สกู๊ปพิเศษ : เจาะลึก! ‘นวดแผนไทย’ ศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยที่ยังคงอยู่ในทุกยุคสมัย

สกู๊ปพิเศษ : เจาะลึก! ‘นวดแผนไทย’ ศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยที่ยังคงอยู่ในทุกยุคสมัย

สกู๊ปพิเศษ : เจาะลึก! ‘นวดแผนไทย’ ศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยที่ยังคงอยู่ในทุกยุคสมัย

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การนวดแผนไทย หรือที่รู้จักกันอีกชื่อคือ “การนวดแผนโบราณ” เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์การแพทย์แผนไทยที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นวิธีการอย่างหนึ่งเพื่อดูแล รักษา รวมถึงบรรเทาอาการต่างๆให้ดียิ่งขึ้น

ศ.ดร.สถิรกร พงศ์พานิช จากวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  สันนิษฐานว่า จุดเริ่มต้นมาจากวิชาแพทย์ของท่านชีวโกมารภัจจ์ แพทย์หลวงของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งคาดว่าได้รับการถ่ายทอดวิชานี้จากประเทศอินเดียพร้อมกับการเผยแพร่พุทธศาสนาและประเพณีวัฒนธรรมเข้ามาสู่ประเทศไทย และยังคงสืบทอดต่อๆ กันมาในหลายร้อยปี ซึ่งก็มีการปรับเปลี่ยนวิธีการนวดต่างๆ จนกลายมาเป็น “นวดแผนไทย” ที่มีการเรียนการสอนและปฏิบัติกันอยู่ในทุกวันนี้

โดยพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดและมีการพูดถึงการนวดแผนไทย คือ ศิลาจารึกในสมัยสุโขทัยของพ่อขุนรามคำแหง ขุดพบเจอที่โบราณสถานวัดป่ามะม่วง และในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็มีหลักฐานจากจดหมายเหตุของราชทูตลาลูแบร์ ประเทศฝรั่งเศส ที่ได้บันทึกเรื่องหมอนวดไทยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่า “ในกรุงสยามนั้นถ้าใครป่วยไข้ลงก็เริ่มให้ยืดเส้นยืดสาย โดยให้ผู้มีความรู้ความชำนาญทางด้านนี้ขึ้นไปใช้เท้าเหยียบ และกล่าวกันว่าหญิงมีครรภ์มักใช้ให้เด็กเหยียบเพื่อให้คลอดบุตรง่ายไม่พักเจ็บปวดมาก (ตามความเชื่อสมัยนั้น)”

ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีหลักฐานจากกฎหมายตราสามดวงใน “นาพลเรือน” มีการกล่าวถึงการแบ่งส่วนราชการด้านการแพทย์ให้กรมหมอนวด และเมื่อเกิดเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาให้พม่าถึงสองครั้ง ทำให้ตำรานวดบางส่วนถูกทำลายและเสียหายไป แต่ก็ยังมีหมอกลางบ้านและหมอพระที่อยู่ตามหัวเมืองเป็นจำนวนมาก จึงสามารถมาร่วมระดมความรู้กลับคืนมาได้

ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงโปรดเกล้าให้ปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ อีกทั้งมีการรวบรวมตำรานวดขึ้นอีกครั้ง และมีการปั้นรูปปั้นฤๅษีดัดตน รวมถึงจารึกตำราไว้ตามศาลารายรอบอุโบสถ ต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ได้มีการจัดตั้งวิทยาลัยแพทย์ไทยแห่งแรก คือ วิทยาลัยแพทย์แผนโบราณวัดโพธิ์ และโปรดให้มีการนำมาจารึกลงบนศิลาและประดับไว้ให้ประชาชนได้อ่าน ได้ศึกษาที่วัดโพธิ์จนถึงปัจจุบัน

“ปัจจุบันเรื่อง Thai Wellness คือ อแนวความคิดที่นำเอาแพทย์แผนไทยมาใช้บำบัดดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ผสมผสานทั้งแพทย์แผนไทย นวดไทย รวมถึงการใช้สมุนไพรไทยมาใช้ ได้ผลจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ นี้ยังช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและป้องกันโรค การรักษาองค์รวมอย่างไทยช่วยทำให้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง ส่งผลให้มีอายุยืนยาว การนวดไทยทำให้เราผ่อนคลาย พอเราผ่อนคลายก็สามารถลดความเครียด ความเครียดทำให้คนอายุสั้น ยิ่งนวดเยอะจะทำให้เราผ่อนคลาย มีอายุยืนยาวนาน Thai Wellness ไม่เพียงส่งเสริมสุขภาวะ แต่ยังเป็นโอกาสกระตุ้นเศรษฐกิจชาติด้วย Soft Power ดังที่เราเห็นชาวต่างชาติจำนวนมากสนใจรับบริการนวดไทย เข้ารับการฝึกอบรมการนวดไทยและในต่างประเทศ” ศ.ดร.สถิรกร กล่าวและว่า

การนวดแผนไทย คือ ศาสตร์การแพทย์แผนไทยอย่างหนึ่งที่ช่วยในการบำบัดและรักษาโรคต่างๆ ซึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็มีการแบ่งประเภทการนวดแผนไทยไว้ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1.การนวดแบบราชสำนัก เป็นการนวดให้กับเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ หรือผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ที่อยู่ในวังอย่างพระมหากษัตริย์ เป็นต้น การนวดประเภทนี้จึงออกแบบให้มีความสุภาพ โดยจะใช้เพียงนิ้วมือและมือเท่านั้นในการนวดสัมผัสกับผู้นวด ซึ่งวิธีการนวดจะถูกถ่ายทอดจากช่างนวดหลวง หรือหมอหลวงไปยังผู้มารับหน้าที่คนต่อๆไปที่ได้ทำงานอยู่ในรั้วในวังเป็นหมอหลวง และ 2.การนวดแบบเชลยศักดิ์ เป็นการนวดแบบทั่วไป หรือนวดแบบชาวบ้าน ซึ่งการนวดประเภทนี้สามารถใช้มือ เท้า ศอก เข่า ได้หมด โดยการเรียนนวดจะได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษส่งต่อๆกันมา และใครๆก็สามารถเรียนได้ ซึ่งในปัจจุบันมีการเรียนการสอนอยู่ที่วัดโพธิ์ วัดสามพระยา และวัดปรินายก เป็นต้น

ความแตกต่างของการนวดแบบราชสำนัก และการนวดแบบเชลยศักดิ์ สามารถสรุปสั้นๆ ได้ดังนี้ การนวดแบบราชสำนัก จะมีความพิถีพิถัน เน้นการรักษาเฉพาะโรคที่ซับซ้อนกว่า และต้องมีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์การนวดอย่างลึกซึ้ง ส่วนการนวดแบบเชลยศักดิ์ เป็นการนวดที่แพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไป เน้นการนวดเพื่อผ่อนคลาย หรือรักษาอาการเมื่อยล้าตามร่างกาย เช่น การตึงตามข้อ หรืออาการปวดเมื่อย

เมื่อเปรียบเทียบนวดแผนไทย นวดอโรม่า และนวดสวีดิช มีความแตกต่างกัน คือ การนวดแผนไทย เป็นการใช้ศาสตร์บำบัดและรักษาโรคแขนงหนึ่งของการแพทย์แผนไทย สามารถรักษาอาการต่างๆ โดยใช้ทั้งมือ แขน ศอก เข่า และเท้าในการนวด เน้นการกด การคลึง การบีบ การดัด การดึง และการประคบ จึงเหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามร่างกายต่างๆ หรือผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม เพราะจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น กระตุ้นระบบน้ำเหลืองให้ไหลเวียนได้ดี อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างการทำงานของอวัยวะและสร้างภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยผ่อนคลายและลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณที่ใช้งานหนัก เช่น ข้อต่อ เส้นเอ็น รวมถึงลดอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อด้วย ช่วยบรรเทาความเครียด ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย จิตใจสงบ นอนหลับสบาย และลดอาการปวดหัวได้ ช่วยลดอาการเส้นเลือดขอด ริดสีดวงทวาร อาการบวมตามตัวและอาการปวดหลัง หรือปวดเอวได้ และช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า พร้อมทำกิจกรรมต่างๆ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังมีข้อควรระวังและข้อห้ามในการนวดแผนไทย โดยเฉพาะกับผู้ที่เพิ่งรับประทานอาหารหรือยังรู้สึกอิ่มอยู่ ขณะเดียวกันเด็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาและได้รับการยืนยันจากแพทย์ก่อนนวดเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่อาจตามมา และห้ามโดยเฉพาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น ผู้ที่มีบาดแผลเปิด แผลเรื้อรัง แผลไหม้ หรือแผลที่ยังไม่หายดี ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนขั้นรุนแรง มีภาวะข้อต่อหลวม มีการแตกหักของกระดูก หรือเพิ่งได้รับการผ่าตัดกระดูกมาไม่นาน และผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือผู้ที่มีเนื้องอกในร่างกาย โดยหลีกเลี่ยงการนวดกดจุด และต้องได้รับการยืนยันจากแพทย์ก่อนนวดเสมอ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบที่ตามมา

ส่วนการนวดอโรม่า เป็นศาสตร์การนวดที่มุ่งเน้นการใช้น้ำมันหอมระเหยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการนวด เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้กับร่างกาย เป็นที่นิยมมากในหมู่สาวๆ เพราะน้ำมันที่ใช้นวดจะช่วยให้ความชุ่มชื่น และผิวพรรณดีขึ้น โดยจะใช้ฝ่ามือในการนวด ไม่เน้นการลงน้ำหนัก แต่เน้นให้รู้สึกสบายตัว ผ่อนคลาย ลดความอ่อนเพลียและการตึงของกล้ามเนื้อ ซึ่งเหมาะกับผู้ที่รู้สึกว่ากล้ามเนื้ออ่อนล้า และผู้ที่อยากผ่อนคลายความเครียด รวมไปถึงสาวๆ ที่อยากบำรุงผิวพรรณให้ดูชุ่มชื่น อิ่มน้ำ ผิวสวย

และ การนวดสวีดิช เป็นศาสตร์การนวดของฝั่งตะวันตก ถือว่าเป็นการนวดสปาที่ได้รับความนิยมทั่วโลก โดยเป็นการนวดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อชั้นบน และลดอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะใช้นิ้วมือในการนวดและรีดเส้น เน้นการลูบ การบีบ การเคาะ การกด และการเขย่า เหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบการนวดแบบหนักหน่วง และผู้ที่ทำงานด้วยท่าเดิมๆ ซ้ำๆ เช่น ยืน นั่ง หรืองานที่จำเป็นต้องเดินทั้งวัน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม

ทั้งนี้ การนวดแผนไทยนั้นถือเป็นภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่สืบทอดต่อกันมาหลายร้อยปี เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยในการบำบัด ฟื้นฟู และรักษาโรคต่างๆให้ดียิ่งขึ้น และนอกจากที่ช่วยในเรื่องของสุขภาพแล้ว ก็ยังช่วยด้านจิตใจ ให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด และสดชื่นอีกด้วย ซึ่งก่อนที่จะนวดแผนไทยก็ควรศึกษาและตรวจสภาพร่างกายตัวเองก่อนนวดว่าเรานวดได้หรือไม่ เพื่อเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สกู๊ปพิเศษ : 31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณ สู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

สกู๊ปพิเศษ : 31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณ สู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

สกู๊ปพิเศษ : 31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณ สู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณสู่นวัตกรรมแห่งอนาคต’

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เดินทางมาครบรอบปีที่ 31 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะยกระดับ อพวช.หรือ NSM สู่การเป็น ‘Eco-system แห่งการเรียนรู้’ ที่สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคและสู่พิพิธภัณฑ์ระดับโลก

