รายงานพิเศษ : ยกระดับตรวจคุณภาพผ้าไหมไทยตรานกยูงฯ ตั้งเป้าปี’62รับรองมาตรฐานให้ได้2แสนเมตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423470

รายงานพิเศษ : ยกระดับตรวจคุณภาพผ้าไหมไทยตรานกยูงฯ  ตั้งเป้าปี’62รับรองมาตรฐานให้ได้2แสนเมตร

รายงานพิเศษ : ยกระดับตรวจคุณภาพผ้าไหมไทยตรานกยูงฯ ตั้งเป้าปี’62รับรองมาตรฐานให้ได้2แสนเมตร

วันอังคาร ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์

กรมหม่อนไหมเผยปี’62 ยกระดับตรวจสอบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทาน ด้วยกระบวนการและเทคโนโลยี 4.0 ซึ่งให้บริการได้รวดเร็ว สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดสินค้าหม่อนไหมอย่างมั่นคง

นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ รองอธิบดีกรมหม่อนไหมเปิดเผยว่า กรมหม่อนไหม เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลสินค้าหม่อนไหมให้มีคุณภาพมาตรฐาน ให้บริการตรวจสอบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย(ตรานกยูงพระราชทาน) สำหรับผู้ยื่นคำขอทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับสินค้าผ้าไหมไทยให้ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) เป็นมาตรฐานที่กรมจัดทำขึ้น เพื่อสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงอนุรักษ์และรักษาผ้าไหมไทยให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมคู่ชาติไทย มีหลักเกณฑ์สำคัญคือต้องผลิตในประเทศไทย ลอกกาวและหรือย้อมสีด้วยวัสดุธรรมชาติหรือสารเคมีที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสีสม่ำเสมอ ลวดลายและเนื้อผ้า ซึ่งมาตรฐานตรานกยูงนี้มี 4 ชนิดประกอบด้วย

1.ตรานกยูงพระราชทานสีทอง (Royal Thai Silk) เป็นผ้าไหมที่ผลิตโดยใช้เส้นไหม วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตที่อนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยอย่างแท้จริง ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืนเส้นไหมต้องสาวด้วยมือผ่านพวงสาวลงภาชนะทอด้วยกี่ทอมือแบบพื้นบ้านพุ่งกระสวยด้วยมืออาจตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 20 โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา ในกรณีผ้าที่ทอด้วยกรรมวิธีการยก หรือจก หรือขิด อนุญาตให้ตกแต่งด้วยเส้นเงินหรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 50

2.ตรานกยูงพระราชทานสีเงิน (Classic Thai Silk) เป็นผ้าไหมที่ผลิตโดยยังคงอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านผสมผสานกับการประยุกต์ใช้เครื่องมือและกระบวนการผลิตบางขั้นตอน ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านหรือพันธุ์ไทยปรับปรุงเป็นเส้นพุ่งและ/หรือเส้นยืนเส้นไหมสาวด้วยมือแบบพื้นบ้าน หรือสาวเข้าอักหรือเข้าระวิงหรือสาวด้วยเครื่องจักรที่มีกำลังไม่เกิน 5 แรงม้าทอด้วยกี่ทอมือ เช่น กี่ทอมือแบบพื้นบ้านชนิดพุ่งกระสวยด้วยมือ กี่กระตุก อาจมีการตกแต่งด้วยเส้นเงินหรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 20 โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา กรณีผ้าที่ทอด้วยกรรมวิธีการ ยก หรือ จก หรือ ขิด อนุญาตให้ตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 50

3.ตรานกยูงพระราชทานสีน้ำเงิน (Thai Silk) เป็นผ้าไหมที่ผลิตด้วยภูมิปัญญาของไทยแบบประยุกต์ ใช้เทคโนโลยีการผลิตเข้ากับสมัยนิยมและเชิงธุรกิจ ใช้เส้นไหมแท้เป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน เส้นไหมที่ใช้อาจเป็นได้ทั้งชนิดที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย หรือเป็นเส้นไหมที่นำเข้าจากต่างประเทศ กรณีที่ใช้เส้นไหมที่นำเข้าจากต่างประเทศต้องมีเอกสารกำกับการนำเข้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่กำหนดวิธีการสาวและวิธีการทออาจตกแต่งด้วยเส้นเงินหรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 20 โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา ในกรณีผ้าที่ทอด้วยกรรมวิธีการ ยก หรือ จก หรือ ขิด อนุญาตให้ตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 50

4.ตรานกยูงพระราชทานสีเขียว (Thai Silk Blend) เป็นผ้าไหมที่ผลิตด้วยกระบวนการผลิตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ผสมผสานกับภูมิปัญญาไทยด้านลวดลายและสีสันระหว่างเส้นใย ไหมแท้กับเส้นใยอื่นที่มาจากธรรมชาติ หรือเส้นใยสังเคราะห์รูปแบบต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ใช้งานหรือตามความต้องการของผู้บริโภค ใช้เส้นไหมแท้เป็นส่วนประกอบหลัก มีเส้นใยชนิดอื่นเป็นส่วนประกอบรอง โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา ต้องระบุส่วนประกอบของเส้นไหมแท้และเส้นใยชนิดอื่นเป็นเปอร์เซ็นต์ให้ชัดเจน อาจตกแต่งด้วยวัสดุอื่นไม่กำหนดวิธีการผลิต

รองอธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวต่อว่า การให้บริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) เป็นอีกหนึ่งกระบวนสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและตลาด ในเรื่องคุณภาพผ้าไหมที่รับประกันได้ว่า ผ้าทุกผืนที่ได้รับการติดตรานกยูงพระราชทานมีคุณภาพด้านความสม่ำเสมอของสี ลวดลาย เนื้อผ้าและสีไม่ตกแน่นอน ตั้งแต่พ.ศ.2553 – 2561 มีการผลิตผ้าไหมได้จำนวน 827,361 เมตร แต่ผ่านเกณฑ์ 734,852 เมตร คิดเป็นร้อยละ88 โดยในปี 2561 ที่ผ่านมาตัวเลขการผลิตผ้าไหมของไทยอยู่ที่ 5-6 ล้านเมตร สามารถติดตรานกยูงพระราชทานได้เพียง 90,000 เมตร ถือเป็นจำนวนที่น้อยมาก ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2562 กรมหม่อนไหมตั้งเป้าหมายในการให้บริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน)ให้ได้ 200,000 เมตร เน้นขับเคลื่อนการทำงนเชิงรุก โดยกรมหม่อนไหมได้คิดค้นระบบการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอำนวยความสะดวกและรวดเร็วในการให้บริการรับรอง พร้อมมอบหมายบุคลากรทำงานในเรื่องดังกล่าวเพิ่มขึ้น จากเดิมต้องใช้ระยะเวลาตรวจรับรองกว่า 1 เดือน ขณะนี้ตรวจและรับรองได้ภายใน 3 วัน ทำให้การทำงานรวดเร็วทันต่อความต้องการของเกษตรกรที่จะเข้าสู่การรับรองมากยิ่งขึ้น

“โดยจากเป้าที่ตั้งไว้ปี’62 ว่าจะรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) ให้ได้ 200,000 เมตร ขณะนี้รับรองไปแล้วกว่า 1 แสนเมตร มั่นใจว่าระยะเวลาทีเหลือภายในปีงบประมาณนี้กรมหม่อนไหมจะดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แน่นอน” รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘ฉัตรกมล มุ่งพยาบาล’ นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยคนแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422386

รายงานพิเศษ : ‘ฉัตรกมล มุ่งพยาบาล’  นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยคนแรก

รายงานพิเศษ : ‘ฉัตรกมล มุ่งพยาบาล’ นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยคนแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพจัดเลือกตั้งนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย คนแรกของประเทศไทย มีตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนแปลงใหญ่ทั่วประเทศ เข้าร่วม โดยนายฉัตรกมล มุ่งพยาบาล จังหวัดชุมพร ได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกสมาพันธ์คนแรก พร้อมเปิดเผยวิสัยทัศน์ สร้างความเข้มแข็ง มั่นคงและประสานประโยชน์ความร่วมมือเพื่อชาวสวนทุเรียนให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ตระหนักถึงแนวโน้มขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งประเทศ ในรอบ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2557 – 2561 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 655,505 ไร่ เป็น 839,725 ไร่ โดยมีเกษตรกรที่มีความสามารถโดดเด่นเป็นเกษตรกรต้นแบบที่ดี (best practice) พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรที่ปลูกทุเรียน ซึ่งกระจัดกระจายหลายภาคทั่วประเทศ กรมจึงเล็งเห็นความสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกรชาวสวนทุเรียนไทย ตลอดจนสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อให้ทุเรียนเป็นต้นแบบพัฒนาบริหารจัดการผลไม้ด้วยความสามารถขององค์กรเกษตรกรเอง มีภาครัฐสนับสนุนอย่างไรก็ดี กรมเป็นเพียงจุดเริ่มต้นให้ชาวสวนตั้งสมาพันธ์ เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการ ระเบียบ กติกากันเอง โดยกรมสนับสนับสนุนด้านวิชาการ ขณะนี้ได้เลือกตั้งและได้นายกสมาพันธ์ คนแรกของประเทศไทยแล้ว ก็คาดหวังว่า การจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยครั้งนี้ จะทำให้เกิดการผลิตทุเรียนคุณภาพสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ถือเป็นการพัฒนาเกษตรกรรมของประเทศ ด้วยวิถีทางแห่งนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าและมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามนโยบายเกษตร 4.0

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

ด้าน นายฉัตรกมล มุ่งพยาบาล นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยคนแรกของประเทศ เปิดเผยว่า การจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย ถือเป็นมิติใหม่ของวงการทุเรียนของที่มีการขับเคลื่อนโดยเกษตรกรทุกภาคส่วน ภายใต้บริบทการขับเคลื่อนต่อยอดจากการส่งเสริมในระบบเกษตรกรแปลงใหญ่ ของกรมส่งเสริมการเกษตร เนื่องจากวันนี้ ทุเรียนถือว่าเป็นพืชที่เป็นโอกาสของพี่น้องเกษตรกรที่มีมูลค่าในตัวสินค้าสูง วันนี้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนทั่วประเทศกว่า 20 จังหวัด มีส่วนร่วมเลือกตัวแทนเข้ามาบริหารจัดการในรูปแบบขององค์กรที่เป็นรูปธรรมในนาม สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย ซึ่งจะมีคณะทำงานที่มาจากผู้ที่มีอาชีพทำสวนทุเรียนจริงๆ จากทุกภูมิภาคร่วมอีก 18 คน

