สกู๊ปพิเศษ : ค้นใจ ‘ดารา’ สงกรานต์นี้ อยากสาดน้ำประแป้งใคร!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/265064

วันพฤหัสบดี ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2560, 14.18 น.

เต้ย-พงศกร

“พี่แต้ว (ณฐพร เตมีรักษ์) ครับ เผื่อว่าเอาแป้งไปประ “เจ้าแม่นาคี” แล้วจะมีเลขขึ้น เอาไปซื้อหวยแล้วถูกหวยอีก แฮปปี้เลยครับ”

ป๋อ-ณัฐวุฒิ

“ผมอยากสาดน้ำประแป้ง ซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ครับ เพราะซิโก้ ถือเป็นแรงบันดาลใจของผมในการทำงาน ด้วยอายุอานามก็แก่กว่ากันไม่มาก แล้วเราเห็นพี่โก้มาตั้งแต่สมัยเป็นนักฟุตบอล เป็นฮีโร่มาตลอด จนพี่โก้มาเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ก็พาไทยไปถึงดวงดาวได้หลายดวงแล้ว และแน่นอนดาวดวงที่ไกลที่สุดก็คือฟุตบอลโลก เรายังไปไม่ถึง แต่พี่โก้เลือกเส้นทางของเขาเองซะก่อน ก็ไม่เป็นไรครับ ผมจึงอยากไปรดน้ำดำหัวให้กำลังใจพี่โก้ในช่วงวันสงกรานต์นี้ อยากบอกพี่เขาว่า ไม่ว่าพี่จะตัดสินใจในทิศทางใดก็แล้วแต่ ก็ยังมีคนไทยอีกมากมาย เรียกได้ว่าเกือบทั้งประเทศที่รักซิโก้มากๆ และก็ชื่นชมสิ่งที่เขาทำให้กับประเทศไทยมาโดยตลอด ไม่ว่าเส้นทางไหนที่พี่โก้เลือก ก็จะติดตามผลงานและแอบชื่นชม เป็นกำลังใจให้พี่โก้ตลอดไปครับผม”

นัท-อติรุจ

“อยากสาดน้ำประแป้ง แอนน์ แฮททาเวย์ ครับ เพราะผมชอบมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว คอยติดตามผลงานมาตลอด เป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ มีความน่ารัก มีความเป็นนางแบบ มีความเป็นดาราฮอลลีวู้ด ผมติดตามทุกเรื่องที่เขาเล่น ถ้าเกิดมีโอกาสก็อยากจะประแป้งเขา เพราะผมเชื่อว่าผู้ชายคนไทยทุกคน เป็นเหมือนผม อยากเจอ อยากจะสาดน้ำแน่นอนครับผม”

เปา-เปาวลี

“สงกรานต์นี้ อยากประแป้ง น้องเจมส์ จิ (จิรายุ ตั้งศรีสุข) น้องน่ารักค่ะ เจอกันกี่ที ก็ทักทาย รู้สึกว่าเป็นเด็กน่ารักค่ะ”

จอม-ศรุต

“ท่านนายกฯ (พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ครับ อยากให้กำลังใจท่านในการทำงาน และเพื่อเป็นสิริมงคลให้กับตัวเราเองด้วยครับ ถ้ามีโอกาสก็คงเกร็งนะครับ ท่านเป็นถึงนายกรัฐมนตรี แต่ครั้งหนึ่งถ้าเป็นไปได้ก็คงดีครับ”

ธีร์ วณิชนันทธาดา

“อยากประแป้ง ท่านนายกฯ ครับ คงรู้สึกตื่นเต้นดีครับ ชอบครับที่ท่านเป็นคนพูดตรงดี เป็นอีกคนที่เรารู้สึกว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะประแป้ง”

น้ำหวาน-กรรณาภรณ์

“ท็อป บิ๊กแบง (นักร้องเกาหลี) ค่ะ อยากไปสาดถึงกรมเลยค่ะ เพราะตอนนี้เขาเข้ากรมรับใช้ชาติอยู่ แต่เราต้องเข้าถึงเขาให้ได้ก่อนนะคะ นี่ได้แค่มโนค่ะ จริงๆ เราก็ชอบทุกคนในวงแหละค่ะ แต่ชอบท็อปเป็นพิเศษ”

ปู-กรองทอง

“ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่ะ เพราะว่าอย่างน้อยก็ช่วยให้ราคาน้ำมันลดลงมากกว่ารัฐบาลอื่น เหมือนอยากจะขอบคุณท่าน ไปรดน้ำดำหัวจะได้พูดคุยบ้าง ชอบในหลักการคิดของท่าน เป็นคนที่คิดดีนะและก็ทำได้ นับถือท่านตรงนี้ค่ะ”

เคลลี่-ธนะพัฒน์

“โดนัลด์ ทรัมป์ (ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา) อยากเผยแพร่วัฒนธรรมไทย และอยากให้เขาใจเย็นลงหน่อยครับ”

อ๊อฟ-ชนะพล

“แจ็คกี้ ชาน (เฉินหลง) คือผมติดตามหนังเขามาตลอด ตั้งแต่เด็กๆ เขาเล่นสไตล์แอ๊กชั่นคอเมดี้สนุกดีครับ คือครั้งหนึ่งถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะได้ใกล้ชิดเขา ไปประแป้งเขาในเทศกาลไทยๆ ผมว่าเขามาไทยบ่อย เขาคงรู้ว่าประเพณีนี้เป็นยังไง ผมเลยอยากจะขออนุญาตตรงนี้ประแป้งเขาดีกว่า”

บุ๋ม-รัญญา

“อยากไปรดน้ำคุณ ชวน หลีกภัย เพราะเป็นแฟนคลับท่านค่ะ คือเป็นคนดีที่ทุกคนควรเอาแบบอย่าง ถ้าได้สาดจริงก็ดีนะคะ”

เบน สันติราษฎร์

“ผมเลือก โอบามา ครับ ถึงแม้เขาไม่ได้เป็นประธานาธิบดีแล้ว แต่คนก็ยังติดตามเขาตลอด ว่าไปที่ไหน ทำอะไร ผมชอบเขา ถ้าได้เจอตัวเป็นๆ สักครั้ง ก็ยังดี นี่ได้สาดน้ำ ประแป้ง คงจะดียิ่งกว่าครับ”

พี-สาริษฐ์

“ผมขอสาดพี่ ลูกเกด-เมทินี เพราะพี่ลูกเกดใจร้ายมาก อยากสาดให้พี่ลูกเกดเย็นลง และเฟรชขึ้นครับ”

ฟรัง นรีกุล

“อยากสาดน้ำ พี่ณเดชน์ พี่ญาญ่า ค่ะ ชอบทั้งคู่เลย อยากเจอ ตอนเด็กๆ เคยเป็นติ่ง NY ไปตามในงานอีเว้นท์ ก็จะได้เห็นแบบไกลๆ และพอมาเป็นนักแสดง ได้เจอพี่เขาที่งานนาฏราช ที่หลังเวที พี่เขายิ้มให้ ดีใจมากค่ะ”

เฟย-ภัทร

“คนนี้ในดวงใจเลยครับ เพิ่งไปดู Beauty and the Beast อยากสาด เอ็มม่า วัตสันครับ ขอประแป้งสองที ซ้ายขวา เขาสวยมากครับ ชอบตั้งแต่ตอนเป็นเฮอร์ไมโอนี่ ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็ติดตามผลงานมาเรื่อยๆ ถ้าเขามีโอกาสได้ยิน ก็ฝากบอกเขาว่า รักเขามากครับผม”

เต๋า-ภูศิลป์

“อยากประแป้ง น้องมิ้นต์-ชาลิดา ครับ เล่นละครด้วยกันเรื่อง รักหลงโรง ก่อนหน้านี้ชอบน้องเขาอยู่แล้ว พอได้เล่นด้วยกันก็รู้สึกว่าน้องมีความน่ารัก ทะเล้น แต่ไม่ค่อยได้คุยกับน้องเท่าไหร่ ก็เลยอยากจะเอาแป้งไปประน้องเขาสักหน่อยครับ”

 

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรราชบุรี เปิดงานวันรณรงค์ควบคุมศัตรูอ้อย โชว์เทคโนโลยีกำจัดอย่างถูกวิธี ลดต้นทุน สร้างความมั่นคงในอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/263807

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อ้อยพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย แต่ด้วยสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้เกิดภาวะภัยแล้งมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ไม่เพียงแค่กระทบต่อการเพาะปลูกของเกษตรกรเท่านั้น สิ่งสำคัญอีกประการคือการระบาดของแมลงศัตรูอ้อยที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อรายได้และอาชีพของเกษตรกร

นายพินิจ เจริญเร็ว เกษตรจังหวัดราชบุรี กล่าวว่า จังหวัดราชบุรีมีพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 185,252 ไร่ ปริมาณอ้อยส่งเข้าหีบอยู่ที่ 1,486,802 ตัน แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปัญหาภัยแล้งได้ส่งผลกระทบต่อการปลูกอ้อยของเกษตรกรในพื้นที่มิหนำซ้ำยังพบการแพร่ระบาดของศัตรูอ้อย โดยเฉพาะตั๊กแตนไฮโรไกลฟัส (ตั๊กแตนข้าว) สร้างความเสียหายต่อผลผลิตอ้อยอย่างมากในเขตอำเภอจอมบึง เนื่องจากตั๊กแตนไฮโรไกลฟัส ได้กัดกินใบจนได้รับความเสียหายกว่า 2,300 ไร่ และยังมีการระบาดของหนอนกอและด้วงหนวดยาว ที่กัดกินยอดอ้อยและลำต้นอ้อย ทำให้อ้อยไม่สามารถเจริญเติบโตและตายในที่สุด คิดเป็นพื้นที่มากถึง 5,000 ไร่ มีเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบนี้มากกว่า 200 ราย

สถานการณ์การระบาดของศัตรูอ้อยในเขตอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ในช่วงที่ผ่านมาทำให้ผลผลิตอ้อยลดลง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อวงการอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเป็นอย่างมากเนื่องจากเขตอำเภอจอมบึงนับเป็นแหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ เพราะมีพื้นที่เหมาะสมต่อการปลูกอ้อย กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้กำหนดมาตรการในการป้องกันและกำจัดด้วงหนวดยาวและตั๊กแตนไฮโรไกลฟัส หรือตั๊กแตกข้าว รวมถึงหาแนวทางการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรในการประกอบอาชีพทำไร่อ้อย ทั้งนี้ ได้ให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้บูรณาการ ร่วมกันคิด ร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของศัตรูอ้อย ไม่ให้ขยายวงออกไปสร้างความเสียหายต่อเกษตรกรในพื้นที่ข้างเคียง

การจัดงานวันรณรงค์ควบคุมศัตรูอ้อยปี 2560 ที่จัดขึ้นโดยศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ณ พื้นที่แปลงเกษตรกรบริเวณใกล้วัดเขาผึ้ง หมู่ที่ 7 ตำบลปากช่อง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เป็นมาตรการหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการระบาดของศัตรูอ้อย โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยรวมถึงเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาเรียนรู้ถึงชนิดของศัตรูอ้อยและวิธีการป้องกันกำจัดอย่างถูกวิธี เมื่อเกษตรกรนำไปปฏิบัติก็จะลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น และยังสร้างความมั่นใจการประกอบอาชีพนี้ต่อไปได้

ด้าน นายสมคิด เฉลิมเกียรติผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า การจัดงานวันรณรงค์ควบคุมศัตรูอ้อยในครั้งนี้ ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง ตามนโยบายของรัฐบาล โดยส่งเสริมให้เกษตรกรได้เรียนรู้ตั้งแต่พันธุ์อ้อย โรคและแมลงศัตรูอ้อยที่สำคัญและวิธีป้องกันกำจัดที่ถูกวิธี อีกทั้งสนับสนุนให้เกษตรกรควบคุมศัตรูอ้อยแบบผสมผสาน ด้วยการหันมาใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมี เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตและเพื่ออนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์ นอกจากนี้ ยังมีจุดเรียนรู้ด้านการแปรรูปด้วงหนวดยาวและการใช้เครื่องมือป้องกันและกำจัดศัตรูพืช สำหรับไฮไลท์ของงานที่ได้รับความสนใจไม่แพ้เรื่ององค์ความรู้และเทคโนโลยี คือการเผาหุ่นด้วงหนวดยาว ซึ่งถือเป็นการประกาศว่าเราจะร่วมมือกันทำลายศัตรูอ้อยตัวร้ายก่อนที่จะมาทำลายผลผลิตของเกษตรกร

พร้อมกันนี้ได้เปิดเวทีเสวนาเรื่องสถานการณ์การผลิตอ้อยน้ำตาลปี 60/61 โดยมีนักวิชาการเกษตรจากศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรจากศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตร ด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้แทนจากสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 7 นักวิชาการจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเขต 1 จังหวัดกาญจนบุรี และตัวแทนเกษตรกรชาวไร่อ้อยจังหวัดราชบุรี ซึ่งเกษตรกรที่มาร่วมงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ได้รับความรู้นำกลับไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเอง ที่สำคัญคือได้ทราบทิศทางความต้องการของตลาดเพื่อนำไปวางแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้หน่วยงานภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะร่วมกันจัดงานรณรงค์ถ่ายทอดความรู้หรือออกมาตรการแก้ไขปัญหาอะไรก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญที่สุดคือตัวเกษตรกรผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจะต้องใส่ใจหมั่นสำรวจแปลงอ้อยของตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากพบศัตรูอ้อยไม่ว่าชนิดใดก็ตาม ควรรีบป้องกันและกำจัด หรือแจ้งเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่อยู่ใกล้บ้านทันที เพื่อลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งต่อตนเองและเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง

อนุรักษ์กล้วยไข่ กำแพงเพชร ขับเคลื่อนผ่าน “วิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

สกู๊ปพิเศษ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา/เรื่อง สุจิต เมืองสุข/ภาพ

อนุรักษ์กล้วยไข่ กำแพงเพชร ขับเคลื่อนผ่าน “วิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร”

กล้วยไข่ เป็นอีกไม้ผลที่ไม่เพียงมียอดจำหน่ายในประเทศสูง ขณะเดียวกัน ในกลุ่มตลาดผลไม้ที่ไทยส่งออกต่างประเทศถือว่ากล้วยไข่มียอดสูงในระดับที่น่าพอใจด้วยเช่นกัน

ปัญหาประการหนึ่งของกล้วยไข่คือคุณภาพ ที่ผ่านมาพบว่าคุณภาพกล้วยไข่ยังไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร ถึงแม้ว่าคุณภาพกล้วยไข่จะไม่ได้สร้างปัญหาต่อตลาดในประเทศก็ตาม แต่คงเป็นเรื่องน่าเสียดายถ้าชาวสวนปลูกกล้วยไข่ได้คุณภาพส่งขายต่างประเทศเพื่อจะได้ราคาสูง

“กำแพงเพชร” เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงเรื่องกล้วยไข่มาช้านาน เนื่องจากชาวบ้านปลูกกันมาตั้งแต่ปี 2465 ตลอดเวลานับแต่อดีตคุณภาพกล้วยไข่ของกำแพงเพชรสร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัด จนพูดกันติดปากว่า “กล้วยไข่กำแพง” แล้วที่สำคัญผลไม้ประจำถิ่นชนิดนี้ยังผูกพันกับขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของท้องถิ่นคือ งานเทศกาลสารทไทย กล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2424 เป็นต้นมา

เมื่อปี 2556 ทีมงานเทคโนฯ ลงพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อจัดทำสกู๊ปพิเศษกล้วยไข่ ในคราวนั้นได้พูดคุยกับนักวิชาการเกษตรของจังหวัดพบว่า แต่เดิมมีพื้นที่ปลูกกล้วยไข่นับหลายหมื่นไร่ แต่มาประสบปัญหาภัยธรรมชาติกับโรคพืชจึงทำให้พื้นที่การปลูกลดลงหลักพันไร่ จนทำให้ผลผลิตตกลงอย่างน่าใจหาย