‘รากฐานของ NSM มาจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในปี 2535 โดยรัฐบาลในขณะนั้นได้ดำเนินโครงการจัดตั้ง ‘พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์’ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกล พระองค์ทรงตระหนักว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มิใช่เรื่องไกลตัว แต่คือ ‘เครื่องมืออันทรงพลัง’ ในการพัฒนาภูมิปัญญา ยกระดับงานหัตถศิลป์ และสร้างอาชีพให้พสกนิกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จากสายพระเนตรอันกว้างไกล จึงนำมาสู่การจัดตั้งองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 ม.ค.2538 และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออาคารลูกบาศก์อันเป็นเอกลักษณ์ว่า ‘อาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี’ ในวันที่ 8 มิ.ย.2543 ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ และพื้นที่จุดประกายการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ของไทยนับตั้งแต่นั้นมา’ นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผอ.NSM แถลงความสำเร็จของ NSM

ตลอด 31 ปีที่ผ่านมา NSM ไม่เคยหยุดนิ่ง จากอาคารเพียงหลังเดียว ได้ขยายสู่การเป็น ‘Eco-system แห่งการเรียนรู้’ ที่สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาค บนพื้นที่กว่า 180 ไร่ ประกอบด้วย 5 พิพิธภัณฑ์ ที่ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย ซึ่งในปี 2568 เรามียอดผู้เข้าชมสูงถึง 4,000,000 คน โดย NSM มีนิยามก้าวต่อไปที่ชัดเจนสำหรับพิพิธภัณฑ์ทั้ง 5 แห่ง ดังนี้ 1.พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ มุ่งสู่ภารกิจสำรวจโลกวิทยาศาสตร์ที่สนุกสนานภายใต้แนวคิด ‘The Ultimate Science Exploration Mission’ , 2.พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา มุ่งสู่ภารกิจ ศูนย์กลางการอนุรักษ์และความหลากหลายทางชีวภาพแห่งเอเชีย ภายใต้แนวคิด ‘ASIA’s Hub for Biodiversity Conservation’ , 3.พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ มุ่งสู่ภารกิจพื้นที่เรียนรู้ดิจิทัลสุดล้ำเพื่อการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด ภายใต้แนวคิด ‘IT Museum Transforms into Future Digital Playground’ , 4.พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า มุ่งสู่ภารกิจนิทรรศการที่มีชีวิตตามรอยเบื้องพระยุคลบาท รัชกาลที่ 9 ในการรักษาสมดุลธรรมชาติ ภายใต้แนวคิด ‘Ecosystem with Living Exhibition that Ignite Eco-Consciousness’ และ 5.FUTURIUM ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต  จิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่จะเปลี่ยนเยาวชนจาก ‘ผู้ดู’ ให้เป็น ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’ ผ่านการบ่มเพาะทักษะอาชีพแห่งอนาคต

‘ดังนั้น NSM ในวันนี้ จึงเป็นมากกว่าพิพิธภัณฑ์ แต่เราคือ กลไกขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจฐานความรู้ ที่ทำหน้าที่ปลูกฝังทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และวางรากฐานในการสร้าง ‘นวัตกรไทย’ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน’ นายสุวรงค์ กล่าว

แน่นอนสิ่งที่สำคัญอีกประการในก้าวที่ 31 คือ NSM จะยกระดับสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะในมิติของการบริการที่ตอบโจทย์ความหลากหลายของผู้เข้าชม เพื่อยกระดับ NSM ให้ทัดเทียมพิพิธภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก โดยมีการออกแบบนิทรรศการให้เป็น Bilingual 2 ภาษา ไทย-อังกฤษ ทั้งระบบ เพื่อให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไร้พรมแดน พร้อมบริการ Audio Guide ในจุดไฮไลต์สำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและผู้เข้าชมชาวต่างชาติที่นับวันจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายสุวรงค์ กล่าวว่า ความภาคภูมิใจสูงสุดอย่างหนึ่งของเราคือการได้รับรางวัลมาตรฐาน Friendly Design for MICE Venue จาก TCEB สำหรับพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ซึ่งเป็นการยืนยันว่าพื้นที่ของเราถูกออกแบบภายใต้หลัก Universal Design ที่คำนึงถึงความสะดวกปลอดภัยของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุหรือผู้พิการ ทำให้ NSM เป็นจุดหมายปลายทางของการเรียนรู้ที่ ‘เข้าถึงได้จริง’ สำหรับทุกคนในสังคม

‘ด้วยความพร้อมทั้งด้านสถานที่และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ NSM ได้รับความเชื่อมั่นอย่างสูงจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก โดยในปี 2569 นี้ เราได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับนานาชาติถึง 2 งานใหญ่ คือ INTEDIF 2026 (International Directors Forum 2026: INTEDIF 2026) การประชุมผู้บริหารระดับสูงพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลก ระหว่างวันที่ 17-18 ส.ค.2569 และงาน ASPAC Conference 2026 (Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference 2026) การประชุมเครือข่ายพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ระหว่างวันที่ 19–22 ส.ค.2569 นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่า วันนี้ NSM พร้อมแล้วที่จะเป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนการสื่อสารวิทยาศาสตร์ในระดับสากล และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยบนเวทีโลก’ นายสุวรงค์ ระบุ

สำหรับก้าวต่อไปของ NSM นายสุวรงค์ เล่าว่า โครงการที่เป็นหัวใจสำคัญของก้าวต่อไปคือ FUTURIUM หรือ ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเราวางบทบาทให้เป็น ‘พื้นที่บ่มเพาะนวัตกร’ โดยจะเปลี่ยนประสบการณ์จากการเดินชมพิพิธภัณฑ์แบบเดิม ให้เป็นการลงมือปฏิบัติจริงผ่านทักษะอาชีพ STEM และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อปูพื้นฐานให้เยาวชนไทยมีความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีโลกปี 2573 ได้

‘ที่สำคัญ NSM กำลังยกระดับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาให้เป็นฐานที่มั่นด้านชีวภาพของอาเซียน โดยเรามีจุดแข็งคือการเป็นคลังเก็บรักษา ‘ตัวอย่างสิ่งมีชีวิตอ้างอิง’ กว่า 240,000 รายการ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการวิจัยระดับภูมิภาค ในการปรับปรุงนี้ เราจะคัดสรรคอลเลกชันที่ทรงคุณค่าหมุนเวียนออกมาจัดแสดงเป็นช่วง ๆ ตามหัวข้อที่น่าสนใจ ผสานเทคโนโลยีการเล่าเรื่องล้ำสมัย เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสหลักฐานทางธรรมชาติวิทยาของจริงที่หาดูได้ยาก พร้อมบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ให้เป็นพลังสำคัญในการปกป้องมรดกทางธรรมชาติของอาเซียน โดยคาดว่าในปลายปีนี้ทุกท่านจะได้พบกับโฉมใหม่ของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา’ นายสุวรงค์  กล่าว

NSM พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ในฐานะ ‘Eco-system แห่งการเรียนรู้’ ที่ไม่ได้เพียงแค่ให้ความรู้ แต่จะสร้างแรงบันดาลใจและมอบโอกาสให้กับคนไทยทุกคน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมฐานนวัตกรรมที่ยั่งยืนสืบไป

สกู๊ปพิเศษ : จากอวนประมงสู่..‘เส้นฟิลาเมนต์’นวัตกรรมจุฬาฯ รีไซเคิลขยะจากทะเล แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

สกู๊ปพิเศษ : จากอวนประมงสู่..‘เส้นฟิลาเมนต์’นวัตกรรมจุฬาฯ รีไซเคิลขยะจากทะเล แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

สกู๊ปพิเศษ : จากอวนประมงสู่..‘เส้นฟิลาเมนต์’นวัตกรรมจุฬาฯ รีไซเคิลขยะจากทะเล แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จุฬาฯ พัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลอวนประมงเป็นเส้นฟิลาเมนต์สำหรับการพิมพ์ มิติ ลดขยะทะเล สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน เพิ่มรายได้ให้ชุมชนประมง

ทุกครั้งที่เดินเล่นริมชายหาด นอกจากความงามของทะเลและสายลมเค็มที่พัดเอาความสดชื่นมาให้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ ดร.ณัฐพล ไร่สงัด อาจารย์จากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่อาจมองข้ามได้เลย คือขยะพลาสติกที่กระจัดกระจายอยู่ตามแนวชายฝั่ง ทั้งขวดน้ำ เศษถุงพลาสติก เศษผ้า ไปจนถึงชิ้นส่วนของของใช้ในชีวิตประจำวัน และที่สร้างผลกระทบมากที่สุดคืออวนประมงที่ถูกทิ้งและลอยเกยชายฝั่ง ซึ่งเรามักเรียกกันว่า อวนผี หนึ่งในขยะที่ส่งผลร้ายต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างเงียบงัน

แม้งานวิจัยหลักของ ดร.ณัฐพล จะมุ่งเน้นการพัฒนาวัสดุสำหรับการพิมพ์สามมิติเพื่อใช้งานทางการแพทย์และด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุไฮโดรเจลสำหรับงานสร้างเนื้อเยื่อ ไปจนถึงวัสดุยืดหยุ่นสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ด้วยความรักในท้องทะเลและความห่วงใยต่อความปลอดภัยของอาหารทะเล ดร.ณัฐพล ก็ไม่อาจปล่อยให้อวนผีลอยนวลอยู่ในทะเลหรือถูกทิ้งเกลื่อนตามชายหาดโดยไม่ลงมือทำอะไรเลย นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีพอลิเมอร์จึงริเริ่มโครงการ การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิลไนลอนจากอวนประมงสำหรับเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) และได้รับความอนุเคราะห์เม็ดพลาสติกไนลอนรีไซเคิลจากอวนประมง รวมถึงการร่วมมือในการวิจัยจากบริษัท อูเบะ เทคนิคอล เซ็นเตอร์ (เอเชีย) จำกัด ด้วยความหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นก้าวเล็กๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมการพิมพ์สามมิติ และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาขยะทะเลอย่างยั่งยืน

ในประเทศไทยมีการรีไซเคิลอวนประมงอยู่บ้างแล้ว โดยชาวบ้านขายอวนเก่าให้กับพ่อค้าที่รับซื้อเพื่อนำไปรีไซเคิล แต่ยังไม่มีการนำพลาสติกไนลอนจากอวนเหล่านี้มาใช้ในเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างการพิมพ์สามมิติ” ดร.ณัฐพล กล่าวถึงโอกาสในการพัฒนานวัตกรรม พร้อมอธิบายว่า อวนผี” (Ghost Net) เป็นชื่อที่เรียกอวนประมงที่ถูกทิ้งและล่องลอยไปมาในมหาสมุทรโดยไร้ทิศทางเหมือนผี เมื่อลอยไปที่ใด ก็สร้างความเดือดร้อนให้กับสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่อยู่ตรงนั้น ซึ่งผลกระทบของอวนผีต่อระบบนิเวศทางทะเลนั้นรุนแรงกว่าที่หลายคนคิด

เมื่ออวนประมงถูกทิ้งหรือหลุดหายลงสู่ทะเล มันยังคงทำหน้าที่ดักจับสัตว์ทะเลต่อไปเหมือนตอนถูกใช้งาน แต่ครั้งนี้จะไม่มีชาวประมงมาเก็บผลผลิต สัตว์ทะเลที่ติดอวนจึงมักไม่สามารถรอดชีวิตได้ เราอาจคุ้นตากับภาพเต่าทะเลหรือปลาที่พันติดอวนผ่านสื่อต่างๆ แต่ในความเป็นจริง เหล่านั้นเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของปัญหาที่เกิดขึ้นใต้ผืนน้ำเท่านั้น

