให้นำมาคำนวณเป็นฐานราคาที่รับซื้อผลผลิตปาล์มน้ำมันจากเกษตรกร จะได้ราคารับซื้อผลผลิตปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรไม่เดือดร้อนและได้รับความเป็นธรรม นอกจากนี้ ยังขอให้รัฐบาลดำเนินการจัดตั้งคลังน้ำมันปาล์มดิบ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบที่เหลือจากการใช้ภายในประเทศ ขอให้รัฐบาลมีมาตรการที่เข้มงวดในการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบทั้งทางบกและทางทะเล รวมทั้งการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ตามแนวเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้

2. ข้อเสนออาชีพเสริมในสวนยาง หลังจากที่สภาเกษตรกรแห่งชาติได้เสนอแนวคิดจากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นแนวทางแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำจากเกษตรกร และผู้แทนองค์กรเกษตรกร เมื่อ วันที่ 3 ตุลาคม 2557 ด้านการสร้างอาชีพเสริมในสวนยางพารา ซึ่งทำให้รัฐบาลได้กำหนดมาตรการพัฒนายางพาราทั้งระบบ มีโครงการสนับสนุนสินเชื่อเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพเสริม โดยใช้สินเชื่อจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 10,000 ล้านบาท ครัวเรือนละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 2 ต่อปี เป้าหมายเกษตรกร 100,000 ครัวเรือน ระยะเวลาการชำระเงินกู้ ไม่เกิน 5 ปี

3. ข้อเสนอให้มีโครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 SME เกษตร เรื่องนี้สภาเกษตรกรแห่งชาติมีนโยบายในการปฏิรูปภาคการเกษตรให้เป็นเกษตรอุตสาหกรรม และปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เป็นเกษตรผสมผสาน โดยประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้เสนอแนวคิด 1 ตำบล 1 SME ต่อรองนายกรัฐมนตรี (ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) เพื่อการปฏิรูปภาคการเกษตรตามแนวทางของสภาเกษตรกรแห่งชาติ

ต่อมารัฐบาลได้กำหนดเป็นนโยบาย 1 ตำบล 1 SME เกษตร ในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก โดยให้ ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อ 72,000 ล้านบาท สำหรับเกษตรกร และองค์กรเกษตรกร เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร พัฒนากระบวนการผลิต การรวบรวมการแปรรูป การตลาด การบริการ ปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรทั้งระบบ

การทำงานในระดับจังหวัด สภาเกษตรกรจังหวัด มีบทบาทไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าสภาเกษตรกรแห่งชาติ คุณประพัฒน์ ยกตัวอย่างการทำงานในระดับจังหวัดให้เห็น อาทิ การพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม ของสภาเกษตรกรจังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 229,906 ไร่ ผลผลิตรวม 815,885 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ประมาณ 3,200 กิโลกรัม ต่อไร่ จะพัฒนาตามทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พัฒนาตามแนวทางเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตของตนเอง พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เกิดความร่วมมือ ช่วยเหลือแบ่งปันโดยมวลชน สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง สภาเกษตรกรจังหวัดอุดรธานี ได้เสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง โรงงานมันเส้นสะอาด ขนาดเล็ก 200 ตัน ต่อวัน โรงงานเอทานอลชุมชน กำลังการผลิต 5,000 ลิตร ต่อวัน โรงงานพลังงานชีวมวล ผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งไฟฟ้าชีวมวล

หรือการทำงานของสภาเกษตรกรจังหวัดยโสธร ที่มีการพัฒนาในเรื่องของการรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตการเกษตร โดยการร่วมมือระหว่างสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กับสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนน้ำอ้อม จังหวัดยโสธร ในการนำเอาระบบ QR CODE หรือ QUICK RESPONSE CODE ระบบสืบย้อนกลับจากมือผู้บริโภคถึงแหล่งผลิต โดยได้ดำเนินการจัดอบรมและลงมือจัดทำระบบ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการแหล่งกระจายสินค้าเชื่อมโยงข้อมูลการตรวจสอบสินค้าไปยังผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคข้าว เมื่อสแกนตัวคิวอาร์โค้ดบรรจุภัณฑ์ก็จะเห็นข้อมูลของชุมชนผ่านเว็บไซต์ ทำให้รู้ว่า ข้าวนี้มาจากนาแปลงไหน ผู้ผลิตเป็นใคร เป็นการสร้างตัวตนให้ชาวน้ำอ้อม อีกทั้งยังเป็นช่องทางการตลาดในการส่งเสริมการขาย

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ข้าวที่ติดคิวอาร์โค้ด มีทั้งหมด 6 ชนิด วางจำหน่ายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส แคนาดา เบลเยี่ยม สเปน สหรัฐอเมริกา ออสเตรีย เนเธอร์แลนด์ ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ ใน ปี 2559 มีแผนสร้างความร่วมมือจากเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ 5 จังหวัด คือ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ยโสธร และอำนาจเจริญ จะจัดตั้งเป็นบริษัทการส่งออกข้าวของชาวนา บริหารจัดการโดยชาวนาไทย ภายใต้ชื่อ บริษัท อีสานไทยออร์แกนิค จำกัด

ถอดบทเรียน เกษตรกรมืออาชีพ

แก้ปัญหาโรคกุ้งตายด่วน ด้วยวิธีธรรมชาติ

คุณเดชา บรรลือเดช เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาว หนึ่งในสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ก้าวเข้ามาเป็นสมาชิก เพราะมั่นใจในแนวทางการพัฒนาเกษตรกรของสภาเกษตรกรแห่งชาติ คุณเดชา บอกว่า การทำงานในหน้าที่สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรได้วิธีหนึ่ง ในฐานะที่เป็นเกษตรกรมองว่า หากมีเกษตรกรที่มีโอกาสเข้าไปเป็นตัวแทน ซึ่งถือเป็นตัวแทนของเกษตรกรอย่างแท้จริง จะทำให้เกษตรกรได้รับการแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากขึ้น

“อย่างผมมองว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นองค์กรของเกษตรกร เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนให้กับภาคเกษตร ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาของเกษตรกรจะต้องผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไล่ระดับขึ้นไป กว่าจะได้รับการพิจารณาแก้ไข ต้องใช้เวลา ทำให้การแก้ปัญหาล่าช้า เมื่อเรามีสภาเกษตรกรแห่งชาติทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้ ปัญหาตรงไปถึงหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง การแก้ปัญหาก็จะรวดเร็วและตรงประเด็นที่เกษตรกรต้องการ”

คุณเดชา เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายหนึ่ง ที่ประสบปัญหาเดียวกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายอื่น คือโรคกุ้งตายด่วน (EMS) ซึ่งคุณเดชาเองก็ประสบปัญหานี้มาหลายต่อหลายครั้ง และปัญหาโรคกุ้งตายด่วนก็เป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายให้กับการส่งออก ทำให้ผลผลิตกุ้งของประเทศลดลงกว่าครึ่ง เกษตรกรจำนวนมากเลิกเลี้ยงกุ้งพร้อมกับขายทรัพย์สินชำระหนี้ที่เกิดขึ้น

แต่สำหรับ คุณเดชา สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ และประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำสามร้อยยอด-ปราณบุรี จำกัด เป็นเกษตรกรที่มีความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ ต่อสู้กับปัญหา จนสามารถแก้ปัญหาโรคกุ้งตายด่วนได้ด้วยตนเอง

กลวิธีการเลี้ยงกุ้ง เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาโรคกุ้งตายด่วนของคุณเดชา ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรด้วยกัน โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งแถบภาคตะวันตกไล่ลงไปถึงภาคใต้หลายจังหวัด เข้ามาศึกษาดูงานจากฟาร์มของคุณเดชา ซึ่งคุณเดชาพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เขาทดลองจนประสบความสำเร็จนี้ให้กับผู้สนใจทุกคน โดยไม่คิดค่าตอบแทน

จำนวนบ่อกุ้งที่คุณเดชาดูแลเอง มีจำนวน 4 บ่อ เมื่อรวมกับจำนวนบ่อของสมาชิกในสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งฯ ด้วยกันมีมากถึง 30 บ่อ ซึ่งทั้งหมดได้รับการถ่ายทอด เพื่อให้ความรู้ที่เริ่มจากบ่อกุ้งของคุณเดชา กระจายออกไปยังเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งด้วยกัน ซึ่งปัจจุบัน สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ประกาศให้บ่อเลี้ยงกุ้งระบบปิดอิงธรรมชาติ (Semi-Biomimicry System) ของคุณเดชา เป็นบ่อสาธิตการเลี้ยงกุ้งของสภาเกษตรกรแห่งชาติ

“การเลี้ยงกุ้งระบบปิดอิงธรรมชาติ ที่ผมคิดขึ้นเป็นแนวทางการป้องกันและแก้ปัญหาโรคกุ้งตายด่วน ซึ่งวิธีนี้เป็นการเลี้ยงกุ้งโดยใช้ระบบชีวภาพ ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ประยุกต์ใช้จุลินทรีย์ในการควบคุมระบบตลอดระยะเวลาการเลี้ยง จึงทำให้ดินและน้ำมีคุณภาพดี การเลี้ยงใช้วิธีปล่อยปริมาณลูกกุ้งไม่หนาแน่น มีการดูแลสภาพน้ำที่ดี ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดของการเลี้ยงกุ้งคือ การให้อาหารในปริมาณพอเหมาะ ไม่มากเกินไปในระยะแรกที่ปล่อยลูกกุ้งลงบ่อ กุ้งจะกินอาหารจากธรรมชาติ ได้แก่ แพลงตอนและสาหร่ายไส้ไก่ เพื่อการเจริญเติบโตและมีภูมิต้านทานจากธรรมชาติ ส่วนในกระบวนการควบคุมระบบน้ำ นอกจากเติมออกซิเจนด้วยการใช้เครื่องตีน้ำที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์แล้ว ยังใช้จุลินทรีย์บำบัดมาทำหน้าที่ย่อยสลายของเสีย”

คุณเดชา กล่าวว่า การใช้จุลินทรีย์เหล่านี้ ไม่เป็นอันตรายต่อกุ้ง โดยจุลินทรีย์ดังกล่าวเป็นกลุ่มเดียวกับที่ใช้บำบัดน้ำเสียทั่วไป เมื่อควบคุมระบบน้ำให้มีคุณภาพที่คงที่ได้แล้ว จะสามารถหมุนเวียนน้ำจากบ่อที่จับกุ้งขายกลับมาใช้ใหม่ โดยนำน้ำไปพักที่บ่อพักน้ำแล้วบำบัด เพื่อนำมาใช้เลี้ยงกุ้งชุดต่อไป เป็นการเลี้ยงแบบไม่มีการถ่ายน้ำ นอกจากนี้ ยังมีการจัดการไม่ให้เกิดโรคตายด่วน (EMS) ทำให้กุ้งมีอัตรารอด ถึงร้อยละ 80-85

เมื่อประสบผลสำเร็จ คุณเดชา ก็ถ่ายทอดความรู้ให้สมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้ง จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำสามร้อยยอด-ปราณบุรี จำกัด และได้พยายามสร้างรายได้จากกุ้งหวนคืนมาให้ประเทศด้วยการเผยแพร่ความสำเร็จนี้ แต่มาติดขัดตรงที่ทางราชการยังไม่ให้การรับรองว่าเป็นบ่อที่สามารถแก้ปัญหาโรคตายด่วนของกุ้งได้ เนื่องจากต้องมีผลการเลี้ยงหลายรอบการผลิต จนกว่าจะยอมรับได้

จากสถานการณ์นี้ ได้มีการพิจารณาในการประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ครั้งที่ 7/2558 ที่ประชุมเห็นว่าผลการเลี้ยงกุ้งของ คุณเดชา บันลือเดช เป็นที่ประจักษ์ และควรเผยแพร่อย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกษตรกรมีโอกาสกลับมาเลี้ยงกุ้งสร้างรายได้ให้กับประเทศ จึงประกาศให้เป็นบ่อสาธิต เลี้ยงกุ้งระบบปิดอิงธรรมชาติ (Semi-Biomimicry System)” ของสภาเกษตรกรแห่งชาติ

และต่อไปจะร่วมมือกับภาคเอกชนจัดตั้ง “คลัสเตอร์กุ้ง” เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาในการยกระดับการเลี้ยงกุ้งของประเทศให้มีมาตรฐาน เกิดกระบวนการจัดการห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมทั้งระบบอย่างยั่งยืน ซึ่งเมื่อประสบผลสำเร็จ คุณเดชา และสภาเกษตรกรแห่งชาติ จะนำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อขยายผลสู่เกษตรกรต่อไป