ดังนั้น ในกระบวนการขับเคลื่อนทั้งหมด จะเป็นการกระจายทุกความการพัฒนาไปให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ จะไม่มีคำว่าทุเรียนภาคใต้ ทุเรียนภาคกลาง นนทบุรี จันทบุรี ระยอง ตราด หรือแม้แต่ ศรีสะเกษแต่จะขับเคลื่อนในลักษณะองค์รวมคือ ทุเรียนไทย วางแนวทางขับเคลื่อนเพิ่มศักยภาพพี่น้องเกษตรกรที่อยู่ในแปลงใหญ่ให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มศักยภาพ โดยสมาพันธ์จะขับเคลื่อนเพิ่มเติมในส่วนที่ขาด เพื่อให้สมาชิกทั้งที่อยู่ในระบบเกษตรกรแปลงใหญ่และเกษตรกรชาวสวนทุเรียนทั่วไปมีความมั่นคงในอาชีพ ภายใต้วิธีคิดเดียวกันคือ “ต้องมีจรรยาบรรณวิชาชีพ” และจะทำอย่างไรในฐานะองค์กรที่เป็นผู้นำทางอาชีพเรื่องของทุเรียน แล้วตอบโจทย์ในเรื่องของมาตรฐานสินค้าให้ได้มาตรฐาน GAP และการบริหารจัดการเรื่องของต้นทุน เพราะหากเราบริหารต้นทุนการผลิตแล้วยึดโยงกับคุณภาพได้ ส่วนตัวมั่นใจว่าสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยจะเป็นองค์กรแรก และเป็นองค์เดียวที่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนสามารถพึ่งพาได้

นายฉัตรกมล มุ่งพยาบาล นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยคนแรกของประเทศ

นายฉัตรกมล กล่าวอีกว่า สิ่งแรกที่สมาพันธ์ฯ จะต้องดำเนินการนับจากนี้ คือ การบริหารจัดการไปสู่ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ภายใต้กรอบของคณะกรรมการที่มีความรู้ความสามารถจากทุกภาค หรือแม้กระทั่งที่เป็นพื้นที่ปลูกทุเรียนใหม่อื่นๆ หวังว่าเกษตรกรต้องพัฒนาตัวเอง และเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้าภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพราะในอนาคต เราอาจได้รับผลกระทบจากความผันแปรในเรื่องราคา การตั้งสมาพันธ์ จึงจะช่วยตอบโจทย์ทั้งเรื่องวิธีคิดของเกษตรกรทั้งที่อยู่ในหรือนอกแปลงใหญ่ที่ต้องมีวิธีคิดเหมือนกันเรื่องการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของคู่ค้า ถ้าคู่ค้ายอมรับในตัวสินค้า เราก็ยังคงเป็นเจ้าของตลาดทุเรียนได้ อีกทั้งเราต้องวิเคราะห์พื้นฐานของการผลิตทุเรียน ทั้งด้านเทคโนโลยีการผลิต และการกระจายตัวสินค้า และสุดท้ายที่เกษตรกรจะอยู่ได้คือ บริหารต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่ได้รับการไว้วางใจจากพี่น้องชาวสวนทุเรียนให้ทำหน้าที่นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยเป็นคนแรก ก็จะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ภายใต้วิสัยทัศน์ ”สร้างความเข้มแข็ง มั่นคง และประสานประโยชน์ความร่วมมือ เพื่อชาวสวนทุเรียนให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ” และมุ่งหวังว่าสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย จะเข้าไปทำหน้าที่เพื่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์เขาคิชฌกูฏ’ปิ๊งไอเดีย แกะเนื้อทุเรียนแช่แข็งส่งจีน…ต่อยอดธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421944

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์เขาคิชฌกูฏ’ปิ๊งไอเดีย  แกะเนื้อทุเรียนแช่แข็งส่งจีน...ต่อยอดธุรกิจ

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์เขาคิชฌกูฏ’ปิ๊งไอเดีย แกะเนื้อทุเรียนแช่แข็งส่งจีน…ต่อยอดธุรกิจ

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีน เป็นธุรกิจที่กำลังเติบโตและอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยทุเรียนที่ส่งออก ต้องมาจากสวนและโรงบรรจุหีบห่อที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาจากสวนที่ได้รับ GAP มีใบรับรองการปลอดศัตรูพืชกำกับ (PC) ผลไม้ต้องบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่ใหม่และสะอาด กล่องบรรจุผลไม้ต้องระบุหมายเลขสวน หมายเลขสถานที่บรรจุหีบห่อ และหมายเลขผู้ส่งออก และระบุข้อความเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนว่า “Export to the People’s Republic of China” และระบุรายละเอียดฉลากไว้ที่บรรจุภัณฑ์อย่างชัดเจน

สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด เป็นสหกรณ์ที่ส่งออกทุเรียนไปจีนจำนวนมาก ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร พัฒนาธุรกิจและองค์กรสู่ความเข้มแข็งและมั่นคง ส่งเสริมให้สมาชิกและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อให้สมาชิกมีส่วนร่วมกับสหกรณ์มากขึ้นและผลประกอบการของสหกรณ์ดีขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรของสมาชิกมีคุณภาพตามความต้องการของตลาด และจำหน่ายผลผลิตได้ราคาเพิ่มขึ้น ส่งเสริมธุรกิจของสหกรณ์มีความเข้มแข็ง บริการสมาชิกและชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อเพิ่มศักยภาพ และพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ให้เข้มแข็ง รองรับการเติบโต และแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด จึงขอรับเงินอุดหนุนงบประมาณโครงการไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาล ผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อสร้างอาคารห้องเย็น จัดหาอุปกรณ์การตลาดและเครื่องมือรวบรวมและแปรรูปผลไม้ ปัจจุบันสหกรณ์ใช้ประโยชน์จากอาคารและอุปกรณ์ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับสมาชิก

นางสาวสุรางค์ ชาวนา ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด เผยว่า การเข้ามาร่วมโครงการรับซื้อผลผลิตของสหกรณ์เกิดช่วงปี 2541-2542 ที่มีปัญหาผลผลิตเงาะล้นตลาด สหกรณ์ฯจึงเข้าไปแทรกแซงตลาดและรับซื้อส่งโรงงาน จากนั้นในปี 2545 สหกรณ์ฯจึงรับซื้อและรวบรวมผลผลิตเองโดยเริ่มจากมังคุด แต่เกิดปัญหาไม่พร้อมด้านบุคลากรและสถานที่ คณะกรรมการขณะนั้นจึงให้บริษัทเอกชนเข้าร่วมเป็นผู้ค้ากับสหกรณ์ฯ โดยบริษัท ริชฟิลด์ เฟรช ฟรุ๊ตท์ จำกัด เป็นผู้ค้าร่วมมาถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ นอกจากรวบรวมมังคุดแล้ว สหกรณ์ฯยังรวบรวมผลผลิตทุเรียน เนื่องจากปัจจุบันทุเรียนเป็นที่ต้องการของตลาด ราคาดี ส่งผลให้สมาชิกหลายรายปรับเปลี่ยนพื้นที่มาปลูกทุเรียนมากขึ้น โดยรอบปี 2562 สหกรณ์ฯรวบรวมทุเรียนได้กว่า 1,705 ตัน เป็นมูลค่า 149,400,000 บาท และคาดการณ์ว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้า อาจเกิดปัญหาทุเรียนล้นตลาดและราคาตกต่ำ จึงขอสนับสนุนงบประมาณจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน 29,000,000 บาท จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อสร้างอาคารห้องเย็นและจัดซื้ออุปกรณ์ รวบรวมผลผลิต ยกระดับสู่การแปรรูปผลไม้ เพื่อส่งออกของขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดจันทบุรีในอนาคต

จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศจีนปัจจุบัน พบว่า ความต้องการบริโภคทุเรียนเปลี่ยนไปจากเดิม จากที่เคยซื้อทั้งผลเปลี่ยนเป็นซื้อทุเรียนแบบแกะเนื้อบรรจุกล่องหรือถาดขนาด 1-2 พู สหกรณ์ฯจึงได้ใช้โอกาสนี้ขยายตลาดทุเรียนแช่แข็งส่งขายไปตลาดจีน โดยสหกรณ์ฯจะรับซื้อผลผลิตเต็มที่ช่วงทุเรียนกระจุกตัวระยะเวลาไม่เกิน 45 วัน เพื่อป้อนเข้าสู่ห้องเย็น หลังสหกรณ์ฯรับซื้อผลผลิตทุเรียนจากเกษตรกรแล้ว จะคัดแยกเกรดเป็น a b c และทุเรียนตกไซส์ โดยทุเรียนเกรด a และ b จำหน่ายเป็นทุเรียนผลสดกว่า 90% ส่งไปจำหน่ายที่จีน ส่วนอื่นจะขายตลาดในประเทศ ผ่านห้าง Makro และ The Mall ส่วนทุเรียนตกไซส์ มีตำหนิ ลูกไม่สวย ไม่สามารถจำหน่ายเป็นผลสดได้ จะคัดผลที่สุกงอมเต็มที่ แกะแยกเนื้อส่งเข้าห้องเย็น ก่อนนำเข้าตู้แช่แข็งความเย็น -70 องศา จากนั้นนำมาบรรจุใส่ถุงขนาด 5 กิโลกรัมและบรรจุกล่อง 20 กิโลกรัม โดยแต่ละวันสหกรณ์ผลิตทุเรียนแช่แข็งได้ประมาณ 65 ตัน

“อาคารห้องเย็นที่ใช้ผลิตทุเรียนแช่แข็งนี้สร้างประโยชน์เพิ่มมูลค่าผลผลิตและสร้างรายได้ให้เกษตรกร เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรต้องขนทุเรียนตกไซส์และสุกงอมไปเร่ขาย ไม่ได้ราคา แต่เมื่อมีโรงงานห้องเย็นเป็นของสหกรณ์ฯเอง ทำให้ราคาทุเรียนตกไซส์จากเดิม 30 – 40 บาทต่อกิโลกรัม ขยับขึ้นเป็น 60 – 70 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งการที่สหกรณ์ฯเข้าไปเป็นตัวกลางรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรนั้น ส่งผลต่อการรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ของจ.จันทบุรี และยังช่วยรัฐบาลประหยัดงบประมาณที่ต้องนำไปแทรกแซงราคาตลาดผลไม้ให้เกษตรกรอีกด้วย” นางสุรางค์ กล่าว

นายจิรวัฒน์ สากจินดา สมาชิกสหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด บอกว่า ตนเป็นสมาชิกสหกรณ์มา 20 ปีแล้ว ทำสวนผลไม้ 40 ไร่ แบ่งเป็นทุเรียน 30 ไร่ และมังคุด 10 ไร่ ผลผลิตทั้งหมดจะส่งขายให้สหกรณ์แห่งเดียว เพราะเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์มีตาชั่งได้มาตรฐาน รับซื้อราคายุติธรรม รวมทั้งมีตลาดแน่นอน พอสิ้นปียังมีเงินปันผลให้อีก ส่งผลให้ทุกวันนี้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น และมีเงินเก็บเพื่ออนาคต

จะเห็นได้ว่าการที่สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด ไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาและต่อยอดธุรกิจไปเรื่อยๆ นอกจากจะส่งผลให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง มั่นคงแล้ว ยังช่วยให้สมาชิกอยู่ดีมีสุขตามไปด้วย

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม ลุยตลาดออนไลน์… มุ่งเป้าโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421222

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม  ลุยตลาดออนไลน์... มุ่งเป้าโกอินเตอร์

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม ลุยตลาดออนไลน์… มุ่งเป้าโกอินเตอร์

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มะพร้าวน้ำหอม เป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตมาโดยตลอด ปัจจุบันมะพร้าวน้ำหอม เข้าสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 11 แปลง เกษตรกรเข้าร่วม 401 ราย พื้นที่ 5,135 ไร่ จังหวัดที่ดำเนินการ 4 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ซึ่งแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม ใช้การตลาดนำการผลิต สามารถจำหน่ายได้ทั้งไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังเพิ่มช่องทางตลาดผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งมะพร้าวน้ำหอมก็ยังมีความต้องการสูง

นายพิทักษ์ พึ่งพเดช หนึ่งในเกษตรกรในระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม จังหวัดสมุทรสาคร เจ้าของ แบรนด์ “เดี่ยว บ้านแพ้ว” เปิดเผยว่า เริ่มแรกครอบครัวปลูกมะพร้าวสำหรับใช้ทำน้ำตาล ต่อมาพ่อแม่อายุมากขึ้น เก็บมะพร้าวไม่ค่อยไหวจึงหันมาทำสวนพุทราจำนวน 14 ไร่ แต่มองว่าการทำสวนพุทรามีการใช้สารเคมี ซึ่งอาจไม่ดีต่อสุขภาพประกอบกับขณะนั้นได้มีเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมการเกษตร เข้ามาอบรมโครงการยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ พร้อมกับแนะนำการทำเกษตรปลอดสารเคมี จึงคิดว่าผลผลิตทางการเกษตรตัวไหนที่ไม่ใช้สารเคมีและคำตอบที่ได้ก็คือ “มะพร้าวน้ำหอม” นั่นเอง จึงได้แบ่งพื้นที่มาปลูกมะพร้าวน้ำหอมบนพื้นที่ 7 ไร่ เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา โดยนำมะพร้าวน้ำหอมลงปลูกล้อมต้นพุทราหลังจากปลูกไปประมาณ 3 ปี มะพร้าวเริ่มโตจนเบียดต้นพุทรา จึงตัดต้นพุทราทิ้งทั้งหมด และปัจจุบันยังได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านการวางแผนการผลิตและการทำตลาดร่วมกัน รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น

สำหรับพันธุ์ที่ปลูกเป็นมะพร้าวพันธุ์ก้นจีบ ซึ่งจะให้ผลขนาดใหญ่และมีน้ำเยอะ โดยในการปลูกถ้าเป็นหน้าฝนจะปล่อยตามธรรมชาติ แต่หากเป็นหน้าแล้งก็จะมีการรดน้ำทุก 3 วัน อย่างไรก็ตามแม้มะพร้าวพันธุ์ก้นจีบจะเป็นสายพันธุ์ที่ดีแต่ก็ต้องอยู่กับพื้นที่ปลูกด้วย อย่างเช่น บ้านแพ้วที่มีดินลักษณะพิเศษจึงช่วยให้ได้ผลผลิตที่มีรสชาติดี ส่วนการดูแลที่สวนแห่งนี้จะเน้นให้ธรรมชาติดูแลกันเอง โดยจะใช้แตนเบียนเป็นตัวทำลายศัตรูพืช จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี นอกจากนี้แม้มะพร้าวจะมีต้นที่สูงแต่แมลงพวกนี้ก็จะทำหน้าที่ดูแลแทนเราได้ ส่วนต้นหญ้าก็จะปล่อยให้มีการขึ้นคลุมดินบ้างและจะตัดเมื่อยาวเกินไปซึ่งหญ้าเหล่านี้ก็จะเป็นอินทรียวัตถุสร้างประโยชน์ให้กับดินและกักเก็บความชุ่มชื้นตลอดเวลา หลังจากได้ผลผลิตนำออกจำหน่ายแล้ว ผู้บริโภคเกิดความชื่นชอบมะพร้าวน้ำหอม เนื่องด้วยมีรสชาติหอม หวาน อร่อยกำลังดี

ปัจจุบัน สามารถสร้างผลผลิตได้มากกว่า 20,000 ลูก/รอบ โดยวางแผนร่วมกับกลุ่มสมาชิกแปลงใหญ่ ทำตลาดเองทั้งหมด ไม่ส่งผ่านพ่อค้าคนกลาง รวมทั้งบริหารจัดการให้เป็นระบบ มีการต่อยอดนำผลผลิตจากสวนมาแปรรูปเป็นน้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม เน้นเรื่องการทำตลาด โดยนำสื่อออนไลน์เข้ามาประยุกต์ใช้ให้ทันสมัย มีการนำเสนอแบบเล่าเรื่องราวภายในสวนผ่านสื่อออนไลน์ ลูกค้าที่เล่นสื่อออนไลน์ ก็จะเห็นว่าเราเป็นเกษตรกร เราไม่ใช้พ่อค้า ทำให้หลายคนเปิดใจที่จะเข้ามาสอบถามมากขึ้น โดยที่เราสามารถให้คำแนะนำเขาได้ มีต้นแบบให้เขาดู จึงเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้ว่าผลผลิตที่เขาซื้อไปนั้น มาจากเกษตรกรโดยแท้จริง มั่นในในคุณภาพของผลผลิต ทำให้เราขายผลผลิตได้โดยอัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ซื้อผลผลิตจากเราในราคาที่ไม่แพงเกินไปและคุณภาพที่ดีด้วย

นายพิทักษ์ยังบอกอีกว่า ตลาดของมะพร้าวน้ำหอมยังเติบโตได้อีก เพราะเป็นไม้ผลที่ไม่ใช้สารเคมี และน้ำมะพร้าวมีประโยชน์ต่อร่างกาย สิ่งที่ชี้วัดถึงความมั่นคงของตลาดมะพร้าวน้ำหอมนั่น คือ ยังต้องตัดผลผลิตผลสดส่งให้ห้างสรรพสินค้าอยู่เป็นประจำ ทั้งผลสด น้ำมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว 100% ในรูปแบบที่พร้อมดื่มในขวดใส และ มะพร้าวพร้อมรับประทาน ขูดน้ำเนื้อใส่แก้วซีลฝาอย่างดี เมื่อออกงานอีเว้นท์แต่ละครั้ง ลูกค้าเข้าคิวยาวเหยียด ซึ่งได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่อย่างมาก เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะดวกต่อการดื่มและรับประทาน นอกนั้นยังมีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับมะพร้าวน้ำหอมทั้งหมด ทั้งน้ำตาลมะพร้าว มะพร้าวแก้ว และต้นพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันนอกจากจะออกร้านจำหน่ายตามงานต่างๆ แล้วยังมีการจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ในเฟซบุ๊คอีกด้วย

และนี่เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรแปลงใหญ่ ที่เกษตรกรผู้ผลิตเดิม ต้องการที่จะเป็นผู้กำหนดราคา จึงรวมกลุ่ม ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ บริหารจัดการร่วมกัน จนวันนี้ สามารถส่งผลผลิตให้กับลูกค้าได้ เป็นพันๆลูกต่อวัน ผ่านช่องทางตลาดที่หลากหลาย พร้อมต่อยอดพัฒนาผลผลิตและผลิตภัณฑ์ให้เป็นสินค้าไปสู่ตลาดโลกได้

วัดใจพรรคใหญ่ ศึกชิงฐานเสียง เลือกตั้งท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/599211

  • วันที่ 30 ส.ค. 2562 เวลา 13:20 น.

วัดใจพรรคใหญ่ ศึกชิงฐานเสียง เลือกตั้งท้องถิ่น

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

*********************

การเลือกตั้งท้องถิ่นของไทย ถูกแช่แข็งมายาวมากกว่า 5 ปีในยุค คสช.แม้จะปลดล็อคมีรัฐบาลใหม่ แต่รัฐบาลส่งสัญญาณว่า อาจต้องเลื่อนไปอีกครึ่งปี เป็นเร็วสุดในเดือนมี.ค.ปี 2563 เป็นต้นไป จากปัญหาความล่าช้าในการผ่านร่างพรบ.งบประมาณประจำปี 2563 ที่ต้องรอเม็ดเงินมาใช้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นทั้งประเทศ

ตามแผน ของกระทรวงมหาดไทย และกกต. กำหนดให้มีการเลือกตั้งตามขนาดของท้องถิ่น โดยผู้ว่ากทม.และสก. 50 เขต อาจเสนอให้เลือกเป็นลำดับแรกพร้อมๆกับนายกฯองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 76 แห่งทั่วประเทศ ตามด้วย เทศบาลต่างๆ สุดท้ายคือ การเลือกสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ร่วม 6 หมื่นตำแหน่ง ทำให้ปีหน้าจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นทุกประเภทที่ว่างลงพร้อมกันตามกฎหมายใหม่ 97,940 ตำแหน่ง จากเดิม 142,590  ตำแหน่ง

**************

จับตาศึกผู้ว่าฯกทม.