อีกส่วนของปัญหาจากอวนผีคือ ไมโครพลาสติก ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทบต่อสุขภาพของสิ่งมีชีวิตทางทะเลและมนุษย์ ดร.ณัฐพล กล่าว

อวนเหล่านี้เมื่อถูกแสงแดด คลื่น และสภาพแวดล้อมทางทะเลกัดกร่อนเป็นเวลานาน เส้นใยพลาสติกจะค่อยๆ แตกตัวจนกลายเป็นไมโครพลาสติก ซึ่งสามารถกระจายสะสมอยู่ในน้ำทะเลและถูกกินโดยสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างแพลงก์ตอนหรือสัตว์น้ำวัยอ่อน ไมโครพลาสติกเหล่านี้จึงถูกส่งต่อและสะสมขึ้นเรื่อยๆ ในห่วงโซ่อาหารจนถึงสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และท้ายที่สุดอาจย้อนกลับมาสู่มนุษย์ผ่านการบริโภคอาหารทะเล

โครงการ การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิลไนลอนจากอวนประมงสำหรับเทคโนโลยีสามมิติ เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) พร้อมทั้งได้รับความอนุเคราะห์เม็ดพลาสติกไนลอนรีไซเคิลจากอวนประมง และความร่วมมือด้านงานวิจัยจากบริษัท อูเบะ เทคนิคอล เซ็นเตอร์ (เอเชีย) จำกัด ดร.ณัฐพลอธิบายถึงวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย 3 ประการ ได้แก่  ด้านวิชาการ การพัฒนาวัสดุชนิดใหม่จากพลาสติกรีไซเคิลให้สามารถใช้งานได้จริงในเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความรู้เชิงลึกทางด้านเคมีพอลิเมอร์ เนื่องจากพลาสติกที่รีไซเคิลมักมีคุณสมบัติที่แตกต่างไปจากพลาสติกใหม่ นักวิจัยจึงต้องปรับสูตรและเติมสารเติมแต่งต่างๆ เพื่อให้ได้เส้นฟิลาเมนต์ที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์ทั่วไป , ด้านสิ่งแวดล้อม การเปิดช่องทางใหม่ในการใช้งานพลาสติกรีไซเคิลจากอวนจะช่วยเพิ่มมูลค่าและความต้องการอวนเก่า ส่งผลให้มีการรีไซเคิลมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะในทะเล ด้านชุมชน โครงการนี้มุ่งหวังที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนชาวประมง ในปัจจุบันอวนเก่ามักถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล แต่หากชุมชนได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแปรรูปเบื้องต้น เช่น การล้าง การตากแห้ง หรือการบดเบื้องต้น ชาวประมงก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุที่มีอยู่แล้ว และนำไปจำหน่ายในรูปแบบที่มีคุณภาพมากขึ้น

ปัจจุบันแม้จะมีการรีไซเคิลอวนประมงอยู่บ้างแล้ว แต่การนำไปใช้งานยังค่อนข้างจำกัด การเปิดช่องทางใหม่ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติจะทำให้มีตลาดรองรับพลาสติกรีไซเคิลจากอวนมากขึ้น เมื่อมีตลาดที่แน่นอน ก็จะมีการเก็บรวบรวมอวนเก่ามากขึ้น ราคารับซื้อก็จะดีขึ้น ชาวประมงก็ได้รับประโยชน์มากขึ้น และที่สำคัญคือทะเลของเราก็จะสะอาดขึ้น สิ่งนี้คือเป้าหมายที่แท้จริงของโครงการ ไม่ใช่แค่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการสร้างระบบที่ยั่งยืนโดยทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งสิ่งแวดล้อม ชุมชน และภาคอุตสาหกรรม ดร.ณัฐพลกล่าว

สกู๊ปพิเศษ : อว.-ฮังการี จับมือพัฒนา ‘อุดมศึกษา – กำลังคน’ ภายใต้โครงการ ‘Stipendium Hungaricum 2026-2028’

สกู๊ปพิเศษ : อว.-ฮังการี จับมือพัฒนา ‘อุดมศึกษา - กำลังคน’ ภายใต้โครงการ ‘Stipendium Hungaricum 2026-2028’

สกู๊ปพิเศษ : อว.-ฮังการี จับมือพัฒนา ‘อุดมศึกษา – กำลังคน’ ภายใต้โครงการ ‘Stipendium Hungaricum 2026-2028’

วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นตัวแทนลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือภายใต้โครงการทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum ปี 2026-2028 กับ Mr. Ádám Stifter รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ Mr.Péter Szijjártó รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กระทรวงการต่างประเทศ

โดย ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. เปิดเผยว่า สาระสำคัญของการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือภายใต้โครงการทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum ปี 2026-2028 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ร่วมกัน รวมทั้งเพื่อเป็นกลไกในการอำนวยความสะดวกในการขยายความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาระหว่างทั้งสองฝ่ายในระยะยาว

หลังจากนี้ จะมีการดำเนินการภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือฯ ในระยะเวลา 3 ปี รัฐบาลฮังการีโดยกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี จะมีการจัดสรรทุนการศึกษาแก่ประเทศไทย จำนวน 40 ทุนต่อปี เพื่อศึกษาต่อในประเทศฮังการีระดับปริญญาตรี (Bachelor’s programme) ปริญญาตรี – โทต่อเนื่อง (One – tier master‘s programme) ปริญญาโท (Master’s programme) และปริญญาเอก (Doctoral programme) ทั้งในหลักสูตรภาษาฮังการีและภาษาต่างประเทศ

รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อไปว่า สาขาที่พิจารณาให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก คือ สาขาด้าน STEM ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ รวมถึงสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ และสาขาเกษตรศาสตร์ โดยทุนการศึกษาจะครอบคลุมค่าใช้จ่าย ได้แก่ การยกเว้นค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายรายเดือนและค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

“ส่วนฝ่ายไทย จะมีการดำเนินการในการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum รวมทั้งดำเนินการพิจารณาเสนอชื่อผู้สมัครรับทุนโดยจะร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาไทยเสนอมอบทุนการศึกษาเป็นประจำทุกปีให้แก่ชาวฮังการี เพื่อเข้ารับการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของไทย โดยรายชื่อทุนการศึกษาและหลักสูตรการศึกษาในแต่ละระดับจะส่งให้กับ Tempus Public Foundation ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการด้านการศึกษาของรัฐบาลฮังการี” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวและว่า สำหรับการสนับสนุนดังกล่าว ฝ่ายไทยจะดำเนินการภายใต้โครงการ Thailand Scholarships ซึ่งเป็นการดำเนินการร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาไทยในการจัดสรรทุนการศึกษาให้กับชาวต่างชาติ

“การลงนามในครั้งนี้ ไม่เพียงมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือด้านทุนการศึกษาเท่านั้น หากแต่ยังมีจุดมุ่งหมายที่จะต่อยอดและขยายไปสู่ความร่วมมือทางวิชาการในมิติอื่น ๆ โดยในอนาคต กระทรวง อว. มีแผนการที่จะผลักดันและขับเคลื่อนความร่วมมือทางวิชาการกับฮังการีให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น อาทิ การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของทั้งสองประเทศ การส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของความร่วมมือภายใต้โครงการทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum ปี ค.ศ. 2026-2028 ที่จะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการดำเนินความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาและส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ผ่านการสนับสนุนทุนการศึกษาตลอดจนเพื่อกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้างความร่วมมืออันดีระหว่างประเทศไทยและฮังการีในระยะยาวด้วย

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับสาขาวิชาที่นักศึกษาไทยสามารถสมัครได้นั้นตามนโยบายของรัฐบาลฮังการีจะพิจารณาให้ความสำคัญกับสาขาด้าน STEM ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ รวมถึงสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ และสาขาเกษตรศาสตร์โดยสาขาวิชาอื่นๆ ที่สามารถสมัครเพื่อศึกษาต่อได้ ดังนี้  Arts and Humanities, Social Science, Legal Science เช่น สาขานิติศาสตร์ สาขา Criminology เป็นต้น, Economic Science, Arts เช่น สาขา Animation สาขา Design Theory สาขา Painting สาขา Cinematography เป็นต้น, Arts Education เช่น สาขา Contemporary Music สาขา Film and Media Studies เป็นต้น

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ประเทศไทยดำเนินความร่วมมือภายใต้โครงการทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum ร่วมกับฮังการี มีนักเรียนนักศึกษาไทยได้รับทุนการศึกษาเพื่อเดินทางไปศึกษาต่อ ณ สถาบันอุดมศึกษาฮังการีแล้ว มากกว่า 220 คน ซึ่งครอบคลุมทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาตรี-โทต่อเนื่อง ปริญญาโท และปริญญาเอก สำหรับความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจฯฉบับใหม่นี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันที่จะส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาด้าน STEM สาขาด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ และสาขาด้านเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นสาขาที่มีความสำคัญและสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศของทั้งสองฝ่าย

สกู๊ปพิเศษ : ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน ฝึก Soft Skills นิสิตแพทย์ พร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยทันกาล

สกู๊ปพิเศษ : ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน ฝึก Soft Skills นิสิตแพทย์ พร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยทันกาล

สกู๊ปพิเศษ : ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน ฝึก Soft Skills นิสิตแพทย์ พร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยทันกาล

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คิดค้น ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน สร้างซีนปฏิบัติการยุคโควิด กู้ชีพหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยคับคั่ง อุบัติเหตุผู้สูงอายุ เพื่อให้นิสิตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักรังสีเทคนิค และนักเทคนิคการแพทย์ เรียนรู้การทำงานร่วมกัน เพิ่มทักษะความคิดและชีวิต พร้อมสำหรับการดูแลรักษาผู้ป่วยในสถานการณ์จริง

ในห้องเรียนวิชาการประสานความร่วมมือระหว่างวิชาชีพเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ที่ศูนย์ฝึกทักษะการแพทย์เสมือนจริง ชั้น 11 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นิสิตแพทย์ชั้นปี 5 กำลังจดจ่ออยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เล่นเกมสถานการณ์จำลองห้องฉุกเฉินชื่อว่า ER-VIPE หรือ Emergency Room – Virtual Interprofessional Education

ครั้งนี้ เกมเป็นซีน (scene) จำลองห้องฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยคับคั่ง นิสิตแพทย์รวมกันเป็นทีม แต่ละคนเลือกรับบทบาทต่างๆ ผ่าน avatar 5 วิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักรังสีเทคนิค และนักเทคนิคการแพทย์ – ใครจะทำอะไรและจะทำงานร่วมกันอย่างไรภายใต้แรงกดดันของเวลา เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในห้องฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยคับคั่ง ทั้งเคสหนัก ปานกลาง และเบา

หมอที่ดีต้องมีความเป็นผู้นำและต้องสื่อสารเพื่อให้คนอื่นในทีมทำงานต่อไปได้ ผศ.พญ.ขวัญศิริ นราจีนรณ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับนิสิตแพทย์ และชวนทุกคนถอดบทเรียนประสบการณ์การเล่นเกมจำลองก่อนที่จะลองเล่นใหม่อีกครั้ง

แพทย์ จุฬาฯ เก่งไม่เป็นสองรองใคร แต่ในเรื่องการร่วมกันคิดร่วมกันทำ ยังเป็นปัญหาซึ่งมีเหมือนกันทั่วโลก ถ้าเราไม่คุยกัน ต่างคนทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่มองภาพใหญ่ว่าผู้ป่วยคนไหนต้องดูก่อนดูหลัง ไม่รู้ว่าผู้ป่วยและญาติต้องการอะไร ไม่มีโอกาสที่จะคุยกันเตือนกันจะทำให้เกิดความผิดพลาดในการรักษาพยาบาล” ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าวและว่า ER-VIPE หรือเกมสถานการณ์จำลองห้องฉุกเฉินได้รับการสนับสนุนจากทุนศตวรรษที่ 2 (Second Century Fund หรือ C2F ของจุฬาฯ) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 โดยการออกแบบโปรแกรมมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ที่อยู่ในสหสาขาวิชาทางการแพทย์เรียนรู้ร่วมกันระหว่างวิชาชีพ ที่เรียกว่า IPE (Interprofessional Education)