บ่มเพาะฐานเกษตรกรรม ผ่านยุวเกษตรกร

นำร่อง 13 โรงเรียน จังหวัดกาญจนบุรี

อีกภาคของการเจริญเติบโตของประเทศ เยาวชน ยังคงเป็นสิ่งที่ทิ้งไม่ได้ เพราะอนาคตของเยาวชนคือ ปัจจุบันที่ยังมาไม่ถึง หากได้รับการบ่มเพาะปลูกฝังอย่างดีมาก่อน แน่นอนว่าเยาวชนจะเจริญเติบโตมาเป็นเยาวชนได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สภาเกษตรกรแห่งชาติ ก็ไม่ได้มองข้ามความสำคัญของ “เยาวชน” ไป เพราะจากการเก็บข้อมูล พบว่า จำนวนเกษตรกรลดลงจาก 20 ล้านคน เมื่อ 20 ปีก่อน เหลือเพียง 17 ล้านคน ในปี 2554 โดยเกษตรกรที่มีอยู่ จะมีอายุเฉลี่ยใกล้ 60 ปี ซึ่งแนวโน้มการลดลงของเกษตรกรรายย่อยจะส่งผลต่อความเป็นประเทศเกษตรกรรมของไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงมุ่งส่งเสริมให้บุตรหลานของเกษตรกรได้เรียนรู้การประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างสอดคล้องกับนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ของรัฐบาล โดยนำร่องที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้นักเรียนทั้งจังหวัดได้เรียนรู้ได้ปฏิบัติการเกษตร และเริ่มดำเนินการในปี 2559

ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ คุณวรายุทธ์ ธนโชคสว่าง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินการโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลุ่มยุวเกษตรกร โดยการประสานงานกับโรงเรียนเพื่อร่วมมือสร้างความน่าสนใจในการจัดการเรียนรู้การเกษตร มีการส่งเสริมให้รวมกลุ่มเป็นยุวเกษตรกรของแต่ละโรงเรียน แล้วส่งตัวแทนมาอบรมความรู้ด้านการเกษตร ฝึกทักษะด้านการเกษตร ทั้งปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และแปรรูปอาหาร ที่ศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตรอาเซียน จังหวัดกาญจนบุรี และศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร จังหวัดนครปฐม

คุณวรายุทธ์ กล่าวว่า ความรู้ที่นำตัวแทนเยาวชนแต่ละโรงเรียนของจังหวัดกาญจนบุรีไปอบรม ประกอบด้วย การเลี้ยงจิ้งหรีด การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ การปลูกพืชสมุนไพร การปลูกกล้วย การปลูกผักปลอดสารพิษ การเพาะถั่วงอก การเพาะเห็ดฟาง การเลี้ยงไก่อินทรีย์ การปลูกผักผสมผสาน ผักสลัด การทำน้ำยาอเนกประสงค์ น้ำหมัก ปุ๋ยปมัก การทำน้ำฟักข้าว โรตี เป็นต้น

สำหรับโรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลุ่มยุวเกษตรกร มีทั้งสิ้น 13 โรง ประกอบด้วยโรงเรียนบ้านท่าดินแดง โรงเรียนราษฎร์บำรุงธรรม โรงเรียนวังศาลา โรงเรียนบ้านเขาตก โรงเรียนบ้านหินดาด โรงเรียนวัดแสนตอ โรงเรียนวัดเขามุสิ โรงเรียนอนุบาลศรีสวัสดิ์ โรงเรียนบ้านสระลุมพุก โรงเรียนบ้านท่าทุ่งนา โรงเรียนบ้านหนองตายอด โรงเรียนบ้านหนองกร่าง และโรงเรียนอนุบาลด่านมะขามเตี้ย ซึ่งปัจจุบันโรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรีทั้ง 13 แห่ง ได้เริ่มเรียนรู้การเกษตรในช่วงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ โดยคุณวรายุทธ์ได้ประสานขอความอนุเคราะห์จากเกษตรกรต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน และหน่วยงานราชการ เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการ และการจัดการเรียนรู้ด้านการเกษตรให้กับนักเรียน ซึ่งโครงการนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ หากมีการประเมินผลโครงการแล้ว จะมีการขยายผลสู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ด้านการเกษตรให้ครบทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย ตามเป้าหมายที่สภาเกษตรกรแห่งชาติตั้งไว้

ในท้ายที่สุดของการสนทนาถึงเป้าหมาย แนวทางการทำงาน วัตถุประสงค์ และการส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร และองค์กรการเกษตร กับ คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ให้ข้อมูลสรุปที่เป็นตัวจุดประกายแนวคิดให้กับเกษตรกรในการพึ่งพาตนเอง โดยประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ระบุว่า หน้าที่ของประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ คือการสร้างระเบียบ ข้อบังคับ วัฒนธรรมองค์กร ให้ดี ให้เดินไปในทางที่ถูกต้อง แม้ว่าการทำหน้าที่ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติจะเป็นการทำหน้าที่โดยใครก็ตาม ก็จะต้องเดินไปยังวัตถุประสงค์ของสภาเกษตรกรแห่งชาติที่วางไว้

“ความฝันสูงสุดและเป้าหมายของสภาเกษตรกรแห่งชาติที่ตั้งไว้คือ การที่เกษตรกรมีแผนตำบลในเรื่องเกษตรของตนเองทุกตำบลในประเทศ เพราะเกษตรกรในประเทศที่อ่อนแอมีมาก ส่วนที่เข้มแข็งมีน้อย ยิ่งเมื่อปัจจัยที่เป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น น้ำท่วม หรือภัยแล้ง เกิดขึ้น ก็จะส่งผลกระทบให้เกิดหนี้สิน ความอ่อนแอก็จะตามมา ดังนั้น สิ่งที่สภาเกษตรกรแห่งชาติทำได้ ก็คือ การวางรากฐานในเชิงนโยบายต่างๆ ไว้ให้เกิดประโยชน์ ด้วยการหารือกับหน่วยงานภาครัฐ ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ ให้ดำเนินไปตามแนวนโยบายที่ได้ตกลงร่วมกัน ผลประโยชน์ในท้ายที่สุดก็ตกอยู่กับเกษตรกร เพียงเท่านี้ก็ถือว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ ดำเนินงานได้ตามเป้าหมายแล้ว”

ถอดนัยยะคำขวัญวันเด็ก สิทธิ์ที่ผู้ใหญ่หยิบยื่นและเสียงเด็กที่เบาเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 17:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/475541

ถอดนัยยะคำขวัญวันเด็ก สิทธิ์ที่ผู้ใหญ่หยิบยื่นและเสียงเด็กที่เบาเกินไป

สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตกับคำขวัญวันเด็กว่า วันเด็กเป็นวันสำคัญที่มีรากฐานมาจากอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กขององค์กรสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยลงสัตยาบันเรื่องนี้เอาไว้เมื่อปี 2499 ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นการกล้าหาญอย่างมาก และผู้นำในขณะนั้นมั่นใจว่าจะทำตามได้ แต่เอาเข้าจริง ก็ยังไม่เห็นการพัฒนาเด็กที่สอดคล้องกับคำขวัญที่ผู้นำมอบให้ ไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ตาม แต่กลับกัน คำขวัญวันเด็กกลับขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมในช่วงเวลานั้น ไม่ได้มองถึงความต้องการของเด็กอย่างแท้จริง

ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

คำขวัญวันเด็ก 2560 “ใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง” ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบให้กับเด็กและเยาวชนไทยทั่วประเทศ ถูกนำมาถอดรหัสถึงนัยยะอันสำคัญ

บนเวทีเสวนาหัวข้อ “ตีโจทย์คำขวัญวันเด็ก 2560 เด็กไทยจะมีส่วน ‘ใส่ใจการศึกษา พาชาติมั่นคง’ อย่างไร” คำขวัญของนายกฯ ถูกนำมาวิพากษ์อย่างน่าสนใจ

จากสถิติที่สมพงษ์ ได้รวบรวม ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า คำขวัญวันเด็กที่มาจากผู้นำ ก็มักจะขึ้นอยู่กับบุคลิกผู้นำนั้นๆ ที่ผ่านมาจะมีคำขวัญตั้งแต่ปี 2499 จนถึงปัจจุบัน มีคำสำคัญที่ถูกนำมาใช้ซ้ำในคำขวัญวันเด็กอยู่ 6 คำ คือ 1.วินัยและการเรียน ใช้จำนวน 18 ครั้ง 2.คำว่าชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใช้ 17 ครั้ง 3.คุณธรรม ใช้ 15 ครั้ง 4.ขยัน ใช้ 11 ครั้ง 5.ประยัด สามัคคี ซื่อสัตย์ ใช้ 9 ครั้ง และ 6.ประชาธิปไตย ใช้ 4 ครั้ง

ความแตกต่างของคำขวัญวันเด็กแต่ละปี สามารถแยกย่อยให้เห็นถึงบุคลิกผู้นำได้อย่างชัดเจน เช่น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จะใช้วลีที่ว่า “ขอให้เด็กในสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการใช้อำนาจควบคุม ขณะที่ยุคของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็จะมุ่งเน้นไปที่ความซื่อสัตย์ นิยมไทย และเรื่องของชาติ ส่วนทักษิณ ชินวัตร จะเน้นหนักในเรื่องของความสนุกสนาน การเรียนรู้นอกกรอบ และมองในเรื่องเทคโนโลยี แต่สำหรับชวน หลีกภัย เป็นบุคคลเดียวที่มองเรื่องของประชาธิปไตย โดยเอ่ยถึงคำดังกล่าวมากถึง 4 ครั้ง

“คำขวัญวันเด็กจากผู้นำ ไม่ได้มองถึงสิทธิของเด็ก ทั้งการมีส่วนรวม สิทธิการอยู่รอด สิทธิการได้รับการพัฒนา และสิทธิการได้รับความคุ้มครอง แต่จะสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยในแต่ละช่วงผู้นำเท่านั้น เด็กส่วนใหญ่ทำกิจกรรมตามที่ผู้ใหญ่บอกมา แต่ไม่มีสิทธิที่จะริเริ่มสิ่งที่อยากจะทำ ก่อให้เกิดการย่ำ วน ไม่พัฒนา และเสียงของเด็กก็เบาจนเกินไป” สมพงษ์ วิพากษ์คำขวัญวันเด็กในห้วงที่ผ่านมา

กระนั้น สมพงษ์เสนอสิ่งที่ควรจะปลูกฝังให้กับเด็กผ่านคำขวัญ ที่ต้องประกอบไปด้วย 5 ด้าน คือ 1.ความมีวินัย ตรงต่อเวลา 2.ความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นต้นแบบสำหรับอนาคตที่จะหยุดการทุจริต 3.ประชาธิปไตย ที่ต้องไม่ใช่ลักษณะลุ่มๆ ดอนๆ เด็กจะต้องเข้าใจในสิทธิของตน และการมีส่วนร่วม 4.การน้อมรับปรัชญาความพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน และ 5.สามัคคี ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะบ้านเมืองทุกวันนี้แตกแยก ก็เพราะขาดความสามัคคี

“ประเทศไทยยังห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับเด็ก เราขาดการกำหนดคุณลัษณะที่ชัดเจนต่อเด็กเยาวชนในชาติ ดูอย่างที่ญี่ปุ่น ประเทศที่สร้างคุณลักษณะได้อย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดคุณลักษณะเอาไว้ 10 ด้าน อาทิ ตรงเวลา มีวินัย ทำงานเป็นทีม อ่อนน้อม เห็นความสำคัญของส่วนรวม ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ยอมรับกันทั่วประเทศ และสร้างกิจกรรมในทุกด้านเพื่อสอดรับกับคุณลักษณะที่วางเป้าหมายเอาไว้” สมพงษ์ ย้ำ

ขณะที่เสียงจากเด็กและเยาวชนที่ร่วมเวทีเสวนา ชัยอนันต์ พิมพ์พรหมมา ในวัย 16 ปี จากจ.อุบลราชธานี ให้ความเห็นถึงคำขวัญวันเด็กปี 2560 ว่า การศึกษาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชาติมีความมั่นคง การสนับสนุนให้เด็กไทยใส่ใจศึกษานั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ในเด็กบางคนที่ไม่ถนัดด้านเรียนแต่ชอบการทำกิจกรรมด้านอื่นๆ ก็ควรสนับสนุนเช่นกัน เช่นในโรงเรียนที่ขาดแคลนอุปกรณ์กีฬาแต่มีเด็กสนใจในด้านกีฬานั้น ควรสนับสนุนเด็กในด้านนี้ด้วย เพื่อให้เด็กที่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในการทำกิจกรรม เลิกหันไปเสียเวลากับการเล่นเกมหรือไปทำความวุ่นวายให้สังคม
อีกมุมมองจากเด็กที่เคยหลงผิดจนต้องเข้าสถานพินิจ แต่ท้ายสุดก็กลับตัวได้อย่าง ไพโรจน์ ลอเฒ่า แกนนำเยาวชนโครงการกำลังใจในพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จ.เชียงใหม่ กล่าวในเรื่องของสิทธิที่เด็กควรจะมีว่า อยากให้มีการให้กำลังใจและให้โอกาสเด็กที่เคยก้าวพลาดมาก่อน และอยากให้มีการเปิดใจปรับทัศนคติที่มีต่อเด็กไม่ให้มองว่าเขาเป็นคนไม่ดี เพราะคิดว่าให้กำลังใจและการให้โอกาสนั้นจะสามารถสร้างคนที่เป็นรากฐานให้ประเทศได้ และคนเหล่านั้นยังเป็นคนที่มีศักยภาพเหมือนคนทั่วไปเช่นกัน

ด้าน ณัฐวรรณ บุญแนบ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนละอายพิทยานุสรณ์ รองประธานสภาเด็กและเยาวชน จ.นครศรีธรรมราช กล่าวแสดงความคิดเห็นในเรื่องของคำขวัญวันเด็กไว้ว่า คำขวัญวันเด็กจะเป็นส่วนสำคัญที่คอยย้ำว่าเด็กควรจะทำตัวยังไง แต่การที่เด็กจะใส่ใจในเรื่องการศึกษานั้นผู้ใหญ่ควรเข้าใจและเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้แก่เด็ก และอยากให้ผู้ใหญ่มองว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพที่เท่าเทียมกัน เพราะสังคมต้องการคนเก่งและเรียนดี เด็กบางคนอาจเก่งในเรื่องเรียน บางคนเก่งเรื่องกิจกรรม จึงคิดว่าทุกคนควรให้ความร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศพัฒนาและนำไปสู่ความมั่นคงเหมือนในคำขวัญที่กล่าวไว้

ทิ้งท้ายจาก ชมพูนุช มณีโชติ ตัวแทนกลุ่มพลังโจ๋ อดีตเด็กแว้นท์ จ.แพร่ กล่าวถึงเรื่องการให้โอกาสเด็กว่า เด็กบางคนก็ต้องการโอกาสในสังคม การที่ผู้ใหญ่ไม่ให้ความสำคัญหรือไม่เห็นคุณค่านั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้ให้เด็กมองไม่เห็นถึงคุณค่าของตัวเอง ผู้ใหญ่จึงควรให้ความสำคัญกับเด็กเพราะเด็กในวันนี้คืออนาคตของชาติ และคิดว่ากลุ่มเด็กที่กลับตัวกลับใจจะเป็นพลังที่สามารถทำให้ชาติเกิดความมั่นคงได้ เพราะเด็กเหล่านั้นจะสามารถบอกกล่าวในเรื่องที่เคยทำผิดพลาดและจะช่วยลดปัญหาให้สังคมลงบ้าง

“แพะรับบาป” ความอัปยศของกระบวนการยุติธรรมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 20:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/475355

"แพะรับบาป" ความอัปยศของกระบวนการยุติธรรมไทย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ข่าวครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร กำลังกลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ในสังคมไทย

หลังเธอถูกกล่าวหาว่าขับรถยนต์ชนผู้อื่นเสียชีวิตที่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 3 ปี 2 เดือน ซึ่งต่อมากระทรวงยุติธรรมได้สืบสวนหาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานจนประจักษ์ว่าผู้ที่กระทำความผิดไม่ใช่เธอ ส่งผลให้ศาลรับคำร้องรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่อีกครั้ง

มีคำถามดังๆต่อกระบวนการยุติธรรมไทย อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ผู้บริสุทธิ์คนหนึ่งตกเป็นแพะ…..

เร่งปิดคดีจนผิดพลาด

กระบวนการพิสูจน์ความจริงให้เกิดความยุติธรรมตามกฎหมาย ประกอบด้วย “ตำรวจ” ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานในคดีอาญา “อัยการ” ทำหน้าที่ฟ้องร้องคดีแทนตำรวจ  “ศาล” ทำหน้าที่รับฟังพยาน ตรวจดูหลักฐานและพิจารณาตัดสินคดี และ “ทนายความ” มีหน้าที่ทำให้รูปคดีส่งผลดีหรือก่อประโยชน์ต่อลูกความของฝ่ายตนให้มากที่สุด

เกิดผล แก้วเกิด ทนายความ มองว่า สาเหตุของการจับผิดตัวหรือจับแพะนั้น เริ่มมาจากกระบวนการยุติธรรมชั้นต้นอย่างการสืบสวนสอบสวน การรวบรวมพยานหลักฐานและการปิดสำนวน ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ตำรวจขาดความรอบคอบ ประมาท ละเลยไม่ได้พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างถี่ถ้วน ก็อาจนำไปสู่ความผิดพลาดได้ โดยแรงกดดันที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งปิดสำนวนมาจากหลายทาง ได้แก่ อิทธิพลของผู้เสียหาย อิทธิพลของจำเลย กระแสสังคม จนถึงผลงานส่วนตัว

“ผู้เสียหายบางคนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง แบบนี้ช้าไม่ได้ ตำรวจต้องเร่ง หาคนผิดไม่เจอก็ต้องรีบจับใครสักคนมาเชือดเพื่อรับผิดชอบให้ได้ก่อน หรือตัวจำเลยเอง หากมีอิทธิพล ก็ไปจับใครสักคนมาเป็นแพะแทน ต่อมากระแสสังคม ถ้าคดีนั้นมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ก็ต้องรีบปิดให้ไว หรือผลงานส่วนตัว พวกที่สุกเอาเผากิน เร่งปิดคดีให้พ้นมือ คิดหวังแต่ประโยชน์ของตัวเอง ก็มีโอกาสสร้างความผิดพลาดได้มากขึ้น”

ทนายความชื่อดัง เล่าว่า มีหลายครั้งที่ชาวบ้านโดนเกลี้ยกล่อมจากตำรวจให้ยอมรับสารภาพไปก่อนทั้งที่ตัวเองไม่ได้กระทำความผิด เพื่อลดความยุ่งยากในการทำคดี ประหยัดเวลาและหวังให้คดีสิ้นสุดโดยเร็ว 

“บางทีชาวบ้านไม่รู้หรอกว่าโทษคดีนี้มันสูงขนาดไหน ตำรวจก็กล่อมๆไปว่ารับๆ ไปเถอะ จะได้จบ เดี๋ยวศาลก็ลดโทษให้และสั่งให้รอลงอาญา สู้ไปก็เสียตังค์เปล่าๆ ต้องจ้างทนายความ จ่ายเงินประกัน ถ้าไม่มีเงินก็รับสารภาพไปดีกว่า บางคนบอกอีกว่าความผิดฐานประมาท ยังไงศาลก็สั่งให้รอลงอาญา รับผิดไปเถอะ ทีนี้ท้ายสุด เกิดศาลพิจารณาสั่งลงโทษขึ้นมาโดยไม่รอลงอาญา เขาค่อยมาคิดกันได้ว่า โถ รู้อย่างงี้ไม่น่ารับเลย เรื่องแบบนี้ก็มีให้เห็นเยอะ”

นอกจากตำรวจ เจ้าหน้าที่อัยการและศาลก็มีส่วนสำคัญมากในกระบวนการยุติธรรม เมื่อท่านผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านั้นต้องพิจารณาคดีอย่างรอบคอบ ใส่ใจ หากเห็นความบกพร่องของพยานหลักฐาน ก็จำเป็นต้องให้โอกาสผู้ต้องหาโดยเรียกมาสอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากอาจได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและมีน้ำหนักมากกว่าก็เป็นได้

“ระบบกล่าวหา”ทำจำเลยตกเป็นมวยรองเสมอ 

ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า วิธีพิจารณาคดีในเมืองไทยเป็นระบบกล่าวหา ทำให้ศาลไม่มีบทบาทและอำนาจในการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในคดีเพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง ศาลถูกจำกัดกรอบให้พิจารณาเฉพาะจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่คู่ความเสนอต่อศาลเท่านั้น

“ระบบกล่าวหาทำให้ศาลไม่สามารถจะสอบถามอะไรได้ นอกเหนือจากหลักฐานที่พยานทั้งสองฝ่ายเอามา ต้องทำตัวเป็นกลาง ชั่งน้ำหนักพยานที่แต่ละฝ่ายเอามาเท่านั้นเอง ผิดกับระบบไต่สวนศาลจะมีบทบาทและอำนาจในการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ หากสงสัยตรงไหนก็ถามได้เลย”

ธวัชชัย บอกว่า ในระบบกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาเสมือนตกเป็นเบี้ยล่างตั้งแต่เริ่มต้น ต้องพยายามไปหาหลักฐานมาต่อสู้ ซึ่งแม้จะเป็นผู้บริสุทธิ์ในหลายกรณีก็มีความลำบากในการไปแสวงหาหลักฐานมาประกอบข้อเท็จจริง

“บางคดีมีการชี้ตัวผู้กระทำความผิดเรียบร้อย ไม่มีผู้เสียหายชี้ตัวคุณเลย แต่พนักงานสอบสวนกลับไม่ได้บันทึกไว้ พอพยานหลักฐานถูกนำขึ้นสู่ชั้นศาล จำเลยก็ไม่มีประเด็นในการต่อสู้ ศาลก็ตัดสินพิจารณาได้เพียงแค่หลักฐานที่มี”

ทั้งนี้ สิ่งที่ธวัชชัยเห็นว่าจะป้องกันความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรมได้คือ การพิสูจน์หลักฐานอย่างรอบคอบชนิดสิ้นกระแสความสงสัย โดยนำนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ควบคู่กับกระบวนการยุติธรรม เพื่อลดการโต้แย้งและความหวาดระแวงระหว่างผู้ควบคุมกฎหมายกับผู้ถูกกล่าวหา เนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องหลักการและเหตุผลที่สามารถพิสูจน์ได้ ขณะเดียวกันอาจถึงเวลาที่เมืองไทยต้องแยกการทำหน้าที่ระหว่างพนักงานสอบสวนและสืบสวนออกจากกัน เหมือนในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความโปร่ง รอบคอบ ทั้งยังเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่มีต่อเจ้าหน้าที่อีกด้วย

“เป็นเรื่องน่าเสียใจที่ผู้บริสุทธิ์ถูกละเมิดด้วยกระบวนการของรัฐ ทั้งที่รัฐเองมีหน้าที่ให้ความคุ้มครองผู้บริสุทธิ์และให้ความเป็นธรรม ผมคิดว่ากระบวนการยุติธรรมในเมืองไทยเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนและปฎิรูป”รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ยืนยัน

ทัศนคติต่อความยุติธรรมต้องพัฒนา 

ขณะที่ ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด แสดงความเห็นว่า นอกจากปัญหาในการสืบหาพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนแล้ว ข้อเสียในกระบวนการยุติธรรมไทยก็คือ บทบาทและทัศนคติของศาลไทยที่คุ้นเคยกับการวางบทบาทและอำนาจไปในทางระบบกล่าวหา

“ศาลไม่ค่อยรับฟังพยานจำเลย มักฟังแต่พยานโจทย์ ซึ่งจริงๆแล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 175 ก็บอกชัดว่า เมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว ถ้าเห็นสมควรให้ศาลมีอำนาจเรียกสำนวนการสอบสวนจากพนักงานอัยการมาเพื่อประกอบการวินิจฉัยได้ หมายถึงให้ชั่งน้ำหนัก อย่าพิพากษาจนกว่าจะเชื่อ ฟังทั้งโจทย์และจำเลย แต่ในทางปฎิบัติพยานจำเลยได้รับความสำคัญน้อย ทุกคนถูกสอนให้ฟังแต่พยานฝ่ายโจทย์ มีทัศนคติว่าเราอยู่ในระบบกล่าวหา แต่จริงๆแล้ว ต้องฟังความทั้งสองฝ่าย”

ปรเมศวร์ บอกต่อว่า เงื่อนไขเรื่องเวลาก็เป็นอีกปัจจัยให้เกิดความผิดพลาด เมื่อเจ้าหน้าที่หลายคนมีความเชื่อว่าต้องรีบทำสำนวนและสั่งฟ้องให้ทันเวลากำหนดฝากขัง 84 วัน ซึ่งความเร่งรีบอาจทำให้เจ้าหน้าที่ขาดความรอบคอบและประมาทได้

“หลายคนพยายามเร่งให้ทันเวลา ทั้งที่จริงๆแล้ว หากหลักฐานไม่พอ ฟ้องไม่ทัน ก็ปล่อยตัวไปก่อนได้ เหมือนในต่างประเทศ เขาปล่อยไปก่อนเลย พร้อมเมื่อไหร่ค่อยฟ้องภายในอายุความ บ้านเราหลายครั้งคำนึงถึงแต่ระยะเวลาควบคุมตัว กลัวปล่อยไปแล้วผู้ต้องหาจะหลบหนี ทั้งที่ตามหลักยุติธรรม ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้นั้นต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์”

หนึ่งในวิธีพัฒนากระบวนการยุติธรรมที่ข้าราชการในสำนักงานอัยการสูงสุดรายนี้บอก ก็คือ คนในสังคมต้องร่วมกันเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และเปิดโอกาสให้ศาลทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ โดยเพิ่มบทบาทในการไต่สวน

“ทุกวันนี้ศาลถูกจำกัดให้พิจารณาเฉพาะเพียงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่คู่ความเสนอต่อศาล ทำหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมในคดีไม่ได้ เพราะในเมืองไทยถ้าศาลทำอย่างนั้นจะถูกครหา มองในแง่ร้ายทันทีว่าศาลไม่ยุติธรรม เปิดโอกาสให้รับสินบนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ พอไปมองในแง่ร้ายกันเช่นนั้น ระบบยุติธรรมมันก็เบี่ยงเบนและไม่สมบูรณ์”

ตัวอย่างคดีเปลี่ยนผู้ร้ายเป็นผู้บริสุทธิ์

สถิติรับเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากคดีอาญา ตั้งแต่ปี 2558 – 2559  โดย พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรมนั้นมีสูงถึง 250 คดี สามารถรื้อฟื้นคดีอาญาและประกอบฎีกาที่สำเร็จแล้ว 10  เรื่อง หนึ่งในนั้นก็คือ คดีที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางล่าสุดอย่าง คดีครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ส่วนคดีอื่นๆ มีตัวอย่างดังนี้

คดีนายพัสกร สิงคิ ถูกกล่าวหาว่าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ที่อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี กระทั่งศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้จำคุก 20 ปี กระทรวงยุติธรรมได้สืบสวนหาข้อเท็จจริงจนทราบว่า นายพัสกรไม่ใช่ผู้กระทำความผิด และมีคนร้ายตัวจริงรับสารภาพว่าเป็นผู้กระทำความผิด จึงได้ฟ้องดำเนินคดี จนศาลพิพากษาให้จำคุก 12 ปี 6 เดือน จนกระทั่งสรุปผลยื่นขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ และศาลอุทธรณ์ภาค1 มีคำสั่งให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่ นายพัสกรจึงได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวออกมาระหว่างการพิจารณาคดีใหม่ ซึ่งเป็นคดีแรกของประเทศไทย ที่ให้มีการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่

คดีนางจารุพรรณ วุ่นสุวรรณ  ถูกกล่าวหาว่าจ้างวานฆ่าสามี ที่อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช กระทั่งศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้จำคุกตลอดชีวิต กระทรวงยุติธรรมได้สืบสวนหาข้อเท็จจริงจนทราบว่า คนร้ายที่ฆ่าสามีนางจารุพรรณถูกบังคับให้ใส่ร้ายนางจารุพรรณฯว่า เป็นผู้จ้างวานให้ฆ่าสามี แต่ภายหลัง รับสารภาพกับเจ้าที่กระทรวงยุติธรรมว่าไม่ใช่เรื่องจริง จนกระทั่งสรุปผลยื่นขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ และศาลอุทธรณ์ภาค8 มีคำสั่งให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่ จึงได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวออกมาระหว่างการพิจารณาคดีใหม่ ซึ่งเป็นคดีที่สองที่ให้มีการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่

คดีนายวุฒิชัย  ใจสมัคร หรือ ปุ๊ วอร์มอัพ ถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรมแฟนสาวที่จ.เชียงใหม่  ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต กระทรวงยุติธรรมได้สืบสวนหาข้อเท็จจริงจนทราบว่า นายวุฒิชัยไม่ใช่ผู้กระทำความผิด โดยมีพยานหลักฐานสำคัญคือ DNAในซอกเล็บของผู้ตาย  ไม่ตรงกับDNAของนายวุฒิชัย  และมีพยานยืนยันได้ว่าในคืนเกิดเหตุคนร้ายที่น่าจะเป็นผู้ก่อเหตุได้พาผู้เสียชีวิตไปร้านอาหารทานข้าวต้มที่ร้านแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ร้านข้าวต้มย้ง  ตามสำนวนของการฟ้องก่อนหน้านี้ จนกระทั่งสรุปพยานหลักฐาน เสนอศาลฎีกา จนกระทั่งศาลฎีกามีคำสั่งยกฟ้อง นายวุฒิชัยจึงได้รับการปล่อยตัว หลังจากถูกจำคุกไป 3 ปี 6 เดือน

คดีที่นายทรงกลด ทรัพย์มี ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนร้ายข่มขืนกระทำชำเรา เด็กหญิงอายุ 16 ปี เหตุเกิดที่อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี   ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต กระทรวงยุติธรรมได้สืบสวนหาข้อเท็จจริงจนทราบว่า นายทรงกลดไม่ใช่ผู้กระทำความผิด โดยมีพยานหลักฐานสำคัญคือ ผู้เสียหายในคดีนี้ยอมรับว่า ชี้คนร้ายผิดตัว ซึ่งมีชื่อว่าทรงกลดเหมือนกันแต่คนร้ายนามสกุล เกลี้ยงน้อย  และมีพยานยืนยันได้ว่านายทรงกลด ทรัพย์มี ไม่เคยมาพื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุเลย แต่นายทรงกลด เกลี้ยงน้อย ได้มีภูมิสำเนาอยู่ที่เกิดเหตุมานานแล้ว  จนกระทั่งสรุปพยานหลักฐาน เสนอศาลฎีกา และศาลฎีกาได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว หลังจากถูกจำคุกไป 1 ปี 2 เดือน

เรื่องราวอันน่าเห็นใจของแพะรับบาปในเมืองไทยทั้งหมดนี้ เป็นเสมือนบทเรียนให้ผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้มีอำนาจในวงการยุติธรรมได้ทบทวนการทำหน้าที่ของตัวเองอีกครั้ง

 

หาคำตอบ “คลิปอุบัติเหตุบนท้องถนน” เตือนสติคนได้จริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 16:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/475330

หาคำตอบ "คลิปอุบัติเหตุบนท้องถนน" เตือนสติคนได้จริงหรือ?

เรื่อง…พรพิรุณ  ทองอินทร์

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ผ่านมาคลิปวีดีโอที่ได้รับความนิยมสูงสุดประเภทหนึ่งในโลกออนไลน์คือ “คลิปอุบัติเหตุบนท้องถนน”

ไม่ว่าจะเป็นภาพที่ถูกบันทึกโดยกล้องวงจรปิด หรือกล้องติดรถยนต์ เผยให้เห็นพฤติกรรมการขับขี่อันเกิดจากความประมาทมักง่าย ทั้งซิ่งด้วยความเร็วสูง ผ่าไฟแดง เฉี่ยวชน แซงไม่พ้น ย้อนศร ฯลฯ จนมีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตไม่เว้นแต่ละวัน

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เผยว่า สาเหตุที่คนชอบดูคลิปอุบัติเหตุบนท้องถนน เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

“ข้อดีคือช่วยให้คนในสังคมได้เห็นเหตุการณ์จริงๆซึ่งถ่ายทอดออกมาได้ดีกว่าคำพูด เป็นหลักฐานประกอบคดีได้ กลายเป็นเครื่องมือชั้นดีที่ทำให้คนในสังคมได้เรียนรู้และเฝ้าระวังอุบัติเหตุบนท้องถนน อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไข

ขณะเดียวกันข้อเสียคือ บางคลิปเข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ทั้งภาพความรุนแรง สภาพศพ ใบหน้าผู้ตาย ดังนั้นสิ่งผู้ที่ถ่ายคลิปควรทำคือ อย่าละเลยต่อเหตุการณ์ อย่ามัวห่วงแต่ถ่ายคลิปเพราะกลัวไม่ได้เป็นที่หนึ่งในการอัพลงบนโซเชียล ต้องระมัดระวังไม่ให้ไปละเมิดสิทธิเหยื่อผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือผู้เสียชีวิต”

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนท้องถนนรายนี้ ทิ้งท้ายว่า แม้ยังไม่มีงานวิจัยระบุชัดเจนว่าคลิปวีดีโออุบัติเหตุจะช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่ของผู้คนให้ดีขึ้นได้ แต่เชื่อว่าคลิปเหล่านี้จะช่วยเตือนสติ ทำให้ฉุกคิด และระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ มองว่า เหตุผลที่คลิปเหล่านี้มียอดวิวเยอะ เพราะมีองค์ประกอบของดราม่า สร้างผลกระทบให้คนดูได้

“ตามหลักจิตวิทยา คนที่ชอบดูคลิปวีดีโออุบัติเหตุ 1.ดูเพราะอยากดูจริงๆเพื่อเติมเต็มความพึงพอใจ อยากรู้อยากเห็นความสยดสยอง 2.ดูไว้เป็นอุทาหรณ์เตือนภัย ถึงไม่ชอบแต่ก็ยังอยากดู เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว มีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต ถามว่าคลิปอุบัติเหตุจะช่วยทำให้สถิติอุบัติเหตุลดลงไหม ได้ แต่ไม่มากเท่าไหร่ ตราบใดที่ตัวผู้ขับขี่เองเองยังขาดวินัยและความระมัดระวัง อุบัติเหตุก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา”

นักวิชาการด้านสื่อรายนี้ กล่าวว่า สิ่งที่สำนักข่าวต่างๆควรคำนึงถึงก่อนการลงคลิปอุบัติเหตุคือ ควรลดทอนความรุนแรง ยิ่งคลิปที่อยู่ในโลกออนไลน์ต้องคัดกรองและระมัดระวังในการนำเสนอ เพื่อไม่ให้ไปกระทบต่อครอบครัวของผู้ประสบอุบัติเหตุ

“อย่าพยายามขายเรื่องดราม่า เช่น เรื่องส่วนตัวของผู้ประสบอุบัติเหตุ เพราะเป็นการโฟกัสที่ผิดจุด ไม่ช่วยแก้ปัญหาใดๆ วิธีการที่ควรทำคือ ไปดูสาเหตุของคลิปว่าทำไมถึงเกิดอุบัติเหตุเช่นนั้น สภาพแวดล้อมโดยรอบเป็นอย่างไร มีอะไรผิดปกติหรือไม่ สอบถามเหตุการณ์เพิ่มเติมจากหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ เพื่อความถูกต้องของข้อมูลข้อเท็จจริง”

นอกจากความหวาดเสียว ตื่นเต้นระทึกใจ คลิปเหล่านี้ควรจะเป็นอุทาหรณ์แก่คนดูไม่ให้ประมาท ระมัดระวังในการขับขี่ และใส่ใจเรื่องวินัยจราจรมากขึ้น มิเช่นนั้นโศกนาฏกรรมบนท้องถนนอาจเกิดขึ้นกับตัวเราไม่วันใดก็วันหนึ่ง.

 

‘ลานินญา’มาแล้วใต้ยังเสี่ยงฝนถล่มถึงต้นก.พ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 06:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/475143

'ลานินญา'มาแล้วใต้ยังเสี่ยงฝนถล่มถึงต้นก.พ.

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งประเมินกันว่าหนักสุดในรอบ 50 ปี คำถามที่ตามมาคือเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเกิดน้ำท่วมในช่วงเดือน ม.ค. ถือเป็นช่วงปลายฤดูฝนแล้ว

สุจริต คูณธนกุลวงศ์ อาจารย์ประจำหน่วยปฏิบัติการวิจัย ระบบการจัดการแหล่งน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ฝนในพื้นที่ภาคใต้อาจจะตกยาวไปจนถึงช่วงต้น ก.พ. จากอิทธิพลของปรากฏการณ์ “ลานินญา”

“ฝนที่ตกลงมานั้นเกิดจากกระแสลมจากประเทศจีนที่ต้องผ่านไออุ่นจากทะเลจีนใต้พัดผ่านเข้ามายังประเทศไทยและปะทะกับเนกาทีฟอินเดีย กระแสลมจากประเทศไทยที่กำลังพัดไปทางทวีปแอฟริกา จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ลมหมุนอยู่เหนือพื้นที่ภาคใต้ อิทธิพลจากการปะทะกันดังกล่าวทำให้บางพื้นที่มีฝนตกหนักมากกว่า 300 มิลลิเมตร มากที่สุดในรอบ 20 ปี เป็นปรากฏการณ์ที่เกินคาดว่าจะเกิดขึ้นได้”

ขณะที่ อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือจิสด้า กล่าวว่า ช่วงวันที่ 12-15 ม.ค.นี้ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างมีแนวโน้มทวีกำลังแรงขึ้น และมีโอกาสเคลื่อนตัวกลับเข้ามาสู่อ่าวไทยได้ จึงต้องจับตาว่าจะทวีความรุนแรงถึงขั้นเป็นพายุดีเปรสชั่นหรือไม่ ช่วงเวลาดังกล่าวหลายพื้นที่ของประเทศได้รับอิทธิพลลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนที่พัดผ่านพื้นที่ภาคเหนือทำให้เกิดอากาศหนาว ส่วนที่พัดผ่านภาคใต้จะทำให้เกิดฝนตกหนัก

นอกจากสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นปัจจัยหลักแล้ว สภาพภูมิศาสตร์ในพื้นที่ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงมากขึ้น หาญณรงค์ เยาวเลิศประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) กล่าวว่า น้ำระบายช้าเนื่องจากการบุกรุกพื้นที่ป่าพรุ แก้มลิงรับน้ำตามธรรมชาติ

“ป่าพรุตั้งแต่ จ.ชุมพร-นราธิวาส ถูกคุกคามอย่างต่อเนื่อง เช่น ป่าพรุคันธุลี อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี มีนายทุนซื้อที่ดินจากชาวบ้านเพื่อปลูกปาล์มแล้วขุดคันกั้นไม่ให้น้ำท่วมในพื้นที่ตัวเอง รวมถึงมีสิ่งก่อสร้างที่เปลี่ยนแปลงเส้นทางน้ำไหลระบายออกไปสู่ทะเล ทำให้ปริมาณน้ำฝนสะสมระบายไม่ทันจนน้ำท่วมสูงกว่าในอดีต ทั้งๆ ที่ปริมาณฝนตกหนักนั้นเป็นเรื่องปกติของภาคใต้”

เมื่อการเกษตร โดยเฉพาะการ ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ยางพารา และปาล์มน้ำมัน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลกระทบจากภัยธรรมชาตินั้นหนักหน่วงขึ้น จึงจำเป็นต้องเร่งหาวิธีแก้ไขและป้องกัน

ชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ในอนาคตจะพิจารณาออกกฎหมายไม่อนุญาตให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะยางพารา ในพื้นที่สูงชันที่อยู่ในเขตป่าไม้ จะมีการควบคุมให้ปลูกไม้ยืนต้นชนิดอื่นแซมเข้าไปด้วย ในลักษณะสวนเกษตรผสมผสาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยึดหน้าดิน เนื่องจากยางพาราไม่มีรากแก้วคอยยึดเกาะดินจนเกิดปัญหาดินถล่มตามมาในหลายพื้นที่

“ระเบียบดังกล่าวจะอยู่ในร่างการแก้ไขที่ดินทำกินในเขตพื้นที่ป่า 30 มิ.ย. 2541 โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหาระบบนิเวศเสื่อมโทรมในพื้นที่ป่า และให้ประชาชนอยู่ในพื้นที่ป่าอย่างยั่งยืนได้ ทั้งนี้ ในพื้นที่แต่ละภาคจะมีกฎระเบียบแตกต่างกัน เช่น ภาคเหนือจะงดการปลูกข้าวโพดอย่างเดียว แต่ต้องมีการเพิ่มพื้นที่ป่า 45% ของพื้นที่ โดยยึดแนวทาง พระราชดำริปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ส่วนภาคใต้จะเน้นการปลูกป่าผสมผสาน”

ด้านสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้เริ่มคลี่คลายแล้ว การติดตั้งสะพานแบริ่งเชื่อมเส้นทางถนนเพชรเกษมสัญจรได้ทั้งขาขึ้นและขาล่อง แต่ยังคงระบายรถได้ช้า ส่งผลให้การจราจรบริเวณ อ.บางสะพาน ติดขัด รถติดยาวร่วม 20 กิโลเมตร

ด้านการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ก็เร่งซ่อมแซมเส้นทาง คาดว่าในวันที่ 12 ม.ค.นี้ จะเปิดเดินรถได้จนถึงสถานีชุมทางทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช

ขณะที่ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชก็ประกาศปิดทำการบินเพิ่มอีก 2 วัน คือ 12-13 ม.ค. หรือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย โดยจะต้องทดสอบระบบในสนามบินบริเวณรันเวย์ และการตรวจสอบความแข็งแรงของผิวทางวิ่ง หากการตรวจสอบระบบความปลอดภัยรันเวย์สนามบินแล้วเสร็จ ก็คาดว่าจะสามารถเปิดสนามบินนครศรีธรรมราชในวันที่ 14 ม.ค.นี้

รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า พายุฝนที่จะเข้ามาในพื้นที่ภาคใต้ช่วง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถึงนครศรีธรรมราช ช่วงวันที่ 15-16 ม.ค.นี้ เป็นรอบที่ 3 แต่ปริมาณฝนไม่มากเท่ากับที่ผ่านมา

“พายุฝนเที่ยวนี้ไม่ถึง กทม. จะอยู่แค่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เท่านั้น เพราะความกดอากาศจากอันดามันไม่ได้แรงเหมือนช่วงต้นเดือน ม.ค. รวมถึงไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะเกิดน้ำท่วมใหญ่แบบปี 2554 เพราะจะเกิดได้ต้องมีปัจจัยใหญ่ๆ เกิดขึ้นในทะเล เช่น ภาวะ ลานินญา และในปี 2554 มีพายุทั้งในอ่าวไทย อันดามัน ทะเลจีนใต้ ส่งผลให้มีน้ำท่วมตั้งแต่เดือน ก.ค. ซึ่งในปีนี้ยังไม่มีปัจจัย”

แม้นักวิชาการด้านทรัพยากรน้ำจะให้ความมั่นใจ แต่สถานการณ์น้ำในปีนี้ก็ยังเป็นประเด็นห่วงใยที่ต้องติดตามกันต่อไป

บรรยายภาพ – ไม้ซุงขนาดใหญ่และดินทรายที่ไหลเข้าทับถมพื้นที่บ้านหน้าเขาล่าง หมู่ 7 ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ส่งผลให้บ้านเรือนเสียหายกว่า 10 หลัง พื้นที่เกษตรเสียหายเป็นวงกว้างประมาณ 100 ไร่

 

เมดิคอลฮับไทย วิกฤตหรือโอกาส?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2560 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/474367

เมดิคอลฮับไทย วิกฤตหรือโอกาส?

โดย…วีรวินทร์ ศรีโหมด

ความหวังที่จะทำให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางสุขภาพทางการแพทย์นานาชาติครบวงจร” (เมดิคอลฮับ) ถูกจุดขึ้นในสังคมเมื่อปี 47 แต่ที่ผ่านมาการขับเคลื่อนพัฒนานโยบายด้านนี้เดินไปอย่างช้าๆ มีเพียงโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งพยายามทำกันเอง แต่ล่าสุดรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้หยิบขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้งและนำมาใส่เป็น 1 ใน 10 เรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งมีทั้งผู้ที่ขานรับและส่งเสียงค้านไปพร้อมกัน

ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข หนึ่งในคณะทำงานเรื่องนี้ เปิดเผยว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจตัวใหม่ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ของรัฐบาล หรือเมดิคอลฮับ จะมีการพัฒนาใน 4 กลุ่มสินค้า คือ 1.นวด สปา การฟื้นฟูสุขภาพ 2.การรักษาพยาบาล ที่ไม่ใช่เรื่องโรคติดต่อ แต่เป็นโรคเกี่ยวกับการรักษา เช่น เปลี่ยนข้อเข่า ช่วยเหลือบุคคลภาวะมีบุตรยาก โรคหัวใจ เป็นต้น

3.การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพและเครื่องมือแพทย์ เช่น พัฒนาสมุนไพรไทยให้เป็นที่รู้จักของต่างชาติที่มาแล้วจะต้องซื้อกลับ และผลิตเครื่องมือแพทย์ใช้ในประเทศ และ 4.ศึกษาส่งเสริมการจัดประชุมด้านสุขภาพนานาชาติ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งแผนพัฒนานี้ได้ผ่านความเห็นชอบหลักการจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว

ธงชัย ประเมินว่า ปัจจุบันสถานการณ์เมดิคอลฮับของไทย ทั้งเรื่องสปาและการบริการทางการแพทย์ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก เนื่องจากไทยมีจุดแข็งที่ได้รับมาตรฐานสากลรับรองหลายตัว เช่น มาตรฐานรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (HA) รวมถึงมีชื่อเสียงทางด้านคุณภาพ การบริการ และราคาที่สมเหตุสมผลถูกกว่าในต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ไทยได้รับการยอมรับจากต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการเมดิคอลฮับเฉลี่ย 1.2 ล้านครั้ง/ปี สร้างรายได้เข้าประเทศประมาณ 1 แสนล้านบาท และเชื่อว่าไทยจะสามารถแข่งขันกับประเทศ สิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลี อินเดีย ได้

ทั้งนี้ ในส่วนชาวต่างชาติที่มาใช้บริการในไทย ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากกลุ่มเดิมที่เป็นประเทศกลุ่มอาหรับ สแกนดิเนเวีย มาเป็นจีน และประเทศเพื่อนบ้านไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่ามาจากแนวโน้นที่ประชากรในประเทศเหล่านี้หันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น พร้อมกับมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจภายใน

ดังนั้น แผนพัฒนาเมดิคอลฮับในยุทธศาสตร์ 20 ปี ตั้งแต่เรื่องของกลุ่มสุขภาพนวด สปา จึงต้องมีการควบคุมให้มีมาตรฐานเป็นสากล ไม่ว่าผู้ที่เข้ามาเรียนจะไปเปิดร้านที่ประเทศใด ต้องมีมาตรฐานเดียวกับประเทศไทย เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ส่วนด้านการรักษาพยาบาลจะส่งเสริมให้โรงพยาบาลเอกชนไทยประสานธุรกิจกับต่างประเทศ เช่น หลังจากจีนมีนโยบายให้มีลูกเพิ่มได้ 1 คน จะไปรณรงค์ให้มาใช้บริการในไทย

นอกจากนี้ ยังรวมถึงเรื่องส่งเสริมการตรวจสุขภาพในราคาเดียว ส่วนผลิตภัณฑ์จะมีการค้นหาสุดยอดสมุนไพรไทย เพื่อให้ชาวต่างประเทศรู้จักสรรพคุณที่สุดยอด

สำหรับที่หลายฝ่ายกังวลว่า เมดิคอลฮับ จะทำให้สถานพยาบาลในประเทศขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์หรือไม่นั้น ธงชัย มั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบต่อระบบสุขภาพของคนไทย เพราะปัจจุบันมีการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ 3,000 คน/ปี และการรักษาที่ใช้ในระบบเมดิคอลฮับคือ การรักษาแบบใช้เทคโนโลยีสูง เช่น การใช้เทคโนโลยีช่วยให้มีบุตร สิ่งเหล่านี้จะไม่ทำให้กระทบกับการรักษาโรคทั่วไปของคนไทย และโรงพยาบาลของรัฐก็ยังคงดูแลคนไทยเป็นหลักอยู่

รองอธิบดี สบส. กล่าวทิ้งท้ายว่า การพัฒนาเมดิคอลฮับของไทยในอนาคตเชื่อว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น เพราะมีแผนที่ครอบคลุมชัดเจน แต่สิ่งที่ต้องระวังคือจะต้องพยายามควบคุมคุณภาพและมาตรฐานให้คงไว้ พร้อมกับพัฒนาอยู่ตลอดซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ

ด้าน ศ.ดร.อัมมาร สยามวาลานักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์อันดับต้นของประเทศไทยกลับมองว่า ไม่อยากให้นโยบายเมดิคอลฮับเกิดขึ้น เพราะจะทำให้ระบบค่ารักษาเป็นไปอย่างเสรี ไม่ใช่เป็นราคาที่เกิดขึ้นตามต้นทุน และทำให้สถานพยาบาลมีอำนาจชาร์จได้ตามอัตราต้องการ จึงถือว่าเป็นเรื่องที่สถานพยาบาลเอกชน หากินกับบุคคลมีฐานะจากต่างประเทศ หลังจากหาในประเทศแล้ว

เมดิคอลฮับประโยชน์นั้นมีสำหรับสถานพยาบาลสถานเอกชน ทำให้มีเงินหลั่งไหลเข้ามา แต่ผลเสียก็มีเยอะเพราะจะทำให้สถานพยาบาลเคยชินกับการให้บริการคนไข้ที่มีฐานะร่ำรวย และชาร์จบิลตามขีดความสามารถของลูกค้ากลุ่มนั้น จะทำให้คนไทยทั่วไปลำบากขึ้น เนื่องจากจะถูกชาร์จในอัตราค่าบริการที่สูงขึ้นตามไปด้วย

ศ.ดร.อัมมาร กล่าวว่า ทางแก้ปัญหานี้รัฐบาลไทยต้องมีการควบคุมราคาอย่างใกล้ชิด เพราะสภาพความเป็นจริงปัจจุบันไม่มีระบบควบคุมราคา ดังนั้นก็ควรทำและมีหลายวิธีที่สามารถควบคุมราคาได้

ส่วนสถานการณ์อนาคตของเมดิคอลฮับคิดว่ายังมีโอกาส แต่ส่วนตัวย้ำว่าไม่ตื่นเต้นและเป็นห่วง เพราะการที่สถานพยาบาลให้การรักษากับคนไข้ในอัตราค่าบริการสูง จะทำให้ระบบสุขภาพในเมืองไทยแพงขึ้น และเมื่อเป็นเช่นนั้นแพทย์จะต้องการมีรายได้ดีขึ้น เห็นได้จากเงินเดือนของแพทย์ปรับขึ้นมาตลอดตั้งแต่ปี 2543 ส่วนหนึ่งมาจากพลวัตต่างประเทศ ทำให้ขณะนี้เกิดสถานการณ์การหลั่งไหลออกของแพทย์จากโรงพยาบาลรัฐไปสู่โรงพยาบาลเอกชน

ดังนั้น ทางแก้เรื่องนี้รัฐบาลต้องขึ้นเงินเดือนอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาแพทย์ไว้ให้ได้ มิฉะนั้นอาจจะเป็นวิกฤตกับระบบสุขภาพของคนไทยโดยทั่วไป หรือหากจะอุดรอยรั่วของปัญหาวิกฤตครั้งนี้ อย่างไปสนับสนุนให้มีเมดิคอลฮับ

 

ตีแผ่ด้านมืด…”สตรีทฟู้ดเมืองกรุง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 18:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/474350

ตีแผ่ด้านมืด..."สตรีทฟู้ดเมืองกรุง"

เรื่อง อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ภาพรถเข็น โต๊ะ เก้าอี้วางเรียงรายบนฟุตบาทริมถนน ควันโขมงจากเตาไฟ แม่ค้าสับพริกกระเทียมดังระรัวบนเขียง ใกล้กันไอร้อนพวยพุ่งจากหม้อก๋วยเตี๋ยว ลูกชิ้นทอดเดือดปุดๆในกระทะทองเหลือง ปลาหมึกย่างในถาดช่างยั่วน้ำลาย เสียงตะโกนสั่งอาหารดังระเบ็งเซ็งแซ่

ทั้งหมดนี้เป็นบรรยากาศร้านอาหารริมทาง (Street food) ในกรุงเทพฯที่นักท่องเที่ยวเห็นชินตา

เมืองสตรีทฟู้ดอันดับหนึ่งของโลก

กลางปีที่ผ่านมา สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นจัดอันดับ 23 เมืองที่มีอาหารริมทางหรือสตรีทฟู้ดที่ดีที่สุดในโลก โดยยกให้กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น  นครโฮโนลูลู รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ เมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ฮ่องกง กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เม็กซิโกซิตี ประเทศเม็กซิโก และกรุงไคโร ประเทศอียิปต์

สำหรับเมนูยอดฮิต 10 อันดับของกรุงเทพฯ ได้แก่ ผัดซีอิ๊ว ส้มตำ หมูปิ้ง ก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวผัดปู หมูเเดดเดียว ขนมจีน ชาเย็น ข้าวเหนียวมะม่วง และขนมครก

ข่าวนี้สร้างความปลาบปลื้มให้แก่คนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงกับเอ่ยปากยินดี พร้อมฝากให้พ่อค้าแม่ค้าช่วยกันรักษาความสะอาดและคุณภาพของอาหาร รวมทั้งจัดระเบียบการขายอาหารบนทางเท้า เพื่อให้เกิดความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว มีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นระเบียบเรียบร้อย ควบคู่กับการให้บริการที่สร้างความประทับใจ ไม่เอารัดเอาเปรียบ ให้สมกับที่ต่างชาติยอมรับ

สอดคล้องกับ ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่เคยให้สัมภาษณ์ว่าเป็นผลดีต่อประเทศ เพราะช่วยประชาสัมพันธ์ให้กรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆของไทยเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลกมากยิ่งขึ้น ทั้งยังตอกย้ำให้เห็นว่าเมืองไทยอุดมด้วยอาหารการกินตลอด 24 ชั่วโมง

“อาหารไทยถือเป็นอาหารที่มีชื่อเสียง ได้รับความนิยมเป็นที่รู้จักในระดับโลกในหลายเมนูอยู่แล้วและขึ้นชื่อมานานแสนนาน ทั้งผัดไทย ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ ล่าสุด เชื่อได้ว่าคงมีอีกหลายเมนูที่นักท่องเที่ยวต่างชาติชื่นชอบ เพราะปกติอาหารริมทางที่อร่อย จะมีเมนูที่หลากหลายไว้รองรับความต้องการ ความชอบของผู้คนที่หลากหลายเช่นกัน ทั้งก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ราดหน้า ข้าวผัด หรือขนมหวานอย่างบัวลอยไข่หวาน”

 

ด้านมืดที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้

ในฐานะนักโภชนาการผู้ดูแลสุขอนามัยของอาหารริมทางมานานหลายสิบปี สง่า ดามาพงศ์ บอกว่า ไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มกับข่าวนี้นัก เพราะสตรีทฟู้ดบ้านเรายังต้องปรับปรุงอีกเยอะ

“ปัญหาน่าเป็นห่วงที่สุดคือเรื่องสุขอนามัย และสาเหตุสำคัญที่สุดก็คือคน เจ้าของร้าน ผู้สัมผัสอาหาร ผู้ปรุงอาหารเองก็ไม่มีทักษะ เช่น ผัดผักบุ้งไฟแดง คุณต้องล้างผักบุ้งให้สะอาด 2-3 น้ำก่อน เพราะผักบุ้งมีสารปนเปื้อนเยอะ บางร้านเอาปลากระป๋องหมดอายุมาผัด บางร้านเอาเด็กลูกจ้างมาเสิร์ฟโดยที่ไม่เคยเทรนคนเหล่านี้เลยว่าเวลาจับแก้วน้ำ ควรจับตรงไหน ไม่ใช่จับปากแก้ว หรือล้วงแก้วลงไปตักน้ำในกระติก บางร้านล้างจานไม่ดี น้ำแค่กะละมังเดียวใช้ล้างจานเป็นร้อยๆใบ ผู้บริโภคเองก็มักง่าย กินอะไรก็ได้ที่อยู่ใกล้ตัว ที่มันอร่อย โดยไม่เลือกร้าน เช่น นั่งยองๆกินข้างถนน ใช้มือเปิบส้มตำเพราะเชื่อว่าซกมกนิดๆถึงจะอร่อย ไม่สนว่าร้านนี้จะใช้ผ้าขี้ริ้วกับผ้าเช็ดเขียงอันเดียวกัน ยอมให้อาตี๋ร้านข้าวมันไก่ใช้มือเปล่าหยิบชิ้นไก่โปะลงบนข้าวแล้วใช้มือเดียวกันนั้นหยิบแบงค์ทอนลูกค้า”

นักโภชนาการชื่อดัง เล่าว่า เลิกซื้ออาหารริมทางกินสุ่มสี่สุ่มห้ามากว่า 20 ปีแล้ว เพราะเชื่อว่าการกินนอกบ้านไม่ปลอดภัย จึงพยายามปรุงอาหารกินเองที่บ้าน

“ความน่ากลัวของร้านอาหารริมทาง เอาง่ายๆแค่ร้านก๋วยเตี๋ยว หลายร้านมีแค่น้ำถังเดียว ไม่มีก๊อกต่อสาย พอเรากินเสร็จ เขาก็มาเอาชาม ตะเกียบ ช้อนไปจุ่มๆในถัง แล้วไปใส่ก๋วยเตี๋ยวให้คนอื่นกินต่อ อีกอย่างสตรีทฟู้ดเต็มไปด้วยสารปนเปื้อน สารก่อมะเร็ง เชื้อโรค พยาธิ ร้านไหนควันเยอะๆ ผมจะไม่กินเลย ผลร้ายที่จะเกิดขึ้นหากกินอาหารริมทางที่ไม่สะอาด อันดับแรกเลยภายใน 4 นาทีคือ ท้องเสีย ต่อมาโรคระบบทางเดินอาหารติดเชื้อ เช่น อาหารเป็นพิษ ท้องร่วง โรคมะเร็งจากโลหะหนักปนเปื้อนในผักที่ล้างไม่ดี ปลาที่ฉีดฟอร์เมอลีน กินบ่อยๆก็สะสมในร่างกายเรื่อยๆ พยาธิในร้านลาบก้อยอีสาน ไหนจะโรคอ้วน เพราะอาหารสตรีทฟู้ดส่วนใหญ่เป็นพวกผัดกับทอด มันระยับเลย เช่น ลูกชิ้นทอด ไก่ทอดหมูทอด ผัดคะน้า ผัดซีอิ้ว ผัดไทย ผัดกระเพรา รวมทั้งอาหารที่มีรสเค็มจัดจากการใส่ผงชูรส ใส่เครื่องปรุงที่มีโซเดียมมาก นำไปสู่ภาวะความดันโลหิตสูง”

กินนอกบ้านยังไงให้ปลอดภัย

นักโภชนาการชื่อดังแนะนำไปยังผู้บริโภคในการเลือกร้านอาหารริมทางให้ปลอดภัยว่า พึงระลึกไว้เสมอว่าทุกครั้งที่กินอาหารนอกบ้าน คุณกำลังเอาชีวิตไปฝากไว้กับพ่อค้าแม่ค้า

“สมัยนี้คนกรุงส่วนใหญ่ไม่มีครัวที่บ้าน ปรุงอาหารเองไม่ได้ ทำอาหารไม่เป็น ไม่ก็ขี้เกียจ ซื้อกินง่ายกว่า อยากจะเตือนว่าทุกครั้งที่กินอาหารนอกบ้าน คุณกำลังฝากชีวิตไว้กับคนที่ไม่ใช่พ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักและเอ็นดูคุณ แต่เป็นพ่อค้าแม่ค้าที่มีเวลาน้อย มัวแต่หาเงิน ไม่มีความรู้เรื่องสุขอนามัย ชีวิตคุณจึงเสี่ยงมาก ดังนั้นคุณต้องมีความรู้และทักษะในการเลือกร้าน สังเกตจากตัวร้านว่าไว้ใจได้ไหม ช้อนส้อมจานชามวางเป็นระเบียบ คนขายสวมผ้ากันเปื้อน ผ้าคลุมศีรษะ คนเสิร์ฟไม่ซกมก โต๊ะเก้าอี้ เครื่องปรุงวางดูดี ผ้าขี้ริ้วไม่ดำปิ๊ดปี๋

พอเลือกร้านได้ปุ๊บ ก็ต้องมีสติในการสั่งอาหารว่าจะกินเพื่ออร่อย กินเพื่อฆ่าความหิว หรือกินเพื่อไม่ให้โรคภัยไข้เจ็บมันมาหา เช่น เลือกเมนูกะเพราไก่ไข่ดาว ก็ออกปากบอกแม่ค้าสักนิดว่า ป้าครับ ไม่ใส่ผงชูรสนะ ใส่น้ำมันน้อยๆนะ  แม่ค้าชอบอยู่แล้ว เพราะประหยัดต้นทุนเขา แล้วไม่ใช่สั่งแต่ของผัดของทอดอย่างเดียว ยังมีน้ำพริก แกงจืด ต้ม เพื่อให้ร่างกายไม่รับไขมันมากเกินไป ทุกอย่างขึ้นอยู่กับปากเรา ฉะนั้นอย่าให้แม่ค้ามากุมชีวิตของคุณได้”

 

เสน่ห์หรือสกปรก?

บางคนเคยบอกว่า เอกลักษณ์ของสตรีทฟู้ดเมืองกรุงอยู่ตรงความไร้ระเบียบ เป็นเสน่ห์ที่ยากจะหาใครเหมือน แต่ ดร.วัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)  ไม่คิดเช่นนั้น

“ผู้ค้าอาหารสตรีทฟู้ดก็ไม่ต่างจากผู้ค้าหาบเร่แผงลอย หรือผู้ค้าเสื้อผ้าที่สร้างปัญหาตั้งร้านเกะกะกีดขวางบนทางเท้า ตามพรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ระบุไว้ว่าทางเท้ามีไว้สำหรับสัญจรโดยไม่มีสิ่งกีดขวาง แต่ที่สตรีทฟู้ดหนักกว่าเพื่อนคือ มีการปรุงอาหาร ตั้งวางถังแก๊ส หม้อก๋วยเตี๋ยว กระทะ เตาร้อนๆบนทางเท้า ประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาก็ต้องเสี่ยงอันตราย เกิดเซไปโดนกระทะน้ำมันเดือดๆอาจเสียโฉมได้ ซึ่งร้านอาหารเหล่านี้คงไม่มีประกันภัยที่จะรับผิดชอบ สุดท้ายก็ต้องโทษเรื่องเวรเรื่องกรรม เจ็บฟรีไป”

ดร.วัลลภยกตัวอย่างเหตุการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติถูกแก๊งมิจฉาชีพล้วงกระเป๋าริมถนนสีลม เขามองว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้การก่ออาชญากรรมทำได้ง่ายขึ้นคือประชาชนถูกบีบให้เดินอยู่ตรงกลางพื้นที่แค่ 60 ซ.ม. โดนกระหนาบจากหาบเร่แผงลอย ครั้นจะลงไปเดินบนถนนก็เสี่ยงถูกรถชน

“ที่ผ่านมา สำนักอนามัย กทม.หนักใจกับปัญหาการปรุงอาหารไม่ได้มาตรฐาน  แต่กำลังเจ้าหน้าที่จะไปตรวจตราก็ไม่เพียงพอ เพราะร้านมีอยู่มากมายมหาศาลทั่วกรุงเทพฯ กระบวนการปรุงอาหารบนทางเท้าคงเถียงไม่ได้หรอกว่าสะอาด ไหนจะควันขโมง กะหล่ำปลีที่ต้องล้างโดยใช้น้ำไหลผ่าน 3 น้ำแต่นี่แกว่งๆก็ยกขึ้นแล้ว สารปนเปื้อนมันจะหมดได้ไง พื้นตั้งโต๊ะเก้าอี้ ใครจะรู้ว่าเมื่อคืนนี้มีสุนัขมาอุจจาระไว้หรือไม่ กะละมังล้างจานจะเห็นว่ามี 3 กะละมัง ถามว่าคุณล้างกี่ร้อยจาน เศษอาหารเหลือๆเต็มไปด้วยไขมัน คุณจะไปทิ้งที่ไหนถ้าไม่ใช่ท่อระบายน้ำ”

ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. เผยว่า การได้รับยกย่องให้เป็นเมืองสตรีทฟู้ดที่ดีที่สุดในโลก สร้างความหนักใจมากกว่าภูมิใจ

“สตรีทฟู้ดที่ดีสำหรับผม ถ้าไปรวมกันเป็นสัดเป็นส่วนเหมือนตลาดโต้รุ่ง ไม่เกะกะกีดขวางทางเท้า โดยผู้ค้าไปเช่าเจ้าของที่ดินที่เขามีที่ทิ้งขยะ มีห้องน้ำห้องท่า อ่างล้างชาม มีก๊อกน้ำครบครัน แบบนี้โอเค แต่ในความเป็นจริงเรามีอะไรแบบนั้นบ้าง ผมว่าต้องแก้ปัญหาให้ได้ก่อนค่อยภูมิใจ สงสัยเหมือนกันว่าซีเอ็นเอ็นทำไมไม่พูดถึงประเด็นเหล่านี้ การยกย่องให้เราเป็นสตรีทฟู้ดอันดับหนึ่งของโลก แต่ไม่พูดเรื่องความสะอาด สุขอนามัย สิ่งแวดล้อม ความไร้ระเบียบ แบบนี้น่าเชื่อถือได้ไหม”

 

 

ปฏิรูปร้านอาหารริมทาง

ในฐาะผู้รับผิดชอบมาตรการจัดระเบียบทางเท้าของกทม. ดร.วัลลภมองว่า สตรีทฟู้ดที่ดีต้องไม่กีดขวางทางเท้า มีสุขอนามัยที่ดี สะอาดปลอดภัย

“เข้าใจพี่น้องประชาชนว่ายังมีความจำเป็นต้องบริโภคอาหารริมทาง แต่ผู้ค้าต้องหาพื้นที่ที่เหมาะสม อย่าอ้างว่าหาที่ไม่ได้ อ้างแบบนี้บ้านเมืองยุ่งตายชัก ยกตัวอย่างทางเท้าถนนเพชรบุรี ถนนราชดำริ ถนนราชปรารภ มีเอกชนเปิดพื้นที่ให้เช่า ผู้ค้าก็แห่ไปเช่า คนกินก็เริ่มติด เพราะเขาจัดที่จัดทางสิ่งอำนวยความสะดวกให้ครบ ห่างจากถนนที่ขายเดิมนิดเดียว แบบนี้ก็เรียกว่าสตรีทฟู้ด ไม่ใช่จะต้องมีแต่ตามสี่แยกไฟแดง หรือเดินลงมาจากตึกก็ซื้อได้เลย ผู้ขายควรหาพื้นที่เหมาะสมในการตั้งร้านขายของ คนซื้อเองก็ไม่ควรมักง่ายคิดแต่จะซื้อข้างถนน ยอมเดินเอาหน่อย เพื่อความเป็นระเบียบ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน มีจิตสำนึกรับผิดชอบ”

สง่า ดามาพงศ์ มองว่าหัวใจสำคัญอยู่ตรงผู้บริโภคและผู้ประกอบการต้องมีจิตสำนึกด้านสุขภาพ (Health Conscious)

“ถ้าผู้บริโภคมีจิตสำนึก หลีกเลี่ยงร้านสกปรก ร้านที่ดูแล้วไม่เข้าท่า มีทักษะเลือกร้านสตรีทฟู้ดสักนิดนึงว่าร้านนี้สกปรกเลอะเทอะ เขียงขึ้นรา เจ้าของร้านไม่สวมผ้าคลุมผม และไม่ไปกิน ร้านนี้ก็จะเจ๊งไปเอง อยากให้ใช้พลังของผู้บริโภคเป็นตัวกดดันให้ผู้ขายพัฒนาตัวเอง ซึ่งในเมืองนอกเขาทำประสบสำเร็จมาแล้ว ดังนั้นการให้ความรู้แก่ประชาชนควรทำควบคู่ไปกับการอบรมผู้ประกอบการด้วย”

ขณะเดียวกัน กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าร้านอาหารริมทางก็ต้องแสวงหาความรู้ที่จะพัฒนาปรับปรุงให้ร้านตัวเองสะอาด ปลอดภัย

“ผู้ประกอบการร้านสตรีทฟู้ดทุกคนอยากให้ร้านตัวเองสะอาดทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครใจร้ายพอจะทำอาหารสกปรกให้คนอื่นกินหรอก เพียงแต่โอกาสที่จะเปิดให้เขาทำความดีมันแคบ หมายถึงขาดทักษะ ขาดความรู้ ไม่ได้ตระหนักว่ามันจะมีผลร้ายยังไง เมื่อไม่ได้รับการปลูกจิตสำนึก เลยทำตามอำเภอใจ ฉะนั้นควรแสวงหาความรู้ที่จะทำให้ร้านตัวเองสะอาด ดูดี ปลอดภัย ภาครัฐต้องไปอบรมให้ความรู้เขามากกว่านี้ พ่อค้าแม่ค้าเองก็ต้องเข้าใจด้วยว่าถ้าคุณปรุงอาหารสะอาด ปลอดภัย คุณกำลังสร้างบุญอันยิ่งใหญ่ หยิบยื่นสิ่งดีๆให้แก่ลูกค้า สุดท้ายคุณจะได้เงินกลับมา ได้ลูกค้าเยอะแยะ ได้รับการสรรเสริญเยินยอ แต่ถ้าคุณทำไม่ดี สกปรก กินแล้วท้องเสีย เสี่ยงเป็นมะเร็ง นั่นคุณกำลังทำบาป”

เหรียญย่อมมีสองด้านฉันใด สตรีทฟู้ดเมืองไทยย่อมมีสองด้านฉันนั้น ด้านหนึ่งได้รับยกย่องว่าอร่อย ราคาถูก มีให้เลือกกินหลากหลายตลอดทั้งวันทั้งคืน ทว่าอีกด้านกลับถูกมองว่าสกปรก ไร้ระเบียบ ทั้งยังสร้างปัญหาตามมานานัปการ สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน.

ดร.วัลลภ สุวรรณดี

 

สง่า ดามาพงศ์

 

เพิ่มยาแรงคุมสื่อออนไลน์ งัดมาตรการเก็บภาษีโฆษณา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 08:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/474216

เพิ่มยาแรงคุมสื่อออนไลน์ งัดมาตรการเก็บภาษีโฆษณา

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

จากปัญหาสังคมออนไลน์ อาทิ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และไลน์ ถูกใช้เพื่อมุ่งหมายโจมตีหมิ่นประมาทผู้อื่น กลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและกำลังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อปี 2549 เป็นต้นมา โดยมีการใช้โซเชียลมีเดียทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป้าหมายทางการเมืองทั้งยังล่วงละเมิดสถาบันหลักของประเทศอย่างรุนแรง

ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ได้รับการบังคับใช้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ฟากหนึ่งก่อให้เกิดความกังวลจากนักวิชาการหลายฝ่ายว่า อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในอนาคต

ทั้งนี้ผลการศึกษาของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน รายงานสรุปแผนการปฏิรูปสื่อออนไลน์ พบว่า การยับยั้งด้วยการถอดหรือลบเนื้อหาทำได้ยาก เนื่องจากผู้ให้บริการสื่อออนไลน์อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งติดขัดเรื่องความล่าช้าไม่ทันต่อสถานการณ์ ยิ่งไปกว่านั้นผู้กระทำความผิดยังคงหลบซ่อนในเงามืด แต่กลับอ้างกฎหมายสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีระบบปิดกั้นเนื้อหาไม่เหมาะสมที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เนื่องจากขาดศูนย์ข้อมูลกลางที่ใช้บริหารจัดการคำสั่งศาลให้ระงับการเผยแพร่ไปยังผู้ให้บริการ ISP จึงเกิดปัญหาบัญชีรายชื่อตามคำสั่งศาลที่ต้องการระงับไม่ตรงกัน รวมถึงยังไม่มีการบังคับใช้มาตรการทางภาษีกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้มูลค่ามหาศาลในแต่ละปี

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาของ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เสนอไปยังคณะรัฐมนตรีมีดังนี้ 1.สร้างช่องทางและประสานงานกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศโดยตรง เช่น บริษัท Google Inc. และตัวแทนประจำสาขาประเทศสิงคโปร์ ควรให้ความร่วมมือในการถอดเนื้อหา คลิปเสียง วิดีโอ และภาพที่ไม่เหมาะสม ตามที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการเผยแพร่จากการขอร้องของทางการไทย เว้นแต่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับเหตุร้ายรุนแรง อย่างเหตุระเบิด-ก่อการร้าย ทาง Google ต้องร่วมมือเป็นพิเศษโดยด่วน

2.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ต้องเป็นช่องทางประสานงานกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงเข้าถึงได้ทุกหน่วยงาน ซึ่งมีฐานข้อมูลเป็นศูนย์กลางเพื่อใช้สำหรับสืบค้น แม้ว่าการขอข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกเพื่อนำไปใช้ดำเนินคดีนั้นไม่สามารถให้ความร่วมมือได้ เนื่องจากมีกฏหมายของแต่ละประเทศคุ้มครองอยู่ แต่ทางผู้แทนบริษัท Google เสนอทางออก ด้วยการให้รัฐบาลไทยทำข้อตกลงระหว่างรัฐต่อรัฐโดยตรงผ่านสถานทูตสหรัฐ

3.ใช้องค์กรภาคประชาชน ภาคธุรกิจในประเทศ ร่วมกันแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ เพื่อให้เป็นการสร้างกระแสต่อต้านส่งผลให้สื่อออนไลน์ต่างประเทศตื่นตัวและตระหนักถึงความไม่พอใจจากสังคมไทยโดยรวม เพราะการแสดงมติต่อต้านจากสังคมมีน้ำหนักเพียงพอจะทำให้ผู้ให้บริการยอมถอด หรือระงับได้

อย่างไรก็ตาม ได้มีการออกมาตรการเพื่อใช้เป็นยาแรงเพิ่มอีกระดับ คือ มาตรการทางภาษี ซึ่งเป็นการบีบผู้ให้บริการออนไลน์ต่างประเทศ เข้าสู่กรอบอำนาจตามกฏหมายของแต่ละประเทศมากยิ่งขึ้น โดยผลการศึกษาของกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง สภานิติบัญติแห่งชาติ เมื่อเดือน พ.ย. 2558 ระบุว่า ประเทศไทยมียอดเงินค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการโฆษณาทั้งสิ้น ประมาณ 1 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ต่างประเทศจำนวนเงินกว่า 1.5-2 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอีกในอาคต หากยังไม่มีการเก็บภาษีจะทำให้รัฐเสียได้เข้าประเทศถึง 2,000-3,000 ล้านบาท ขณะที่ประเทศอังกฤษ ใช้วิธีจัดเก็บภาษีจากบริษัท Google แล้ว

นอกจากนี้ การเก็บภาษีจากค่าโฆษณาจากผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ ควรกำหนดตามมาตรา 70 หรือมาตรา 76 ทวิ ให้เป็นรายจ่ายต้องห้าม มิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณ กำไรสุทธิ รวมถึงใช้แนวคิดใหม่เรื่องการเก็บภาษีสรรพสามิต เพื่อทำให้เกิดความเสมอภาคจากปัญหาคำนิยาม “ธุรกิจออนไลน์ไม่มีหน้าร้าน” กับ “การมีสถานประกอบการถาวร” โดยรูปแบบการเก็บภาษีสรรพสามิต ทางประเทศอินเดียได้เริ่มจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายแล้วจำนวน 6%

กระนั้นทางการไทย ควรแสวงหาความร่วมมือกับประชาคมอาเซียนเพื่อร่วมมือกันสร้างพลังอำนาจต่อรองเช่นเดียวกับที่กลุ่มประชาคมยุโรปดำเนินการในปัจจุบันนี้

 

“กลัวแต่ก็ต้องนั่ง” เสียงครวญจากคนนั่งรถตู้โดยสารข้ามจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มกราคม 2560 เวลา 18:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/473842

"กลัวแต่ก็ต้องนั่ง" เสียงครวญจากคนนั่งรถตู้โดยสารข้ามจังหวัด

เรื่อง..อินทรชัย พาณิชกุล

ข่าวอุบัติเหตุรถตู้โดยสารพุ่งชนรถกระบะจนเกิดไฟไหม้มีผู้เสียชีวิต 25 ศพ นอกจากจะสร้างความสลดหดหู่ใจ ยังเป็นการตอกย้ำให้คนทั้งประเทศได้รับรู้ความจริงที่ว่า รถตู้โดยสารเป็นพาหนะสาธารณะที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด โดยข้อมูลของศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ระบุว่า เดือนม.ค.-พ.ย. 2559 มีรถตู้โดยสารเกิดอุบัติเหตุทั้งสิ้น 215 ครั้ง หรือ 19.5 ครั้งต่อเดือน บาดเจ็บ 1,102 คน หรือ 100 คนต่อเดือน มีผู้เสียชีวิต 103 คน หรือ 9.4 คนต่อเดือน

รู้แบบนี้แล้ว คนนั่งรถตู้โดยสารเป็นประจำจะรู้สึกอย่างไร?

ที่เจอบ่อยสุดคือ ขับรถเร็วมาก แถมยังชอบฝ่าไฟแดงทั้งที่สัญญาณยังเป็นไฟส้มอยู่ คนขับเหยียบคันเร่งไม่สนใจเลย

คำบอกเล่าของ สาวิตรี ตำนานจันทร์ พนักงานบริษัทเอกชน ผู้โดยสารที่นั่งรถตู้สายกรุงเทพฯ-ราชบุรี มานานนับสิบปี เธอกลัวทุกครั้งที่นั่งรถตู้ แต่ต้องนั่งเพราะสะดวกรวดเร็วกว่ารถทัวร์

รถตู้คนเต็มก็ออกเลย แต่รถทัวร์บางทีต้องนั่งรอเป็นครึ่งค่อนชั่วโมงกว่าจะได้ไป ยกตัวอย่างนั่งรถตู้ไปราชบุรี ชั่วโมงสี่สิบนาทีก็ถึง ถ้านั่งรถทัวร์อาจใช้เวลาถึงสองชั่วโมงครึ่ง เขาก็เลือกขึ้นรถตู้ก่อนเพราะอยากไปให้ถึงที่หมายไวๆ

สาวิตรี มองว่า ไม่ว่าจะรถโดยสารชนิดใดล้วนมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ ปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับโชเฟอร์ ถ้าไม่ซิ่ง ไม่แซง ไม่หลับใน โอกาสเกิดเหตุก็น่าจะน้อยลง

“คงไม่ถึงกับต้องยกเลิกรถตู้โดยสารต่างจังหวัด เพราะคนต่างจังหวัดยังมีทางเลือกน้อย บางอำเภอคนขึ้นรถตู้มากกว่ารถทัวร์ เพราะมีคิวรถเยอะ จอดรับส่งตามทางสะดวกสบาย วิ่งรวดเดียวไม่ต้องต่อรถหลายต่อ ที่สำคัญถึงเร็วกว่า ฉะนั้นอยากให้แก้ที่ตัวโชเฟอร์มากกว่า ประวัติดี ไว้ใจได้ มีความพร้อมที่จะขับ ไม่ขับเร็ว ไม่เมา หรืออ่อนเพลีย”

สมฤดี พลวงทอง ชาวระยอง นั่งรถตู้โดยสารกลับภูมิลำเนาเดือนละ 2 ครั้ง เธอบอกว่าอ่านข่าวแล้วรู้สึกผวาถึงขั้นคิดจะเลิกนั่งรถตู้ถาวร

“เชื่อไหม นั่งรถตู้มาหลายปีพี่ไม่เคยหลับเลย คอยดูถนนดูทางอยู่ตลอด เผื่อเกิดฉุกเฉินจะได้เอาตัวรอดได้ ทุกครั้งเวลาอ่านข่าวรถตู้พลิกคว่ำ มีคนตาย จะคิดถึงตัวเอง นั่งอยู่ทุกเดือนๆไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อไหร่ ก็ได้แต่ภาวนาว่าโชคร้ายคงไม่เกิดกับเรา”

บัญชา เกรงขาม นั่งรถตู้สายกรุงเทพฯ-อ่างทองมานานหลายปีแล้ว เฉลี่ยเดือนละครั้ง เขาบอกว่า เดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่มักมองเรื่องความสะดวกรวดเร็วมากกว่าราคาค่าโดยสาร

“สมัยก่อนสายเอเชียมีแค่รถทัวร์วิ่ง พอมีรถตู้ที่สะดวกกว่า คล่องกว่า มีคิวให้เลือกขึ้นเยอะ ทำให้ได้รับความนิยมมาก เพราะคนอยากถึงที่หมายเร็วๆ ค่าโดยสารถูกหรือแพงเป็นเรื่องรองลงมา”

บัญชาบอกว่า ทางออกที่น่าจะลดอุบัติเหตุลงได้คือ การจำกัดรถตู้โดยสารให้วิ่งแค่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล หรือกรณีอนุญาตให้วิ่งข้ามจังหวัด ระยะทางควรไม่เกิน 200 กิโลเมตร

“ยิ่งวิ่งไกลยิ่งเสี่ยง เดี๋ยวนี้หลายเส้นทางมีรถตู้วิ่งกันหลายเจ้า คนขับต้องทำความเร็วเพื่อให้ได้รอบเยอะๆ พอวิ่งหลายเที่ยวก็เหนื่อย อ่อนล้า เกิดหลับในเสียหลักพลิกคว่ำขึ้นมาก็ถึงตาย เนื่องจากตัวรถตู้มีจุดศูนย์ถ่วงไม่ดี ประตูเข้าออกทางเดียว คนหนีออกไม่ได้เวลาเกิดเหตุคับขัน แตกต่างจากรถทัวร์ที่ปลอดภัยกว่า มีระบบป้องกันภัย เช่น ที่ดับเพลิง ประตูฉุกเฉิน”

สุชารัตน์ สถาพรอานนท์ ชาวจันทบุรี บอกว่า โชคดีที่เป็นคนเมารถ อีกทั้งครอบครัวก็คอยเตือนเสมอว่าอย่านั่งรถตู้เพราะอันตราย ให้นั่งรถทัวร์ถึงช้าหน่อยแต่ปลอดภัยกว่า ทำให้เธอนั่งรถตู้โดยสารเพียง 3-4 ครั้งเท่านั้นก็โบกมือลา

“เส้นกรุงเทพฯไปจันทบุรี ถนนขรุขระไม่ค่อยดี ซ่อมแล้วซ่อมอีก กลางคืนไฟทางก็น้อย ระยะหลังไม่ค่อยมีจุดตรวจด้วย พอวิ่งทางตรงยาวๆก็อันตรายมาก ประสบการณ์นั่งรถตู้ที่เคยเจอคือ โชเฟอร์ขับเร็วมาก เหมือนกับว่าชำนาญทางก็เลยประมาท แซงตลอด บางคันคุยโทรศัพท์ไปด้วยขับไปด้วย บางคันเอาวัยรุ่นอายุน้อยๆมาขับ หนหนึ่งเคยเจอผัวขับ เมียเก็บเงินทะเลาะกันตลอดทาง เลยทำให้เกิดคำถามว่า การคัดเลือกคนมาขับรถมีมาตรฐานอย่างไร คัดกรอง อบรมสอบใบขับขี่หรือไม่ มีจำกัดอายุไหม เพราะหน้าที่โชเฟอร์ขับรถโดยสารนั้นวุฒิภาวะสำคัญมากๆ”

ในฐานะคนเมืองจันทน์ เธอรับรู้ข่าวอุบัติเหตุรถตู้โดยสารกรุงเทพฯ-จันทบุรีชนกับรถกระบะเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 25 ศพ ด้วยความสะเทือนใจ

“ในตัวเมืองจันทน์ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก คนเสียชีวิตในรถตู้ก็ปรากฎว่าเป็นคนรู้จักของน้องสาว กำลังจะนั่งรถกลับกรุงเทพฯ ส่วนคนเสียชีวิตในรถกระบะทราบว่าส่วนใหญ่กำลังจะมาทำมาหากินในเมืองจันทน์ มาด้วยหัวใจที่พองโต มาทำงานสร้างอนาคต กลับต้องเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ”

สุชารัตน์ ทิ้งท้ายว่า อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้โอกาสนี้ตรวจเช็ครถตู้โดยสารทุกคัน ทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยของตัวรถ คัดกรองผู้ที่จะมาขับรถอย่างมีมาตรฐานเข้มงวด จำกัดจำนวนวิ่ง จำกัดระยะทาง ตลอดจนเพิ่มบทลงโทษผู้ทำผิดกฎระเบียบอย่างเด็ดขาด

ทั้งหมดนี้คือความอัดอั้นตันใจของประชาชนผู้ใช้บริการรถตู้โดยสาร ในวันที่ทางเลือกในการเดินทางมีไม่มากนัก