สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในขณะที่โรงเรียนไทยส่วนใหญ่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แล้ว ความท้าทายด้านการศึกษาได้ขยับจาก “การเข้าถึง” ไปสู่ “การพัฒนาศักยภาพการใช้เทคโนโลยีและความรู้ทางการเงินของเยาวชน” แม้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในโรงเรียนจะครอบคลุมมากขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์และการบูรณาการเทคโนโลยียังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยรายงานปี 2568 จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า โรงเรียนไทยโดยเฉลี่ยมีนักเรียนถึง 17 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สะท้อนความแตกต่างด้านคุณภาพการเข้าถึงอุปกรณ์และโอกาสในการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เดินหน้าขยายโครงการ UOB My Digital Space (MDS) ครอบคลุม 10 โรงเรียนทั่วประเทศ สนับสนุนห้องเรียนดิจิทัลและหลักสูตรความรู้ทางการเงินให้แก่นักเรียนกว่า 5,500 คนแห่งทั่วประเทศ เพื่อลดช่องว่างด้านอุปกรณ์และยกระดับศักยภาพการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนไทย โดยครูผู้สอนระบุว่า นักเรียนมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น, สามารถฝึกทำแบบฝึกหัดออนไลน์ด้วยตนเอง และลดข้อจำกัดจากการต้องใช้อุปกรณ์ร่วมกันหลายคน

โครงการฯมุ่งแก้ไขช่องว่างดังกล่าวผ่านการจัดตั้ง “ห้องเรียนดิจิทัล” พร้อมอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ตามหลักสูตร เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ รวมถึงการสอดแทรกหลักสูตรการเงินออนไลน์ UOB Money 101: Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อเสริมทักษะด้านการบริหารเงินและความปลอดภัยดิจิทัล นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนการอบรมครู การพัฒนานักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 และจัดกิจกรรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์และทักษะชีวิตโดยพนักงานอาสาสมัครของยูโอบี

การขยายโครงการในปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโรงเรียนต้นแบบ 3 แห่งที่ยูโอบีสนับสนุนตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งได้รับอุปกรณ์ดิจิทัล เครื่องมือการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพครูอย่างครบวงจร ตลอด 3 ปีการศึกษา โรงเรียนเหล่านี้พบการพัฒนาทักษะในวิชาหลักอย่างมีนัยสำคัญ โดยโรงเรียนหนึ่งมีสัดส่วนของนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มผลการเรียนสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31 เป็นร้อยละ 62 ขณะที่กลุ่มผลการเรียนต่ำลดลงจากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 10 ตามผลการประเมินหลังเรียนของสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ

นายริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อมีความพร้อมมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความสามารถให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิผล และบริหารจัดการการเงินได้อย่างรอบคอบ ผลลัพธ์จากโรงเรียนต้นแบบสะท้อนว่าการเข้าถึงอุปกรณ์ เครื่องมือดิจิทัล และการเรียนรู้เรื่องการเงินอย่างเป็นระบบ สามารถช่วยเสริมศักยภาพนักเรียนได้จริง การขยายโครงการนี้ทำให้เราเข้าถึงนักเรียนกลุ่มกว้างขึ้น และช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะสำคัญที่จำเป็นต่ออนาคต

นางสาวกนกวรรณ โชว์ศรี ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า การสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต้องมองไกลกว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การบูรณาการเทคโนโลยีในการเรียนรู้ประจำวัน ควบคู่กับการเสริมความรู้ทางการเงินที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดช่องว่างเชิงคุณภาพและเสริมโอกาสระยะยาวของนักเรียน

ผู้อำนวยการโรงเรียนจากโรงเรียนคลองยางประชานุสรณ์และโรงเรียนด่านช้างวิทยา ระบุว่า ห้องเรียนดิจิทัลได้ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ ลดการพึ่งพาอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานร่วมกัน และช่วยวางรากฐานความรู้ด้านการเงินอย่างเป็นระบบภายในห้องเรียน

ทั้งนี้ โครงการ UOB My Digital Space เริ่มต้นในประเทศสิงคโปร์ ก่อนขยายมายังประเทศไทยซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างโดดเด่น และต่อยอดสู่ประเทศอินโดนีเซียในลักษณะโครงการระยะหลายปี ปัจจุบัน UOB My Digital Space ช่วยยกระดับทักษะ ความรู้ และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับนักเรียนกว่า 100,000 คนทั่วภูมิภาค เพื่อเตรียมเยาวชนสู่โลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในขณะที่โรงเรียนไทยส่วนใหญ่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แล้ว ความท้าทายด้านการศึกษาได้ขยับจาก “การเข้าถึง ไปสู่ การพัฒนาศักยภาพการใช้เทคโนโลยีและความรู้ทางการเงินของเยาวชน แม้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในโรงเรียนจะครอบคลุมมากขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์และการบูรณาการเทคโนโลยียังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยรายงานปี 2568 จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า โรงเรียนไทยโดยเฉลี่ยมีนักเรียนถึง 17 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สะท้อนความแตกต่างด้านคุณภาพการเข้าถึงอุปกรณ์และโอกาสในการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เดินหน้าขยายโครงการ UOB My Digital Space (MDS) ครอบคลุม 10 โรงเรียนทั่วประเทศ สนับสนุนห้องเรียนดิจิทัลและหลักสูตรความรู้ทางการเงินให้แก่นักเรียนกว่า 5,500 คนแห่งทั่วประเทศ เพื่อลดช่องว่างด้านอุปกรณ์และยกระดับศักยภาพการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนไทย โดยครูผู้สอนระบุว่า นักเรียนมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น, สามารถฝึกทำแบบฝึกหัดออนไลน์ด้วยตนเอง และลดข้อจำกัดจากการต้องใช้อุปกรณ์ร่วมกันหลายคน

โครงการฯมุ่งแก้ไขช่องว่างดังกล่าวผ่านการจัดตั้ง “ห้องเรียนดิจิทัล” พร้อมอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ตามหลักสูตร เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ รวมถึงการสอดแทรกหลักสูตรการเงินออนไลน์ UOB Money 101: Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อเสริมทักษะด้านการบริหารเงินและความปลอดภัยดิจิทัล นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนการอบรมครู การพัฒนานักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 และจัดกิจกรรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์และทักษะชีวิตโดยพนักงานอาสาสมัครของยูโอบี

การขยายโครงการในปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโรงเรียนต้นแบบ 3 แห่งที่ยูโอบีสนับสนุนตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งได้รับอุปกรณ์ดิจิทัล เครื่องมือการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพครูอย่างครบวงจร ตลอด 3 ปีการศึกษา โรงเรียนเหล่านี้พบการพัฒนาทักษะในวิชาหลักอย่างมีนัยสำคัญ โดยโรงเรียนหนึ่งมีสัดส่วนของนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มผลการเรียนสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31 เป็นร้อยละ 62 ขณะที่กลุ่มผลการเรียนต่ำลดลงจากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 10 ตามผลการประเมินหลังเรียนของสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ

นายริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อมีความพร้อมมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความสามารถให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิผล และบริหารจัดการการเงินได้อย่างรอบคอบ ผลลัพธ์จากโรงเรียนต้นแบบสะท้อนว่าการเข้าถึงอุปกรณ์ เครื่องมือดิจิทัล และการเรียนรู้เรื่องการเงินอย่างเป็นระบบ สามารถช่วยเสริมศักยภาพนักเรียนได้จริง การขยายโครงการนี้ทำให้เราเข้าถึงนักเรียนกลุ่มกว้างขึ้น และช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะสำคัญที่จำเป็นต่ออนาคต

นางสาวกนกวรรณ โชว์ศรี ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า การสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต้องมองไกลกว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การบูรณาการเทคโนโลยีในการเรียนรู้ประจำวัน ควบคู่กับการเสริมความรู้ทางการเงินที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดช่องว่างเชิงคุณภาพและเสริมโอกาสระยะยาวของนักเรียน

ผู้อำนวยการโรงเรียนจากโรงเรียนคลองยางประชานุสรณ์และโรงเรียนด่านช้างวิทยา ระบุว่า ห้องเรียนดิจิทัลได้ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ ลดการพึ่งพาอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานร่วมกัน และช่วยวางรากฐานความรู้ด้านการเงินอย่างเป็นระบบภายในห้องเรียน

ทั้งนี้ โครงการ UOB My Digital Space เริ่มต้นในประเทศสิงคโปร์ ก่อนขยายมายังประเทศไทยซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างโดดเด่น และต่อยอดสู่ประเทศอินโดนีเซียในลักษณะโครงการระยะหลายปี ปัจจุบัน UOB My Digital Space ช่วยยกระดับทักษะ ความรู้ และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับนักเรียนกว่า 100,000 คนทั่วภูมิภาค เพื่อเตรียมเยาวชนสู่โลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล

สกู๊ปพิเศษ : BeNeat – Airbnb ยกระดับมาตรฐานบริการ สร้างอาชีพคุณภาพผ่าน ‘นวัตกรรมดิจิทัล’