แพลตฟอร์มสร้างขึ้นมาเพื่อให้นิสิตและนักศึกษา 5 วิชาชีพมาเรียนด้วยกัน คือ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักรังสีเทคนิค และนักเทคนิคการแพทย์ เราใช้ TeamSTEPPS โปรแกรมการฝึกอบรมที่มุ่งเน้นการปรับปรุงการทำงานเป็นทีมและการสื่อสารในสภาพแวดล้อมด้านการดูแลสุขภาพ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วยและประสิทธิภาพในการดูแลมาเป็นหัวใจสำคัญของการเรียน

TeamSTEPPS (Team Strategies & Tools to Enhance Performance and Patient Safety) ซึ่งพัฒนาโดย AHRQ (Agency for Healthcare Research and Quality) ประกอบด้วยภาวะผู้นำ (Leadership) การสื่อสาร (Communication) การเฝ้าระวังสถานการณ์ (Situation Monitoring) และการสนับสนุนซึ่งกันและกัน (Mutual Support) เหล่านี้เป็น Soft Skills ที่สหสาขาวิชาควรนำมาใช้เพื่อการดูแลคนไข้ได้อย่างปลอดภัย

ถ้าฝึกนิสิตสหสาขาวิชาได้เรียน ER-VIPE ก่อน พอไปเจอโลกจริงก็จะมั่นใจมากขึ้น เราทำวิจัยค้นพบว่า ER-VIPE สามารถลดความเครียดให้กับนิสิตด้วย นิสิตเก่งมากแต่โลกแห่งความจริงมีโอกาสพลาด ลาออก ทำร้ายตัวเองก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น เราต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เขา เป็นวัคซีนอย่างหนึ่ง ทำให้ลดความเครียด มี growth mindset ทำให้โอกาสหมดไฟในการทำงานน้อยลง เราต้องใส่ภูมิคุ้มกันอันนี้เข้าไป ให้ทีมที่เราสร้างมาทำงานอย่างมีความสุขและช่วยคนให้ได้มากที่สุด ผศ. พญ.ขวัญศิริ กล่าว

การเขียนโปรแกรม ER-VIPE ได้รับความร่วมมือจากคณะต่างๆ ตั้งแต่อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มาเดินดูแผนกฉุกเฉินเพื่อเขียนแบบจำลอง หลังจากนั้นเป็นอาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์มาเขียน code และพัฒนาเป็นโปรแกรมจำลอง และได้ทีมจากคณะนิเทศศาสตร์มาประสานงานเพื่อให้ฝั่งพัฒนาโปรแกรมและฝั่งแพทย์ได้สื่อสารกันเข้าใจมากขึ้น เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โปรแกรมเกมสถานการณ์จำลองห้องฉุกเฉิน ER-VIPE ถูกพัฒนาขึ้นเป็นซีนแรกเพื่อให้นิสิตสหสาขาวิชาได้เรียนรู้การปฏิบัติงานการรักษาโรคทางเดินหายใจในภาวะวิกฤต

อาจารย์เห็นนิสิตแพทย์ปี 5 และปี 6 ไม่ได้ดูผู้ป่วยในสถานการณ์จริงเพราะเกิดการระบาดโรคโควิด-19 ต้องมาเรียนออนไลน์ 100% พอเรียนจบต้องไปดูผู้ป่วยโควิด-19 ต้องไปใส่ชุด PPE ทำงานร่วมกันกับวิชาชีพอื่นแล้วจะปฏิบัติงานได้อย่างไร เพราะไม่เคยลองทำ จึงเป็นที่มาของเกมในซีนแรก นิสิตได้เรียนรู้ สถานการณ์เป็นผู้ชายวัยกลางคนป่วยด้วยโรคโควิด-19 มีอาการหายใจล้มเหลว และให้สหสาขาวิชาได้เรียนรู้ด้วยกัน เช่น การฝึกรายงานค่าวิกฤต การซักประวัติการแพ้ยา การระบุตัวตนผู้ป่วย และการใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยที่คาดว่าจะมีความยากลำบากในการจัดการทางเดินหายใจ

ระหว่างการเรียนรู้ผ่านเกมนำร่องในซีนแรก ผศ. พญ.ขวัญศิริ ก็ทำวิจัยเพื่อประเมินผลการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของนิสิตด้วย เราเอาคลิปวิดีโอมาวิเคราะห์พฤติกรรมก่อน-หลัง ผลปรากฏว่าทีมเวิร์คเขาดีขึ้น สื่อสารได้ดีขึ้น การปฏิบัติงานดีขึ้นในทุกวิชาชีพ เราเอาน้ำเสียงที่ใช้ในการเล่นเกมจำลองมาให้อาจารย์คณะอักษรศาสตร์วิเคราะห์ พบว่ามีน้ำเสียงสุภาพขึ้น นอกจากนี้ซีนนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่มีโรคระบาดอื่นๆ ได้อีกในอนาคต

โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในประเทศไทย ซีน 2 จึงเป็นซีนผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดที่ต้องกู้ชีพและให้ยา ซีน 2 พัฒนาขึ้นเพื่อดูว่าทีมสหสาขาวิชาจะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ทันท่วงทีหรือไม่ เพราะถ้าฝึกกับคนไข้จริงอาจจะมีความเสี่ยง ต้องมีประสบการณ์ก่อน เรามีการทำวิจัยคู่ขนานเพื่อสร้างเครื่องมือวัดการเฝ้าระวังต่อสถานการณ์หรือ Situation Monitoring การสังเกตผู้ป่วย อาการคนไข้เป็นอย่างไร ทีมทำงานเป็นอย่างไร

การจัดทำซีนนี้เพื่อรณรงค์ให้ผู้ป่วยรอดมากที่สุด และใส่ใจเพื่อนร่วมงานด้วยว่างานหนักไปหรือเปล่า ความเป็นผู้นำที่ดีต้องกระจายงาน และทำงานที่เหมาะกับตัวเขาหรือเปล่า รวมถึงการติดตามตรวจสอบประเมินผล” ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าวและว่า ตอนจบการเล่นเกมก็มาถอดบทเรียนว่าที่เราปฏิบัติงานเป็นอย่างไร ขาดอุปกรณ์อะไร สื่อสารกันดีหรือเปล่า เราจะทำอย่างไรให้ครั้งหน้าดีขึ้น ลักษณะเป็น Team Training ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน มีแต่ Individual Training แต่ละคนเก่งมาก แต่พอหน้างานไม่คุยกัน บางทีก็มีลำดับชั้น คุยกันคนละภาษา คนละคณะ ไม่กล้าเตือนหมอ เกรงใจหมอ หรือเตือนแล้วหมอไม่ฟัง พอมีการฝึกก็จะสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรที่เหมาะสม

ซีน 3 เป็นซีนปัจจุบันที่นำมาใช้ในการเรียนการสอน ER-VIPE ออกแบบให้เข้าใจง่ายและสนุกมากขึ้น เป็นสถานการณ์จำลองห้องฉุกเฉิน ผู้ป่วยมีทั้งเคสหนัก ปานกลาง และเบา ผู้ป่วยเข้ามาแล้วต้องถูกคัดกรอง ซักประวัติ ติดป้ายชื่อเพื่อระบุตัวตน ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หมอตรวจร่างกาย พยาบาลเจาะเลือด ส่งผลแล็บให้เทคนิคการแพทย์ เภสัชกรจ่ายยาที่ไม่แพ้ให้คนไข้ได้ถูกต้อง รังสีเทคนิคทำการฉาย x-ray วินิจฉัยคนไข้ได้ปลอดภัย ดูแลคนไข้หลายคนให้สามารถกลับบ้านหรือต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลได้ทันท่วงที

เกมนี้ออกแบบให้เหมือนปฏิบัติงานในห้องฉุกเฉินจริงๆ เล่นได้สูงสุดพร้อมกัน 6 คน และเล่นอย่างน้อย 1 คน มีการ์ตูน avatar 5 วิชาชีพ คือ แพทย์ 1 คน พยาบาล 2 คน เภสัชกร 1 คน นักรังสีเทคนิค 1 คน และนักเทคนิคการแพทย์ 1 คน เพื่อให้สามารถเรียนรู้กับบทบาทวิชาชีพอื่นได้มากสุด

ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าวต่อไปว่า นิสิตเรียนได้ตั้งแต่ pre clinic ยังไม่ได้ดูผู้ป่วยก็เล่นได้แล้ว น้องมัธยมปลายก็สามารถเล่นได้ และเคยให้เกมเมอร์ระดับประเทศลองเล่นก็ชอบ เพียงแต่ต้องสอนเขาว่ามีอุปกรณ์ทางการแพทย์คืออะไร ซีนนี้สอนได้ตั้งแต่นิสิตชั้นปริญญาตรีตั้งแต่ปี 5 หรือปีท้าย ๆ ที่จะจบวิชาชีพแล้ว จบทำงานแล้วเป็นแพทย์ เป็นพยาบาล จนถึงผู้บริหารก็เล่นได้

“เวลาที่ไปเรียนกับสหสาขาวิชาอื่นๆ อาจารย์ที่ดูหลักสูตรของแต่ละวิชาชีพจะต้องวางแผนล่วงหน้าว่าเทอมนี้จะเริ่มเรียนด้วยกันวันไหน จัดสรรอาจารย์ที่จะมาสอนร่วมกันได้ และกำหนดวันล่วงหน้าที่ว่างตรงกัน และเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมต่อการเรียน ทำให้ทุกคนได้เรียนอย่างเท่าเทียมเหมือนกัน

ผศ.พญ.ขวัญศิริ บอกอีกว่า ปีที่แล้ว เราได้รับความอนุเคราะห์ยืมสถานที่จากสถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย เราจัดกลุ่มให้มีนิสิตนักศึกษาสหสาขาวิชาชีพ 4 โรงพยาบาล โดยในแต่ละโรงพยาบาลมี 3 ทีมย่อย แข่งขันกันเพื่อให้ได้ทีมที่ชนะ เรานำทีมที่ชนะเลิศมาเล่นมาเป็นเคสเดโมให้ทุกคนดูว่าทำไมเขาถึงทำได้ดีกว่า และให้นิสิตมาถอดบทเรียนว่าเขามีกลยุทธ์อย่างไร ใครเป็นผู้นำ เคล็ดลับคืออะไร จะได้เข้าใจว่าทำไมทีมนี้ถึงทำได้ดีกว่าทีมอื่นอย่างไร โดยนำเอาหลักการ TeamSTEPPS มาสอนและสามารถเอาไปใช้ในโลกจริงได้ อาจารย์ที่ประสบการณ์สูงแต่ละวิชาชีพจะยกตัวอย่างให้เห็นว่าชีวิตจริงเขาจะเจออะไร จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ต้องพูดอย่างไรในชีวิตจริง

การเรียนการสอน ER-VIPE ไม่ได้สอนในหลักสูตรปริญญาตรีเท่านั้น แต่ยังนำไปสอนกับนิสิตระดับสูงกว่าปริญญาตรีและระดับอาจารย์เป็นระยะเวลา 2 ปีมาแล้ว โดย ผศ.พญ.ขวัญศิริ บอกว่า เราต้องการเพิ่มพูนและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างวิชาชีพ จึงนำหลักสูตร ER-VIPE ไปสอนนิสิตระดับสูงกว่าปริญญาตรีและอาจารย์ เพราะเขาคือผู้นำต้นแบบสามารถสอนนิสิตต่อไปได้เร็วขึ้น ตอนนี้เลยมุ่งสร้างอาจารย์ที่สามารถสอนสถานการณ์จำลองและแทรกทักษะเหล่านี้เข้าไปได้