วัดเรตติ้ง รัฐบาลลุงตู่

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  กล่าวว่า  ความจริงรัฐบาลควรจัดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นหลังการเลือกตั้งระดับชาติไปแล้ว 6 เดือน นั่นหมายความว่าเดือน ส.ค.น่าจะเริ่มเลือกตั้งได้ แต่หากต้องเลื่อนเป็นต้นปีหน้าก็ถือว่าช้าไป เพราะถูกแช่แข็งมานานกว่า 5 ปี  อีกทั้งการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นสิ่งสำคัญของพื้นฐานระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนจะได้เลือกคนมาปกครองตนเอง จึงเชื่อว่า ยิ่งนานวัน ความตื่นตัวก็ยิ่งสูง

ปริญญา กล่าวว่า ที่ต้องจับตามากที่สุด คือ การเลือกตั้งผู้ว่ากทม. เพราะเชื่อว่า จะเป็นการแข่งขันเข้มข้นจาก 4 พรรคใหญ่ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแชมป์เก่า ซึ่งไม่ได้ สส.กทม.แม้แต่คนเดียวในการเลือกตั้งใหญ่ ขณะที่พรรคพลังประชารัฐต้องส่งตัวแทนลงแน่นอนเนื่องจากเป็นพรรครัฐบาล ส่วนฝ่ายค้าน เชื่อว่า ทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ ก็ต้องส่งสู้ ซึ่งอาจตัดคะแนนกันเองอีก  สุดท้ายแล้วพรรคที่ชนะผู้ว่ากทม.อาจได้คะแนนไม่ถึงครึ่งของจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์

สำหรับการเลือกตั้งนายกฯอบจ. 76 จังหวัด พรรคพลังประชารัฐในฐานะแกนนำรัฐบาล ก็ต้องสู้อย่างถึงที่สุดไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็ตามเพื่อครองใจระดับท้องถิ่นให้ได้ อีกทั้งแพ้การเลือกตั้งสส.เขตให้กับพรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ สส.เพียง 52  ที่นั่ง จึงต้องให้ความสำคัญกับท้องถิ่นเพื่อสะสมคะแนน ขยายฐานเสียง ดังนั้น เชื่อว่าทั้ง 5 พรรค พลังประชารัฐ เพื่อไทย อนาคตใหม่ ประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย ต้องสู้กันในระดับท้องถิ่นอย่างเข้มข้น

“การเลือกตั้งท้องถิ่นในหลายจังหวัด จะเป็นตัววัดคะแนนนิยมรัฐบาล เมื่อเทียบกับตอนเลือกตั้ง 24มี.ค. 2562 ว่าจะดีขึ้นหรือลดลง ซึ่งจะเป็นการวัดทุกๆ 3 เดือนในแต่ละการเลือกตั้ง และอุณหภูมิการเมืองก็จะเข้มข้น” นายปริญญา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับมองว่า แม้จะมีจำนวนสมาชิกสภาท้องถิ่นให้เลือกมากก็จริง แต่ก็อาจไม่คึกคักถึงขีดสุด เพราะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง สส.ั  แต่ถ้าเกิดก่อนการเลือกตั้งใหญ่ก็อาจจะเข้มข้น ที่สำคัญ การเลือกตั้งท้องถิ่นในแต่ละจังหวัด มีความแตกต่างเทียบไม่ได้กับการเลือกตั้ง สส. เช่น ภาคใต้  ชาวบ้านอาจไม่เลือกผู้สมัครท้องถิ่นสังกัดพรรคประชาธิปัตย์เสมอไป เพราะคิดว่า ถ้าเลือก ส.ส.พรรคหนึ่งก็ควรเลือกผู้แทนท้องถิ่นอีกพรรคมาถ่วงดุล หรือการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ก็เช่นกันที่คาดการณ์พฤติกรรมการเลือกของคนกรุงได้ยาก ส่วนพรรคอนาคตใหม่ที่ชูธงจะลงท้องถิ่น ก็อาจได้แค่ในเมืองบางจังหวัด แต่ในระดับรากหญ้า กระแสคงไปไม่ถึง

****************

อนาคตใหม่เปิดตัวก.ย.

ขอปักธง 20 นายกฯอบจ.

เมื่อสำรวจความพร้อมของพรรคการเมืองต่อนโยบายส่งตัวแทนลงเลือกตั้งท้องถิ่น พบว่า จนถึงขณะนี้มีเพียงพรรคอนาคตใหม่โดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ที่ประกาศจะส่งตัวแทนลงนายกฯอบจ.ใน 30 จังหวัด  มีการหาเสียงล่วงหน้า เดินสายพบประชาชน รับฟังปัญหาในจังหวัดต่างๆ ที่พรรคได้คะแนน popular vote สูง ส่วนพรรคหลักๆ ที่เหลือ ยังเป็นเพียงการเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบายและคัดสรรผู้สมัครในพื้นที่ที่คิดว่าต้องส่งอย่างเป็นทางการ

ชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่น กล่าวว่า พรรคให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้มาก และต้องการปักธงมีผู้แทนในท้องถิ่นให้ได้ เพราะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การเมืองระดับชาติเข้มแข็ง ยืนยันจะไม่มีการฮั้วกับพรรคเพื่อไทย แม้ว่าจะเป็นพันธมิตรฝ่ายค้านด้วยกัน

นายชำนาญ กล่าวว่า ผลการเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่ชนะเหนือความคาดหมาย ในเมืองใหญ่ ๆ ได้ สส.พื้นที่ ทั้งภาคกลาง ตะวันออก ภาคเหนือ  โดยเฉพาะที่กทม. พรรคได้คะแนน popular vote อันดับหนึ่ง ส่วนพื้นที่ใดที่ไม่ได้ สส.แต่ก็พบว่าคะแนนผู้สมัครของพรรคอยู่ในลำดับต้นไม่ 2 ก็ 3 ดังนั้น พรรควางเป้าหมายเบื้องต้นจะส่งตัวแทนลงเลือกตั้งนายกอบจ.ใน 20-30 จังหวัด ที่พรรคมีคะแนนดี เช่น เชียงใหม่ แพร่ ชลบุรี สมุทรสาคร

ทั้งนี้ พรรคได้เปิดรับสมัคร ตัวแทนมาลงนายกฯอบจ.และทีมสมาชิกอบจ. ส่วนใหญ่เน้นผู้สมัครหน้าใหม่ คละกับคนเก่าบ้าง เพราะต้องการทำการเมืองรุ่นใหม่ โดยพบว่า มีความตื่นตัวสูงมาก เพราะมียอดสมัครเข้ามาที่พรรค รวม 77 ทีมใน 44 จังหวัด  ที่มากสุดคือ จ.สมุทรสาคร 5 ทีม ชลบุรี 4 ทีม รวมถึง ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์  ซึ่งจะต้องคัดด้วยการแสดงวิสัยทัศน์อีกครั้ง  โดยจะประกาศรายชื่อผู้สมัครนายกฯอบจ.ได้ในเดือนก.ย.นี้ สำหรับจังหวัดนำร่องที่สามารถส่งชิงได้เลยเพื่อให้เป็นจังหวัดต้นแบบ ประกอบด้วย จ.นนทบุรี จ.บึงกาฬ และ จ.สมุทรสาคร

“เราหวังได้นายกฯอบจ. 20 ที่นั่ง ถ้าถึงก็ประสบความสำเร็จ แต่ในระดับรากหญ้าเราอาจจะยังไปไม่ถึง ส่วนในเทศบาลซึ่งมีเยอะเกือบ 2,000 แห่ง  เราก็หวังหลายพื้นที่ ครั้งนี้ประชาชนตื่นตัวสูงมาก” นายชำนาญ กล่าว

**************

พรรคใหญ่หวั่นเสี่ยง

ลับลวงพรางเป็นกองหนุน

นั่นคือส่วนของพรรคอนาคตใหม่ อย่างไรก็ตาม พรรคใหญ่ที่เหลือ ต่างมีคนของตัวเองพร้อมลงชิงชัยนายกฯอบจ. ในจังหวัดฐานเสียงตัวเอง อาจมี ส.ส.ในพื้นที่ส่งกันถึง 3-4 ทีม แย่งชิงเก้าอี้นายกฯอบจ. เพราะ ส.ส.ในจังหวัดต่างต้องการคุมอำนาจในระดับจังหวัดด้วยการยึดเก้าอี้นายกฯ อบจ. จนเคยเกิดความขัดแย้งกันในพรรคมาแล้ว  หลายพรรคจึงปล่อยให้เป็นเรื่องของ สส.กันเอง  พรรคจะไม่มีมติว่าจะสนับสนุนใครอย่างเป็นทางการเพราะกลัวจะแตกแยก

ขณะเดียวกัน ด้วย กฎระเบียบ บทลงโทษที่เข้มข้น  หลายพรรคจึงกังวลว่า หากส่งผู้สมัครลงอย่างเป็นทางการแบบเหวี่ยงแหในหลายพื้นที่ ก็ต้องระวังการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เพราะอาจกระทบถึงการยุบพรรคตามมา

นายสุชาติ ชมกลิ่น ประธาน สส.พรรคพลังประชารัฐ  กล่าวว่า พปชร.ได้พูดคุยเรื่องเลือกตั้งท้องถิ่นระดับหนึ่ง แต่เห็นว่า ยังมีเวลาอีกหลายเดือน ส่วนตัวได้แจ้งกับผู้ใหญ่ในพรรคว่า ถ้าส่งแข่งในนามพรรคกันหมด ระวังจะเป็นดาบสองคม ได้ไม่คุ้มเสีย ยิ่งพปชร.เป็นพรรคใหม่และเป็นรัฐบาลด้วย ขณะที่ ผู้สมัครสภาท้องถิ่นบางคน เราก็ไม่รู้จักประวัติดี ยิ่งต้องระวัง หากสมมติมีผู้สมัครคนใดไปทำผิดกฎหมายเลือกตั้งก็อาจกระทบถึงแบรนด์ของพรรค  อีกทั้ง การเลือกตั้ง ส.ส.กับการเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่เหมือนกัน มีปัจจัยให้พิจารณามากมาย ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่อีก  อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพรรคอาจมีส่งลงเป็นทางการ เช่น ที่ จ.สงขลา ซึ่งพรรคได้ สส.มา 4 คนครึ่งจังหวัด  ตรงนี้ก็อาจใช้ชื่อพรรคเพื่อเสริมจุดแข็งของผู้สมัครนายกฯ อบจ.

สุชาติ ยังได้ยกตัวอย่าง จ.ชลบุรี ที่ใช้ชื่อ “กลุ่มเรารักชลบุรี” มา 20 ปีลงชิงนายกฯอบจ.  ซึ่งตอนนี้ทีมงานย้ายมาอยู่กับพปชร. และตัวเขาก็สนับสนุนอยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องลงในนามพปชร. เพราะคนในพื้นที่มองผลงานที่กลุ่มป็นหลัก

“ตอนเลือกตั้งปี 2550  พรรคประชาธิปัตย์ชนะ สส. ยกจังหวัด 8 คน แต่พอปชป.ส่งลงนายกฯอบจ.ชลบุรีกลับแพ้กลุ่มเราที่ส่งวิทยา คุณปลื้ม ลงชิง ทั้งที่กลุ่มเพิ่งตั้งมาปีแต่ประชาชนชื่นชอบผลงานท้องถิ่นของกลุ่มที่มีมายาวนาน คราวนี้ก็เช่นกัน พรรคอนาคตใหม่ก็หวังจะเอาชนะนายกฯอบจ. แต่เขาก็ไม่มีผลงานในท้องถิ่นเหมือนเรา”

“ที่อนาคตใหม่เขาส่งนายกฯอบจ.หลายจังหวัดเพราะเขาทดสอบกระแสว่า ยังขลังอยู่หรือเปล่า วัดเรตติ้งตัวเอง อย่างว่า เขาเป็นพรรคใหม่ได้มาเพราะการตลาด เขาก็ไม่มีอะไรจะเสีย”  ประธาน สส. พรรคพลังประชารัฐ กล่าว

ด้านพรรคอันดับ1 อย่างพรรคเพื่อไทย ซึ่ง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง  “บิ๊กแจ๊ส” อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ประกาศลงชิงนายกฯอบจ.ปทุมธานี ในนามพรรคเพื่อไทย  เป็นรายแรกของพรรค  น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคฯ กล่าวว่า ขณะนี้พรรคได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อดูเรื่องนโยบายและกำหนดผู้สมัครผู้บริหารสภาท้องถิ่นแล้ว ยังตอบไม่ได้ว่า จะส่งกี่คน ในระดับไหนบ้าง  เพราะยังมีเวลา ซึ่งการเลือกตั้งท้องถิ่นไม่เหมือนกับการเลือกตั้งระดับชาติ ขึ้นอยู่กับสภาพแต่ละจังหวัดอีก

เลขาธิการพรรคเพื่อไทย คาดว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นอย่างเร็วสุดในเดือนเม.ย.ปี 2563 เพราะรัฐบาลอ้างเรื่องงบประมาณจัดการเลือกตั้งไม่มีต้องรอร่างพรบ.งบประมาณปี  2563 บังคับใช้ก่อนในเดือนก.พ. แต่ได้ยินว่า รัฐบาลจะทิ้งไว้อีก 2 เดือนเพื่อให้งบประมาณขับเคลื่อน มีผลานก่อนถึงจะเลือกตั้งในเดือนเม.ย. ตรงนี้ก็เท่ากับว่าเป็นการใช้กลไกรัฐมาสร้างความได้เปรียบให้ผู้สมัครของทีมตัวเอง ซึ่งพรรคจับตาเรื่องนี้อยู่

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ นิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีฐานเสียงอยู่ที่ภาคใต้ 70-80% ที่ผ่านมาแม้พรรคจะสนับสนุนการกระจายอำนาจ แต่พรรคก็แทบไม่ส่งตัวแทนในนามพรรคลงชิงสนามท้องถิ่นมากนัก  เพราะเกรงจะเกิดความแตกแยกในพื้นที่และในพรรคกันเอง  จึงให้เป็นเรื่องส่วนบุคคลไป แต่ครั้งนี้ก็อาจมีที่พรรคอาจส่งนายกฯอบจ. ลงทางการ เช่น สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี

นิพิฎฐ์ คาดว่า จะมีผู้สมัครหน้าใหม่และคนหนุ่มสาวเข้าสู่การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้มากกว่าทุกครั้ง เพราะถูกเว้นมานาน 6-7 ปี รวมถึงการที่พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นพรรคใหม่ได้รับเลือกจากคนหนุ่มสาวเข้ามามาก  เวทีนี้จึงจะเป็นโอกาสของคนหนุ่มสาวอีกเช่นกัน

“ผมห่วงเรื่องการใช้เงิน เพราะบางพื้นที่ใช้เงินแล้วประสบความสำเร็จ การเมืองท้องถิ่น ซื้อได้ง่ายกว่าการเมืองระดับชาติ ดังนั้น กกต.ต้องทัน” นิพิฎฐ์ กล่าว

วิกฤตความขัดแย้ง…ชะตากรรมม็อบสีเสื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/597998

  • วันที่ 18 ส.ค. 2562 เวลา 10:41 น.

วิกฤตความขัดแย้ง...ชะตากรรมม็อบสีเสื้อ

คำตัดสินที่เกิดขึ้นจากคดีประวัติศาสตร์เหล่านี้จะเป็นบรรทัดฐานในอนาคต ที่ยังไม่มีบทสรุปว่า จากนี้ไปประเทศไทยจะไร้ม็อบการเมืองอีกหรือไม่

******************************

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

คำตัดสินของศาลอาญาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ให้ 24 แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือม็อบเสื้อแดง ไม่มีความผิดในข้อหาก่อการร้ายและก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง เพราะใช้สิทธิการชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตยในการประท้วงขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2553 เกิดมุมมองมากมาย โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามทักษิณว่า แกนนำเสื้อแดงรอดคดีได้อย่างไร

กระนั้น นี่เป็นเพียงคำตัดสินของศาลชั้นต้น ยังเหลืออีก 2 ศาล ที่ต้องลุ้นกันอีกในอนาคตว่าจะพลิกคำตัดสินหรือไม่ ซึ่งอาจใช้เวลาอีกอย่างน้อยอีก 1-2 ปี จนรู้บทสรุปของคดี

จากคำพิพากษาศาลในคดีม็อบการเมืองทั้งเสื้อเหลือง-เสื้อแดง รวมถึงกลุ่มกปปส.ของ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ทยอยออกมาในช่วงปีที่ผ่านมาที่แกนนำหลุดคดี มีเฮ หลายคนจับตาว่า นี่อาจเป็นสัญญาณนำไปสู่การปรองดองในอนาคต

คดีก่อการร้ายของม็อบเสื้อแดงข้างต้น เป็นผลพวงจากเหตุการณ์ม็อบเสื้อสีในช่วงวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศที่ดำเนินมายาวนานเกือบ 10 ปี ในช่วง 2548-2557 จนประเทศเกิดความแตกแยกรุนแรง เศรษฐกิจซบเซา

เท้าความกันอีกครั้ง ช่วงวิกฤตดังกล่าว ม็อบเสื้อสีปะทุเป็น 3 ช่วง

ช่วงแรก เริ่มจากม็อบเสื้อเหลือง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขับไล่รัฐบาลทักษิณและรัฐบาลนอมินี ปี 2548-2549 และ ปี 2551 ซึ่งล้มสำเร็จทั้งสองช่วง โดย “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญรัตนกลิน ผบ.ทบ.เข้ามายึดอำนาจ ปี 2549 ตามด้วยศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคพลังประชาชนเมื่อปี 2551

ช่วงสอง สลับเป็นม็อบเสื้อแดงของฝ่ายทักษิณ ชินวัตร ปี 2552-2553 ออกมาขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ด้วยเหตุผลกองทัพสนับสนุน แต่ล้มไม่สำเร็จ แกนนำถูกจับกุมตัวไปดำเนินคดี

ช่วงสาม เมื่อมีการเลือกตั้งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ น้องสาวทักษิณเข้ามาเป็นนายกฯ เกิดม็อบกปปส.ไม่ต่างจากพันธมิตรภาค 2 ออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ในปี 2556-2557 ครั้งนี้ทำสำเร็จ เนื่องจากกองทัพ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เข้ามายึดอำนาจ

การชุมนุมของม็อบใหญ่ ทั้งสามครั้ง แม้ภาพรวมจะดูสงบ สันติ แต่ก็มีเหตุความรุนแรง เกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน มีผู้บาดเจ็บรวมแล้ว หลายพันคน และเสียชีวิตเกือบสองร้อยคน

หลังเหตุการณ์สงบลง มีการฟ้องคดีแกนนำม็อบทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงเข้าสู่ศาลหลายคดี จนถึงขณะนี้ผ่านมาเกือบ 10 ปี บางคดีเริ่มคลี่คลาย เพราะศาลฎีกาได้ตัดสินแล้ว แกนนำม็อบหลายคนต้องติดคุกเป็นบทเรียน

ความจริง เมื่อดูการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่ฮ่องกง ด้วยการชัตดาวน์ ปิดแยกเศรษฐกิจสำคัญ ยึดสนามบิน รูปแบบที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างจากประเทศไทยที่ผ่านการชุมนุมมาหลากหลาย จนกลายเป็นตำราให้ม็อบต่างประเทศนำมาใช้ ทั้งการปิดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดรัฐสภา บุกยึดสถานีโทรทัศน์ ปิดถนนย่านธุรกิจใจกลางเมืองพร้อมกันเกือบสิบแห่ง หรือจะม็อบดาวกระจาย เทเลือดหน้าทำเนียบรัฐบาล บุกล้มที่ประชุมอาเซียนซัมมิท เผาห้างสรรพสินค้าระดับต้นๆของกรุงเทพ เผาศาลากลางจังหวัด ใช้อาวุธสงคราม ยิงปืน ระเบิด ใส่สถานที่ราชการ ศาล กระทั่งบริเวณวัดพระแก้วสถานที่เคารพของประเทศ หรือแม้ยิงใส่ผู้ชุมนุม รวมถึง ผู้ชุมนุมทั้งสองฝั่งถืออาวุธไล่ใส่กัน รวมถึง ม็อบ ล้มเลือกตั้ง ก็มีให้เห็น

กระนั้น หากไล่เรียงผลคดีม็อบของสามฝ่ายที่เกิดขึ้น ขอเริ่มที่ฝ่ายเสื้อแดงก่อน

คดีก่อการร้าย เป็นคดีหลักของแกนนำเสื้อแดง จากเหตุการณ์ชุมนุมใหญ่สุดเกิดขึ้นระหว่างเดือน ก.พ. จนถึงเดือนพ.ค. 2553 รวมระยะเวลา 70 วัน เป้าหมายขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ฝ่ายเสื้อแดงเชื่อว่า ได้อำนาจมา เพราะกองทัพอยู่เบื้องหลังการยุบพรรคพลังประชาชนของทักษิณ นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ของอภิสิทธิ์

การชุมนุมครั้งนั้น เกิดการปะทะกันทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหารของรัฐบาลและผู้ชุมนุม รวมทั้งกลุ่ม ชายชุดดำที่ออกมาช่วยม็อบเสื้อแดง ยิงระเบิด ถล่มใส่ทหาร เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตร่วม 100 คน แยกเป็น ประชาชน ทหาร สื่อมวลชน และบาดเจ็บร่วม 2,100 คน คดีนี้ศาลอาญายกฟ้อง 24 แกนนำ

ส่วนที่เหลือ ที่แกนเสื้อแดงถูกดำเนินคดีต่างกรรมต่างวาระ เช่น คดีก่อความวุ่นวายหน้าบ้านพัก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือนกับ 7 แกนนำนปช. ล่าสุดอยู่ศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษาในเดือนก.ย.2562 นี้ ขณะที่ คดีล้มประชุมอาเซียนที่พัทยาปี 2552 ศาลอุทธรณ์จำคุกแกนนำ นปช.ไป 13 คน เป็นเวลา 4 ปี ซึ่งแกนนำนปช. ได้ติดคุกเพราะไม่ได้รับการประกันตัว กระทั่งต่อมาได้รับปล่อยตัวภายหลัง

สำหรับคดีของแกนนำเสื้อเหลือง หรือ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งชุมนุมก่อนม็อบเสื้อแดง มีเป้าหมายขับไล่รัฐบาลทักษิณและรัฐบาลนอมินีของทักษิณ (อดีตนายกฯสมัคร,สมชาย วงศ์สวัสดิ์) มีที่ตัดสินเรียบร้อยแล้ว คือ ศาลฎีกาตัดสินจำคุก 6 แกนนำเสื้อเหลืองยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลา 8 เดือน คดียึดสถานีโทรทัศน์ NBT ศาลฎีกาจำคุกการ์ดพันธมิตร 8 เดือน ทั้งสองคดี แกนนำได้เข้าคุกและพ้นโทษไปแล้ว

ส่วนคดียึดสนามบินสุวรรณภูมิ ศาลฎีกาตัดสินคดีแพ่งให้แกนนำพธม.ชำระค่าเงิน 522 ล้านบาทจากความเสียหายที่สนามบินต้องถูกปิด ส่วนคดีอาญาคาดว่า ยังจะใช้เวลาอีกนาน เพราะอยู่ระหว่างการสืบพยานอีกร้อยปาก

ขณะที่คดีปิดล้อมรัฐสภาเพื่อไม่ให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯขณะนั้นเข้าไปแถลงนโยบายต่อสภาศาลอาญายกฟ้องแกนนำเสื้อเหลือง ไม่มีความผิด เพราะเป็นการชุมนุมโดยสงบ เช่นเดียวกับ ศาลฎีกายกฟ้องอดีตนายกฯสมชาย ว่า ไม่มีความผิดในการสลายการชุมนุมเช่นกัน

สุดท้าย คดีแกนนำกปปส. เดือนที่แล้วนี่เอง ศาลอาญาเริ่มตัดสินคดีแรก โดยยกฟ้อง 4 แกนนำ กปปส.จากคดีกบฏ ที่ชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เพราะเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายสำนวนคดีที่ฟ้องแกนนำกปปส.ทั้งข้อหากบฎ ก่อการร้าย ขัดขวางการเลือกตั้ง คาดว่า จะใช้เวลาอีกหลายปี

กล่าวโดยรวม จะเห็นได้ว่า คำตัดสินที่เกิดขึ้นจากคดีประวัติศาสตร์เหล่านี้ ส่วนใหญ่แกนนำต้องรับโทษจากการก่อความไม่สงบ ละเมิดกฎหมาย ทำลายทรัพย์สินราชการ และประชาชนได้รับบาดเจ็บ แต่ก็มีบางคดีที่แกนนำรอดตัว อย่างไรก็ตาม คาดว่า การสืบพยานก็ดี หรือ ขั้นตอนตัดสินในชั้นศาล ในหลายคดีอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่คดีชุมนุมทางการเมืองจะตัดสินจบทุกคดี

แต่อย่างน้อยก็ต้องให้บทเรียนกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองที่แกนนำม็อบทุกสี ต้องได้รับการพิจารณาตัดสินจากศาลในทุกคดี เพื่อเป็นบรรทัดฐานในอนาคต ที่ยังไม่มีบทสรุปว่า จากนี้ไปประเทศไทยจะไร้ม็อบการเมืองอีกหรือไม่ เมื่อบรรยากาศและเงื่อนไขความขัดแย้งยังดำรงอยู่

รายงานพิเศษ : ‘บุญชอบ ทองดี’ Smart Farmer ต้นแบบด้านข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420734

รายงานพิเศษ : ‘บุญชอบ ทองดี’ Smart Farmer ต้นแบบด้านข้าว

รายงานพิเศษ : ‘บุญชอบ ทองดี’ Smart Farmer ต้นแบบด้านข้าว

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เกษตรกรปราดเปรื่อง หรือ Smart Farmer ด้านข้าว เป็นเกษตรกรที่กรมการข้าวได้คัดเลือกมาจากเกษตรกรที่มีความรอบรู้ มีความสามารถและประสบการณ์ด้านข้าวเป็นอย่างดี ที่สำคัญคือมีความเป็นผู้นำที่จะช่วยผลักดันให้พี่น้องชาวนาได้ยกระดับการผลิตข้าวให้ได้คุณภาพ มาตรฐาน เพิ่มมูลค่าข้าวไทยและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายบุญชอบ ทองดี ประธานศูนย์ข้าวชุมชนตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนได้ทำงานเชื่อมโยงกับกรมการข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานี ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง และเครือข่ายศูนย์ข้าวทั่วประเทศ บทบาทศูนย์ข้าวชุมชนจะเน้นเรื่องทำเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีให้กับชุมชน ผลิตข้าวปลอดภัยจากสารเคมีเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับคนในชุมชน เหลือก็จำหน่ายสร้างรายได้ให้กับสมาชิก นอกจากนี้ ศูนย์ข้าวชุมชนยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการผลิตข้าวลดต้นทุน การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีในอัตราที่เหมาะสม การบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนการแปรรูปและเชื่อมโยงตลาด เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยหลักของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของชาวนา

ในฐานะ Smart Farmer ด้านข้าว ได้นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดจากกรมการข้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประสบการณ์ของตนเอง มาถ่ายทอดให้กับเกษตรกรสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชนให้มีการผลิตข้าวโดยใช้หลักวิชาการร่วมกับภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อการผลิตข้าวที่มีประสิทธิภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งการปลูกข้าวของสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชนตำบลควนรู จะเน้นการผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ที่ตลาดต้องการ เช่น พันธุ์เล็บนกปัตตานี ทับทิมชุมแพ ขาวดอกมะลิ 105 ไรซ์เบอร์รี่ กข 43 ข้าวสังข์หยด เป็นต้น ผลิตในรูปแบบปลอดสารเคมีใช้วิธีไถกลบตอซังปุ๋ยพืชสด พืชตระกูลถั่วต่างๆ เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี ส่วนการใช้เมล็ดพันธุ์ใช้ในอัตราที่เหมาะสม เช่น นาหว่านใช้เมล็ดพันธุ์ไม่เกิน 15 กก.ต่อไร่ ถ้านาหยอดใช้ประมาณ 7-10 กก.ต่อไร่ ช่วยลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ได้มากทีเดียว

นอกจากผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้ว ทางศูนย์ข้าวชุมชนยังได้แปรรูปเป็นข้าวสารคุณภาพดีจำหน่ายในชุมชน ออกบูธตามงานอีเว้นท์ต่างๆ และขายที่ ธ.ก.ส. อีกทั้งยังต่อยอดแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว เช่น กลุ่มแม่บ้านได้ใช้แป้งจากข้าวมาทำขนม ได้แก่ คุกกี้ ขนมเจาะหู ขนมดู ซึ่งเป็นขนมพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางอาหาร หรือทำแป้งขนมจีน เป็นการเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอีกช่องทางหนึ่ง ปัจจุบันที่นี่ไม่มีปัญหาด้านตลาด เพราะใช้หลักการตลาดนำการผลิต จะศึกษาข้อมูลตลาดว่าต้องการข้าวชนิดไหน แล้วมาปรึกษาวางแผนการผลิตกับกลุ่มสมาชิกก่อนเริ่มฤดูการผลิต เพื่อผลิตข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาด

“เราทำเรื่องข้าวมาตลอดก็พยายามนำความรู้ที่ได้จากภาครัฐไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรเครือข่ายให้ได้มากที่สุด พร้อมกับน้อมนำศาสตร์พระราชา ในหลวงรัชกาลที่ 9มาปรับใช้ในชีวิตและการประกอบอาชีพ เช่น หลักเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เรานำมาพัฒนาสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชน พัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้เกิดการเรียนรู้ ปรับตัวให้ทันสถานการณ์ และรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ทั้งยังให้ทุกคนยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น จากการต่อยอดศูนย์ข้าวชุมชนแปรรูปข้าวไปทำขนม และใช้ทุกอย่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ซังข้าวก็เอาไปเลี้ยงโค ปลูกถั่วเขียวหลังนาก็ไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด เมล็ดถั่วเขียวก็เอามาแปรรูปเป็นน้ำถั่วเขียวขายได้ แกลบก็เอามาทำปุ๋ย รองคอกเลี้ยงสัตว์ ถ้าชาวนารู้จักบริหารจัดการทุกอย่างในแปลงนาก็สามารถสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงได้” นายบุญชอบ กล่าวทิ้งท้าย

หากเกษตรกรท่านใดสนใจอยากเข้าไปศึกษาเรียนรู้วิถีการทำนาอย่างยั่งยืน สามารถติดต่อได้ที่ นายบุญชอบ ทองดี เลขที่ 148/2 ม.6 ต.ควนรู อ.รัตภูมิ จ.สงขลาโทรศัพท์ : 08-9297-0588

รายงานพิเศษ : ชู‘โรงเรียนวัดบึงทองหลาง’ ต้นแบบสหกรณ์นักเรียนดีเด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420493

รายงานพิเศษ : ชู‘โรงเรียนวัดบึงทองหลาง’  ต้นแบบสหกรณ์นักเรียนดีเด่น

รายงานพิเศษ : ชู‘โรงเรียนวัดบึงทองหลาง’ ต้นแบบสหกรณ์นักเรียนดีเด่น

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงริเริ่มให้จัดการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียน เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2534 โดยทรงมีรับสั่งกับอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในขณะนั้น (นายเสงี่ยม มาหมื่นไวย) ให้จัดการเรียนรู้วิชาการสหกรณ์และดำเนินกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียน โดยเริ่มที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่อยู่ภายใต้โครงการตามแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ทุรกันดารทั่วประเทศ ทรงใช้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้ได้รับโอกาสและเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาตนเอง โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครองและชาวบ้านในชุมชน ซึ่งการปลูกฝังแนวคิดเกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการ ตลอดจนวิธีการสหกรณ์ให้แก่เยาวชน และได้กำหนดให้วันที่ 7 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันสหกรณ์นักเรียน” เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ด้านการสหกรณ์ในโรงเรียนให้แพร่หลายมากขึ้น

นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า วันที่ 7 มิถุนายนของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์กำหนดให้เป็นวันสหกรณ์นักเรียน และมีการจัดกิจกรรมพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียนได้ศึกษาเรียนรู้วิชาการและกิจกรรมเกี่ยวกับการสหกรณ์ สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งด้านความมีวินัย รับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การมีส่วนร่วมกับผู้อื่นหรือการทำงานเป็นกลุ่ม ฝึกความมีประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้งตัวแทนมาทำหน้าที่บริหารสหกรณ์ รู้จักการออม การผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร จำหน่ายสร้างรายได้ และที่สำคัญคือเด็กนักเรียนได้นำความรู้เหล่านี้ไปขยายผลสู่ผู้ปกครองและชุมชน

ที่ผ่านมากรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนองพระราชดำริในการจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนวิชาสหกรณ์แก่เด็กและเยาวชนต่อเนื่องถึงปัจจุบันได้ขยายผลการสอนวิชาสหกรณ์ในโรงเรียน ทั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) และโรงเรียนพระปริยัติธรรม นอกจากนี้ ยังได้สร้างโรงเรียนนำร่องด้านสหกรณ์กว่า 10,000 แห่ง เพื่อพัฒนาครู อาจารย์ให้เป็นวิทยากรการสหกรณ์สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านสหกรณ์ให้นักเรียนได้ถูกต้อง รวมทั้งได้ทำกิจกรรมการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนวังไกลกังวล ซึ่งเป็นระบบศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้และเข้าใจหลักการสหกรณ์ได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

โรงเรียนวัดบึงทองหลาง (พิทักษ์วิทยาคาร) เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เป็นโรงเรียนหนึ่งที่จัดการเรียนรู้สหกรณ์ดีเด่น มีสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ร้านค้า และกิจกรรมส่งเสริมการทำเกษตร ปลูกผัก เพาะเห็ด เลี้ยงสัตว์ และแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้นักเรียนได้เรียนรู้วิชาการและฝึกปฏิบัติด้านบริหารจัดการตามหลักการสหกรณ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางขวัญใจ จิรรังสิมันต์ ผู้จัดการสหกรณ์นักเรียนโรงเรียนวัดบึงทองหลาง กล่าวว่า กิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียนจะเริ่มจากการอบรมครูผู้สอนวิชาสหกรณ์ในโรงเรียนให้เข้าใจเกี่ยวกับสหกรณ์เบื้องต้น ทั้งประเภทและโครงสร้างสหกรณ์ อุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ ก่อนจะกำหนดหลักสูตรการสอนและผลิตสื่อการสอนวิชาสหกรณ์ ควบคู่กับกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในภาคปฏิบัติ ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมการเกษตรและอาชีพ สอนให้เด็กได้ปลูกพืชผัก เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงปลา ส่วนกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ จำหน่ายอุปกรณ์เครื่องเขียนและผลิตภัณฑ์ของนักเรียน และรับซื้อผลผลิตการเกษตรจากฟาร์มของโรงเรียน เพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารกลางวันให้นักเรียน กิจกรรมออมทรัพย์ ส่งเสริมการออม สร้างวินัยทางการเงินให้เด็ก รู้จักวางแผนใช้จ่ายเงิน ประหยัดอดออม และมีความซื่อสัตย์ กิจกรรมการศึกษาและสวัสดิการ เป็นการส่งเสริมความรู้ให้คณะกรรมการสหกรณ์นักเรียนหรือสมาชิก โดยพาไปทัศนศึกษาแลกเปลี่ยนประสบการณ์งานสหกรณ์กับโรงเรียนต่างๆ และเรียนรู้การดำเนินงานสหกรณ์จากของจริง

ด้าน ด.ช.ต้นไม้ วิทอง นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนวัดบึงทองหลาง บอกว่า ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหกรณ์นักเรียน ตั้งแต่ ป.3 ปัจจุบันทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดการสหกรณ์นักเรียน” งานที่ต้องรับผิดชอบ คือ จัดประชุมใหญ่สามัญ และจัดการประชุมย่อยร่วมกับคณะกรรมการดำเนินการ และสมาชิก รวมทั้งบริหารดูแลกิจกรรมย่อย 4 กิจกรรม ได้แก่ สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์ออมทรัพย์ การส่งเสริมการผลิต และการส่งเสริมสวัสดิการ ทั้งนี้ กิจกรรมสหกรณ์ ได้สอนให้เรียนรู้ในหลายอย่าง พร้อมนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น รู้จักการใช้เงิน ออมเงิน ประหยัด จากการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ส่วนกิจกรรมส่งเสริมการผลิต ได้เรียนรู้ต้นทุน ปลูกผักสวนครัวเพื่อหารายได้ให้กับตัวเอง

จะเห็นได้ว่า นอกจากเด็กจะมีความรู้ความเข้าใจในวิชาการและนำไปปรับใช้ในชีวิต รวมถึงสร้างนิสัยการออมได้แล้ว ยังรู้จักการทำการเกษตร ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ จนสร้างรายได้เสริมจากการขายผลผลิตให้โครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน รวมทั้งคนในชุมชน และที่สำคัญสามารถขยายผลด้านอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ไปสู่ผู้ปกครองหรือชุมชนได้อีกด้วย

รายงานพิเศษ : ยางไทยจะมีเสถียรภาพจริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418259

รายงานพิเศษ : ยางไทยจะมีเสถียรภาพจริงหรือ?

รายงานพิเศษ : ยางไทยจะมีเสถียรภาพจริงหรือ?

วันศุกร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารประเทศในปี 2557 ราคายางพาราตกต่ำ โดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ประมาณกิโลกรัมละ 30 กว่าบาท จนเกษตรกรร้องว่า “ยางพารา 3 โล 100 ไม่สามารถอยู่ได้” แม้ว่า คสช.จะใช้อำนาจยุบหน่วยงานองค์กรยางจาก 3 หน่วยเดิม ได้แก่ องค์กรสวนยาง สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางและสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตรเป็น “การยางแห่งประเทศไทย” (กยท.) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งหวังให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพกว่าเดิม ถึงกระนั้นราคายางก็ยังไม่มีท่าทีที่จะขยับขึ้น กระทั่งใช้วิธีพยุงราคายางโดยร่วมกับประเทศผู้ส่งออกยางพาราอินโดนีเซียและมาเลเซียในเวทีสภาไตรภาคียาง ใช้มาตรการจำกัดการส่งออก (AETS) หวังผลลดปริมาณยางในตลาดโลกเหมือนโอเปกลดการผลิตน้ำมัน ก็ไม่สามารถทำให้ราคายางปรับสูงขึ้นได้

จนกระทั่ง นายกฤษฎา บุญราช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯเริ่มแก้ปัญหาราคายางตกต่ำทันที่ เริ่มโครงการแรก ลดปริมาณยางด้วยการสั่งตัดต้นยางออก 2 ล้านไร่ ปรากฏว่า มีทั้งเสียงเชียร์และค้าน

จึงได้จึงเปลี่ยนวิธีการใหม่โดยใช้นโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดงานจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)ที่จ.กระบี่และจ.ตรัง ในโครงการสร้างเสริมศักยภาพเพื่อขยายตลาดคู่ค้ายางพาราไทย ระหว่างผู้ประกอบกิจการยางพาราจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงกลุ่มประเทศตลาดใหม่ ได้แก่ เม็กซิโก เกาหลีใต้ ศรีลังกา อินเดีย ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน กับกลุ่มสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 30 สถาบันส่งผลให้มีการสั่งซื้อยางจากกลุ่มสถาบันเกษตรกรและกยท. คิดเป็น 57% ของจำนวนบริษัททั้งหมดที่เข้าร่วมจับคู่เจรจาธุรกิจ สั่งจองยางหลายประเภท ได้แก่ น้ำยางข้น ยางเครปขาว ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง รวมปริมาณกว่าเดือนละ 58,000 ตัน หรือ 696,000 ตันต่อปี นับว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง แล้วสั่งการให้ทูตเกษตรในต่างประเทศติดตามสถานการณ์ยางโลกใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาราคายางพาราทุกระยะ

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯกล่าวว่า ยางพาราเป็นสินค้าเกษตรที่ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ผลผลิตยางพาราเฉลี่ย 4.5 ล้านตันต่อปี แต่่ใช้ในประเทศเพียงปีละ 500,000 ตันเท่านั้น ที่เหลือส่งออกโดยไทยเป็นผู้ส่งออกยางอันดับหนึ่งของโลก อย่างไรก็ตามในปี 2556 ประเทศผู้ปลูกยางพารารายใหม่เริ่มส่งออกมากขึ้น จนสต๊อกยางในตลาดโลกมีปริมาณมากส่งผลให้ราคาตกต่ำ ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศจึงหันไปใช้ยางสังเคราะห์ที่ทำจากน้ำมันแทนการใช้ยางธรรมชาติเพราะราคาถูกกว่า กระทรวงเกษตรฯจึงส่งเสริมให้แปรรูปยางภายในประเทศหรือเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศมากขึ้น ไม่ได้พึ่งการส่งออกเพียงอย่างเดียวและที่เห็นผลเป็นรูปธรรม มีผลทำให้ราคายางในประเทศเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ่้นคือ โครงการสร้างทำถนนพาราซอยซีเมนต์

 

 

“โครงการสร้างทำถนนพาราซอยซีเมนต์นั้นมีความก้าวหน้าอย่างชัดเจน ขณะนี้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศได้อนุมัติเทศบัญญัติและข้อบัญญัติจังหวัดงบประมาณปี 2562 เพิ่มเติมให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลสามารถใช้งบท้องถิ่นทำถนนพาราซอยซีเมนต์ในพื้นที่ชนบทได้แล้ว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินมาตรการระยะกลางและระยะยาวเพื่อกระตุ้นราคายางโดยเพิ่มสัดส่วนการใช้ยางภายในประเทศ ที่สำคัญคือ โครงการสร้างถนนผสมยางพารา 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ความยาวถนนดินลูกรังที่อยู่ในแผนปรับเป็นถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางพาราไร้ฝุ่นระยะทางยาง 300,000 กิโลเมตร ซึ่งแต่ละท้องถิ่นจะทยอยจัดทำถนนผสมยางแทนถนนลูกรังปีละ 50,000 กิโลเมตร” นายกฤษฎากล่าว

ทั้งนี้ถนน 1 กิโลเมตรใช้ยางพารา 1.3 ตัน คาดว่า ปริมาณการใช้ในโครงการสร้างถนนจะไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านตัน นอกจากนี้ อปท. ยังนำยางพาราไปสร้างสนามกีฬาและสนามเด็กเล่นอีกด้วย โดยเป็นมาตรการระยะกลางและระยะยาวที่จะทำให้ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้นอีกและมีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการดำเนินงาน โครงการสร้างถนนผสมยางพาราทั้งปีงบประมาณ 2561 – 2562 ที่ดำเนินการแล้วมี 2,565 โครงการ ใช้น้ำยางข้น 29,554 ตันและน้ำยางสด 3,078.87 ตัน สำหรับสนามกีฬาจัดทำแล้ว 72 โครงการ ส่วนสนามเด็กเล่น 29 โครงการ รวมปริมาณน้ำยางที่ข้นใช้ไปแล้ว 29,929.45 ตัน และปริมาณน้ำยางสดที่แล้ว 3,114.47 ตัน

โดยราคาน้ำยางสดล่าสุด (4 มิ.ย.2562) อยู่ที่ 50.90 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับเดือนตุลาคม 2561 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 42.91 บาท ส่วนยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 55.89 บาทต่อกิโลกรัม โดยเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2561 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 42.91 บาท

หากมาตรการส่งเสริมใช้ยางในประเทศมากขึ้น ควบคู่กับการลดทั้งพื้นที่สวนยางแล้ว จึงมั่นใจว่า ราคายางจะปรับตัวสูงขึ้นแน่นอน เนื่องจากประเทศคู่ค้าสำคัญคือ จีน ตลอดจนประเทศผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราอื่นต้องวางแผนสั่งซื้อยางวัตถุดิบจากตลาดล่วงหน้าสำคัญได้แก่ ตลาดไซคอม (สิงคโปร์) ตลาดโตคอม (ญี่ปุ่น) หากทราบว่า ปริมาณยางวัตถุดิบในตลาดโลกจะลดลง ผู้ผลิตเหล่านี้ต้องซื้อไปเก็บสต็อกไว้ เป็นปัจจัยให้ราคาซื้อขายทั้งในตลาดล่วงหน้าสูงขึ้น ส่งผลให้ราคารับซื้อในประเทศสูงตามไปด้วย

ราคายางพาราของไทยมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืนแน่นอน!!

รายงานพิเศษ : กรมฝนหลวงฯสืบสานศาสตร์พระราชา-ราชินี ลุยปลูกป่า799,910ต้น-เพิ่มความชื้นในอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418071

รายงานพิเศษ : กรมฝนหลวงฯสืบสานศาสตร์พระราชา-ราชินี  ลุยปลูกป่า799,910ต้น-เพิ่มความชื้นในอากาศ

รายงานพิเศษ : กรมฝนหลวงฯสืบสานศาสตร์พระราชา-ราชินี ลุยปลูกป่า799,910ต้น-เพิ่มความชื้นในอากาศ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดโครงการปลูกป่าและไม้ยืนต้นสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติการฝนหลวง สืบสานศาสตร์พระราชาและพระราชินี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชปณิธานที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด เกี่ยวกับศาสตร์พระราชาและพระราชินี ของพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชดำริในการรักษา ฟื้นฟูป่าไม้ ป่าต้นน้ำ รักษาทรัพยากรธรรมชาติ สร้างความสมบูรณ์ให้ทรัพยากรป่าไม้ อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตอยู่ของคนและสัตว์ รวมถึงประโยชน์ต่อพื้นที่ชุมชนอย่างยั่งยืน

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า สืบเนื่องจากปี 2561 กระทรวงเกษตรฯ และอีก 10 หน่วยงาน 3 สถาบัน ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 มีเป้าหมายเพื่อร่วมบริหารจัดการทรัพยากรอันเป็นสมบัติของชาติเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน การจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประเทศชาติ โดยในปี 2561 กระทรวงเกษตรฯมอบให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดทำโครงการปลูกป่าและไม้ยืนต้นสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การปฏิบัติการฝนหลวง สืบสาน “ศาสตร์พระราชา” ของในหลวง รัชกาลที่ 9 และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 ซึ่งกิจกรรม ปลูกต้นไม้ดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อปฏิบัติการฝนหลวงในการเพิ่มต้นทุนความชื้นสัมพัทธ์ตามธรรมชาติ ทำให้กลุ่มเมฆก่อตัวและพัฒนาเป็นกลุ่มฝนตกลงสู่ในพื้นที่ลุ่มรับน้ำตามธรรมชาติและพื้นที่การเกษตร

สำหรับการดำเนินงานโครงการปลูกป่าฯปี 2562 แบ่งออกเป็น 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1. กิจกรรมพิธีเปิดโครงการ วันที่ 23 พฤษภาคม มีกิจกรรมการปลูกป่าและไม้ยืนต้นพร้อมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ณ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ต.แก่งดินสอ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง เป็นประธานพิธีเปิดและร่วมปลูกต้นไม้ พร้อมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 2. กิจกรรมการปลูกป่าและไม้ยืนต้น เป็นกิจกรรมปลูกป่า ป่าไม้ ป่าเศรษฐกิจ ป่าชุมชน และการปลูกไม้โตเร็วตามหัวไร่ปลายนา ระหว่างภาครัฐ เอกชน ส่วนราชการ ประชาชนทั่วไป โดยได้รับการสนับสนุนพันธุ์ไม้จากหน่วยงานผู้เข้าร่วมโครงการฯ อาทิ มะค่า ยางนา ประดู่ สัก หวาย ขนุน มะม่วง มะขามป้อม มะค่าโมง เป็นต้น

ซึ่งในปี 2562 กรมฝนหลวงและการบินเกษตรตั้งเป้าจำนวนต้นไม้ที่จะปลูก 799,910 ต้น จากความร่วมมือกับหน่วยงานร่วมบูรณาการ 24 หน่วยงาน สำหรับกรมฝนหลวงฯจะดำเนินการช่วงเดือนพฤษภาคม – กันยายน ในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง ทั้ง 5 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ บริเวณ อ.ฮอด อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ภาคกลาง อ.หนองบัว อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร อ.ห้วยผึ้ง จ.กาฬสินธุ์ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ภาคตะวันออก อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี และภาคใต้ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และอ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ 3.กิจกรรมการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ซึ่งกรมฝนหลวงฯเป็นเจ้าภาพดำเนินการควบคู่ไปกับการปฏิบัติการฝนหลวงแต่ละวัน โดยเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในการกำหนดการเตรียมเมล็ดพันธุ์พืช เพื่อโปรยทางอากาศ แบ่งการดำเนินการเป็น 3 ระยะ คือ 1) จัดหาเมล็ดพันธุ์พืชและเตรียมอุปกรณ์ 2) ปฏิบัติการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ 5 ภูมิภาค หลังเสร็จปฏิบัติการฝนหลวงประจำวัน

โดยในปี 2562 จะใช้เมล็ดพันธุ์ 11 ชนิด 1,080 กิโลกรัม ประกอบด้วย สัก (600 กก.) สมอไทย (80 กก.) สาธร (2 กก.) ไผ่ป่า (2 กก.) ประดู่ป่า (150 กก.) สมอพิเภก (150 กก.) สีเสียดแก่น (5 กก.) มะขามป้อม (1 กก.) มะค่าแต้ (5 กก.) มะค่าโมง (80 กก.) ไม้แดง (5 กก.) พื้นที่ดำเนินการบริเวณ อุทยานแห่งชาติศรีลานนา จ.เชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู จ.กาญจนบุรี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา อุทยานแห่งชาติตาพระยา จ.สระแก้ว และอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และ3) การติดตามประเมินผลและติดตามโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืช โดยรวบรวมข้อมูล ชนิด จำนวน พื้นที่บริเวณโปรยเมล็ดพันธุ์พืช ช่วงเวลาการเจริญเติบโตเมล็ดพันธุ์พืช แนวระยะเส้นทางการโปรย เมล็ดพันธุ์พืช มาทำการประเมินผล รวมถึงการติดตามผลการปฏิบัติการด้วย