สกู๊ปพิเศษ : BeNeat - Airbnb ยกระดับมาตรฐานบริการ สร้างอาชีพคุณภาพผ่าน ‘นวัตกรรมดิจิทัล’

สกู๊ปพิเศษ : BeNeat – Airbnb ยกระดับมาตรฐานบริการ สร้างอาชีพคุณภาพผ่าน ‘นวัตกรรมดิจิทัล’

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

BeNeat สตาร์ทอัพไทยด้านเทคโนโลยีบริการทำความสะอาดและบริหารจัดการที่พัก จับมือ Airbnb ลงนามบันทึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ โดยมีหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ร่วมเป็นภาคีสนับสนุนหลัก ตอกย้ำศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันและตอบโจทย์ตลาดโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม ณ อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่

ความร่วมมือในครั้งนี้ช่วยให้โฮสต์ Airbnb ในประเทศไทยสามารถจัดบริการทำความสะอาดคุณภาพสูงจาก BeNeat สำหรับที่พักของตนได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งประสบการณ์ของโฮสต์และมาตรฐานการบริการสำหรับผู้เข้าพัก โดย BeNeat ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการปฏิบัติงานที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม Airbnb ผ่านระบบ API ช่วยลดภาระการบริหารจัดการหลังบ้านของโฮสต์ ทั้งนี้ โฮสต์ Airbnb ที่ใช้ BeNeat จะได้รับประโยชน์จากฟีเจอร์ต่างๆ รวมถึงการเชื่อมโยงปฏิทินการจองแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้สามารถจัดตารางการทำความสะอาดได้โดยอัตโนมัติตามวันเช็คอินและเช็คเอาท์ของผู้เข้าพัก และการติดตามสถานะการทำความสะอาดแบบเรียลไทม์ที่ส่งตรงไปยังแดชบอร์ดของโฮสต์ Airbnb ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการที่พักสำหรับโฮสต์ง่ายขึ้น และทำให้การดำเนินงานด้านการทำความสะอาดเป็นระบบและเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า มช. มีนโยบายยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ บ่มเพาะทักษะเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ให้บัณฑิตพร้อมทำงานในภาคธุรกิจจริง ผสานเข้ากับกระบวนการบ่มเพาะและพัฒนาผู้ประกอบการของ STeP อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางโมเดลธุรกิจ การเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ การเข้าถึงแหล่งทุน ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ช่วยสร้างเส้นทางการเติบโตที่มั่นคง ให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่การได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลก นอกจากนี้ยังสะท้อนบทบาทของภาคการศึกษาในการสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ สังคม และการจ้างงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ด้าน อานนท์ น้อยอ่ำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท บีนีท จำกัด ระบุว่า เป้าหมายของ BeNeat ไม่ได้มุ่งเพียงการให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน แต่ต้องการสร้าง “ระบบปฏิบัติการ” ที่ช่วยลดภาระงานหลังบ้านของโฮสต์ เพิ่มมาตรฐานการทำงาน และทำให้คุณภาพการบริการสามารถติดตาม และประเมินผลได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งแม่บ้านบนแพลตฟอร์ม BeNeat ทุกคนได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่พัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญ ก่อนเริ่มปฏิบัติงานจริง เพื่อให้มั่นใจในมาตรฐานความสะอาดและความเป็นมืออาชีพ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความประทับใจแรกแก่ผู้เข้าพัก และสนับสนุนให้ที่พักสามารถรักษาคุณภาพการบริการได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นและโอกาสในการได้รับการจองซ้ำในระยะยาว

ทางด้าน อมันพรีท บาจาจ ผู้จัดการทั่วไปประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย ของ Airbnb กล่าวว่า Airbnb ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความไว้วางใจ การช่วยให้โฮสต์ของเราสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่มีคุณภาพสูงและสม่ำเสมอให้กับผู้เข้าพักในทุกๆ การจอง คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างรากฐานนั้นให้แข็งแกร่ง ความร่วมมือกับ BeNeat ในครั้งนี้จะช่วยให้โฮสต์ของเราประหยัดเวลาในการบริหารจัดการหลังบ้าน ทำให้พวกเขามีเวลาโฟกัสกับการดูแลและสร้างความสัมพันธ์กับผู้เข้าพักได้ดียิ่งขึ้น

ในเชิงนโยบาย ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เผยว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นกลไกใหม่ที่สำคัญในการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างการกระจายรายได้สู่ภาคบริการในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการให้บริการในท้องถิ่นให้มีคุณภาพ เสริมสร้างความประทับใจและภาพลักษณ์ให้กับเชียงใหม่และประเทศของเรา

ณัฐ ฤทธารมย์ ในฐานะ Airbnb Superhost และผู้นำกลุ่มโฮสต์ในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์จากการทำงานจริงว่า ที่ผ่านมาการบริหารจัดการที่พักมักอาศัยประสบการณ์ การลองผิดลองถูก แต่ละที่ดำเนินการแตกต่างกัน ทำให้การควบคุมคุณภาพในภาพรวมเป็นเรื่องยากและใช้เวลานาน แต่เมื่อนวัตกรรมของ BeNeat เข้ามาผสานกับมาตรฐานระดับโลกของ Airbnb จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้โฮสต์สามารถโฟกัสไปที่การสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับผู้เข้าพักได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยยกระดับความพึงพอใจของผู้เข้าพัก และสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวสำหรับโฮสต์

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดกิจกรรมเสริมสร้างองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเข้มข้น ผ่านเวที Panel Discussion ในประเด็นการพัฒนานวัตกรรมไทยและการยกระดับมาตรฐานการบริการสู่ระดับสากล เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับโฮสต์ไทย โดยมีตัวแทนจาก BeNeat, Airbnb และ Superhost ร่วมถ่ายทอดมุมมองจากประสบการณ์การทำงานจริง ควบคู่กับการจัด Workshop เทคนิคการเริ่มต้นธุรกิจที่พักให้โปร่งใสและเป็นมืออาชีพ และ การพัฒนา Listing Quality เพื่อเพิ่มยอดจองและรักษามาตรฐานความสะอาดระดับ 5 ดาว เพื่อตอบโจทย์แนวโน้มการเติบโตของการท่องเที่ยวและการจองที่พักในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่ม Digital Nomad ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความสะอาด และความน่าเชื่อถือของบริการ

ดังนั้น ความร่วมมือระหว่าง Airbnb และ BeNeat จึงไม่เพียงเป็นการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและงานบริการของไทยให้สอดรับกับคุณภาพระดับสากล หากยังเป็นต้นแบบสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านนวัตกรรมที่จับต้องได้ โดยมุ่งสร้าง “วงจรการเติบโตอย่างยั่งยืน” (Sustainable Growth Cycle) รายได้จากการเป็นโฮสต์และภาคการท่องเที่ยวจะถูกส่งต่อสู่การจ้างงาน การสร้างอาชีพที่มั่นคง และการยกระดับคุณภาพแรงงานในท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ ความร่วมมือนี้จึงจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวและงานบริการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

สกู๊ปพิเศษ : พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จับมือกองทุนสื่อฯ ปั้นสื่อเกษตรสร้างสรรค์ สร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาแก่เด็ก

สกู๊ปพิเศษ : พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จับมือกองทุนสื่อฯ ปั้นสื่อเกษตรสร้างสรรค์ สร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาแก่เด็ก

สกู๊ปพิเศษ : พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จับมือกองทุนสื่อฯ ปั้นสื่อเกษตรสร้างสรรค์ สร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาแก่เด็ก

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) ร่วมกับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ด้านการเกษตร เศรษฐกิจพอเพียง และภูมิปัญญาไทย โดยมีผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองหน่วยงานร่วมลงนามและเป็นสักขีพยานในพิธี

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กล่าวถึงกรอบความร่วมมือว่า การลงนามในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านการเกษตรตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เข้ากับการพัฒนาสื่อคุณภาพที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทยในยุคดิจิทัล มุ่งสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ปลอดภัย เข้าถึงได้ และเกิดประโยชน์ต่อเด็ก เยาวชน ครอบครัว และประชาชนทุกช่วงวัย ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับองค์ความรู้ด้านการเกษตรตามแนวพระราชดำริ สู่การพัฒนาเป็นสื่อสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพ เข้าถึงง่าย และเรามุ่งหวังให้พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เป็นทั้งพื้นที่แห่งการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ และเป็นต้นทางของสื่อการเรียนรู้ที่ปลอดภัย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทุกช่วงวัย

ด้าน ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนสื่อที่ส่งเสริมคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม ความร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ในครั้งนี้ จะช่วยขยายผลการเรียนรู้ด้านความมั่นคงทางอาหาร การพึ่งพาตนเอง และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านรูปแบบสื่อที่ทันสมัยและเหมาะสมกับผู้รับสารในทุกกลุ่มเป้าหมาย ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการประสานพลังระหว่างหน่วยงานภาครัฐและองค์กรด้านสื่อ เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่มีคุณธรรม คุณภาพ และความยั่งยืน

ทั้งนี้ หลังเสร็จพิธีลงนามได้เข้าเยี่ยมชมพื้นที่พิพิธภัณฑ์และฐานการเรียนรู้ของ พกฉ. เพื่อหารือแนวทางการพัฒนากิจกรรมและสื่อสร้างสรรค์ในอนาคต บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีกำหนดระยะเวลา 2 ปี และมุ่งเพื่อพัฒนาและผลิตสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ด้านการเกษตร การจัดกิจกรรมอบรมและส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อ การส่งเสริมการเรียนรู้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของทั้งสองหน่วยงาน ที่พร้อมวางรากฐานระบบสื่อสร้างสรรค์ด้านการเกษตรของประเทศ ที่จะหล่อหลอมเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างมีภูมิคุ้มกันทางปัญญา บนพื้นฐานศาสตร์พระราชาและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : เจาะลึก! ‘นวดแผนไทย’ ศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยที่ยังคงอยู่ในทุกยุคสมัย

สกู๊ปพิเศษ : เจาะลึก! ‘นวดแผนไทย’ ศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยที่ยังคงอยู่ในทุกยุคสมัย

สกู๊ปพิเศษ : เจาะลึก! ‘นวดแผนไทย’ ศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยที่ยังคงอยู่ในทุกยุคสมัย

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การนวดแผนไทย หรือที่รู้จักกันอีกชื่อคือ “การนวดแผนโบราณ” เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์การแพทย์แผนไทยที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นวิธีการอย่างหนึ่งเพื่อดูแล รักษา รวมถึงบรรเทาอาการต่างๆให้ดียิ่งขึ้น

ศ.ดร.สถิรกร พงศ์พานิช จากวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  สันนิษฐานว่า จุดเริ่มต้นมาจากวิชาแพทย์ของท่านชีวโกมารภัจจ์ แพทย์หลวงของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งคาดว่าได้รับการถ่ายทอดวิชานี้จากประเทศอินเดียพร้อมกับการเผยแพร่พุทธศาสนาและประเพณีวัฒนธรรมเข้ามาสู่ประเทศไทย และยังคงสืบทอดต่อๆ กันมาในหลายร้อยปี ซึ่งก็มีการปรับเปลี่ยนวิธีการนวดต่างๆ จนกลายมาเป็น “นวดแผนไทย” ที่มีการเรียนการสอนและปฏิบัติกันอยู่ในทุกวันนี้

โดยพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดและมีการพูดถึงการนวดแผนไทย คือ ศิลาจารึกในสมัยสุโขทัยของพ่อขุนรามคำแหง ขุดพบเจอที่โบราณสถานวัดป่ามะม่วง และในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็มีหลักฐานจากจดหมายเหตุของราชทูตลาลูแบร์ ประเทศฝรั่งเศส ที่ได้บันทึกเรื่องหมอนวดไทยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่า “ในกรุงสยามนั้นถ้าใครป่วยไข้ลงก็เริ่มให้ยืดเส้นยืดสาย โดยให้ผู้มีความรู้ความชำนาญทางด้านนี้ขึ้นไปใช้เท้าเหยียบ และกล่าวกันว่าหญิงมีครรภ์มักใช้ให้เด็กเหยียบเพื่อให้คลอดบุตรง่ายไม่พักเจ็บปวดมาก (ตามความเชื่อสมัยนั้น)”

ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีหลักฐานจากกฎหมายตราสามดวงใน “นาพลเรือน” มีการกล่าวถึงการแบ่งส่วนราชการด้านการแพทย์ให้กรมหมอนวด และเมื่อเกิดเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาให้พม่าถึงสองครั้ง ทำให้ตำรานวดบางส่วนถูกทำลายและเสียหายไป แต่ก็ยังมีหมอกลางบ้านและหมอพระที่อยู่ตามหัวเมืองเป็นจำนวนมาก จึงสามารถมาร่วมระดมความรู้กลับคืนมาได้

ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงโปรดเกล้าให้ปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ อีกทั้งมีการรวบรวมตำรานวดขึ้นอีกครั้ง และมีการปั้นรูปปั้นฤๅษีดัดตน รวมถึงจารึกตำราไว้ตามศาลารายรอบอุโบสถ ต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ได้มีการจัดตั้งวิทยาลัยแพทย์ไทยแห่งแรก คือ วิทยาลัยแพทย์แผนโบราณวัดโพธิ์ และโปรดให้มีการนำมาจารึกลงบนศิลาและประดับไว้ให้ประชาชนได้อ่าน ได้ศึกษาที่วัดโพธิ์จนถึงปัจจุบัน

“ปัจจุบันเรื่อง Thai Wellness คือ อแนวความคิดที่นำเอาแพทย์แผนไทยมาใช้บำบัดดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ผสมผสานทั้งแพทย์แผนไทย นวดไทย รวมถึงการใช้สมุนไพรไทยมาใช้ ได้ผลจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ นี้ยังช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและป้องกันโรค การรักษาองค์รวมอย่างไทยช่วยทำให้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง ส่งผลให้มีอายุยืนยาว การนวดไทยทำให้เราผ่อนคลาย พอเราผ่อนคลายก็สามารถลดความเครียด ความเครียดทำให้คนอายุสั้น ยิ่งนวดเยอะจะทำให้เราผ่อนคลาย มีอายุยืนยาวนาน Thai Wellness ไม่เพียงส่งเสริมสุขภาวะ แต่ยังเป็นโอกาสกระตุ้นเศรษฐกิจชาติด้วย Soft Power ดังที่เราเห็นชาวต่างชาติจำนวนมากสนใจรับบริการนวดไทย เข้ารับการฝึกอบรมการนวดไทยและในต่างประเทศ” ศ.ดร.สถิรกร กล่าวและว่า

การนวดแผนไทย คือ ศาสตร์การแพทย์แผนไทยอย่างหนึ่งที่ช่วยในการบำบัดและรักษาโรคต่างๆ ซึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็มีการแบ่งประเภทการนวดแผนไทยไว้ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1.การนวดแบบราชสำนัก เป็นการนวดให้กับเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ หรือผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ที่อยู่ในวังอย่างพระมหากษัตริย์ เป็นต้น การนวดประเภทนี้จึงออกแบบให้มีความสุภาพ โดยจะใช้เพียงนิ้วมือและมือเท่านั้นในการนวดสัมผัสกับผู้นวด ซึ่งวิธีการนวดจะถูกถ่ายทอดจากช่างนวดหลวง หรือหมอหลวงไปยังผู้มารับหน้าที่คนต่อๆไปที่ได้ทำงานอยู่ในรั้วในวังเป็นหมอหลวง และ 2.การนวดแบบเชลยศักดิ์ เป็นการนวดแบบทั่วไป หรือนวดแบบชาวบ้าน ซึ่งการนวดประเภทนี้สามารถใช้มือ เท้า ศอก เข่า ได้หมด โดยการเรียนนวดจะได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษส่งต่อๆกันมา และใครๆก็สามารถเรียนได้ ซึ่งในปัจจุบันมีการเรียนการสอนอยู่ที่วัดโพธิ์ วัดสามพระยา และวัดปรินายก เป็นต้น

ความแตกต่างของการนวดแบบราชสำนัก และการนวดแบบเชลยศักดิ์ สามารถสรุปสั้นๆ ได้ดังนี้ การนวดแบบราชสำนัก จะมีความพิถีพิถัน เน้นการรักษาเฉพาะโรคที่ซับซ้อนกว่า และต้องมีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์การนวดอย่างลึกซึ้ง ส่วนการนวดแบบเชลยศักดิ์ เป็นการนวดที่แพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไป เน้นการนวดเพื่อผ่อนคลาย หรือรักษาอาการเมื่อยล้าตามร่างกาย เช่น การตึงตามข้อ หรืออาการปวดเมื่อย

เมื่อเปรียบเทียบนวดแผนไทย นวดอโรม่า และนวดสวีดิช มีความแตกต่างกัน คือ การนวดแผนไทย เป็นการใช้ศาสตร์บำบัดและรักษาโรคแขนงหนึ่งของการแพทย์แผนไทย สามารถรักษาอาการต่างๆ โดยใช้ทั้งมือ แขน ศอก เข่า และเท้าในการนวด เน้นการกด การคลึง การบีบ การดัด การดึง และการประคบ จึงเหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามร่างกายต่างๆ หรือผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม เพราะจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น กระตุ้นระบบน้ำเหลืองให้ไหลเวียนได้ดี อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างการทำงานของอวัยวะและสร้างภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยผ่อนคลายและลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณที่ใช้งานหนัก เช่น ข้อต่อ เส้นเอ็น รวมถึงลดอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อด้วย ช่วยบรรเทาความเครียด ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย จิตใจสงบ นอนหลับสบาย และลดอาการปวดหัวได้ ช่วยลดอาการเส้นเลือดขอด ริดสีดวงทวาร อาการบวมตามตัวและอาการปวดหลัง หรือปวดเอวได้ และช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า พร้อมทำกิจกรรมต่างๆ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังมีข้อควรระวังและข้อห้ามในการนวดแผนไทย โดยเฉพาะกับผู้ที่เพิ่งรับประทานอาหารหรือยังรู้สึกอิ่มอยู่ ขณะเดียวกันเด็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาและได้รับการยืนยันจากแพทย์ก่อนนวดเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่อาจตามมา และห้ามโดยเฉพาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น ผู้ที่มีบาดแผลเปิด แผลเรื้อรัง แผลไหม้ หรือแผลที่ยังไม่หายดี ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนขั้นรุนแรง มีภาวะข้อต่อหลวม มีการแตกหักของกระดูก หรือเพิ่งได้รับการผ่าตัดกระดูกมาไม่นาน และผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือผู้ที่มีเนื้องอกในร่างกาย โดยหลีกเลี่ยงการนวดกดจุด และต้องได้รับการยืนยันจากแพทย์ก่อนนวดเสมอ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบที่ตามมา