ปีที่แล้วเป็นปีแรกที่เรานำแพทย์ประจำบ้านปีที่ 1 ทั้งหมด 280 คน ทั้งโรงพยาบาลจุฬาฯ ไม่ว่าจะอยู่แผนกอะไร มาเรียนร่วมกัน พบว่าทีมมีการคิดเชิงระบบ แทนการคิดแยกส่วน รวมถึงการสื่อสารทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพดีขึ้น ลดความผิดพลาดการตรวจรักษาอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับปีนี้จะนำหมอผู้ใช้ทุน 3 ปี แพทย์ประจำบ้านฉุกเฉิน มาเรียนรู้ร่วมกับพยาบาล เภสัช รังสีเทคนิค และเทคนิคการแพทย์ที่เพิ่งจบมาและเริ่มมาปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเพื่อดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

ทั่วโลกยอมรับการสาธารณสุขของไทยตั้งแต่โควิด-19 เราอยากให้สาธารณสุขไทยไปได้ไกลกว่านี้ ทักษะการทำงานเป็นทีมหรือ Soft Skills เป็นเรื่องสำคัญ อยากให้กระจายไปโรงพยาบาลชนบท สถาบันเพิ่มพูนผลิตแพทย์เพื่อชนบท ได้ให้ความสนใจเชิญทีมของเราไปแบ่งปันองค์ความรู้และแนวทางการเรียนการสอนรูปแบบใหม่นี้ ซึ่งนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งต่อทีมงาน ทั้งยังเป็นโอกาสอันทรงคุณค่าในการสนับสนุนภารกิจของคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกำลังสำคัญในการผลิตแพทย์เพื่อชนบท หากความร่วมมือนี้บรรลุผลสำเร็จ ย่อมจะช่วยเสริมศักยภาพการผลิตแพทย์ให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น และส่งผลต่อการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ชนบทอย่างยั่งยืน” ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าว

ทั้งนี้ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉินฯ กล่าวเสริมอีกว่า ตอนนี้ได้ขอทุนนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์จากจุฬาฯ เพื่อพัฒนาซีนอุบัติเหตุในผู้สูงอายุ มีประเด็นเรื่องจริยธรรม ขออนุญาตรับเลือดให้เลือด ช่วยคนไข้ให้รอดปลอดภัย เราจะเน้นเรื่อง Team Clinical Reasoning ทีมช่วยกันแก้ปัญหา วินิจฉัยได้ไม่ผิดพลาดและทันท่วงที วัด Soft Skill ให้เป็นรูปธรรม อะไรที่วัดได้เชื่อว่าจะพัฒนาได้ และจะเป็นที่แรกของโลกที่พัฒนาสถานการณ์จำลองเรื่องอุบัติเหตุในผู้สูงอายุเพื่อฝึกทีมสหสาขาวิชาชีพ

ซีน 4 คาดว่าจะเสร็จปลายปีนี้ และจะใช้ AI ในการวัดผลเรื่อง Soft Skill ให้เป็นฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทางสาธารณสุขให้ประเทศไทยต่อไป 

หลังจากนิสิตแพทย์เล่นเกมซีนจำลองห้องฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยคับคั่งครั้งแรกเสร็จด้วยคะแนน 600 ผศ. พญ.ขวัญศิริ นำนิสิตถอดบทเรียนว่า มีอะไรที่นิสิตปฏิบัติการในห้องฉุกเฉินจำลองผิดพลาดหรือไม่ เช่น รักษาผู้ป่วยไม่ทันท่วงที ให้ผู้ป่วยรอนาน ผู้ป่วยมีอาการแพ้ยา ผู้ป่วยติดเชื้อ เตือนบุคลากรด้วยกันให้ห่างจากรังสีเอ็กซ์เรย์

เราเรียนรู้จากความผิดพลาด เราจะไม่ต่อว่ากัน เราจะดูที่พฤติกรรมคำพูดแล้วเราจะมาถอดบทเรียนกัน จะทำใหม่คิดใหม่อย่างไรให้ดีกว่าเดิม เราไม่ได้คาดหวังให้นิสิตต้องสมบูรณ์แบบ แต่ขอให้เก่งขึ้นจากเดิมก็พอ ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าวปิดท้าย

สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ – ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ - ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ – ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ลงนามบันทึกข้อตกลง ร่วมกับ กองทัพอากาศ และสมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนโครงการวิจัยและพัฒนาระบบจัดการจราจรของระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAV Traffic Management : UTM) เพื่อมุ่งยกระดับ เทคโนโลยี นวัตกรรม และบุคลากรด้านความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ณ ห้องรับรองบริพัตร กองบัญชาการกองทัพอากาศ กรุงเทพฯ

การร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระบบจัดการจราจรของระบบอากาศยานไร้คนขับด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ พร้อมร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ การวิจัยพัฒนาและการพัฒนาบุคลากร รวมถึงการสนับสนุน ส่งเสริม และปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลให้ประสบความสำเร็จ

พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ กองทัพอากาศ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์กองทัพอากาศ 20 ปี ที่มุ่งพัฒนาไปสู่ “กองทัพอากาศที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ” (Unbeatable Air Force) พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถให้เท่าทันเทคโนโลยี และตอบสนองต่อภัยคุกคาม ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยร่วมวิจัยและพัฒนาระบบ UTM รวมถึงการใช้ทรัพยากรของกองทัพอากาศ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์  ดิษยะศริน นายกสมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย พร้อมเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ระหว่างภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานและความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม UAV (Unmanned Aerial Vehicle) หรือ อากาศยานไร้คนขับ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าโดรน (Drone) ของไทยผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การร่วมพัฒนาบุคลากร และการเผยแพร่เทคโนโลยีต่อสาธารณะ

พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า NT พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร การเชื่อมโยงข้อมูล ตลอดจนการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการจราจรอากาศยานไร้คนขับ (UAV) รวมถึงให้คำปรึกษาทางเทคนิค เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการบินไร้คนขับของไทยให้ได้มาตรฐานสากล โดยความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของ NT ในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรม และการสร้างคุณค่าใหม่จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ

ความร่วมมือในครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ด้านอากาศยานไร้คนขับ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนพร้อมต่อยอดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

สกู๊ปพิเศษ : หนุนคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในต่างแดน ปิดจุดเสี่ยงสำคัญด้วยแอปฯ ‘Thai Consular’

สกู๊ปพิเศษ : หนุนคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในต่างแดน ปิดจุดเสี่ยงสำคัญด้วยแอปฯ ‘Thai Consular’

สกู๊ปพิเศษ : หนุนคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในต่างแดน ปิดจุดเสี่ยงสำคัญด้วยแอปฯ ‘Thai Consular’

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับการคุ้มครองแรงงานไทยในต่างแดน ท่ามกลางแนวโน้มแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยในช่วง 11 เดือนของปี 2568 พบว่า มีแรงงานไทยเดินทางไปทำงานต่างประเทศรวมแล้วทั้งสิ้น 64,855 คน โดยเร่งปิดจุดเสี่ยงสำคัญที่แรงงานอาจเผชิญ ทั้งการถูกหลอกลวง การทำงานผิดกฎหมาย การละเมิดสิทธิแรงงาน และการเข้าถึงความช่วยเหลือที่ล่าช้า ผ่านการผลักดันแอปพลิเคชัน “Thai Consular” ควบคู่การลงทะเบียนคนไทยในต่างประเทศ เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตาม แจ้งเตือนภัย และประสานความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที หนุนแรงงานไทยได้รับความคุ้มครองอย่างครอบคลุมในทุกพื้นที่ทั่วโลก

กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกมีความต้องการในการพึ่งพาแรงงานจากประเทศไทยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นกลุ่มแรงงานที่มีฝีมือ ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศ โดยจากสถิติแรงงานที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ของกรมการจัดหางาน ในช่วง 11 เดือนของปี 2568 (มกราคม – พฤศจิกายน) พบว่า มีแรงงานไทยเดินทางไปทำงานต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 64,855 คน โดยตลาดหลักยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศแถบเอเชียเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่ง มีจำนวนแรงงานเดินทางไปทำงานรวมสูงสุดถึง 34,062 คน รองลงมาคือกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง 20,214 คน กลุ่มประเทศยุโรป 7,082 คน และกลุ่มประเทศอเมริกาเหนือ 2,264 คน ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจำนวนแรงงานเดินทางออกนอกประเทศเพิ่มขึ้น

ความเสี่ยงต่างๆ ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยพบว่าปัญหาหลักๆที่แรงงานไทยในต่างประเทศมีโอกาสเผชิญความเสี่ยง ได้แก่  1.ตกเป็นเหยื่อสัญญาหลอกลวง งานไม่ตรงปก เพราะการเดินทางด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวจะทำให้อยู่ในสภาพไร้การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานของประเทศปลายทาง 2.ค่าจ้างไม่เป็นไปตามที่ตกลง หรือถูกยึดเอกสารสำคัญ จากนายจ้างบางรายที่ใช้ช่องโหว่จากสถานะที่ไม่ถูกต้องกดดันแรงงาน เช่น ไม่จ่ายค่าจ้าง ยึดพาสปอร์ต หรือบังคับให้ทำงานเกินชั่วโมงที่กำหนด 3.สภาพการทำงานเสี่ยงอันตราย ไม่มีประกันสุขภาพ แรงงานจำนวนมากต้องทำงานหนักเกินมาตรฐาน หรือทำงานในสภาพเสี่ยง โดยไม่มีหลักประกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย 4.การถูกจับกุม – ส่งกลับ เนื่องจากวีซ่าไม่ถูกต้องหรือหมดอายุ และ 5.ไม่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ซึ่งแรงงานที่ไม่ได้ลงทะเบียนหรือไม่ได้ใช้ระบบที่รัฐรับรอง มักไม่มีข้อมูลในฐานข้อมูล ทำให้การช่วยเหลือจากสถานทูตหรือสถานกงสุลทำได้ยากและล่าช้าในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เหตุจลาจล อุบัติเหตุ เจ็บป่วยฉุกเฉิน ฯลฯ

อย่างไรก็ตามกรมการกงสุลสร้างความมั่นใจให้กับแรงงานไทยในต่างประเทศ ด้วยการผลักดันให้ “Thai Consular” เป็นแอปฯ สามัญสำหรับกลุ่มแรงงานที่กำลังจะเดินทางไปทำงานในต่างแดน รวมถึงการลงทะเบียนคนไทยในต่างประเทศผ่านแอปฯ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่รู้ว่าผู้เดินทางอยู่ในประเทศหรือเมืองใด สามารถแจ้งเตือนภัยเฉพาะพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ ประสานความช่วยเหลือได้ตรงจุด และติดตามได้รวดเร็วกว่าการรอข้อมูลความช่วยเหลือจากโซเชียลมีเดีย โดยข้อมูลจากการลงทะเบียนในระบบ เป็นข้อมูลที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันทีในทุกสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ กรมการกงสุลยังเร่งสร้างเครือข่ายแรงงานไทยในประเทศต่างๆ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือในพื้นที่จริง ช่วยเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและสร้างความเข้าใจต่อสิทธิ ความเสี่ยง และช่องทางขอความช่วยเหลือในต่างแดน รวมถึงเป็นกลไกสำคัญในการติดตามเพื่อนแรงงานที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือขาดการติดต่อ เพื่อให้การช่วยเหลือทำได้เร็วและครอบคลุมยิ่งขึ้น

“การดูแลแรงงานไทยให้ปลอดภัย ไม่สามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ต้องอาศัยกลไกความร่วมมือเชิงนโยบายและการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ กรมการกงสุล จึงเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน และบริษัทจัดหางาน ผ่านการขับเคลื่อนข้อมูลเชิงรุกเพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันบนฐานข้อมูลเดียว และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและเท่าทันความเสี่ยง ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการจัดส่งแรงงาน การเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง ไปจนถึงการคุ้มครองในภาวะวิกฤตหรือการช่วยเหลือให้กลับประเทศอย่างปลอดภัย โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงานไทยในต่างแดนให้เทียบเท่าสากล และทำให้แรงงานไทยทุกคนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากประเทศไทยจนถึงวันที่กลับบ้าน”

ทั้งนี้ กรมการกงสุลขอเชิญชวนแรงงานไทยที่มีแผนจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศร่วม “ลงทะเบียนคนไทยในต่างประเทศ” ผ่าน “แอปพลิเคชัน Thai Consular” ที่ดาวน์โหลดติดเครื่องตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง คือความปลอดภัยขั้นพื้นฐานของคนไทยในต่างประเทศ เพราะข้อมูลที่กรอกไว้จะเป็นเข็มทิศสำคัญในยามเกิดเหตุไม่คาดคิดจะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถให้การช่วยเหลือแรงงานไทยได้ทันที เพราะ “แอปพลิเคชัน Thai Consular” พร้อมให้บริการกับคนไทยแล้วทั่วทุกมุมโลก ดาวน์โหลดได้ฟรีตั้งแต่วันนี้ ทั้งระบบ IOS และ Android

สกู๊ปพิเศษ : อย่าให้‘ค่าเทอม’ทำเด็กไทยไม่ได้วุฒิ ‘ช่วยเหลือ’ก่อนถึงวันเรียนจบคือทางออก

สกู๊ปพิเศษ : อย่าให้‘ค่าเทอม’ทำเด็กไทยไม่ได้วุฒิ ‘ช่วยเหลือ’ก่อนถึงวันเรียนจบคือทางออก

สกู๊ปพิเศษ : อย่าให้‘ค่าเทอม’ทำเด็กไทยไม่ได้วุฒิ ‘ช่วยเหลือ’ก่อนถึงวันเรียนจบคือทางออก

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เข้าสู่เดือนมกราคมของทุกปี เดือนนี้มีวันสำคัญถึง 2 วันที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของชาติ คือ “วันเด็ก” วันเสาร์สัปดาห์ที่สองของเดือน และ “วันครู” วันที่ 16 มกราคม เด็กจะเติบโตขึ้นเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพสูงได้นั้นการศึกษาอันประกอบด้วยโรงเรียนและครูก็เป็นปัจจัยสำคัญ สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  พบว่า ในปี 2567 มีเด็กและเยาวชนในช่วงอายุ 3-18 ปี ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 982,304 คน ซึ่งแม้จะชี้ว่าปัญหา “เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือเข้าไม่ถึงระบบการศึกษา” ลดลงจากปีการศึกษาก่อนหน้าที่มีอยู่จำนวน 1.02 ล้านคน แต่ก็ยังถือว่าเป็นจำนวนที่สูง

ขณะที่รายงาน “7 สาเหตุที่ทำให้เด็กออกนอกระบบการศึกษา” ซึ่ง กสศ. เผยแพร่เมื่อเดือน มิ.ย. 2567 พบว่า “ความยากจน” เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษามากที่สุด สูงถึงร้อยละ 46.7 ห่างจากอันดับ 2 อย่างปัญหาครอบครัว ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 16.4 ขณะที่ผู้ปกครองในครัวเรือนที่เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา มักไม่มีงานประจำหรือมีงานแต่เป็นแบบรับต้างรายวัน สูงถึงร้อยละ 47.11 และหากแบ่งเป็ยกลุ่มอาชีพ พบว่าผู้ปกครองในครัวเรือนที่เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา อยู่ในภาคเกษตรมากที่สุด ร้อยละ 42.67

ช่วงค่ำวันที่ 9 ม.ค. 2569 กสศ. ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค จัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ปีการศึกษานี้ ต้องไม่มีเด็กคนไหนไม่จบ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม” มีวิทยากรหลายท่านร่วมให้มุมมอง โดย ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ช่วง 2 – 3 เดือนนี้เป็นช่วงใกล้ปิดภาคเรียน ซึ่งที่ผ่านมามักจะมีเรื่องร้องเรียนว่าสถาบันการศึกษาไม่ออกใบรับรองการสำเร็จการศึกษาตามช่วงชั้น (ป.6 , ม.3 และ ม.6) ให้นักเรียนที่มีฐานะยากจน

“อันนี้เป็นประเด็นย้อนแย้ง เพราะจริงๆ รัฐบาลประกาศนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมอยู่ ซึ่งตอนนี้สภาองค์กรของผู้บริโภคก็พยายามจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ ผลักดันให้เกิดการเรียนฟรีที่แท้จริงที่ไม่มีการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมเงินบำรุงจากนักเรียนในกรณีหลักสูตรทั่วไป แต่ขณะเดียวกันเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็มีเคสที่เกิดขึ้นตลอดเลยว่ามีเด็กที่สื่อสารเข้ามาทางช่องทางต่างๆ ที่สภาองค์กรฯ มีอยู่ว่าเขาเจอโจทย์จากทางโรงเรียนว่าโรงเรียนไม่ยอมออกใบ ปพ. (เอกสารรับรองประวัติการศึกษา) ให้” ผศ.อรรถพล กล่าว

เสียงสะท้อนจากคนทำงานในพื้นที่ มีนา ดวงราศี หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ สภาผู้บริโภค เล่าว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 จะรับรองสวัสดิการของรัฐด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี แต่ในความเป็นจริงผู้ปกครองบางท่านต้องเครียดเพราะบุตรหลานยังไม่ได้ใบรับรองจบการศึกษา ส่งผลกระทบกับเป้าหมายต่อไปของชีวิต จากที่ตั้งใจจะไปสมัครงานในสถานประกอบการหรือไปเรียนต่อระดับที่สูงขึ้น เมื่อไม่มีเอกสารดังกล่าวก็ต้องหันไปค้าขายหรือติดตามผู้ปกครองไปทำงานก่อสร้าง และพบว่าเด็กหรือเยาวชนบางคนในจำนวนนี้คุณภาพชีวิตแย่ลง  

สำหรับกระบวนการทำงานของสภาผู้บริโภคใน จ.สุรินทร์ เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนมาแล้วจะประสานไปยัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เพื่อประสานต่อไปยังผู้บริหารสถาบันการศึกษาให้ออกเอกสารรับรองการสำเร็จการศึกษาให้ผู้เรียน แต่สิ่งที่พบคือแม้สถาบันการศึกษาจะเข้าใจข้อกฎหมาย แต่กว่าจะได้เอกสารผู้เรียนและผู้ปกครองก็จะถูกเทศนาเป็นเวลานาน ทำให้เด็กรู้สึกสูญเสียศักดิ์ศรีและอับอาย ไม่มีกำลังใจที่จะเดินต่อ มองว่าตนเองคือตัวถ่วงปัญหา ทำให้ภาพลักษณ์ของโรงเรียนเสียหาย

แต่อีกมุมหนึ่ง ในฝ่ายสถาบันการศึกษาเองก็มีมุมมองว่าคณะทำงานรับเรื่องร้องเรียนทำไม่ถูกต้อง เพราะทางโรงเรียนเองก็ได้ผ่อนผันแล้ว เช่น บอกว่าผ่อนมอเตอร์ไซค์ใช้ขี่ไปทำงานได้แต่เหตุใดมาผ่อนค่าเล่าเรียนกับทางโรงเรียนไม่ได้ ตั้งคำถามว่าทำไมไม่รู้จักวางแผนเก็บเงิน หรือตำหนิว่าแบบนี้จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับรุ่นน้อง ต่อไปคนรุ่นหลังๆ จะไม่จ่ายค่าเล่าเรียน เป็นต้น และไม่ว่าจะเป็นการเจรจาผ่าน สพม. หรือเจรจากับผู้บริหารสถาบันการศึกษาโดยตรง ความรู้สึกเสียใจในมุมของสถาบันการศึกษาก็ไม่แตกต่างกัน

“ครูซึ่งเป็นกลุ่มของผู้บริหาร ที่เป็นครูผู้ช่วยเขาก็ร้องไห้เลย เขาเห็นว่าเรื่องนี้เป็นความทุกข์มาก เป็นภาพที่ไม่ดีกับโรงเรียนมากๆ แต่การไปขอใบจบที่มันผ่านไปปีหนึ่ง มันไม่มีปัญญาไปเอาใบเกรดมาได้ด้วยเงินที่ไปแลก เก็บค่าแรงทุกวันทำงานกับพ่อ แต่ว่าสิ่งที่โรงเรียนบอกว่าโรงเรียนไม่ได้เงินกับด็กเลย มันทำให้โรงเรียนรู้สึกเสียใจมากเลยที่ทำไมเด็กคนนี้จะต้องได้ใบตัวนี้ออกไปด้วย มันไม่เป็นธรรมกับโรงเรียนเลย อันนี้คือภาพที่เห็นว่ามันมีภาพแบบนี้” หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ สภาผู้บริโภค กล่าว

เช่นเดียวกับ ปาริชาต ชัยวงษ์ ครูชำนาญการ ในฐานะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ที่เล่าว่า ผลกระทบจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงระหว่างภาคเรียนซึ่งจะมีการติดตามทวงถาม มีหนังสือแจ้งผู้ปกครองของนักเรียนแต่ละห้อง ให้อาจารย์ที่ปรึกษาทวงถาม การลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งที่ควรเป็นสิทธิ์อยู่แล้วเริ่มต้นจากจุดนี้ ทำให้รู้สึกว่าไม่มีสิทธิ์มีเสียงเต็มที่หากมาโรงเรียนโดยไม่จ่ายค่าเล่าเรียน ขณะที่สถาบันการศึกษาก็มองคนที่มาเรียกร้องคือปัญหามากกว่าจะมองว่าต้องดูแลช่วยเหลือ ซึ่งเกิดจากระบบช่วยเหลือของโรงเรียนอ่อนแอตั้งแต่แรก

อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่างของระบบช่วยเหลือที่ใช้ได้จริง เช่น หากระหว่างที่กำลังเรียนมีการเยี่ยมบ้านนักเรียน มีการสำรวจคัดกรองก็จะเห็นว่านักเรียนแต่ละคนมีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างไร หรือกำลังเจอกับช่วงเวลาแบบใดในชีวิต อาทิ เคยพบนักเรียนคนหนึ่งมีภาวะซึมเศร้าแต่ยังไม่ถึงกับป่วย นักเรียนคนนี้ไม่อยากมาโรงเรียน เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าพ่อเพิ่งตกงาน ทำให้จ่ายค่าเล่าเรียนในภาคเรียนล่าสุดไม่ได้ทั้งที่ภาคเรียนก่อนๆ จ่ายได้มาตลอด ซึ่งเมื่อพบแบบนี้ก็ไม่ต้องรอให้ไปถึงปลายทาง แต่สามารรถแก้ไขเพื่อให้ปัญหาบรรเทาความรุนแรงลงได้ตั้งแต่ระหว่างทาง

โดยเมื่อครูพบเด็กที่เข้าข่ายต้องได้รับความช่วยเหลือก็สามารถส่งเรื่องมาที่ระบบดูแล ซึ่งโดยส่วนตัวเท่าที่ตนเคยทำยังไม่พบว่ามีกรณีใดที่โรงเรียนไม่อนุมัติให้ช่วยเหลือ เพราะโรงเรียนรับรู้แล้วว่านักเรียนกำลังต้องการความช่วยเหลือและพร้อมสนับสนุน ซึ่งจะต่างจากการไปช่องทางร้องเรียนแล้วทำให้โรงเรียนรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นศัตรู ขั้นตอนจากภายในคืออาจารย์ที่ปรึกษาและงานระบบดูแลเพื่อยื่นขึ้นไปให้ทางโรงเรียนอนุมัติ หลังจากไปเยี่ยมบ้านมาแล้วพบนักเรียนมีสภาวะครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือ

“เช่น เราขอเสนอให้เด็กได้ค่าอาหารกลางวันเพิ่มจากโรงเรียนเป็นคูปองเพื่อรับประทานอาหารฟรีทั้งเทอมนี้วันละ 50 บาท เราขอให้เด็กคนนี้ได้รับการลดหย่อนค่าเทอมหรือค่าบำรุงการศึกษาในส่วนที่เป็นของโรงเรียน แล้วก็จ่ายเฉพาะ 200 – 400 บาทในส่วนที่เป็นของสมาคมอื่นๆ ค่าทำความสะอาดอะไรแบบนี้เพื่อให้มันถูกลงเบาลง หรือเราขอให้ผู้ปกครองสามารถผ่อนจ่ายเดือนละ 200 บาท 500 บาทเป็นเวลากี่เดือน คือในระหว่างทางมันสามารถที่จะช่วย Support (สนับสนุน) เขาเพื่อไม่ให้มันกลายเป็นรวมเป็นเงินก้อนใหญ่ตรงปลายทาง เพราะเรารู้ว่าผู้ปกครองไปจ่ายตรงปลายทางเป็นก้อน โอกาสที่จะจ่ายแล้วได้จบมันน้อยลง” อาจารย์ปาริชาต ยกตัวอย่าง

อาจารย์ปาริชาต กล่าวต่อไปว่า เมื่อทำแบบนี้ได้มุมมองที่สถาบันการศึกษามีต่อนักเรียนก็จะไม่มองเป็นปัญหา แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งที่สถาบันการศึกษาต้องดูแล เพราะไม่ว่าท้ายที่สุดนักเรียนคนนั้นจะเรียนจบหรือไม่ คนที่เดินไปด้วยกันระหว่างทาง เช่น ครูประจำชั้นหรือครูที่รับผิดชอบงานดูแลตั้งแต่ ม.1 – ม.3 จะมีส่วนผลักดันไปถึงจุดนั้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนและพอจะบรรเทาได้ อย่างไรก็ตาม การทำแบบนี้คือการพึ่งต้นทุนของสถาบันการศึกษาซึ่งไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกแห่ง ไม่ใช่ทุกโรงเรียนจะมีทรัพยากรภายนอกมากพอจะมาสนับสนุน

มุมมองจากผู้บริหารสถาบันการศึกษา ศุภโชค ปิยะสันติ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี จังหวัดเชียงราย ในฐานะ อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ในช่วงแรกๆ ที่รัฐประกาศนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ก็มีการรวมกลุ่มของผู้บริหารโรงเรียนที่ต้องใช้ทรัพยากรสูงพยายามชี้แจงว่าด้วยงบประมาณอุดหนุนรายหัวที่รัฐจัดสรรให้นั้นไม่สามารถทำได้ จำเป็นต้องเปิดให้มีการระดมทรัพยากร แล้วผู้เกี่ยวข้อง เช่น ชุมชนหรือผู้ปกครองก็ยินดีสนับสนุน กระทั่งในเวลาต่อมา ต้นสังกัดของสถาบันการศึกษาก็ให้แนวปฏิบัติว่าเก็บเงินเรื่องใดได้ – ไม่ได้บ้าง

ทั้งนี้ สถาบันการศึกษากลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่ตั้งอยู่บนความคาดหวังของผู้ปกครองเรื่องคุณภาพ (เช่น ห้องเรียนต้องติดแอร์) ใช้ทรัพยากรบางอย่างที่ไม่เหมือนโรงเรียนรอบนอก แต่โรงเรียนที่ตนทำงานอยู่เรียกเก็บเงินเพิ่มไม่ได้เพราะผู้ปกครองยากจน การช่วยเหลือให้นักเรียนได้เรียนจบสำหรับสถาบันการศึกษากลุ่มนี้ก็ต้องหาแหล่งสนับสนุนทางอื่นไม่ว่าหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชน

โดยสรุปแล้วจึงสามารถแบ่งสถาบันการศึกษาแป็น 2 ประเภท ในส่วนของโรงเรียนที่ไม่สามารถเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มกับผู้ปกครองได้ จะไม่เกิดภาพที่นักเรียนไม่ได้รับใบรับรองสำเร็จการศึกษาเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน ตรงกันข้ามนักเรียนจะได้รับความช่วยเหลือทั้งเรื่องอาหาร การเดินทาง ทุนการศึกษาเพื่อให้เรียนจบให้ได้ แต่สำหรับโรงเรียนที่กังวลว่าหากไม่มีทรัพยากรแล้วจะยังคงทำให้โรงเรียนมีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างไร อาทิ หลายโรงเรียนเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มในส่วนของครูชาวต่างชาติหรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

“สิ่งที่ผมคิดว่าต้องปรับจูนก็คือผมเข้าใจว่าผู้ปกครองบางคนเพิ่งตื่นรู้ว่าเขาไม่เก็บกันหรือ? ทีนี้เราก็ไม่มี Mapping (การทำแผนที่) ด้วยว่าโรงเรียนไหนเก็บ – ไม่เก็บ ขนาดผมอยู่ใกล้ๆ กับอีกโรงเรียนหนึ่งที่เรียกก็บเขาก็ยังเลือกไปโรงเรียนที่เก็บนะทั้งๆ ที่เขาเองก็พยายาม คือผมว่าเขาไม่รู้หรือเปล่าว่ามันมีเรื่องการไม่เก็บได้ ในขณะที่ผู้ปกครองก็บอกว่าโรงเรียนไหนฟรีโรงเรียนนั้นไม่ดี อันนี้ก็เป็นมุมมองของผู้ปกครองเช่นเดียวกัน” ผอ.ศุภโชค ระบุ

ผอ.ศุภโชค เสนอแนะเพิ่มเติมว่า จากมิติดังกล่าวอาจจำเป็นต้องเผยแพร่ให้ความรู้กับผู้บริโภคในฐานะผู้ปกครองทั้งหลายว่านี่คือขั้นพื้นฐานของโรงเรียน หรือไม่ก็ทำแผนที่ให้เห็นว่าสถาบันการศึกษาแห่งใดเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมบ้าง เก็บเท่าไรและอย่างไร เช่น โรงเรียน A เก็บเพิ่ม 20,000 บาท โรงเรียน B เก็บเพิ่ม 15,000 บาท โรงเรียน C เก็บเพิ่ม 5,000 บาท โรงเรียน D ไม่เก็บเพิ่ม ซึ่งตนก็ไม่แน่ใจว่าผู้ปกครองรู้เรื่องนี้หรือไม่ เพราะเหมือนกับมีความเชื่อเดิมมาก่อนเลยว่าเมื่อจะเข้าเรียนชั้นมัธยมต้องเตรียมจ่ายเงิน ดังนั้นผู้ปกครองจำเป็นต้องได้รับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง ตนก็อยากให้โรงเรียนที่เรียกเก็บเงินเพิ่มเติมได้ช่วยสำรวจอย่างจริงจังว่านักเรียนเข้ามาเรียนด้วยข้อจำกัดอะไร เช่น บางคนเรียนอยู่ดีๆ ครอบครัวก็หย่าร้างแยกทาง รายได้ที่เคยมีก็หายไป อย่างตนก็เคยเจอนักเรียนมัธยมในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ครอบครัวแตกแยกตอนกำลังอยู่ชั้น ม.2 ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม เมื่อผู้ปกครองถูกทวงถามบ่อยๆ ก็ทนไม่ไหวต้องย้ายเด็กไปเรียนที่โรงเรียนรอบนอก แต่ก็ติดปัญหาไม่มีใบรับรองระดับการศึกษาว่าผ่านชั้น ม.1 มาด้วยเพราะโรงเรียนเดิมไม่ออกให้

และเพื่อไม่ให้เด็กคนนี้เสียโอกาส ครูในโรงเรียนที่เด็กย้ายไปเรียนก็อนุญาตให้ใช้วุฒิการศึกษา ป.6 มาสมัครก่อนแล้วหาทางค่อยๆ เทียบผลการเรียนจนเด็กไม่ต้องเสียเวลา ซึ่งหัวอกคนเป็นครูจะพยายามช่วยเหลือ และตนก็เข้าใจว่าผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มที่เก็บเงินเพิ่มคงมีวิญญาณความเป็นครูไม่แตกต่างกัน เพียงแต่อาจยังได้ข้อมูลไม่เพียงพอ แต่หากรับรู้แล้วตนเชื่อว่าคงเห็นด้วยที่จะช่วยเหลือ ขณะที่รัฐควรมีบทบาทในการสร้างความเข้าใจกับทั้งผู้ปกครองและผู้บริหารสถาบันการศึกษา

สุดท้ายคือสมาคมผู้ปกครองของโรงเรียนต้องเข้ามาสนับสนุนมากขึ้น ซึ่งกลุ่มนี้สามารถระดมทรัพยากรจากชุมชนได้มาก หลายสมาคมมีงบปรเมาณจำนวนมาก ตนจึงอยากเสนอว่า นอกจากเติมเต็มทรัพยากรประเภทเครื่องมือประกอบการเรียนรู้ของผู้เรียน สิ่งอำนวยความสะดวก ยานพาหนะหรืออาคารของโรงเรียนแล้ว ยังอาจปันส่วนงบประมาณมาดูแลเรื่องทุนการศึกษาของนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือด้วย

“ในโรงเรียนหนึ่งที่ถึงแม้จะเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ดูเหมือนว่าจะมีชนชั้นกลางค่อนข้างสูงเข้าไปเรียนก็ไม่ได้แปลว่าชนกลุ่มนี้เขาจะไม่เกิดอุบัติเหตุชีวิต บางทีเขาอาจจะต้องเสียจังหวะชีวิตแล้วทำให้ไม่มีเงินค่าเทอม ผมว่าสมาคมผู้ปกครองจำเป็นเหมือนกันที่จะเข้ามาช่วยดูแลช่วยเหลือ ผมว่าถ้าเราตั้งฐาน Mindset (วิธีคิด) ของการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนในฐานะมนุษย์ 1 คนที่ควรจะได้เรียน ในฐานะต้นทุนประเทศ เป็นทรัพยากรบุคคลที่จะต้องได้รับการพัฒนา เราคงไม่ยอมเรียกเก็บเงินแล้วทำให้เขาไม่ได้เรียนรู้ แล้วประเทศเราก็จะย่ำแย่ลงไป” ผอ.ศุภโชค กล่าว

 พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวถึงข้อมูลกลุ่มเป้าหมายประชากรเด็กเยาวชนอายุ 3 – 14 ปี ในครัวเรือนร้อยละ 15 นับจากฐานะระดับล่างสุด (Bottom 15%) ของสังคมไทย ปีการศึกษา 2567 พบว่า มีเด็กถึง 3 ล้านคน ที่อยู่ในครัวเรือนซึ่งมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน จึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเก็บค่าใช้จ่ายต่างๆ ทางการศึกษา ซึ่งก็มีความพยายามเติมทรัพยากรไปที่เด็กกลุ่มนี้ แต่ด้วยทรัพยากรมีจำกัดทำให้ดูแลได้เพียง 1.9 ล้านคน ส่วนอีก 1.1 ล้านคนยังไปไม่ถึง

และจริงอยู่ที่หากมีครูและผู้บริหารสถาบันการศึกษาที่ดี ปัญหาที่นักเรียนต้องเผชิญก็จะได้รับการแก้ไขให้คลี่คลายลง แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ทุกกรณีจะโชคดีแบบนั้น หลายโรงเรียนก็มีข้อจำกัด เช่น ครูต้องดูแลนักเรียนจำนวนมาก ผู้บริหารก็มีภารกิจมาก ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 21 มี.ค. 2568 จำนวนเด็กและเยาวชนที่ไม่อยู่ในฐานข้อมูลระบบการศึกษาจะอยู่ที่ 880,453 คน ลดลงต่อเนื่องจากปี 2567 (982,304 คน) และปี 2566 (1.02 ล้านคน)

ขณะที่การเรียนแล้วไม่ได้วุฒิการศึกษา เมื่อออกไปทำงานก็ต้องทำงานที่ใข้วุฒิต่ำกว่าที่เรียนมาจริง รายได้ก็จะน้อยกว่าที่ควรได้รับ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษายังมีเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากค่าใช้จ่าย เช่น ครอบครัว ความพร้อมของเด็ก แม้กระทั่งรูปแบบการศึกษาที่แข็งตัวไม่ตอบโจทย์กลุ่มที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ หากเติมเข้ามาก็จะเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น

“เอาเข้าจริงๆ การเงินเป็นปัญหาเรื่องหนึ่ง ตัวคุณครู ระบบดูแลช่วยเหลือของโรงเรียนสามารถคลี่คลายเรื่องนี้ได้ถ้าเรามีทีมงานที่พร้อมจะช่วยโรงเรียนอีกทางหนึ่ง แบบนี้โรงเรียนน้องๆ สบายเลย ฉะนั้นนอกจากปัญหาโจทย์เรื่องเงิน ปัญหาเรื่องรูปแบบการจัดการศึกษาแล้วก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องทำ” ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าว

ข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา จำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยอยู่ที่ 416,574 คน ลดลงจากปี 2567 ซึ่งมีเด็กเกิดใหม่อยู่ที่ 462,240 คน และหากดูสถิติย้อนหลังไปเรื่อยๆ แนวโน้มจำนวนเด็กเกิดใหม่มีแต่จะลดลงไปเรื่อยๆ แม้บางปีอาจมีเพิ่มขึ้นบ้างแต่ก็เพียงเล็กน้อย ในภาพรวมนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสถิติเมื่อ 30 – 40 ปีก่อนที่จำนวนเด็กเกิดใหม่เกือบล้านหรือเกิน 1 ล้านคนต่อปี “เมื่อปริมาณน้อยคุณภาพจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ” และการสร้างคนให้มีคุณภาพก็มาจากการศึกษา

“ต้องไม่มีเด็กคนไหนเรียนไม่จบเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม” จึงเป็นเป้าหมายที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพื่อให้เด็กทุกคนได้เรียนต่อและทำงานตามความรู้ความสามารถที่มีอย่างเต็มที่ ซึ่งสิ่งนี้จะเท่ากับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศชาติให้เดินหน้าอย่างมั่นคงต่อไป!!!

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

“มลภาวะจากฝุ่น PM 2.5” โดยมากจะเกิดในช่วงฤดูหนาวที่อากาศนิ่งและแห้ง  ส่งผลให้ฝุ่นไม่ลอยขึ้นที่สูง หากมีฝุ่น PM 2.5 ในอากาศปริมาณสูงมาก จะมีลักษณะคล้ายกับมีหมอกควัน โดยฝุ่น PM 2.5 สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และซึมเข้าสู่กระแสเลือด นอกจากนี้ตัวฝุ่นเองยังเป็นพาหะนำสารมลพิษอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายด้วย เช่น โลหะหนัก สารก่อมะเร็ง เป็นต้น ซึ่งทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้ให้ความสำคัญในการหาแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการดำเนินโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (ววน.) ประเทศไทยปลอดภัยจาก  PM 2.5  โดยมุ่งเน้นพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาคุณภาพอากาศจากค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินมาตรฐาน และมีจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) สูงในช่วงฤดูแล้ง

น.ส.เสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง วช. วว. และโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ที่ได้ร่วมกันพัฒนาสวนต้นแบบซึ่งใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่นเป็นกลไกในการลดฝุ่นในเขตเมือง พร้อมทั้งสนับสนุนให้ชุมชนปรับเปลี่ยนแนวทางการเกษตรจากระบบที่มีการเผา มาเป็นการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นวัสดุปลูก ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 และจุดความร้อนแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดี และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตภาคเหนือที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองเป็นประจำทุกปี โดยพื้นที่ “สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5” แห่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับและทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และคุณภาพอากาศที่ยั่งยืนต่อไป

ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวว่า วว. พร้อมส่งเสริมให้ชุมชนปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมสู่ระบบที่ปลอดการเผา โดยนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้เป็นวัสดุปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ช่วยลดการเกิดฝุ่น PM 2.5 และลดจุดความร้อน ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่การเกษตร อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมในวันนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านการเรียนรู้ของนักเรียน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ และการเป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับการพัฒนาสวนลดฝุ่นในเขตเมือง เพื่อช่วยป้องกันและลดผลกระทบของฝุ่นต่อสุขภาพของนักเรียนและประชาชนในชุมชน

ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของทีมนักวิจัย วว. พร้อมภาคีเครือข่ายพันธมิตร ด้วยการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมขับเคลื่อนโครงการเพื่อใช้ประโยชน์จากพรรณไม้ดอกไม้ประดับและข้อมูลที่ได้จากงานวิจัย มาประยุกต์ใช้ในการจัดตกแต่งภูมิทัศน์ในพื้นที่โรงเรียน ให้เป็นสวนต้นแบบที่สามารถป้องกันมลภาวะสิ่งแวดล้อมอย่างเช่น ฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้สำหรับนักเรียน อาจารย์ นักวิชาการ และผู้ที่สนใจ

นอกจากนี้ยังได้มีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อาทิเช่น ตอฟาง และตอข้าวโพด รวมทั้งเศษพืชอื่นๆ ซึ่งเดิมมักถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา โดยการดำเนินงานมุ่งเปลี่ยนกระบวนการเผาเป็นการย่อยสลายและหมัก เพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกและปรับปรุงดินสำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ลดปริมาณการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรม อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย และพร้อมเดินหน้าสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้พี่น้องเกษตรกรในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ผ่านการดำเนินกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งในการร่วมขับเคลื่อนโครงการ ดังนี้

การสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก โดยทีมนักวิจัย วว. ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพะเยา ได้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 50 ราย ซึ่งได้รับการสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดอกแอสเตอร์ หญ้าหางกระต่าย มากาเร็ต ดอกกระดาษ คัตเตอร์ เบญจมาศ และแกลดิโอลัส รวมถึงไม้ดอกเพื่อการแปรรูป เช่น เก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และชานอ้อย มาพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดินและวัสดุคลุมดิน สำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงกว่า 35,000 บาท/ราย

ลดการเผา-พัฒนาพื้นที่เกษตร นอกจากการลดมลภาวะจากการเผาแล้ว โครงการนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่เกษตรและชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้สามารถปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะพืชที่ใช้น้ำในการเพาะปลูกน้อยและสามารถออกดอกในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน เช่น ดอกเก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน เป็นต้น โดยดอกไม้ที่ปลูกนั้นยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้ง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มมูลค่าและสร้างช่องทางตลาดใหม่ให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น นอกจากนั้นการดำเนินงานภายใต้โครงการยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในพื้นที่เป้าหมาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“มลภาวะจากฝุ่น PM 2.5” โดยมากจะเกิดในช่วงฤดูหนาวที่อากาศนิ่งและแห้ง  ส่งผลให้ฝุ่นไม่ลอยขึ้นที่สูง หากมีฝุ่น PM 2.5 ในอากาศปริมาณสูงมาก จะมีลักษณะคล้ายกับมีหมอกควัน โดยฝุ่น PM 2.5 สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และซึมเข้าสู่กระแสเลือด นอกจากนี้ตัวฝุ่นเองยังเป็นพาหะนำสารมลพิษอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายด้วย เช่น โลหะหนัก สารก่อมะเร็ง เป็นต้น ซึ่งทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้ให้ความสำคัญในการหาแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการดำเนินโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (ววน.) ประเทศไทยปลอดภัยจาก  PM 2.5  โดยมุ่งเน้นพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาคุณภาพอากาศจากค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินมาตรฐาน และมีจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) สูงในช่วงฤดูแล้ง

น.ส.เสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง วช. วว. และโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ที่ได้ร่วมกันพัฒนาสวนต้นแบบซึ่งใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่นเป็นกลไกในการลดฝุ่นในเขตเมือง พร้อมทั้งสนับสนุนให้ชุมชนปรับเปลี่ยนแนวทางการเกษตรจากระบบที่มีการเผา มาเป็นการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นวัสดุปลูก ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 และจุดความร้อนแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดี และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตภาคเหนือที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองเป็นประจำทุกปี โดยพื้นที่ “สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5” แห่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับและทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และคุณภาพอากาศที่ยั่งยืนต่อไป

ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวว่า วว. พร้อมส่งเสริมให้ชุมชนปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมสู่ระบบที่ปลอดการเผา โดยนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้เป็นวัสดุปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ช่วยลดการเกิดฝุ่น PM 2.5 และลดจุดความร้อน ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่การเกษตร อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมในวันนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านการเรียนรู้ของนักเรียน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ และการเป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับการพัฒนาสวนลดฝุ่นในเขตเมือง เพื่อช่วยป้องกันและลดผลกระทบของฝุ่นต่อสุขภาพของนักเรียนและประชาชนในชุมชน

ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของทีมนักวิจัย วว. พร้อมภาคีเครือข่ายพันธมิตร ด้วยการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมขับเคลื่อนโครงการเพื่อใช้ประโยชน์จากพรรณไม้ดอกไม้ประดับและข้อมูลที่ได้จากงานวิจัย มาประยุกต์ใช้ในการจัดตกแต่งภูมิทัศน์ในพื้นที่โรงเรียน ให้เป็นสวนต้นแบบที่สามารถป้องกันมลภาวะสิ่งแวดล้อมอย่างเช่น ฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้สำหรับนักเรียน อาจารย์ นักวิชาการ และผู้ที่สนใจ

นอกจากนี้ยังได้มีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อาทิเช่น ตอฟาง และตอข้าวโพด รวมทั้งเศษพืชอื่นๆ ซึ่งเดิมมักถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา โดยการดำเนินงานมุ่งเปลี่ยนกระบวนการเผาเป็นการย่อยสลายและหมัก เพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกและปรับปรุงดินสำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ลดปริมาณการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรม อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย และพร้อมเดินหน้าสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้พี่น้องเกษตรกรในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ผ่านการดำเนินกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งในการร่วมขับเคลื่อนโครงการ ดังนี้

การสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก โดยทีมนักวิจัย วว. ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพะเยา ได้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 50 ราย ซึ่งได้รับการสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดอกแอสเตอร์ หญ้าหางกระต่าย มากาเร็ต ดอกกระดาษ คัตเตอร์ เบญจมาศ และแกลดิโอลัส รวมถึงไม้ดอกเพื่อการแปรรูป เช่น เก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และชานอ้อย มาพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดินและวัสดุคลุมดิน สำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงกว่า 35,000 บาท/ราย

ลดการเผา-พัฒนาพื้นที่เกษตร นอกจากการลดมลภาวะจากการเผาแล้ว โครงการนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่เกษตรและชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้สามารถปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะพืชที่ใช้น้ำในการเพาะปลูกน้อยและสามารถออกดอกในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน เช่น ดอกเก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน เป็นต้น โดยดอกไม้ที่ปลูกนั้นยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้ง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มมูลค่าและสร้างช่องทางตลาดใหม่ให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น นอกจากนั้นการดำเนินงานภายใต้โครงการยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในพื้นที่เป้าหมาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม