สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัส ‘แวมไพร์’ ยุค AI วิชาใหม่ อักษรฯ จุฬาฯ ‘Dracula and Modern Culture’ จากวรรณกรรมสยองขวัญสู่กระจกสะท้อนวัฒนธรรมร่วมใหม่

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัส ‘แวมไพร์’ ยุค AI วิชาใหม่ อักษรฯ จุฬาฯ ‘Dracula and Modern Culture’ จากวรรณกรรมสยองขวัญสู่กระจกสะท้อนวัฒนธรรมร่วมใหม่

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัส ‘แวมไพร์’ ยุค AI วิชาใหม่ อักษรฯ จุฬาฯ ‘Dracula and Modern Culture’ จากวรรณกรรมสยองขวัญสู่กระจกสะท้อนวัฒนธรรมร่วมใหม่

วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แห่งแรกในไทย หลักสูตร BALAC อักษรฯ จุฬาฯ เปิดรายวิชา “Dracula and Modern Culture” ฝึกนิสิตเชื่อมโยงความรู้ศาสตร์ต่างๆ วิเคราะห์วรรณกรรมกอทิกเพื่อทำความเข้าใจวัฒนธรรมสมัยใหม่ นิสิตสนใจสมัครกว่า 300 คน แต่รับได้เพียง 120 คนต่อปี

ในโลกยุคดิจิทัลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศได้ขยายขอบเขตการเรียนรู้ให้มากกว่าการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงทฤษฎี แต่เน้นเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้สำรวจ ตั้งคำถาม และเชื่อมโยงความรู้ศาสตร์ต่าง ๆ เข้าสู่บริบทของชีวิตจริง ด้วยการเปิดรายวิชาที่แปลกใหม่ ท้าทายความคิด และกระตุ้นการเรียนรู้ อย่างเช่น “Dracula and Modern Culture” ภายใต้หลักสูตรอักษรศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรม (หลักสูตรนานาชาติ) หรือที่รู้จักในนาม BALAC (Bachelor of Arts in Language and Culture)

รายวิชาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวสยองขวัญและตำนานแวมไพร์ เป็นประตูบานใหญ่ที่นำพาผู้เรียนเข้าสู่โลกแห่งการศึกษาวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ผ่านมุมมองที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ทฤษฎีเพศ ชาติพันธุ์วรรณา ไปจนถึงปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมร่วมสมัย รายวิชานี้ไม่เพียงสอนให้นิสิตรู้จักนวนิยายคลาสสิกของแบรม สโตกเกอร์ (Bram Stoker) แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ถอดรหัสสัญลักษณ์แห่งความกลัว ความปรารถนา และความเป็นผู้อื่น ที่แฝงอยู่ในวัฒนธรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

หลักสูตร BALAC มุ่งพัฒนานิสิตให้มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ทันสมัย ตอบโจทย์โลกในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ความใฝ่รู้ และความตระหนักรู้ต่อความไม่เท่าเทียมในสังคม ตลอดจนความเข้าใจลึกซึ้งในศาสตร์ด้านมนุษยศาสตร์ ผศ.ดร.ภรณี สิงห์เปลี่ยม ผู้อำนวยการหลักสูตร BALAC กล่าว

นอกจาก Dracula and Modern Culture หลักสูตร BALAC ยังมีรายวิชาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น Everyday Life Culture, Gender and Queering the Media, Postcolonial Cultures, Cultures and Narratives “แต่ละวิชาในหลักสูตรล้วนถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการคิดเชิงวิพากษ์และเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้แก่ผู้เรียน เพื่อพัฒนานิสิตให้เป็นผู้ที่มีความคิด

หลักสูตร BALAC เปิดการเรียนการสอนครั้งแรกในปี 2551 และยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในฐานะหลักสูตรด้านการศึกษาวัฒนธรรม (Cultural Studies) แห่งแรกของประเทศไทย จนปัจจุบันเป็นปีที่ 17 แล้ว โดยในแต่ละปีมีนิสิตสมัครเข้าเรียนหลักสูตรนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หลักสูตรของเราเปิดรับนิสิตปีละ 2 รอบ คือ รอบ Early Admission 90 คน รอบ Admission 30 คน และรอบ Non-Thai อีก 2 รอบ รวมกัน 12 คน รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 132 คนต่อปี กลับมีผู้สมัครเกินกว่า 300 คน แสดงให้เห็นว่าเยาวชนไทยต้องการเรียนรู้ในรูปแบบที่แตกต่างจากการศึกษาแบบดั้งเดิม

ผศ.ดร.ภรณี กล่าวว่าสิ่งที่ทำให้หลักสูตร BALAC โดดเด่นคือการออกแบบหลักสูตรที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นให้นิสิตสามารถเลือกเรียนตามความสนใจใน 3 แนวทาง (Concentrations) ได้แก่ Global Cultures Concentration, Media Cultures Concentration และ Foreign Language Concentration โดยนิสิตจะต้องเรียนรายวิชาใน Concentration ที่เลือกให้ครบ 24 หน่วยกิต หรือ 8 รายวิชา จึงจะสำเร็จ Concentration นั้นๆ ได้

บัณฑิตจากหลักสูตร BALAC สามารถต่อยอดความรู้ไปสู่อาชีพหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งานด้านการศึกษา งานสื่อสารมวลชน รวมถึงงานด้านการตลาด ซึ่งล้วนต้องอาศัยทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และความเข้าใจในบริบททางสังคมที่หลักสูตรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก” ผศ.ดร.ภรณี อธิบายถึงเส้นทางอาชีพของบัณฑิต

นอกจากนี้ หลักสูตร BALAC ยังมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก อาทิ Waseda University ประเทศญี่ปุ่น และ University of Queensland ประเทศออสเตรเลีย ภายใต้รูปแบบ Double Degree Program และในอนาคต หลักสูตรมีแผนที่จะขยายความเป็นนานาชาติให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างโอกาสทางวิชาการและวิชาชีพให้แก่นิสิตอย่างรอบด้าน หลักสูตรยังมีรายวิชา Internship สำหรับนิสิตที่ต้องการฝึกงาน โดยสามารถนับหน่วยกิตเป็นส่วนหนึ่งของการสำเร็จการศึกษาได้อีกด้วย

รายวิชา Dracula and Modern Culture เปิดสอนครั้งแรกในปี 2562 โดย Dr. Katarzyna Ancuta (คาตาร์ซินา อันคูตา) ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมกอทิกและความสยองขวัญจากประเทศที่เป็นต้นกำเนิดตำนานที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับ Bram Stoker ในการสร้างสรรค์ผลงานคลาสสิก Dracula

ตอนที่เข้ามาเป็นอาจารย์ที่นี่ในปี 2561 เห็นรายวิชา Dracula ในร่างหลักสูตรใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว แต่ยังไม่มีผู้สอน ก็ตื่นเต้นมากเพราะตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมกอทิก และ Dracula ซึ่งตรงกับรายวิชานี้พอดี

Dr. Ancuta เรียกตัวเองว่า “Gothicist” มีความสนใจและเชี่ยวชาญด้าน Cultural Studies (การศึกษาทางวัฒนธรรม) โดยเบื้องต้นเริ่มจากการเรียนวรรณกรรม จากนั้นก็ขยับไปสู่ภาพยนตร์ อาจารย์เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเกี่ยวกับเรื่องผี และเรียนปริญญาเอกเกี่ยวกับกอทิกและความสยองขวัญ นอกจากนั้น อาจารย์ยังเขียนหนังสือ Where Angels Fear to Hover: Between the Gothic Disease and the Metaphysics of Horror (2548) และมีผลงานวิจัยที่ครอบคลุมบริบทสหวิทยาการของศิลปะกอทิก และสยองขวัญร่วมสมัย ตั้งแต่นิยายยอดนิยม ภาพยนตร์และวิดีโอ มัลติมีเดียและศิลปะการแสดง ละครเวที ดนตรีและการเต้นรำ การ์ตูนและนิยายภาพ ไปจนถึงแฟชั่นและวิถีชีวิตทางเลือก ในช่วงหลังๆ Dr. Ancuta สนใจผี แวมไพร์ และความลึกลับในเอเชียด้วย โดยเน้นไปที่ Asian Gothic และ Asian Horror

แดร็กคูลา เป็นวรรณกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงฟื้นฟูวรรณกรรมกอทิกในศตวรรษที่ 19 (ปี 2440) กว่าศตวรรษที่ผ่านมา วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับความนิยมและถูกตีความในหลายแง่มุม ซึ่งในรายวิชา “Dracula and Modern Culture” นิสิตก็จะได้อ่านวรรณกรรมและวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ โดยเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทางสังคมร่วมสมัยและทฤษฎีทางสังคม

รายวิชานี้เป็นเวอร์ชันปฏิบัติของวิชาการศึกษาวัฒนธรรมเบื้องต้น ในชั้นปีที่ 1 นิสิตหลักสูตร BALAC จะเรียนวิชา Introduction to Cultural Studies ซึ่งจะช่วยให้นิสิตคุ้นเคยกับทฤษฎีและแนวคิดต่าง ๆ ในการศึกษาวัฒนธรรม แต่เป็นวิชาที่หนัก ทฤษฎีเยอะและยาก พอมาเรียนวิชา Dracula นิสิตจะได้กลับมาทบทวนแนวคิดเหล่านั้น ผ่านเรื่องราวของ แวมไพร์” ซึ่งทำให้สนุกขึ้น เข้าใจง่ายขึ้นและน่าสนใจ

Dr.Ancuta กล่าวว่าเนื้อหาของรายวิชา “Dracula and Modern Culture” ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้นิสิตได้เห็นภาพรวมของวิวัฒนาการของแวมไพร์ในวัฒนธรรมมนุษย์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนปัจจุบัน

การเรียนเริ่มจากมองแวมไพร์ในฐานะสิ่งมีชีวิตในตำนานพื้นบ้าน (folklore) ในอดีตผู้คนเชื่อว่าแวมไพร์มีอยู่จริง ในประเทศโรมาเนียมีสุสานแวมไพร์ มีเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกเรื่องนี้ การเรียนรู้ว่าแวมไพร์ไม่ได้เป็นเรื่องแฟนตาซี แต่เป็นความเชื่อที่ฝังลึกในวัฒนธรรมมนุษย์ จะช่วยให้นิสิตเข้าใจบริบททางสังคมและจิตวิทยาของมนุษย์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น” Dr.Ancuta อธิบาย

Dr.Ancuta กล่าวว่า จุดเด่นของรายวิชาอยู่ที่การวิเคราะห์ Dracula ผ่านเลนส์ของทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเพศสภาพ (gender) ชนชั้น (class) และชาติพันธุ์ (race)

 “แวมไพร์เป็นมากกว่าสัตว์ประหลาดในนิยาย แต่สัตว์ประหลาดเป็นโครงสร้างทางวัฒนธรรม (cultural constructs)” Dr.Ancuta กล่าวและอธิบายว่า รายวิชานี้ใช้ สัตว์ประหลาด” (monsters) เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจสังคมและวัฒนธรรม เราสร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของสิ่งที่เรากลัว ไม่ใช่แค่ในฐานะปัจเจกบุคคล แต่ในฐานะสังคม

Dr. Ancuta ยกตัวอย่างการศึกษาเรื่อง แวมไพร์หญิง และ monstrous feminine โดยวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิดสตรีนิยม ทฤษฎีเพศนิยม การเมืองเพศ มาตรฐานเพศ (gender norms) และภาพลักษณ์ที่เชื่อมโยงผู้หญิงกับความชั่วร้าย

ทำไมใน Dracula มีตัวละครหญิงไม่มาก ทำไมสัตว์ประหลาดมักเป็นผู้หญิง” Dr. Ancuta ตั้งคำถามชวนคิด ในสังคมชายเป็นใหญ่ (patriarchal society) สัตว์ประหลาดมักเป็นผู้หญิง ผีในเอเชียมักเป็นผีผู้หญิง เพราะตัวละครเหล่านี้ถูกใช้สอนให้ผู้หญิงเชื่อฟัง และถ้าเป็นหญิงที่ไม่เชื่อฟัง ก็จะถูกถอดเป็นภาพที่ดูน่าขยะแขยง น่ากลัว เป็นสิ่งแปลกปลอม ซึ่งถ้ามีการถอดรหัสออกมา สัตว์ประหลาดจะช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องความหลากหลาย (diversity) เพศ ชาติพันธุ์ ชนชั้น ผู้อพยพ ฯลฯ ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้นิสิตสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับประสบการณ์ชีวิตของตนเองได้ เพราะบางครั้งเราต้องการสัตว์ประหลาด เพื่อให้เรามีที่ระบาย

การเรียนรายวิชา Dracula ยังสามารถเชื่อมโยงกับประเด็นทางสังคมและเชื้อชาติ Dr.Ancuta ให้นิสิตชมและวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง Nosferatu (2567) ซึ่งมีโทนการต่อต้านชาวยิวแฝงอยู่ (antisemitism) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาแนวความคิดที่เชื่อมโยงลักษณะหน้าตาของ Dracula กับทฤษฎีอาชญวิทยา (criminal anthropology) ของ Cesare Lombroso ที่พยายามอธิบายว่าอาชญากรสามารถระบุได้จากลักษณะภายนอก ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีปัญหาและเต็มไปด้วยอคติทางสังคม

ภาพลักษณ์แวมไพร์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากยุคสมัยที่วรรณกรรมเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว

เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักแดร็กคูลาเท่าแวมไพร์ในหนังเรื่อง Twilight ซึ่งภาพลักษณ์อาจไม่ได้น่ากลัว แต่กลายเป็นตัวละครที่ทุกคนเอาใจช่วย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมเป็นแวมไพร์ที่น่ากลัว กลายเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา Dr.Ancuta กล่าวและว่า ปัจจุบัน แวมไพร์เข้าไปอยู่ในละคร ซีรีส์ เรื่องราวรักๆ ใคร่ๆ มากมาย แสดงว่าในวันนี้เรายอมรับและเห็นใจสัตว์ประหลาดมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมทางสังคม ความเข้าใจเรื่องความหลากหลายและการยอมรับ ความเป็นอื่น” (otherness) มากขึ้น

Dr. Ancuta กล่าวเพิ่มเติมว่า รายวิชานี้มีความเป็นสากลและเกี่ยวข้องกับบริบทเอเชียด้วย นิสิตจะได้วิเคราะห์ภาพลักษณ์ข้ามชาติ (transnational) ของแวมไพร์ โดยดูว่าแวมไพร์ในสื่อที่ไม่ใช่ตะวันตก เช่น ภาพยนตร์เกาหลี อนิเมะญี่ปุ่น มีลักษณะอย่างไรและสะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างไร

ยกตัวอย่างสิ่งมีชีวิตในตำนานของเอเชีย เช่น คูมิโฮ (kumiho) จากเกาหลี ในตอนแรกอาจไม่มีอะไรเหมือนแวมไพร์เลย แต่ในงานเขียนสมัยหลัง รูปลักษณ์อาจถูกดัดแปลงให้ดูเหมือนแวมไพร์ เช่น ดื่มเลือด Dr.Ancuta อธิบายถึงกระบวนการที่เรียกว่า “vampirization” (การทำให้เป็นแวมไพร์)

ในบริบทไทยอาจไม่มีแวมไพร์แบบที่เป็นสากล แต่ ผีไทย ก็มีลักษณะบางอย่างที่อาจมาจากกระบวนการทำให้เป็นแวมไพร์ (vampirized)

ผีไทยกินไส้ กินขี้ไคล ไม่ได้ดูดเลือดแบบแวมไพร์ แต่มีลักษณะที่ใกล้เคียง คนเลยมักบอกว่า เหมือนแวมไพร์’ แต่ไม่ใช่แวมไพร์ การเปรียบเทียบนี้จะช่วยให้นิสิตเห็นความเป็นสากลของแนวคิดเรื่องสัตว์ประหลาด แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจว่าแต่ละวัฒนธรรมมีวิธีการแสดงออกถึงความกลัวและความเชื่อที่แตกต่างกันไป

แม้ปัจจุบัน AI จะเข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอนและการประเมินผล แต่สำหรับรายวิชานี้ Dr. Ancuta เน้นให้นิสิตลดการพึ่งพา AI และกลับมาฝึกฝนทักษะภายในของตัวเอง

การมอบหมายงานให้นิสิตในยุค AI จึงต้องคิดงานที่ไม่ให้นิสิตนำ AI เข้ามาช่วย เพื่อให้เขาได้เรียนรู้วิธีคิดเอง ดังนั้นการเรียนจะต้องตัดงานเรียงความ (essay) แบบดั้งเดิมออก แต่จะเน้นการวิเคราะห์แทน ส่วนการประเมินผลก็มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งจะเน้นงานที่แสดงความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก นอกจากนี้ ด้วยความที่แวมไพร์ ยังไม่มีองค์ความรู้ตายตัวแบบวิชาอื่น” จึงเป็นข้อดีที่ทำให้ผู้เรียนต้องพึ่งการคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยงความรู้จากศาสตร์ต่างๆ ด้วยตัวเอง” 

Dr.Ancuta กล่าวด้วยความภูมิใจว่า รายวิชา “Dracula and Modern Culture” เป็นหนึ่งในรายวิชาที่ดึงดูดผู้สนใจเข้าศึกษาในหลักสูตร BALAC ความนิยมในรายวิชานี้สะท้อนว่าการออกแบบหลักสูตรที่กล้าแตกต่างและมีเอกลักษณ์สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและสังคม และการใช้แวมไพร์เป็นเครื่องมือในการศึกษาวัฒนธรรม ไม่เพียงทำให้เนื้อหาน่าสนใจและเข้าถึงง่าย แต่ยังช่วยให้นิสิตเห็นว่าการศึกษามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์นั้นเกี่ยวข้องและมีความหมายในโลกร่วมสมัยอย่างไร

เมื่อ Dracula ก้าวออกจากเงามืด สู่ห้องเรียนที่จุฬาฯ เขาไม่ได้มาเพื่อดูดเลือด แต่มาเพื่อส่องสว่างให้นิสิตเห็นถึงความซับซ้อนของสังคมมนุษย์ ความกลัว ความปรารถนา และความหวังของเรา ท้ายที่สุดแล้ว แวมไพร์ที่เราศึกษาไม่ใช่สัตว์ประหลาดจากนิยาย แต่คือสิ่งสะท้อนกลับมาจากกระจกเงาของวัฒนธรรม

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อในหลักสูตร BALAC หรือต้องการเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับรายวิชา Dracula and Modern Culture สามารถติดตามข้อมูลได้จากเว็บไซต์หลักสูตร BALAC คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย https://www.arts.chula.ac.th/balac/ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://asiangothic.houseoftoyols.com เพื่อสำรวจโลกแห่งแวมไพร์และวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่น่าสนใจ

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัส ‘แวมไพร์’ ยุค AI วิชาใหม่ อักษรฯ จุฬาฯ ‘Dracula and Modern Culture’ จากวรรณกรรมสยองขวัญสู่กระจกสะท้อนวัฒนธรรมร่วมใหม่

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัส ‘แวมไพร์’ ยุค AI วิชาใหม่ อักษรฯ จุฬาฯ ‘Dracula and Modern Culture’ จากวรรณกรรมสยองขวัญสู่กระจกสะท้อนวัฒนธรรมร่วมใหม่

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัส ‘แวมไพร์’ ยุค AI วิชาใหม่ อักษรฯ จุฬาฯ ‘Dracula and Modern Culture’ จากวรรณกรรมสยองขวัญสู่กระจกสะท้อนวัฒนธรรมร่วมใหม่

วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แห่งแรกในไทย หลักสูตร BALAC อักษรฯ จุฬาฯ เปิดรายวิชา “Dracula and Modern Culture” ฝึกนิสิตเชื่อมโยงความรู้ศาสตร์ต่างๆ วิเคราะห์วรรณกรรมกอทิกเพื่อทำความเข้าใจวัฒนธรรมสมัยใหม่ นิสิตสนใจสมัครกว่า 300 คน แต่รับได้เพียง 120 คนต่อปี

ในโลกยุคดิจิทัลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศได้ขยายขอบเขตการเรียนรู้ให้มากกว่าการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงทฤษฎี แต่เน้นเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้สำรวจ ตั้งคำถาม และเชื่อมโยงความรู้ศาสตร์ต่าง ๆ เข้าสู่บริบทของชีวิตจริง ด้วยการเปิดรายวิชาที่แปลกใหม่ ท้าทายความคิด และกระตุ้นการเรียนรู้ อย่างเช่น “Dracula and Modern Culture” ภายใต้หลักสูตรอักษรศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรม (หลักสูตรนานาชาติ) หรือที่รู้จักในนาม BALAC (Bachelor of Arts in Language and Culture)

รายวิชาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวสยองขวัญและตำนานแวมไพร์ เป็นประตูบานใหญ่ที่นำพาผู้เรียนเข้าสู่โลกแห่งการศึกษาวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ผ่านมุมมองที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ทฤษฎีเพศ ชาติพันธุ์วรรณา ไปจนถึงปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมร่วมสมัย รายวิชานี้ไม่เพียงสอนให้นิสิตรู้จักนวนิยายคลาสสิกของแบรม สโตกเกอร์ (Bram Stoker) แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ถอดรหัสสัญลักษณ์แห่งความกลัว ความปรารถนา และความเป็นผู้อื่น ที่แฝงอยู่ในวัฒนธรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

หลักสูตร BALAC มุ่งพัฒนานิสิตให้มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ทันสมัย ตอบโจทย์โลกในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ความใฝ่รู้ และความตระหนักรู้ต่อความไม่เท่าเทียมในสังคม ตลอดจนความเข้าใจลึกซึ้งในศาสตร์ด้านมนุษยศาสตร์ ผศ.ดร.ภรณี สิงห์เปลี่ยม ผู้อำนวยการหลักสูตร BALAC กล่าว

นอกจาก Dracula and Modern Culture หลักสูตร BALAC ยังมีรายวิชาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น Everyday Life Culture, Gender and Queering the Media, Postcolonial Cultures, Cultures and Narratives “แต่ละวิชาในหลักสูตรล้วนถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการคิดเชิงวิพากษ์และเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้แก่ผู้เรียน เพื่อพัฒนานิสิตให้เป็นผู้ที่มีความคิด

หลักสูตร BALAC เปิดการเรียนการสอนครั้งแรกในปี 2551 และยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในฐานะหลักสูตรด้านการศึกษาวัฒนธรรม (Cultural Studies) แห่งแรกของประเทศไทย จนปัจจุบันเป็นปีที่ 17 แล้ว โดยในแต่ละปีมีนิสิตสมัครเข้าเรียนหลักสูตรนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หลักสูตรของเราเปิดรับนิสิตปีละ 2 รอบ คือ รอบ Early Admission 90 คน รอบ Admission 30 คน และรอบ Non-Thai อีก 2 รอบ รวมกัน 12 คน รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 132 คนต่อปี กลับมีผู้สมัครเกินกว่า 300 คน แสดงให้เห็นว่าเยาวชนไทยต้องการเรียนรู้ในรูปแบบที่แตกต่างจากการศึกษาแบบดั้งเดิม

ผศ.ดร.ภรณี กล่าวว่าสิ่งที่ทำให้หลักสูตร BALAC โดดเด่นคือการออกแบบหลักสูตรที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นให้นิสิตสามารถเลือกเรียนตามความสนใจใน 3 แนวทาง (Concentrations) ได้แก่ Global Cultures Concentration, Media Cultures Concentration และ Foreign Language Concentration โดยนิสิตจะต้องเรียนรายวิชาใน Concentration ที่เลือกให้ครบ 24 หน่วยกิต หรือ 8 รายวิชา จึงจะสำเร็จ Concentration นั้นๆ ได้

บัณฑิตจากหลักสูตร BALAC สามารถต่อยอดความรู้ไปสู่อาชีพหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งานด้านการศึกษา งานสื่อสารมวลชน รวมถึงงานด้านการตลาด ซึ่งล้วนต้องอาศัยทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และความเข้าใจในบริบททางสังคมที่หลักสูตรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก” ผศ.ดร.ภรณี อธิบายถึงเส้นทางอาชีพของบัณฑิต

นอกจากนี้ หลักสูตร BALAC ยังมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก อาทิ Waseda University ประเทศญี่ปุ่น และ University of Queensland ประเทศออสเตรเลีย ภายใต้รูปแบบ Double Degree Program และในอนาคต หลักสูตรมีแผนที่จะขยายความเป็นนานาชาติให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างโอกาสทางวิชาการและวิชาชีพให้แก่นิสิตอย่างรอบด้าน หลักสูตรยังมีรายวิชา Internship สำหรับนิสิตที่ต้องการฝึกงาน โดยสามารถนับหน่วยกิตเป็นส่วนหนึ่งของการสำเร็จการศึกษาได้อีกด้วย

รายวิชา Dracula and Modern Culture เปิดสอนครั้งแรกในปี 2562 โดย Dr. Katarzyna Ancuta (คาตาร์ซินา อันคูตา) ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมกอทิกและความสยองขวัญจากประเทศที่เป็นต้นกำเนิดตำนานที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับ Bram Stoker ในการสร้างสรรค์ผลงานคลาสสิก Dracula

