รายงานพิเศษ : สวนเมล่อนแห่งเมืองแปดริ้ว สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่คืนถิ่นทำเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463877

รายงานพิเศษ : สวนเมล่อนแห่งเมืองแปดริ้ว สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่คืนถิ่นทำเกษตร

วันศุกร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จุดเริ่มต้นของบ้านสวนเมล่อนที่อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาวปคุณา บุญก่อเกื้อ หรือคุณแก้ว ซึ่งอีกบทบาทหนึ่ง เธอมีตำแหน่งเป็นเลขานุการสหกรณ์พืชผักผลไม้(เกษตรปลอดภัยสูง) จำกัด ได้เล่าย้อนถึงที่มาของการเริ่มทดลองปลูกเมล่อนครั้งแรก เกิดขึ้นหลังจากที่สามีเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นและซื้อเมล่อนกลับมาฝากลูกละ 3,000 บาท จึงเกิดความคิดที่จะปลูกเมล่อนปลอดสารให้สามีและลูกไว้รับประทาน ในช่วงปลายปี 2558 เริ่มทำโรงเรือนแรกด้วยเงิน 3,000 บาท ทำจากไม้ไผ่ มุ้งและพลาสติกคลุม เพื่อไม่ให้แมลงรบกวนและไม่ใช้สารเคมี จากนั้นได้ซื้อเมล็ดเมล่อน พันธุ์คิโมจิ มาปลูก 30 ต้น และเมื่อผลผลิตออกก็แจกจ่ายให้เพื่อนๆ และคนรู้จัก มีเสียงตอบรับมากขึ้น และชมชอบในรสชาติ จึงได้ลองโพสต์ขายทางเฟสบุ๊ค สร้างเรื่องราวน่าสนใจ ทำให้มีคนสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง จึงต้องขยายโรงเรือนเพิ่มจากโรงเรือนที่  1 เป็น  2 และ 3 จนปัจจุบันมีทั้งหมด 10 โรงเรือนซึ่งเทคนิคในการปลูกเมล่อนทั้งหมดเธอได้แสวงหาความรู้จากอินเตอร์เน็ต ทางยูทูปและเว็บไซด์ต่างๆ

“แก้วเคยทำงานโรงงานมาก่อนที่จะมาทำเกษตร แรกเริ่มไม่ได้ตั้งใจจะเป็นเกษตรกร แต่เมื่อทดลองปลูกเมล่อน ปลูกไปขายไป มีคนสั่งซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้องขยายพื้นที่โรงเรือนเพื่อปลูกเมล่อนส่งตามออเดอร์ กลายเป็นตลาดนำการผลิต จึงเริ่มสนใจทำเกษตรอย่างจริงจัง ลาออกจากโรงงาน แล้วใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับการทำเกษตร และอยากมีที่ดินสักผืน จนมาเจอที่ 4 ไร่ที่ฉะเชิงเทรา มีบ้านหลังเล็กๆที่ดินและบ่อน้ำ แต่เดิมที่แถวนี้เป็นนาข้าวและบ่อกุ้ง จึงขอซื้อจากเจ้าของแล้วมาปรับสภาพพื้นที่ นึกถึงหลักทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะคิดว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเสี่ยงสูง จึงแบ่งที่ดินเป็นสัดส่วน 30/30/ 30/10 โดย 30 แรกสร้างเป็นพื้นที่สำหรับรับผู้คนมาเรียนรู้ดูงาน ร้านขายผลผลิตจากสวนตัวเอง ส่วน 30 ที่ 2 ปลูกพืชผักสวนครัว เมล่อน มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว อีก 30 สร้างเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพอเพียง ปลูกพืชผสมผสาน เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่และบ่อเลี้ยงปลา ส่วนอีก 10 ที่เหลือเป็นบ้านที่อาศัยอยู่กับครอบครัว”

คุณแก้วเริ่มค้นพบว่าการทำเกษตร ยิ่งทำยิ่งมีความสุข แม้ว่าช่วงแรกต้องพบกับปัญหาว่าดินในจังหวัดฉะเชิงเทรา หน้าดินเป็นเกลือ ต้องมีเครื่องวัดค่า PH ใช้วัดดิน ปุ๋ยในดิน วัดความชื้น อุณหภูมิ และน้ำ นอกจากนี้ยังต้องตรวจสภาพน้ำและดินตลอดทั้งปี และต้องปรับสภาพดิน โดยใช้เครื่องพรวนดินสม่ำเสมอ ปุ๋ยที่ใส่ในดินทำจากมูลไส้เดือนและปุ๋ยหมักที่ทำเอง โดยนำขุยมะพร้าว กากมะพร้าว แกลบเผา แกลบดิน กระดูกสัตว์ป่น และมูลไส้เดือนมาหมักกับขี้วัว ใส่เป็นปุ๋ยเพิ่มธาตุอาหารในดินทำให้ดินค่อยๆ ดีขึ้น

“เราต้องแสวงหาความรู้เรื่องดิน การปลูก การป้องกันแมลง การทำโรงเรือนจากอินเตอร์เน็ต หาข้อมูลทุกอย่างมารวมกัน แล้วนำมาปรับใช้ ค่อยๆทดลองทำไปทีละน้อย ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง นำกำไรจากเมล่อนโรงเรือนแรกมาขยายเป็นโรงเรือนที่ 2 และขยายมาเรื่อยๆซึ่งรายได้จากเมล่อน 1 โรงเรือน ใช้เวลาปลูก 70-90 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 300 ลูก/โรงเรือนขายลูกละ 100 บาท ตัดผลผลิตทุกๆ สัปดาห์ รายได้ 30,000 บาท/สัปดาห์ และเดือนละ 120,000 บาท เป็นวิธีการทำเกษตรแบบทำน้อยแต่ได้มาก  ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ต่อมาตลาดจึงค่อยๆ ขยายและเริ่มโตมากขึ้น

นอกจากนี้ คุณแก้วยังหาวิธีประหยัดแรงงานและเวลาดูแลแปลงปลูกพืชผัก  ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแบ่งเบาในการทำการเกษตร โดยใช้ระบแอปพลิเคชัน ควบคุมการให้น้ำ คุมอุณหภูมิในโรงเรือน และแสงอาทิตย์ หากมีสิ่งผิดปกติ เช่น น้ำและอุณหภูมิในโรงเรือนสูงหรือต่ำเกินไป ก็จะแจ้งเตือนเข้ามาทางมือถือ และสั่งการรดน้ำภายในโรงเรือนได้ทันที ซึ่งอุปกรณ์ควบคุมทั้งหมดเรียกว่า Sunoff หาซื้อได้จากอินเตอร์เน็ต ราคาหลักร้อยเท่านั้น ทำให้ไม่ต้องใช้เวลาในสวนตลอดทั้งวัน อยู่ที่ไหนก็สั่งการได้

ผลผลิตในแปลงของคุณแก้วผ่านการรับรองว่าได้ตามมาตรฐาน GAP และปลอดจากสารเคมี ขณะที่เมล่อนจะหวานกำลังพอดีที่ประมาณ 12-13 บริค และเมื่อถึงช่วงผลผลิตออกจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมและตัดผลเมล่อนเอง สร้างความน่าสนใจและเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร หลังเมล่อนเริ่มติดตลาด สามารถดึงนักท่องเที่ยวมายังบ้านโพธิ์ ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่เริ่มขายได้ และตลาด Modern Trade เริ่มสนใจและติดต่อขอซื้อผลผลิตไปจำหน่ายในห้าง จึงเริ่มหามองหาเครือข่ายและรวมกลุ่มตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ปลูกผักปลอดภัยสูงฉะเชิงเทรา จำกัด เมื่อ  11 กันยายน 2561 สมาชิกแรกเริ่ม  34 คน ทุนจดทะเบียนเพียง  34,000  บาท ปัจจุบันสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 106 คน โดยสหกรณ์จะให้ปัจจัย วัสดุในการปลูกพืชและทำการเกษตร รวมถึงองค์ความรู้ต่างๆ และร่วมวางแผนผลิตพืชผักและสินค้าเกษตร เพื่อให้สมาชิกผลิตและจำหน่ายผ่านสหกรณ์ ทั้งเมล่อน ผักสวนครัว ซึ่งเกษตรกรที่สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกของสหกรณ์แห่งนี้ ยังได้รับการช่วยเหลือให้เงินกู้ดอกเบี้ยร้อยละ 3 สำหรับนำไปสร้างโรงเรือนขนาด 8X16 เมตร  ราคาไม่เกิน 3 หมื่นบาท ซึ่งเกษตรกรแต่ละรายจะกู้ได้ไม่เกิน 300,000 บาท และสหกรณ์จะช่วยวางแผนการผลิตให้สมาชิกว่าสวนไหนจะปลูกเมล่อนช่วงไหน และทยอยปลูกไล่กันไป ป้องกันผลผลิตล้นตลาด ส่วนหนึ่งสมาชิกส่งขายลูกค้าได้เอง และแบ่งผลผลิตส่วนหนึ่งส่งให้สหกรณ์ตามที่ตกลงกันไว้

ขณะนี้สหกรณ์มีคู่ค้า โดยทำข้อตกลงส่งเมลล่อนไปขายในห้าง Tops Supermarket  5  สาขา ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี  สัปดาห์ละ 500  ลูก ส่งครัวการบินไทยสัปดาห์ละ 600 ลูก และบริษัทพัทยาปาร์ค บีช เป็นเครือข่ายโรงแรมในจ.ชลบุรี สั่งซื้อสัปดาห์ละ 200-300  ลูก ส่วนผักสวนครัวทั้งคะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ใบมะกรูด ผักชี พริกและแตงกวาญี่ปุ่น สมาชิกจะปลูกและส่งให้สหกรณ์รวบรวมนำไปขายให้โรงพยาบาลในจังหวัดฉะเชิงเทรา และยังมีตลาดอื่นที่สั่งจองเมล่อนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

คุณแก้วทิ้งท้ายว่า  เดิมทำการเกษตรไม่เป็น คิดว่ายาก แต่พอลงมือทำ จึงรู้ว่าทุกอย่างเรียนรู้ได้ ขอแค่ตั้งใจ ซึ่งความผิดพลาดแต่ละครั้งคือการเรียนรู้  จากความมุ่งมั่นและลงมือทำอย่างจริงจัง ทำให้คุณแก้วประสบผลสำเร็จได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพราะรู้จักการวางแผนและศึกษาหาข้อมูล หาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยพัฒนาอาชีพ แม้หลายคนจะบอกว่ากลับมาทำเกษตรแต่มีปัญหาเรื่องเงินทุน แต่การทำเล็กๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป เท่าที่กำลังพอจะทำไหว ก็ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

และนี่จึงเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่เป็นต้นแบบให้ใครอีกหลายๆ คน มองเห็นโอกาสในการกลับคืนสู่ถิ่นฐานเพื่อสานต่ออาชีพการเกษตรจากรุ่นพ่อแม่ เพื่อในวันข้างหน้าสามารถบอกใครๆ ได้อย่างเต็มปากว่ามีความสุขและความภาคภูมิใจที่ได้เป็น “เกษตรกร”

รายงานพิเศษ : กษ.แถลงจัดเต็มวันเกษตรแห่งชาติปี’63 ชูแนวคิด‘นวัตกรรมเกษตรไทย-ยิ่งใหญ่ด้วยศาสตร์พระราชา’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462710

รายงานพิเศษ : กษ.แถลงจัดเต็มวันเกษตรแห่งชาติปี’63 ชูแนวคิด‘นวัตกรรมเกษตรไทย-ยิ่งใหญ่ด้วยศาสตร์พระราชา’

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวเตรียมจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2563 ว่า กระทรวงเกษตรฯร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และจังหวัดนครราชสีมา เตรียมจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2563 กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 10-19 มกราคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา ภายใต้แนวคิด“นวัตกรรมเกษตรไทย ยิ่งใหญ่ด้วยศาสตร์พระราชา” เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ และเพื่อน้อมนำให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกร การส่งเสริมพัฒนาการเกษตร อันเป็นพื้นฐานการพัฒนาคน องค์ความรู้ พัฒนาประเทศ และเผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิชาการผลงานวิจัยด้านการเกษตร ให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทุกสาขาอาชีพที่สนใจ

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าวว่า ปีนี้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯพร้อมเข้าร่วมจัดนิทรรศการแบ่งเป็น 2 ภาคส่วน ได้แก่ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล  อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 นำเสนอนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย” และ“พระบิดาแห่งฝนหลวง” รวมถึงนิทรรศการศาสตร์พระราชา เช่น การปลูกป่า 3 อย่างได้ประโยชน์4 อย่าง การจัดการทรัพยากรน้ำ การพัฒนาที่ดิน การปลูกพืช ทั้งการปลูกไม้ผล ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปลูกยางพารา ปรับปรุงพันธุ์พืช ระบบการเกษตร และด้านปศุสัตว์ และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อส่งเสริมด้านการเกษตรกรรมอันเป็นอาชีพหลักของปวงชนชาวไทยตลอดมา เป็นการสานต่อพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

สำหรับการจัดงาน“วันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2563” ครั้งนี้ตรงกับวันเด็กแห่งชาติ ปี 2563 คือ วันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2563 ซึ่งตรงวัตถุประสงค์ของการจัดงานเป็นการถ่ายทอดศาสตร์พระราชาให้เด็กเยาวชนไทยน้อมนำพระราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เพื่อสืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชาให้ยุวชน นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้เข้าใจเข้าถึง นำไปสู่การปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสม

ในส่วนนิทรรศการภาควิชาการนำเสนอความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกร เช่น กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ ที่ชนะเลิศการแข่งขันระดับประเทศ รายการแข่งขันเกมเกษตรกร รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในภาคเกษตร ไม่ว่าจะเป็นโดรนพ่นสารชีวภัณฑ์ โดรนสำรวจเพื่อทำแผนที่การบริหารจัดการน้ำ ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ (DGT FARM) ระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร เครื่องหมายรับรองสินค้าเกษตรปลอดภัยแอพพลิเคชั่นฟาร์มดี การบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ นวัตกรรมผ้าไหมและผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม การปรับโครงสร้างการผลิตปศุสัตว์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน นวัตกรรมของปราชญ์ชาวบ้าน รวมถึงการสร้างผู้นำต้นแบบรุ่นใหม่ในสหกรณ์ (Smart Cooperative Directors) นอกจากนี้ ยังจัดทำโมเดลจำลองทั้งเรื่องการจัดตั้งตลาด อ.ต.ก.โรงทอ จอหอตลาด Farmer Market ระบบการจัดการฟาร์มโคเนื้อแบบประณีต รวมถึงทำอาชีพเสริม ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเลี้ยงปลานิลครบวงจร การเลี้ยงปลานิล/ปลาตะเพียน/กบในนาข้าว ส่งเสริมการเลี้ยงโคนม นำไปสู่การแสดงเทคโนโลยีที่นำมาปรับใช้ในจ.นครราชสีมา และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่นำมาปรับใช้ในพื้นที่ราบทุ่งกุลาร้องไห้ พื้นที่ราบทุ่งสัมฤทธิ์ ทั้งปรับปรุงดินเค็มปานกลางเพื่อปลูกข้าว และไร่นาสวนผสม ปรับปรุงดินเค็มจัดด้วยไม้ทนเค็มและหญ้าเลี้ยงสัตว์สร้างรายได้ และนำเสนอปลาประจำจังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ ปลาพวง

ด้านน.ส.นนทิชา วรรณสว่าง  รองอธิบดีกรมการข้าวกล่าวว่า ภายในงานยังมีกิจกรรมสาธิตฝึกอบรมให้ความรู้จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯและซุ้มจำหน่ายสินค้าของเกษตรกร สินค้าการเกษตรและผลิตภัณฑ์จากภาคต่างๆจำหน่าย เช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากข้าว ข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวกล้อง ข้าวฮาง รวมถึงผักปลอดสาร ผลไม้ และสินค้าเกษตรแปรรูป ผ้าไหมที่ได้รับรองเครื่องหมายตรานกยูงพระราชทาน ผลิตภัณฑ์จากไหมและรังไหม จำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานจากหญ้าแฝก รวมถึงการนำเสนอวัฒนธรรมวิถีชีวิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งปราสาทข้าวขนาดใหญ่ ผีตาโขนตุงใยแมงมุม เพื่อให้ผู้ชมงานได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

รายงานพิเศษ : สกก.พรหมพิรามหนุนแปลงใหญ่ ใช้กลไกสหกรณ์พัฒนาภาคเกษตรเพิ่มรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462263

รายงานพิเศษ : สกก.พรหมพิรามหนุนแปลงใหญ่ ใช้กลไกสหกรณ์พัฒนาภาคเกษตรเพิ่มรายได้

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  มีนโยบายสำคัญพัฒนาภาคเกษตรต่อเนื่อง โดยยึดหลัก “ตลาดนำการผลิต” ของรัฐบาลมาปรับใช้วางระบบการผลิตสินค้าเกษตรแต่ละชนิดให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ (Zoning) โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มทำการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้เกษตรกร การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิต วางแผนการผลิตให้สอดคล้องความต้องการของตลาด และการบริหารจัดการตลาดที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้กลไกสหกรณ์เป็นปลายทางเชื่อมโยงตลาดรับซื้อผลผลิตในราคาธรรมตามเกณฑ์คุณภาพ  เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุดและมีรายได้จากการทำเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น ภาระหนี้สินลดลง

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า  สหกรณ์การเกษตร (สกก.)พรหมพิราม จำกัด จ.พิษณุโลก เป็นหนึ่งในสหกรณ์ที่ได้รับคัดเลือกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้เป็นสหกรณ์หลักระดับอำเภอ  ที่ดำเนินงานได้ประสบผลสำเร็จ ดำเนินธุรกิจเจริญก้าวหน้าต่อเนื่อง ปัจจุบันสหกรณ์มีสมาชิก 3,648  คน  มีทุนดำเนินงาน 965,251,237.50  บาท สหกรณ์ดำเนินธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวมผลผลิตและแปรรูป  ถือเป็นสหกรณ์ที่พร้อมให้บริการแก่สมาชิกและประชาชนทั่วไปแบบครบวงจร โดยยึดโยงแนวนโยบายของรัฐ “ตลาดนำการผลิต” มาปรับใช้วางแผนธุรกิจแผนส่งเสริมอาชีพให้แก่สมาชิกที่ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น อาทิ 1.ส่งเสริมปลูกข้าวพันธุ์ กข43 มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2,800 บาท/ตัน  2.ส่งเสริมผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว  มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1,500 บาท/ตัน   3.ส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา  มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2,000 บาท/ตัน  และ 4.ส่งเสริมสมาชิกเลี้ยงโคขุนเป็นอาชีพเสริม

สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลกกล่าวอีกว่า  การขับเคลื่อนโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ข้าว  ในพื้นที่บางระกำโมเดล อยู่ความรับผิดชอบของสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด  ได้บูรณาการทำงานกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก  และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯจ.พิษณุโลก เพื่อขับเคลื่อนโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ข้าว ปัจจุบันมีเกษตรกรสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 1,003 ราย จำนวน16 แปลง พื้นที่เพาะปลูกข้าวรวม 19,952.30 ไร่ จำแนกเป็น สายพันธุ์พิษณุโลก 2, กข43, กข49, ขาวดอกมะลิ 105 โดยแบ่งพื้นที่เพาะปลูกข้าวตามรอบการผลิตในฤดูกาลที่เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งปีที่ผ่านมามีปริมาณรวบรวมผลผลิต 16,701 ตัน มูลค่า 119,089,578  บาท

ด้านนางปิยาพัชร  สุจรรยา  ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด กล่าวว่า  สหกรณ์ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการแปลงและควบคุมการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐาน GAP  รวบรวมรับซื้อผลผลิตข้าวจากเกษตรกรสมาชิกตามเกณฑ์คุณภาพที่กำหนด เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์จำหน่ายและส่งขายข้าวเปลือกให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนที่ทำบันทึกข้อตกลงรับซื้อผลผลิตตามที่ได้ MOU ไว้ ซึ่งส่วนหนึ่งนำมาสีแปรเป็นข้าวสารจำหน่าย ส่วนเงินทุนที่ใช้ดำเนินธุรกิจ สหกรณ์ใช้เงินทุนภายในของตนเอง และเงินทุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่ได้สนับสนุนผ่านเงินกู้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนทางธุรกิจ และรวบรวมรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรสมาชิก

ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด กล่าวอีกว่า สหกรณ์เป็นจุดบริการที่พร้อมด้านอุปกรณ์การตลาดสามารถรวบรวมรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร จากเกษตรกรสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปได้อย่างทั่วถึง  โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างเครื่องอบลดความชื้น ขนาด 500 ตันต่อวัน จากโครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บผลผลิตทางการเกษตร (แก้มลิง) ปีงบประมาณ 2561 ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน ซึ่งสหกรณ์ใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์การตลาดที่ได้รับ โดยนำผลผลิตข้าวเปลือกและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่รับซื้อจากเกษตรกร เข้าเครื่องอบลดความชื้นเก็บรักษาผลผลิตไว้รอจำหน่ายเพิ่มมูลค่าสินค้า

“จากการดำเนินโครงการฯที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรพอใจและเชื่อมั่นระบบบริหารจัดการการผลิตและการตลาดข้าวภายใต้โครงการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่มากขึ้น เพราะมีแหล่งจำหน่ายผลผลิตที่แน่นอนได้ราคาเป็นธรรม ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งสหกรณ์พร้อมเป็นกลไกขับเคลื่อนงานนโยบายของรัฐสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้นต่อไป”นางปิยาพัชร กล่าว

รายงานพิเศษ : เจาะลึก…แก้ปัญหาภัยแล้ง ‘อีสานกลาง-อีสานเมืองกาญจน์ยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462046

รายงานพิเศษ : เจาะลึก…แก้ปัญหาภัยแล้ง ‘อีสานกลาง-อีสานเมืองกาญจน์ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เป็นที่ทราบดีกว่า ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคกลางภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในฤดูฝนที่ผ่านมามีปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงประมาณร้อยละ 40 ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนขนาดใหญ่อย่างน้อย 6 แห่ง คือ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา และเขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ ต้องเฝ้าระวังควบคุมการบริการจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด พร้อมให้งดทำนาปรัง

พื้นที่ “อีสานกลาง” และ พื้นที่ “อีสานแห่งกาญจนบุรี” แม้จะอยู่คนละภูมิภาคแต่ปีนี้ก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเช่นกัน

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำใน 3 เขื่อนขนาดใหญ่ ของพื้นที่ลุ่มน้ำชี 5 จังหวัด“อีสานกลาง”คือ จ.ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด พบว่าเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีปริมาณน้ำ 521 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.)หรือร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ ต่ำกว่าปริมาณน้ำที่ใช้การได้ขณะนี้นำน้ำก้นอ่างฯมาใช้ไปแล้วมากกว่า 60 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ มีปริมาณน้ำในอ่างฯประมาณ 47 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 9.37 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำค่อนข้างน้อย ดังนั้น เขื่อนทั้ง 2 แห่ง จะส่งน้ำสนับสนุนน้ำได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น งดปลูกพืชฤดูแล้งทุกชนิด

ในขณะที่เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ปีนี้มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1,527 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 77 ของความจุอ่างฯ โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 1,427 ล้าน ลบ.ม.สนับสนุนน้ำสำหรับทุกกิจกรรมไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า นอกจากนี้ ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางถึง 13 แห่ง โดยอยู่ในเขตจ.ชัยภูมิ 5 แห่ง จ.ขอนแก่น 6 แห่ง และจ.ร้อยเอ็ด 2 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุ
ดังนั้น กรมชลประทานต้องวางแผนจัดสรรน้ำอย่างรัดกุม เพื่อให้น้ำที่มีจำกัดพอใช้เฉพาะอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ ไปจนถึงต้น
ฤดูฝนปีหน้า ดังนี้

พื้นที่จ.มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด มีเป้าหมายลดปริมาณใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ ที่จะส่งไปสนับสนุนการอุปโภคบริโภคในอ.เมืองมหาสารคาม ด้วยการสูบน้ำย้อนกลับจากแม่น้ำชี ที่ส่งมาจากเขื่อนลำปาวมาเติมหน้าเขื่อนวังยาง พร้อมควบคุมระดับน้ำหน้าเขื่อนร้อยเอ็ด ให้อยู่ที่ระดับ +131 ม.รทก. เพื่อให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนวังยางอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ จะติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบย้อนกลับดังกล่าว 4 เครื่อง จะสูบน้ำได้ประมาณวันละ 170,000 ลบ.ม.สูบประมาณ 35 วัน เริ่มสูบกลางเดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป คาดว่าจะทำให้หน้าเขื่อนวังยางเก็บน้ำได้เพิ่มอีก 6 ล้าน ลบ.ม. เพียงพออุปโภคบริโภคของประชาชนเมืองมหาสารคาม ไปจนถึงต้นฤดูฝนปี 2563 จากแนวทางรดังกล่าว จะลดใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ ได้วันละ 50,000 ลบ.ม. ทำให้เขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำเพียงพออุปโภคบริโภคในเขตจ.ขอนแก่น

อย่างไรก็ตาม หากน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในเมืองมหาสารคามยังไม่พอ ได้วางแผนระบายจากเขื่อนลำปาวช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2563 เนื่องจากเป็นช่วงที่เกษตรกรในพื้นที่รับน้ำของเขื่อนลำปาวไม่ต้องการน้ำทำการเกษตรมาช่วยผ่านประตูระบายน้ำพนังชี มาเติมน้ำหน้าเขื่อนวังยางได้อีกประมาณ 1 ล้าน ลบ.ม. พร้อมทั้งขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สร้างการตระหนักรู้ร่วมกันของประชาชนช่วยประหยัดน้ำให้มากที่สุด

สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาวนั้น กรมมีแผนพัฒนาปรับปรุงเพิ่มความจุแก้มลิงที่กระจายอยู่สองฝั่งลำน้ำชีให้เต็มศักยภาพ ตั้งเป้าว่าภายในปี 2565 จะพัฒนาแก้มลิงพร้อมอาคารประกอบอีก 129 แห่ง เก็บน้ำได้เต็มศักยภาพรวม 257.96 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 171,583 ไร่

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังพัฒนาแหล่งเก็บน้ำใหม่เพิ่มขึ้น กำลังก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง อยู่ในจ.ชัยภูมิคือ อ่างเก็บน้ำลำสะพุง อ.หนองบัวแดง อ่างเก็บลำน้ำชี อ.บ้านเขว้า และอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร อ.หนองบัวระเหว เก็บน้ำได้รวมกันประมาณ 160 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 127,000ไร่ และตั้งแต่ปี 2562-2565 จะสร้างอ่างเก็บน้ำใน จ.ชัยภูมิอีก 3 แห่ง เช่นกัน ได้แก่ อ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ
อ่างเก็บน้ำห้วยจอมแก้ว และอ่างเก็บน้ำลำเจียง มีความจุรวมกันประมาณ 74 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ได้ 49,000 ไร่

ในอนาคตเมื่อโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแผนที่กำหนดไว้แล้วเสร็จ ปัญหาขาดแคลนน้ำของ“อีสานกลาง” จะบรรเทาลง

ขณะเดียวกัน“อีสานแห่งกาญจนบุรี”หรือ“อีสานเมืองกาญจน์”พื้นที่ครอบคลุม 5 อำเภอ ในจ.กาญจนบุรี ได้แก่ อ.บ่อพลอย อ.ห้วยกระเจา อ.เลาขวัญ อ.หนองปรือและอ.พนมทวน ก็ประสบปัญหาภัยแล้งเกิดขาดแคลนน้ำยาวนานถึงขั้นไม่มีน้ำเพื่ออุปโภค–บริโภค จัดอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งสูงและซ้ำซาก เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านสภาพภูมิประเทศ ที่อยู่บนสันเขาใกล้เส้นแบ่งสันปันน้ำ จึงไม่สามารถพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ได้

การแก้ปัญหาปัจจุบันเป็นการแก้เฉพาะหน้าเร่งด่วน กรมชลประทานสูบน้ำจากคลองท่าล้อ-อู่ทอง ที่มีน้ำท่าสมบูรณ์ไปเติมสระเก็บน้ำ 3 แห่ง คือ สระเก็บน้ำหนองนาทะเลความจุ 2.5 ล้านลบ.ม. สระเก็บน้ำวัดทิพย์สุคนธารามความจุ 1.15 ล้านลบ.ม. และสระเก็บน้ำบ้านหนองมะสังข์ความจุ 400,000 ลบ.ม รวมทั้งยังเติบให้สระเก็บน้ำอื่นๆที่มีศักยภาพด้วย แต่จะสนับสนุนเฉพาะน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคได้เท่านั้น

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า การแก้ปัญหาอีสานแห่งกาญจนบุรีระยะยาวนั้น ล่าสุดคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเร่งศึกษา โครงการผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อบรรเทาปัญหาแล้ง จ.กาญจนบุรี เพื่อแก้ปัญหาแล้งซ้ำซากใน 5 อำเภอดังกล่าวให้แล้วเสร็จเดือนมีนาคม 2563 ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งกรมชลประทานเป็นหน่วยงานภาคปฏิบัติที่จะร่วมบูรณาการขับเคลื่อนโครงการ

โดยการศึกษาเบื้องต้น แนวทางที่เป็นไปได้คือ สร้างอุโมงค์ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ลอดพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสลักพระไปยังอ่างเก็บน้ำลำอีซู ของกรมชลประทานระยะยาว 22 กม. พร้อมระบบท่อส่งน้ำ 14 กม. และคลองส่งน้ายาว 147 กม. หากโครงการนี้ประสบผลสำเร็จ จะแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

นักการเมืองรุกป่า ต้องจัดการมาตรฐานเดียวกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/608623

  • วันที่ 07 ธ.ค. 2562 เวลา 17:37 น.

นักการเมืองรุกป่า ต้องจัดการมาตรฐานเดียวกัน

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

**************************

การดำเนินคดีกับนักการเมืองข้อหารุกป่าสงวนต้องทำอย่างจริงจังให้เป็นแบบอย่างให้เห็นว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย เพราะที่ผ่านมา ชาวบ้านมักถูกดำเนินคดีข้อหารุกป่า โดนปรับ เข้าคุกเข้าตารางไปหลายราย ที่สำคัญ ยังเชื่อว่า มีนักการเมืองระดับชาติ ท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพล นายทุนอีกมากที่รุกป่า จับจองที่ดินหลวง สร้างคฤหาสน์ รีสอร์ทหรู ลอยนวลอยู่เหนือกฎหมาย

กรณี  ปารีณา ไกรคุปต์  ส.ส.พรรคพลังประชารัฐสังกัดรัฐบาล ถูกกรมป่าไม้เข้าแจ้งความ 4 ข้อหา รุกป่าสงวนเนื้อที่  46 ไร่ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ในพื้นที่เขาสนฟาร์มที่เจ้าตัวทำฟาร์มไก่ 1,700 ไร่  ซึ่งเธอแจ้งบัญชีทรัพย์สินเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2562 ว่า มีรายได้จากการเลี้ยงไก่ 109.9 ล้านบาท และเลี้ยงวัว 6.7 แสนบาทต่อปี  แต่ก็มีรายจ่ายจากฟาร์มไก่ 107.7  ล้านบาทต่อปีเช่นกัน

โทษของการรุกป่าสงวน หากพบว่า ผิด ต้องจำคุก 2- 15 ปี ปรับ 1.5 ล้านบาท  ไม่เท่านั้น ที่ดินสปก.ที่ ปารีณา ถือครองอยู่ยังถูกริบคืนอีก 682 ไร่ เพราะได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ปารีณา ปัจจุบันอายุ 44 ปี เป็น สส.สมัยที่ 4  ย้ายสังกัดเข้าพรรคต่างๆทั้งพรรคไทยรักไทย พรรคชาติไทย เป็นทายาท “ทวี ไกรคุปต์” อดีตรมช.คมนาคม นักการเมืองฝีปากกล้า

สำหรับ ทวี ผู้พ่อ เคยสร้างวีรกรรมในพรรคประชาธิปัตย์ 20 ปีก่อน สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล มี นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค  ตอนนั้น ทวี เป็น ส.ส.ราชบุรี สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ เจ้าตัวได้ออกมาขย่มนายสุเทพ เทือกสุบรรณ หลังมีข่าวว่า ไม่พอใจที่ไม่ได้รับเลือกให้เป็นรัฐมนตรี และตำแหน่งประธานกรรมาธิการกิจการคมนาคม เนื่องจากถูก นายสุเทพ สกัด นายทวีจึงเปิดศึกแฉ นายสุเทพ ในฐานะ รมว.คมนาคมว่าบริหารงานไม่โปร่งใสในโครงการสื่อสัญญาณความเร็วสูง หรือ เอสดีเอช  พร้อมทั้งออกมาท้าทีท้าต่อยคนในพรรค  จนพรรคประชาธิปัตย์ตั้งกรรมการสอบก่อนจะมีบทลงโทษด้วยการภาคทัณฑ์นายทวี หาว่าเคลื่อนไหวไม่สุจริต

กลับมาคดีรุกป่าของ ปารีณา  นอกจากเธอจะถูกยึดที่คืนแล้ว ยังพ่วงถูกเอาผิดคดีอาญาและอาจถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งในอนาคตอีก ขณะที่ ป.ป.ช.กำลังตรวจสอบว่า มีการแจ้งการถือครองที่ดินเป็นเท็จหรือไม่

นึกไม่ถึง “ดาวรุ่ง” ในซีกของพรรคพลังประชารัฐ ที่ออกมาวาดลวดลาย เป็นองครักษ์พิทักษ์รัฐบาล คอยต่อกรกับ “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ จะตกม้าตายอย่างรวดเร็ว สะท้อนว่า การจะตรวจสอบใคร ตัวเองต้องโปร่งใส ไม่มีบาดแผลก่อน และอย่าชะล่าใจว่า การเป็น ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลแล้วจะมีอำนาจรัฐคอยช่วยเหลือ ซึ่งแม้แรกเริ่มคดีนี้พรรคพลังประชารัฐทำท่าจะออกมาปกป้อง “ปารีณา”ว่าไม่ผิด แต่เมื่อผลตรวจสอบพบว่า มีการรุกที่จำนวนมาก จึงยากที่จะอุ้มได้ มิฉะนั้น เรือสนิมเหล็กจะพังลำ

กรณี “ปารีณา” เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินคดีให้เป็นเยี่ยงอย่าง หัวหน้ารัฐบาลต้องส่งสัญญาณให้สังคมเห็นว่า เอาจริงกับพวกรุกป่า โดยเฉพาะพวกนักการเมืองระดับชาติ นักการเมืองท้องถิ่น นายทุน ที่มักหลุดรอดคดีด้วยเหตุมีอำนาจรัฐคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

“ปารีณา”อาจไม่ใช่กรณีเดียวที่ถูกดำเนินคดีครั้งนี้  “ศรีสุวรรณ จรรยา” นักร้อง ยังได้ยื่นเรื่องให้เอาผิด 10 ส.ส.จากพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน หลังพบว่านักการเมืองเหล่านี้ถือครอบครองที่ดินคล้ายกับปารีณา คือ  มีการครอบครองที่ดินประเภท ภ.บ.ท.5 และ ส.ป.ก. กันเป็นจำนวนมาก ขาดคุณสมบัติของการมีสิทธิครอบครอง

ที่ดิน ภ.บ.ท.5 หรือ ภาษีบำรุงท้องที่ เรียกกันว่า “ภาษีดอกหญ้า” เป็นเพียงเอกสารการเสียภาษีบำรุงท้องที่  ไม่ใช่เอกสารแสดงสิทธิครอบครองที่ดิน เพราะเจ้าของที่ดินก็ยังคงเป็นของราชการ และส่วนมากก็เป็นที่ป่าสงวน  สส.บางรายกลับถือครองเป็นร้อยเป็นพันไร่

ส่วนที่ดินประเภท ส.ป.ก.  เจตนารมณ์ของกฎหมาย กำหนดไว้ชัดเจนว่าผู้ที่จะมีสิทธิยึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินปฏิรูป ต้องเป็นเกษตรกรเป็นหลัก มีฐานะยากจน รายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี หรือต้องเป็นบุตรของเกษตรกรเท่านั้น น่าประหลาดที่ว่า นักการเมืองกลับเข้าไปถือครองได้  กรณีปารีณาอ้างว่า ตนเองเป็นเกษตรกรเพราะทำฟาร์มไก่จึงฟังไม่ขึ้น

บทเรียนที่เคยเกิดขึ้นมีให้เห็น ประเด็นการแจกที่ดิน สปก. ครั้งอื้อฉาวสั่นคลอนรัฐบาลมาแล้ว สมัยรัฐบาล ชวน หลีกภัย ต้องยุบสภา เพราะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รมช.เกษตรขณะนั้น แจกที่ดินสปก. ให้กับกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดตัวเอง ทั้งที่ไม่เข้าข่ายเป็น เป็นเกษตรกร จนฝ่ายค้านนำมาเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อ 25 ปีก่อน

รัฐบาลคสช. ที่ผ่านมา มีนโยบายจัดระเบียบที่ดินสปก.ทั่วประเทศ หลังพบช่องโหว่ บรรดานายทุน นักการเมือง เข้าไปถือครองผิดกฎหมาย เป็นจำนวนมาก สำนักงานส.ป.ก.ระบุว่า ระหว่างปี 2558-2559  มีที่ดิน ส.ป.ก. 40 ล้านไร่ทั่วประเทศ มีการจัดสรรให้เกษตรกรไปใช้ทำประโยชน์ไปแล้ว 36 ล้านไร่ เหลือที่ยังจัดสรรไม่ได้ 4 ล้านไร่ ในจำนวนนี้มีการรังวัดแล้ว 2 ล้านไร่ และทยอยจัดสรร ส่วนอีก 2 ล้านไร่ที่ยังไม่ได้รังวัด และยังไม่เข้าระบบตรงนี้ที่เป็นปัญหารุกที่ เพราะมี ส.ส. นักการเมืองและ ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นถือครองไปสร้างรีสอร์ท ที่พัก

ไม่น้อยทีเดียว ที่ส.ป.ก.เกือบ 2 ล้านไร่ ที่เป็นช่องว่างให้ นายทุนครอบครองอย่างผิดกฎหมาย แถมยังไม่ถูกดำเนินคดี โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวทั้งหลาย ไปทำบ้านพัก ร้านอาหาร ซื้อที่ต่อจากชาวบ้านและสะสมเป็นแปลงขนาดใหญ่ เซ้งต่อกันราคาแพง

การรุกที่ป่าสงวนจำนวนมาก สะท้อนถึงความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม และไม่เสมอภาค เพราะไม่สามารถเอาผิดกับกลุ่มนายทุน นักการเมือง รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐอีกจำนวนมาก ที่รวมหัวกันเป็นอาชญากรเศรษฐกิจ  แม้ว่า ช่วงไม่กี่ปีมานี้ เริ่มมีการทำคดีฟ้องรุกป่าขึ้นศาล เอาผิดให้บ้าง แต่ก็ยังน้อยเมื่อเทียบการรุกที่ป่าสงวนที่เกิดขึ้นจริง

ขบวนการรุกป่ามีกันเกลื่อน เรียกได้ว่า แตะที่ไหน ก็เจอการกระทำผิดกฎหมายที่นั่น เน้นพื้นที่วิวสวยๆ เช่น  อ.วังน้ำเขียว อ.ปากช่อง อ.เขาใหญ่ นครราชสีมา หรือ ในเชียงใหม่ จันทบุรี เพชรบูรณ์ ภูเก็ต กาญจนบุรี เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

นักการเมือง นายทุน ผู้มีอำนาจเหล่านี้ แจกจ่ายผลประโยชน์ให้ข้าราชการประจำเพื่ออนุญาตให้ถือครองที่ดิน โดยมิชอบ ทำโรงแรม สนามกอล์ฟ ที่จอดเฮลิคอปเตอร์  สนามแข่งรถ เปิดสวนสนุก ทำสวนน้ำ

แม้กรมป่าไม้บอกว่า ปี 2561 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น จากมาตรการของ คสช. ที่ป้องกันและปราบปรามการบุกรุกป่าเข้มข้นและ นโยบายทวงคืนผืนป่าที่ยึดคืนพื้นที่ป่าจากนายทุน โดยพบว่า ปี 2561  ไทยมีผืนป่าอยู่ 102.4 ล้านไร่ เทียบกับปี 2560 อยู่ที่ 102.1 ล้านไร่  เพิ่มขึ้น 3.3 แสนไร่ หรือเท่ากับจ.ภูเก็ตทั้งจังหวัด

แต่เชื่อว่า ผู้อยู่เหนือกฎหมาย ยึดที่หลวง บุกรุกป่า กลั่นแกล้งชาวบ้าน ยังมีอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ถูกดำเนินคดี  รัฐบาลจึงไม่ควรลูบหน้าปะจมูกทำคดีปารีณาเป็นแค่ไฟไหม้ฟางเท่านั้น

เบื้องลึก!!!’พลภูมิ’กับข้อยกเว้นพิเศษให้เป็นงูเห่าใน’เพื่อไทย’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/608477

  • วันที่ 05 ธ.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

เบื้องลึก!!!'พลภูมิ'กับข้อยกเว้นพิเศษให้เป็นงูเห่าใน'เพื่อไทย'

แกนนำเพื่อไทยเข้าใจ”พลภูมิ” เสียบบัตรช่วยรัฐบาลเหตุช่วยให้หลุดพ้นคดีแจ้งทรัพสินเท็จต้องทดแทนบุญคุณผู้ใหญ่ในรัฐบาล

หลัง“10งูเห่า”เกิดขึ้นในพรรคฝ่ายค้าน กรณีไปแสดงตนเป็นองค์ประชุมในการพิจารณาพิจารณาญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฏรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการใช้ศึกษาผลกระทบจากประกาศคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งที่ฝ่ายค้านได้มีมติไม่เข้าร่วม จนทำให้รัฐบาลสามารถพลิกมติล้มญัตติดังกล่าวสำเร็จ ท่ามกลางข่าวการแจกกล้วยให้”งูเห่า”ถึงเลข 8 หลัก นั้น ปรากฎว่า พรรคที่มีสมาชิกเป็นงูเห่าต่างออกมาแสดงท่าทีปฏิเสธความเป็น”งูเห่า”ทันที

ทว่าที่น่าสนใจคือพรรคเพื่อไทย ซึ่งมี ส.ส.3 คน ที่ไปเสียบบัตรแสดงตน ประกอบด้วย “พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม. -พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี -ขจิตร ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี” แต่ปรากฎว่า แกนนำของพรรคต่างออกมาแสดงความเห็นใจ “พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ”เพียงคนเดียว โดย การันตีให้ว่าไม่เกี่ยวกับ“กล้วย”ทางการเมือง

“ในส่วนของส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่แสดงตัวเป็นองค์ประชุม 3 คนนั้น กรณี คุณพลภูมิ เราไม่แปลกใจ เพราะเข้าใจและทราบมาก่อนว่า เขามีบุญคุณต่อกันเรื่องคดีก่อนหน้านี้ มีคดีชี้เป็นตายทางการเมือง จนอาจจะต้องย้ายพรรคอยู่แล้ว ส่วนที่เหลืออีก 2 คน ท่านขจิตร กับคุณพรพิมล ถือว่าผิดคาด เราจึงยังต้องรอฟังเหตุผลของเขาก่อน” สุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ระบุ

ไม่เพียงเท่านั้น “วิชาญ มีนชัยนันท์” ประธานภาค กทม. พรรคเพื่อไทย ยังออกมาอุ้ม “พลภูมิ” อีกว่า ได้รู้จัก “พลภูมิ” และครอบครัวมานาน ตั้งแต่ “พลภูมิ”เริ่มเข้าการเมืองมาเป็นผู้ช่วย ส.ส.ของตนเอง และไปเป็น ส.ก. จนเป็น ส.ส. ซึ่ง “พลภูมิ”และครอบครัวเป็นคนมีฐานะ มีเหตุผล ไม่เคยสนใจเรื่องผลประโยชน์เงินทอง ดังนั้นการจะบอกว่าที่ช่วยรัฐบาลเพราะผลประโยชน์เงินทางตัดทิ้งไปได้เลย สาเหตุคงมาจากเรื่องอื่นมากกว่า

คำถามจึงมีอยู่ว่า อะไรที่เป็นเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องยกเว้นให้”พลภูมิ”ไปช่วยฝั่งรัฐบาลได้ และที่”สุทิน”บอกว่า เขามีบุญคุณต่อกันเรื่องคดีก่อนหน้านี้ มีคดีชี้เป็นตายทางการเมือง จนอาจจะต้องย้ายพรรคอยู่แล้ว”มันคือคดีอะไร

ว่ากันตามจริง ปมเบื้องหลังของ”พลภูมิ”กับ “ผู้มีบุญคุณในรัฐบาล”นั้น คนในเพื่อไทยรู้กันหมดมานานแล้วตั้งแต่ “พลภูมิ”ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ฐานจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เป็นรายการบัตรเครดิตประมาณ 2.2 แสนบาท และเงินฝากในบัญชียอดรวมประมาณ 1.6 หมื่นบาท

ท้ายที่สุดคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษา ยกคำร้องไปเมื่อ 12ก.ย.ที่ผ่านมา โดยเห็นว่า ป.ป.ช. ไม่สามารถนำตัวผู้ถูกกล่าวหามาส่งศาลภายในระยะเวลา 5 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้คดีขาดอายุความ

ซึ่งการหลุดพ้นคดีดังกล่าวนั้นแหล่งข่าวในพรรคเพื่อไทยได้ระบุว่า “พลภูมิ”ได้มาสารภาพกับแกนนำของพรรคเพื่อไทยถึงการต่อสู้คดีดังกล่าวจนชนะ เพราะมีบิ๊กในรัฐบาลคนหนึ่งได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยมีเงื่อนไขต้องแลกกับการที่ต้องไปอยู่กับฝ่ายรัฐบาล ซึ่ง”พลภูมิ”ไม่มีทางเลือก

“เมื่อเขาหลุดคดี เขาจึงต้องทำตามสัญญา วันที่เขามาสารภาพ เขาต้องหลั่งน้ำตา คนในพรรคเพื่อไทยก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้ เพราะถ้าเขาแพ้คดีอาจต้องติดคุกและหลุดจากเก้าอี้ส.ส.หมดอนาคตทางการเมือง เมื่อมีผู้ใหญ่เขาเสนอเงื่อนไขจะช่วย จึงไม่มีทางเลือก ทุกคนจึงเข้าใจ”แหล่งข่าว ระบุ

สำหรับ”บิ๊กในรัฐบาลคนนั้นเป็นใคร คนเพื่อไทยรู้จักกันดี !!!

ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาว่าทำไม”พลภูมิ”ถึงได้รับข้อยกเว้นเป็นกรณีพิเศษในพรรคเพื่อไทย !

รายงานพิเศษ : อุโมงค์ผันน้ำ…อีกศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาภัยแล้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461083

รายงานพิเศษ : อุโมงค์ผันน้ำ…อีกศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาภัยแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลสงเปลือย อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นอีก “ศาสตร์พระราชา” ที่กรมชลประทานได้สืบสาน ต่อยอด และขยายผลใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ต่างๆของประเทศ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรที่อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 ได้ทอดพระเนตรสภาพภูมิประเทศลำพะยัง ที่บ้านกุดตอแก่น รวมถึงสภาพความยากลำบากของราษฎรและการขาดแคลนน้ำเนื่องจากขาดระบบชลประทาน จึงพระราชทานแนวพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาดำเนินการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน

กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริดังกล่าวมาดำเนิน โครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยดำเนินงานหลักๆ 2 ส่วน คือ ส่วนแรก เป็นการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านนาวี ตำบลสงเปลือย อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เริ่มก่อสร้างปี 2537 แล้วเสร็จในปี 2538 ซึ่งเดิมสามารถกักเก็บน้ำมีความจุ 3.50 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ก่อนจะปรับปรุงขยายเพิ่มเป็น 4.00 ล้าน ลบ.ม.ในปี 2543 มีพื้นที่เกษตรกรรมได้รับประโยชน์ประมาณ 4,600 ไร่ และส่วนที่ 2 เป็นการก่อสร้าง อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด คือ จังหวัดกาฬสินธุ์และมุกดาหาร โดยเริ่มก่อสร้างในปี 2546 แล้วเสร็จในปี 2549

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นศาสตร์บริหารจัดการน้ำโดยผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งมีปริมาณน้ำมาก มายังอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีปริมาณน้ำน้อย จากนั้นก็กระจายน้ำให้พื้นที่การเกษตรของลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน สร้างประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอเขาวงมากถึงประมาณ 12,000 ไร่ และยังทำให้ข้าวมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นถึง 2-3 เท่า นับเป็นความสำเร็จจากอุโมงค์ผันน้ำที่มาจากพระอัจฉริยภาพของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในด้านบริหารจัดการน้ำ อันสอดรับกับคำว่า “ลำพะยังภูมิพัฒน์” ซึ่งหมายถึง “อุโมงค์ผันน้ำที่นำความเจริญมาสู่แผ่นดินลุ่มน้ำลำพะยัง”

ดร.ทองเปลว กองจันทร์

จากศาสตร์พระราชาด้วยการสร้างอุโมงค์ผันน้ำดังกล่าว กรมนำมาต่อยอดขยายผลแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง โดยดำเนิน “โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา” จ.เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้าง ซึ่งโครงการนี้ เป็นการพัฒนาลุ่มน้ำปิงตอนบนซึ่งมีลุ่มน้ำสาขาสำคัญๆ 3 ลุ่มน้ำคือ ลุ่มน้ำแม่กวง ลุ่มน้ำแม่งัดและลุ่มน้ำแม่แตง ด้วยการเจาะอุโมงค์ส่งน้ำเพื่อส่งน้ำจากลำน้ำแม่แตง ในส่วนที่เกินความต้องการช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน ประมาณ 113 ล้านลบ.ม.ต่อปี ไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลและผันน้ำส่วนเกินของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ประมาณ 47 ล้านลบ.ม.ต่อปี ผ่านอุโมงค์ส่งน้ำไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา รวมปริมาณน้ำที่ผันประมาณ 160 ล้านลบ.ม.ต่อปี ซึ่งจะเพียงพอกับความต้องการ นอกจากนี้ กรมชลประทานยังจะดำเนินโครงการส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล กลับไปยังระบบส่งน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง เพื่อสนับสนุนให้พื้นที่การเกษตรในลุ่มน้ำแม่แตงในฤดูแล้งประมาณ 25 ล้านลบ.ม. ต่อปีทำให้ประชาชนที่อยู่ทั้ง 3 ลุ่มน้ำย่อยของลุ่มน้ำปิง ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นอีกลุ่มน้ำหนึ่งที่กรมชลประทานมีแผนที่จะนำศาสตร์พระราชาดังกล่าวมาแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยดำเนิน “โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล” เพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาประเมินผลกระทบสิ่งแวล้อม(EIA) ซึ่งเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มเจ้าพระยา มีความจุ 13,462 ล้าน ลบ.ม. แต่จากสภาพอากาศแปรปรวนทำให้ฝนตกท้ายเขื่อน น้ำไม่ไหลลงเขื่อน ทำให้เขื่อนภูมิพลยังเหลือช่องว่างเก็บน้ำได้อีกไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านลบ.ม. ดังนั้น กรมเริ่มศึกษาโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลดังกล่าว ซึ่งแนวทางเป็นไปได้มากที่สุดคือ การผันน้ำจากแม่น้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน มากักเก็บไว้ที่เขื่อนภูมิพล โดยสร้างอุโมงค์ผันน้ำความยาวประมาณ 60-68 กิโลเมตร จากแม่น้ำยวม มาลงแม่น้ำปิง บริเวณ บ้านแม่งูด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ จากนั้นให้ไหลตามแรงโน้มถ่วงโลกลงสู่เขื่อนภูมิพล

“โครงการดังกล่าวหากทำสำเร็จจะสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้ลุ่มเจ้าพระยา แม้จะใช้เงินลงทุนสูงประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท แต่คุ้มค่าและมีผลกระทบน้อย โดยจะสร้างความมั่นคงให้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคอีกปีละ 300 ล้านลบ.ม. คิดเป็นมูลค่า 3,270 ล้านต่อปี ทำให้เปิดพื้นที่นาในเขตลุ่มเจ้าพระยาได้อีก 1.6 ล้านไร่ สนับสนุนน้ำการเกษตรในฤดูแล้งเพิ่มขึ้น 160,000 ไร่ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 845 ล้านบาทต่อปี สิ่งสำคัญอีกส่วนหนึ่ง คือ ช่วยเพิ่มกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าให้โรงไฟฟ้าท้ายเขื่อนภูมิพล อีกประมาณ 417 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,147 ล้านบาทต่อปี” ดร.ทองเปลว กล่าว

อีกโครงการหนึ่งที่นำศาสตร์พระราชาในการสร้างอุโมงค์ผันน้ำฯไปปรับใช้คือ โครงการผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อบรรเทาปัญหาแล้งใน 5 อำเภอ ของจ.กาญจบุรี ได้แก่ บ่อพลอย
ห้วยกระเจา เลาขวัญ หนองปรือและพนมทวน เป็นพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก ถ้าผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีปริมาณน้ำแต่ละปีค่อนข้างมากมาช่วยพื้นที่ดังกล่าวจะแก้ปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม โครงการอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)

“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ปัญหาน้ำที่เกิดขึ้นก็สามารถแก้ไขได้อย่างยั่งยืนด้วย “ศาสตร์พระราชา”

รายงานพิเศษ : สืบสานศาสตร์พระราชา‘อ่างพวง’ สร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้พื้นที่EEC

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459831

รายงานพิเศษ : สืบสานศาสตร์พระราชา‘อ่างพวง’ สร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้พื้นที่EEC

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระราชทานแนวพระบรมราโชบายของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ให้หน่วยงานราชการรวมถึงพสกนิกร ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ ด้วยทรงตระหนักดีว่า ศาสตร์พระราชานั้นได้ผ่านการคิด กลั่นกรอง ปฏิบัติ และพัฒนา จนเป็นรูปธรรมชัดเจนมาแล้วทั้งสิ้น เป็นที่ยอมรับของสังคมไทยและในระดับนานาชาติ

“กรมชลประทานได้ยึดถือ สืบสาน ต่อยอดศาสตร์พระราชา มาใช้พัฒนาแก้ปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมชลประทานภายใต้กรอบแนวคิด “RID No.1” ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน

ศาสตร์พระราชาเรื่อง “โครงข่ายอ่างเก็บน้ำ” หรือ“อ่างพวง”ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริดำเนินโครงการในพื้นที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2532 และแล้วเสร็จสมบูรณ์ปี 2549 ทำให้ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากมาช่วยอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด และก่อให้เกิดความมั่นคงในเรื่องน้ำในพื้นที่นั้น

กรมชลประทานยึดศาสตร์พระราชา “อ่างพวง” ดังกล่าวมาสืบสาน ต่อยอด แก้ปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่ต่างๆ ล่าสุดบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำมาขยายผลดำเนิน โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลังงาน ยานยนต์ของไทยในอนาคต ตลอดจนสร้างความมั่นใจด้านการท่องเที่ยว ซึ่ง 3 จังหวัดดังกล่าวยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชื่อเสียงระดับนานาชาติ และที่สำคัญยังทำให้ภาคเกษตร มีน้ำที่อุดมสมบูรณผลิตผลไม้คุณภาพดีระดับโลกอีกด้วย

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า แม้ปัจจุบันปริมาณน้ำต้นทุนที่ใช้ในพื้นที่ EEC จะมีเพียงพอกับความต้องการทุกภาคส่วนก็ตาม แต่ในอนาคตความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น กรมชลประทานจึงนำศาสตร์พระราชาในเรื่องอ่างพวง มาวางแผนเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนและสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้พื้นที่ EEC โดยสร้างระบบผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างอ่างเก็บน้ำที่สำคัญเข้าด้วยกันเป็นโครงข่าย ซึ่งจะสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจแล้ว ทำให้ภาคการเกษตรมีน้ำสมบูรณ์เพียงพอด้วย ปัจจุบันมีการเชื่อม โยงอ่างเก็บน้ำต่างๆ เข้าด้วยกันโดยระบบท่อส่งน้ำ คลองส่งน้ำ และลำน้ำธรรมชาติ เป็นโครงข่ายแล้วส่วนหนึ่ง แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นคงให้พื้นที่ EEC ในอนาคต

ดังนั้น กรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำแผนพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของพื้นที่ EEC ในอีก 20 ปี โดยในส่วนที่กรมชลประทานรับผิดชอบประกอบด้วย สร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ 10 แห่ง รวมปริมาณความจุ 208.7 ล้านลบ.ม. ปรับปรุงแหล่งน้ำ 6 แห่งที่มีอยู่เดิมเก็บน้ำได้เพิ่ม 91.5 ล้านลบ.ม. ปรับปรุงเครือข่ายน้ำเดิม คือ เครือข่ายน้ำอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่-อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล สร้างระบบเครือข่ายผันน้ำพานทอง-อ่างเก็บน้ำบางพระ และเครือข่ายน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำหนอค้อ-อ่างเก็บน้ำบางพระ ผันน้ำได้ 20 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี เครือข่ายน้ำคลองวังโตนด-อ่างเก็บน้ำประแสร์ และเครือข่ายน้ำคลองโพล้-อ่างเก็บน้ำประแสร์ ได้ปริมาณน้ำรวม 75 ล้านลบ.ม.ต่อปี สร้างระบบสูบน้ำกลับคลองสะพานอ่างประแสร์เส้นที่ 1 และ 2 สูบน้ำกลับรวมปริมาณได้ 100 ล้านลบ.ม.ต่อปี ระบบสูบน้ำกลับคลองหลวง และระบบสูบน้ำกลับอ่างเก็บน้ำสียัด ได้ปริมาณน้ำรวม 31 ล้านลบ.ม.ต่อปี และสร้างอุโมงค์ส่งน้ำคลองพระสะทึง-อ่างเก็บน้ำสียัด ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 60 ล้านลบ.ม.ต่อปี

นอกจากนี้ ยังขุดลอกคลองในพื้นที่ชลประทาน ปรับปรุงประสิทธิภาพชลประทานและทบทวนพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งจะทำให้ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอีก 7 ล้านลบ.ม. พร้อมทั้งพัฒนาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากเป็นแก้มลิง จะได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอีก 200 ล้าน ลบ.ม.

ดร.ทองเปลวกล่าวว่า ศาสตร์พระราชาในเรื่องอ่างพวงนั้น แก้ปัญหาน้ำได้อย่างมีประสิทธิ เช่นในฤดูแล้งปีนี้ ภาคตะวันออกมีฝนตกต่ำกว่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 40 โดยเฉพาะที่จังหวัดชลบุรี ปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยเกือบร้อยละ 50 ส่งผลให้แหล่งเก็บน้ำหลักของจังหวัด คือ อ่างเก็บน้ำบางพระ มีปริมาณน้ำใช้การได้เพียง 52.7 ล้านลบ.ม. หรือนประมาณร้อยละ 50 ของปริมาณการกักเก็บ ในขณะที่อ่างเก็บน้ำหลักอีกทั้ง 5 แห่งของเมืองพัทยา มีปริมาณน้ำใช้การรวมกันพียง 13.8 ล้านลบ.ม. ถือว่าน้อยกว่าความต้องการใช้น้ำของเมืองพัทยา คือ วันละ 200,000 ลบ.ม. หรือปีละ 70 ล้านลบ.ม.

กรมชลประทานได้วางแผนส่งน้ำเสริมให้เมืองพัทยาโดยใช้โครงข่ายน้ำ อีกวันละ 100,000 ลบ.ม.เพื่อไม่ให้เมืองพัทยาเกิดวิกฤตขาดน้ำ โดยจะผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำบางพระมาเพิ่มเติมให้ แม้อ่างเก็บน้ำบางพระจะมีปริมาณน้ำเพียงแค่ครึ่งของปริมาณเก็บกัก แต่กรมฯใช้ระบบโครงข่ายน้ำที่มีอยู่มาใช้แก้ปัญหา ด้วยการผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยยานุชิตมาเติมวันละ 500,000 ลบ.ม. และจากแม่น้ำบางปะกงมาเติมอีกวันละ 100,000 ลบ.ม.จะทำให้มีน้ำมาสำรองเพียงพอส่งน้ำให้เมืองพัทยา นอกจากนี้ ยังสามารถผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลมาเติมที่อ่างเก็บน้ำบางพระได้อีกด้วย จึงมั่นใจได้ว่าเมืองชลบุรี และเมืองพัทยามีน้ำเพียงพอใช้ในทุกกิจกรรมในช่วงฤดูแล้งนี้อย่างแน่นอน

“การสืบสานศาสตร์พระราชาในเรืิ่องอ่างพวง นำมาต่อยอด ขยายผลใช้วางแผนแก้ปัญหาและสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ EEC ควบคู่กับแผนงานด้านอื่นๆที่ได้ทำการศึกษาไว้ จะสามารถสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ EEC ทั้ง 3 จังหวัดดังกล่าวได้อย่างแน่นอน รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียงก็จะได้รับผลประโยชน์ด้วย ซึ่งกรมชลประ ทานมุ่งหวังที่จะสร้างสมดุลด้านน้ำโดยการใช้โครงข่ายน้ำหรืออ่างพวงผนวกกับเครื่องมือชลประทานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเกิดความมั่นคงด้านน้ำให้มากที่สุด พร้อมทั้งจะนำศาสตร์พระราชาในเรื่องนี้ไปขยายผลดำเนินการในพื้นที่อื่นๆที่มีลักษณะปัญหาที่คล้ายคลึงกันอีกด้วย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรฯคัดสรรสินค้าสหกรณ์ ส่งความสุขเป็นของขวัญปีใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459385

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรฯคัดสรรสินค้าสหกรณ์ ส่งความสุขเป็นของขวัญปีใหม่

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดทำโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ โดยรวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มอาชีพจากจังหวัดต่างๆ มาจัดตกแต่งเป็นกระเช้าสินค้าสหกรณ์จำหน่ายช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันได้รับการตอบรับอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และประชาชนทั่วไป โทร.มาสั่งจองและมาเลือกซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ ในแต่ละปีสร้างรายได้กลับคืนสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรปีละประมาณ 1.2 ล้านบาท

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังคงจัดกิจกรรมจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์เช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา ในชื่อ “โครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์” ภายใต้แนวคิด “ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์” เพื่อสนับสนุนส่งเสริมกิจกรรมด้านการตลาดให้สินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น โดยคาดหวังว่าผู้บริโภคจะได้รับสินค้าดีมีคุณภาพ มอบเป็นของขวัญของฝากช่วงปีใหม่ สร้างความสุขใจ ทั้งผู้ให้และผู้รับ

สินค้าที่จะนำมาจัดลงกระเช้าในปีนี้ คัดสรรมาจากหลายแหล่งทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะสินค้าคุณภาพทั้งอุปโภคบริโภค เน้นผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเป็นหลัก อาทิ สินค้าประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวหอม มะลิแดง และข้าวกข 43 ซึ่งเป็นข้าวที่ได้รับการวิจัยว่ามีน้ำตาลน้อย เหมาะสำหรับผู้ต้องการลดน้ำหนักและผู้ป่วยโรคเบาหวาน สินค้าประเภทอาหารแปรรูปและผลไม้แปรรูป อาทิ กล้วยตาก หมี่กรอบสามรส ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง หมูทุบ หมูฝอย เนื้อทุบ เนื้อกระจก กุนเชียง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ คุกกี้รสงา คุกกี้รสจมูกข้าวกล้อง ผลไม้อบแห้ง น้ำผึ้ง แยมมัลเบอร์รี่ ผัดหมี่โคราชปรุงรสปลาร้าทรงเครื่อง และน้ำพริกประเภทต่างๆ สินค้าประเภทสมุนไพร สมุนไพรชงดื่ม ขิงผง เก๊กฮวยผง ดอกคำฝอยชาใบหม่อนอินทรีย์ ชาเขียวข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้าย เช่น ผ้าคลุมไหล่ ผ้าขาวม้า ผ้าห่มผ้าพันคอ สินค้าหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์แก้วเบญจรงค์ แก้วมุก และผลิตภัณฑ์ต่างๆจากยางพารา ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพารา หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ สินค้าประเภทนมและเครื่องดื่มนม UHT นมปรุงแต่งชนิดเม็ด น้ำผลไม้ กาแฟชงพร้อมดื่ม กาแฟดริป ผลิตภัณฑ์อาหารจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาและโครงการหลวงดอยคำ

รูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ จะนำสินค้าสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพต่างๆ มาจัดวางตกแต่งให้สวยงามด้วยผ้าขาวม้าหรือกระดาษสาลามี่ หรือวัสดุที่ลูกค้าต้องการ ราคามีตั้งแต่หลักร้อยจนถึงกระเช้าขนาดใหญ่ราคา 1,000-3,000 บาท มีทั้งกระเช้าสำเร็จรูปที่จัดสินค้าและตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้าที่ต้องการให้จัดกระเช้าด้วยตัวเองด้วย กรมจัดเตรียมห้องจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าสหกรณ์ อาคาร 3 ชั้น 1 ภายในกรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่าน้ำเทเวศร์ เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2562 ถึง 12 มกราคม 2563 จำหน่ายทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันจันทร์ – ศุกร์ เปิดจำหน่ายตั้งแต่เวลา 09.00 – 19.00 น. และปีนี้เปิดขายวันเสาร์- อาทิตย์ด้วย จำหน่ายตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น.

หน่วยงานหรือประชาชนที่สนใจสั่งซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ดูรายละเอียดสินค้าและรูปแบบกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้ทาง Facebook : coop market และLine ID : cpd.shop หรือ โทร. 0-2280-7506 , 06-5524-1124ซึ่งกรม มีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

รายงานพิเศษ : ‘ไม้ตัดดอกริมโขง’พืชทางเลือกอนาคตสดใส สร้างรายได้งามให้เกษตรกรหนองคาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459157

รายงานพิเศษ : ‘ไม้ตัดดอกริมโขง’พืชทางเลือกอนาคตสดใส สร้างรายได้งามให้เกษตรกรหนองคาย

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดอกดาวเรือง ดอกเบญจมาศ และดอกมัม เป็นพืชทางเลือกที่เกษตรกรจังหวัดหนองคายนิยมปลูกมากที่สุดในอำเภอเมือง อำเภอศรีเชียงใหม่ และท่าบ่อ ยังมีปริมาณน้ำเพียงพอทั้งจากแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา ไม้ดอกทั้ง 3 ชนิดนิยมนำมาเป็นเครื่องสักการะบูชาในศาสนาพุทธ อีกทั้งตลาดต้องการสูงโดยเฉพาะดอกดาวเรืองสามารถส่งขายไปยัง สปป.ลาว สร้างรายได้ให้เกษตรกร

นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ สศท.3 โดยสัมภาษณ์เกษตรกรกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับชุมชนหนองบัวทอง อำเภอเมือง มีจำนวนสมาชิก 30 ราย ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูก 29 ไร่ พบว่า เกษตรกรนิยมปลูกดอกดาวเรืองดอกเบญจมาศ และดอกมัม ในพื้นที่ครึ่งงาน ถึง 1 งานซึ่งเกษตรกรสามารถปลูกได้ 1-2 รอบ/ปี โดยดอกดาวเรือง ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 34,498 บาท/ไร่ อายุการเพาะปลูกประมาณ 2-4 เดือน ให้ดอกตั้งแต่อายุ 2 เดือน นิยมปลูกในช่วงเดือนสิงหาคม–ตุลาคม ระยะเวลาเก็บเกี่ยวช่วงเดือนตุลาคม ให้ผลผลิตเฉลี่ย 979 กก./ไร่ (5-6 หมื่นดอกคละเกรด) ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 63 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 27,056 บาท/ไร่/รอบการผลิต ซึ่งจะมีแม่ค้าคนกลาง  มารับซื้อถึงสวนทุกวัน ราคาแยกเป็นเกรดตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก ซึ่งเกรด A ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 ซม. ราคาขายอยู่ที่ 1 บาท/ดอก ส่วนเกรด B ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 – 9 ซม. ราคาขาย 0.6 บาท/ดอกหรือ เกรด C ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 – 7 ซม. ราคา 0.5 บาท/ดอก และขนาดเล็ก ราคา 0.3 – 0.25 บาท/ดอก ทั้งนี้ดอกดาวเรืองเป็นพืชสวนที่ต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการให้น้ำและการตัดดอกขายและจะขายดีในช่วงก่อนถึงวันพระ 1 วัน (วันโกน)

ดอกเบญจมาศ ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 81,739 บาท/ไร่  อายุการเพาะปลูกประมาณ 3 – 4 เดือน การเก็บเกี่ยวจะสามารถเก็บผลผลิตได้เพียงครั้งเดียว โดยทยอยตัดได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม – ธันวาคม นิยมปลูกในช่วงเดือนมิถุนายน – มกราคม ของปีถัดไปให้ผลผลิตเฉลี่ย 3,584 กก./ไร่ ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 97,477 บาท/ไร่/รอบการผลิต การตัดดอกขายแยกเป็นเกรดตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก ซึ่งเกรด A ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 – 10 ซม. ราคาขาย  อยู่ที่ 75 บาท/กก.ส่วนเกรด B ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-7 ซม. ราคาขาย 60 บาท/กก.

ดอกมัม ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 69,140 บาท/ไร่ อายุการเพาะปลูกประมาณ 3 – 4 เดือน การเก็บเกี่ยวจะสามารถเก็บผลิตได้เพียงครั้งเดียว โดยทยอยตัดได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม – ธันวาคม เช่นเดียวกับดอกเบญจมาศ นิยมปลูกในช่วงเดือนมิถุนายน – มกราคม ของปีถัดไป ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,443 กก./ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 60 – 70  บาท/กก.ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 87,803 บาท/ไร่/รอบการผลิต ส่วนใหญ่จะมีแม่ค้าคนกลางมารับซื้อถึงสวนทุกวัน ซึ่งเกษตรกรบางรายที่มีแผงและร้านจำหน่ายดอกไม้ จะนำไม้ดอกมาเพิ่มมูลค่าด้วยการร้อยมาลัยหรือจัดช่อสำหรับไหว้พระ แหล่งขายส่วนใหญ่อยู่ที่หลังวัดโพธิ์ชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย โดยราคาขายจะอยู่ที่ 10 บาท/กำ หากขายเป็นพวงมาลัยราคาขาย จะอยู่ที่ 5 – 40 บาท/พวง ซึ่งขึ้นกับขนาดและรูปแบบของมาลัย

นอกจากนี้ ยังมีไม้ดอกไม้ประดับที่เกษตรปลูกเพิ่มเติมได้แก่ ใบเตย ดอกมะลิ ดอกพุด ดอกคัตเตอร์ และดอกสร้อยทอง แสดงให้เห็นว่าการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เป็นสินค้าพืชทางเลือกที่น่าสนใจ ช่วยสร้างรายได้กับเกษตรกร ทั้งนี้ ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลการปลูกไม้ดอกจังหวัดหนองคาย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นางขวัญเรือน น้อยเจริญรองประธานกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับชุมชนหนองบัวทอง อำเภอเมืองจังหวัดหนองคาย โทร. 08-5000-8651