ส่วนการนวดอโรม่า เป็นศาสตร์การนวดที่มุ่งเน้นการใช้น้ำมันหอมระเหยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการนวด เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้กับร่างกาย เป็นที่นิยมมากในหมู่สาวๆ เพราะน้ำมันที่ใช้นวดจะช่วยให้ความชุ่มชื่น และผิวพรรณดีขึ้น โดยจะใช้ฝ่ามือในการนวด ไม่เน้นการลงน้ำหนัก แต่เน้นให้รู้สึกสบายตัว ผ่อนคลาย ลดความอ่อนเพลียและการตึงของกล้ามเนื้อ ซึ่งเหมาะกับผู้ที่รู้สึกว่ากล้ามเนื้ออ่อนล้า และผู้ที่อยากผ่อนคลายความเครียด รวมไปถึงสาวๆ ที่อยากบำรุงผิวพรรณให้ดูชุ่มชื่น อิ่มน้ำ ผิวสวย

และ การนวดสวีดิช เป็นศาสตร์การนวดของฝั่งตะวันตก ถือว่าเป็นการนวดสปาที่ได้รับความนิยมทั่วโลก โดยเป็นการนวดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อชั้นบน และลดอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะใช้นิ้วมือในการนวดและรีดเส้น เน้นการลูบ การบีบ การเคาะ การกด และการเขย่า เหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบการนวดแบบหนักหน่วง และผู้ที่ทำงานด้วยท่าเดิมๆ ซ้ำๆ เช่น ยืน นั่ง หรืองานที่จำเป็นต้องเดินทั้งวัน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม

ทั้งนี้ การนวดแผนไทยนั้นถือเป็นภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่สืบทอดต่อกันมาหลายร้อยปี เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยในการบำบัด ฟื้นฟู และรักษาโรคต่างๆให้ดียิ่งขึ้น และนอกจากที่ช่วยในเรื่องของสุขภาพแล้ว ก็ยังช่วยด้านจิตใจ ให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด และสดชื่นอีกด้วย ซึ่งก่อนที่จะนวดแผนไทยก็ควรศึกษาและตรวจสภาพร่างกายตัวเองก่อนนวดว่าเรานวดได้หรือไม่ เพื่อเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สกู๊ปพิเศษ : 31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณ สู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

สกู๊ปพิเศษ : 31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณ สู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

สกู๊ปพิเศษ : 31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณ สู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณสู่นวัตกรรมแห่งอนาคต’

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เดินทางมาครบรอบปีที่ 31 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะยกระดับ อพวช.หรือ NSM สู่การเป็น ‘Eco-system แห่งการเรียนรู้’ ที่สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคและสู่พิพิธภัณฑ์ระดับโลก

‘รากฐานของ NSM มาจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในปี 2535 โดยรัฐบาลในขณะนั้นได้ดำเนินโครงการจัดตั้ง ‘พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์’ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกล พระองค์ทรงตระหนักว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มิใช่เรื่องไกลตัว แต่คือ ‘เครื่องมืออันทรงพลัง’ ในการพัฒนาภูมิปัญญา ยกระดับงานหัตถศิลป์ และสร้างอาชีพให้พสกนิกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จากสายพระเนตรอันกว้างไกล จึงนำมาสู่การจัดตั้งองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 ม.ค.2538 และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออาคารลูกบาศก์อันเป็นเอกลักษณ์ว่า ‘อาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี’ ในวันที่ 8 มิ.ย.2543 ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ และพื้นที่จุดประกายการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ของไทยนับตั้งแต่นั้นมา’ นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผอ.NSM แถลงความสำเร็จของ NSM

ตลอด 31 ปีที่ผ่านมา NSM ไม่เคยหยุดนิ่ง จากอาคารเพียงหลังเดียว ได้ขยายสู่การเป็น ‘Eco-system แห่งการเรียนรู้’ ที่สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาค บนพื้นที่กว่า 180 ไร่ ประกอบด้วย 5 พิพิธภัณฑ์ ที่ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย ซึ่งในปี 2568 เรามียอดผู้เข้าชมสูงถึง 4,000,000 คน โดย NSM มีนิยามก้าวต่อไปที่ชัดเจนสำหรับพิพิธภัณฑ์ทั้ง 5 แห่ง ดังนี้ 1.พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ มุ่งสู่ภารกิจสำรวจโลกวิทยาศาสตร์ที่สนุกสนานภายใต้แนวคิด ‘The Ultimate Science Exploration Mission’ , 2.พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา มุ่งสู่ภารกิจ ศูนย์กลางการอนุรักษ์และความหลากหลายทางชีวภาพแห่งเอเชีย ภายใต้แนวคิด ‘ASIA’s Hub for Biodiversity Conservation’ , 3.พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ มุ่งสู่ภารกิจพื้นที่เรียนรู้ดิจิทัลสุดล้ำเพื่อการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด ภายใต้แนวคิด ‘IT Museum Transforms into Future Digital Playground’ , 4.พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า มุ่งสู่ภารกิจนิทรรศการที่มีชีวิตตามรอยเบื้องพระยุคลบาท รัชกาลที่ 9 ในการรักษาสมดุลธรรมชาติ ภายใต้แนวคิด ‘Ecosystem with Living Exhibition that Ignite Eco-Consciousness’ และ 5.FUTURIUM ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต  จิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่จะเปลี่ยนเยาวชนจาก ‘ผู้ดู’ ให้เป็น ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’ ผ่านการบ่มเพาะทักษะอาชีพแห่งอนาคต

‘ดังนั้น NSM ในวันนี้ จึงเป็นมากกว่าพิพิธภัณฑ์ แต่เราคือ กลไกขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจฐานความรู้ ที่ทำหน้าที่ปลูกฝังทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และวางรากฐานในการสร้าง ‘นวัตกรไทย’ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน’ นายสุวรงค์ กล่าว

แน่นอนสิ่งที่สำคัญอีกประการในก้าวที่ 31 คือ NSM จะยกระดับสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะในมิติของการบริการที่ตอบโจทย์ความหลากหลายของผู้เข้าชม เพื่อยกระดับ NSM ให้ทัดเทียมพิพิธภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก โดยมีการออกแบบนิทรรศการให้เป็น Bilingual 2 ภาษา ไทย-อังกฤษ ทั้งระบบ เพื่อให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไร้พรมแดน พร้อมบริการ Audio Guide ในจุดไฮไลต์สำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและผู้เข้าชมชาวต่างชาติที่นับวันจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายสุวรงค์ กล่าวว่า ความภาคภูมิใจสูงสุดอย่างหนึ่งของเราคือการได้รับรางวัลมาตรฐาน Friendly Design for MICE Venue จาก TCEB สำหรับพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ซึ่งเป็นการยืนยันว่าพื้นที่ของเราถูกออกแบบภายใต้หลัก Universal Design ที่คำนึงถึงความสะดวกปลอดภัยของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุหรือผู้พิการ ทำให้ NSM เป็นจุดหมายปลายทางของการเรียนรู้ที่ ‘เข้าถึงได้จริง’ สำหรับทุกคนในสังคม

‘ด้วยความพร้อมทั้งด้านสถานที่และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ NSM ได้รับความเชื่อมั่นอย่างสูงจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก โดยในปี 2569 นี้ เราได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับนานาชาติถึง 2 งานใหญ่ คือ INTEDIF 2026 (International Directors Forum 2026: INTEDIF 2026) การประชุมผู้บริหารระดับสูงพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลก ระหว่างวันที่ 17-18 ส.ค.2569 และงาน ASPAC Conference 2026 (Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference 2026) การประชุมเครือข่ายพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ระหว่างวันที่ 19–22 ส.ค.2569 นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่า วันนี้ NSM พร้อมแล้วที่จะเป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนการสื่อสารวิทยาศาสตร์ในระดับสากล และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยบนเวทีโลก’ นายสุวรงค์ ระบุ

สำหรับก้าวต่อไปของ NSM นายสุวรงค์ เล่าว่า โครงการที่เป็นหัวใจสำคัญของก้าวต่อไปคือ FUTURIUM หรือ ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเราวางบทบาทให้เป็น ‘พื้นที่บ่มเพาะนวัตกร’ โดยจะเปลี่ยนประสบการณ์จากการเดินชมพิพิธภัณฑ์แบบเดิม ให้เป็นการลงมือปฏิบัติจริงผ่านทักษะอาชีพ STEM และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อปูพื้นฐานให้เยาวชนไทยมีความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีโลกปี 2573 ได้

‘ที่สำคัญ NSM กำลังยกระดับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาให้เป็นฐานที่มั่นด้านชีวภาพของอาเซียน โดยเรามีจุดแข็งคือการเป็นคลังเก็บรักษา ‘ตัวอย่างสิ่งมีชีวิตอ้างอิง’ กว่า 240,000 รายการ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการวิจัยระดับภูมิภาค ในการปรับปรุงนี้ เราจะคัดสรรคอลเลกชันที่ทรงคุณค่าหมุนเวียนออกมาจัดแสดงเป็นช่วง ๆ ตามหัวข้อที่น่าสนใจ ผสานเทคโนโลยีการเล่าเรื่องล้ำสมัย เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสหลักฐานทางธรรมชาติวิทยาของจริงที่หาดูได้ยาก พร้อมบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ให้เป็นพลังสำคัญในการปกป้องมรดกทางธรรมชาติของอาเซียน โดยคาดว่าในปลายปีนี้ทุกท่านจะได้พบกับโฉมใหม่ของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา’ นายสุวรงค์  กล่าว

NSM พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ในฐานะ ‘Eco-system แห่งการเรียนรู้’ ที่ไม่ได้เพียงแค่ให้ความรู้ แต่จะสร้างแรงบันดาลใจและมอบโอกาสให้กับคนไทยทุกคน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมฐานนวัตกรรมที่ยั่งยืนสืบไป

สกู๊ปพิเศษ : จากอวนประมงสู่..‘เส้นฟิลาเมนต์’นวัตกรรมจุฬาฯ รีไซเคิลขยะจากทะเล แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

สกู๊ปพิเศษ : จากอวนประมงสู่..‘เส้นฟิลาเมนต์’นวัตกรรมจุฬาฯ รีไซเคิลขยะจากทะเล แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

สกู๊ปพิเศษ : จากอวนประมงสู่..‘เส้นฟิลาเมนต์’นวัตกรรมจุฬาฯ รีไซเคิลขยะจากทะเล แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จุฬาฯ พัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลอวนประมงเป็นเส้นฟิลาเมนต์สำหรับการพิมพ์ มิติ ลดขยะทะเล สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน เพิ่มรายได้ให้ชุมชนประมง

ทุกครั้งที่เดินเล่นริมชายหาด นอกจากความงามของทะเลและสายลมเค็มที่พัดเอาความสดชื่นมาให้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ ดร.ณัฐพล ไร่สงัด อาจารย์จากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่อาจมองข้ามได้เลย คือขยะพลาสติกที่กระจัดกระจายอยู่ตามแนวชายฝั่ง ทั้งขวดน้ำ เศษถุงพลาสติก เศษผ้า ไปจนถึงชิ้นส่วนของของใช้ในชีวิตประจำวัน และที่สร้างผลกระทบมากที่สุดคืออวนประมงที่ถูกทิ้งและลอยเกยชายฝั่ง ซึ่งเรามักเรียกกันว่า อวนผี หนึ่งในขยะที่ส่งผลร้ายต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างเงียบงัน

แม้งานวิจัยหลักของ ดร.ณัฐพล จะมุ่งเน้นการพัฒนาวัสดุสำหรับการพิมพ์สามมิติเพื่อใช้งานทางการแพทย์และด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุไฮโดรเจลสำหรับงานสร้างเนื้อเยื่อ ไปจนถึงวัสดุยืดหยุ่นสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ด้วยความรักในท้องทะเลและความห่วงใยต่อความปลอดภัยของอาหารทะเล ดร.ณัฐพล ก็ไม่อาจปล่อยให้อวนผีลอยนวลอยู่ในทะเลหรือถูกทิ้งเกลื่อนตามชายหาดโดยไม่ลงมือทำอะไรเลย นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีพอลิเมอร์จึงริเริ่มโครงการ การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิลไนลอนจากอวนประมงสำหรับเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) และได้รับความอนุเคราะห์เม็ดพลาสติกไนลอนรีไซเคิลจากอวนประมง รวมถึงการร่วมมือในการวิจัยจากบริษัท อูเบะ เทคนิคอล เซ็นเตอร์ (เอเชีย) จำกัด ด้วยความหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นก้าวเล็กๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมการพิมพ์สามมิติ และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาขยะทะเลอย่างยั่งยืน

ในประเทศไทยมีการรีไซเคิลอวนประมงอยู่บ้างแล้ว โดยชาวบ้านขายอวนเก่าให้กับพ่อค้าที่รับซื้อเพื่อนำไปรีไซเคิล แต่ยังไม่มีการนำพลาสติกไนลอนจากอวนเหล่านี้มาใช้ในเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างการพิมพ์สามมิติ” ดร.ณัฐพล กล่าวถึงโอกาสในการพัฒนานวัตกรรม พร้อมอธิบายว่า อวนผี” (Ghost Net) เป็นชื่อที่เรียกอวนประมงที่ถูกทิ้งและล่องลอยไปมาในมหาสมุทรโดยไร้ทิศทางเหมือนผี เมื่อลอยไปที่ใด ก็สร้างความเดือดร้อนให้กับสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่อยู่ตรงนั้น ซึ่งผลกระทบของอวนผีต่อระบบนิเวศทางทะเลนั้นรุนแรงกว่าที่หลายคนคิด

เมื่ออวนประมงถูกทิ้งหรือหลุดหายลงสู่ทะเล มันยังคงทำหน้าที่ดักจับสัตว์ทะเลต่อไปเหมือนตอนถูกใช้งาน แต่ครั้งนี้จะไม่มีชาวประมงมาเก็บผลผลิต สัตว์ทะเลที่ติดอวนจึงมักไม่สามารถรอดชีวิตได้ เราอาจคุ้นตากับภาพเต่าทะเลหรือปลาที่พันติดอวนผ่านสื่อต่างๆ แต่ในความเป็นจริง เหล่านั้นเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของปัญหาที่เกิดขึ้นใต้ผืนน้ำเท่านั้น

อีกส่วนของปัญหาจากอวนผีคือ ไมโครพลาสติก ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทบต่อสุขภาพของสิ่งมีชีวิตทางทะเลและมนุษย์ ดร.ณัฐพล กล่าว

อวนเหล่านี้เมื่อถูกแสงแดด คลื่น และสภาพแวดล้อมทางทะเลกัดกร่อนเป็นเวลานาน เส้นใยพลาสติกจะค่อยๆ แตกตัวจนกลายเป็นไมโครพลาสติก ซึ่งสามารถกระจายสะสมอยู่ในน้ำทะเลและถูกกินโดยสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างแพลงก์ตอนหรือสัตว์น้ำวัยอ่อน ไมโครพลาสติกเหล่านี้จึงถูกส่งต่อและสะสมขึ้นเรื่อยๆ ในห่วงโซ่อาหารจนถึงสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และท้ายที่สุดอาจย้อนกลับมาสู่มนุษย์ผ่านการบริโภคอาหารทะเล

โครงการ การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิลไนลอนจากอวนประมงสำหรับเทคโนโลยีสามมิติ เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) พร้อมทั้งได้รับความอนุเคราะห์เม็ดพลาสติกไนลอนรีไซเคิลจากอวนประมง และความร่วมมือด้านงานวิจัยจากบริษัท อูเบะ เทคนิคอล เซ็นเตอร์ (เอเชีย) จำกัด ดร.ณัฐพลอธิบายถึงวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย 3 ประการ ได้แก่  ด้านวิชาการ การพัฒนาวัสดุชนิดใหม่จากพลาสติกรีไซเคิลให้สามารถใช้งานได้จริงในเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความรู้เชิงลึกทางด้านเคมีพอลิเมอร์ เนื่องจากพลาสติกที่รีไซเคิลมักมีคุณสมบัติที่แตกต่างไปจากพลาสติกใหม่ นักวิจัยจึงต้องปรับสูตรและเติมสารเติมแต่งต่างๆ เพื่อให้ได้เส้นฟิลาเมนต์ที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์ทั่วไป , ด้านสิ่งแวดล้อม การเปิดช่องทางใหม่ในการใช้งานพลาสติกรีไซเคิลจากอวนจะช่วยเพิ่มมูลค่าและความต้องการอวนเก่า ส่งผลให้มีการรีไซเคิลมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะในทะเล ด้านชุมชน โครงการนี้มุ่งหวังที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนชาวประมง ในปัจจุบันอวนเก่ามักถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล แต่หากชุมชนได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแปรรูปเบื้องต้น เช่น การล้าง การตากแห้ง หรือการบดเบื้องต้น ชาวประมงก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุที่มีอยู่แล้ว และนำไปจำหน่ายในรูปแบบที่มีคุณภาพมากขึ้น

ปัจจุบันแม้จะมีการรีไซเคิลอวนประมงอยู่บ้างแล้ว แต่การนำไปใช้งานยังค่อนข้างจำกัด การเปิดช่องทางใหม่ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติจะทำให้มีตลาดรองรับพลาสติกรีไซเคิลจากอวนมากขึ้น เมื่อมีตลาดที่แน่นอน ก็จะมีการเก็บรวบรวมอวนเก่ามากขึ้น ราคารับซื้อก็จะดีขึ้น ชาวประมงก็ได้รับประโยชน์มากขึ้น และที่สำคัญคือทะเลของเราก็จะสะอาดขึ้น สิ่งนี้คือเป้าหมายที่แท้จริงของโครงการ ไม่ใช่แค่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการสร้างระบบที่ยั่งยืนโดยทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งสิ่งแวดล้อม ชุมชน และภาคอุตสาหกรรม ดร.ณัฐพลกล่าว

สกู๊ปพิเศษ : อว.-ฮังการี จับมือพัฒนา ‘อุดมศึกษา – กำลังคน’ ภายใต้โครงการ ‘Stipendium Hungaricum 2026-2028’

สกู๊ปพิเศษ : อว.-ฮังการี จับมือพัฒนา ‘อุดมศึกษา - กำลังคน’ ภายใต้โครงการ ‘Stipendium Hungaricum 2026-2028’

สกู๊ปพิเศษ : อว.-ฮังการี จับมือพัฒนา ‘อุดมศึกษา – กำลังคน’ ภายใต้โครงการ ‘Stipendium Hungaricum 2026-2028’

วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นตัวแทนลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือภายใต้โครงการทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum ปี 2026-2028 กับ Mr. Ádám Stifter รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ Mr.Péter Szijjártó รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กระทรวงการต่างประเทศ

โดย ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. เปิดเผยว่า สาระสำคัญของการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือภายใต้โครงการทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum ปี 2026-2028 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ร่วมกัน รวมทั้งเพื่อเป็นกลไกในการอำนวยความสะดวกในการขยายความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาระหว่างทั้งสองฝ่ายในระยะยาว

หลังจากนี้ จะมีการดำเนินการภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือฯ ในระยะเวลา 3 ปี รัฐบาลฮังการีโดยกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี จะมีการจัดสรรทุนการศึกษาแก่ประเทศไทย จำนวน 40 ทุนต่อปี เพื่อศึกษาต่อในประเทศฮังการีระดับปริญญาตรี (Bachelor’s programme) ปริญญาตรี – โทต่อเนื่อง (One – tier master‘s programme) ปริญญาโท (Master’s programme) และปริญญาเอก (Doctoral programme) ทั้งในหลักสูตรภาษาฮังการีและภาษาต่างประเทศ

รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อไปว่า สาขาที่พิจารณาให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก คือ สาขาด้าน STEM ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ รวมถึงสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ และสาขาเกษตรศาสตร์ โดยทุนการศึกษาจะครอบคลุมค่าใช้จ่าย ได้แก่ การยกเว้นค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายรายเดือนและค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

“ส่วนฝ่ายไทย จะมีการดำเนินการในการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum รวมทั้งดำเนินการพิจารณาเสนอชื่อผู้สมัครรับทุนโดยจะร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาไทยเสนอมอบทุนการศึกษาเป็นประจำทุกปีให้แก่ชาวฮังการี เพื่อเข้ารับการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของไทย โดยรายชื่อทุนการศึกษาและหลักสูตรการศึกษาในแต่ละระดับจะส่งให้กับ Tempus Public Foundation ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการด้านการศึกษาของรัฐบาลฮังการี” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวและว่า สำหรับการสนับสนุนดังกล่าว ฝ่ายไทยจะดำเนินการภายใต้โครงการ Thailand Scholarships ซึ่งเป็นการดำเนินการร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาไทยในการจัดสรรทุนการศึกษาให้กับชาวต่างชาติ

“การลงนามในครั้งนี้ ไม่เพียงมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือด้านทุนการศึกษาเท่านั้น หากแต่ยังมีจุดมุ่งหมายที่จะต่อยอดและขยายไปสู่ความร่วมมือทางวิชาการในมิติอื่น ๆ โดยในอนาคต กระทรวง อว. มีแผนการที่จะผลักดันและขับเคลื่อนความร่วมมือทางวิชาการกับฮังการีให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น อาทิ การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของทั้งสองประเทศ การส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของความร่วมมือภายใต้โครงการทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum ปี ค.ศ. 2026-2028 ที่จะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการดำเนินความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาและส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ผ่านการสนับสนุนทุนการศึกษาตลอดจนเพื่อกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้างความร่วมมืออันดีระหว่างประเทศไทยและฮังการีในระยะยาวด้วย

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับสาขาวิชาที่นักศึกษาไทยสามารถสมัครได้นั้นตามนโยบายของรัฐบาลฮังการีจะพิจารณาให้ความสำคัญกับสาขาด้าน STEM ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ รวมถึงสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ และสาขาเกษตรศาสตร์โดยสาขาวิชาอื่นๆ ที่สามารถสมัครเพื่อศึกษาต่อได้ ดังนี้  Arts and Humanities, Social Science, Legal Science เช่น สาขานิติศาสตร์ สาขา Criminology เป็นต้น, Economic Science, Arts เช่น สาขา Animation สาขา Design Theory สาขา Painting สาขา Cinematography เป็นต้น, Arts Education เช่น สาขา Contemporary Music สาขา Film and Media Studies เป็นต้น

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ประเทศไทยดำเนินความร่วมมือภายใต้โครงการทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum ร่วมกับฮังการี มีนักเรียนนักศึกษาไทยได้รับทุนการศึกษาเพื่อเดินทางไปศึกษาต่อ ณ สถาบันอุดมศึกษาฮังการีแล้ว มากกว่า 220 คน ซึ่งครอบคลุมทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาตรี-โทต่อเนื่อง ปริญญาโท และปริญญาเอก สำหรับความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจฯฉบับใหม่นี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันที่จะส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาด้าน STEM สาขาด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ และสาขาด้านเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นสาขาที่มีความสำคัญและสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศของทั้งสองฝ่าย

สกู๊ปพิเศษ : ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน ฝึก Soft Skills นิสิตแพทย์ พร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยทันกาล

สกู๊ปพิเศษ : ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน ฝึก Soft Skills นิสิตแพทย์ พร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยทันกาล

สกู๊ปพิเศษ : ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน ฝึก Soft Skills นิสิตแพทย์ พร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยทันกาล

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คิดค้น ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน สร้างซีนปฏิบัติการยุคโควิด กู้ชีพหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยคับคั่ง อุบัติเหตุผู้สูงอายุ เพื่อให้นิสิตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักรังสีเทคนิค และนักเทคนิคการแพทย์ เรียนรู้การทำงานร่วมกัน เพิ่มทักษะความคิดและชีวิต พร้อมสำหรับการดูแลรักษาผู้ป่วยในสถานการณ์จริง

ในห้องเรียนวิชาการประสานความร่วมมือระหว่างวิชาชีพเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ที่ศูนย์ฝึกทักษะการแพทย์เสมือนจริง ชั้น 11 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นิสิตแพทย์ชั้นปี 5 กำลังจดจ่ออยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เล่นเกมสถานการณ์จำลองห้องฉุกเฉินชื่อว่า ER-VIPE หรือ Emergency Room – Virtual Interprofessional Education

ครั้งนี้ เกมเป็นซีน (scene) จำลองห้องฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยคับคั่ง นิสิตแพทย์รวมกันเป็นทีม แต่ละคนเลือกรับบทบาทต่างๆ ผ่าน avatar 5 วิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักรังสีเทคนิค และนักเทคนิคการแพทย์ – ใครจะทำอะไรและจะทำงานร่วมกันอย่างไรภายใต้แรงกดดันของเวลา เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในห้องฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยคับคั่ง ทั้งเคสหนัก ปานกลาง และเบา

หมอที่ดีต้องมีความเป็นผู้นำและต้องสื่อสารเพื่อให้คนอื่นในทีมทำงานต่อไปได้ ผศ.พญ.ขวัญศิริ นราจีนรณ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับนิสิตแพทย์ และชวนทุกคนถอดบทเรียนประสบการณ์การเล่นเกมจำลองก่อนที่จะลองเล่นใหม่อีกครั้ง

แพทย์ จุฬาฯ เก่งไม่เป็นสองรองใคร แต่ในเรื่องการร่วมกันคิดร่วมกันทำ ยังเป็นปัญหาซึ่งมีเหมือนกันทั่วโลก ถ้าเราไม่คุยกัน ต่างคนทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่มองภาพใหญ่ว่าผู้ป่วยคนไหนต้องดูก่อนดูหลัง ไม่รู้ว่าผู้ป่วยและญาติต้องการอะไร ไม่มีโอกาสที่จะคุยกันเตือนกันจะทำให้เกิดความผิดพลาดในการรักษาพยาบาล” ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าวและว่า ER-VIPE หรือเกมสถานการณ์จำลองห้องฉุกเฉินได้รับการสนับสนุนจากทุนศตวรรษที่ 2 (Second Century Fund หรือ C2F ของจุฬาฯ) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 โดยการออกแบบโปรแกรมมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ที่อยู่ในสหสาขาวิชาทางการแพทย์เรียนรู้ร่วมกันระหว่างวิชาชีพ ที่เรียกว่า IPE (Interprofessional Education)