ตอนที่เข้ามาเป็นอาจารย์ที่นี่ในปี 2561 เห็นรายวิชา Dracula ในร่างหลักสูตรใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว แต่ยังไม่มีผู้สอน ก็ตื่นเต้นมากเพราะตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมกอทิก และ Dracula ซึ่งตรงกับรายวิชานี้พอดี

Dr. Ancuta เรียกตัวเองว่า “Gothicist” มีความสนใจและเชี่ยวชาญด้าน Cultural Studies (การศึกษาทางวัฒนธรรม) โดยเบื้องต้นเริ่มจากการเรียนวรรณกรรม จากนั้นก็ขยับไปสู่ภาพยนตร์ อาจารย์เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเกี่ยวกับเรื่องผี และเรียนปริญญาเอกเกี่ยวกับกอทิกและความสยองขวัญ นอกจากนั้น อาจารย์ยังเขียนหนังสือ Where Angels Fear to Hover: Between the Gothic Disease and the Metaphysics of Horror (2548) และมีผลงานวิจัยที่ครอบคลุมบริบทสหวิทยาการของศิลปะกอทิก และสยองขวัญร่วมสมัย ตั้งแต่นิยายยอดนิยม ภาพยนตร์และวิดีโอ มัลติมีเดียและศิลปะการแสดง ละครเวที ดนตรีและการเต้นรำ การ์ตูนและนิยายภาพ ไปจนถึงแฟชั่นและวิถีชีวิตทางเลือก ในช่วงหลังๆ Dr. Ancuta สนใจผี แวมไพร์ และความลึกลับในเอเชียด้วย โดยเน้นไปที่ Asian Gothic และ Asian Horror

แดร็กคูลา เป็นวรรณกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงฟื้นฟูวรรณกรรมกอทิกในศตวรรษที่ 19 (ปี 2440) กว่าศตวรรษที่ผ่านมา วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับความนิยมและถูกตีความในหลายแง่มุม ซึ่งในรายวิชา “Dracula and Modern Culture” นิสิตก็จะได้อ่านวรรณกรรมและวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ โดยเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทางสังคมร่วมสมัยและทฤษฎีทางสังคม

รายวิชานี้เป็นเวอร์ชันปฏิบัติของวิชาการศึกษาวัฒนธรรมเบื้องต้น ในชั้นปีที่ 1 นิสิตหลักสูตร BALAC จะเรียนวิชา Introduction to Cultural Studies ซึ่งจะช่วยให้นิสิตคุ้นเคยกับทฤษฎีและแนวคิดต่าง ๆ ในการศึกษาวัฒนธรรม แต่เป็นวิชาที่หนัก ทฤษฎีเยอะและยาก พอมาเรียนวิชา Dracula นิสิตจะได้กลับมาทบทวนแนวคิดเหล่านั้น ผ่านเรื่องราวของ แวมไพร์” ซึ่งทำให้สนุกขึ้น เข้าใจง่ายขึ้นและน่าสนใจ

Dr.Ancuta กล่าวว่าเนื้อหาของรายวิชา “Dracula and Modern Culture” ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้นิสิตได้เห็นภาพรวมของวิวัฒนาการของแวมไพร์ในวัฒนธรรมมนุษย์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนปัจจุบัน

การเรียนเริ่มจากมองแวมไพร์ในฐานะสิ่งมีชีวิตในตำนานพื้นบ้าน (folklore) ในอดีตผู้คนเชื่อว่าแวมไพร์มีอยู่จริง ในประเทศโรมาเนียมีสุสานแวมไพร์ มีเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกเรื่องนี้ การเรียนรู้ว่าแวมไพร์ไม่ได้เป็นเรื่องแฟนตาซี แต่เป็นความเชื่อที่ฝังลึกในวัฒนธรรมมนุษย์ จะช่วยให้นิสิตเข้าใจบริบททางสังคมและจิตวิทยาของมนุษย์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น” Dr.Ancuta อธิบาย

Dr.Ancuta กล่าวว่า จุดเด่นของรายวิชาอยู่ที่การวิเคราะห์ Dracula ผ่านเลนส์ของทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเพศสภาพ (gender) ชนชั้น (class) และชาติพันธุ์ (race)

 “แวมไพร์เป็นมากกว่าสัตว์ประหลาดในนิยาย แต่สัตว์ประหลาดเป็นโครงสร้างทางวัฒนธรรม (cultural constructs)” Dr.Ancuta กล่าวและอธิบายว่า รายวิชานี้ใช้ สัตว์ประหลาด” (monsters) เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจสังคมและวัฒนธรรม เราสร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของสิ่งที่เรากลัว ไม่ใช่แค่ในฐานะปัจเจกบุคคล แต่ในฐานะสังคม

Dr. Ancuta ยกตัวอย่างการศึกษาเรื่อง แวมไพร์หญิง และ monstrous feminine โดยวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิดสตรีนิยม ทฤษฎีเพศนิยม การเมืองเพศ มาตรฐานเพศ (gender norms) และภาพลักษณ์ที่เชื่อมโยงผู้หญิงกับความชั่วร้าย

ทำไมใน Dracula มีตัวละครหญิงไม่มาก ทำไมสัตว์ประหลาดมักเป็นผู้หญิง” Dr. Ancuta ตั้งคำถามชวนคิด ในสังคมชายเป็นใหญ่ (patriarchal society) สัตว์ประหลาดมักเป็นผู้หญิง ผีในเอเชียมักเป็นผีผู้หญิง เพราะตัวละครเหล่านี้ถูกใช้สอนให้ผู้หญิงเชื่อฟัง และถ้าเป็นหญิงที่ไม่เชื่อฟัง ก็จะถูกถอดเป็นภาพที่ดูน่าขยะแขยง น่ากลัว เป็นสิ่งแปลกปลอม ซึ่งถ้ามีการถอดรหัสออกมา สัตว์ประหลาดจะช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องความหลากหลาย (diversity) เพศ ชาติพันธุ์ ชนชั้น ผู้อพยพ ฯลฯ ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้นิสิตสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับประสบการณ์ชีวิตของตนเองได้ เพราะบางครั้งเราต้องการสัตว์ประหลาด เพื่อให้เรามีที่ระบาย

การเรียนรายวิชา Dracula ยังสามารถเชื่อมโยงกับประเด็นทางสังคมและเชื้อชาติ Dr.Ancuta ให้นิสิตชมและวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง Nosferatu (2567) ซึ่งมีโทนการต่อต้านชาวยิวแฝงอยู่ (antisemitism) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาแนวความคิดที่เชื่อมโยงลักษณะหน้าตาของ Dracula กับทฤษฎีอาชญวิทยา (criminal anthropology) ของ Cesare Lombroso ที่พยายามอธิบายว่าอาชญากรสามารถระบุได้จากลักษณะภายนอก ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีปัญหาและเต็มไปด้วยอคติทางสังคม

ภาพลักษณ์แวมไพร์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากยุคสมัยที่วรรณกรรมเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว

เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักแดร็กคูลาเท่าแวมไพร์ในหนังเรื่อง Twilight ซึ่งภาพลักษณ์อาจไม่ได้น่ากลัว แต่กลายเป็นตัวละครที่ทุกคนเอาใจช่วย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมเป็นแวมไพร์ที่น่ากลัว กลายเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา Dr.Ancuta กล่าวและว่า ปัจจุบัน แวมไพร์เข้าไปอยู่ในละคร ซีรีส์ เรื่องราวรักๆ ใคร่ๆ มากมาย แสดงว่าในวันนี้เรายอมรับและเห็นใจสัตว์ประหลาดมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมทางสังคม ความเข้าใจเรื่องความหลากหลายและการยอมรับ ความเป็นอื่น” (otherness) มากขึ้น

Dr. Ancuta กล่าวเพิ่มเติมว่า รายวิชานี้มีความเป็นสากลและเกี่ยวข้องกับบริบทเอเชียด้วย นิสิตจะได้วิเคราะห์ภาพลักษณ์ข้ามชาติ (transnational) ของแวมไพร์ โดยดูว่าแวมไพร์ในสื่อที่ไม่ใช่ตะวันตก เช่น ภาพยนตร์เกาหลี อนิเมะญี่ปุ่น มีลักษณะอย่างไรและสะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างไร

ยกตัวอย่างสิ่งมีชีวิตในตำนานของเอเชีย เช่น คูมิโฮ (kumiho) จากเกาหลี ในตอนแรกอาจไม่มีอะไรเหมือนแวมไพร์เลย แต่ในงานเขียนสมัยหลัง รูปลักษณ์อาจถูกดัดแปลงให้ดูเหมือนแวมไพร์ เช่น ดื่มเลือด Dr.Ancuta อธิบายถึงกระบวนการที่เรียกว่า “vampirization” (การทำให้เป็นแวมไพร์)

ในบริบทไทยอาจไม่มีแวมไพร์แบบที่เป็นสากล แต่ ผีไทย ก็มีลักษณะบางอย่างที่อาจมาจากกระบวนการทำให้เป็นแวมไพร์ (vampirized)

ผีไทยกินไส้ กินขี้ไคล ไม่ได้ดูดเลือดแบบแวมไพร์ แต่มีลักษณะที่ใกล้เคียง คนเลยมักบอกว่า เหมือนแวมไพร์’ แต่ไม่ใช่แวมไพร์ การเปรียบเทียบนี้จะช่วยให้นิสิตเห็นความเป็นสากลของแนวคิดเรื่องสัตว์ประหลาด แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจว่าแต่ละวัฒนธรรมมีวิธีการแสดงออกถึงความกลัวและความเชื่อที่แตกต่างกันไป

แม้ปัจจุบัน AI จะเข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอนและการประเมินผล แต่สำหรับรายวิชานี้ Dr. Ancuta เน้นให้นิสิตลดการพึ่งพา AI และกลับมาฝึกฝนทักษะภายในของตัวเอง

การมอบหมายงานให้นิสิตในยุค AI จึงต้องคิดงานที่ไม่ให้นิสิตนำ AI เข้ามาช่วย เพื่อให้เขาได้เรียนรู้วิธีคิดเอง ดังนั้นการเรียนจะต้องตัดงานเรียงความ (essay) แบบดั้งเดิมออก แต่จะเน้นการวิเคราะห์แทน ส่วนการประเมินผลก็มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งจะเน้นงานที่แสดงความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก นอกจากนี้ ด้วยความที่แวมไพร์ ยังไม่มีองค์ความรู้ตายตัวแบบวิชาอื่น” จึงเป็นข้อดีที่ทำให้ผู้เรียนต้องพึ่งการคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยงความรู้จากศาสตร์ต่างๆ ด้วยตัวเอง” 

Dr.Ancuta กล่าวด้วยความภูมิใจว่า รายวิชา “Dracula and Modern Culture” เป็นหนึ่งในรายวิชาที่ดึงดูดผู้สนใจเข้าศึกษาในหลักสูตร BALAC ความนิยมในรายวิชานี้สะท้อนว่าการออกแบบหลักสูตรที่กล้าแตกต่างและมีเอกลักษณ์สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและสังคม และการใช้แวมไพร์เป็นเครื่องมือในการศึกษาวัฒนธรรม ไม่เพียงทำให้เนื้อหาน่าสนใจและเข้าถึงง่าย แต่ยังช่วยให้นิสิตเห็นว่าการศึกษามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์นั้นเกี่ยวข้องและมีความหมายในโลกร่วมสมัยอย่างไร

เมื่อ Dracula ก้าวออกจากเงามืด สู่ห้องเรียนที่จุฬาฯ เขาไม่ได้มาเพื่อดูดเลือด แต่มาเพื่อส่องสว่างให้นิสิตเห็นถึงความซับซ้อนของสังคมมนุษย์ ความกลัว ความปรารถนา และความหวังของเรา ท้ายที่สุดแล้ว แวมไพร์ที่เราศึกษาไม่ใช่สัตว์ประหลาดจากนิยาย แต่คือสิ่งสะท้อนกลับมาจากกระจกเงาของวัฒนธรรม

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อในหลักสูตร BALAC หรือต้องการเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับรายวิชา Dracula and Modern Culture สามารถติดตามข้อมูลได้จากเว็บไซต์หลักสูตร BALAC คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย https://www.arts.chula.ac.th/balac/ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://asiangothic.houseoftoyols.com เพื่อสำรวจโลกแห่งแวมไพร์และวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่น่าสนใจ

สกู๊ปพิเศษ : ปักหมุด!วันเด็ก’69พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ

สกู๊ปพิเศษ : ปักหมุด!วันเด็ก’69พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ

สกู๊ปพิเศษ : ปักหมุด!วันเด็ก’69พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.16 น.

สกู๊ปพิเศษ : ปักหมุด!วันเด็ก’69พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชวนน้องๆ เด็กและเยาวชน พร้อมผู้ปกครอง เที่ยวงาน วันเด็กแห่งชาติ “เมล็ดพันธุ์ของพระราชา” ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00  น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และปลูกฝังคุณค่าการพึ่งพาตนเองผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบที่สนุกสนาน และลงมือปฏิบัติจริง เสริมทักษะ สร้างประสบการณ์ความสุขในวิถีเกษตรและการพึ่งตนเอง กิจกรรมภายในงานมุ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทยด้านการเกษตร ควบคู่กับการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ผ่านรูปแบบ Walk Rally วิถีเกษตร กว่า 30 ฐาน ครอบคลุมทั้งกิจกรรมความสนุกหรรษา ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมลุ้นรับของรางวัลตลอดงาน

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดเผยว่า พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ ความมีระเบียบวินัย เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ผ่านการเล่น และลงมือทำ ฝึกทักษะการใช้จินตนาการอย่างสร้างสรรค์ และเรียนรู้การแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เพื่อที่จะเติบโตอย่างมั่นคง พึ่งพาตนเองได้ และเป็นกำลังหลักสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยในปีนี้จัดเต็มความสนุกสนานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมาภายใต้แนวคิด “เด็กไทยหัวใจเกษตร” ที่พร้อมใจกันมาร่วมแจกจ่ายความสนุก และของรางวัล

ภายในงานวันเด็กแห่งชาติ “เมล็ดพันธุ์ของพระราชา” วันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 สนุกจัดเต็ม และสอดแทรกสาระความรู้การเกษตร พร้อมลงมือปฏิบัติจริง กิจกรรมเด่น อาทิ จักรยานสูบน้ำ ต่อวงจรโซลาร์เซลล์ พลังงานเท้าเหยียบ บิงโกเกษตร บันไดงู นาปาเป้า หนูน้อยจ่ายตลาด  คีบเมล็ดพันธุ์ รวมถึงกิจกรรมเอาใจเด็กรุ่นใหม่กับเกมแบบเทคโนโลยีดิจิทัล ชวนตะลุยภารกิจ ตอบคำถาม Kahoot ตะลุย VR 1 ไร่ พึ่งตนเองบนโลกเสมือนจริง จับคู่ดูดู้บัฟ สำหรับน้องๆ หนูๆ อายุต่ำกว่า 4 ขวบ เราก็มีโซนฐานกิจกรรมให้ได้ลองประลองทักษะ และกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ พร้อมรับของรางวัลมากมายกว่า 30 ฐาน และลุ้นรางวัลใหญ่กลับบ้านทุกชั่วโมง

นอกจากนี้ยังเปิดเข้าชมฟรีพิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม และพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พร้อมรับชมภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชัน 3 มิติ 14 รอบ ตลอดทั้งวัน เต็มอิ่มอร่อยกับอาหารคาวหวาน และช่วงเวลา 08.00 น. พบกับกิจกรรมพิเศษ “ฝนหลวงโปรยยิ้ม” พร้อมแจกของรางวัลจากเครื่องบินฝนหลวง…ลุ้นรับรางวัลใหญ่

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เชื่อว่าเด็กทุกคน คือ “เมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง” ที่รอการดูแล บ่มเพาะ และเติมเต็มด้วยความรู้ คุณค่า และแรงบันดาลใจ งานวันเด็กแห่งชาติ “เมล็ดพันธุ์ของพระราชา” จึงเป็นมากกว่าพื้นที่แห่งความสนุก หากคือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่หล่อหลอมหัวใจและความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชน ให้เติบโตอย่างอ่อนโยนแต่มั่นคง มีรากฐานแห่งคุณธรรม มีภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิต และสามารถยืนหยัดพึ่งพาตนเองได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลง งานวันเด็กในครั้งนี้จึงเป็นการร่วมกันหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต เพื่อให้เติบโตเป็นพลังสำคัญของสังคมไทยอย่างงดงามและยั่งยืน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูที่ www.wisdomking.or.th หรือ Facebook / Instagram /Line ID : @wisdomkingmuseum

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปราจีนบุรี’ เดินหน้าลดสูญเสียบนถนน ปรับจุดเสี่ยง – ส่งเสริมพฤติกรรมปลอดภัย

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปราจีนบุรี’ เดินหน้าลดสูญเสียบนถนน ปรับจุดเสี่ยง - ส่งเสริมพฤติกรรมปลอดภัย

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปราจีนบุรี’ เดินหน้าลดสูญเสียบนถนน ปรับจุดเสี่ยง – ส่งเสริมพฤติกรรมปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ย้อนไปเมื่อเดือน เม.ย. 2568 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และภาคีเครือข่ายอีกหลายองค์กร จัดงานแถลงข่าว “ปราจีนยืนหนึ่ง ถนนปลอดภัย อุ่นใจด้วยการประกันภัย” ภายใต้ “โครงการสร้างพื้นที่ต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน และการรณรงค์ประกันภัยรถภาคบังคับ ปี 2568” ซึ่งในเวลานั้น “ทีมงาน นสพ.แนวหน้า ได้นำเสนอข่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง (สกู๊ปแนวหน้า : ลดความสูญเสียบนถนน เป้าที่ท้าทายของ‘ปราจีนบุรี’ , หน้า 5 ฉบับวันเสาร์ที่ 26 เม.ย. 2568)

สืบเนื่องจาก จ.ปราจีนบุรี เป็นอีกหนึ่งเส้นทางเชื่อมสำคัญระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) กับภาคตะวันออก ที่เป็นทั้งแหล่งอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว อีกทั้งใน จ.ปราจีนบุรี เองยังเป็นที่ตั้งของ “นิคมอุตสาหกรรม 304” หรือสวนอุตสาหกรรม 304 ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ ปริมาณการสัญจรผ่านไป – มาจึงค่อนข้างหนาแน่น โดยเฉพาะ “ภาคการขนส่ง” ทั้งส่งสินค้าและส่งผู้โดยสาร ทำให้ “ความปลอดภัยทางถนน” เป็นประเด็นที่ทางจังหวัดให้ความสำคัญ

ล่าสุดเมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา คณะทำงานโครงการดังกล่าวได้จัดแถลงข่าว “ปราจีนยืนหนึ่ง สรุป และต่อยอดถนนปลอดภัย” โดย สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ TDRI ฉายภาพสถานการณ์เสี่ยงใน จ.ปราจีนบุรี ว่า หลังสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 คลี่คลาย ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปี 2567 มีผู้เสียชีวิตเกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึงร้อยละ 19

“อุบัติเหตุหลักๆ ถ้าเราวิเคราะห์ก็จะพบว่าในปราจีนบุรี อำเภอที่มีเหตุค่อนข้างมากอยู่ 4 อำเภอหลัก ก็คือ อ.เมือง อ.ศรีมหาโพธิ อ.กบินทร์บุรี และ อ.นาดี ซึ่งถ้าเรามาเชื่อมโยงกับข้อมูลด้านการประกันภัย เราก็จะพบว่าอุบัติเหตุส่วนใหญ่ผู้เสียชีวิตที่มีมากกว่า 39% ไม่มีประกันภัย ซึ่งตรงนี้ก็เป็นภาระที่คิดว่าเราคงต้องมีการดำเนินงานมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหากลุ่มเสี่ยง รถจักรยานยนต์ และกลุ่มเสี่ยงรถเชิงพาณิชย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้ได้” ผอ.วิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ TDRI ระบุ

เมื่อวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย 1.เยาวชนผู้ใช้จักรยานยนต์  โดยมากเป็นระดับมัธยมและอาชีวศึกษา (อายุ 15 – 19 ปี) พบว่าน้อยคนที่จะมีใบขับขี่และทำประกันภัย 2.กลุ่มแรงงานในนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริเวณใกล้กับสวนอุตสาหกรรม 304 (นิคม 304) มีจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งและมีผู้เสียชีวิตค่อนข้างมาก และ 3.กลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง เพราะ จ.ปราจีนบุรี เป็นทางผ่านเชื่อมต่อระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การดำเนินการเบื้องต้น เช่น “สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย” มีทั้งการประชาสัมพันธ์ผ่าน Spot Radio (สถานีวิทยุกระจายเสียง) เผยแพร่เสียงประชาสัมพันธ์ครอบคลุม 3 อำเภอ เน้นพื้นที่หนาแน่นและมีการสัญจรสูง เช่น สถานศึกษา สวนอุตสาหกรรม 304 และตลาด 304 พลาซ่า การจัดรถแห่ประชาสัมพันธ์วิ่งประชาสัมพันธ์ใน อ.เมืองปราจีนบุรี และศรีมหาโพธิ สัปดาห์ละ 2 วัน (อาทิตย์-จันทร์) เวลา 08.00-16.00 น. สื่อสารตรงถึงประชาชน และผู้ใช้รถใช้ถนน

จัดกิจกรรม Road Safety Week (RSW) ในสถานศึกษา 5 แห่ง 3 อำเภอ อบรมเชิงปฏิบัติการตามฐาน  ประกอบด้วย (1) ไขรหัส พ.ร.บ. (2) Blind Spot (3) หมวกนิรภัย (4) บูธประกันภัย และ (5) วงเสวนา มีการจัดกิจกรรม  Road Safety Day โรงงานขับขี่ปลอดภัยกับสวนฯ 304 อบรมเชิงปฏิบัติการ (1) กิจกรรมวงเสวนา จากวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ และ (2) Workshop สร้างสรรค์แคมเปญกิจกรรมใน โรงงาน ผ่านกรณี Road Safety และประกันภัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

ประกอบด้วย เทศบาลเมืองปราจีนบุรี ที่ว่าการอำเภอศรีมหาโพธิ สํานักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดปราจีนบุรี และสถานศึกษาเป้าหมาย 5 แห่ง สวนอุตสาหกรรม 304 สวนอุตสาหกรรมโรจนะ และตลาด 304 พลาซ่า ผลที่พบคือ 1.การจดจําและเข้าใจ ผู้เข้าร่วมใน 3 อำเภอ (5 สถานศึกษา และ 1 สวนอุตสาหกรรม) สามารถจดจําข้อความและ เข้าใจเนื้อหาสื่อประชาสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี

2.การตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ผู้เข้าร่วมรับทราบสื่อและพร้อมเปลี่ยนแปลง พฤติกรรม มีการประเมินเห็นผลการเปลี่ยนแปลงจริงในสถานศึกษา และ 3.การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กิจกรรม Road Safety Week และ Road Safety Day สร้างการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้เข้าร่วมและผู้เชี่ยวชาญ ได้ความรู้ ความตระหนัก และความสนุก ขณะที่เมื่อเจาะเป็นกลุ่มเป้าหมาย “กลุ่มนักเรียน – นักศึกษา” ร้อยละ 95 ผ่านเกณฑ์ประเมินความรู้ ด้านความปลอดภัยใน การเดินทางและประกันภัย พ.ร.บ.

มีการสวมหมวกนิรภัย เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 และมีความตั้งใจจะเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการหมวกนิรภัยในอนาคตเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 อีกทั้งการทํา พ.ร.บ. ใน 5 สถานศึกษาเพิ่มขึ้น มีผู้ทำ พ.ร.บ. เพิ่มทั้งหมดร้อยละ 39 ซึ่งจริงๆ แล้วราคาประกันภัยภาคบังคับก็ไม่แพง แต่ที่ไม่ทำก็เพราะอาจขาดความตระหนักรู้ ส่วน “กลุ่มคนวัยทำงาน” พนักงานในสถานประกอบการมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน วางแผนที่จะถ่ายทอดความรู้ผ่านการ บอกต่อ สื่อสาร และประชาสัมพันธ์ พนักงานในสถานประกอบการที่รับสื่อโครงการฯ จดจําข้อความได้ ทําให้แนวโน้มการเปลี่ยน พฤติกรรมการขับขี่ดีขึ้น สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่ ไม่ใช้ความเร็วเกินกำหนดในเขตชุมชน

ส่วน “มาตรการในอนาคต” ที่คณะทำงานอยากส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการในปี 2569 – 2570 อาทิ 1.สนับสนุนการทำใบขับขี่ในกลุ่มนักเรียน – นักศึกษา เนื่องจากพบว่า เยาวชนอายุ 15 – 19 ปีที่เกิดอุบัติเหตุ ร้อยละ 90 ไม่มีใบขับขี่ 2.ชะลอความเร็วในจุดเสี่ยง โดยเฉพาะบริเวณ “ศาลเจ้าพ่อปู่โทน” บนถนน 304 ฝั่งขาล่อง เนื่องจากพบว่า ร้อยละ 82 ของรถบัสและรถบรรทุกมักเกิดอุบัติเหตุที่จุดนี้ ,  ถนน 304 บริเวณ “หน้านิคมฯ กบินทร์บุรี” ที่มีการตัดการจราจรค่อนข้างสูง , “ถนนปราจีนอนุสรณ์” อ.เมือง จุดที่ผ่านหน้าสถานศึกษา มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง 

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนใน 2 ปีถัดไป 1.บูรณาการเข้ากับแผนจังหวัด เสนอให้จังหวัดปราจีนบุรีบรรจุโครงการฯ เข้ากับนโยบายและ ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยทางถนนระดับจังหวัดอย่างเป็นทางการหรือผ่านศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) และ คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) จังหวัดปราจีนบุรี 2.สร้างเครือข่ายความร่วมมือรัฐ-เอกชน ภาคธุรกิจประกันภัยเดินหน้ากิจกรรม CSR ด้านความปลอดภัย ทางถนนในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยมี คปภ. เป็นผู้ประสานระหว่าง ธุรกิจประกันภัยและจังหวัด

3.ใช้กลไกกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุ เสนอให้ปรับหลักเกณฑ์การใช้เงินกองทุนทดแทนฯ เพื่อสามารถสนับสนุนมาตรการป้องกันอุบัติเหตุได้มากขึ้น และ 4.พัฒนาระบบข้อมูลและนวัตกรรมเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา สนับสนุนการบูรณาการฐานข้อมูลอุบัติเหตุ ข้อมูลกรมธรรม์ และข้อมูลเคลมประกันภัยเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์ต่อการ วิเคราะห์แก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและแม่นยำ

“ถ้าทำเสร็จตามแผนที่เราคาดการณ์ไว้ ในปี 2569 และ 2570 เราคาดว่าจะลดผู้เสียชีวิตได้ตลอด 3 ปีของโครงการอย่างน้อยประมาณ 126 คน ซึ่งก็จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้ การบาดเจ็บควรต้องลดลง และแน่นอนมูลค่าความสูญเสียตลอด 3 ปีน่าจะลดได้หลักหลายร้อยล้านบาท เพราะชีวิตหนึ่งทาง TDRI เคยประเมินไว้ 1 ชีวิตมูลค่าต้องไม่น้อยกว่า 7 – 8 ล้านบาท ฉะนั้นนี่คือผลที่เราคาดหวัง” สุเมธ กล่าว

เสียงสะท้อนจากคนทำงานในพื้นที่และผู้สนับสนุน ธนพล จรัลวณิชวงศ์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า หลังได้รับทราบข้อมุลและดำเนินการแก้ไขจุดเสี่ยงต่างๆ พบสถิติการเกิดอุบัติเหตุลดลง ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือและพร้อมขับเคลื่อนการเป็นจังหวัดต้นแบบ โดยมีตัวชี้วัด 4 ด้าน 1.พฤติกรรม อัตราการสวมหมวกนิรภัยเพิ่มขึ้น ขับขี่ชะลอความเร็วในเขตชุมชน 2.ผลลัพธ์ในภาพรวมของโครงการ อัตราการเกิดอุบัติเหตุลดลง อัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุลดลง พื้นที่เสี่ยงได้รับการปรับปรุงแก้ไขทางกายภาพ

“เรื่องที่ 3 เกี่ยวกับการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ที่ผ่านมาโครงการนี้ก็เกิดการกระตุ้นทำให้เกิดการทำงานร่วมกันมากขึ้นในทุกภาคส่วนของจังหวัด ทั้งส่วนกลางแล้วก็จังหวัดเอง แล้วก็อำเภอและท้องถิ่น ซึ่งก็เป็นการประสานการทำงานใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะร่วมสร้างถนนที่ปลอดภัย มีการนำฐานข้อมูลต่างๆ ที่มีมาบูรณาการแล้วก็มาวิเคราะห์ร่วมกันว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไร แล้วก็ในประเด็นสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทุกคนก็ตระหนักถึงความสำคัญของการลดปัญหาอุบัติเหตุ และมองว่าการทำ พ.ร.บ.ภาคบังคับเป็นเรื่องปกติ” ธนพล กล่าว

เอกชัย ศรีสุยิ่ง รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี เปิดเผยว่า จากจำนวนนักศึกษา 3,500 คน ใช้จักรยานยนต์ถึงร้อยละ 30 หรือราว 1,000 คัน ซึ่งทางวิทยาลัยฯ และภาคีเครือข่ายส่งเสริมเรื่องการสวมหมวกนิรภัย และมีผลตอบรับที่ดีขึ้นจากนักศึกษา ส่วนเรื่องการทำใบขับขี่ จุดนี้มีข้อจำกัดเรื่องอายุเนื่องจากบางส่วนยังอายุไม่ถึง 15 ปี ในอนาคตอาจต้องหาแนวทางดูแลกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ส่วนเรื่องการชะลอความเร็ว ต้องหารือกับเครือข่ายเพราะเป็นสภาพแวดล้อมภายนอก และการทำ พ.ร.บ. จะเน้นเรื่องการประชาสัมพันธ์เพิ่มขึ้น

“ในเบื้องต้นที่เราดำเนินการอยู่ก็จะมีคุณครูที่ Standby (เตรียมพร้อม) ในการสังเกตพฤติกรรม ในการตรวจคัดกรองทุกประเภท อาจไม่ใช่แค่หมวกกันน็อกอย่างเดียว รวมทั้งสิ่งที่เรามองว่ามันจะมีผลต่อเรื่องของความปลอดภัยของนักเรียน – นักศึกษาด้วย ตรงนี้ก็ให้ความสำคัญ ในอนาคตแน่นอนอาจมองว่าระบบเทคโนโลยีอาจต้องมีส่วนเข้ามาดำเนินการ เช่น กล้องตรวจจับการสวมหมวก การเปิดไม้กั้นเพื่อเข้าจอดรถได้ ตรงนี้อาจมีเพิ่มเติม” รอง ผอ.วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี กล่าว

พงษ์ศักดิ์ ชีวรัตนพงษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ คปภ. กล่าวว่า เมื่อมีการสูญเสีย หากมีประกันย่อมได้รับการคุ้มครอง แต่มองให้ยั่งยืนกว่านั้นคือหากไม่สูญเสียก็ไม่ต้องมาใช้ประกัน เพราะประกันคือทางสุดท้ายที่เมื่อเกิดแล้วยังได้รับการเยียวยา ซึ่งการลงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ต้องขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดที่เห็นความสำคัญ นับตั้งแต่การแถลงข่าวเมื่อเดือน เม.ย. 2568 ก็ทำงานร่วมกันมาตลอด ขณะเดียวกันก็ใช้วิธีการสื่อสารแบบสองทาง (Two-way) เพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อม

“กิจกรรมที่ TDRI ออกแบบให้เรานั้นเป็นกิจกรรมที่เป็นลักษณะของการสิ่อสารปฏิสัมพันธ์ การลงไปทำกิจกรรมเราไม่ได้บอกท่านต้องสวมหมวกกันน็อก เราไมได้บอกว่าท่านต้องซื้อประกัน พ.ร.บ. แต่เราบอกก่อนว่าถ้าวันนี้ท่านมีหมวกกันน็อกแล้วท่านเกิดอุบัติเหตุ การบาดเจ็บท่านก็จะลดน้อยถอยลงไป หรือวันนี้ท่านประสบอุบัติเหตุแล้วท่านมีประกัน ท่านก็จะได้รับการเยียวยาความคุ้มครองเ เราไปสร้างความเข้าใจแล้วให้เขาเข้าภึงสภาพปัญหาที่แท้จริง เราถึงมาแก้ปัญหาให้ตรงจุดแล้วเกิดความยั่งยืน” พงษ์ศักดิ์ กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : แนะ 7 แนวทางสถาบันศึกษา ปั้นคนให้ตรงกับตลาดแรงงาน

สกู๊ปพิเศษ : แนะ 7 แนวทางสถาบันศึกษา ปั้นคนให้ตรงกับตลาดแรงงาน

สกู๊ปพิเศษ : แนะ 7 แนวทางสถาบันศึกษา ปั้นคนให้ตรงกับตลาดแรงงาน

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สกู๊ปพิเศษ : แนะ 7 แนวทางสถาบันศึกษา ปั้นคนให้ตรงกับตลาดแรงงาน

วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) เปิดผลสำรวจผู้ประกอบการ “Annual Graduate Employer Survey 2025” จากองค์กรชั้นนำ ครอบคลุมภาคเอกชน ภาครัฐ และอาจารย์ที่ปรึกษาบัณฑิตศึกษาต่อต่างประเทศนำ ควบคู่กับผลสำรวจความคิดเห็นบัณฑิตที่จบการศึกษาในปี 2025 พบ 3 เทรนด์ใหญ่ที่ตลาดแรงงานแห่งอนาคตต้องการ ประกอบด้วย  นายจ้าง 93% ให้ความสำคัญกับทักษะ ‘การสื่อสารภาษาอังกฤษ’ สูงสุด และ 90% ต้องการคนที่เข้าใจและสามารถใช้ ‘AI และเครื่องมือดิจิทัลต่างๆ ได้’ โดย 75% ชี้ว่า ‘ความพร้อมทำงานจริงในปีแรก’ สำคัญกว่าเกรด และ 60% กังวลบัณฑิตใหม่ขาดทักษะการจัดการด้านอารมณ์ (emotional intelligence) และสื่อสารในสถานการณ์ที่มีความกดดันสูง พร้อมเสนอ “7 แนวทางปรับตัวของสถาบันการศึกษา เปิด 5 สายอาชีพดาวรุ่ง พร้อมนำร่องปรับ 17 หลักสูตรปั้นบัณฑิตตอบโจทย์ทันที

.พญ.จุฬธิดา โฉมฉาย คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) เปิดเผยข้อมูลจากรายงาน Annual Graduate Employer Survey 2025 ซึ่งรวบรวมความคิดเห็นจากบัณฑิตจำนวน 412 คน ควบคู่กับผู้ประกอบการ และผู้ว่าจ้าง จากองค์กรชั้นนำจำนวน 63 แห่งครอบคลุมอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ธุรกิจบริการ โรงแรม, การให้คำปรึกษา, เทคโนโลยีซอฟต์แวร์ รวมถึงผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ ตลอดจนอาจารย์ที่ปรึกษาของบัณฑิตที่ศึกษาต่อในต่างประเทศ ทั้งสองชุดข้อมูลสะท้อนเทรนด์ความต้องการแรงงานในอนาคต โดยนายจ้างในประเทศไทยให้ความสำคัญกับทักษะหลัก 3 ด้าน ซึ่งจะเป็น “หัวใจของความพร้อมในการทำงาน” ได้แก่ 1.ทักษะการสื่อสารในระดับนานาชาติ (Global Communication) 2.ความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยี AI และดิจิทัล (AI & Digital Literacy) และ 3.ความพร้อมในการทำงานจริงและการปรับตัวในสภาพแวดล้อมการทำงาน (Workplace Readiness)

โดยผลสำรวจพบว่า 93% ของนายจ้าง ระบุว่า ความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาที่สอง เป็นทักษะสำคัญที่สุดในการจ้างงานโดยเฉพาะในองค์กรที่ทำธุรกิจในระดับภูมิภาคและนานาชาติ ต้องการบุคลากรที่สามารถ เข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสามารถสื่อสารอย่างมั่นใจในระดับมืออาชีพ และมีความเคารพในความต่างทางวัฒนธรรม แนวโน้มนี้ชี้ชัดว่า ในปี 2569 มหาวิทยาลัยควรปรับการเรียนการสอนภาษาให้สอดคล้องกับบริบทการทำงานจริง เช่น การนำเสนอ การเจรจา และการทำงานในทีมข้ามวัฒนธรรม Cross Culture)

ในขณะผลสำรวจยังพบอีกว่า 90% ของนายจ้าง คาดหวังให้พนักงานมีความเข้าใจและสามารถใช้ เครื่องมือ AI ใน การวิเคราะห์ข้อมูล และระบบการทำงานแบบดิจิทัล ได้อย่างคล่องแคล่ว ทักษะเหล่านี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะสายเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น ทักษะพื้นฐานของทุกสายอาชีพ ตั้งแต่การตลาด ธุรกิจ ไปจนถึงการบริการ เพราะ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในทุกวัน คนที่ใช้เครื่องมือดิจิทัลและข้อมูลได้ดีจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า ซึ่งข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาคการศึกษาไทยต้องเร่งบูรณาการ ความรู้ด้าน AI และ Data Literacy ในทุกหลักสูตร พร้อมส่งเสริมให้ผู้เรียนเข้าใจการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม

ขณะเดียวกันพบว่ามากกว่า 75% ของนายจ้าง ระบุว่า ความสามารถในการปรับตัวและลงมือทำงานได้จริงในปีแรก เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการประเมินศักยภาพของบัณฑิต มากกว่าผลการเรียนหรือวุฒิการศึกษา นายจ้างจำนวนมากต้องการผู้สมัครที่มีประสบการณ์ ฝึกงาน โครงงานจริง หรือการเรียนรู้จากสถานการณ์ในภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันนายจ้างยังมองว่าความมั่นใจและความฉลาดทางอารมณ์เป็นจุดอ่อนที่ต้องเร่งพัฒนา แม้ว่านายจ้างส่วนใหญ่พึงพอใจกับคุณธรรมและการทำงานเป็นทีมของบัณฑิต

แต่กว่า 60% พบว่าผู้จบการศึกษายังขาด “ความมั่นใจในการสื่อสารและการจัดการอารมณ์ในสถานการณ์กดดัน” นายจ้างมองว่าทักษะด้านจิตใจและอารมณ์เป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำงานในยุคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เนื่องจาก“ทักษะทางเทคนิคทำให้ได้งาน แต่ความฉลาดทางอารมณ์คือสิ่งที่ทำให้คนเติบโตในงาน”  สถาบันการศึกษาควรให้ความสำคัญกับ การพัฒนา Soft Skills เช่น ความมั่นใจ ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ และความฉลาดทางสังคม เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับโลกการทำงานจริง

คณบดี MUIC กล่าวต่อว่า MUIC ได้สรุป 7 แนวทางสำคัญที่สถาบันการศึกษาไทยควรปรับตัวทันที ได้แก่ 1.AI & Data Literacy for All: ฝังทักษะ AI และ Data Analysis ลงในทุกหลักสูตร ไม่จำกัดเฉพาะสายไอที , 2.Work – Integrated Learning (WIL): ผนวกการฝึกงานและเคสจริงจากองค์กร เพื่อลดช่องว่าง เรียนจบแต่ทำงานไม่เป็น” , 3.Global Communication Bootcamp: เน้น “ภาษางาน” (Business Language) ที่ใช้ทำงานจริง เช่น ภาษาเพื่อการนำเสนอ, ภาษาเพื่อการเจรจา, การเขียนอีเมลธุรกิจ และการทำงานในทีมข้ามวัฒนธรรม (Cross-cultural Communication) , 4.Critical Thinking Studio: จัดเวิร์กช็อปแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เช่น Case-based Analysis, Decision Tree & Hypothesis-driven Thinking เพื่อลดปัญหา คิดไม่เป็น ตัดสินใจไม่ชัด , 5.Emotional Resilience & Professional Etiquette: ฝึกการทำงานภายใต้แรงกดดันและความเป็นมืออาชีพ เพื่อเพิ่มวุฒิภาวะ , 6.Career Tracks & Micro-Credentials: ออกแบบเส้นทางทักษะ (Skill Mapping) และใบรับรองทักษะเฉพาะทาง (Micro-Credential Certificates) ที่นายจ้างสามารถเข้าใจ เช่น Data–AI Track, Cybersecurity Track, Digital Hospitality Track, HealthTech Track และ ESG/Sustainability Track และ 7.Language as an Economic Skill: ปรับวิชาภาษาให้เป็น “วิชาทักษะทำงาน” ไม่ใช่เพื่อสอบเท่านั้น แต่เป็นภาษาเพื่อการสื่อสารในงานจริง การสรุปงาน การเจรจา และการนำเสนอ 

ทั้งนี้ MUIC ได้ทำการวิเคราะห์จากข้อมูลข้างต้น และมีข้อสรุปออกมาว่า 5 กลุ่มสายอาชีพที่จะเติบโตสูงใน 5 ปีข้างหน้า ได้แก่ 1.ดิจิทัล – ข้อมูล – AI เช่น นักวิเคราะห์ข้อมูล, วิศวกรข้อมูล, ผู้เชี่ยวชาญด้าน Prompt/Automation 2.ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ / การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านดิจิทัล (Digital Compliance) เช่น นักวิเคราะห์ความปลอดภัยไซเบอร์, ผู้เชี่ยวชาญด้าน GRC (Governance, Risk & Compliance)/Privacy 3.การท่องเที่ยว–บริการเชิงคุณภาพแบบดิจิทัล เช่น การตลาดดิจิทัลในธุรกิจโรงแรม, การออกแบบประสบการณ์ (Experience Design) ให้ผู้เข้าพักประทับใจตั้งแต่ต้นจนจบ 4.การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เน้นการป้องกันและการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน (Healthcare and Wellness) โดยใช้ AI และ เครื่องมือดิจิทัล เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพรายบุคคล, การสื่อสารด้านสุขภาพเฉพาะกลุ่ม และ 5.การปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจและสังคมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากขึ้น (Green transformation) เช่น นักวิเคราะห์และจัดทำรายงานประเมินด้านความยั่งยืนหรือ ESG (Environment, Social & Governance), การจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน)

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว MUIC ได้นำร่องปรับหลักสูตรใหม่ 17 สาขา ครอบคลุมทั้งสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี บริหารธุรกิจ และศิลปศาสตร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อปั้นบัณฑิตให้ ‘พร้อมทำงานจริง‘ (Workplace Readiness) เราได้บูรณาการทักษะจำเป็นแห่งยุค AI และดิจิทัลเข้าไปในหลักสูตร และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านระบบ I-Design Elective ที่นักศึกษาสามารถเลือกเรียนวิชาเสริมเพื่อสร้างทักษะเฉพาะตัว เรามั่นใจว่าบัณฑิตที่จบจากหลักสูตรใหม่นี้จะตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานแห่งอนาคต” ศ.พญ.จุฬธิดา กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : สทน.สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และวัตกรรม’69

สกู๊ปพิเศษ : สทน.สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และวัตกรรม’69

สกู๊ปพิเศษ : สทน.สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และวัตกรรม’69

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.32 น.

ผลงานจากการวิจัย พัฒนาของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล จากการประกวดงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และวัตกรรมปี 2569 ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ชี้เป็นงานวิจัยที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บางผลงานพร้อมนำไปต่อยอดทางอุตสาหกรรม

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. เปิดเผยว่า นอกเหนือจากภารกิจการให้บริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในด้านต่างๆ (เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การแพทย์ สิ่งแวดล้อม) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม  สทน. ยังมีการวิจัยพัฒนาวิชาการและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ

ในแต่ละปีนี้ สทน. ได้ส่งผลงานการวิจัยเข้าร่วมประกวดในเวทีระดับประเทศและต่างประเทศจนได้รับรางวัลมากมาย สำหรับในปีงบประมาณ 2569  มีผลงานการประดิษฐ์คิดค้นและการวิจัยของ สทน. ได้รับรางวัลการประกวดจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จำนวน 7 รางวัล ดังนี้ 1.รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี จำนวน 1 รางวัล เรื่อง “โอ้ซีลีนอร์แคนเซอร์ : นาโนเทคโนโลยีอุบัติใหม่ของซีลีเนียมนาโนไฮบริดที่ทำงานหลากหลายฟังก์ชั่น เป็นตัวนำส่งนาโนอัจฉริยะสำหรับระบบนำส่งยาต้านมะเร็งอย่างทรงประสิทธิภาพ” ผลงานของ ดร.ศักด์ชัย หลักสี และคณะวิจัย 2.ผลงานประดิษฐ์คิดค้น รางวัลเกียรติคุณ จำนวน 1 รางวัล คือ “นวัตกรรมหุ่นยนต์อัจฉริยะต้นทุนต่ำ  สำหรับตรวจวัดรังสีและเก็บกู้วัสดุกัมมันตรังสี เพื่อการจัดการภาวะฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ”  ผลงานของ ดร.กนกรัชต์ ตียพันธ์ และคณะวิจัย และ 3.ผลงานวิจัยรางวัลผลงานคุณภาพ จำนวน 5 รางวัล คือ

3.1 “Zeolite Molecular Sieve (ZMS : นวัตกรรมวัสดุดูดซับสำหรับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน” ( Zeolite Molecular Sieve (ZMS) : An Innovative Adsorbent Material for Carbon Capture and Storage Technologies) ผลงานของ ดร.วิลาสินี กิ่งก้ำ และคณะวิจัย

3.2 ผลงานเรื่อง “บรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุแคปซูลวัสดุกัมมันตรังสีหลังการปรับสภาพกากกัมมันตรังสี ประเภท DC12CAP” ( Packaging for Radioactive Material Capsules After Conditioning of Disused Sealed Radioactive Source (DSRS) Type DC12CAP) ผลงานของ นางอัจฉรา  พัฒนทรัพย์ และคณะวิจัย

3.3 ผลงานเรื่อง “ชวาดอท : คาร์บอนดอทจากกระบวนการรังสีไอออไนซ์สะอาด” (Chawa Dots : Carbon Dots from Water Hyacinth Via Clean Ionizing Radiation) ผลงานของ ผศ.ดร.(พิเศษ) ธนกร แสงทวีสิน และคณะวิจัย

3.4 ผลงานเรื่อง “ระบบตรวจวัดค่าตัวแปรจากภาพ ( Image Processing) เพื่อการประมวลผล และแจ้งเตือนการทำงานที่มีแนวโน้มผิดปกติ” (Intelligent Image Processing System for Real-Time Monitoring and Early Anomaly Detection) ผลงานของ นายกิติศักดิ์  โคมน้อย และคณะวิจัย

และ 3.5 ผลงานเรื่อง “เครื่องสร้างพลาสมาที่สภาวะบรรยากาศแบบทำงานได้สองฟังก์ชั่น” ( Dual-Function Atmospheric Pressure Plasma Generator) ผลงานของนายพสิษฐ์  วงษ์หาบุศย์ และคณะวิจัย

“ผลงานการวิจัยดังกล่าว สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ได้หลากหลาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ  ด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม บางผลงานเป็นเทคโนโลยีที่มีความพร้อมในการนำไปพัฒนาต่อยอดในระดับอุตสาหกรรม สามารถปรับขนาดการผลิต (scalability) ได้ง่าย ใช้วัตถุดิบที่มีราคาประหยัด และถูกออกแบบเพื่อรองรับระบบแยกก๊าซในโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และภาคพลังงานหมุนเวียน”  รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : ‘ไทย – จีน’ เป็นครอบครัวเดียวกัน สัญลักษณ์สะท้อนมิตรภาพ 2 ประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : ‘ไทย – จีน’ เป็นครอบครัวเดียวกัน สัญลักษณ์สะท้อนมิตรภาพ 2 ประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : ‘ไทย – จีน’ เป็นครอบครัวเดียวกัน สัญลักษณ์สะท้อนมิตรภาพ 2 ประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คำกล่าวที่ว่า “ไทย-จีนเป็นครอบครัวเดียวกัน” ไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น หากแต่สะท้อนถึงมิตรภาพอันลึกซึ้งระหว่างสองประเทศ ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13 – 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 ซึ่งนับเป็นการเสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์

การเยือนครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ แต่ยังบ่งบอกถึงการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของไทย-จีนสู่ระยะใหม่ ผู้นำจีนระบุว่า จะเสริมสร้างการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ สนับสนุนโครงการสาธารณประโยชน์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมพุทธศาสนาและอวกาศให้ลึกซึ้งขึ้น

ตลอดปีที่ผ่านมา ไทยและจีนได้ลงนามในความตกลงความร่วมมือหลายฉบับเพื่อกระชับความสัมพัมพันธ์ทวิภาคีในเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งสองฝ่ายออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด เศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนาคุณภาพสูง ต่อมาในเดือนเมษายนได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) จำนวน 14 ฉบับ ครอบคลุมปัญญาประดิษฐ์ เทคโน โลยีอวกาศ เกษตรกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งล้วนช่วยยกระดับอุตสาหกรรมไทยและเสริมขีดความสามารถในการแข่งชันระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ โครงการรถไฟความเร็วสูง ระยะที่สองยังมีความคืบหน้าราบรื่น พร้อมให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุก่อสร้างภายในประเทศเป็นหลักสอดคล้องกับนโยบาย “ไทยต้องมาก่อน” และส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” นำประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมมาสู่ประเทศไทย ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและความร่วมมือทางการค้า โครงการรถไฟจีน-ไทยซึ่งเป็นโครงการสำคัญของความริเริ่มนี้ จะเชื่อมไทยลาว และจีนเข้าด้วยกัน เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ เวลาขนส่งสินค้าจะลดจากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง และคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ลงอย่างน้อย 20% ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ราคาสินค้าน้ำเข้าจากจีนมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคไทยได้รับประโยชน์จากสินค้าประจำวัน เช่น โทรศัพท์มือถือถือและเสื้อผ้าในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น แต่ยังสร้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง และกระตุ้นการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมเกษตรในพื้นที่ตามแนวเส้นทาง

ข้อมูลการค้าช่วยยืนยันแนวโน้มเชิงบวกนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในปี 2024 มูลค่าการส่งออกของไทยไปจีนอยู่ที่ 11.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่มาจากผลไม้เมืองร้อน เช่น ทุเรียนและมะม่วง ซึ่งมีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากปีก่อน ช่วยให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นกว่า 30% ด้านการนำเข้าจากจีนส่วนใหญ่เป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร รวมมูลค่ากว่า 80 พันล้านดอลลาร์ การค้ารวมระหว่างสองประเทศเติบโต 10.3% เมื่อเทียบปีต่อปี โดยมูลค่านำเข้าเพิ่มขึ้น 13.8% นอกจากนี้ ข้อมูลระบุว่าในช่วงเก้าเดือนแรกของปี ไทยนำเช้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้น 11.1% เมื่อเทียบปีต่อปี

ในด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ก็มีบทบาทสำคัญเช่นเดียวกัน จีนให้คำมั่นว่าจะผลักดันความร่วมมือไทย-จีนสู่ “ยุคทอง” และในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 การลงทุนและมูลค่าสัญญาจากจีนในไทยยังเติบโตต่อเนื่อง ช่วยเสริมพลังนวัดกรรมแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของ ไทย นอกเหนือจากด้านเศรษฐกิจแล้ว โครงการนี้ยังส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการศึกษา เยาวชนไทยจำนวนมากเดินทางไปศึกษาต่อที่จีนเพื่อเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ และนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ ขณะเดียว กัน นักท่องเที่ยวและนักลงทุนชาวจีนก็เดินทางเข้าสไทยเพิ่มขึ้น ส่งเสริมความเข้าใจและการเชื่อมโยงสองทางโดยตรง

โดยสรุป โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นหลง” ไม่เพียงสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ยังยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย ทั้งในด้านโอกาสการจ้างงานที่มั่นคงขึ้น ตัวเลือกสินค้าและบริการที่หลากหลายขึ้นและความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่แน่นแฟ้นยิ่ง สะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์เชิงบวกในความร่วมมือภายใต้โลกาภิวัตน์

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2568/69

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2568/69

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2568/69

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่การบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งประจำปี 2568/69  มาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้กรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล โดยจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในทุกกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ ตามลำดับความสำคัญ โดยลำดับแรกเป็นการจัดสรรเพื่อการอุปโภค บริโภค และการประปา  รองลงมาเป็นการจัดสรรเพื่อการรักษาระบบนิเวศทางน้ำ เช่น การผลักดันน้ำเค็ม การขับไล่น้ำเสีย บรรเทาสาธารณภัย จารีตประเพณี และคมนาคม เป็นต้น  อันดับถัดมาเป็นการสำรองน้ำไว้สำหรับการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูฝนซึ่งจะนำไปใช้สำหรับการอุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2569  จากนั้นถึงจะเป็นการจัดสรรเพื่อการเกษตร การอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและการท่องเที่ยวตามลำดับ

สำหรับปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศปีนี้ ณ วันที่ 1 พฤศิกายน 2568  มีปริมาณรวมกันถึง 67,568 ลบ.ม. คิดเป็น 88% ของปริมาณการกักเก็บมากกว่าปีที่แล้ว  4,194 ล้าน ลบ.ม. โดยส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของประเทศมีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักคือ เขื่อนภูมิพล  เขื่อนสิริกิติ์  เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  มีปริมาณรวมกัน 23,941 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 96% ของปริมาณการกักเก็บ มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 2,253 ล้านลบ.ม.  

ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า   ในปีนี้แม้จะเข้าสู่ช่วงการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งประจำปี 2568/69  แล้วก็ตามแต่ก็ยังมีพายุโซนร้อนเกิดขึ้น คือ พายุ “คัลแมกี” (Kalmaegi) ได้เคลื่อนผ่านภาคกลางตอนบน และภาคเหนือ ส่งผลให้ในช่วงวันที่8-9 พ.ย.68 ประเทศไทยบริเวณด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางตอนบน  และภาคเหนือ มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลายแห่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเขื่อนที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ล่าสุด ณ เมื่อวันที่ 20 พ.ย.68 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณรวมกันเพิ่มขึ้นเป็น 69,517 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 91% ของปริมาณการกักเก็บมากกว่าปีที่แล้ว 5,932 ล้าน ลบ.ม. โดยส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักเพิ่มขึ้นรวมกันเป็น 24,581 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 99% ของปริมาณการกักเก็บ มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 2,550 ล้านลบ.ม.   

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำและการปลูกพืชฤดูแล้งปี 2568/69 ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.68 นั้นได้วางแผนจัดสรรน้ำจากปริมาณน้ำต้นทุนจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และแหล่งน้ำอื่นๆ ทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 47,516 ล้านลบ.ม. ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยในส่วนนี้จะสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2569  จำนวน 17,953 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้นจะมีปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อจัดสรรใช้ในกิจกรรมต่างๆในช่วงฤดูแล้งปี 2568/69 จำนวน 29,563 ล้าน ลบ.ม. โดยวางแผนจัดสรรเพื่อการอุปโภคบริโภค 2,748 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 9% ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อรักษาระบบนิเวศ 8,090 ล้าน ลบ.ม. คิด 27% ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อเกษตรกรรม 18,247 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 62%ของปริมาณน้ำต้นทุน ที่เหลือจะจัดสรรเพื่ออุตสาหกรรมและอื่นๆจำนวน 478 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2% ของปริมาณน้ำต้นทุน

ในส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักที่ใช้การได้ในการจัดสรรช่วงฤดูแล้งปี 2568/69 จำนวน 17,745 ล้าน ลบ.ม.(รวมปริมาณน้ำที่จะผันมาจากลุ่มน้ำแม่กลอง 500 ล้านลบ.ม.)  และคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำไหลเข้ามาอีก 2,045 ล้านลบ.ม. โดยจะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2569  จำนวน 6,100 ล้าน ลบ.ม. และใช้ในการระบายน้ำ 4,190 ล้านลบ.ม.  เหลือปริมาณน้ำจัดสรรเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆจำนวน 9,500  ล้าน ลบ.ม.  โดยวางแผนจัดสรรเพื่อการอุปโภคบริโภค 1,150 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 13% ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อรักษาระบบนิเวศ 1,305ล้าน ลบ.ม. คิด 14%  ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อเกษตรกรรม 6,910 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 71%ของปริมาณน้ำต้นทุน ที่เหลือจะจัดสรรเพื่ออุตสาหกรรมและอื่นๆจำนวน 135ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2%  ของปริมาณน้ำต้นทุน

สำหรับการปลูกพืชฤดูแล้งในเขตชลประทาน ได้กำหนดเป้าหมายสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน ในปีนี้กำหนดเป้าหมายทั่วประเทศไว้ที่ 10.73 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปรัง 10.05 ล้านไร่ และพืชไร่-พืชผัก 670,000 ไร่ เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยากำหนดเป้าหมายไว้ที่ 6.35 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปรัง 6.27 ล้านไร่  และพืชไร่-พืชผัก 8,000ไร่  

ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน ยังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ ครอบคลุมพิื้นที่ 3 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ว่า ปริมาณในอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่ 4 แห่ง และขนาดกลาง 12 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกัน ณ วันที่ 20 พ.ย.68 จำนวน 1,177 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 90.75% ของปริมาณการกักเก็บ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี เพียงพอที่จะใช้ในช่วงฤดูแล้งทั้งการผลิตน้ำประปา รักษาระบบนิเวศน์ การเกษตรและภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่เป็นศูนย์กลางในการกระจายน้ำ ขณะนี้มีปริมาณน้ำเต็มความจุ 100% คือ  294 ล้านลบ.ม. เช่นเดียวกับอ่างกับน้ำบางพระ จ.ชลบุรี  มีปริมาณน้ำถึง 116 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 99% ของปริมาณการกักเก็บ

นอกจากนี้พื้นที่ EEC ยังมีโครงข่ายน้ำเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นการสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิต-อ่างเก็บน้ำบางพระ   การสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง-อ่างเก็บน้ำบางพระ การสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล การสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำคลองสะพาน – อ่างเก็บน้ำประแสร์ การสูบผันน้ำจากคลองวังโตนด – อ่างเก็บน้ำประแสร์ และการสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ – อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ซึ่งจะสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ EEC  ในฤดูแล้งปี 2568/69 และช่วงต้นฤดูฝน 2569 ปริมาณน้ำในพื้นที่ EEC จะเพียงพอกับความต้องการทุกภาคส่วนอย่างแน่นอน

 “กรมชลประทานจะติดตามและควบคุมการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล่้งปี 2568/69 ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ พร้อมทั้งจะปฏิบัติตาม 8 มาตรการรับมือฤดูแล้งปี 2568/69 ที่ได้มาจากการถอดบทเรียนจากมาตรการรับมือฤดูแล้งปี 2567/68 และการเปิดรับฟังความคิดเห็นตลอดจนข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบอย่างเคร่งครัด ดังนี้ 1.คาดการณ์ชี้เป้าและแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 2.สร้างความมั่นคงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ 3.กำหนดแผนจัดสรรน้ำและปลูกพืชฤดูแล้ง 4.เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ประหยัดน้ำและลดการสูญเสียน้ำในทุกภาคส่วน 5.เฝ้าระวังและแก้ไขคุณภาพน้ำ 6.เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำของชุมชน-องค์กรผู้ใช้น้ำ 7.สร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์ และ8.ติดตามประเมินผลการดำเนินงาน”  ดร.ธเนศร์ กล่าว

ทั้งนี้ จากปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ ผนวกกับแผนบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ปีนี้ประเทศไทยจะมีน้ำเพียงพอใช้ในฤดูแล้งปี 2568/69 และช่วงต้นฤดูฝนปี 2569 อย่างแน่นอน

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2568/69

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2568/69

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2568/69

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.48 น.

ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่การบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งประจำปี 2568/69  มาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้กรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล โดยจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในทุกกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ ตามลำดับความสำคัญ โดยลำดับแรกเป็นการจัดสรรเพื่อการอุปโภค บริโภค และการประปา  รองลงมาเป็นการจัดสรรเพื่อการรักษาระบบนิเวศทางน้ำ เช่น การผลักดันน้ำเค็ม การขับไล่น้ำเสีย บรรเทาสาธารณภัย จารีตประเพณี และคมนาคม เป็นต้น  อันดับถัดมาเป็นการสำรองน้ำไว้สำหรับการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูฝนซึ่งจะนำไปใช้สำหรับการอุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2569  จากนั้นถึงจะเป็นการจัดสรรเพื่อการเกษตร การอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและการท่องเที่ยวตามลำดับ

สำหรับปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศปีนี้ ณ วันที่ 1 พฤศิกายน 2568  มีปริมาณรวมกันถึง 67,568 ลบ.ม. คิดเป็น 88% ของปริมาณการกักเก็บมากกว่าปีที่แล้ว  4,194 ล้าน ลบ.ม. โดยส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของประเทศมีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักคือ เขื่อนภูมิพล  เขื่อนสิริกิติ์  เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  มีปริมาณรวมกัน 23,941 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 96% ของปริมาณการกักเก็บ มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 2,253 ล้านลบ.ม.  

ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า   ในปีนี้แม้จะเข้าสู่ช่วงการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งประจำปี 2568/69  แล้วก็ตามแต่ก็ยังมีพายุโซนร้อนเกิดขึ้น คือ พายุ “คัลแมกี” (Kalmaegi) ได้เคลื่อนผ่านภาคกลางตอนบน และภาคเหนือ ส่งผลให้ในช่วงวันที่8-9 พ.ย.68 ประเทศไทยบริเวณด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางตอนบน  และภาคเหนือ มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลายแห่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเขื่อนที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ล่าสุด ณ เมื่อวันที่ 20 พ.ย.68 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณรวมกันเพิ่มขึ้นเป็น 69,517 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 91% ของปริมาณการกักเก็บมากกว่าปีที่แล้ว 5,932 ล้าน ลบ.ม. โดยส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักเพิ่มขึ้นรวมกันเป็น 24,581 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 99% ของปริมาณการกักเก็บ มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 2,550 ล้านลบ.ม.   

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำและการปลูกพืชฤดูแล้งปี 2568/69 ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.68 นั้นได้วางแผนจัดสรรน้ำจากปริมาณน้ำต้นทุนจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และแหล่งน้ำอื่นๆ ทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 47,516 ล้านลบ.ม. ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยในส่วนนี้จะสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2569  จำนวน 17,953 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้นจะมีปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อจัดสรรใช้ในกิจกรรมต่างๆในช่วงฤดูแล้งปี 2568/69 จำนวน 29,563 ล้าน ลบ.ม. โดยวางแผนจัดสรรเพื่อการอุปโภคบริโภค 2,748 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 9% ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อรักษาระบบนิเวศ 8,090 ล้าน ลบ.ม. คิด 27% ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อเกษตรกรรม 18,247 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 62%ของปริมาณน้ำต้นทุน ที่เหลือจะจัดสรรเพื่ออุตสาหกรรมและอื่นๆจำนวน 478 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2% ของปริมาณน้ำต้นทุน

ในส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักที่ใช้การได้ในการจัดสรรช่วงฤดูแล้งปี 2568/69 จำนวน 17,745 ล้าน ลบ.ม.(รวมปริมาณน้ำที่จะผันมาจากลุ่มน้ำแม่กลอง 500 ล้านลบ.ม.)  และคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำไหลเข้ามาอีก 2,045 ล้านลบ.ม. โดยจะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2569  จำนวน 6,100 ล้าน ลบ.ม. และใช้ในการระบายน้ำ 4,190 ล้านลบ.ม.  เหลือปริมาณน้ำจัดสรรเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆจำนวน 9,500  ล้าน ลบ.ม.  โดยวางแผนจัดสรรเพื่อการอุปโภคบริโภค 1,150 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 13% ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อรักษาระบบนิเวศ 1,305ล้าน ลบ.ม. คิด 14%  ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อเกษตรกรรม 6,910 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 71%ของปริมาณน้ำต้นทุน ที่เหลือจะจัดสรรเพื่ออุตสาหกรรมและอื่นๆจำนวน 135ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2%  ของปริมาณน้ำต้นทุน

สำหรับการปลูกพืชฤดูแล้งในเขตชลประทาน ได้กำหนดเป้าหมายสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน ในปีนี้กำหนดเป้าหมายทั่วประเทศไว้ที่ 10.73 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปรัง 10.05 ล้านไร่ และพืชไร่-พืชผัก 670,000 ไร่ เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยากำหนดเป้าหมายไว้ที่ 6.35 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปรัง 6.27 ล้านไร่  และพืชไร่-พืชผัก 8,000ไร่  

ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน ยังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ ครอบคลุมพิื้นที่ 3 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ว่า ปริมาณในอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่ 4 แห่ง และขนาดกลาง 12 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกัน ณ วันที่ 20 พ.ย.68 จำนวน 1,177 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 90.75% ของปริมาณการกักเก็บ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี เพียงพอที่จะใช้ในช่วงฤดูแล้งทั้งการผลิตน้ำประปา รักษาระบบนิเวศน์ การเกษตรและภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่เป็นศูนย์กลางในการกระจายน้ำ ขณะนี้มีปริมาณน้ำเต็มความจุ 100% คือ  294 ล้านลบ.ม. เช่นเดียวกับอ่างกับน้ำบางพระ จ.ชลบุรี  มีปริมาณน้ำถึง 116 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 99% ของปริมาณการกักเก็บ

นอกจากนี้พื้นที่ EEC ยังมีโครงข่ายน้ำเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นการสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิต-อ่างเก็บน้ำบางพระ   การสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง-อ่างเก็บน้ำบางพระ การสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล การสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำคลองสะพาน – อ่างเก็บน้ำประแสร์ การสูบผันน้ำจากคลองวังโตนด – อ่างเก็บน้ำประแสร์ และการสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ – อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ซึ่งจะสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ EEC  ในฤดูแล้งปี 2568/69 และช่วงต้นฤดูฝน 2569 ปริมาณน้ำในพื้นที่ EEC จะเพียงพอกับความต้องการทุกภาคส่วนอย่างแน่นอน

 “กรมชลประทานจะติดตามและควบคุมการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล่้งปี 2568/69 ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ พร้อมทั้งจะปฏิบัติตาม 8 มาตรการรับมือฤดูแล้งปี 2568/69 ที่ได้มาจากการถอดบทเรียนจากมาตรการรับมือฤดูแล้งปี 2567/68 และการเปิดรับฟังความคิดเห็นตลอดจนข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบอย่างเคร่งครัด ดังนี้ 1.คาดการณ์ชี้เป้าและแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 2.สร้างความมั่นคงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ 3.กำหนดแผนจัดสรรน้ำและปลูกพืชฤดูแล้ง 4.เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ประหยัดน้ำและลดการสูญเสียน้ำในทุกภาคส่วน 5.เฝ้าระวังและแก้ไขคุณภาพน้ำ 6.เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำของชุมชน-องค์กรผู้ใช้น้ำ 7.สร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์ และ8.ติดตามประเมินผลการดำเนินงาน”  ดร.ธเนศร์ กล่าว

ทั้งนี้ จากปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ ผนวกกับแผนบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ปีนี้ประเทศไทยจะมีน้ำเพียงพอใช้ในฤดูแล้งปี 2568/69 และช่วงต้นฤดูฝนปี 2569 อย่างแน่นอน

สกู๊ปพิเศษ : สกสว.ผนึกเชียงรายจัดแพคเกจวาระแห่งชาติ ‘โซ่ข้อกลาง’ จัดทัพสู้ภัยพิบัติ 3 ประเด็นใหญ่

สกู๊ปพิเศษ : สกสว.ผนึกเชียงรายจัดแพคเกจวาระแห่งชาติ ‘โซ่ข้อกลาง’ จัดทัพสู้ภัยพิบัติ 3 ประเด็นใหญ่

สกู๊ปพิเศษ : สกสว.ผนึกเชียงรายจัดแพคเกจวาระแห่งชาติ ‘โซ่ข้อกลาง’ จัดทัพสู้ภัยพิบัติ 3 ประเด็นใหญ่

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สกสว.ผนึกกำลังจังหวัดเชียงราย กางแผน ววน. สู้ภัยพิบัติ 3 ประเด็นใหญ่ รับหน้าที่ ‘โซ่ข้อกลาง’  รวมแพคเกจวาระแห่งชาติแก้ปัญหาน้ำ-แผ่นดินไหว-สารพิษแม่น้ำกก ทำงานเชื่อมโยงกับจังหวัดและทุกภาคส่วน หวังลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินให้ได้มากที่สุด

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำโดย ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ร่วมกับนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมและแถลงข่าวทิศทางการใช้ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อรับมือและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติในพื้นที่จังหวัดเชียงรายอย่างบูรณาการ โดยเน้นแพคเกจวาระแห่งชาติใน 3 ประเด็นหลัก คือ การแก้ปัญหาน้ำท่วม/น้ำแล้ง การสร้างองค์ความรู้ด้านแผ่นดินไหว และปัญหาเร่งด่วนคือ สารพิษในแม่น้ำกก เพื่อผลักดันให้เชียงรายเป็นต้นแบบการจัดการภัยพิบัติด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดย สกสว.จะเป็น “โซ่ข้อกลาง” สำคัญในการขับเคลื่อนระบบ ววน. ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อป้องกันและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติใน จ.เชียงราย ถ่ายทอดองค์ความรู้ เสริมอาวุธให้กับประชาชน และเป็นพี่เลี้ยงให้คนที่อยู่หน้างานเตรียมพร้อมสำหรับการแก้ปัญหา รับมือภัยพิบัติ สร้างทักษะที่จำเป็นให้ทุกภาคส่วนและประชาชนมีความพร้อมและปลอดภัยจากภัยพิบัติ เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการต่อยอดจากระบบ ววน. โดยมีปัญหาของพื้นที่เป็นตัวตั้ง สู่การปฏิบัติของจังหวัดเชียงรายต่อไปเพื่อเป้าหมาย “Disaster Resilient City” (เมืองแห่งการปรับตัวเพื่อรับมือภัยพิบัติ)

“สกสว.ในฐานะเลขานุการของกองทุน ววน. จะเชื่อมโยงหน่วยนโยบายและหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ พร้อมนำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาสร้างแพลตฟอร์มให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์ เช่น สนับสนุนข้อมูลจากกรมประมง งานวิจัยด้านสารพิษ และการซื้อขาย เพื่อสร้างแอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ที่ประชาชนสามารถรับรู้ระดับสารปนเปื้อนในลำน้ำสาขา และจะสามารถบริโภคปลาชนิดใดได้อย่างปลอดภัยหรือมีความเสี่ยง เพื่อสร้างความมั่นใจในการบริหารจัดการสารพิษในแม่น้ำ นอกจากนี้จะขับเคลื่อนการทำงานแบบบูรณาการโดยกำหนดทิศทางและนโยบายของกองทุน ววน. รวมถึงจัดทำแผนปฏิบัติการกลางแบบบูรณาการ ประสานงานกับทุกภาคส่วน เพื่อปฏิบัติการอย่างรวดเร็วและทันท่วงที โดยตั้งงบประมาณเพื่อการรับมือภัยพิบัติทั้งการสร้างองค์ความรู้และหน้างานไม่ต่ำกว่าพันล้านบาทต่อปี” ศ. ดร.สมปองกล่าว

ขณะที่ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จ.เชียงรายประสบปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ค่อนข้างมาก ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง แผ่นดินไหว และสารปนเปื้อนในลำน้ำต่างๆ ซึ่งแผนเตรียมการป้องกันที่ผ่านมายังไม่สมบูรณ์ คณะวิจัยจึงนำประเด็นเหล่านี้ไปศึกษาวิจัยเพื่อเป็นข้อมูลทางวิชาการของเชียงรายและขยายสู่ระดับภาคเหนือ ซึ่งจังหวัดจะนำมาเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการภัยเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมเข้าสู่ศูนย์ข้อมูล PDOSS (ศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติ) เพื่อให้การบริหารงานในปีต่อไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ระบบแจ้งเตือนภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ผ่าน Cell Broadcast ครอบคลุมเกือบทุกภัยแล้ว แต่หากจังหวัดมีระบบแจ้งเตือนภัยของเราเองจะใกล้ชิดและเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น ซึ่งมูลค่าความเสียหายจากน้ำท่วมที่เคยเกิดขึ้นประเมินไว้สูงถึง 3 พันกว่าล้านบาท และอาจเกินแสนล้านหากรวมสิ่งปลูกสร้างและถนนหนทางทั้งหมด

ด้าน นายก อบจ.เชียงราย เผยว่า การบูรณาการร่วมกับนักวิจัยและ สกสว. ทำให้เห็นภาพ One Plan One Map ที่นำไปสู่การวิจัยสาเหตุของปัญหาต่างๆ และจัดทำแผนแก้ไขปัญหาส่งให้ภาครัฐแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดย อบจ.จะนำแผนภาพรวมนี้ไปจัดทำ Master Plan ระดับจังหวัด เพื่อนำส่งต่อภาครัฐในการจัดสรรงบประมาณได้อย่างถูกต้อง และนำข้อมูลส่งต่อให้พี่น้องประชาชนผ่านศูนย์ PDOSS ที่ อบจ. ร่วมดำเนินการกับจังหวัดผ่านแอปพลิเคชันเพื่อการแจ้งเตือนภัย การดูแล และการเยียวยาอย่างทันท่วงที

ในส่วนของภาควิชาการ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังน้ำท่วมปลายปี 2567 ได้นำวิศวกรอาสาเข้าสำรวจพื้นที่พบว่ามีความเสียหายของอาคารบ้านเรือนกว่า 1,700 หลัง ช่วยให้การเบิกจ่ายเงินเยียวยาเป็นไปอย่างทันท่วงที แต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้คือรูปแบบความเสียหายจากภัยพิบัติ เพื่อปรับปรุงยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างให้ทนทานต่อน้ำ รวมถึงระบบเตือนภัยจากข้อมูลที่ดี และมีเซนเซอร์ตรวจจับที่ช่วยให้ชี้เป้าได้

ขณะที่ รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมตามเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง กล่าวเสริมว่า แม้จะมีแผนแม่บททรัพยากรน้ำ แต่การวิจัยจะเข้ามาเสริมให้การแก้ปัญหาให้ครบวงจรโดยเฉพาะการพยากรณ์ล่วงหน้า ซึ่งปัญหาภัยพิบัติทั้งหมดจะต้องถูกกำหนดทิศทางและวงเงินในการรับมือควบคู่กับโอกาสที่จะเกิดภัยพิบัติ ภายใต้ขอบเขตที่ ววน. จะสามารถนำไปขับเคลื่อนได้เพื่อป้องกันอุบัติภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น