นักวิชาการ ชี้ว่า ปัญหาแรกและเป็นปัญหาหลักสำคัญคือ ลมพายุ ซึ่งภายใน 1 ปี จะเกิดขึ้น 2 ช่วง ที่จะพัดเข้ามาทางจังหวัดกำแพงเพชร ช่วงแรก เป็นลมพายุช่วงฤดูแล้ง จะพัดผ่านมาประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน โดยในช่วงนั้นกล้วยไข่กำลังเจริญเติบโต ความรุนแรงของลมทำให้ต้นกล้วยไข่หักและโค่นล้ม

ช่วงที่สอง เป็นลมพายุช่วงฤดูฝน จะพัดเข้ามาราวเดือนสิงหาคม-กันยายน โดยในช่วงนั้นกล้วยไข่กำลังตกเครือ ขณะเดียวกัน เป็นช่วงที่ราคากล้วยไข่มีราคาสูง พอมีลมพายุพัดเข้ามา กล้วยไข่ได้รับความเสียหาย ฉะนั้น เหตุการณ์ทั้งสองช่วงจึงทำให้เกษตรกรชาวสวนเกิดความท้อแท้

ปัญหาประการต่อมาคือเรื่องโรคกล้วยไข่ ที่พบมากคือ โรคใบไหม้ เมื่อโรคนี้เกิดมีการระบาดมาก ขณะเดียวกัน เกษตรกรนำพันธุ์ที่เป็นโรคไปปลูกต่ออีก จึงมีการแพร่ระบาดอย่างหนักขึ้น

และปัญหาประการสุดท้ายคือ เรื่องแรงงาน เพราะกล้วยไข่เป็นไม้ผลที่ต้องเอาใจใส่มากในทุกกระบวนการปลูก ไม่ว่าจะเป็นการตัดแต่งหน่อ ทางใบ การดูแลเรื่องน้ำ เรื่องดิน และการบริหารจัดการในสวน ดังนั้น หากเกษตรกรมีจำนวนคนดูแลเรื่องเหล่านี้น้อยเกินไปแล้วไม่สอดคล้องกับเนื้อที่ปลูก ก็จะส่งผลต่อการปลูกและผลผลิตที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เกิดวิกฤตกล้วยไข่กำแพงเพชร มีบางจังหวัด อย่างจันทบุรี ชุมพร เพชรบุรี สามารถปลูกกล้วยไข่ได้อย่างมีคุณภาพ เป็นแหล่งที่ต้องยอมรับว่าปลูกกล้วยไข่ที่เน้นคุณภาพเพื่อการส่งออก แต่ถึงกระนั้นด้วยความมีเสน่ห์ในรสชาติของกล้วยไข่กำแพงเพชรที่มีความหวาน หอม เนื้อละเอียด เปลือกบาง มีขนาดผลที่พอเหมาะต่อการรับประทาน จึงทำให้กล้วยไข่กำแพงเพชรยังคงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างไม่เสื่อมคลาย

สิงหาคม 2559 ทีมงานลงพื้นที่กำแพงเพชรอีกเพื่อติดตามดูสถานการณ์กล้วยไข่ แล้วพบว่าคนในจังหวัดกำแพงเพชรมีความเคลื่อนไหวรวมตัวกันเป็นกลุ่ม หาทางแก้ปัญหาเพื่อหวังจะกลับมาทวงแชมป์คุณภาพกล้วยไข่อีกคราว

หนึ่งในกลุ่มที่ขับเคลื่อนการพัฒนาและอนุรักษ์กล้วยไข่ของจังหวัด มีชื่อว่า “วิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร” โดยมี คุณนพพล เทพประถม อยู่บ้านเลขที่ 108/1 หมู่ที่ 2 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร รับหน้าที่เป็นประธาน

คุณนพพล กล่าวถึงภาพรวมกล้วยไข่กำแพงเพชรขณะนี้ว่า มีการรณรงค์ให้ชาวบ้านกลับมาปลูกกล้วยไข่กันใหม่ ทั้งนี้ เพราะตลาดผู้บริโภคหลายแห่งติดใจรสชาติกล้วยไข่กำแพงเพชร แล้วต้องการให้มีปริมาณมากขึ้นกว่าเดิม จากนั้นทางจังหวัดจึงมีการส่งเสริมจัดทำเป็นโครงการเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นกล้วย GI หรือชูให้เป็นไม้ผลประจำถิ่น แล้วพยายามส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกกันเพิ่มขึ้น

ประธานกลุ่มเผยถึงแนวทางการอนุรักษ์กล้วยไข่กำแพงเพชร ได้วางแผนพร้อมลงมือปฏิบัติกันมาเป็นเวลา 15 ปี ซึ่งในช่วงเวลานั้นทำกันอยู่ในกลุ่มเล็กจำนวน 20 กว่าราย แล้วค่อยๆ ขับเคลื่อนจนกระทั่งได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อปี 2554

“วิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร” ถือเป็นกลุ่มแรกที่บุกเบิกการฟื้นฟูและการอนุรักษ์ของจังหวัด โดยมีการแบ่งซอยออกเป็นกลุ่มย่อยเพื่อให้มีการทำงานแบบครบวงจร

คุณนพพลชี้ถึงสาเหตุที่เป็นตัวแปรสำคัญทำให้ผลผลิตกล้วยไข่กำแพงเพชรขาดความคงที่คือ เกิดจากภัยธรรมชาติ และรองลงมาคือ โรคใบไหม้ ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดที่จะต้องมีลมพายุพัดเข้ามาในช่วงที่กล้วยกำลังมีผลผลิตหรือเป็นกล้วยสาวในทุกปี เป็นช่วงต้นฝน

ส่วนโรคใบไหม้ที่เกิดขึ้น ขณะนี้ทางเกษตรจังหวัดกำลังแก้ไขปัญหา ซึ่งมีชาวบ้านหลายคนชี้ว่าควรย้ายแปลงปลูกไปที่อื่น ไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิม แต่ในความเป็นจริงคงทำเช่นนั้นไม่ได้เพราะแต่ละครัวเรือนมีที่ดินน้อย จำต้องปลูกอยู่ที่เดิม ดังนั้น ชาวบ้านจึงแก้ปัญหาตัวเองด้วยการเลิกปลูกกล้วยไข่แล้วหันไปปลูกพืชไม้ผลอื่นแทน

“อย่างไรก็ตาม เคยอ่านงานวิจัยศึกษาโรคใบไหม้ว่า โรคชนิดนี้จะอยู่กับดินเดิมเป็นเวลานานถึง 3 ปี หากยังคงปลูกพืชชนิดเดิมอยู่ แต่ถ้าหยุดหรือเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทนบ้างโรคนี้ก็จะหายไป แล้วก็สามารถกลับมาปลูกกล้วยไข่ได้อีกต่อไปในพื้นที่เดิม ดังนั้น แนวทางแก้ไขคือพยายามชักชวนผู้ปลูกรายใหม่ที่สนใจปลูกกล้วยไข่และใช้พื้นที่จำนวนไม่เกิน 1 ไร่

แนวทางการอนุรักษ์ที่เป็นรูปธรรมวางไว้อย่างไร?

ถ้ามองในเรื่องความคุ้มค่าในตัวเงินแล้ว การปลูกกล้วยไข่ถือว่าคุ้มค่า ขณะเดียวกัน ยังเป็นการรักษาชื่อเสียงของจังหวัดไว้ด้วย ดังนั้น ถ้าช่วยกันปลูกเพิ่มขึ้นทีละต้นหรือสองต้นถือว่ามีความหมายในทางที่ดี รวมทั้งยังถือว่าประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ โดยไม่ต้องไปหวังว่าจะต้องปลูกเพิ่มขึ้นจำนวน 100-200 ไร่ หรือแม้แต่การคิดหวังไปถึงการส่งออกต่างประเทศก็ยังไม่จำเป็นต้องคิด

“ตอนนี้ เพียงแค่หวังไว้อย่างเดียวว่าทำอย่างไรให้ชาวบ้านกลับมาปลูกกล้วยไข่เพิ่มขึ้น หรือบางคนที่เลิกปลูกก็ให้หันกลับมาปลูกใหม่ แล้วไม่ต้องไปปลูกมาก ขอให้ใช้พื้นที่ปลูกขนาดเล็กแล้วปลูกแบบมีคุณภาพเต็มที่ จากนั้นให้แต่ละแปลงรวบรวมผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาด”

ประธานกลุ่ม บอกว่า ผลจากการที่กลุ่มได้สร้างคุณภาพผลผลิตตามแผนงานที่วางไว้ ทำให้ที่ผ่านมาเริ่มเห็นรูปธรรมที่ชัดเจน จนในขณะนี้หลายหน่วยงานได้เข้ามาสนับสนุนช่วยเหลืออย่างเต็มที่ มีการสนับสนุนงบประมาณ เครื่องมืออุปกรณ์ แต่ต้องเข้าใจว่าเวลานี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และอย่าหวังเรื่องผลผลิตที่สูง คงต้องใช้เวลาค่อยๆ เพิ่มจำนวนไปทีละขั้นตอน

การวางแผนช่องทางการตลาด

มีการกำหนดผู้ปลูกออกเป็น 2 กลุ่มที่ชัดเจน กลุ่มแรกอาจเป็นผู้ปลูกที่มีเนื้อที่จำนวนมาก มีการบริหารจัดการที่ดี เน้นการสร้างคุณภาพเต็มที่ ดังนั้น กลุ่มนี้จะมีพ่อค้าจากตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ที่เป็นขาประจำวิ่งเข้าไปรับซื้อที่สวน อีกกลุ่มเป็นผู้ปลูกรายเล็กก็จะมีคนมารับซื้อไปวางขายตามแผงริมทาง หรืออาจนำไปขายบริเวณตลาดมอกล้วยไข่

ในช่วงแรกถ้าจำนวนผลผลิตทั้งหมดยังมีไม่มากพอ คงวางจำหน่ายเฉพาะภายในพื้นที่เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมี S/P, แม็คโคร ที่แจ้งความต้องการขอรับซื้อผลผลิต แต่คงต้องชะลอไปก่อนเนื่องจากยังไม่สามารถจัดหากล้วยตามฤดูกาลได้ รวมถึงยังต้องมาจัดให้เข้าเป็นระเบียบระบบเสียก่อน ตั้งแต่การปลูก การดูแล การเก็บผลผลิต เนื่องจากผู้รับซื้อรายใหญ่จะมีเงื่อนไขรายละเอียดที่เคร่งครัดมาก

รูปแบบการขาย

คุณนพพล เผยว่า แต่เดิมการขายกล้วยของชาวบ้านใช้วิธีนับตั้ง และผู้รับซื้อแต่ละรายก็ไม่มีมาตรฐานในการกำหนดหวี ในแต่ละเครือบ้างกำหนดเป็น 3 หวี บ้างกำหนดเป็น 4 หวี ส่วนหวีขนาดเล็กหรือไม่สวยก็มักแถมไป ทั้งนี้ มักกำหนดราคารับซื้อหวีละ 20 บาท จึงทำให้ชาวบ้านมีรายได้ 60-80 บาท ต่อเครือ ฉะนั้น จึงมองว่าการกำหนดราคาขายเช่นนี้ไม่เกิดมาตรฐานและไม่ยุติธรรมดีพอ

“แต่การกำหนดวิธีขายแบบใหม่ที่ผ่านการตกลงของกลุ่มมาแล้ว เห็นว่าควรมีการกำหนดราคาขายแบบชั่งเป็นกิโล ทั้งนี้ เนื่องจากไม้ผลพืชทั่วไปล้วนใช้หลักการชั่งเป็นกิโลทั้งนั้น และกล้วยไข่ควรใช้แนวทางเดียวกัน เพราะแนวทางนี้มีมาตรฐานที่กิโลซึ่งมีจำนวน 10 ขีดเท่ากันทุกแห่ง จึงไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ และเท่าที่ทราบหลายแห่งได้ใช้วิธีเช่นนี้มานานแล้ว”

อย่างไรก็ตาม ผลจากการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยของน้ำหนักกล้วย 1 ตั้ง จะอยู่ประมาณ 9-11 กิโลกรัม เมื่อคำนวณต้นทุนแล้วจึงกำหนดราคาขายไว้ที่กิโลกรัมละ 18 บาท (25 สิงหาคม 2559) คุณนพพล ชี้ว่า วิธีการนี้เพิ่งนำมาใช้ และยังไม่ทั่วทุกแห่งในจังหวัด แต่จะค่อยๆ ปรับให้เป็นแนวทางเดียวกัน

สำหรับราคาขายในกรุงเทพฯ ประมาณหวีละ 70 บาท (25 สิงหาคม 2559) ราคานี้วางจำหน่ายทั่วไป แต่ในกรณีที่วางตามห้างหรือเป็นกล้วยไข่ออร์แกนิกจะวางขายในราคาหวีละ 100 บาท ส่วนราคาที่ส่งออกจากสวนเพียงหวีละ 20 กว่าบาทเท่านั้น

ความไม่แน่นอนเรื่องจำนวนผลผลิตกับคุณภาพผลผลิตในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สมาชิกกลุ่มมองเห็นว่ายังไม่ควรตั้งราคาขายให้สูงเกินไป ควรรอให้ทุกอย่างนิ่งเสียก่อน แต่ในอนาคตถ้าทุกอย่างปรับปรุงอย่างได้มาตรฐานในทางที่ดีขึ้นแล้ว เห็นว่าคงต้องขยับราคาเพื่อให้ชาวบ้านมีแรงจูงใจในการปลูกเพิ่มมากขึ้นด้วย

ปรับคุณภาพการผลิตเข้าสู่ระบบ GAP แล้ว

ประธานกลุ่ม เผยว่า จังหวัดอื่นที่ปลูกกล้วยไข่ อย่างจันทบุรี ชุมพร เพชรบุรี เป็นแหล่งที่ต้องยอมรับว่าปลูกกล้วยไข่ที่เน้นคุณภาพเพื่อการส่งออก ขณะเดียวกัน ทางกำแพงเพชรก็ได้มีการไปศึกษาดูงานเพื่อกลับมาวางรูปแบบให้มีมาตรฐานเช่นนั้น แล้วคิดว่าในอนาคตหากกลุ่มมีการสร้างความเข้มแข็งได้อย่างสมบูรณ์ อาจผลิตกล้วยไข่เพื่อการส่งออกบ้าง เพราะหลายหน่วยงานในจังหวัดเริ่มเห็นความสำคัญและได้ยื่นมือเข้ามาสนับสนุนแล้ว

จึงทำให้ทางกลุ่มได้เร่งพัฒนาคุณภาพผลผลิตกระทั่งสามารถสู่ระบบการผลิตแบบ GAP เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานสินค้าเพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภค ทั้งนี้ มีสมาชิกกลุ่มที่ผ่านมาตรฐานแล้วกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ทางกลุ่มมีจำนวนสมาชิกกว่า 50 ราย มีพื้นที่ปลูกกล้วยไข่ทั้งหมดประมาณ 300 ไร่ เฉลี่ยรายละ 3-5 ไร่ มีรายใหญ่ขนาด 70 ไร่ อยู่จำนวน 2 ราย

ส่วนแนวทางอนุรักษ์กำหนดไว้ว่าจะส่งเสริมให้ชาวบ้านใช้พันธุ์ดั้งเดิมของท้องถิ่นเท่านั้น ซึ่งอาจกระทบปัญหาว่าขณะนี้เหลือคนที่ปลูกกล้วยไข่อย่างจริงจังน้อยมาก ผลผลิตยังไม่นิ่งทั้งคุณภาพและปริมาณ ดังนั้น หากจะบุกตลาดตอนนี้ยังคงไม่ได้เพราะพ่อค้าเองก็ยังไม่มั่นใจและไม่กล้าเสี่ยง

“ฉะนั้น ทุกอย่างจะเริ่มต้นด้วยการพัฒนาสายพันธุ์ ปรับปรุงวิธีปลูก แก้ปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติกับโรคให้ได้ก่อน แล้วจึงเริ่มปรับองค์กรให้เข้าสู่ระบบตามหลักสากล ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์หรืออะไรก็ตาม เพื่อเป็นการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของมวลสมาชิกทุกคน รวมถึงยังวางแผนว่าโอกาสต่อไปจะสร้างพื้นที่ปลูกกล้วยไข่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในเรื่องประวัติความเป็นมาและวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ผูกพันกับกล้วยไข่มาช้านาน เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นพืชประจำถิ่น”

คุณนพพล ชี้ว่า ความผูกพันของชาวบ้านกำแพงเพชรกับกล้วยไข่ดูเหมือนจะแยกกันไม่ออก ถึงแม้บางปีจะเกิดปัญหาหรืออุปสรรคกับการปลูก ทั้งภัยทางธรรมชาติและโรคพืช จนสร้างความเสียหายที่เกิดจากขาดทุน แต่พวกเขาก็ยังยืนหยัดที่จะปลูกต่อไปด้วยความเชื่อมั่นที่ว่าความเป็นพืชไม้ผลประจำถิ่น ซึ่งขณะนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากในจังหวัดมีการจัดตั้งกลุ่มการผลิตกล้วยไข่คุณภาพแยกกันหลายกลุ่ม แต่ละพื้นที่ต่างมีแนวทางวิธีการต่างกัน แต่ทุกแห่งมีเป้าหมายเดียวกันคือ การสร้างคุณภาพกล้วยไข่กำแพงเพชรให้ดีที่สุด

“พยายามผลักดันคนรุ่นใหม่ให้เป็น SMART FARMER เพื่อเตรียมวางรากฐานขยายตลาดในอนาคต เพราะคนรุ่นใหม่มีแนวคิดและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ตลอดจนมีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ดังนั้น ถ้าพวกเขาเดินเข้ามาสู่กระบวนการปลูก ก็จะสร้างความมั่นคงให้แข็งแรงต่อไป” ประธานกลุ่ม กล่าว

ไปดูสวนกล้วยไข่คุณภาพ

จากนั้นทีมงานได้ลงพื้นที่ปลูกกล้วยไข่ของสมาชิกกลุ่ม อย่าง คุณป้าพิมพ์ และ คุณลุงไพริน คำพวงวิจิตร เป็นเจ้าของสวน อยู่บ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 1 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร โทรศัพท์ (063) 750-9275 ปลูกกล้วยไข่มานานกว่า 30 ปี ใช้เนื้อที่ปลูก 12 ไร่ จำนวน 2,000 กว่าต้น เป็นพันธุ์กล้วยไข่ดั้งเดิมของกำแพงเพชร

คุณป้าพิมพ์ บอกว่า การปลูกกล้วยไข่ที่กำแพงเพชรนับเป็นเรื่องยาก ต้องดูแลเอาใจใส่ในเรื่องความสะอาดในแปลงปลูก อย่าให้รก ปุ๋ยที่ใช้ในตอนเริ่มปลูกใช้สูตรเสมอ 15-15-15 พอตกเครือจะใช้ปุ๋ยน้ำตาลสูตร 21-0-0 ใส่เพื่อเร่งผล

ส่วนปัญหาที่เกิดเป็นประจำคือ โรคใบไหม้ แล้วยังต้องเผชิญกับภัยจากพายุลมแรงที่พัดจนต้นกล้วยหักโค่นเสียหาย ซึ่งลมพายุดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงที่กำลังมีผลผลิต แล้วสังเกตทุกปีมักเกิดขึ้นหลังจากเข้าหน้าฝน ทั้งนี้ ถ้าตกเครือก็ยังช่วยให้ปลอดภัย แต่ถ้าเกิดในช่วงต้นขนาดเล็กตายอย่างเดียว ฉะนั้น เพียงแก้ไขในเรื่องโรคใบไหม้ได้ ก็จะทำให้กล้วยมีคุณภาพดีกว่าเดิม แล้วมีผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วย

ผลที่เกิดขึ้นจากปัญหา คุณลุงไพริน ชี้ว่า จากที่สมัยก่อนเคยเก็บหน่อไว้ถึงตอที่ 2-3 ได้ แต่ภายหลังทำเช่นนั้นไม่ได้เพราะคอยจะขึ้นเหง้า ดังนั้น ในทุกปีจะต้องมีการขุดออกแล้วปลูกเป็นกล้วยรุ่นใหม่

คุณลุงไพรินเผยตัวเลขผลผลิตที่เกิดจากการปลูกกล้วยไข่ที่กำแพงเพชรในแต่ละปีคงไม่มีความแน่นอน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศเป็นตัวแปรสำคัญ แต่ภายหลังที่มีการจัดตั้งเป็นกลุ่มจึงตกลงมีการซื้อ-ขายผลผลิตกันเป็นกิโลกรัม แต่พื้นที่แถวสามเงาจะมีราคาขายกิโลกรัมละ 25 บาท สูงกว่าที่กำแพงเพชรที่มีราคาขายประมาณกิโลกรัมละ 18 บาท

การสะสมประสบการณ์ที่ยาวนานของคุณป้าพิมพ์และคุณลุงไพริน จนเกิดทักษะความชำนาญการปลูกกล้วยไข่ จึงทำให้สวนของพวกเขาได้ผลผลิตประมาณ 2 ตัน ต่อไร่ และถือเป็นจำนวนผลผลิตที่สูงได้มาตรฐานอย่างมีคุณภาพ อีกทั้งยังเป็นเช่นนี้ทุกปี

ความจริงแล้วกล้วยไข่กำแพงเพชรมีรสชาติอร่อยกว่าที่อื่น มีชาวบ้านหลายรายพยายามนำหน่อกล้วยในพื้นที่ออกไปปลูกยังแหล่งอื่นที่ใกล้เคียงจังหวัดกำแพงเพชร แต่พบว่ารสชาติอร่อยน้อยกว่า แม้จะใช้หน่อเดิม ทั้งนี้ คุณลุงไพริน ชี้ว่า น่าจะเกิดจากคุณภาพดินของจังหวัดกำแพงเพชร โดยเฉพาะในเขตเมือง ซึ่งถ้าพ้นออกไปแล้ว รสชาติตลอดจนลักษณะผลมักเปลี่ยน

แวะแหล่งขายกล้วยไข่ริมทาง

ก่อนเดินทางกลับทีมงานแวะเยี่ยมเยียนแผงขายกล้วยไข่ที่ตั้งเรียงรายตลอดสองข้างทางถนนสายกำแพงเพชร-พิจิตร ซึ่งผู้ขายมีทั้งแบบมีสวนกล้วยตัวเองแล้วนำผลผลิตมาวางขาย กับอีกแบบคือไปรับซื้อกล้วยจากสวนโดยตรงเพื่อนำมาวางขาย

คุณวิน บุนนาค เจ้าของแผงขายกล้วยไข่รายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า มีสวนกล้วยไข่ของตัวเองขนาด 3 ไร่ และทำอาชีพนี้มานานกว่า 30 ปี นอกจากนั้น ยังรับซื้อกล้วยไข่จากสวนของชาวบ้านที่อยู่ในเขตอำเภอเมือง อย่างที่ ลำมะโกรก นครชุม และโพธิ์สวัสดิ์ อีกหลายราย

ตลอดเวลากว่า 30 ปี กับการคลุกคลีกล้วยไข่ คุณวินพบว่าเป็นไม้ผลที่ปลูกและดูแลยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระยะหลังสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปมาก ก็ยิ่งทวีความยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีนี้ (2559) ได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้งที่มาเยือนตั้งแต่ต้นปี เลยทำให้ได้ผลผลิตน้อย ราคาจึงสูงกว่าปกติ

อีกทั้งยังพบว่าผลกระทบเช่นนี้จึงส่งผลต่อการขายกล้วยไข่ ซึ่งโดยปกติระยะทาง 10 กิโลเมตร ตั้งแต่ทางแยกจะมีร้านขายกล้วยไข่ตั้งเรียงรายมาตลอด แต่ปีนี้หายไปเกินครึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านกำแพงเพชรบางรายสู้ไม่ถอยแล้วคิดจะปลูกต่อไป

หลายคนที่คุ้นกับลักษณะประจำของกล้วยไข่กำแพงเพชรมักทราบว่ามี รสหวานหอม เนื้อแน่น เปลือกบาง ตลอดจนขนาดผลมีความพอดี ซึ่งจุดเด่นเช่นนี้จึงเป็นเสน่ห์ของกล้วยไข่กำแพงที่ทำให้คนทั้งประเทศติดใจ แล้วมักแวะเวียนมาหาซื้อในช่วงที่มีผลผลิตซึ่งมักตรงกับเทศกาลสาร์ทไทย คุณวิน บอกว่า เคยรับกล้วยไข่จากแหล่งอื่นมาขายร่วมกับกล้วยไข่กำแพงเพชร ปรากฏว่าลูกค้าชิมแล้วชอบกล้วยไข่กำแพงเพชรมากกว่าเพราะมีรสหวาน หอม

ผลที่เกิดจากความแห้งแล้งจึงทำให้ในช่วงผลผลิตมีจำนวนกล้วยไข่ไม่มาก โดยมีการกำหนดราคาขายหน้าร้านอยู่ระหว่าง 30-50 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ ส่วนแบบขายยกเครือราคาตั้งแต่ 120-250 บาท คุณวิน ชี้ว่า ปีนี้ราคากล้วยไข่สูงกว่าที่เคยพบมาก่อน และคิดว่าราคานี้คงไม่ลดลงแล้วจนสิ้นฤดู เพราะผลผลิตจะทยอยออกมาตลอด จนทำให้ไม่ล้นตลาดจนต้องลดราคา

ผู้ขายกล้วยไข่รายนี้ชี้ว่า ความจริงแล้วตลาดกล้วยไข่กำแพงเพชรไม่มีปัญหาด้านราคา แต่ด้วยความที่การปลูกและการดูแลเป็นไปด้วยความยาก ประกอบกับเจออุปสรรคมากมายทั้งภัยจากธรรมชาติและโรคพืช จึงทำให้ชาวบ้านจำนวนหลายรายถอดใจเลิกปลูก แล้วหันไปปลูกอ้อยและมันสำปะหลังแทน ก็ยิ่งทำให้จำนวนผู้ปลูกกล้วยลดลง ขณะเดียวกัน เมื่อมีกล้วยน้อยจึงทำให้ราคาสูงตามไปด้วย

ร้านขายกล้วยไข่ของคุณวิน ตั้งอยู่ริมถนนสายกำแพงเพชร-พิจิตร บริเวณหลัก กม.10 ร้านนี้ไม่ได้ขายแต่กล้วยไข่ แต่ยังขายหน่อกล้วยราคาหน่อละ 10-15 บาท แล้วยังมีกล้วยหอมทองที่ปลูกไว้นำมาขาย นอกจากนั้น ยังรับไม้ผลชนิดอื่นจากชาวบ้านมาวางขายด้วย

ถึงแม้ว่าผลจากภัยแล้งได้สร้างความเสียหายให้แก่ชาวกำแพงเพชรมากมาย ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนอาชีพการเกษตรไปปลูกพืชชนิดอื่นเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงชีพ และการจับมือกันของชาวกำแพงเพชรเพื่อหาทางแก้ไขปัญหากล้วยไข่ในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการหวนกลับมาปลูกกล้วยไข่ ผลไม้ประจำถิ่นที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตชาวกำแพงเพชรมายาวนาน

สอบถามรายละเอียดผลผลิตกล้วยไข่เพิ่มเติมได้ที่ คุณนพพล เทพประถม บ้านเลขที่ 108/1 หมู่ที่ 2 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร โทรศัพท์ (087) 592-6709

สกู๊ปพิเศษ : ค้นใจศิลปินดารา เมื่อ‘รัก’ไม่จำกัด‘นิยาม’!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/256334

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

 

หนึ่ง ETC

หนึ่ง-อภิวัฒน์ นักร้องนำ วง ETC รับหน้าว่าความ บอกคอนเซ็ปต์รักสั้นๆ ว่า “ถ้าเมื่อไหร่ที่เราเริ่มไม่มองที่ตัวเองเป็นหลัก รักใครมากกว่าตัวเอง เห็นความสุขของเขาเป็นหลัก นั่นแหละความรักที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริงครับ” เรื่องรัก หนึ่ง อาจไม่ถนัดพูด แต่เป็นเรื่องดนตรี รีบขายของปั๊บ เพราะกำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ “True presents ETC. Journey Concert” วันที่ 25 มีนาคมนี้ ณ ไบเทคบางนา ฮอลล์ 106 วง ETC คอนเฟิร์มความครบรส ทั้งโชว์ สเตจ และกับการหยิบเพลงมาเรียบเรียงใหม่ ส่วนที่ขาดไม่ได้ คือเพลงป้ายแดง “สักที (Go!)” ซึ่งมีความเก๋ เมื่อได้ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ มาร่วมฟีทเจอริ่ง “หนึ่ง” บอกเป็นสีสันที่ ETC ไม่เคยทำมาก่อน กับเพลงเต้น จังหวะสนุก มีกลิ่นอายของ EDM และที่เน้นคือกว่าจะได้ อ.เฉลิมชัย มาด่าให้ฟัง ต้องทั้งตื้อ ทั้งอ้อนวอน อยู่นานนน

 

‘นนท์’ ธนนท์ จำเริญ

ถามถึงรัก “นนท์” ธนนท์ จำเริญ นักร้องหนุ่มรีบออกตัวว่า ไม่ค่อยเข้าใจรักมากเท่าไหร่ ทั้งอายุ และเบ้าหน้าก็ไม่ได้ดีถึงขนาดที่เจอบ่อย อุต๊ะ!! “ผมมองว่ารักเหมือนแอร์ คนเอ็นจอยกับการอยู่ตัวคนเดียวกันมากขึ้น ผมเองก็ไม่ต้องการมีแฟนอะไรขนาดนั้น เพียงแต่ว่าถ้าเจอก็คุย เพื่อรักษามิตรภาพ แล้วที่รักเหมือนแอร์ ก็ตรงที่ว่า ถ้ามีก็ควรจะเย็น ควรจะต้องช่วยเสริมส่งให้กำลังใจ ช่วยกันแก้ปัญหา แต่ถ้าเรามีแอร์ แล้วร้อนกว่าอยู่ข้างนอก ผมว่าแบบนั้น สู้ไม่มีแอร์ดีกว่าครับ” ด้านงานเพลง “นนท์” ไม่ได้ปล่อยเพลงเต็มของตัวเองมาเกือบ 2 ปี แต่เพลงประกอบละคร ประกอบซีรี่ส์ อย่าง “เจ็บที่ยังรู้สึก”, “รักกลมกล่อม” ที่ทยอยออกมา กลับทำหน้าที่ได้ดี ไต่ยอดวิวสูงลิบ ชนิด กินสบาย! มาตอนนี้เจ้าตัวเลยกำลังตื่นเต้น กับ ซิงเกิ้ลใหม่ ที่อุบเงียบ บ่มเพาะมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แถมได้ทีมงานเกาหลี ช่วยปรับแก้ในขั้นตอนสุดท้าย งานนี้เพลงใหม่ฟังก์ชั่นอินเตอร์ จะออกมา ปัง!! แค่ไหน มีนาคมนี้คงได้รู้กัน

‘ต้อง’ ศุภัชญา รื่นเริง

ดีเจสาวจาก FM ONE 103.5 กับสถานะโสดอีกครั้ง หลังหย่าร้าง ยังคงมองความรักเป็นสิ่งสวยงาม ที่ยังต้องการในชีวิต “ความรัก คือ สิ่งสวยงาม ไม่ว่าจะเจอเรื่องดี หรือไม่ดี มันก็ยังเป็นสิ่งสวยงามเสมอ เป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต เพราะว่าความรักเป็นแก่น ที่ทำให้เรามีพลังในการทำอะไรก็แล้วแต่ในชีวิต ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา มันอาจจะทุกข์ เศร้า เสียใจบ้าง แต่นั่นแหละ ทำให้เราโตขึ้นและแข็งแรงในอีกสเต็ปหนึ่งค่ะ ทำให้เราเห็นมุมมองใหม่ๆ เข้าใจความรักมากขึ้น และคิดว่าสักวันหนึ่งจะได้เจอความรักดีๆ ใครเจอแล้วก็รักษาให้ดีๆ ใครยังไม่เจอ ไม่เป็นไร สักวันจะเป็นวันของเราค่ะ”

ดีเจมะตูม

ดีเจฝีปากกล้า “มะตูม” เตชินท์ พลอยเพชร แห่ง 94 อีเอฟเอ็ม มาสไตล์ช่างมันฉันไม่แคร์ “เรื่องความรักของมะตูม คบแล้วมันอึดอัด ก็เลือกที่จะ ตัดแล้วเดินต่อคือความพอดีของชีวิต ถ้าเกิดเรามีทุกข์มากกว่าสุข เพราะความรักเราต้องเลือกที่จะตัดอะไรบางอย่าง เพื่อความสุขของตัวเอง ฟังดูอาจจะเห็นแก่ตัว แต่บางทีรองเท้าคู่ที่สวยอาจจะใส่ไม่ได้ เราต้องเลือกใส่คู่ดีๆ เพื่อที่จะเดินทางไกล”

 

อาทซ์-อรอานิญช์

ดีเจอาทซ์-อรอานิญช์ พีรชาขจรพัฒน์ สาวรวยอารมณ์ขัน แห่งคลื่น Chill 104.5 มาพร้อมนิยามรักแนวธรรมะ “รักเป็นเรื่องของพรหมลิขิต เวรกรรม ทำบุญทำกรรมด้วยกันมา คุณต้องเกิดมาเจอกัน ถ้าคุณมีความรักที่ดี แสดงว่าชาติที่แล้วคุณทำบุญมาดี แต่ถ้าชาตินี้คุณมีความรักไม่ดี โดนตบ โดนซ้อม แสดงว่าชาติที่แล้วคุณไปทำอะไรกับเขา ชาตินี้เขาถึงมาทำกับคุณ อันนี้เหตุการณ์เกิดขึ้นกับเพื่อน ร้องไห้หนักมาก สุดท้ายเขาก็ออกมาได้ เพราะเขาทำบุญเพื่อให้หมดเวรหมดกรรมกัน ดังนั้นความรักอย่าไปคาดหวังครับ ถ้าคนที่ใช่ก็คือใช่ คนที่ทำบุญร่วมกับเรามา คนนั้นแหละ ที่จะอยู่กับเราตลอดชีวิต”

 

‘ปิงปอง’ ธงชัย ทองกันทม

ซีรี่ส์ ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะ ซีรี่ส์ ซีซั่น 2 กำลังวาดลวดลายเผ็ดร้อน นิยามรักของ “ปิงปอง” ธงชัย ทองกันทม เจ้าของบทบาท “กอล์ฟ” กลับตรงกันข้าม เธอว่า“ความรักของฉันคือเพลง พี่ดี้-นิติพงษ์ บอกไว้อย่างหนึ่ง พี่ปุ๊-อัญชลี ก็บอกไว้อีกอย่างหนึ่ง เป็นรูปแบบของความรักที่ต้องไปฟังเอาเอง แต่ถ้าให้ฉันเขียน ฉันบอกอะไรไม่ได้ เพราะฉันไม่เคยมี ผ… เอ้ย! สามี ถ้าจะเขียนเกี่ยวกับความรัก ฉันจะเขียนเพลง ค่าน้ำนม เขียนให้กับ “ยายน้อย” ความรักก็คือคิดถึงเป็นห่วงดูแลกัน ถ้ามีคนที่ชอบเราจริงๆ สักวันเขาจะวิ่งเข้ามาเอง”

 

ดีเจพี่อ้อย

นิยามรักไหนๆ จงหลบไป เพราะ ขุ่นแม่!! ต้นตำรับ คลับฟรายเดย์ มาเอง อ้อย-นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล ถ่ายทอดนิยามรักฉบับ พี่อ้อย ว่า “ความรักเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนที่สุดแล้วในโลกใบนี้ เรามีช่วงเวลาเดียว ที่จะได้อยู่ด้วยกัน แล้วก็หมดอายุขัย สังเกตง่ายๆ จากคนรักกัน แล้วเกิดเหตุบางอย่างที่ทำให้ต้องแยกจากกัน หรือกับบางคนที่แข็งแรงดี จู่ๆ มีเหตุให้หมดอายุรัก เราไม่มีวันรู้ว่า พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เมื่อวานดี วันนี้ดี พรุ่งนี้ไม่รู้ เพราะฉะนั้นดูแลรักให้ดีๆ ทำวันนี้ให้ดีที่สุดค่ะ”

งานปรับปรุงพันธุ์เพื่ออนุรักษ์ “ไก่เหลืองหางขาว” ของศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ กบินทร์บุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

สกู๊ปพิเศษ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

งานปรับปรุงพันธุ์เพื่ออนุรักษ์ “ไก่เหลืองหางขาว” ของศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ กบินทร์บุรี

โครงการอนุรักษ์และพัฒนาการผลิตไก่พื้นเมือง ที่มีกรมปศุสัตว์เป็นแม่งาน มีจุดมุ่งหมายเพื่อสำรวจสายพันธุ์ไก่พื้นเมืองที่เกษตรกรเลี้ยงในแต่ละท้องถิ่นที่มีอยู่เป็นจำนวนมากทั่วประเทศ และสืบค้น รวบรวมภูมิปัญญา เกี่ยวกับการเลี้ยงไก่พื้นเมืองของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งพัฒนาองค์ความรู้ในการเลี้ยง การผลิตให้ถูกหลัก วิชาการ และควบคุมโรคระบาด

ทั้งนี้ มีการประเมินเบื้องต้นว่าไก่พื้นเมืองจำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ประดู่หางดำ ไก่ชี ไก่แดง และไก่เหลืองหางขาว มีศักยภาพในการส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมกับมอบหมายภารกิจให้ศูนย์วิจัยเชียงใหม่ ดูแลรับผิดชอบไก่ประดู่หางดำ, ศูนย์วิจัยท่าพระขอนแก่น ดูแลรับผิดชอบไก่ชี, ศูนย์วิจัยสุราษฎร์ธานี ดูแลรับผิดชอบไก่แดง และศูนย์วิจัยกบินทร์บุรี ดูแลรับผิดชอบไก่เหลืองหางขาว

คุณธีระชัย ช่อไม้ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ กบินทร์บุรี กล่าวว่า โครงการงานปรับปรุงพันธุ์ไก่เหลืองขาวได้ทำกันมาตลอดต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 14 ปี โดยในช่วง 5 ปีแรก เป็นความร่วมมือและได้รับการสนับสนุนจากทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

จากแผนงานจะเริ่มต้นด้วยการออกสำรวจพื้นที่ทุกแห่งเพื่อค้นหาพันธุกรรม ทั้งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายที่ต้องการแค่จะค้นพบสายพันธุ์ไก่เหลืองหางขาวที่แท้จริง แต่ควรมีการเก็บพันธุกรรมที่ดีไว้เป็นข้อมูลในคราวเดียวกันด้วย

จากนั้นจึงไปหาซื้อพันธุ์ไก่มาจากทุกแหล่งในประเทศ แล้วนำมาเลี้ยงแยกกลุ่ม มีการทำรหัส เลข และสี เพื่อระบุที่มาและประวัติไก่ทุกตัว ทั้งยังมีการบันทึกข้อมูลลำดับขั้นตอนการเจริญเติบโตตั้งแต่ในช่วงเป็นไข่จนกระทั่งโตเต็มวัยว่าเป็นไก่ตัวไหนเพื่อจะได้สืบค้นได้ถูก

สำหรับฝูงไก่ที่กำหนดไว้ในโครงการมีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 400 ตัว ซึ่งประกอบด้วย แม่พันธุ์จำนวน 350 ตัว พ่อพันธุ์จำนวน 70-80 ตัว จากนั้นจึงให้มีการผสมพันธุ์ จนเมื่อได้ลูกไก่ออกมา พบว่ามีหลากหลายสีมาก จึงต้องจัดการคัดแยกลูกไก่ที่ดูแล้วมีลักษณะใกล้เคียงออกมาไว้ต่างหาก และต้องทำตามขั้นตอนเช่นนี้ทุกปี โดยจะต้องคัดเลือกให้ตรงตามคุณลักษณะเด่นของสายพันธุ์พื้นเมืองเหลืองหางขาว ไม่ว่าจะเป็นที่ปาก แข้ง รวมถึงสร้อยต้องมีสีเหลืองและหางมีสีขาว

ดังนั้น จึงต้องเลี้ยงด้วยกรงตับ แล้วเมื่อได้ไข่จะทำเครื่องหมายไว้ทุกใบ เพื่อต้องการจับคู่แม่-ลูกให้ถูกต้อง จะต้องมีการคัดแยกในทุกระยะ ทุกขั้นตอนของการเจริญเติบโต ไม่ว่าจะเป็นระยะฟัก ระยะอนุบาล ระยะเล็ก ระยะรุ่น และระยะพ่อ-แม่พันธุ์ ทั้งนี้ เพื่อดูพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายตลอดเวลา จึงต้องหมั่นสังเกตแล้วคัดแยกไก่ที่มีลักษณะถูกต้องไว้

นอกจากการคัดเลือกตัวไก่แล้ว ขณะเดียวกัน ต้องมีการเก็บข้อมูลเรื่องไข่ของไก่พื้นเมืองด้วย เพื่อนำมาศึกษาว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร มีความเหมือนหรือแตกต่างจากไก่ไข่ทั่วไปอย่างไร แล้วผลจากการเก็บข้อมูลไข่พบว่าไก่เหลืองหางขาวมีสีเปลือกตั้งแต่เป็นสีครีม สีขาว และน้ำตาลอ่อน ซึ่งแตกต่างจากไข่ไก่ที่วางขายเนื่องจากมีสีน้ำตาลเข้ม ดังนั้น ถ้าไปเดินตามตลาดที่มีชาวบ้านนำไข่มาวางขายแล้วพบว่าไข่ไก่สีอ่อนขาวนวล แสดงว่าเป็นไข่ของไก่พื้นเมือง

ผอ. ศูนย์วิจัย เผยว่า ควรให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พันธุ์ไก่พื้นเมืองทั้งที่อยู่ในถิ่นและนอกถิ่น (อนุรักษ์ในถิ่นหมายถึง การนำไปให้ชาวบ้านเลี้ยงแบบธรรมชาติ เพื่อให้ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์ ส่วนการอนุรักษ์นอกถิ่นหมายถึง ความรับผิดชอบของศูนย์วิจัยที่ต้องดูแลและอนุรักษ์ไก่ไว้)

สำหรับชาวบ้านนำไก่เหลืองหางขาวไปใช้ประโยชน์คือ กลุ่มที่ต้องการเลี้ยงเพื่อใช้เป็นอาหาร หรือขายเป็นไก่บ้าน อีกกลุ่มเลี้ยงเพื่อใช้เป็นไก่สวยงาม มีการแยกเพศแล้วส่งประกวด โดยกลุ่มนี้ต้องการให้ไก่มีขนาดใหญ่สมบูรณ์ กลุ่มต่อมาเลี้ยงเพื่อการแข่งขัน อาจไม่เน้นสีสันเท่าไร แต่ขอให้มีคุณสมบัติเด่นในการตี โดยกลุ่มนี้นิยมไก่ที่มีขนาดไม่เกิน 3 กิโลกรัม

“นอกจากนั้นแล้ว ยังมีความต้องการจากสถาบันการศึกษาเพื่อนำไปใช้ในงานศึกษาวิจัยเรียนรู้ ถึงแม้ความต้องการไก่ของกลุ่มนี้จะมีเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นจากการนำไปใช้ต่อยอดเพาะ-ขยายเป็นไก่ลูกผสมพื้นเมืองเพื่อนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์แล้ว เห็นว่าจะสร้างคุณประโยชน์มากมาย”

ภายหลังจากการอนุรักษ์นอกถิ่นเสร็จแล้วจะต้องนำไก่พื้นเมืองกลับไปให้ชาวบ้านเลี้ยงแบบอนุรักษ์ในถิ่น เพราะโดยแท้จริงแล้วไก่จะต้องกลับไปใช้ชีวิตตามธรรมชาติ จะต้องหากินเอง ผสมพันธุ์กันแล้วฟักไข่เอง จึงจะเป็นไก่พื้นเมืองที่แท้จริง

สำหรับการผลิตพ่อ-แม่พันธุ์เพื่อจำหน่าย คุณธีระชัย บอกว่า ที่ศูนย์มีการเพาะ-เลี้ยงลูกไก่ตลอดเวลา ในแต่ละสัปดาห์จะขายลูกไก่ออกไปประมาณ 300-400 ตัว อายุไก่ที่ขายเป็นลูกไก่ที่มีอายุประมาณ 1 สัปดาห์ ราคาขายตัวละ 15 บาท เป็นการขายเหมารวมเพศ

“ที่ผ่านมาพบว่ามีความต้องการมากเพราะยอดการสั่งจองมีเข้ามามากถึง 5,000-6,000 ตัว จนต้องมีการระงับการจองในบางคราวเพื่อให้สามารถเพาะลูกไก่ได้ทันเวลา โดยลูกค้าจะได้ไม่ต้องรอนาน และในบรรดาความต้องการเลี้ยงมีกลุ่มที่เป็นชาวบ้านนำไปเลี้ยงเพื่อเป็นไก่พื้นเมืองจำนวนมากกว่ากลุ่มอื่น”

ผอ. ศูนย์วิจัย แนะนำวิธีเลี้ยงไก่พื้นเมืองแบบถูกต้องและประหยัดว่า ควรมีการกำหนดพื้นที่เลี้ยงให้สอดคล้องกับโรงเรือน ทั้งนี้ มีการสำรวจออกแบบสถานที่สำหรับเลี้ยงไก่พื้นเมืองว่าควรมีพื้นที่ด้านนอกประมาณ 6 คูณ 6 เมตร เฉพาะโรงเรือนมีขนาด 2.50 คูณ 2.50 เมตร สามารถเลี้ยงไก่ได้จำนวน 15-20 ตัว โดยมีราคาคอกไก่และโรงเรือนประมาณ 8,500-9,000 บาท อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความประหยัดควรใช้วัสดุก่อสร้างที่หาได้ในท้องถิ่น

อีกกิจกรรมหนึ่งที่ทางศูนย์วิจัยกบินทร์บุรีทำอยู่คือ การเลี้ยงไข่ไก่แบบอิสระ เนื่องจากเป็นการช่วยในเรื่องการลดต้นทุน เพราะที่ผ่านมาการเลี้ยงในกรง หรือในคอก พบว่ามีต้นทุนสูง แต่ในรูปแบบการเลี้ยงอิสระนี้จะปล่อยให้ไก่ออกหาอาหารตามธรรมชาติในบริเวณพื้นที่จำกัด ซึ่งไก่สามารถหาอาหารตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพืช/แมลง ครั้นเมื่อถึงเวลาให้อาหารตามปกติพบว่าไก่กินอาหารที่เตรียมไว้ให้น้อยลงจากเดิมที่เคยกินปริมาณ 120 กรัม ต่อตัว ต่อวัน จะเหลือเพียง 70-75 กรัม ต่อตัว ต่อวัน

โดยวิธีการตามแนวทางนี้คือ เมื่อถึงเวลาการให้อาหารในช่วงเช้าจะยกถังอาหารให้สูงขึ้น แล้วปล่อยไก่ออกมาจากโรงเรือนเพื่อให้ออกไปหากินอาหารตามธรรมชาติ และควรเป็นพื้นที่มีร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่-เล็ก แต่ไม่ควรปล่อยโล่ง จนกระทั่งตอนบ่ายให้นำถังอาหารลงพื้นตามปกติแล้วจึงต้อนไก่เข้าโรงเรือน เพื่อให้ไก่กินอาหารที่เตรียมไว้ ซึ่งจะพบว่าอาหารที่เคยให้ตามปกติจะเหลือจากเดิมเพิ่มมากขึ้น

ไก่ที่เลี้ยงเป็นพันธุ์โรสไอแลนด์เรด ไก่พันธุ์นี้จะเริ่มไข่เมื่ออายุ 22 สัปดาห์ โดยจะสามารถให้ไข่ได้ประมาณ 1 ปี คุณธีระชัย เผยว่า คุณภาพไข่ที่ได้อยู่ในเกณฑ์ตามปกติ และน้ำหนักไก่โดยเฉลี่ยประมาณ 1.8-2 กิโลกรัม แต่ให้สังเกตว่าลักษณะโดยรวม ไก่จะมีความสมบูรณ์ มีสีขนเรียบมัน เนื่องจากไก่มีความสุข

แล้วยังชี้ว่า ความสามารถในการให้ไข่คงจะเทียบกับธุรกิจเอกชนไม่ได้ แต่อาจจะมีศักยภาพในการให้ไข่ได้ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ากลับไปมองในเรื่องต้นทุนแล้วกลับช่วยลดต้นทุนได้มากกว่าซึ่งถือเป็นเรื่องดี ดังนั้น แนวทางนี้จึงเหมาะกับชาวบ้าน

“ผลที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ จะเป็นการยืนยันให้กับสังคมได้รับรู้อย่างแท้จริงว่า ไก่พื้นเมืองเหลืองหางขาวของแท้นั้นมีตัวตนจริง สามารถทำให้คนรุ่นหลังได้รู้จักและเห็นของจริงด้วย นอกจากนั้น ยังสามารถใช้เป็นช่องทางประกอบอาชีพของเกษตรกรรายย่อยได้โดยไม่ต้องแข่งขันกับสินค้าที่เป็นผลผลิตจากธุรกิจรายใหญ่ แล้วช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงไก่พื้นเมือง” ผอ. ศูนย์วิจัย กล่าว

ท่านที่สนใจต้องการพันธุ์ไก่พื้นเมืองเหลืองหางขาวต้องโทรศัพท์มาสั่งจอง ระบุจำนวนที่ต้องการได้ที่ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ กบินทร์บุรี โทรศัพท์ (037) 625-208 ในเวลาราชการ

ชื่อท้องถิ่น ไก่เหลืองหางขาวกบินทร์บุรี

ถิ่นกำเนิด และแหล่งที่เลี้ยง ไก่เหลืองหางขาวกบินทร์บุรี (Lueng Hang Kao Kabinburi) – เป็นไก่พันธุพื้นเมืองไทย กรมปศุสัตว์ โดยศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ กบินทร์บุรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ได้ทำการคัดเลือกพันธุ์และให้ชื่อว่า “ไก่เหลืองหางขาวกบินทร์บุรี” แหล่งที่เลี้ยงพบมากในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย

ลักษณะประจำพันธุ์

– เพศผู้ มีสร้อยคอ สร้อยหลัง และสร้อยปีกสีเหลืองหรือเหลืองส้ม, ขนลำตัวสีดำแซมกระขาว, ขนหางสีดำแซมขาว, ใบหน้าสีแดง, หงอนถั่ว, แข้งและปากสีเหลือง

– เพศเมีย มีปากเหลือง แข้งเหลือง ขนลำตัวดำ มีกระขาวเล็กน้อย

– พ่อพันธุ์ รูปร่างสูงโปร่ง ขายาว มีปากเหลือง แข้งเหลือง ขนลำตัวดำแซมกระขาวเล็กน้อย ขนหางดำแซมขาว ส่วนสร้อยคอ สร้อยหลัง และสร้อยปีก มีสีเหลืองหรือเหลืองส้ม

– แม่พันธุ์ มีปากเหลือง แข้งเหลือง ขนลำตัวดำ มีกระขาวเล็กน้อย

ลักษณะสำคัญทางเศรษฐกิจ เมื่อเลี้ยงในฟาร์ม การเจริญเติบโตที่อายุ 12 สัปดาห์ มีน้ำหนักเพศผู้ 1,279?171 กรัม เพศเมีย 1047?130 กรัม อัตราการตาย 1.5% อายุเมื่อให้ไข่ฟองแรก 189?12 วัน และผลผลิตไข่ 113?30 ฟอง ต่อแม่ ต่อปี

– เมื่อเลี้ยงในหมู่บ้าน อายุเมื่อให้ไข่ฟองแรก 226?29 วัน และผลผลิตไข่ 36.28 ฟอง ต่อแม่ ต่อปี และให้ลูกไก่ 23?17 ตัว ต่อแม่ ต่อปี (เมื่อแม่ไก่ฟักไข่เองและเลี้ยงลูกเองตามธรรมชาติ)

การนำไปใช้ประโยชน์

– เพื่อการบริโภคทั้งบริโภคเนื้อและไข่

– สามารถเพิ่มรายได้ของครอบครัว

– เป็นอาชีพเสริมของเกษตรกร

75 ปี อภัยภูเบศร ก้าวกระโดดของการพัฒนาการแพทย์แผนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

สกู๊ปพิเศษ

สุจิต เมืองสุข

75 ปี อภัยภูเบศร ก้าวกระโดดของการพัฒนาการแพทย์แผนไทย

พ.ศ.2484 ในอดีต มีการก่อตั้งโรงพยาบาลปราจีนบุรี เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในปีพ.ศ.2509 เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ข้าราชการสยามคนสุดท้าย ที่ปกครองเมืองพระตะบอง และเป็นเจ้าของอาคารทรงบาโรกที่ก่อสร้างขึ้น เพื่อตั้งใจให้เป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 5 หากเสด็จประพาสเมืองปราจีน ซึ่งอาคารเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นสถานที่สำคัญของจังหวัดและยังเป็นอาคารสำหรับแผนกผู้ป่วยในแห่งแรกของโรงพยาบาล นับถึงปัจจุบัน รวมการก่อตั้งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ 75 ปี เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา

ยิ่งเมื่อประเทศไทย ได้นำการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรมาใช้ในระบบบริการสุขภาพ มาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 โดยเริ่มจากงานสาธารณสุขมูลฐานก่อน จนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 มีโครงการนำร่องในการพัฒนาระบบบริการการผสมผสานบริการการแพทย์แผนไทยในระบบบริการสุขภาพ จากนั้นมีการเปิดคลินิกการบริการการแพทย์แผนไทยในระบบบริการสาธารณสุขของรัฐหลายแห่ง

โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ก็เป็นโรงพยาบาลที่ให้บริการตามแนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและบูรณาการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ถึงระดับเป็นที่รู้จักกว้างขวางในฐานะของแบรนด์ผลิตภัณฑ์สมุนไพรระดับต้นของประเทศไทย อันเนื่องมาจากการที่โรงพยาบาลเป็นผู้บุกเบิกงานด้านการพัฒนาสมุนไพร

ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จึงเป็น 1 ใน 14 แห่ง ที่ได้รับมอบหมายให้พัฒนาโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยตัวอย่าง และได้เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2256

เปิดโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศร

ในวันที่ครบรอบสถาปนาโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร 75 ปี เป็นโอกาสอันดี ในการเปิด “โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศร” ในวันเดียวกัน โดยนายแพทย์จรัญ บุญฤทธิการ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวถึงการเปิดให้บริการโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศร ที่เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบว่า ที่ผ่านมา โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีการพัฒนาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรมากว่า 30 ปี มีการพัฒนายาสมุนไพร การบริการและส่งเสริมสุขภาพในชุมชน การบริการผู้ป่วยนอก การเผยแพร่ความรู้ กระทั่งปีพ.ศ.2556 ได้มีการเตรียมการในด้านบุคลากร อาคารสถานที่ โรค และอาการที่จะบูรณาการ มาตรฐานการตรวจวินิจฉัย การให้การรักษา การประเมินผล การบริหารความเสี่ยง การส่งต่อระหว่างการแพทย์ทั้ง 2 ระบบ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา

“โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศร มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีการใช้ทฤษฎีทางการแพทย์แผนไทยในการตรวจ วินิจฉัย รักษา ป้องกัน และฟื้นฟูสุขภาพอย่างมีมาตรฐาน มีคุณภาพ มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ตลอดจนพัฒนาการเก็บรวบรวมองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและการใช้ยาสมุนไพรอย่างเป็นระบบ มีการวิจัยที่มีความน่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง และมีฐานข้อมูลสามารถสืบค้นและนำไปพัฒนาต่อยอดเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพได้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งในการทำงานร่วมกันระหว่างสหสาขาวิชาชีพด้านสาธารณสุข เกิดการเชื่อมโยงการรักษา การส่งต่ออย่างมีประสิทธิภาพและเป็นแหล่งฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรด้านแพทย์แผนไทยให้มีคุณภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้ป่วย และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการนำเข้ายาแผนปัจจุบัน อนุรักษ์ซึ่งภูมิปัญญาและทำให้ประเทศและประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพได้อย่างยั่งยืน”

ปัจจุบัน มีผู้ป่วยมารับบริการเฉลี่ยวันละ 50-100 คน มีหอผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล จำนวน 18 เตียง การให้บริการ จะเน้นโรคที่เป็นจุดแข็งของการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และมีแนวทางการรักษา (CPG)ชัดเจน ได้แก่ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคสะเก็ดเงิน การดูแลมารดาหลังคลอด โรคกระดูกและข้อ โรคตับแข็ง และโรคพาร์กินสัน โดยแพทย์แผนไทยจะตรวจวินิจฉัยระบบธาตุทั้ง 4 และตรีโทษ เส้นสิบ ดูสีผิว ลิ้น และการบำบัดรักษาด้วยการนวด การอบ การประคบ และการกดจุดปรับสมดุลแต่ละที่ รวมถึงการเผายา ย่างยา การใช้ยาสมุนไพรที่ปรุงยาตามทฤษฎีแพทย์แผนไทยและตามคัมภีร์เฉพาะผู้ป่วยแต่ละรายด้วย

สำหรับกระบวนการรักษาของการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มีขั้นตอนการตรวจโดยแพทย์แผนไทย หัวใจหลักคือ การดูอย่างเป็นองค์รวม และนำทฤษฎีธาตุเข้ามาใช้ โดยจะเริ่มจากการซักประวัติอาการคนไข้โดยละเอียด เพื่อหาสาเหตุของการทำให้เกิดโรค ประวัติการรักษาที่ผ่านมา ประวัติการแพ้ โรคประจำตัว ตรวจวัดสัญญาณชีพ จากนั้น เข้าสู่กระบวนการตรวจทางศาสตร์แผนไทย โดยดูธาตุเจ้าเรือนว่าผู้ป่วยมีธาตุเจ้าเรือนทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ อะไรที่กำเริบ หย่อนหรือพิการ ดูความสมดุลของตรีธาตุ (ปิตตะ วาตะ เสมหะ) โดยเน้นเรื่องความสมดุลเป็นหลัก ตรวจร่างกาย โดยดูรอยโรค อาการ ลักษณะทั่วไป ดูลิ้น เยื่อบุตา สีตา ตรวจเส้นประธาน 10 และเส้นตามร่างกาย ตรวจชีพจรแบบแผนไทย(ดูลักษณะการเต้นของชีพจรซึ่งสามารถบ่งบอกอาการเจ็บป่วยได้) และตรวจกำเดา คือความร้อนในร่างกาย จากนั้น นำมาประกอบกับการรักษา เพื่อปรับเข้าสู่สมดุลก็จะไม่ทำให้เกิดการเจ็บป่วย

“โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ให้บริการรักษาทางด้านแผนไทยมายาวนานกว่า 10 ปี ซึ่งโรคที่มีผู้มารับบริการมากสุดคือ กลุ่มอาการกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ เช่น ออฟฟิศซินโดรม หัวไหล่ติดเข่าเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อ และโรคที่แผนปัจจุบันยังไม่สามารถให้คำตอบได้ เช่น สะเก็ดเงิน โดยพบว่า ผู้ป่วยที่มารับการรักษาได้รับประทานยาต้มสมุนไพรเฉพาะราย พบว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มดีขึ้นกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และบางรายสามารถหยุดยาได้โดยไม่มีอาการกำเริบซ้ำ”

ส่วนหัตถการที่ให้บริการ ได้แก่ การเผายา การกักน้ำมัน การประคบแช่แผลโรคสะเก็ดเงิน และการพอกยา

การจัดตั้งโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศรนี้ นับว่าเป็นอีกทางที่จะช่วยในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาด้านสุขภาพ โดยนำมาใช้ประโยชน์อย่างมีมาตรฐาน มีแบบแผน ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ไม่จำเป็นและเปิดโอกาสการรักษาให้กับผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษาในบางโรค บางอาการที่แผนปัจจุบันอาจจะยังหาคำตอบไม่ได้ แต่แพทย์แผนไทย ยาสมุนไพร สามารถตอบโจทย์ได้ เช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคสตรี (หนาวใน/วัยทอง/การอยู่ไฟหลังคลอด) ฟื้นฟูอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น การแพทย์แผนไทยยังช่วยในเรื่องบำรุงร่างกายให้แข็งแรงซึ่งไม่มีในศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบัน และเชื่อว่าการจัดตั้งโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คนไทยหันกลับมาสู่รากเหง้าที่มีคุณค่า ที่ปู่ย่าตายายทิ้งมรดกไว้ให้เราได้ใช้ประโยชน์ โดยผ่านระบบการบริการที่มีมาตรฐาน ในโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศร

ก้าวสู่ยุคผลิตภัณฑ์สมุนไพร กับ ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร

การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรนั้น ต้องให้เกียรติ ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ที่เริ่มต้นวิชาชีพเภสัชกรของโรงพยาบาล หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล นอกเหนือไปจากงานประจำแล้ว ภญ.สุภาภรณ์ ยังเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครฝึกอบรมและให้ความรู้ด้านสมุนไพรแก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้สื่อข่าวสาธารณสุข (ผสส.) ส่งเสริมการใช้พืชสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐานภายใต้นโยบายแห่งชาติด้านสาธารณสุข

ภญ.สุภาภรณ์ ได้เก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรท้องถิ่นและการใช้ยาสมุนไพรจากหมอยาพื้นบ้าน เป็นจุดเริ่มต้นให้ภญ.สุภาภรณ์ใช้เวลาในช่วงวันหยุดออกไปพูดคุยและเดินป่าสำรวจสมุนไพรร่วมกับหมอยาพื้นบ้านเหล่านั้น เพื่อจดบันทึกข้อมูลและรวบรวมความรู้จากภูมิปัญญา

การสะสมความรู้เหล่านี้ มาถึงจุดเปลี่ยนในปีพ.ศ.2529 เมื่อ พญ.อุไรวรรณ โชติเกียรติ เพื่อนร่วมงาน ได้ขอให้พัฒนายาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคเริมในปากสำหรับเด็ก ที่สามารถทดแทนการใช้ยาแผนปัจจุบัน ภญ.สุภาภรณ์จึงได้คิดค้นพัฒนาผลิตยากลีเซอรีนพญายอ จากความรู้ภูมิปัญญาไทย พญายอ (เสลดพังพอนตัวเมีย) เป็นสมุนไพรที่ใช้รักษาเริมและงูสวัดมานาน และยังรับประทานเป็นผักได้อีกด้วย งานวิจัยยังแสดงด้วยว่า พญายอ มีคุณสมบัติด้านการอักเสบและไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นพิษ ซึ่งกลีเซอรีนพญายอของภญ.สุภาภรณ์ ถือเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมครั้งแรกที่มีการนำพืชสมุนไพรมาเป็นส่วนประกอบในตำรับยา และนำกระบวนการผลิตและสารที่ใช้ในการแพทย์แผนปัจจุบันมาผลิตเป็นยาแผนโบราณ

นับเป็นความโชคดี ที่นายแพทย์เปรม ชินวัทนานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขณะนั้น ริเริ่มก่อตั้งโครงการสาธิตการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรอย่างครบวงจร มีวัตถุประสงค์เพื่อสาธิตและให้การฝึกอบรมแก่ชุมชนในการบูรณาการกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ การผลิตเป็นผลิตภัณณ์สำเร็จรูป ไปจนถึงการจำหน่าย โดยมีการสาธิตเปิดร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพร ภายใต้ชื่อ อภัยภูเบศร แก่สาธารณชน

ในที่สุด ความพยายามส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากพืชเกษตรอินทรีย์ในหมู่ชุมชนท้องถิ่นก็เป็นรูปธรรมขึ้น เมื่อมีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรที่ยอมรับในแนวทางเกษตรอินทรีย์ โดยกลุ่มเกษตรกรบ้านดงบัง ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เข้าร่วมเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบสมุนไพร ต่อมาได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ หรือ IFOAM และยังคงเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบหลักให้แก่โรงพยาบาล แม้ว่าจะมีกลุ่มผู้ปลูกสมุนไพรรายใหม่เพิ่มขึ้นมาในระยะหลัง

สร้างศูนย์กลางสมุนไพรฯ เพื่อความยั่งยืนทางยา

แต่ความจำเป็นที่จะให้สมุนไพรคงอยู่ เพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร เป็นปัจจัยที่ภญ.สุภาภรณ์ ผู้ริเริ่มคำนึงถึง โดยภญ.สุภาภรณ์เปิดเผยถึงแนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกพืชสมุนไพรอย่างถูกทางว่า พืชสมุนไพรมีหลายชนิด และในจำนวนหลายชนิดก็เข้ากับกระบวนการยาตำรับ จำนวน 80-90 เปอร์เซ็นต์ เก็บเกี่ยวจากป่า หากไม่มีระบบการจัดการที่ดี สมุนไพรก็เสี่ยงสูญพันธุ์ การแก้ปัญหาตรงนี้ได้วางแนวคิดไว้แล้ว โดยขอสนับสนุนพื้นที่จากหน่วยงานทหารในการสร้างสวนป่าสมุนไพรลดโลกร้อนโดยความยั่งยืนทางยา ซึ่งจะเป็นพื้นที่ที่ปลูกสมุนไพรหายากและเก็บรวบรวมสมุนไพรไว้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ชนิด อาทิ แก่นมหาด กำแพงเจ็ดชั้น ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ หัวร้อยรู เป็นต้น แบ่งพื้นที่เป็นส่วนปลูกไว้สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบและศึกษาวิธีการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน อีกส่วนเป็นพื้นที่ปลูกสำหรับการวิจัย ดูการขยายตัวทางเศรษฐกิจของพืชสมุนไพร และมีแปลงสาธิตให้เกษตรกรเข้ามาศึกษาการปลูก การเก็บเกี่ยวให้ได้คุณภาพที่ดี ถ่ายทอดในมุมของเทคโนโลยี ทั้งยังเป็นเสมือนคลังสินค้าให้กับเกษตรกรในเครือข่าย เมื่อมีความรู้ในการปลูกดูแลเก็บเกี่ยวที่ได้คุณภาพ นำไปปลูก มีการควบคุม จากนั้นอภัยภูเบศรก็เป็นศูนย์กลางการจำหน่ายวัตถุดิบให้กับเกษตรกร

“ตอนนี้มีการปลูกแต่เป็นลักษณะของการกระจัดกระจาย ดังนั้น สวนป่าสมุนไพรฯ นี้จะเป็นเสมือนศูนย์วิจัยสมุนไพร เป็นสถานที่แรกที่มีการวิจัยและการส่งเสริมในแห่งเดียวกัน และศูนย์กลางแห่งนี้จะช่วยรักษาระบบให้ยั่งยืน”

เมื่อวางเป้าหมายให้กับความยั่งยืนของระบบสมุนไพร การส่งต่อสู่อนาคต ก็ไม่ละทิ้ง

ที่ทราบมาคือในทุกปี อภัยภูเบศร โดยภญ.สุภาภรณ์ เป็นโต้โผในการจัดกิจกรรมที่หลากหลายสำหรับเยาวชน เช่น การเดินป่า และค่ายหมอยาน้อย เพื่อสนับสนุนความรู้ในการใช้ยาสมุนไพรในทางปฏิบัติ และความรักธรรมชาติให้เกิดขึ้นในกลุ่มเด็กและเยาวชน รวมถึงค่ายรักษ์เขาใหญ่ ซึ่งเป็นค่ายฤดูร้อน เริ่มต้นจากเด็กที่อาศัยอยู่รอบพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปลูกฝังให้เด็กมีความรักหวงแหนในธรรมชาติ ต่อมาได้ขยายวงเป็นการจัดให้เด็กนับร้อยคนจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรม โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม มีจิตอาสา รู้บทบาทของตนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น

กลุ่มรักษ์เขาใหญ่-ค่ายหมอยาน้อย

อนาคตของสมุนไพรไทย

นับเป็นโอกาสดีที่ได้พูดคุยกับ คุณเกรียง ฤทธิ์เจริญ ผู้จัดการส่วนพัฒนาโรงงานมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในฐานะที่เป็นเยาวชนรุ่นแรกๆ ที่ได้ร่วมกิจกรรมในการออกค่ายหมอยาน้อย ซึ่งมี ภญ.สุภาภรณ์ เป็นหัวหน้าทีม ซึ่งปัจจุบันคุณเกรียง ยังควบตำแหน่งประธานกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ เพื่อนำทีมในการจัดกิจกรรมค่ายหมอยาน้อย และการขับเคลื่อนกิจกรรมของกลุ่มรักษ์เขาใหญ่

คุณเกรียง ในวัย 41 ปี ย้อนเล่าถึงอดีตที่เขาเดินตามภญ.สุภาภรณ์ เมื่อครั้งเป็นเยาวชน อายุราว 18-19 ปีก่อน ให้ฟังว่า กิจกรรมเริ่มราวปีพ.ศ.2535 ในแต่ละปีจัดกิจกรรมค่ายประมาณ 3 ครั้ง ระยะแรกเป็นเด็กที่อาศัยอยู่พื้นที่โดยรอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และจังหวัดโดยรอบ เช่น นครนายก ปราจีนบุรี นครราชสีมา เพื่อชี้ให้เด็กเชื่อมต่อกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและภูมิปัญญา ต่อมามีเด็กที่ทราบรายละเอียดของกิจกรรมค่าย ติดต่อเข้ามา จึงขยายวงกว้างออกไปมากขึ้น

“สมัยผมเด็กๆ ผมเดินตามหลังพี่ต้อม (ภญ.สุภาภรณ์) เดินป่า ชวนกันศึกษาธรรมชาติ นอนในป่า คุยภาพธรรมชาติ เขาใหญ่ สมุนไพร พูดตรงๆ ว่าตอนนั้นคิดว่าพี่ต้อมเพ้อ จะทำให้ต้นไม้ใบหญ้ามาขายเป็นเศรษฐกิจระดับร้อยล้านได้อย่างไร แต่มาถึงวันนี้ สิ่งที่พี่ต้อมคิดมันยิ่งใหญ่ เป็นจริง สร้างคนได้ สร้างเศรษฐกิจได้”

คุณเกรียง บอกด้วยว่า ในปัจจุบันแม้ว่าจะเป็นผู้จัดการส่วนพัฒนาโรงงานมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ดูแลเรื่องการผลิต แต่การทำกิจกรรมในฐานะประธานกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ ก็สามารถนำมาเชื่อมโยงกันได้ ซึ่งเมื่อเด็กได้ออกค่ายเรียนรู้ธรรมชาติ ปล่อยให้เด็กลงแปลงแบบง่ายๆ ก็สรุปรวบมาถึงเรื่องขอการนำภูมิปัญญามาผนวกกับวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิดสายการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรออกจำหน่ายได้

แม้ว่า ข้อมูลเรื่องต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรทั้งหมดกว่า 200 ชนิด ของอภัยภูเบศร ที่ทราบจากคุณเกรียง ทำให้เห็นภาพได้ว่า ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์สมุนไพรในกลุ่มเครื่องสำอางมากกว่ากลุ่มยา อีกทั้งผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรในกลุ่มเครื่องสำอางก็จำหน่ายได้ปริมาณมากกว่ากลุ่มยาก็ตาม แต่ตัวเลขการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากกลุ่มเครื่องสำอางและกลุ่มยาไม่แตกต่างกัน คุณเกรียง อธิบายว่า การผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรในกลุ่มยามีต้นทุนที่สูงมาก และผู้บริโภคมีความต้องการไม่มากเท่าที่ควร แต่อภัยภูเบศร จำเป็นต้องผลิตและจำหน่ายในราคาถูก วัตถุประสงค์เดียวคือ ต้องการให้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มยาสมุนไพร ยังคงอยู่ในสังคม ให้คนจดจำและรู้จัก

ผลิตภัณฑ์สมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

จากการผลิตกลีเซอรีนพญายอ เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ผลิตภัณฑ์สมุนไพรของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีความเจริญเติบโตไปสู่ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจำนวนมาก ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 200 รายการ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล เครื่องดื่ม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เบ็ดเตล็ดอื่น ในจำนวนผลิตภัณฑ์กว่า 200 รายการ ผลิตภัณฑ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ดังนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ยา ได้แก่ 1.มะขามป้อมแก้ไอ 2.ขมิ้นชัน 3.ฟ้าทลายโจร 4.เพชรสังฆาต และ 5.หญ้าปักกิ่ง ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ได้แก่ 1.เซรั่มบัวไผ่ข้าว 2.แอนตี้ ดาร์ก สปอร์ต (เซรั่ม) 3.ยาสีฟันกระชาย 4.เอ็มบริก้า สกัดจากมะขามป้อม และ 5.โทนเนอร์

มะขามป้อม หรือ มะขามป้อมอินเดีย ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthusemblicaเป็นต้นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์ Phyllanthaceaeเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง และมีคุณค่าทางสมุนไพรด้วย มะขามป้อมเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสระแก้ว มีชื่อพื้นเมืองอื่นอีกคือ กันโตด (เขมร-กาญจนบุรี) กำทวด (ราชบุรี) มะขามป้อม (ทั่วไป) มั่งลู่, สันยาส่า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

มะขามป้อมจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุด ในบรรดาผลไม้ทั้งหมด เพราะมะขามป้อมลูกเล็กๆเพียงลูกเดียว ให้วิตามินซีสูงกว่าวิตามินซีสังเคราะห์ถึง 12 เท่า และมากกว่าน้ำส้มคั้นถึง20 เท่า

การใช้ประโยชน์

ใช้รับประทานเพื่อบรรเทาหวัด แก้ไอ และละลายเสมหะได้ มีแทนนินซึ่งมีฤทธิ์ในการต้านออกซิเดชัน ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ยับยั้งการสร้างเมลานิน และสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ได้

ขมิ้นชัน ชื่อวิทยาศาสตร์ :Curcuma loga Linn., Curcuma domesticaValetonชื่อท้องถิ่น ขมิ้นแกง ขมิ้นหยวก ขมิ้นหัว ยากยอ สะยอ หมิ้น ส่วนที่ใช้ประโยชน์คือ เหง้าสดและแห้ง

การใช้ประโยชน์

มีวิตามิน เอ ซี อี เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 ตัว มีผลทำให้ช่วยลดไขมันในตับ สมานแผลภายในกระเพาะอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ทำความสะอาดให้ลำไส้ เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ ต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดมะเร็งในตับ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง กำจัดเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไปแล้วสะสมในร่างกายเตรียมก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็ง และช่วยขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังคลอดบุตรได้ดี รองจากการรับประทานหัวปลี

ฟ้าทลายโจร อยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographispaniculata (Burm.f.) Wall ex Nees.) เป็นพืชล้มลุกฤดูเดียว ในตระกูล Acanthaceaeมีถิ่นกำเนิดในอินเดียและศรีลังกา โดยในตำรายาโบราณของไทย จัดให้เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่สามารถหามารับประทานแก้โรคได้เอง สูงประมาณ 30-70 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม แตกกิ่งมาก ใบรียาว ปลายใบแหลม ดอกขนาดเล็กสีขาว มีรอยกระสีม่วงแดง ลักษณะเป็นหลอด ฝักคล้ายฝักต้อยติ่ง เมล็ดสีน้ำตาลอ่อน ใบมีสารประกอบแลกโตน ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาแก้ไข้ โรคทางเดินหายใจ แก้เจ็บคอ แต่บางคนอาจเกิดอาการแพ้ได้ ซึ่งต้องหยุดยาทันที

การใช้ประโยชน์

ฟ้าทลายโจรมีสรรพคุณหลายประการ เช่น แก้ไข้หวัด แก้ไข้หวัดใหญ่ ระงับอาการอักเสบ ไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ขับเสมหะ รักษาโรคผิวหนัง ฝี แก้ติดเชื้อ ที่ทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย บิด และแก้กระเพาะลำไส้อักเสบ เป็นยาขมเจริญอาหาร มีฤทธิ์ระงับการติดเชื้อหรือระงับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้ ซึ่งควรใช้ให้ถูกต้องด้วยจะได้ผลดีมาก

เพชรสังฆาตชื่อวิทยาศาสตร์ : Cissusquadrangularis L. จัดอยู่ในวงศ์องุ่น มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า สันชะควด (กรุงเทพฯ) ขั่นข้อ (ราชบุรี) สามร้อยต่อ (ประจวบคีรีขันธ์) เป็นต้น

การใช้ประโยชน์

ในอดีตใช้รักษาปัญหาเกี่ยวกับระบบฮอร์โมนในเพศหญิง เช่น วัยทอง ประจำเดือนผิดปกติ ความต้องการทางเพศ และใช้รักษากระดูกหัก โดยมีผลเพิ่มมวลกระดูกและช่วยให้กระดูกสมานได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังใช้แก้ปวดและรักษาริดสีดวงทวารหนัก ส่วนฤทธิ์ของเพชรสังฆาต มีการศึกษาวิจัย พบว่าทำให้นอนหลับได้เร็วขึ้นและนานขึ้น นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นเซลล์สร้างกระดูกให้เพิ่มขึ้น เพิ่มการสร้างคอลลาเจนในเซลล์สร้างกระดูก และยังป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก

หญ้าปักกิ่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Murdannialoriformis (Hassk.) ถิ่นกำเนิดของหญ้าปักกิ่งอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ปัจจุบันมีการปลูกหญ้าปักกิ่งทั่วไปในประเทศไทย

การใช้ประโยชน์

ยาจีนใช้หญ้าปักกิ่งบรรเทาอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจและขับพิษ หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรที่น่าสนใจและกำลังมีการวิจัยออกมาสนับสนุน เช่น จากการศึกษาหญ้าปักกิ่งเพื่อใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง ไม่พบความเป็นพิษ เมื่อทำการวิจัยในหลอดทดลองนั้นพบว่ามีฤทธิ์ต้านมะเร็ง พวกมะเร็งลำไส้ใหญ่และเซลล์มะเร็งเต้านม โดยพบว่ามีสารกลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ (จี1บี) ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งปานกลางของเซลล์มะเร็ง ที่สำคัญยังพบว่าหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายแข็งแรง พบว่าผู้ป่วยที่รับประทานหญ้าปักกิ่งเมื่อได้รับการรักษาแบบแผนปัจจุบันนั้น ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานลดลงจากผลข้างเคียงของการฉายแสงและคีโมเทอราปี ยับยั้งการแพร่กระจายของมะเร็งและการกลับมาเป็นอีก รวมทั้งใช้ปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย

คุณค่าแห่งสมุนไพร สร้างรายได้เกษตรกรบ้านดงบังปราจีนบุรี ด้วยแปลงเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

สกู๊ปพิเศษ

ธัญวรัตน์ คงถาวร

คุณค่าแห่งสมุนไพร สร้างรายได้เกษตรกรบ้านดงบังปราจีนบุรี ด้วยแปลงเกษตรอินทรีย์

คุณสมัย คูณสุข อายุ 55 ปี บ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 6 บ้านดงบัง ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรีเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรในแปลงอินทรีย์ เพื่ออบแห้งส่งขายให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร

ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านบ้านดงบัง ทำอาชีพเกษตรกรรม ทำนาทำสวนเป็นหลัก ประมาณปี 2537 เริ่มปรับเปลี่ยนมาทำไม้ดอกไม้ประดับเริ่มต้นไปได้สวย รายได้มีขึ้นลงบ้างตามธรรมชาติของตลาด ต่อมาปี 2540 ไม้ดอกไม้ประดับราคาตกต่ำอย่างมาก ชาวบ้านจึงมองหาทางเลือกใหม่ ด้วยการปลูกพืชสมุนไพร เริ่มจากปลูกเพื่อเป็นรายได้เสริมส่งให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร

คุณสมัย เริ่มมีความสนใจที่จะปลูกสมุนไพรจึงได้ไปสอบถามทางโรงพยาบาลอภัยภูเบศรซึ่งเป็นสถานที่ที่ผลิตยาสมุนไพรควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบันอยู่แล้ว มีการตกลงระหว่างกันว่าบ้านดงบังจะเป็นแหล่งผลิตสมุนไพรเพื่อป้อนให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศรมีการคุยกันและตกลงว่าจะซื้อจึงจะเริ่มปลูก

วัตถุดิบที่โรงพยาบาลต้องการในช่วงนั้นคือหญ้าปักกิ่ง เพราะฉะนั้นสมุนไพรตัวแรกที่ปลูกคือหญ้าปักกิ่ง โดยโรงพยาบาลอภัยภูเบศรได้นำพันธุ์มาให้ทดลองปลูก เมื่อปลูกสำเร็จมีความเจริญงอกงาม นำมาสู่การขยาย มีการปลูกสมุนไพรชนิดอื่นเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันปลูกสมุนไพรหลักที่ส่งให้กับทางโรงพยาบาลอภัยภูเบศร ทั้งสิ้น 15 ชนิดอาทิ หญ้าปักกิ่ง หญ้าหนวดแมว เพชรสังฆาต เสลดพังพอน ชุมเห็ดเทศ ขมิ้นชัน ใบชะพลู ทองพันชั่ง อัคคีทวาร เป็นต้น พื้นที่ปลูกกว่า 70 ไร่

คุณสมัยเล่าว่า ก่อนหน้านี้ชาวบ้านที่สนใจปลูกมีมากถึง 300 ราย แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 12 รายเท่านั้น เนื่องด้วยความซับซ้อนในการดูแลให้ถูกต้อง ซึ่งที่นี่เป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมีหลักเกณฑ์มากมาย ชาวบ้านบางรายยังคงคุ้นชินกับการใช้สารเคมี ทำให้ไม่สามารถเป็นแปลงปลูกอินทรีย์ ทำต่อไม่ไหว ซึ่งผู้ปลูก 12 รายที่เหลือในปัจจุบันได้รับรองมาตรฐานเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์แล้ว

บ้านดงบังได้รับมาตรฐานรับรองแปลงเกษตรอินทรีย์จากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์หรือมกท. ซึ่งเน้นในเรื่องของความหลากหลายทางระบบนิเวศ ไม่ทำเกษตรเชิงเดี่ยว ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช้สารเคมี และทำตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ลักษณะแปลงปลูกเป็นการปลูกป่า 3 ระดับ ประกอบด้วยไม้สูง ไม้กลาง และไม้ล่าง เป็นการจัดการแปลงปลูกแบบองค์รวม เลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งบ้านดงบังแห่งนี้เป็นพื้นที่ปลูกสมุนไพรพื้นที่แรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองเป็นเกษตรอินทรีย์ซึ่งหลังจากได้รับรองมาตรฐานแล้ว เพื่อให้มั่นใจในความสะอาดปลอดภัย จะมีการตรวจแปลงปลูกถึงปีละ3 ครั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่ตรวจรับของมูลนิธิตรวจปีละ 2 ครั้ง และมกท.ตรวจอีกปีละครั้ง ทุกๆปี

สมุนไพรเด่นที่บ้านดงบังปลูกเป็นหลัก มีจำนวนการสั่งซื้อสูง และมีการผลิตอย่างต่อเนื่องทุกรอบการสั่งซื้อคือ ฟ้าทลายโจร หญ้าปักกิ่งและเพชรสังฆาต ซึ่งในการผลิตแต่ละครั้งจำนวนจะขึ้นอยู่กับออเดอร์ของโรงพยาบาลอภัยภูเบศร มีการวางแผนส่งขายสมุนไพรแต่ละชนิดภายในสมาชิกด้วยกัน โดยการแบ่งกันปลูกและส่งขายตามจำนวนสมาชิก เช่น เมื่อมีการส่งฟ้าทลายโจร 1,200 กิโลกรัม สมาชิกทั้ง 12 รายต้องรับผิดชอบผลิตด้วยกัน คือมีการผลิตเฉลี่ยรายละ 100 กิโลกรัมเพื่อส่งให้กับโรงพยาบาล เป็นวิธีการช่วยเหลือและแบ่งปันรายได้กันอย่างทั่วถึง

ส่วนวิธีการขยายพันธุ์ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการปักชำ เช่น ฟ้าทลายโจรจะใช้การเพาะเมล็ดแต่ส่วนมากแล้วเป็นการขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ มีข้อดีคือเติบโตเร็ว

ก่อนที่จะมีการปลูก ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี ฝ่ายการตลาดของโรงพยาบาลจะประชุมวางแผนว่าในปีต่อไปโรงพยาบาลจะใช้สมุนไพรอะไรบ้าง จำนวนเท่าไร แล้วผู้ปลูกจะเริ่มการปลูกในช่วงปลายฝนต้นหนาวกระทั่งถึงเดือนธันวาคม ซึ่งจะเก็บเกี่ยวได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้การเก็บเกี่ยวก็จะขึ้นอยู่กับอายุของสมุนไพรแต่ละชนิดด้วย เพื่อให้ได้คุณภาพและสารออกฤทธิ์ทางยาที่เป็นมาตรฐาน

วิธีการดูแล ให้ปุ๋ย

การทำเกษตรอินทรีย์ ปัจจัยที่ใช้ต้องปลอดสารเคมี ที่นี่ใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพแทนซึ่งปุ๋ยคอกก็ต้องมีที่มาที่ไป หากจะใช้ขี้ไก่ ห้ามใช้ขี้ไก่กรงตับ เนื่องจากไก่ที่ถูกเลี้ยงลักษณะนี้จะมีความเครียด เมื่อถ่ายออกมาแล้วจะมีสารเคมีหลั่งออกมาด้วย

ศัตรูพืชของสมุนไพรไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากสมุนไพรที่ปลูกส่วนมากมีรสขม ซึ่งศัตรูพืชไม่ชอบอยู่แล้ว อีกทั้งการปลูกแบบหลากหลายทางระบบนิเวศ ธรรมชาติจะจัดการตัวเองอย่างเป็นระบบ มีนก มีตั๊กแตน มีกิ้งก่า มีหนู เป็นห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติ การจัดการแปลงปลูกส่วนมากเป็นเรื่องของการกำจัดวัชพืช

ให้น้ำบ่อย

เนื่องจากเป็นแปลงปลูกที่เลียนแบบธรรมชาติ จึงให้น้ำไม่บ่อยนัก คือให้ทุกเช้า วันเว้นวัน ช่วงฤดูฝนไม่ต้องรดน้ำ ให้ธรรมชาติจัดการด้วยตัวเอง โดยรวมแล้วการปลูกสมุนไพรปัญหาในเรื่องของความแคระแกร็นต่างๆจะน้อยหรือแทบไม่มีเลย มีก็ต่อเมื่อพืชบางชนิดไม่เหมาะกับบางฤดูกาล ทำให้การเติบโตมีปัญหาบ้าง

วิธีเก็บเกี่ยวผลผลิต

การเก็บผลผลิตจะเก็บตามอายุของสมุนไพรแต่ละชนิด เช่น ฟ้าทลายโจรจะมีอายุการเก็บเกี่ยวอยู่ที่ 2-3 เดือน ในแต่ละรอบการผลิตจะปลูกสมุนไพรแต่ละชนิดไม่เท่ากัน เนื่องจากจะขึ้นอยู่กับออเดอร์ของโรงพยาบาล

บ้านดงบังแห่งนี้ถือเป็นส่วนผลิตวัตถุดิบให้กับโรงพยาบาลคือมีพื้นที่ปลูก มีโรงล้างและโรงหั่น ซึ่งแปรรูปออกมาเป็นวัตถุดิบชิ้นแห้ง ส่งให้กับโรงพยาบาล

ขั้นตอนคือเมื่อเก็บสมุนไพรจากแปลงแล้ว จะมาคัดสิ่งปนเปื้อน ส่วนที่ไม่ต้องการทิ้งจากนั้นนำไปล้างน้ำสะอาด 3 ครั้ง ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ นำมาหั่น เข้าโรงตาก ตากให้แห้ง 80%แล้วนำเข้าเตาอบด้วยอุณหภูมิ 60 องศา นาน 2 ชั่วโมงก่อนจะบรรจุถุงเตรียมส่งขาย

สมุนไพรชิ้นแห้งที่ส่งขายราคาเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 150,000 บาท เป็นราคาสมุนไพรออร์แกนิก ซึ่งราคาสมุนไพรจะมีอยู่ 3 ระดับ คือ ราคาทั่วไป ราคาปรับเปลี่ยนและราคาออร์แกนิก เปรียบเทียบราคาคือ เมื่อส่งขายฟ้าทลายโจรทั่วไปราคาจะอยู่ที่ 50 บาท ต่อกิโลกรัม หากอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ราคาจะอยู่ที่ 100 บาท ต่อกิโลกรัม และเมื่อได้รับการรับรองเป็นเกษตรอินทรีย์แล้วราคาจะสูงถึง 150 บาท ต่อกิโลกรัมเลยทีเดียว สำหรับสมุนไพรที่แพงที่สุดของสวนบ้านดงบังคือ หญ้าปักกิ่ง ราคาตันละ 850,000 บาท ในเวลา 1ปี เกษตรกรจะส่งสมุนไพรขายให้โรงพยาบาล รายได้ 30,000-40,000 บาทต่อครอบครัว ก่อนหน้านี้ชาวบ้านปลูกสมุนไพรเป็นรายได้เสริม แต่ปัจจุบันได้กลายมาเป็นรายได้หลักของแต่ละครอบครัวไปแล้ว

“สำหรับผู้ที่มีความสนใจอยากปลูกสมุนไพรขาย สิ่งสำคัญอยู่ที่การตลาด เกษตรกรปัจจุบันทำการตลาดไม่เป็น ควรมีการพูดคุยกัน ตกลงกันกับผู้ซื้อ วางระบบให้เห็นเป็นรูปธรรม ผู้ปลูกต้องมีใจด้วย เพราะการปลูกสมุนไพรมีระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวที่ต่างกันแต่ละชนิด มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ”บ้านดงบังนอกจากจะเป็นพื้นที่ปลูกสมุนไพรส่งขายให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศรแล้ว ปัจจุบันที่นี่ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่มีเกษตรกรเข้ามาดูงาน ทั้งในพื้นที่นอกพื้นที่หรือกลุ่มเกษตรกรในอาเซียนด้วย และมีกล้าพันธุ์สมุนไพรจำหน่าย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมัย คูณสุข ประธานที่ปรึกษากลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง เบอร์โทรศัพท์ (087) 087-5039

สกู๊ปพิเศษ : ‘ทอม แฮงค์’ ในโลเกชั่นชื่อเสียงก้องโลก ‘เวนิส ฟลอเรนซ์ บูดาเปสต์ อิสตันบูล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/244468

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
โลเกชั่นที่งดงาม พร้อมทั้งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์กลายเป็นฉากหลังทริลเลอร์ลึกลับสำหรับ ภาพยนตร์เรื่อง “Inferno
(อินเฟอโน่) โลกันตนรก สถานที่สำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำในโลเกชั่นต่างๆ ทั้ง “เมือง เวนิส, ฟลอเรนซ์, บูดาเปสต์ และอิสตันบูล” ซึ่งวันนี้เราจะมาให้ความรู้สำหรับสถานที่สำคัญนี้ ซึ่งต่างก็มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานแตกต่างกันออกไป เริ่มต้นกันที่..เวนิส

สถานที่การถ่ายทำ ที่เริ่มต้นขึ้นที่จัตุรัสเซนต์มาร์คที่น่าตื่นตาตื่นใจเมื่อแลงดอนและเซียนน่าติดตามเงื่อนงำไปยังพระราชวังดอดจ์

จัตุรัสเซนต์มาร์ค หรือ เปียซซา ซาน มาร์โก เป็นหัวใจที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองเวนิส มันถูกพูดถึงว่าเป็นห้องวาดภาพแห่งยุโรป ด้วยโบสถ์เซนต์มาร์คที่ตั้งอยู่ปลายด้านหนึ่ง หอระฆังตั้งตระหง่านตรงกลาง และบรรดาร้านกาแฟดังๆ ที่ตกแต่งประดับประดาอย่างงดงามที่ทั้งสามฝั่ง พระราชวังดอดจ์ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำของจัตุรัส เป็นอาคารเวเนเชียนสไตล์กอธิค ตามชื่อพระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับของดยุคแห่งเวนิส ผู้ครองอดีตสาธารณรัฐเวนิส พระราชวังแห่งนี้ได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 1923

ฟลอเรนซ์

ฉากในการไล่ล่ากันทั่วฟลอเรนซ์ นำ แลงดอนและเซียนน่า ผ่านอุทยานที่ยิ่งใหญ่ของพระราชวังพิตติ เพื่อไปยังเส้นทางหลบหนีของพวกเขาผ่านทางประตูลับในสวนโบโบลิ ประตูนั้นนำไปสู่ระเบียงวาซารี ซึ่งทอดตัวตามความยาวของสะพานเวคคิโอ เข้าสู่พิพิธภัณฑ์ศิลปะอุฟฟิซี

พระราชวังพิตติ เป็นพระราชวังขนาดใหญ่ที่มีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 โดยพระราชวังแห่งนี้เป็นที่รู้จักในฐานะพระราชวังของแกรนด์ดยุคโคสิโมที่หนึ่งแห่งตระกูลเมดิซี และเป็นที่พำนักอย่างเป็นทางการของตระกูลนี้อีกด้วย สิ่งที่ตั้งอยู่ด้านหลังพระราชวังคือสวนโบโบลิที่วิจิตรงดงาม เดิมที สวนแห่งนี้ถูกออกแบบเพื่อตระกูลเมดิซี และเป็นหนึ่งในตัวอย่างแรกๆ ของสวนรูปแบบอิตาเลียน ซึ่งภายหลังเป็นแรงบันดาลใจให้กับอุทยานของพระราชวังในยุโรปมากมาย

จุดสำคัญของฟลอเรนซ์คือสะพานเวคคิโอ (สะพานเก่า) คุณลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของมันคือร้านค้าจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นที่ขอบสะพาน และตั้งอยู่ได้บนไม้ค้ำ นอกจากนั้น สะพานแห่งนี้ยังมีทางเดินยกระดับที่เชื่อมต่อระหว่างปาลาซโซ พิตติและพิพิธภัณฑ์อุฟฟิซี หนึ่งในแกลเลอรี่ศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก สะพานแห่งนี้ ซึ่งถูกก่อสร้างขึ้นครั้งแรกโดยชาวอีทรัสคันในสมัยโบราณ เป็นสะพานเพียงแห่งเดียวในเมืองที่รอดจากเพลิงสงครามโลกครั้งที่สอง

พระราชวังเวคคิโอ เป็นศาลาว่าการเมืองฟลอเรนซ์และเป็นหนึ่งในสถานที่สาธารณะที่สำคัญที่สุดในอิตาลี แม้ว่าตอนนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ของพระราชวังเวคคิโอจะเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่มันก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของการปกครองท้องถิ่นเช่นเดิม นับตั้งแต่ปี 1872 พระราชวังแห่งนี้ได้เป็นที่ทำการของนายกเทศมนตรีเมืองฟลอเรนซ์และเป็นที่ทำการของสภาเมืองด้วย

บูดาเปสต์

หลายฉากของเรื่องถูกถ่ายทำในบูดาเปสต์ รวมถึงงานสเตจส่วนมากของเรื่อง ตามโลเกชั่นต่างๆ บรรยากาศแบบยุโรปของเมืองนี้ยังสามารถถูกใช้แทนโลเกชั่นอื่นๆ อีกด้วย

พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ในบูดาเปสต์เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดและใหญ่ที่สุดในยุโรป คอลเลคชั่น
ที่หลากหลายของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้รวบรวมสิ่งของทางชาติพันธุ์มากกว่า 200,000 ชิ้น รวมถึงภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ ต้นฉบับ แผ่นบันทึกเสียงเพลงโฟล์ค ภาพยนตร์และวีดีโอ ที่เป็นประเด็นน่าสนใจทางวัฒนธรรมทั้งของฮังกาเรียนและนานาชาติ

ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ อาคารแห่งนี้ยังถูกใช้เป็นอาคารที่พักทหารและโรงพยาบาล ก่อนที่มันจะถูกซื้อไปในปี 1910 โดยนักสะสมงานศิลปะและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์จากเวียนนา แม็กซ์ ชมิดท์ ผู้เปลี่ยนมันให้กลายเป็นคฤหาสน์หรู ในพินัยกรรมสุดท้ายของชมิดท์ เขาทิ้งอาคารและที่ดินผืนนี้ไว้ให้กับชาวเมืองบูดา เพื่อให้มันกลายเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์สำหรับสาธารณชน แม้ว่าจะเสียหายอย่างหนักจากสงครามโลกครั้งที่สอง แต่สถานที่แห่งนี้ก็ยังคงตั้งอยู่ในฐานะพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่ศิลปะที่น่าตื่นตาตื่นใจ

ฉากที่น่าสะพรึงกลัวและน่าขนลุกที่เกิดขึ้นในภาพหลอนของแลงดอนถูกถ่ายทำในถนนที่งดงามด้านข้างของ โรงโอเปร่าแห่งชาติฮังการี โรงโอเปร่าแห่งชาติฮังการีได้รับการออกแบบโดยมิคลอส อิบิล บุคคลสำคัญแห่งวงการสถาปัตยกรรมฮังการีในศตวรรษที่ 19 และเปิดประตูต้อนรับสาธารณชนครั้งแรกในปี 1884 อาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสไตล์นีโอ-เรเนซองส์ ด้วยองค์ประกอบแบบบาโค้ค สิ่งของประดับประดารวมถึงภาพวาดและประติมากรรมโดยบุคคลชั้นนำในแวดวงศิลปะของฮังการี

ในแง่มุมของความงามและคุณภาพของสุนทรียศาสตร์แล้ว โรงโอเปร่าในบูดาเปสต์แห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในโรงโอเปร่าที่งดงามที่สุดของโลก, พิพิธภัณฑ์แห่งชาติฮังการีถูกใช้แทนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดสำหรับฉากที่แลงดอนพยายามรื้อฟื้นความทรงจำของเขา, พิพิธภัณฑ์แห่งชาติฮังการี (แม็กยาร์ เนมเซติ มิวเซียม) เป็นพิพิธภัณฑ์สาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดในฮังการี ตัวอาคารปัจจุบันถูกสร้างขึ้นระหว่าง ปี 1837-1847 และเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอ-คลาสสิก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ที่ถูกก่อตั้งขึ้น เมื่อ 200 ปี ก่อน ถูกอุทิศให้กับประวัติศาสตร์ของฮังการี และปัจจุบัน มันก็ยังคงเป็นตัวแทนของอัตลักษณ์แห่งชาติฮังการี

และตบท้ายด้วย อิสตันบูล

กับฉากการถ่ายทำฉากการมาเยือน ฮาเกีย โซเฟีย ที่งดงามจับตาของแลงดอน, ซินส์กี้ และซิมส์

“ฮาเกีย โซเฟีย เคยเป็นโบสถ์ มัสยิด” ปัจจุบัน กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ สถานที่แห่งนี้ ที่ถูกสร้างขึ้นตามพระบัญชาของจัสติเนียน จักรพรรดิแห่งโรมันตะวันออกในช่วงศตวรรษที่หก เป็นอาคารเพียงหลังเดียวในโลกที่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนาสามศาสนา ได้แก่พาแกน คริสเตียนออร์โธด็อกซ์และอิสลาม นิกายซุนหนี่ มีทางน้ำขนาดใหญ่หลายเส้นทางใต้อาคารหลังนี้ที่นักประวัติศาสตร์กล่าวถึงว่ามีขนาดใหญ่พอที่จะรองรับเรือได้

 

สกู๊ปพิเศษ : Secret!! ‘เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์’ จอมเวทย์ DOCTOR STRANGE

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/242361

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์” เขาคือ นักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษ วัย 38 ปี ที่ก้าวขึ้นมาโดดเด่นในเวทีนักแสดงระดับฮอลลีวู้ด ได้จากบทบาทยอดนักสืบ เชอร์ล็อค โฮล์มส์ของ เซอร์ อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์ ในซีรี่ส์เรื่อง Sherlock ซึ่งปัจจุบันเดินทางมาถึงซีซั่นที่ 4 แล้ว จากบทบาทนี้ เขาได้รับรางวัลเอมมี อวอร์ด ปี 2014 สาขานักแสดงนำชายประเภทมินิซีรี่ส์ พร้อมคว้ารางวัลศิลปินสหราชอาณาจักรแห่งปี จาก เวทีบาฟตา/แอลเอ บริทานเนีย อวอร์ด เมื่อปี 2013

เขาไม่ธรรมดา กับผลงานล่าสุดในหนังเรื่อง “The Imitation Game” กับการรับบทเป็น “อลัน เทอริง นักคณิตศาสตร์ผู้ไขรหัสลับ
ของนาซีเยอรมัน” ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเขาคือ มังกรสม็อก และ เนโครแมนเซอร์ ในเรื่อง The Hobbit : The Army of the Five Armies

โดยสำหรับบทสม็อก ทำให้คัมเบอร์แบตช์ ได้ก้าวเข้าสู่การแสดงผ่านอุตสาหกรรมโลกแห่งวงการภาพยนตร์ด้วย เทคโนโลยีโมชั่นแคปเจอร์ อีกด้วย หลายคนที่เป็นนักดูหนังหรือนักดูซีรี่ส์ คงจะรู้จักเขากันเป็นอย่างดี เพราะเขามีผลงานมากมายในตลอดหลายปีที่ผ่านมา และล่าสุดเขาได้รับบทเป็น Sherlock holmes ในทีวีซีรี่ส์ที่โด่งดังและได้รับความนิยมอย่างมาก และจากการมารับบท “ดอกเตอร์ สเตรนจ์” แน่นอน เขาต้องเข้าร่วมในความยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างในโลกแห่งภาพยนตร์มาร์เวล ดิ อเวนเจอร์ ในอีกไม่ช้า รวมถึง “แบล็กแพนเธอร์” ที่รับบทโดย “แชดวิค โบสแมน” อีกคน

แต่ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่คุณยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับตัวของนักแสดงยอดฝีมือคนนี้

เหตุการณ์แรกกับประสบการณ์เฉียดตาย ขณะที่เบเนดิกต์ กำลังไปถ่ายซีรี่ส์เรื่อง “To the Ends of the Earth” ในประเทศแอฟริกาใต้เขาได้ถูกปล้นรถ และก็ถูกลักพาตัวไป แต่ในที่สุดก็โดนปล่อยตัวออกมา

-เบเนดิกต์ บอกว่าหากมีเวทมนตร์เสกให้ตัวเองกลายเป็นใครก็ได้ 1 วัน เขาอยากเป็น เอลวิส

-เขาเรียนจบปริญญาโท จากโรงเรียนสอนการแสดงที่เก่าแก่ที่สุดในอังกฤษ คือ สถาบันสอนการแสดงและดนตรีแห่งกรุงลอนดอน ในสาขาการแสดงคลาสสิกสำหรับการละครมืออาชีพ

-เขามีพ่อและแม่เป็นนักแสดงทั้งคู่

-ก่อนที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เบเนดิกต์ ได้ไปยังประเทศทิเบตพักอยู่ในวัด เพื่อสอนภาษาอังกฤษให้กับพระ เป็นเวลาถึง 1 ปี และเขารู้สึกทึ่งและนับถืออย่างมากในการทำสมาธิของพระ

-สำหรับบท เชอร์ล็อค โฮล์มส์ ทีวีซีรี่ส์ที่ฮิตกันถล่มทลาย ก่อนรับบทเขาต้องลดน้ำหนักลงหลายกิโล เพื่อให้ตัวเองมีรูปร่างผอมบางแบบฉบับ เชอร์ล็อค โฮล์มส์ ที่ใช้สมองมากกว่ากำลัง

-เขาอยู่ในตระกูลและสังคมชั้นสูงของลอนดอน เพราะปู่ของเขาเคยได้รับเหรียญกล้าหาญจากสงครามโลก ทั้งสองครั้ง

-เบเนดิกต์สามารถเลียนเสียงของ Alan Rickman หรือ ที่เรารู้จักกันในชื่อ ศาสตราจารย์สเนป ได้อย่างเหลือเชื่อ

-เขามีลักษณะม่านตาแบบพิเศษ ในดวงตาของเขามีทั้งสี น้ำเงิน สีเขียว และ สีทอง

-เบเนดิกต์ ชื่นชอบ Stanley Kubrick ผู้กำกับเรื่อง The Space Odyssey เป็นอย่างมาก โดยเขาบอกว่า เขาสามารถเขียนบรรยายความชอบที่เขามีต่อ Stanley Kubrick ได้ถึง 30,000 หมื่นคำ
เลยทีเดียว

-นอกจากในเรื่อง Sherlock ที่มาร์ติน ฟรีแมน และเขาได้เล่นด้วยกัน ยังมีเรื่อง The Hobbit อีกด้วย นั่นทำให้เขาทั้งสองคนเป็นเพื่อนที่สนิทกัน

และสุดท้าย เขามักจะบริจาคภาพวาดเพื่อใช้ในการประมูลการกุศล เป็นประจำ

 

สกู๊ปพิเศษ : สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมเสด็จสู่สวรรคาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/240385

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปีนี้เป็นปีแห่งการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่สำหรับข้าพเจ้าเหลือเกินที่ต้องสูญเสียพ่อทั้งสอง ทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และคุณพ่ออาโนล แคมเปน พ่อผู้ให้กำเนิด ลูกขอให้พระองค์ทรงพระเกษมสำราญอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นสูงสุด แม้ว่าพระองค์จะอยู่แห่งหนใด พระองค์จะคงอยู่ในใจข้าพระพุทธเจ้าตลอดไป

ราณี แคมเปน

 

ข้าพระพุทธเจ้า นายอธิชาติ ชุมนานนท์ ขอกราบเบื้องพระยุคลบาท น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมส่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สู่สวรรคาลัย ขอน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้นพ้นอันหาที่สุดไม่ได้

 

อธิชาติ ชุมนานนท์

 

เป็นบุญอย่างหาที่สุดมิได้ของ คุณพ่อวรวุฒิ ไชยเชื้อ ที่ครั้งหนึ่งเคยได้เข้าเฝ้าฯและกราบแทบพระบาทพระองค์ท่าน พระองค์จะสถิตในหัวใจประชาชนตลอดไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

 

คุณพ่อวรวุฒิ ไชยเชื้อ

 

“สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ #kingbhumibol #ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙

 

นนท์-ภูดิศ สุริยวงศ์

 

ข้าพเจ้า #ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป #kingbhumibol

 

วู้ดดี้ มิลินทจินดา

 

ลูกขอน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

เขมนิจ จามิกรณ์

ท่านทรงงานหนักเพื่อลูกของท่านอย่างไม่เคยเหน็ดเหนื่อย ทรงทำพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อพัฒนาชีวิต ความเป็นอยู่ของคนไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ จะทรงสถิตอยู่ในดวงใจของคนไทยชั่วนิรันดร์ ผมขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป และจะทำความดีถวายท่าน ถวายต่อแผ่นดินไทยสืบไปครับ

ฟลุค

 

จิระ ด่านบวรเกียรติ

ขอน้อมเกล้า กราบพระบาทส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ นายศุกลวัฒน์ คณารศ #ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป

ศุกลวัฒน์ คณารศ

ส่งพ่อหลวงสู่สวรรคาลัย

มาร์กี้ ราศรี

ถึงลูกจะไม่ได้เกิดในไทย ถึงลูกจะเป็นแค่ครึ่งไทย แต่ทั้งกายและใจของลูกเป็นคนไทยเต็มดวงหัวใจ… ภูมิใจที่ได้มีโอกาสอยู่บนแผ่นดินของพ่อภูมิใจที่ได้อยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร รัชกาลที่ ๙ ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์เสด็จฯ สู่สวรรคาลัยด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า นางสาวคิมเบอร์ลี่ แอน เทียมศิริ #เหงื่อและน้ำตานี้เพื่อพ่อ #TheGreatestKing #ILoveMyKing

คิมเบอร์ลี่ แอน เทียมศิริ

 

ในวันที่ไม่มีพ่อแล้ว แต่ความรัก ความทรงจำที่มดและคนไทยมีต่อในหลวง จะยังคงอยู่ในหัวใจตลอดไปค่ะด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

มด-ณปภัช วัฒนากมลวุฒิ

หลังจากนี้ไป แชจะมีในหลวงเป็นแนวทาง จะเดินตามคำพ่อสอน และจะเป็นคนดีเพื่อให้สมกับความรักของพระองค์ และเพื่อประเทศไทย ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป รักพระองค์สุดหัวใจด้วย

 

หลี่แช-วิยดา พีรรัฐกุล  

ตอนที่ได้ทราบข่าวจากแถลงการณ์เมื่อคือวันที่ 13 ตุลาคม รู้สึกช็อกมากครับ ระหว่างทางที่นั่งรถตู้กลับมาน้ำตาไหล
ตลอดทาง มันหยุดไม่ได้จริงๆ มันเป็นความรู้สึกความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่มากๆ นึกถึงก็น้ำตาซึมตลอด ที่ผ่านมาก็จะเห็นท่านทรงงานหนักมากๆ เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดของคนไทยในการดำรงชีวิต ขยันหมั่นเพียร ดูแลรักษาหน้าที่ตัวเอง พระองค์ทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์ของประเทศไทย และประชาชนคนไทยอย่างมหาศาล

 

แบล็คแจ็ค-จารุพงศ์ กล้วยไม้งาม

 

ผมรู้สึกเสียใจ และใจหายอย่างที่สุดเมื่อได้รู้ว่าเรากำลังสูญเสียพ่อของแผ่นดินไปจากโลกนี้แล้ว เพราะตั้งแต่ผมลืมตาขึ้นมาบนผืนแผ่นดินไทย ผมก็ได้เห็นเรื่องราวของพ่อที่สอนประชาชนมาตลอด และหนึ่งในนั้นก็คือ พ่อ แม่ ของผมด้วย เวลาท่านเสด็จฯไปปฏิบัติภารกิจต่างๆ ซึ่งผมเคยนั่งดูไปก็ร้องไห้ไป เพราะซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ท่านมีต่อปวงชนชาวไทย และครอบครัวผมก็ได้ใช้แนวคิดหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่ท่านสอนมาปฏิบัติด้วยครับ เพราะครอบครัวของผมเป็นชาวนา พ่อ แม่ ของผมก็ทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริ ใช้ชีวิตแบบพอเพียง ไม่ใช้จ่ายเกินตัว แม้วันนี้ผมจะก้าวมาทำอาชีพศิลปินผมก็ยังคงนำแนวคิดของท่านมาใช้เสมอครับ

 

เบิ้ล-ปทุมราช อาร์สยาม

+

ข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมกราบแทบเบื้องพระยุคลบาท ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า

นางสาวเอมิกา กลิ่นประทุม