แพลตฟอร์มสร้างขึ้นมาเพื่อให้นิสิตและนักศึกษา 5 วิชาชีพมาเรียนด้วยกัน คือ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักรังสีเทคนิค และนักเทคนิคการแพทย์ เราใช้ TeamSTEPPS โปรแกรมการฝึกอบรมที่มุ่งเน้นการปรับปรุงการทำงานเป็นทีมและการสื่อสารในสภาพแวดล้อมด้านการดูแลสุขภาพ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วยและประสิทธิภาพในการดูแลมาเป็นหัวใจสำคัญของการเรียน

TeamSTEPPS (Team Strategies & Tools to Enhance Performance and Patient Safety) ซึ่งพัฒนาโดย AHRQ (Agency for Healthcare Research and Quality) ประกอบด้วยภาวะผู้นำ (Leadership) การสื่อสาร (Communication) การเฝ้าระวังสถานการณ์ (Situation Monitoring) และการสนับสนุนซึ่งกันและกัน (Mutual Support) เหล่านี้เป็น Soft Skills ที่สหสาขาวิชาควรนำมาใช้เพื่อการดูแลคนไข้ได้อย่างปลอดภัย

ถ้าฝึกนิสิตสหสาขาวิชาได้เรียน ER-VIPE ก่อน พอไปเจอโลกจริงก็จะมั่นใจมากขึ้น เราทำวิจัยค้นพบว่า ER-VIPE สามารถลดความเครียดให้กับนิสิตด้วย นิสิตเก่งมากแต่โลกแห่งความจริงมีโอกาสพลาด ลาออก ทำร้ายตัวเองก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น เราต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เขา เป็นวัคซีนอย่างหนึ่ง ทำให้ลดความเครียด มี growth mindset ทำให้โอกาสหมดไฟในการทำงานน้อยลง เราต้องใส่ภูมิคุ้มกันอันนี้เข้าไป ให้ทีมที่เราสร้างมาทำงานอย่างมีความสุขและช่วยคนให้ได้มากที่สุด ผศ. พญ.ขวัญศิริ กล่าว

การเขียนโปรแกรม ER-VIPE ได้รับความร่วมมือจากคณะต่างๆ ตั้งแต่อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มาเดินดูแผนกฉุกเฉินเพื่อเขียนแบบจำลอง หลังจากนั้นเป็นอาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์มาเขียน code และพัฒนาเป็นโปรแกรมจำลอง และได้ทีมจากคณะนิเทศศาสตร์มาประสานงานเพื่อให้ฝั่งพัฒนาโปรแกรมและฝั่งแพทย์ได้สื่อสารกันเข้าใจมากขึ้น เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โปรแกรมเกมสถานการณ์จำลองห้องฉุกเฉิน ER-VIPE ถูกพัฒนาขึ้นเป็นซีนแรกเพื่อให้นิสิตสหสาขาวิชาได้เรียนรู้การปฏิบัติงานการรักษาโรคทางเดินหายใจในภาวะวิกฤต

อาจารย์เห็นนิสิตแพทย์ปี 5 และปี 6 ไม่ได้ดูผู้ป่วยในสถานการณ์จริงเพราะเกิดการระบาดโรคโควิด-19 ต้องมาเรียนออนไลน์ 100% พอเรียนจบต้องไปดูผู้ป่วยโควิด-19 ต้องไปใส่ชุด PPE ทำงานร่วมกันกับวิชาชีพอื่นแล้วจะปฏิบัติงานได้อย่างไร เพราะไม่เคยลองทำ จึงเป็นที่มาของเกมในซีนแรก นิสิตได้เรียนรู้ สถานการณ์เป็นผู้ชายวัยกลางคนป่วยด้วยโรคโควิด-19 มีอาการหายใจล้มเหลว และให้สหสาขาวิชาได้เรียนรู้ด้วยกัน เช่น การฝึกรายงานค่าวิกฤต การซักประวัติการแพ้ยา การระบุตัวตนผู้ป่วย และการใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยที่คาดว่าจะมีความยากลำบากในการจัดการทางเดินหายใจ

ระหว่างการเรียนรู้ผ่านเกมนำร่องในซีนแรก ผศ. พญ.ขวัญศิริ ก็ทำวิจัยเพื่อประเมินผลการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของนิสิตด้วย เราเอาคลิปวิดีโอมาวิเคราะห์พฤติกรรมก่อน-หลัง ผลปรากฏว่าทีมเวิร์คเขาดีขึ้น สื่อสารได้ดีขึ้น การปฏิบัติงานดีขึ้นในทุกวิชาชีพ เราเอาน้ำเสียงที่ใช้ในการเล่นเกมจำลองมาให้อาจารย์คณะอักษรศาสตร์วิเคราะห์ พบว่ามีน้ำเสียงสุภาพขึ้น นอกจากนี้ซีนนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่มีโรคระบาดอื่นๆ ได้อีกในอนาคต

โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในประเทศไทย ซีน 2 จึงเป็นซีนผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดที่ต้องกู้ชีพและให้ยา ซีน 2 พัฒนาขึ้นเพื่อดูว่าทีมสหสาขาวิชาจะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ทันท่วงทีหรือไม่ เพราะถ้าฝึกกับคนไข้จริงอาจจะมีความเสี่ยง ต้องมีประสบการณ์ก่อน เรามีการทำวิจัยคู่ขนานเพื่อสร้างเครื่องมือวัดการเฝ้าระวังต่อสถานการณ์หรือ Situation Monitoring การสังเกตผู้ป่วย อาการคนไข้เป็นอย่างไร ทีมทำงานเป็นอย่างไร

การจัดทำซีนนี้เพื่อรณรงค์ให้ผู้ป่วยรอดมากที่สุด และใส่ใจเพื่อนร่วมงานด้วยว่างานหนักไปหรือเปล่า ความเป็นผู้นำที่ดีต้องกระจายงาน และทำงานที่เหมาะกับตัวเขาหรือเปล่า รวมถึงการติดตามตรวจสอบประเมินผล” ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าวและว่า ตอนจบการเล่นเกมก็มาถอดบทเรียนว่าที่เราปฏิบัติงานเป็นอย่างไร ขาดอุปกรณ์อะไร สื่อสารกันดีหรือเปล่า เราจะทำอย่างไรให้ครั้งหน้าดีขึ้น ลักษณะเป็น Team Training ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน มีแต่ Individual Training แต่ละคนเก่งมาก แต่พอหน้างานไม่คุยกัน บางทีก็มีลำดับชั้น คุยกันคนละภาษา คนละคณะ ไม่กล้าเตือนหมอ เกรงใจหมอ หรือเตือนแล้วหมอไม่ฟัง พอมีการฝึกก็จะสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรที่เหมาะสม

ซีน 3 เป็นซีนปัจจุบันที่นำมาใช้ในการเรียนการสอน ER-VIPE ออกแบบให้เข้าใจง่ายและสนุกมากขึ้น เป็นสถานการณ์จำลองห้องฉุกเฉิน ผู้ป่วยมีทั้งเคสหนัก ปานกลาง และเบา ผู้ป่วยเข้ามาแล้วต้องถูกคัดกรอง ซักประวัติ ติดป้ายชื่อเพื่อระบุตัวตน ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หมอตรวจร่างกาย พยาบาลเจาะเลือด ส่งผลแล็บให้เทคนิคการแพทย์ เภสัชกรจ่ายยาที่ไม่แพ้ให้คนไข้ได้ถูกต้อง รังสีเทคนิคทำการฉาย x-ray วินิจฉัยคนไข้ได้ปลอดภัย ดูแลคนไข้หลายคนให้สามารถกลับบ้านหรือต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลได้ทันท่วงที

เกมนี้ออกแบบให้เหมือนปฏิบัติงานในห้องฉุกเฉินจริงๆ เล่นได้สูงสุดพร้อมกัน 6 คน และเล่นอย่างน้อย 1 คน มีการ์ตูน avatar 5 วิชาชีพ คือ แพทย์ 1 คน พยาบาล 2 คน เภสัชกร 1 คน นักรังสีเทคนิค 1 คน และนักเทคนิคการแพทย์ 1 คน เพื่อให้สามารถเรียนรู้กับบทบาทวิชาชีพอื่นได้มากสุด

ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าวต่อไปว่า นิสิตเรียนได้ตั้งแต่ pre clinic ยังไม่ได้ดูผู้ป่วยก็เล่นได้แล้ว น้องมัธยมปลายก็สามารถเล่นได้ และเคยให้เกมเมอร์ระดับประเทศลองเล่นก็ชอบ เพียงแต่ต้องสอนเขาว่ามีอุปกรณ์ทางการแพทย์คืออะไร ซีนนี้สอนได้ตั้งแต่นิสิตชั้นปริญญาตรีตั้งแต่ปี 5 หรือปีท้าย ๆ ที่จะจบวิชาชีพแล้ว จบทำงานแล้วเป็นแพทย์ เป็นพยาบาล จนถึงผู้บริหารก็เล่นได้

“เวลาที่ไปเรียนกับสหสาขาวิชาอื่นๆ อาจารย์ที่ดูหลักสูตรของแต่ละวิชาชีพจะต้องวางแผนล่วงหน้าว่าเทอมนี้จะเริ่มเรียนด้วยกันวันไหน จัดสรรอาจารย์ที่จะมาสอนร่วมกันได้ และกำหนดวันล่วงหน้าที่ว่างตรงกัน และเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมต่อการเรียน ทำให้ทุกคนได้เรียนอย่างเท่าเทียมเหมือนกัน

ผศ.พญ.ขวัญศิริ บอกอีกว่า ปีที่แล้ว เราได้รับความอนุเคราะห์ยืมสถานที่จากสถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย เราจัดกลุ่มให้มีนิสิตนักศึกษาสหสาขาวิชาชีพ 4 โรงพยาบาล โดยในแต่ละโรงพยาบาลมี 3 ทีมย่อย แข่งขันกันเพื่อให้ได้ทีมที่ชนะ เรานำทีมที่ชนะเลิศมาเล่นมาเป็นเคสเดโมให้ทุกคนดูว่าทำไมเขาถึงทำได้ดีกว่า และให้นิสิตมาถอดบทเรียนว่าเขามีกลยุทธ์อย่างไร ใครเป็นผู้นำ เคล็ดลับคืออะไร จะได้เข้าใจว่าทำไมทีมนี้ถึงทำได้ดีกว่าทีมอื่นอย่างไร โดยนำเอาหลักการ TeamSTEPPS มาสอนและสามารถเอาไปใช้ในโลกจริงได้ อาจารย์ที่ประสบการณ์สูงแต่ละวิชาชีพจะยกตัวอย่างให้เห็นว่าชีวิตจริงเขาจะเจออะไร จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ต้องพูดอย่างไรในชีวิตจริง

การเรียนการสอน ER-VIPE ไม่ได้สอนในหลักสูตรปริญญาตรีเท่านั้น แต่ยังนำไปสอนกับนิสิตระดับสูงกว่าปริญญาตรีและระดับอาจารย์เป็นระยะเวลา 2 ปีมาแล้ว โดย ผศ.พญ.ขวัญศิริ บอกว่า เราต้องการเพิ่มพูนและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างวิชาชีพ จึงนำหลักสูตร ER-VIPE ไปสอนนิสิตระดับสูงกว่าปริญญาตรีและอาจารย์ เพราะเขาคือผู้นำต้นแบบสามารถสอนนิสิตต่อไปได้เร็วขึ้น ตอนนี้เลยมุ่งสร้างอาจารย์ที่สามารถสอนสถานการณ์จำลองและแทรกทักษะเหล่านี้เข้าไปได้

ปีที่แล้วเป็นปีแรกที่เรานำแพทย์ประจำบ้านปีที่ 1 ทั้งหมด 280 คน ทั้งโรงพยาบาลจุฬาฯ ไม่ว่าจะอยู่แผนกอะไร มาเรียนร่วมกัน พบว่าทีมมีการคิดเชิงระบบ แทนการคิดแยกส่วน รวมถึงการสื่อสารทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพดีขึ้น ลดความผิดพลาดการตรวจรักษาอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับปีนี้จะนำหมอผู้ใช้ทุน 3 ปี แพทย์ประจำบ้านฉุกเฉิน มาเรียนรู้ร่วมกับพยาบาล เภสัช รังสีเทคนิค และเทคนิคการแพทย์ที่เพิ่งจบมาและเริ่มมาปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเพื่อดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

ทั่วโลกยอมรับการสาธารณสุขของไทยตั้งแต่โควิด-19 เราอยากให้สาธารณสุขไทยไปได้ไกลกว่านี้ ทักษะการทำงานเป็นทีมหรือ Soft Skills เป็นเรื่องสำคัญ อยากให้กระจายไปโรงพยาบาลชนบท สถาบันเพิ่มพูนผลิตแพทย์เพื่อชนบท ได้ให้ความสนใจเชิญทีมของเราไปแบ่งปันองค์ความรู้และแนวทางการเรียนการสอนรูปแบบใหม่นี้ ซึ่งนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งต่อทีมงาน ทั้งยังเป็นโอกาสอันทรงคุณค่าในการสนับสนุนภารกิจของคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกำลังสำคัญในการผลิตแพทย์เพื่อชนบท หากความร่วมมือนี้บรรลุผลสำเร็จ ย่อมจะช่วยเสริมศักยภาพการผลิตแพทย์ให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น และส่งผลต่อการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ชนบทอย่างยั่งยืน” ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าว

ทั้งนี้ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉินฯ กล่าวเสริมอีกว่า ตอนนี้ได้ขอทุนนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์จากจุฬาฯ เพื่อพัฒนาซีนอุบัติเหตุในผู้สูงอายุ มีประเด็นเรื่องจริยธรรม ขออนุญาตรับเลือดให้เลือด ช่วยคนไข้ให้รอดปลอดภัย เราจะเน้นเรื่อง Team Clinical Reasoning ทีมช่วยกันแก้ปัญหา วินิจฉัยได้ไม่ผิดพลาดและทันท่วงที วัด Soft Skill ให้เป็นรูปธรรม อะไรที่วัดได้เชื่อว่าจะพัฒนาได้ และจะเป็นที่แรกของโลกที่พัฒนาสถานการณ์จำลองเรื่องอุบัติเหตุในผู้สูงอายุเพื่อฝึกทีมสหสาขาวิชาชีพ

ซีน 4 คาดว่าจะเสร็จปลายปีนี้ และจะใช้ AI ในการวัดผลเรื่อง Soft Skill ให้เป็นฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทางสาธารณสุขให้ประเทศไทยต่อไป 

หลังจากนิสิตแพทย์เล่นเกมซีนจำลองห้องฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยคับคั่งครั้งแรกเสร็จด้วยคะแนน 600 ผศ. พญ.ขวัญศิริ นำนิสิตถอดบทเรียนว่า มีอะไรที่นิสิตปฏิบัติการในห้องฉุกเฉินจำลองผิดพลาดหรือไม่ เช่น รักษาผู้ป่วยไม่ทันท่วงที ให้ผู้ป่วยรอนาน ผู้ป่วยมีอาการแพ้ยา ผู้ป่วยติดเชื้อ เตือนบุคลากรด้วยกันให้ห่างจากรังสีเอ็กซ์เรย์

เราเรียนรู้จากความผิดพลาด เราจะไม่ต่อว่ากัน เราจะดูที่พฤติกรรมคำพูดแล้วเราจะมาถอดบทเรียนกัน จะทำใหม่คิดใหม่อย่างไรให้ดีกว่าเดิม เราไม่ได้คาดหวังให้นิสิตต้องสมบูรณ์แบบ แต่ขอให้เก่งขึ้นจากเดิมก็พอ ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าวปิดท้าย

สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ – ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ - ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ – ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ลงนามบันทึกข้อตกลง ร่วมกับ กองทัพอากาศ และสมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนโครงการวิจัยและพัฒนาระบบจัดการจราจรของระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAV Traffic Management : UTM) เพื่อมุ่งยกระดับ เทคโนโลยี นวัตกรรม และบุคลากรด้านความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ณ ห้องรับรองบริพัตร กองบัญชาการกองทัพอากาศ กรุงเทพฯ

การร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระบบจัดการจราจรของระบบอากาศยานไร้คนขับด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ พร้อมร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ การวิจัยพัฒนาและการพัฒนาบุคลากร รวมถึงการสนับสนุน ส่งเสริม และปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลให้ประสบความสำเร็จ

พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ กองทัพอากาศ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์กองทัพอากาศ 20 ปี ที่มุ่งพัฒนาไปสู่ “กองทัพอากาศที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ” (Unbeatable Air Force) พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถให้เท่าทันเทคโนโลยี และตอบสนองต่อภัยคุกคาม ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยร่วมวิจัยและพัฒนาระบบ UTM รวมถึงการใช้ทรัพยากรของกองทัพอากาศ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์  ดิษยะศริน นายกสมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย พร้อมเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ระหว่างภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานและความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม UAV (Unmanned Aerial Vehicle) หรือ อากาศยานไร้คนขับ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าโดรน (Drone) ของไทยผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การร่วมพัฒนาบุคลากร และการเผยแพร่เทคโนโลยีต่อสาธารณะ

พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า NT พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร การเชื่อมโยงข้อมูล ตลอดจนการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการจราจรอากาศยานไร้คนขับ (UAV) รวมถึงให้คำปรึกษาทางเทคนิค เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการบินไร้คนขับของไทยให้ได้มาตรฐานสากล โดยความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของ NT ในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรม และการสร้างคุณค่าใหม่จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ

ความร่วมมือในครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ด้านอากาศยานไร้คนขับ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนพร้อมต่อยอดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว