ประชามติไร้ปัญหา นักการเมืองอยากเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 เมษายน 2559 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/425501

ประชามติไร้ปัญหา นักการเมืองอยากเลือกตั้ง

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

เวลานี้อาจเรียกได้ว่าการเมืองของประเทศไทยได้เข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ คือ การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยรัฐบาลคาดการณ์จะสามารถให้ประชาชนใช้สิทธิออกเสียงได้ในวันที่ 7 ส.ค.

ทว่า กว่าประเทศไทยจะไปถึงการทำประชามติ ย่อมต้องเจอกับแรงเสียดทานต่างๆ มากมาย ระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ แม้ว่าการต่อสู้ดังกล่าวอาจจะไม่เกิดความรุนแรงเหมือนกับการเลือกตั้ง สส. ที่ต้องล้มไปก่อนหน้านี้ แต่มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่การปะทะกันของสองฝ่ายบนบริบทของร่างรัฐธรรมนูญอาจเป็นตัวจุดชนวนทางการเมืองต่อไป

ทั้งนี้ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ให้มุมมองต่อสถานการณ์ในอนาคตว่าการทำประชามติไม่น่าจะเกิดปัญหา และคิดว่าทุกฝ่ายน่าจะให้การยอมรับ เพราะกฎหมายประชามติฉบับใหม่ได้เปิดโอกาสให้กับทุกฝ่ายสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเป็นอิสระ เพียงแต่ต้องเป็นไปโดยสุจริตเท่านั้น

“กฎหมายประชามติฉบับนี้ต้องการให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปอย่างรอบด้าน ทุกๆ ด้าน ขอย้ำว่าไม่มีการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นแต่ต้องอยู่ภายใต้กติกา ผู้ที่แสดงความคิดเห็น จะเป็นนักวิชาการหรือคนอื่นๆ ก็ต้องแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและโดยสุจริต ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ต้องไม่มีการใช้ถ้อยคำรุนแรง ไม่มีการบิดเบือนหรือไปสร้างความขัดแย้ง ปลุกระดม สิ่งสำคัญ คือ ต้องไม่มีการไปชี้นำทางหนึ่งทางใด”

หากมีการแสดงความคิดเห็นโดยบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยถือว่ามีความผิดหรือไม่? พล.อ.สมเจตน์ ตอบว่า “ถ้าคุณบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตย คุณต้องชี้ลงมาว่ามาตราไหนที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่มาพูดภาพรวมว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ดีไม่ต้องไปรับ ถ้าทำแบบนี้มันก็สุ่มเสี่ยง”

การให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สามารถไปเผยแพร่เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญได้ จะถือว่าเป็นการชี้นำทางอ้อมหรือไม่? พล.อ.สมเจตน์ ระบุว่า “อ้าว อีกฝ่ายก็ไปชี้ขอเสียสิ คุณบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ดีอย่างไร คุณก็ไปชี้ข้อเสียสิ คุณก็บอกไปว่ามันไม่ดีอย่างไร ทั้งหมดก็เพื่อให้ประชาชนได้ฟังทั้งสองฝ่ายแล้วก็มาใช้ดุลพินิจเองว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ สมมติใครไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญก็สามารถไปออกโทรทัศน์ชี้แจงได้ แต่อย่าบิดเบือน ถ้าคุณไปชี้แจงโดยมีลักษณะเป็นการปลุกระดม เช่น โหวตโน ก็เข้าข่ายปลุกระดมผิดกฎหมาย ถ้าคุณจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องของคุณคนเดียวไปสิ”

ขณะเดียวกัน พล.อ.สมเจตน์ ประเมินพลังของฝ่ายการเมืองที่จะมีผลต่อการลงคะแนนประชามติร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนว่า “อันนี้ก็ต้องไปคิดเอาเอง คือ เราไม่สามารถจะไปทำอะไร แน่นอนว่าถ้าพรรคการเมืองมีเจตนาดีเขาก็คงไม่สนับสนุนให้สมาชิกพรรคของเขาไปทำอย่างนั้น ถ้าพรรคการ เมืองมีเจตนาดีก็ควรห้ามปรามสมาชิกพรรคของเขาที่ทำไม่ดี หากไม่ห้ามปรามมันก็เหมือนรู้เห็นเป็นใจ อันนี้เป็นหน้าที่ของสังคมที่ต้องไปพิจารณาดูว่าพรรคการเมืองที่ทำแบบนี้มีเจตนาดีต่อชาติบ้านเมืองหรือไม่”

“ผมว่าธรรมชาติของพรรคการเมืองเขาก็อยากเลือกตั้งนะ เพราะการเลือกตั้งเป็นการทำให้เขากลับมาสู่อำนาจทางการเมืองได้อีกครั้งหนึ่ง เมื่อไม่มีการเลือกตั้งมันก็จะยืดยาวออกไป แต่ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ อำนาจมันก็เปลี่ยน มันก็กลับไปสู่ฝ่าย สส. ยิ่งช้าไปโอกาสที่จะกลับมาสู่การบริหารประเทศมันก็จะยืดยาวออกไป ดังนั้น หากโดยเจตนาทั่วไป ถ้าเขาไม่มีอะไร ผมว่าเขาก็คงไม่ได้ต่อต้านอะไรมากมาย ยกเว้นต้องการทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองหรือสร้างกระแส เพื่อไม่ให้ตกกระแส ส่วนเขาจะมาเห็นดีเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญมันก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่เขาก็คงต่อสู้ให้ถึงที่สุด” พล.อ.สมเจตน์ ระบุ

สุดท้าย พล.อ.สมเจตน์ เชื่อว่า การตัดสินใจของประชาชนที่ลงคะแนนประชามติจะขึ้นอยู่กับการชี้แจง และทำความเข้าใจของฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าจะทำให้ประชาชนเข้าใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างไร โดยผลงานของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนวันลงประชามติ จะไม่เป็นปัจจัยในการตัดสินใจของประชาชนที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญ

“ขึ้นอยู่กับการชี้แจง แต่ผมคิดว่ากฎหมายทุกฉบับมีทั้งดีและไม่ดี ไม่มีอะไรที่ดี 100% ไม่มีอะไรที่เสียไป 100% แต่ถ้ามันดีมากกว่าเสียมันก็ค่อยๆ ประคับประคองไป แต่ท้ายที่สุดมันไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ อยู่ที่นักการเมือง คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง กฎหมายเป็นเพียงกรอบอันหนึ่งที่ให้คุณปฏิบัติเท่านั้น หากคุณไม่มีจริยธรรมคุณก็จะใช้กฎหมายในทางลบ”

“การทำงานของรัฐบาลและ คสช. ไม่ได้เกี่ยวกับข้องกับร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ไม่เกี่ยวกับ คสช. เพราะ คสช. ไม่ได้เป็นเจ้าของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คนที่รับผิดชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 21 คน เพราะไปดูได้ชัดเจนว่าเวลาที่ คสช. ขออะไรไป 3 ข้อ ก็ได้ข้อเดียว ดังนั้น อำนาจสิทธิขาดทั้งหมดอยู่กับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ”

“ดังนั้นการที่อีกฝ่ายพยายามโจมตีว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่าน คสช.ต้องรับผิดชอบ ถือเป็นการสร้างประเด็นขึ้นมา ทำไมเวลาที่ใครทำร้ายบ้านเมืองร้ายแรงมากกว่าก่อนหน้านี้ถึงไม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบบ้าง กลับปล่อยให้ชาวบ้านที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ไปติดคุก เวลาคนอื่นทำ บอกว่าต้องรับผิดชอบ ทำไมถึงคราวของตัวเอง ไม่เห็นแสดงความรับผิดชอบอะไร” พล.อ.สมเจตน์ ทิ้งท้าย

 

เจ้าพ่อกลัวคนที่วิ่งเต้นไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/425140

เจ้าพ่อกลัวคนที่วิ่งเต้นไม่ได้

สาเหตุทั้งหมดมาจากการสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ที่ดิน เจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยสร้างหลักฐานเท็จต่างๆขึ้นมา ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐรู้จักใช้อำนาจให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่ปล่อยปะละเลย ไม่ใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ ไม่ไปรับประโยชน์จากผู้มีอิทธิพล มันก็จบ เจ้าพ่อมันกลัวคนที่วิ่งเต้นไม่ได้ ซื้อไม่ได้ ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐกลัวไม่มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ กลัวไม่มีเงินมีทอง เวลาโดนติดสินบนก็ต้องยอม แต่ถ้าไม่ติดยึด ทำตามหน้าที่ มันจะกลัว เพราะมันรู้ว่าคนนี้เอาจริง

-พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ / 4 เม.ย. 59

อ่านสัมภาษณ์พิเศษ :  “ถ้าไม่กลัว มาเฟียก็แค่ขี้ผง” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

 

“ถ้าไม่กลัว มาเฟียก็แค่ขี้ผง” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2559 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/425086

"ถ้าไม่กลัว มาเฟียก็แค่ขี้ผง" พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…วิศิษฐ แถมเงิน

คล้อยหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศ โดยระบุว่ามีบุคคลถูกขึ้นบัญชีดำมากถึง 6,000 รายชื่อ ตามฐานความผิด 16 กลุ่ม ประกอบด้วย ปล่อยเงินกู้ ฮั้วประมูล คุมวินมอเตอร์ไซค์และคิวรถตู้ เก็บส่วยสถานบริการ ลักลอบขนของเถื่อน บ่อนการพนัน ค้ากาม แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ค้ามนุษย์ ตุ๋นนักท่องเที่ยว มือปืนรับจ้าง ทวงหนี้ ค้าอาวุธสงคราม บุกรุกป่าสงวน เรียกเก็บส่วยทางเท้า และค้ายาเสพติด

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่มตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

บ้างว่าทหารใช้อำนาจพิเศษแก้ปัญหาที่รัฐบาลปกติทำไม่ได้ บ้างว่ามีวาระซ่อนเร้นแอบแฝงต้องการขจัดฝ่ายตรงข้าม บ้างมองว่าเป็นการล้างบ้านล้างเมืองให้สะอาดก่อนเลือกตั้ง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นายตำรวจนักบู๊ ผู้เคยสู้รบปรบมือกับผู้อิทธิพลมาตลอดชีวิตราชการ ไม่ว่าจะปราบผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ โค่นกำนันเป๊าะ ชลบุรี เจ้าพ่อภาคตะวันออก ปิดบ่อนปอ ประตูน้ำ ทลายบ่อนลอยฟ้าปิ่นเกล้า กำราบมาเฟียโบ๊เบ๊ และมาเฟียสนามม้า จนได้รับฉายาว่า ‘มือปราบเจ้าพ่อ’

วันนี้ เขาจะมาบอกเล่าถึงวีรกรรมปราบปรามผู้มีอิทธิพลตามแบบฉบับของตนเอง

กว่าจะมาเป็นมือปราบตงฉิน

แม้เกษียณอายุราชการมานานกว่า 8 ปี แต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ หรือบิ๊กตู่ วัย 68 ยังดูผ่องใส แข็งแรง น้ำเสียงเฉียบขาดดุดัน เขาเปรยให้ฟังว่า ทุกวันนี้ยังมีคดีความฟ้องร้องคาราคาซังอยู่ในชั้นศาลนับร้อยคดี

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เกิดเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2491 ละแวกธนบุรี จบร.ร.นายร้อยตำรวจรุ่นที่ 24 เริ่มต้นรับราชการครั้งแรกที่สภอ.นาแก จ.นครพนม ตั้งแต่ปี 2515-2524 สู้รบผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์อย่างโชกโชนจนได้รับยกย่องให้เป็น “วีรบุรุษนาแก”

นายตำรวจนักบู๊ บอกว่า เคยปราบปรามผู้มีอิทธิพลรายเล็กรายน้อยมาเยอะ ไม่ใช่จู่ๆก็โผล่มาปราบเจ้าพ่อ

“ผมผ่านความเป็นความตายมามาก ปราบคอมมิวนิสต์มาเป็นร้อยครั้ง ยิงกันหูดับตับไหม้แต่ก็รอดมาได้ มีผลงาน ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้นำหน่วย ได้เหรียญรามมาลาเข็มกล้ากลางสมร พอย้ายมาเป็นผู้กำกับจังหวัดมุกดาหาร ผมก็จับดะไม่ไว้หน้า ผู้พิพากษาโดนใบสั่งยังต้องมาจ่ายที่สน. นายกเทศมนตรีก็เอาติดคุก สส.มุกดาหารมีอยู่ 4 คน เจอผมจับเหลือ 2 คน หมดอนาคตกันไป สมัยนั้นตำรวจกองปราบเที่ยวเก็บเงินทุกพื้นที่ ผมประกาศเลย ถ้ามึงเข้ามาหาเงินในพื้นที่นี้อีกเมื่อไหร่ เจอกูล่อแน่ พื้นที่จึงสงบเรียบร้อย สี่ปีที่ผมอยู่มุกดาหารกลายเป็นจังหวัดที่คดีน้อยที่สุดในประเทศไทย ทั้งหมดทำให้ท่านณรงค์ มหานนท์ อธิบดีกรมตำรวจขณะนั้น เล็งเห็นความสามารถจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่เมืองชล

ท้าชนกำนันเป๊าะ

ปี 2529 ย้ายมารับตำแหน่งผู้กำกับการจังหวัดชลบุรี ที่นี่เอง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้สร้างวีรกรรมที่ไม่มีใครลืมนั่นคือ ประกาศท้าชนกำนันเป๊าะ หรือนายสมชาย คุณปลื้ม ผู้ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อภาคตะวันออก

ตอนโดนคำสั่งให้มาเมืองชล ผมถามท่านอธิบดีณรงค์ว่า ผมรับราชการทางอีสานมาตลอด ท่านให้ผมมาเมืองชลทำไม ท่านบอกว่าให้มาปราบอิทธิพล ตอนนั้นชื่อเสียงผมดังแล้ว พอสื่อลงข่าว คุณรู้ไหม พวกขนของหนีภาษีเก็บเรียบหมด ไม่กล้า ปกติเวลาข้าราชการใหม่มารับตำแหน่งก็ต้องไปรายงานตัวกับกำนัน ไปแนะนำตัวให้รู้จัก ผมไม่ไป เขาก็คงงงๆ

วันหนึ่งมีคนมาบอกว่า กำนันเขาอยากพบผม แต่ไม่กล้ามาที่กองบังคับการ เลยอยากจะขอนัดที่กรุงเทพ ในฐานะตำรวจใครอยากพบเราได้ทั้งนั้น เลยนัดที่ร้านอาหารแถวสุขุมวิท ปรากฏว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมารับรองความประพฤติกำนันว่า เป็นคนดีอย่างนู้นอย่างนี้ คบได้ เลิก ละทุกอย่างแล้ว ผมก็บอกว่า เลิกได้ก็ดี ถ้าไม่เลิกก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย

ถามว่า ยุคนั้นชื่อเสียงบารมีของกำนันเป๊าะยิ่งใหญ่แค่ไหน

ใหญ่คับฟ้าคับเมือง เขาไม่ได้มีอิทธิพลเฉพาะในชลบุรีเท่านั้น แต่แผ่ขยายไประยอง จันทบุรี ตราด เรื่อยไปถึงปราจีนบุรีจนคนเรียกเขาว่าเจ้าพ่อภาคตะวันออก นักการเมืองท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านต้องพึ่งเขาหมด แม้แต่ระดับอธิบดีกรมตำรวจ นายกรัฐมนตรี วันเกิดเขายังต้องไป จัดที่บางแสนคนมาอวยพรกัน 4-5 หมื่นคน เคยมีนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นมาขอพบผม ถือภาพกำนันเป๊าะมาถามว่าจะไปหาคนนี้ได้ที่ไหน ผมถามกลับว่ามาทำอะไร เขาบอกว่าจะมาลงทุนที่เมืองชล มีคนแนะนำว่าต้องไปหาคนนี้ก่อน ไม่งั้นทำไม่ได้ ดูสิ อิทธิพลเขาขนาดนั้น

ไอ้พวกระเบิดหิน ปูน ทราย วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์อะไรต่างๆ ลูกน้องเขาทั้งนั้น มันคุมทุกอย่าง เมื่ออยู่ยาวก็เลยรากงอก มีอิทธิพลใหญ่โต ข้าราชการที่ว่าแน่ๆไปไม่ถึงสองปีก็ไม่รอด แม้กระทั่งตำรวจ เวลาเดือดร้อนไม่มีเงินใช้ เมียคลอดลูก ลูกเข้าโรงเรียน ไปหาผู้กำกับไม่ได้ เพราะไม่มีสวัสดิการ ก็ต้องไปหากำนัน แล้วแบบนี้ใจมันจะอยู่กับใคร”

ด้วยนิสัยตงฉิน เด็ดขาด ตรงไปตรงมา ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม เขาประกาศให้รู้กันทั่วว่า ตนเองเป็นตำรวจ ไปไหนมาไหนพกอาวุธ มีอำนาจสืบสวนสอบสวน และจับกุมผู้กระทำผิด ฉะนั้นใครก็ตามที่ทำผิดกฎหมาย อย่ากำแหง ผลงานแรกคือ ตั้งด่านตรวจหน้าบ้านกำนันเป๊าะ

ใครออกมาผมสั่งค้นหมด ฉะนั้นมันก็ไปไหนไม่ได้ ไปมือเปล่าไม่มีอาวุธก็กลัวตาย เพราะทำเขาไว้เยอะ ชาวบ้านเริ่มรู้กิติศัพท์ผม เริ่มมีคนแจ้งข่าวสารข้อมูล ใครเป็นใคร ตำรวจคนไหนนอกแถว รู้หมด ถ้าเราเป็นคนจริงเสียอย่าง ประชาชนเขาก็พร้อมให้ความร่วมมือ ไม่จำเป็นต้องไปหาข่าวที่ไหนเลย ขณะเดียวกันผมไม่ได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายอย่างเดียว เริ่มพัฒนาคน พัฒนาองค์กร จัดฝึกอบรม ให้ออกกำลังกาย  งดกินเหล้า งดสูบบุหรี่ งดเล่นการพนัน พัฒนาจิตใจด้วยการสร้างสวัสดิการ กองทุน มูลนิธิ เลี้ยงลูกให้ ฝึกอาชีพให้ เพื่อให้เขามั่นคง ไม่ต้องไปพึ่งกำนัน มาพึ่งกูนี่”

หลังปฏิบัติหน้าที่ในชลบุรีได้ 3 ปี ชีวิตราชการหักเหไปเป็นรองผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ก่อนก้าวกระโดดเป็นผู้บังคับการกองปราบปราม คราวนี้ต้องรบทัพจับศึกกับสีกากีด้วยกัน เพราะไปขัดผลประโยชน์นายตำรวจใหญ่ ถึงขั้นถูกระเบิดห้องทำงานจนเป็นข่าวใหญ่ ต่อมาถูกเด้งเข้ากรุในยุครสช.เรืองอำนาจ รักษาการณ์ผู้บังคับการสันติบาล 2 ผู้บังคับการตำรวจภูธร 6 และผู้บังคับการวิทยาการภาค 3 ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตามลำดับ

โค่นเจ้าพ่อตะวันออก

ปี 2537 ดวงชะตาโคจรกลับมาเมืองชลอีกครั้ง ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ ทำหน้าที่ผู้ช่วยหัวหน้าตำรวจภาค 2 คราวนี้เขาเดินหน้าชนกำนันเป๊าะเต็มตัว

“วันหนึ่งได้รับจดหมายเป็นกระดาษเล็กๆเขียนว่า “ท่านเสรี การซื้อขายที่ดินที่เมืองพัทยามันทุจริตกัน ขอให้ท่านช่วยไปดูด้วย ผมไม่กล้าลงชื่อ เพราะผมกลัวตาย” เนื้อความมีแค่นี้ ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่สนใจ เผลอๆจดหมายไม่ถึงมือด้วยซ้ำ แต่ผมสั่งลูกน้องไว้เลยว่าจดหมายทุกฉบับต้องถึงมือ และผมจะดูด้วยตัวเองทุกฉบับ”

คดีทุจริตที่ดินเขาไม้แก้ว เป็นคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินจำนวน 140 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่ฝังกลบขยะของเมืองพัทยา ตั้งอยู่ในพื้นที่ต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งปี 2536 เทศบาลเมืองพัทยามีโครงการจัดหาที่ดินเพื่อใช้เป็นที่กลบฝังขยะ โดยกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างจากเมืองพัทยาในรัศมีไม่เกิน 15 กิโลเมตร แต่หลังเปิดประมูลไม่ปรากฏมีเจ้าของที่ดินเจ้าใดเสนอมา จึงมีการแก้เงื่อนไขว่าให้ห่างออกไปอีกเป็น 25 กิโลเมตร ทำให้นายพีระ ศิลรัตน์ ผู้อ้างตัวเป็นเจ้าของที่ดินจำนวน 150 ไร่ ต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เสนอที่ดินจำนวน 140 ไร่ ให้ทางเทศบาลเมืองพัทยาพิจารณา โดยเสนอขายในราคาไร่ละ 6 แสนบาทเศษ รวมเป็นเงิน 93 ล้านบาทเศษ ซึ่งภายหลังเมืองพัทยาตกลงซื้อที่ดินดังกล่าวเอาไว้ และชำระเงินให้เจ้าของที่ดินไปทั้งหมด

ทว่าปัญหาเกิดขึ้นหลังจากมีผู้ร้องเรียนว่า ที่ดินผืนดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และมีหลักฐานว่า ผู้ครอบครองที่ดินรู้เรื่องดีอยู่แล้ว เนื่องจากกรมที่ดิน และสำนักงานที่ดิน จ.ชลบุรี เคยมีหนังสือเพิกถอนสิทธิไปก่อนหน้านั้น แต่ยังฝ่าฝืนและทำสัญญาซื้อขายกับทางเทศบาลเมืองพัทยา นอกจากนั้นยังพบข้อมูลที่เพิ่มน้ำหนักว่ามีการทุจริตขึ้น เพราะมีหลักฐานว่านายพีระซื้อที่ดินแปลงนี้มาเมื่อปี 2535 ในราคาเพียงไร่ละ 50,000 บาท โดยที่ทั้งผู้ซื้อผู้ขายลงชื่อยอมรับเองว่าที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนฯ กลายเป็นปมความผิดปกติ ทั้งเรื่องที่ดินในเขตป่าสงวนฯ และราคาขายที่พุ่งขึ้นมากกว่า 10 เท่าในระยะเวลาเพียงปีเดียว กระทั่งต่อมาตำรวจสืบทราบว่า นายพีระทำงานเป็นคนสวนบ้านกำนันเป๊าะ ตำรวจรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีตามกฎหมาย ศาลสั่งพิพากษาจำคุก ส่งผลให้กำนันเป๊าะหลบหนีไป ก่อนจะถูกจับกุมในเวลาต่อมา

“สาเหตุทั้งหมดมาจากการสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ที่ดิน เจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยสร้างหลักฐานเท็จต่างๆขึ้นมา ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐรู้จักใช้อำนาจให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่ปล่อยปะละเลย ไม่ใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ ไม่ไปรับประโยชน์จากผู้มีอิทธิพล มันก็จบ เจ้าพ่อมันกลัวคนที่วิ่งเต้นไม่ได้ ซื้อไม่ได้ ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐกลัวไม่มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ กลัวไม่มีเงินมีทอง เวลาโดนติดสินบนก็ต้องยอม แต่ถ้าไม่ติดยึด ทำตามหน้าที่ มันจะกลัว เพราะมันรู้ว่าคนนี้เอาจริง

ปราบผู้มีอิทธิพลไม่ใช่หน้าที่คสช.

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งเลขที่ 324/2558 ลงวันที่ 29 ต.ค. 2558 ให้ตั้งคณะกรรมการเรื่องการบูรณาการปราบปรามผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ บอกเสียงกร้าวว่า การปราบปรามผู้มีอิทธิพล ไม่ใช่หน้าที่ของคสช.

มันกระจอกไป ขนาดผมคนเดียวยังทำได้ ตำรวจเขาทำกันเองได้ รัฐบาลมีงานอื่นที่สำคัญเยอะแยะต้องทำ ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องมายุ่ง คสช.ควรตั้งผู้นำหน่วยที่ดี และให้เขาไปจัดการกันเอง เชื่อว่าจะจัดการได้ ใครเป็นผู้มีอิทธิพล ใครเปิดบ่อน ใครฮั้วประมูล ก็ไปจับสิ กำนันเซี๊ยะยังถูกจับคดีฮั้วประมูลเลยใช่ไหม กำนันเป๊าะถูกจับคดีทุจริตเขาไม้แก้ว ถึงมือรัฐบาลไหมล่ะ ไม่เห็นต้องเป็นวาระแห่งชาติเลย ไอ้เรื่องบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพล 6,000 คนนั่นอีก โอ้โห ประเทศไทยมีผู้มีอิทธิพลเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ ขนาดผมยังไม่เห็นกำนันเป๊าะอยู่ในสายตา แล้วพวกนั้นจะเป็นผู้มีอิทธิพลได้ไง แต่ละคนที่ไปจับ สารรูปดูได้ที่ไหน จับที่ได้อาวุธปืนไม่กี่กระบอก ยาไม่กี่เม็ด

ยุคนี้ผมไม่เห็นว่าใครเป็นผู้มีอิทธิพลเลย มีใครเหนือกว่ากำนันเป๊าะบ้าง แคล้ว ธนิกุล …ก็ตายไปแล้ว ชัช เตาปูน…ก็ไม่เท่าไหร่ คนนี้รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง พอใครแรงมากูหยุด ดูทางลม พอไม่แรงก็ทำต่อ แต่มันไม่ถึงขนาดไปฆ่าใคร กำนันเป๊าะนี่เขาฝังรากหยั่งลึกยาวนาน คุณรู้ไหมที่บางแสนมันเจริญๆ ก็เพราะกำนันเขามีอิทธิพล คุมการเมืองหมดเลยของบมาได้ทุกกระทรวง งบที่ควรจะไปลงในจุดที่ควรลงก็ไม่ไปลง ลงแต่บางแสน พอลงบางแสนมันก็มีชัก 10 % 20 % 30 % โกงกันชิบหายไม่รู้เท่าไหร่ ใครหือไม่ยอมพรุ่งนี้เป็นศพ ตำรวจก็ไม่ยุ่ง ตายเหมือนหมาข้างถนน หลังกำนันถูกจับ อิทธิพลยังมีอยู่ เพราะยังมีคนที่ยังสวามิภักดิ์เขา แต่ต่อไปก็จะลดลงเรื่อยๆ”

อดีตผบ.ตร. กล่าวต่อว่า  รัฐบาลคสช.ขาดความรู้ ขาดประสบการณ์ ใช้กฎหมายไม่เป็น

“ผมพูดได้เลยว่า รัฐบาลทหารใช้กฏหมายไม่เป็น เพราะทั้งชีวิตไม่เคยใช้กฏหมาย ฉะนั้นจึงทำอะไรผิดพลาดอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างถ้าเอาตำรวจตระเวนชายแดนมาเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่เคยสืบสวนสอบสวน จับกุมโจรผู้ร้าย ไม่เคยใช้กฏหมายเลย แล้วจะรู้เรื่องไหม เหมือนเอาทหารมาเป็นนายกรัฐมนตรี มาคุมประเทศ ไม่รู้กฏหมาย ใช้กฏหมายไม่เป็น เขาให้มีหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ ไม่ใช่มาบริหารประเทศแบบนี้

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ น้อมนำเอาพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า ‘ในบ้านเมืองย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี การทำให้บ้านเมืองสงบสุขเรียบร้อยได้ อยู่ที่การยกย่องคนดี สนับสนุนคนดีให้มีอำนาจได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่มีอำนาจ’ โดยระบุว่า ถ้าคสช.ตามตามพระบรมราโชวาทได้ ทุกอย่างจะไร้ปัญหา

“คิดดู อิทธิพลอย่างกำนันเป๊าะ ผมคนเดียวยังจัดการได้ หรือปอ ประตูน้ำเป็นเจ้าพ่อเปิดบ่อนการพนันมายาวนาน ไม่ยอมหยุดสักที พอผมจับติดคุกติดตาราง ตอนหลังปิดบ่อนเลย ทำไมแค่ผมคนเดียวทำได้ คือขอให้เป็นคนจริงจัง แล้วทำยังไงถึงจะได้คนจริงจังเข้ามา ก็อยู่ที่ผู้มีอำนาจของบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ผบ.ตร. ผบ.เหล่าทัพ ถ้าคุณเอาคนดีที่สุดขึ้นมาให้ได้ ก็จบ ไม่ใช่เอาคนเลวที่สุด หรือคนวิ่งเต้นเสียเงินเสียทองจ่ายเข้ามา แบบนั้นก็พัง”

ถ้าไม่กลัว มาเฟียก็แค่ขี้ผง

ในฐานะนายตำรวจผู้ต่อกรกับบรรดาผู้มีอิทธิพลทั้งในและนอกเครื่องแบบมาอย่างสมบุกสมบัน เปรียบเปรยว่า ผู้มีอิทธิพลก็เหมือนผี ถ้าไม่กลัวก็ไม่มีฤทธิ์เดชอะไร

คำว่ามาเฟีย เจ้าพ่อ ผู้มีอิทธิพล คนในสังคมไม่เข้าใจ ไม่เห็น แล้วก็คิดตามกันว่า นักเลง นายทหาร นายตำรวจที่อยู่เบื้องหลังอิทธิพลต่างๆคือผู้มีอิทธิพล พอเขาชูชื่อขึ้นมาก็เชื่อไปตามๆกัน ผมถือว่าทุกคนไม่ได้มีอิทธิพลอะไรเลย อยู่ที่ตัวเราเท่านั้น ถามว่าคุณกลัวผีเปล่า กลัว แต่เคยเห็นผีไหม ไม่เคยเห็น ไม่เคยเห็นผีแต่ดันกลัวผี เพราะงั้นผู้มีอิทธิพลต่างๆ ถ้าเราไม่กลัวมัน มันก็ไม่มีอิทธิพล ผมมีหน้าที่ปราบ แค่นี้ ไม่ได้กลัวอะไรเลย สมัยผมได้รับมอบหมายให้ปราบมาเฟียสนามม้า รู้กันว่าสนามม้าทหารคุม บรรดาเสธ.ทั้งหลายมาเจอเสรีพิศุทธ์ เสเหมือนกัน เสตั้งแต่เกิด เสที่ไม่ได้เรียนโรงเรียนเสธ. แต่เราทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ไอ้เสธ.ที่ว่าดังๆคลานต้วมเตี้ยมหนีผมหมด นายตำรวจใหญ่บางคนด่าผมลับหลัง ผมประกาศเลยว่า ต่อไปนี้ถ้าเข้าสนามม้าเห็นหน้าเมื่อไหร่ กูจะจับให้ดู หนีเลย ไม่กล้าเข้าตั้งแต่บัดนั้น เสี่ยอีกคนชื่ออะไรจำไม่ได้มานั่งยองๆกราบขอเข้าสนามม้า เห็นไหม ไม่มีอะไรเลย ปราบมาเฟียพวกนี้ไม่ยากเลย มาเฟียมีสีที่มันมีปราบยาก ก็เพราะผู้บังคับบัญชามันปกป้อง”

เจ้าของฉายามือปราบเจ้าพ่อ ทิ้งท้ายว่า กว่าจะยืนหยัดสู้กับเจ้าพ่อ มาเฟีย ผู้มีอิทธิพล และความอยุติธรรมต่างๆได้ ต้องผ่านความเป็นความตายมา ถ้าไม่เคยผ่านความตายก็จะไม่มีความกล้าหาญ

“ถ้าลองผ่านความเป็นความตายมาแล้ว ไม่มีอะไรเหนือกว่านั้น ชีวิตผมไม่ใช่แค่สู้กับมาเฟีย สู้กับผู้บังคับบัญชาก็มีตลอด ล่อกันตลอด เพราะผมถูกบีบ ถูกอัด ถูกขัดขวางความเจริญก้าวหน้า แต่ผมเป็นคนไม่ยอม ยังไงก็ต้องสู้ ล่อกันไปไม่มีเหนื่อย เหมือนนักมวยไม่มียก บางคนชก 3 ยก 10 ยกก็หมดแรง ใจมันไม่สู้ก็ถอย ยอมแพ้เรา แต่เราไม่เคยหมดยก เพราะฉะนั้นต้องเตรียมตัวให้พร้อม ผมก็ต้องพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะร่างกาย จิตใจ ถ้าใจสู้ ไม่กลัวเสียอย่าง มาเฟียก็แค่ขี้ผง”

 

 

พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ส่งผล’ราคายาแพงขึ้น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151128/217614.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2558
พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ส่งผล'ราคายาแพงขึ้น'

พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ส่งผล’ราคายาแพงขึ้น’ : สัมภาษณ์พิเศษ นายแพทย์นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม

            หน้าที่ขององค์การเภสัชกรรม คือผลิตและจัดหายาที่มีคุณภาพ ราคาถูก มีผลิตภัณฑ์เกือบ 300 ชนิด และยาส่วนใหญ่ขององค์การเภสัชกรรม ไม่ได้วางขายตามร้านขายทั่วไป แต่จะใช้วิธีการกระจายไปถึงมือประชาชน โดยผ่านทางระบบบริการสาธารณสุขของรัฐ ผ่านโรงพยาบาลของรัฐ ผ่านสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปัจจุบันเน้นการจัดหายาเวชภัณฑ์ประเภทช่วยชีวิตสำหรับผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังแบบไม่ติดต่อ อย่างโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคความดัน และโรคเอดส์ ที่ผู้ป่วยรับจากโรงพยาบาลของรัฐโดยตรง
            ในปี 2558 จากตลาดยาทั่วประเทศของไทยมีมูลค่ารวมสูงถึง 145,000 ล้านบาท แต่ยาที่ผลิตและดำเนินการโดยองค์การเภสัชกรรม มียอดจำหน่ายรวมเพียง 12,772 ล้านบาท ยังเป็นสัดส่วนไม่มากนักแต่ก็เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 1,295 ล้านบาท นำเงินรายได้ส่งเข้ารัฐปีละ 500 ล้านบาท สามารถทำให้ภาครัฐประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านยาได้ เป็นจำนวนเงินถึง 5,343 ล้านบาท คิดเป็น 64.23% ของงบประมาณที่ต้องจ่าย โดยแบ่งเป็นประหยัดจากยาที่องค์การ ผลิตเองจำนวนเงิน 3,692 ล้านบาท และจากการจัดหาจากผู้ผลิตรายอื่นจำนวนเงิน 1,651 ประหยัดได้เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ถึงจำนวนเงิน 1,965 ล้านบาท (ปี 2557 ประหยัดได้จำนวนเงิน 3,378 ล้านบาท)
            สำหรับปี 2559 ตั้งเป้ายอดขายทุกผลิตภัณฑ์ไว้ที่ 13,500 ล้านบาท พร้อมกับวางแผนการขยายตลาดอาเซียน อาทิ ขยายตลาดใหม่ โดยสรรหาตัวแทนจำหน่ายรายใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อขึ้นทะเบียนยา และทำการตลาดในประเทศ
            เป้าหมายขยายตลาดกลุ่มยาที่มีศักยภาพและมีคู่แข่งน้อยราย เช่น จีพีโอ แอลวัน โอเซลทามิเวียร์ ในต่างประเทศ เช่น ผ่านตัวแทนจำหน่าย ผ่านองค์กร เอ็นจีโอ ผ่านความร่วมมือแบบรัฐบาลกับรัฐบาล จะเพิ่มยอดจำหน่ายยาไปยังกลุ่มประเทศเออีซี ประกอบด้วย สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมาร์ มาเลเซีย ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ปัจจุบันองค์การจะมีการสำรองยาและเวชภัณฑ์ในระบบ เฉลี่ยรายการละ 3-4 เดือน โดยมุ่งเน้นยาที่มีมูลค่าการใช้สูง ยาจำเป็น ยาเชิงนโยบาย เช่น ยาต้านไวรัสเอดส์ ยารักษาโรคหัวใจหลอดเลือด น้ำเกลือ และน้ำยาล้างไตสำหรับผู้ป่วยไตวาย วัคซีนป้องกันโรค ยาสำหรับหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะยาต้านไวรัสเอดส์ องค์การมีการดูแลอย่างใกล้ชิด
            ในปี 2558 องค์การมีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ผลิตได้ 5 ชนิด ได้แก่ ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz ขนาด 50 และ 200 mg ยารักษาจิตเวช Fluoxetine 20 mg ชนิดเม็ดละลายน้ำ (Dispersible tablet) ยาเม็ดรักษาอาการศีรษะล้าน GPO-Finax-1 ขนาด 1 mg ยาเม็ดรักษาผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโตผิดปกติ GPO-Finax-5ขนาด 5 mg และผลิตภัณฑ์สมุนไพรบำรุงความจำ “พรมมิ”
            ด้านการผลิตสมุนไพรไทยนั้น บริษัทผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย จำกัด เป็นผู้ผลิตสมุนไพรใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบยาแผนปัจจุบัน จนทำให้เกิดการผลักดันการใช้ยาจากสมุนไพรเป็นไปอย่างกว้างขว้างและได้รับการรับรองหลักเกณฑ์มาตรฐาน วิธีการที่ดีในการผลิตยา (จีเอ็มพี) ขณะนี้มีผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพรโดยในปี 2558 มีผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นคือ ยาเม็ดจันทน์ลีลา ใช้แก้ไข้ตัวร้อน สามารถใช้เป็นยาทางเลือกแทนยาพาราเซตามอลได้ และได้ขึ้นเป็นบัญชียาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติแล้ว จำนวน 22 รายการ พร้อมกันนั้นได้ออกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้แบรน์ไฟโตโกลด์สำหรับประชาชนผู้รักสุขภาพ ยังมียาแก้ไข้ แก้ปวด ปีหน้าจะขยายการผลิตและให้ประชาชนใช้สะดวก เช่น ขมิ้นชัน เป็นสารสกัดเป็นเนื้อยา ไม่ใช่สมุนไพรอีกต่อไป เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงร่างกาย แอนตีออกซิเดน “ปีนี้ผมสนับสนุนให้ใช้สมุนไพรคือ พรมมิ เป็นสมุนไพรใช้ในอินเดียกว่า 100 ปี เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น โดยไม่เพิ่มความดัน ป้องกันอัลไซเมอร์ มีผลงานวิจัยบางส่วนและกำลังทำวิจัยเข้มข้นให้ชัดเจน ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมในกลุ่มอาสาสมัครสุขภาพดี อายุ 55 ปีขึ้นไป จํานวน 60 คน ที่คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น โดยแบ่งให้อาสาสมัคร 30 คน กินยาจริง และอาสาสมัครอีก 30 คน กินยาหลอก โดยให้กิน 300 มก. (1 เม็ด) และ 600 มก. (2 เม็ด) ต่อวัน ปรากฏว่า กลุ่มอาสาสมัครที่กินยาจริงมีความจํา มีการทรงตัวที่ดี มีความจําและสมาธิ รวมทั้งการตอบสนองต่อสิ่งเร้าดีกว่ากลุ่มอาสาสมัครที่กินยาหลอก โดยเห็นผลหลังจากกินยาติดต่อกัน 2 เดือนขึ้นไป นอกจากนี้ยังไม่พบผลข้างเคียงใดๆ ที่ต่างจากยาหลอกโดยในระยะต่อไป คณะผู้วิจัยจะศึกษาเพิ่มเติมในผู้ป่วยที่มีความจําบกพร่อง โดยขณะนี้เริ่มดําเนินการไปบ้างแล้ว”
            สมุนไพร “พรมมิ” จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพสมองและบํารุงความจําที่น่าสนใจ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ไม่มีผลข้างเคียง อีกทั้งยังช่วยบํารุงสุขภาพโดยรวมได้ดีอีกด้วย
            องค์การเภสัชกรรมได้นํามาต่อยอดพัฒนา ทั้งในกระบวนผลิตเพื่อให้เป็นระดับอุตสาหกรรมแบบครบวงจรจนได้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสารสกัดสมุนไพร “พรมมิ สมุนไพรบํารุงความจําในรูปแบบเม็ด ช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง บํารุงสมองและความจํา ผลิตภัณฑ์อีกชนิดที่วางตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมก็คือ ยาปลูกผม แก้หัวล้าน เป็นยาที่ใช้รักษาโรคต่อมลูกหมากโต ใช้น้อยๆ มีผลข้างเคียงให้ผมงอกมากขึ้นได้ กำหนดให้มีการพัฒนาเป็นชนิดพ่น เพื่อจะลดอันตรายผลข้างเคียง ถ้ามีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เด่นๆ ยาชนิดใหม่ๆ โรคใหม่ ที่ปกติแล้วเมื่อมีการค้นพบยาชนิดใหม่ รักษาโรคอุบัติใหม่ๆ นั้น บริษัทยาต่างประเทศได้รับสิทธิ์ในการคุ้มครองผลงานวิจัย และผลิตได้นาน 10 ปี ทำให้ยาที่ส่งมาจำหน่ายในประเทศมีราคาสูง ดังนั้นเมื่อสิทธิคุ้มครองถึงปีที่ 5 ทางองค์การเภสัชกรรมจะส่งเสริมให้มีการทำการวิจัยทดลองภายในประเทศ จนหมดอายุการคุ้มครองก็สามารถผลิตยาได้ในราคาที่ถูกกว่ายาที่สั่งซื้อจากต่างประเทศถึง 50 เท่า และทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถเข้าถึงยาได้ทั่วถึง จนหมดอายุคุ้มครองจึงผลิต จึงทำให้มีราคาลดลงกว่า 50 เท่า อย่างกรณีโรคเอดส์ ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าผู้ป่วยเข้าถึงยาทั่วถึงมากที่สุด ราคายาถูกกว่าต้นทุน ทำให้เข้าถึงยาได้มากขึ้น
            ยาที่สำคัญและมีความต้องการใช้สูงคือรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อย่างโรคมะเร็ง เบาหวาน ความดัน หัวใจ ที่เพิ่มขึ้นในสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศไทยจะมีมากถึง 12% ของพลเมือง ถือว่าอัตราสูง เสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อ การมียารักษาโรคที่เพียงพอ
            สิ่งที่กำลังเป็นที่น่าวิตกสำหรับบทบาทขององค์การเภสัชกรรมที่จะ “จัดเตรียมยา” ให้ผู้ป่วยให้เพียงพอ ในราคาที่ถูก ในคุณภาพที่ดี ราคาเป็นธรรม หรือการจัดหายาในกรณีฉุกเฉินให้เพียงพอ หรือการพยายามมีบทบาทในการ “ต่อรอง” ราคาให้เป็นธรรม อย่างกรณียาลดไขมันในเลือด องค์การผลิตให้ราคาลดลงเหลือเพียง 5 บาท จากที่เคยจำหน่ายสูงถึง 35 บาท กำลังถูก “จำกัดบทบาท” ลง เมื่อ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐฉบับใหม่ไม่ได้ระบุบทบังคับที่เคยมีไว้ โดยอ้างว่าเป็นการปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับ “ตลาดเสรี”
            กรมบัญชีกลางได้เสนอร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ไม่มีการกำหนด กฎระเบียบข้อ 60-62-63-64 ที่กำหนดระบุไว้ว่าโรงพยาบาลของรัฐต้องซื้อผลิตภัณฑ์ยาขององค์การเภสัชกรรม ถ้ามีผลิตหรือมีจำหน่ายต้องซื้อ 80% แม้ว่าองค์การเภสัชกรรมไม่เคยใช้บทนี้บังคับ แต่การ “ไม่มีดาบ” ไว้นี้จะมีผลกระทบต่อการเข้าถึงยาของประชาชนโดยรวม เพราะว่าเมื่อไม่มีระเบียบเรื่องนี้ บทบาทขององค์การเภสัชกรรมที่จะต่อรองราคาก็หมดไป ราคายาจะแพงขึ้นทันที
            การมีระเบียบข้อนี้ มีข้อดี ทำให้องค์การเภสัชกรรมสามารถ “ปราม” และทำให้มีตลาดแน่นอนให้สามารถดำรงสายการผลิตยาไว้ได้ การไม่มีอำนาจต่อเรื่องของระบบยาในประเทศนั้น เป็นวัตถุประสงค์และความต้องการของบริษัทยาต่างประเทศที่ส่งยาเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ที่ต้องการกำหนดราคายาได้ตามที่ต้องการ เพราะเป็นสิ่งจำเป็น หรือหาก “ล้ม” การผลิตยาขององค์การเภสัชกรรมก็จะทำให้มีการกำหนดราคาได้อย่างที่ต้องการ
            ตัวอย่างของราคาที่ต้องลดลงในภาวะฉุกเฉิน อย่างกรณีน้ำท่วมใหญ่ 2554 น้ำเกลือที่ใช้ ช่วงภาวะน้ำท่วมเพิ่มขึ้น 50% ทันที และยา “Sidenafil” ก่อนองค์การเภสัชกรรมจะผลิตขายเพื่อลดปัญหายาปลอมในท้องตลาด ราคาสูงถึง 1,400 บาท ทันทีที่องค์การผลิตได้วางตลาด ลดไป 600 บาททันที หรือกรณีการผลิตแอลกอฮอล์ สามารถลดลงไปได้ทันที 150 บาท จากราคาที่เอกชนนำเข้าจากต่างประเทศที่ขาย 200-260 บาท การยกเลิกกฎกติกานี้จะทำให้เกิดผลกระทบต่อองค์การเภสัชกรรม และการต่อรองราคาที่มีโอกาสทำให้ “ยาแพง” มากขึ้น
            อีกไม่นานโรงพยาบาลของรัฐจะเปิดการประมูลซื้อยาขึ้น และบริษัทที่ประมูลได้ก็จะทำให้มีบริษัทผลิตและจำหน่ายยาได้ไม่กี่บริษัทในอนาคต หรือไม่ก็มีผู้ผลิตน้อยราย และบริษัทชั้นนำในโลก ด้านยาและสุขภาพก็จะครองตลาด นี่คืออันตรายในกรณีที่เกิดกรณีฉุกเฉินหรือโรคระบาด อย่างน้ำเกลือที่ผู้ป่วยใช้ล้างไต ต้องสำรอง และหยุดส่งไม่ได้ หากไม่ส่ง หรือขาดแคลนไปเพียง 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยก็จะเสียชีวิต วงจร กระบวนการการซื้อวัตถุดิบ หากขาดแคลนผู้ผลิตก็ต้องเลิกผลิต หรือวัตถุดิบมีปัญหา หรือบกพร่อง ก็ต้องส่งคืนหมด แปลว่าต้องหาแหล่งวัตถุดิบการผลิตใหม่ กว่าจะรับรองก็ต้องใช้เวลาอีก 6 เดือน
            จึงมีความเห็นว่าน่าจะมีการทบทวนพิจารณาให้รอบคอบอีกครั้งใน พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง ในส่วนที่เกี่ยวกับ “ระบบยา” ประเทศ ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน อุบัติภัยจะประสบปัญหาอย่างมากในการจัดหาให้เพียงพอและรวดเร็ว รวมถึง “ราคาที่แพง” ที่ต้องเผชิญอย่างแน่นอน
            สำหรับโรงงานแห่งใหม่ขององค์การเภสัชกรรมที่รังสิต จ.ปทุมธานี มีกำลังการผลิตยาเม็ดและยาแคปซูลสูงถึง 2,500 ล้านเม็ดต่อปี เพิ่มขึ้นกว่า 50% ของโรงงานเดิมที่ถนนพระราม 6 โดยผลิตยาในกลุ่มยาที่มีมูลค่าการใช้สูง ยาที่มีความจำเป็นต่อระบบสาธารณสุขไทย เช่น ยาเบาหวาน ยาความดัน ยาต้านไวรัสเอดส์ และเริ่มผลิตแล้วประกอบด้วย ยาปฏิชีวนะ Azithromycin Capsule 250 mg ยารักษาอาการปลายประสาทอักเสบ Gabapentin Capsule 300 mg ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz Tablet 600 mg ยารักษากรดไหลย้อน Omeprazole Capsule 20 mg ยาลดความดันโลหิต Amlodipine Tablet 10 mg เป็นต้น และจะทยอยเปิดสายการผลิตยาให้ครบทุกรายการในเร็วๆ นี้
            ส่วนโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก ตามมาตรฐาน WHO GMP ที่ จ.สระบุรี นั้น จะมีกำลังการผลิตได้เริ่มต้นปีละ 2 ล้านโด๊ส และขยายได้สูงสุดถึง 10 ล้านโด๊ส ทั้งนี้ในกรณีเกิดการระบาดใหญ่จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ 60 ล้านโด๊ส
            พร้อมๆ กับการเป็นเสาหลักความมั่นคงด้านยาของประเทศ องค์การเภสัชกรรม มุ่งหวังให้คนไทยเข้าถึงยาที่ดีมีคุณภาพและเพียงพอ

สัมภาษณ์พิเศษ : ก้าวใหม่ของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211451

วันศุกร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี มีพื้นที่กว่า 2,500 ไร่ตั้งอยู่บ้านทุ่งเพล ตำบลฉมัน อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี แต่เดิมเรียกว่า สถานีทดลองยางทุ่งเพล แล้วเปลี่ยนเป็นสถานีทดลองยางจันทบุรี สังกัดสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ต่อมาเมื่อกรมวิชาการเกษตร มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตจันทบุรี สังกัดสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จันทบุรี ล่าสุดเปลี่ยนชื่ออีกครั้ง เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี มาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับบทบาทภารกิจหน้าที่ของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี มีด้านใดบ้างนั้น วันนี้ คุณชลธี นุ่มหนู นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี จะเป็นผู้เล่ารายละเอียดให้รับทราบ

คุณชลธีเล่าว่า จากในอดีตศูนย์วิจัยแห่งนี้เคยถูกเป็นสถานีทดลองยางมาก่อน จึงทำให้งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยด้านยางพารา และพื้นที่ใช้เป็นแปลงผลิตกิ่งพันธุ์ตายาง จนเมื่อปี 2558 พระราชบัญญัติก่อตั้ง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีผลบังคับใช้ขึ้น ทำให้งานวิจัยด้านยางพาราที่เคยอยู่ในความรับผิดชอบของสถาบันวิจัยยางถูกโอนไปเป็นภารกิจของการยางแห่งประเทศไทยแทน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี จึงต้องปรับเปลี่ยนกิจกรรมงานวิจัยยางพารา และงานผลิตกิ่งพันธุ์ตายาง มาเป็นงานวิจัยด้านไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด ลำไย และลองกอง เป็นต้น รวมทั้งพืชท้องถิ่นที่สำคัญของภาคตะวันออก เช่น สำรอง ส้มจี๊ด เร่ว และกระวาน เป็นต้น

“นี่คือก้าวใหม่ของหน่วยงานแห่งนี้ ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ในภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการปลูกไม้ผลเมืองร้อน ประกอบกับมีพื้นที่กว้างใหญ่และมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ จึงมีศักยภาพในการใช้พื้นที่เป็นแปลงไม้ผลเศรษฐกิจและพืชท้องถิ่นที่สำคัญของภาคตะวันออก เพื่อรองรับการทำงานวิจัยในอนาคต”

นอกจากงานวิจัยในพื้นที่แล้ว ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี ได้รับมอบหมายจากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 ให้รับผิดชอบงานบริการวิชาการในพื้นที่ของจังหวัดตราด ซึ่งมีภารกิจสำคัญด้านการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชตามระบบ GAP และงานควบคุมตามพระราชบัญญัติที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตร รวมทั้งงานถ่ายทอดเทคโนโลยี และงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกด้วย

รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี กล่าวทิ้งท้ายว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี มีทิวทัศน์ที่สวยงาม มีลำธารน้ำใสไหลผ่านพื้นที่หลายสาย และมีความร่มรื่น เหมาะสำหรับเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ในพื้นที่ยังมีศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ และศูนย์เรียนรู้การปลูกพืชเสริมรายได้ในสวนยางพารา จึงได้รับการพิจารณาคัดเลือกจาก กรมวิชาการเกษตรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตรอีกแห่งหนึ่งของกรมฯ ซึ่งขณะนี้พร้อมให้เกษตรกรและผู้สนใจเข้ามาเที่ยวชมและศึกษาเรียนรู้ได้ตลอดเวลา

หากท่านใดสนใจข้อมูลทางวิชาการ หรือต้องการมาศึกษาเรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ สามารถติดต่อหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. 0-3946-0800 โทรสาร 0-3946-0801 E-mail : chan3@doa.in.th

“ไชยันต์” ส่องรธน.ฉบับมีชัย ดึงทุกกลุ่มเข้าสภาสกัดวิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2559 เวลา 17:30 น… อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/424982

"ไชยันต์" ส่องรธน.ฉบับมีชัย ดึงทุกกลุ่มเข้าสภาสกัดวิกฤต

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ใบสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)​ และคณะ ถูกถล่มรุนแรงว่าเปิดประตู “สืบทอดอำนาจ” แถมฉุดรั้งให้ประชาธิปไตยไทยต้องถอยหลังกลับเข้าคลองแทนที่จะเดินไปข้างหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

ไชยันต์​ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์พิเศษ​วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยมองว่า ตราบใดที่ยังไม่สามารถมีรูปแบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ การเมืองก็จะวนไปวนมาเป็นวงกลมจนยากจะบอกว่า “ก้าวหน้า” หรือ “ถอยหลัง” เพราะทุกอย่างก็จะกลับไปกลับมาเป็นวงจร

“​กระแสมวลชน ทั้งเสื้อแดง กปปส.ทำให้เกิดแรงเหวี่ยง อย่าไปเรียกว่าเป็นก้าวหน้าถอยหลัง แต่เป็นโมเมนตัม ตอนนี้ก็เหวี่ยงมาจำกัดอำนาจ สส.​ จำกัดไม่ให้ประชาชนชุมนุมสะเปะสะปะ ถ้าไม่มีแรงเหวี่ยงสุดโต่ง อย่างนิรโทษกรรมเหมาเข่ง ก็ไม่มีจุดนี้ สุดท้ายอยู่ที่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะพาไปถึงจุดสมดุลได้หรือไม่ แต่ถ้าเหวี่ยงแล้วไปถึงจุดที่สมดุล ที่เหลือก็มีแต่ความก้าวหน้า”

ไชยันต์ ระบุว่า เนื้อหาจุดใหญ่ที่คนสนใจ คือ เรื่องที่มานายกรัฐมนตรี ล่าสุด กรธ.ไม่จำกัด​ระยะเวลา ที่พรรคการเมืองในสภา จะหาข้อตกลงร่วมกัน เพื่อหาคนที่ได้รับการยอมรับสูงสุดมาเป็นนายกฯ จัดตั้งรัฐบาล โดยหากดูระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกการสรรหานายกฯ ใหม่ มีทั้งสองแบบ คือ ทั้งกำหนดเวลาและไม่กำหนดเวลา คือ กรณีหลังการเลือกตั้งทั่วไปและภายหลังสภาลงมติไม่ไว้วางใจ

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่กำหนดระยะเวลาว่าต้องมีรัฐบาลภายในเมื่อไร ดังนั้นก็ขึ้นอยู่ตามความเหมาะสม มีชัยใช้คำว่าตามธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ สภาเบลเยียมก็ใช้เวลาหลังการเลือกตั้งทั่วไป 5-6 เดือน ​ในการเลือกนายกฯ

ข้อดีของระบบนี้ คือ ให้สภามีเวลาคุยให้รู้เรื่อง แต่ข้อเสีย คือ ถ้าเราไม่ชอบรัฐบาลรักษาการ​ ก็ยังต้องทน ซึ่งตามปกติรัฐบาลรักษาการ​ถูกวางกติกาให้ทำงานได้แค่กลไกรูทีน ไม่สามารถ​แต่งตั้งโยกย้าย ใช้งบประมาณทำโครงการพิเศษ ​ซึ่งจะทำให้ประเทศหยุดชะงัก

“คนมองว่านี่เป็นการวางหมากเพื่อสืบทอดอำนาจหรือเปล่า เพราะถ้าหานายกฯ ​ไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็จะรักษาการไปอีกนาน แต่เราต้องคิดไปถึงในอนาคต สมมติรัฐธรรมนูญใช้ไปอีก 4 ปีข้างหน้า ต่อไปมีการเลือกตั้งทั่วไป เลือกแล้วยังตกลงกันไม่ได้ พรรครักษาการตอนนั้นก็ไม่ใช่รัฐบาลทหารแล้ว แต่อาจเป็นพรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์”​

ไชยันต์ ​อธิบายเพิ่มเติมว่า หากยังหาทางออกไม่ได้อาจใช้กรณีพิเศษคือประชุมร่วมกันระหว่าง สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อหาคนนอก แต่เมื่อไม่ได้กำหนดเงื่อนเวลาไว้ ก็ไม่ได้เป็นการไปบีบให้หานายกฯ​ คนนอก

“เห็นชัดๆ อยู่ในร่างคุณมีชัยว่าเขาไม่ได้ไปบีบ ไม่ได้ไปสร้างเงื่อนไข ​แต่เปิดเวลาให้ไม่จำกัด คุณตกลงกันไม่ได้เอง คุณก็ไม่มีรัฐบาลเองช่วยไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วโดยธรรมชาติคงไม่ถึง 6-7 เดือน แค่เกิน 6 เดือนก็ผิดปกติแล้ว ประชาชนก็คงด่านักการเมืองยับว่าแค่นี้ทำไมตกลงกันไม่ได้ จะบอกว่าสืบทอดอำนาจ ถ้ามองข้ามช็อตมันก็สืบทอดทุกรัฐบาลเลย และที่สำคัญมันแสดงให้เห็นถึงเจตนาว่าไม่ได้ไปบีบให้พบทางตันโดยเร็ว และไปหาคนนอก มันไม่ใช่”

“การที่ร่าง รธน.ให้เอานายกฯ คนนอกมาได้ ถ้านึกย้อนถึงวิกฤตสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถ้าให้พรรคเพื่อไทยต้องเลือกระหว่างเอาสองฝ่ายมาตีกัน หรือให้เอารัฐประหาร คิดว่า สส.พรรคเพื่อไทยในสภา น่าจะยอมเปลี่ยนตัวนายกฯ เป็นคนนอกดีกว่า สส.ในสภาก็ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น การมีกลไกนายกฯ คนนอก ก็อาจมีข้อดีแก้ปัญหาวิกฤตตอนนั้นก็ได้”

สำหรับระบบเลือกตั้งรอบนี้ แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540-2550 โดยพยายามคิดคะแนนอย่างละเอียด ​ทำให้ทุกเสียงที่ประชาชนลงคะแนนไม่สูญหาย แต่โอกาสที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งจะได้คะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่ง 250 เสียง ก็ยังมีถ้าพรรคการเมืองเป็นที่นิยมจริงๆ

​”เลือกตั้งปี 2550 เขตใหญ่ ​3 เบอร์ ตอนนั้นนักกฎหมายมหาชนบอกระบบเลือกตั้งจะทำให้เกิดเบี้ยหัวแตก ​แต่ปี 2550 ประชาชนยังเหนียวแน่นกับพรรคการเมืองที่ตนเองชื่นชอบ ผลออกมาก็จริง พรรคพลังประชาชน ไม่ได้เสียงเกินครึ่งแต่ก็ได้เสียงมาก ​ประชาธิปัตย์ได้ที่สอง ไม่ได้เป็นเบี้ยหัวแตก ครั้งนี้ก็ยังยืนยันว่า​ถ้าประชาชนยังชื่นชมพรรคการเมือง สมมติถ้าเขาชื่นชมพรรคเพื่อไทยจริงๆ เขาก็ทำได้ ​รักเดียวใจเดียว ​เลือกทั้งคนทั้งพรรค”  ​

ถามชัดๆ ว่าเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาเป็นรัฐบาลหรือไม่ อาจารย์ไชยันต์ ตอบว่า อยู่ที่ว่าพรรคเพื่อไทยจะพยายามไปบูรณาการกลุ่มมุ้งต่างๆ ให้กลับมาเหนียวแน่นได้เหมือนเดิมหรือไม่ และจะมีนโยบายก้าวข้ามทักษิณ ขายนโยบายประชานิยมยั่งยืน ลดการบู้ล้างผลาญ อ้างมวลชนออกกฎหมายนิรโทษกรรม ถ้าทำอย่างนั้นได้ ก็คิดว่าเพื่อไทยยังมีโอกาส

“แต่ความต้องการอยู่รอดของนักการเมือง เมื่อเลือกตั้งแล้ว เป็น สส.ก็อยากมีตำแหน่งแห่งที่ อยู่ฝ่ายรัฐบาลได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าแข่งกันมากในพรรคเดียวกัน และมีทางเลือกอื่น เหมือนการควบรวมพรรคการเมือง​ปี 2544 -2547 ซึ่งตอนนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ​2540 พยายามทำให้เกิดพรรคสองพรรคใหญ่ ทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกฯ) เองต้องการควบรวมการควบรวมพรรคอื่น แต่มันจะเกิดไม่ได้ ถ้า สส.พรรคอื่นไม่ไป ตรงนี้ชัดเจน ใช่แค่ความอยู่รอดแต่เป็นเรื่องของการตอบสนองกิเลสตัณหาทางการเมือง”

บทเรียนปี 2544-2547 สมัยพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ทำให้สะท้อนว่า การเลือกตั้ง​ปี 2560 ที่จะมีขึ้นก็อาจเกิดการต้องเอาตัวรอดได้อีก พรรค​เพื่อไทยหากยังมีทีมงาน สส.อย่างที่เคยมี ก็สามารถได้คะแนนมาก ถ้าคิดว่ามาถูกทางต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และประชาชนเข้าใจ เห็นใจ ประชาชนก็อาจลงคะแนนทำให้ได้เสียงเกิน 250 เสียง แต่ สส.บางคน หากเห็นท่าไม่ดีก็อาจจะไปเกาะพรรคอื่น

ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าระบบเลือกตั้งรูปแบบใหม่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้เอื้อประโยชน์ให้พรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ไชยันต์ อธิบายว่า มันเป็นระบบที่ทำให้คะแนนประชาชนไม่สูญหาย สมมติคนชนะได้ 2,000 คะแนน ที่สองได้ 1,500 คะแนน คนที่ลงคะแนน 1,500 คน ก็ต้องมีตัวแทนในสภาเช่นกัน นี่คือความละเอียด

“ผมบอกได้เลยว่าไม่มีระบบเลือกตั้งไหนเป็นกลางในโลกนี้ ทุกระบบเลือกตั้งรองรับจุดมุ่งหมายอะไรบางอย่าง มันก็ต้องเปลี่ยนไปตามภูมิทัศน์ทางการเมือง อย่างในเยอรมัน เขามีระบบเลือกตั้งที่สลับซับซ้อน อย่างอังกฤษเขาบ่นว่าวันแมนวันโหวต ทำให้ได้แต่พรรคเลเบอร์ คอนเซอร์เวทีฟเป็นหลัก ที่สามได้คะแนนไม่เยอะสักที เขามีการเรียกร้องที่จะเปลี่ยนระบบเลือกตั้งให้มีความสลับซับซ้อน พอที่จะส่งเสริมให้ข้อเรียกร้องให้ประชาชนใหม่ๆ ไม่ใช่คอนเซอร์เวทีฟกับเลเบอร์

….โลกมันเปลี่ยน ระบบ​สองพรรคใหญ่มันเคยเวิร์ก​ เมื่อศตวรรษที่ 20 เห็นภาพสวยงาม ในสหรัฐ อังกฤษ​ ซึ่งสหรัฐไม่ได้วางแผนให้มีสองพรรค เขาไม่ต้องการให้มีพรรค เพราะจะมีฝักฝ่ายไม่นำไปสู่ประโยชน์สาธารณะแท้จริง แต่สองพรรคใหญ่เกิดโดยธรรมชาติ​ ​แต่ของบ้านเราคนที่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 พยายามทำให้เหลือสองพรรคใหญ่ คิดตามฝรั่งเขา โดยไม่เข้าใจจริงๆ จังๆ ว่ามันเป็นการพัฒนาโดยธรรมชาติ”​

ไชยันต์ ยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า เดนมาร์กและสวีเดนไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นสองพรรคใหญ่ เขาก็อยู่กันได้ ใช้ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรรมนูญเหมือนอังกฤษ สองประเทศนี้จัดอันดับทางการเมืองมีสิทธิเสรีภาพสูงกว่าอังกฤษ ​แต่เขาไม่เป็นระบบสองพรรคใหญ่ อีกทั้งเดนมาร์กยังได้รับการจัดอันดับจากสหประชาชาติว่าคนมีความสุขในโลก

เมื่อถามว่าการวางระบบเลือกตั้งใหม่เช่นนี้ถือว่ามาถูกทางแล้วใช่หรือไม่ ไชยันต์ กล่าวว่า ​ส่วนตัวชอบ​รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่กำหนดให้เลือกแบบเขตใหญ่ให้ที่สองที่สามได้เข้าไปในสภาเพราะชอบอะไรที่คะแนนไม่เสีย เราชินกับการมีตัวเลือกเยอะ ทั้งหนังสือพิมพ์ แปรงสีฟัน มีให้เลือกหลายยี่ห้อแต่ในพื้นที่กลับมีให้เลือกพรรคเดียวหรือสองพรรคใหญ่มันไม่ตอบโจทย์

อย่างระบบเลือกตั้งของสวิตเซอร์แลนด์ คนสวิสเองยังไม่เข้าใจ ละเอียดถี่ยิบเหมือนสเกล ชอบคนนี้กี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ชอบคุณหรือไม่ชอบคุณ

“ระบบที่ตอบสนองความต้องการของผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันเข้าใจการทำงานได้ยากเสมอแหละ คุณลองไปแงะระบบรถหรูที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ ขอโทษ ช่างธรรมดาไม่มีทางเข้าใจ”

ส่วนประเด็นเรื่อง “สืบทอดอำนาจ” ที่ถูกวิจารณ์ว่า ยัดเข้ามาในบทเฉพาะกาลจะฉุดให้รัฐธรรมนูญมีปัญหาหรือไม่ ​ไชยันต์ บอกว่า สุดท้ายก็อยู่ที่ประชาชนจะเห็นด้วยในการทำประชามติหรือไม่ แต่อีกมุมหนึ่งก็เหมือนกับการติดเบรก ​

“ที่ผ่านมา รถสปอร์ตผ่านการตรวจสอบ เช็กสภาพทุกอย่างมาตรฐาน แต่ถ้าคนขับไม่ดี รถ​ก็พังอยู่ดี เหยียบ 258 กม./ชม. บ้าหรือ ถนนมีอยู่แค่นั้น ที่จริงรัฐธรรมนูญ ปี 2540 มันก็ดี ให้รถซิ่งมาคันหนึ่ง น้ำมันเติมเต็ม ทุกคนโบกมืออยู่ข้างทางเฮๆๆ ก็เหยียบกันนรกแตก​… นี่จึงอาจไม่ใช่การถ่วงหรือฉุดรั้ง แต่เป็นการติดเบรก รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ก็ดีแต่คนเหยียบคันเร่งกันเร็วเหลือเกิน ไม่ใช่เฉพาะนักการเมือง แต่คนที่ไปชุมนุม ก็เหยียบกันเร็ว”

ไชยันต์ กล่าวว่า ถ้าพูดกันง่ายๆ ก็คือ จะทำอย่างไรไม่ให้การเมืองไร้เสถียรภาพ เกิดภาวะอนาธิปไตย และลงเอยด้วยการรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย พยายามบูรณาการขั้วอำนาจให้มาอยู่ในเวที ให้สถาบัน องค์กร ​ให้มาคุยกัน​ ให้ทหารไปอยู่ในวุฒิสภาไปคุยกันบนเวทีนั้น เขาคิดได้แค่นี้แทนที่จะไปต่อยกันข้างนอกก็ให้มาต่อยกันข้างในก่อน โอกาสที่จะแหลกลาญเกิดความวุ่นวายก็ทอดเวลาออกไป

“​ที่ผ่านมา นักวิชาการ​บอกว่า อัตราการมีส่วนร่วมของประชาชนมีสูงเท่าไร จะต้องมีทักษะที่จะอยู่ร่วมกันสูงเท่านั้น อย่างคนไปเดินตลาดนัด ดูคอนเสิร์ต ถ้ามวลชนไม่มีทักษะ ก็ตีกันทุกที ​ถ้ามีส่วนร่วมทางการเมืองเยอะ แต่ทักษะการอยู่ร่วมกันต่ำการเมืองก็เจ๊ง จึงต้องลดพลังการมีส่วนร่วม”

ถามว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศจะทำให้บ้านเมืองดีขึ้นหรือไม่ ไชยันต์ กล่าวว่า ประเด็นไม่ได้อยู่แค่กฎหมาย แต่ต้องอยู่ที่ประชาชนด้วยว่า​มีวินัย และใช้เสรีภาพอย่างมีคุณภาพหรือไม่

“นักปรัชญาการเมืองในอดีต บอกว่าเวลาพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ต้องพูดถึงคนด้วย ต่อให้รัฐธรรมนูญ​รูปแบบการปกครองดีแค่ไหน แต่คนไม่ได้คุณภาพก็เจ๊ง ต้องมีทั้งสองเรื่อง แต่คุณภาพคนไทยที่อาจจะหวือหวา เป็นพลังมวลชนที่เข้มแข็งในเซาท์อีสต์เอเชีย แต่เรื่องการรู้จักสิทธิ หน้าที่ และระเบียบวินัย บ้านเราสู้เขาไม่ได้ ถ้าพูดภาษางานบริหารงานบุคคล ทรัพยากรบุคคลเรายังไม่มีคุณภาพเท่าไร ทำอะไรสะเปะสะปะตามอำเภอใจ”​

ไชยันต์ ชี้แจงว่า การมองร่างรัฐธรรมนูญนั้นมองในฐานะนักวิชาการ ไม่ใช่นักโวหาร ไม่ใช่นักอุดมการณ์ ซึ่งนักอุดมการณ์นั้นพูดง่ายๆ ก็คือพวกที่ไม่ฟังเสียงคนอื่น มีแต่จุดยืนของตัวเอง ทั่วโลกที่ผ่านมามีปัญหาอย่างหนึ่ง คือ นักการเมืองก็ดี ประชาชนก็ดี เวลาจะแสดงออกทางการเมือง มักใช้วาทศิลป์ โวหารให้คนเห็นด้วยกับตัวเอง ไม่ได้ลงไปหลักการและเหตุผล ทฤษฎี ปรัชญาการเมือง ประชาธิปไตย แต่เป็นวาทกรรม

“เหมือนที่พรรคการเมืองโจมตีรัฐธรรมนูญนั้นก็พูดง่าย เพราะมีสองอย่างที่พูดยังไงก็ถูก พูดเมื่อไรถูกเมื่อนั้น คือ อำนาจเป็นของประชาชน แต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ใครพูดเรื่องประชาธิปไตยถือว่ารุนแรง อีกเรื่องคือใครอ้างสถาบันก็แย่ เพราะอ้างเมื่อไรก็ถูกเมื่อนั้น ใครไม่เห็นด้วยก็ผิด แต่มันไม่ถูก เพราะสองเรื่องนี้มีความสลับซับซ้อนมาก” ไชยันต์ ทิ้งท้าย

ถ้าประชามติผ่าน สะท้อนว่า ไม่อยากกลับสู่ความรุนแรง 

จุดชี้ขาดร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ที่การทำ “ประชามติ” ในเดือน ส.ค. 2559 ไชยันต์ มองว่า ​ภายใต้ระบบการลงประชามติ ที่ได้รับการแก้ไขในรัฐธรรมนูญ ปี 2557 ทำให้โอกาสผ่านประชามติมากขึ้น เพราะจากเดิมกำหนด ต้องได้เสียงครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ แต่เปลี่ยนมาเป็นครึ่งหนึ่งของผู้มาใช้เสียง ซึ่งง่ายกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ

หากย้อนไปดูการลงประชามติรัฐธรรมญ ปี 2550 มีผู้มาใช้สิทธิเกินครึ่งของผู้มีสิทธิมาลงคะแนน ทั้งที่เขาขอแค่ครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ อีกทั้งในจำนวนที่มาลงคะแนน มีคนจำนวนเกินครึ่งเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เป็นคะแนนที่ทะลักทลายเป็นดับเบิ้ลมาจอริตี้ ​

นอกจากนี้ หากเทียบเหตุการณ์ที่เกิดในปี 2557 มีความรุนแรงกว่าปี 2549 ประชาชนย่อมมีแนวโน้มมองว่าทำอย่างไร​ก็ได้ไม่ให้กลับไปสู่สภาวะนั้น ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่กลับไปสู่สภาวะนั้น โอกาสผ่านก็มีสูง

“ผมเชื่อว่าประชาชนทุกฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็อยากทำมาหากิน ให้ทุกอย่างกลับมาอยู่ในร่องในรอย ​คนที่ตายไปแล้วเป็นเรื่องน่าเสียดาย ระบบต้องเอาความยุติธรรมคืนให้เขา แต่ก็ไม่ควรตายอีก ถ้ารัฐธรรมนูญมีแนวโน้มทำให้คนตายอีกเขาก็อาจจะไม่เอา แต่ถ้าถึงเวลาตกลงกันไม่ได้ ยังมีทางออกอีก ก็ถือว่าโอเคกว่ายกโขยงกันออกมา ​ตรงที่ยังสามารถยืดเวลาออกไป”

ส่วนที่มองว่าครั้งที่แล้วผ่านประชามติเพราะรณรงค์ให้รับไปก่อนแล้วแก้ไขทีหลัง แต่สุดท้ายก็แก้ไขไม่ได้ อาจทำให้คนส่วนหนึ่งไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ไชยันต์ มองอีกมุมว่า ถ้ายิ่งแก้ยาก แล้วเนื้อหาในรัฐธรรมนูญไม่ทำให้คนตีกัน และการันตีว่าจะแก้ไม่ได้ไปอีกนาน ก็อาจมีประชาชนที่เห็นแล้วสบายใจว่าทุกอย่างจะไม่กลับไปสู่วงจรเดิม มีปัญหาความขัดแย้งเดิมก็อาจจะทำให้คนหันมารับร่างรัฐธรรมนูญได้

ยกตัวอย่างมาตรา 7 ในอดีต สมัยปี 2549 ก็ออกมาเรียกร้องนายกฯ พระราชทาน ในหลวงเคยตรัสไว้แล้วว่า ไม่มีอำนาจตั้งนายกฯ แต่ปี 2557 สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็เอาอีก เพื่อไทยก็มาขออีก ตรงนี้ไปกันใหญ่ แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีทางออก อย่างน้อยก็มีศาลรัฐธรรมนูญเป็นเจ้าภาพแก้ปัญหา

ส่วนข้อเป็นห่วงเรื่องสืบทอดอำนาจ ต้องย้อนไปดูว่าที่มาของ สว.ที่พยายามทำให้เป็นอิสระจากฐานเสียงของ สส. แต่เมื่อหาวิธีไม่ได้ ก็เลยใช้วิธีสรรหา ดังนั้นถ้าประชาชนมองว่าตรงนี้เป็นการปิดกั้นเสียงของประชาชน คนกลุ่มนี้ก็คงโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญถ้าเขาเห็นว่าตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้าเขาคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ก็ต้องไปดูเรื่องอื่นๆ เพราะเรื่อง สว.สรรหา ก็ยังมีคนมองว่าเป็นการถ่วงดุล สส.ที่มาจากการเลือกตั้ง

“ถ้าจะมาแย้งว่า แต่งตั้งแล้วไม่เป็นประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ เพราะการเลือกตั้งก็ไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว เพราะประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองที่อำนาจเป็นของประชาชน แต่การเลือกตั้ง ประชาชนถ่ายอำนาจไปให้คนอื่น ประชาชนมีอำนาจ 4 วินาที ผมศึกษาประชาธิปไตยมาตั้งแต่สมัยเอเธนส์ คนเอเธนส์​บอกว่าที่ไหนมีเลือกตั้ง ที่นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นระบอบผสมระหว่างคณาธิปไตยและ ประชาธิปไตย ถ้าคุณบอกว่า จะเป็นประชาธิปไตยก็ต้องไม่มีการเลือกตั้ง ให้ประชาชนเข้าไปประชุมสภาผ่านการจับสลากไปเลย”

ไชยันต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า บางทีประชามติก็เป็นอะไรที่ไร้เหตุผลได้ อย่างวันดีคืนดีฮิตเลอร์ เสนอแก้รัฐธรรมนูญเยอรมนีให้ควบรวมประธานาธิบดีกับนายกฯ เป็นตำแหน่งเดียวกันคือท่านผู้นำและบอกแกจะเป็นเอง และให้ทำประชามติ ผลออกมากว่า 80% บอกว่าเอา พูดง่ายๆ คือตัดการตรวจสอบถ่วงดุล เพราะประธานาธิบดีกับนายกฯ ​อยู่ในมือคนเดียวกัน การลงมติแสดงออกซึ่งเสียงของประชาชนก็นำไปสู่การเกิดเผด็จการอำนาจนิยม แบบที่เกิดขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่สองได้

คสช.ต้องระวังเสียงประชาชนเหมือนไม้เลื้อยเปลี่ยนง่ายจนน่าตกใจ

หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ไชยันต์ ไชยพร ออกมาฟันธงตั้งแต่ตอนนั้นว่า หากการรัฐประหารครั้งนี้ “เสียของ” คือไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองที่มีอยู่ได้ โอกาสที่จะเกิดสงครามการเมืองก็มีสูง

ผ่านมาเกือบ 2 ปี ไชยันต์ยังยืนยันเช่นเดิม พร้อมอธิบายว่า ต่อให้มีการปฏิรูปหรือมีนโยบายพัฒนาประเทศดียังไง แต่ถ้าวังวนการเมืองยังกลับมาเหมือนเดิมก็แก้ปัญหาไม่ได้

ที่สำคัญรัฐประหารที่จะเกิดในอนาคตก็จะเกิดลำบากขึ้น เพราะรัฐประหารจะเกิดลำบากขึ้นทุกๆ ครั้งตั้งแต่ 19 ก.ย. 2549 ​ตอนนั้นสถานการณ์แย่แล้ว แต่ปี 2557 สถานการณ์หนักกว่าเดิม ดังนั้น ถ้าครั้งนี้ยังแก้ไม่ได้ครั้งหน้าเกิดสงครามการเมืองแน่ และเวลานี้สงครามการเมืองเกิดได้ทุกที่ ทั้ง​ซีเรียหรือที่อื่นๆ ทั่วโลก

ถามว่าผลงานในรอบ 2 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ไชยันต์ มองว่า คสช.ถนัดงานด้านความมั่นคงและการจัดระเบียบ ซึ่งถือเป็นงานเก่งของทหาร อย่างการจัดระเบียบพื้นที่บางพื้นที่ ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นค้าขายเป็นแบบนี้มาตลอด แต่เขาก็สามารถทำได้ โดยเฉพาะการจัดระเบียบแผงค้าในกรุงเทพฯ ที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ดำเนินการ หากไม่ใช่คำสั่งของ คสช. ก็คงทำไม่ได้แน่ ส่วนด้านอื่นๆ เขาอาจจะไม่เก่ง เพราะเขาเป็นทหาร แต่เขาทำในสิ่งที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำไม่ได้เลย ไม่ว่าจะมาจากพรรคไหน นี่เป็นจุดเด่นของเขา

“ผมกำลังเป็นห่วงว่าหลังเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่มาเป็นรัฐบาลแล้วทำไม่ได้อย่างทหาร แล้วประชาชนคิดเปรียบเทียบขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น ตรงนี้นักรัฐศาสตร์​ต่างชาติบอกว่า หากปล่อยให้ทหารจัดการมากเข้า ทหารเกิดความชำนาญ มีทักษะ ด้วยความที่เป็นองค์กร สั่งการ​ชัดเจน อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ประชาชนเคยชิ​นกับ​การทำงานรวดเร็วมีประสิทธิภาพ ก็อาจไม่อดทนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายประเทศในแถบละตินอเมริกาวนเวียนอยู่กับการพอใจของทหาร ซึ่งต่อมาก็ดีขึ้น มีความพยายามลดบทบาททหาร

…คุณถามเหมือน 2 ปี คสช.ที่ผ่านมาทำงานแย่ แต่ผมบอกว่าเขาเก่งเรื่องของเขา แต่ถ้าวันหนึ่งเกิดความหละหลวม ประชาชนนึกโหยหาทหาร ซึ่งไม่อยากให้เกิด แต่เหมือนกับช่วงหลัง 2475 รัฐบาลคณะราษฎร​ทำได้ไม่ดี ประชาชนก็นึกถึงในหลวง หรือเดนมาร์กเหมือนกัน หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 1849 แต่ไม่ถึง 20 ปีต่อมาเกิดวิกฤตการเมือง เขาก็นึกถึงในหลวงของเขา เฟรดเดอริกที่ 7 จนนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญเดนมาร์ก”

ไชยันต์ กล่าวอีกว่า ยังกลัวว่าต่อไปหลังรัฐบาลคนจะไปนึกถึง คสช.​ นึกถึงความขึงขังของเขา คนไทยมีแนวโน้มอำนาจนิยม เพราะเราพูดกันดีๆ ไม่ค่อยรู้เรื่อง จิ๊กโก๋ทะเลาะกัน นักเลงตัวจริง นักเลงโบราณออกมาก็จบ เพราะจิ๊กโก๋ไม่ได้เรื่อง คนไทยจริงๆ ถ้ามีเหตุผล รู้จักเคารพระเบียบก็ไม่ต้องเรียกทหารออกมา

ในแง่การทำงานอย่าง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ก็มีผลงานที่ชัดเจน เป็นกระทรวงที่ถือว่าทำงานมีประสิทธิภาพ มีผลงานหลายเรื่องที่โดดเด่น อย่างการทำงานของศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่มีคำสั่งพักงานข้าราชการระดับสูง นักการเมืองท้องถิ่นที่สีเทา ไม่โปร่งใส เพื่อรอการไต่สวนข้อเท็จจริง เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการแก้ปัญหาการทุจริตที่หากเป็นก่อนหน้านี้ก็คงไม่อาจทำได้

พล.อ.ไพบูลย์ ยังมีผลงานการแก้ปัญหาการยักยอกทรัพย์ในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่เรื้อรังมานาน โดยที่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ดำเนินการอะไร แต่ในยุคของ พล.อ.ไพบูลย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจสอบจนสามารถหาหลักฐานเอาผิด ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจนเข้าคุกได้ อีกทั้งยังดำเนินการตรวจสอบคดีรถหรูสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

ถามว่าในช่วงใกล้จะปลายโรดแมป ประเมินว่า คสช.จะจบสวยหรือไม่ ไชยันต์ กล่าวว่า โดยทฤษฎีแล้วการลงจากอำนาจเร็วที่สุดน่าจะดีสุด แต่กรณีนี้อาจหักล้างทฤษฎีก็เป็นได้ รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 มีความชัดเจนอะไรบางอย่าง ซึ่งการรัฐประหาร 19 ก.ย.​ 2549 มีความไม่ชัดเจนอะไรบางอย่าง

“รัฐประหาร 19 ก.ย​. เหมือนเข้าข้างพันธมิตรฯ เหลือเกิน ทั้งที่อาจไม่ตั้งใจจะเข้าข้าง แต่ครั้งนี้​คนเสื้อแดงอาจมองว่า คสช.เข้าข้าง กปปส.​ แต่เอาจริง เขาเล่นทุกฝ่าย ​คดีความเล่นทุกฝ่ายหมด ผมเคยให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์เนี่ยแหละเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ถ้ารัฐประหารจะจบลงสวยต้องเป็นกลาง เล่นทุกฝ่าย เขาก็เล่นทุกฝ่าย ส่วนถามว่าจะลงสวยไม่สวยยังตอบยาก แต่น่าจะดีกว่า 19 ก.ย. มีเรื่องเดียวที่อาจไม่สวยคือเรื่องราชภักดิ์”

ต่อเนื่องมาถึงคำถามเรื่องนโยบายหลายเรื่องที่ถูกวิจารณ์คัดค้านในสมัยรัฐบาลก่อนหน้า แต่รัฐบาล คสช.กลับทำได้โดยไม่มีเสียงค้าน ไชยันต์วิเคราะห์ว่าเป็นเพราะ หนึ่ง เขาไม่ให้ต่อต้าน สอง ทางรัฐศาสตร์เรียกว่าความชอบธรรม คุณคิดว่าคนนี้โกง ไม่ไว้ใจเขา แต่อีกคนทำเรื่องเดียวกันไม่ถูกว่า เหมือนทำธุรกิจ ซื้อของอย่างเดียวกัน ราคาเดียวกัน แต่กลับไม่ไว้ใจ ความชอบธรรมเป็นอะไรที่เป็นนามธรรมมาก และมีบทบาททางการเมืองมาโดยตลอด ความชอบธรรมวัดไม่ได้ แต่เกิดให้เห็นได้ แต่วัดล่วงหน้าไม่ได้

“คล้ายกับที่เคยมีคนบอกว่าความชอบธรรมต้องมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ถึงจุดหนึ่งมันกลับเป็นว่าคนที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้งก็ชอบธรรมได้ อาการนี้เป็นอาการที่นักวิชาการเรียก รัฐผุเสื่อม หรือ State Decay ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นก่อนไปถึงอาการรัฐล้มเหลว วันหนึ่งความชอบธรรมเหวี่ยงไปสู่คน ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นอาการป่วยของรัฐและเป็นวิกฤตความชอบธรรม”

อย่างไรก็ตาม ไชยันต์ บอกว่า ปัญหาเรื่องราชภักดิ์ก็ยังเป็นระเบิดเวลา ส่วนโครงการต่างๆ อย่างรถไฟความเร็วสูงก็ยังเป็นที่จับตา หากต่อไปเกิดพบว่ามีความคดโกง ฉ้อฉล ก็จะกลายเป็นแรงเหวี่ยงที่ทำให้ทหารแย่ คล้ายกับคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ทำรัฐประหาร พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เพราะ รมต.​โกง เกิดบุฟเฟ่ต์คาบิเน็ต คนเชื่อมั่น รสช. แต่วันหนึ่งความเชื่อมั่นก็หมดไปทันที

“ต้องเตือน คสช. และทหารด้วยว่าความเชื่อมั่นของประชาชนมันหมดง่ายจริงๆ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเสียงของประชาชน เสียงประชาชนเปรียบเสมือนพันธุ์ไม้เลื้อย วันดีคืนดีก็เปลี่ยนได้ เปลี่ยนจนคุณตกใจ คนที่เคยเลือกพรรคไทยรักไทยปี 2544-2547 แต่พอปี 2548 ก็ออกมาประท้วงทักษิณ เหมือนบางกลุ่มออกมาเรียกทหาร ต่อไปก็อาจออกมาไล่ทหารได้

…ผมอาจเป็นนักปรัชญาการเมือง ศึกษาปรัชญาการเมืองโบราณ อ่านประวัติศาสตร์การเมืองกรีก โรมัน จะเห็นว่าเสียงประชาชนอ่อนไหวมาก แล้วมันน่ากลัว คุณอย่าวางใจเสียงประชาชน มันพลิกโผ พลิกผันอ่อนไหวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเสียงประชาชนไทย ถ้าลีกวนยิวมาปกครองไทย 30 กว่าปี คิดว่าปกครองได้ไหม คนไทยชอบทำอะไรตามอำเภอใจแล้วบอกว่านี่คือเสรีภาพ”

ไชยันต์ กล่าวว่า พลังมวลชนของไทยมีประสิทธิภาพมากสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ปี 2500 ก็ออกมาต่อต้าน จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต่อมา 14 ต.ค. 2516 และ 6 ต.ค. 2519 วันดีคืนดีมีพฤษภาทมิฬ มี พธม. มี ​นปช.​ กปปส. พลังมวลชนของไทยมีประสิทธิภาพมาก ไม่อยากให้แยกเป็น
กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่มวลชนของไทยยิ่งใหญ่มากและปกครองยาก เคยมีหลายคนพูดว่าคนไทยปกครองดูเหมือนยากก็ยาก ง่ายก็ง่าย คือไม่แน่นอน ดังนั้น ทหารต้องระมัดระวัง อย่าทึกทักว่าอะไรจะสะดวกดาย

“ฉะนั้น อย่าไว้ใจประชาชนไทย ถ้าถึงจุดหนึ่งคนไทยบอกไม่เอาก็คือไม่เอา เสียงของประชาชนอ่อนไหวและเปลี่ยนได้ทันที” ไชยันต์ กล่าว

 

ไขข้อสงสัยที่คนไม่ค่อยรู้ “เมื่อกะเทยต้องไปเกณฑ์ทหาร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2559 เวลา 20:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/424568

ไขข้อสงสัยที่คนไม่ค่อยรู้ "เมื่อกะเทยต้องไปเกณฑ์ทหาร"

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ฤดูเกณฑ์ทหารเวียนมาอีกครั้ง …

ภาพชายหนุ่มอกสามศอกถอดเสื้อจับใบดำใบแดง ท่ามกลางเสียงโห่ฮาของกองเชียร์ บางคนกระโดดตัวลอยเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ต้องไปเป็นทหาร บางคนนอนดิ้นพราดๆกับพื้น (ดีใจ?) ที่ได้รับใช้ชาติ

สปอร์ตไลท์ถูกสาดส่องไปยังสาวประเภทสองหน้าตาสะสวย หุ่นดี ยืนยิ้มด้วยท่าทีสงบ ไม่มีใครรู้ว่าในใจเธอคิดอะไรอยู่ ลุ้นใจจดใจจ่อ? มั่นใจยังไงก็รอด? หรือพยายามสะกดความเขินอายจากการถูกสายตาและคำซุบซิบนินทาที่พุ่งมาจากทุกทิศทุกทาง

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “กะเทย” ต้องเตรียมตัวเตรียมใจยังไงเวลาไปเกณฑ์ทหาร

วันนี้ โน๊ต-เจษฎา แต้สมบัติ ผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย  (Thai Transgender Alliance-Thai TGA) จะมาตอบข้อสงสัยทุกประการถึงการเตรียมพร้อมของน้องๆในการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประจำปี 2559 ระหว่างวันที่ 1-12 เมษายนนี้

ในอดีตที่ผ่านมา วิวัฒนาการการเกณฑ์ทหารกับกะเทยเป็นอย่างไร

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเวลากะเทยไปเกณฑ์ทหารคือ “กะเทย” “สาวประเภทสอง” หรือ “คนข้ามเพศ” จะถูกจัดให้อยู่ในจำพวกที่ 4 หมายถึงบุคคลทุพลภาพ โรคจิต วิกลจริต เวลาไปเกณฑ์ทหารก็จะถูกให้ถอดเสื้อต่อหน้าสาธารณะ ทั้งที่บางคนผ่าตัดแปลงเพศมีหน้าอกแล้ว ถูกแซว ถูกคุกคาม ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

กระทั่งปี 2549 เราร่วมกับเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ นำโดยคุณสามารถ มีเจริญ ยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อให้มีการแก้ไขถ้อยคำที่ระบุในใบเกณฑ์ทหารว่า ‘โรคจิตถาวร’ ระหว่างนั้นก็มีการสื่อสารทำความเข้าใจกับทหาร ทั้งเรื่องมาตรฐานการปฏิบัติต่อน้องๆที่เป็นกะเทย เราไม่ได้ต้องการให้น้องกะเทยได้รับการปฏิบัติที่พิเศษกว่าคนอื่น แต่เราต้องการได้รับการปฏิบัติที่ยึดในการเคารพคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ต่อมาปี 2555 ศาลปกครองมีคำสั่งให้แก้ไขถ้อยคำในใบสด.43 (ใบรับรองผลการตรวจเลือกทหาร) โดยร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม และกรรมาธิการเด็ก สตรี และเยาวชน ในการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำ จนได้ถ้อยคำใหม่ว่า ‘ภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด’ และเริ่มประกาศบังคับใช้เป็นทางการเมื่อปี 2557

ปัญหาที่กะเทยต้องเจอเวลาถึงช่วงเกณฑ์ทหารคืออะไร

ปัญหาที่พบบ่อยคือ น้องไม่ทราบข้อมูล เข้าไม่ถึงข้อมูล ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง ขอเอกสารใบรับรองแพทย์ที่ไหน ทำให้หลายคนต้องกลับมาเกณฑ์ทหารใหม่อีกครั้งในปีถัดไป เพราะขอเอกสารไม่ทัน บางคนโชคร้ายจับได้ใบแดง เราก็ต้องทำเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการระดับสูง ให้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ว่าน้องๆเหล่านี้เป็นกะเทย เป็นสาวประเภทสองจริงๆ ก่อนจะช่วยเหลือให้ปลดประจำการออกมา

ที่ผ่านมา จากการพูดคุยผ่านสายด่วนให้คำปรึกษา น้องๆจะโทรเข้ามาเยอะ บ่นว่าเครียด นอนไม่หลับ พ่อแม่ญาติพี่น้องก็เครียดกันหมดทั้งบ้าน กลัวว่าจะได้เป็นทหาร กลัวว่าจะถูกคุกคาม ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

นอกจากนี้ ปัญหาอีกอย่างคือ การทำงานร่วมกับโรงพยาบาลของรัฐที่มีแผนกจิตเวช เพื่อให้เขามีความรู้ความเข้าใจว่าน้องๆสามารถมาขอใบรับรองแพทย์ได้ เพราะโรงพยาบาลบางแห่งปฏิเสธ ไล่ให้ไปใบรับรองแพทย์ที่โรงพยาบาลทหาร ซึ่งโรงพยาบาลทหารมีข้อจำกัดมีจำนวนแค่ 20 แห่งทั่วประเทศเท่านั้น

กะเทยแบบไหน ถึงจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเป็นทหาร

ในสายตาทหาร เขาแบ่งกะเทย หรือสาวประเภทสองออกเป็น 3 ประเภทด้วยกันคือ เห็นได้ด้วยตา หมายถึง เห็นได้จากภายนอก ความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายชัดเจน เช่น หน้าอก แพทย์ในหน่วยตรวจเลือกสามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด ไม่ต้องรับการเข้าเกณฑ์ทหาร

ส่วนกะเทยหลายคนที่ไม่มีการปรับเปลี่ยนร่างกาย ไม่ได้ทำหน้าอก ไม่ได้แปลงเพศ เพราะบางคนอายุไม่ถึง 20 ปี หลายคนยังเรียนอยู่ หลายคนมีข้อจำกัดเรื่องเงินค่าผ่าตัด คนกลุ่มนี้ทหารก็อยากจะให้ไปขอใบรับรองแพทย์

กลุ่มสุดท้ายคือ ผู้ที่มีจิตใจเป็นผู้หญิง แต่ไม่สามารถใช้วิถีชีวิตเป็นผู้หญิงได้ ด้วยข้อจำกัดต่างๆ เช่น บางคนยึดอาชีพครู บางคนทางบ้านยังไม่ยอมรับ ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้

กะเทยแปลงเพศกับไม่แปลงเพศเจอปัญหาแตกต่างกันไหม

ไม่ว่าจะแปลงเพศ หรือไม่แปลงเพศ เขาจะดูใบรับรองแพทย์เป็นสำคัญ ถ้าคุณแปลงเพศแล้ว แต่ไม่มีใบรับรองแพทย์ การพิสูจน์อย่างเดียวที่จะทำได้คือ ตรวจร่างกาย ถึงแม้ปัจจุบันทหารจะมีห้องลับเฉพาะในการตรวจร่างกาย แต่คุณก็ต้องเปิดอวัยวะเพศ เพื่อให้แพทย์ในหน่วยตรวจเลือกตรวจ แต่ถ้าคุณมีใบรับรองแพทย์ ทุกอย่างก็จบ ดังนั้นเราจึงรณรงค์ให้น้องๆกะเทย ไม่ว่าจะแปลงเพศหรือไม่แปลงเพศ ต้องขอใบรับรองแพทย์ทุกคน

แล้วจะรู้ได้ไงว่าเป็นกะเทยจริงๆ ไม่ใช่พวกแอบอ้างเพื่อหนีทหาร

เราเคยพาน้องๆกะเทยไปตรวจที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ โรงพยาบาลพระมงกุฎ โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา พบว่า แพทย์จะมีวิธีวินิจฉัยอย่างละเอียด เช่น ต้องพบกับจิตแพทย์ถึง 3 คนในการรับรอง ต้องทำแบบทดสอบทางจิตวิทยากว่า 800 ข้อ ตรงนี้จะเป็นวิธีสกรีนได้ในระดับหนึ่งว่าใครมีภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด

สมมติว่าคุณจะไปเกณฑ์ทหาร คุณจะยอมไหมที่จะถูกเรียกว่ามีภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด ซึ่งหมายความว่าคุณเป็นกะเทย เป็นสาวประเภทสอง แล้ววันที่คุณไปเกณฑ์ทหารต้องเจอทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อน กองเชียร์ ธรรมชาติของผู้ชายไม่มีทางที่จะลดเกียรติของตัวเองว่าฉันเป็นกะเทย ฉันมีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด ไม่ยอมไปเข้าแถวของสาวประเภทสองที่ถูกจัดไว้ให้เฉพาะ ที่สำคัญเอกสารประจำตัวสำคัญที่ได้รับมาเพื่อแสดงว่าเราพ้นจากการเกณฑ์ทหารแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสอบเข้าเรียน สมัครงาน การเดินทาง การทำธุรกรรมต่างๆ คุณจะต้องใช้มันไปตลอดชีวิต เราจึงไม่เคยพบว่า มีผู้ชายคนไหนแกล้งเป็นกะเทยเพื่อหนีทหาร

คิดยังไงกับการทำข่าวกะเทยเกณฑ์ทหารของสื่อมวลชน

ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่เราต้องสื่อสารกับสื่อมวลชนว่า เวลาทำข่าวเกณฑ์ทหาร เราไม่อยากให้คุณจับประเด็นเฉพาะเรื่องกะเทยสวยไปเกณฑ์ทหาร โฟกัสไปที่กะเทยหน้าตาสวย รูปร่างดีเท่านั้น แต่อยากให้โฟกัสไปที่มาตรฐาน หรือการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทหารที่มีต่อกะเทยมากกว่า เพราะยิ่งทำข่าวแบบนั้น มันยิ่งเห็นอคติในการนำเสนอความแปลกประหลาด ตลกขบขัน และสร้างบรรทัดฐานให้มีแต่กะเทยสวยเท่านั้นที่ได้รับการยอมรับ เราไม่เคยเห็นกะเทยหน้าตาธรรมดา กะเทยหน้าตาไม่ดีปรากฎอยู่ในข่าวเลย

อยากให้เสนอภาพรวมมากกว่าว่า ถึงฤดูเกณฑ์ทหาร น้องๆกะเทย สาวประเภทสอง ผู้ที่มีภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด พวกเขาเหล่านี้ได้รับการปฏิบัติอย่างไรบ้าง น้องเค้าเตรียมพร้อมยังไง มีความท้าทายอย่างไรบ้างในการมาเกณฑ์ทหาร ขณะเดียวกันผู้ชายแท้ๆที่ไปเกณฑ์ทหารมองน้องๆเหล่านี้ด้วยท่าทีอย่างไร นักข่าวควรเสนอภาพบรรยากาศกระบวนการเกณฑ์ทหาร มาตรฐานการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทหาร มากกว่าจะเอากะเทยเป็นจุดขาย

อยากเสนอแนะอะไรไปยังฝ่ายทหาร

เราไม่ได้มองไปไกลถึงขนาดจะให้มีการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ณ ตอนนี้ ข้อเรียกร้องที่เรามองบนพื้นฐานของความเป็นไปได้ในปัจจุบันคือ อยากให้พี่ๆทหารช่วยเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารให้แก่น้องๆกะเทย สาวประเภทสอง หรือผู้มีภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด ตั้งแต่ตอนมาขึ้นทะเบียนทหารตอนอายุ 17 ปีที่สัสดีภูมิลำเนา   

อยากให้เจ้าหน้าที่สัสดีแจ้งกับน้องๆว่า กรณีคนที่เป็นกะเทย สาวประเภทสอง หรือคนข้ามเพศ สามารถขอใบรับรองแพทย์ได้ และขอได้ที่ไหนบ้าง ขออย่างไร เพื่อที่เวลาอายุ 20 ปีบริบูรณ์จะได้มีความพร้อมในเรื่องเอกสาร ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราอยากจะสื่อสารกับทางพี่ๆทหาร ถ้าน้องเค้าเข้าใจชัดเจน น้องๆเค้าจะได้เตรียมเอกสารให้เรียบร้อย จะช่วยผ่อนแรง ลดความยุ่งยากของพี่ๆทหารด้วย

นอกจากนี้ อยากให้มีการปฐมนิเทศเจ้าหน้าที่ที่จะมาทำหน้าที่ตรวจคัดเลือกทหาร ให้เข้าใจว่าจะต้องปฏิบัติกับน้องๆสาวประเภทสองอย่างไร  จะเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเขาอย่างไร เช่น ไม่สั่งให้เค้าเสิร์ฟน้ำ ไม่สั่งให้เค้าเต้นในกิจกรรมสันทนาการเพื่อความบันเทิง ไม่พูดจาข่มขู่ คุกคาม ด่าว่า หรือทำให้รู้สึกอับอายต่อหน้าธารกำนัล

ทั้งหมดช่วยให้ภาพลักษณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ทหารในการเกณฑ์ทหารมีความก้าวหน้าพัฒนาด้วย

แล้วอยากแนะนำน้องๆกะเทยที่กำลังจะเข้าเกณฑ์ทหารอย่างไรบ้าง

น้องๆที่กำลังจะเกณฑ์ในปีนี้ เข้าใจว่าหลายคนเตรียมตัวไม่ทัน หลายคนขอใบรับรองแพทย์ไม่ทัน ก็อยากให้น้องไปเกณฑ์ทหารตามปกติ ห้ามหนี ห้ามหลบเลี่ยง เพราะจะมีความผิดตามกฎหมาย ยังไงก็ต้องไปตามปกติ พี่ๆทหารเขาจะมีทางออกให้ นั่นคือ กลับมาเกณฑ์ใหม่ในปีหน้า แล้วไปขอเอกสารมาให้เรียบร้อย ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องตกใจใดๆทั้งสิ้น

น้องๆควรไปถึงสถานที่เกณฑ์ทหารตรงต่อเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าสายตา ซึ่งอาจนำไปสู่การพูดจาล้อเลียนแต่งกายให้เหมาะสม ถ้าเป็นนักศึกษาให้ใส่ชุดนักศึกษาไปได้ สำรวจกิริยามารยาท วางตัวอย่างเหมาะสมในการติดต่อกับหน่วยงานทางราชการ อดทนอดกลั้นต่อสายตากองเชียร์ และการจับจ้องในบริเวณพื้นที่ตรวจเลือก

นอกจากนี้หากถูกสั่งให้ถอดเสื้อ ถ้าใส่เสื้อที่มีกระดุมอยู่แล้ว สามารถปลดกระดุมได้ 2-3 เม็ดก็ทราบได้ว่ามีนมหรือไม่ แต่ถ้าไม่ได้ใส่เสื้อเชิ้ตไปควรเจรจากับเจ้าหน้าที่ว่าขอไปทำในที่มิดชิดบริเวณใกล้เคียงที่ไม่ไกลจากสายตาผู้คนมากนัก เพื่อป้องกันการถูกล่วงละเมิด 

อย่าหลงเชื่อถ้อยคำชักจูงใดๆ เช่น ถ้าไปเป็นทหารจะไม่ให้ฝึก จะให้ไปทำงานสบายๆในครัวหรือในสำนักงาน เพราะคนที่มีอำนาจตัดสินใจว่าเราจะได้จับใบดำใบแดงหรือไม่คือเจ้าที่ที่ตรวจร่างกายเรา ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทหารระดับปฏิบัติการที่เดินอยู่ในบริเวณนั้น

ถ้าถูกสั่งหรือขอให้ไปช่วยเสิร์ฟน้ำ บีบนวดเจ้าหน้าที่ หรือเข้าร่วมการประกวดเพื่อสร้างบรรยากาศ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ เพราะเป็นกิจกรรมที่กะเทยถูกใช้เป็นเครื่องมือจากฐานคิดที่ไม่ส่งเสริมการเคารพศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมกันในสังคม ดังนั้นเราไม่ควรสนับสนุนวิธีปฏิบัติแบบนี้ และต้องหาวิธีการปฏิเสธที่เหมาะสม

กรณีที่รูปร่างการแต่งกายยังไม่ดูเป็นผู้หญิงมากแต่จิตใจเป็นหญิงแล้ว เช่น ยังไม่มีหน้าอก ผมยังไม่ยาว เหล่านี้มีสิทธิที่จะผ่านการตรวจร่างกายสูงมาก ดังนั้น ถ้ามีเอกสารใดๆ เช่น ใบรับรองจากจิตแพทย์ ให้รีบยื่นในขั้นตอนการตรวจร่างกายหรือร้องเรียนต่อประธานกรรมการการตรวจเลือกฯ ก่อนที่จะต้องจับฉลากเพื่อยันยันความเป็นตัวเอง

ทั้งหมดทั้งปวงถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคุกคาม ล่วงละเมิดทางเพศ เลือกปฏิบัติ หรือถูกกีดกันด้วยวิถีแห่งเพศ น้องๆสามารถร้องเรียนได้ที่ประธานตรวจคัดเลือกเกณฑ์ทหาร

สำหรับน้องๆที่จะเข้าไปเกณฑ์ทหารในปีหน้า ควรเข้าไปศึกษาข้อมูลได้ที่เครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย www.thaitga.com หรือเพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/thaitga อัพเดทข่าวการเกณฑ์ทหารที่ https://www.facebook.com/tgmilitaryrecruit/ ชมคลิปวีดีโอในยูทูบที่ https://youtu.be/Q51uZ1nPILE หรือค้นหาคำว่า “กะเทยกับการเกณฑ์ทหาร” เพื่อให้ตัวเองได้เตรียมความพร้อมอย่างทันท่วงที และไม่เครียดด้วย

ถ้าเราพร้อม เตรียมเอกสารพร้อม ก็จะอุ่นใจ สบายใจในการเกณฑ์ทหารที่จะมาถึง.

ชมคลิปน่ารักๆกะเทยเกณฑ์ทหาร https://www.youtube.com/watch?v=Sq_4IdjgUt8

 

 

เปิดตำนานเจ้าพ่อบ้านหรู “สุรัตน์ชัย กึงฮะกิจ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2559 เวลา 19:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/424443

เปิดตำนานเจ้าพ่อบ้านหรู "สุรัตน์ชัย กึงฮะกิจ"

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว แต่ความเคลื่อนไหวของตลาดที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์กลับขยายตัวสวนทาง ทั้งบ้านหรู คอนโดมิเนียมหรูเปิดตัวโครงการใหม่ต่อเนื่อง และส่วนใหญ่ยังมียอดขายที่ดี ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจรับสร้างบ้าน ที่บ้านหรูระดับราคา 20-30 ล้านบาทขึ้นไป ยังมียอดสั่งสร้างต่อเนื่อง และเมื่อเอ่ยถึงบ้านหรูแบบสร้างเองแล้ว ต้องยอมรับว่าแบรนด์รับสร้างบ้านหรู “เอ็มเพอเร่อร์” เป็นหนึ่งในแบรนด์กลุ่มบ้านหรูที่มีความแข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับกลุ่มเศรษฐีเมืองไทยที่ใฝ่ฝันอยากมีคฤหาสน์สไตล์คลาสสิกเป็นของตัวเอง เพราะเป็นแบรนด์ที่อยู่ในตลาดรับสร้างบ้านหรูมายาวนานกว่า 28 ปี

สุรัตน์ชัย กึงฮะกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิ เอ็มเพอเร่อร์ เฮ้าส์ บริษัทรับสร้างบ้านหรูภายใต้แบรนด์ “เอ็มเพอเร่อร์” เล่าว่า กว่าจะมาเป็นเอ็มเพอเร่อร์วันนี้ มีจุดเริ่มต้นราวปี 2531 หลังจากเรียนจบ ซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจเฟื่องฟูมาก และผลักดันให้คนเข้าเป็นเจ้าของธุรกิจ จึงตัดสินใจเข้าสู่วงการรับเหมาก่อสร้าง ภายใต้ชื่อ “เอ็มไพร์ส กรุ๊ป” รับก่อสร้างทุกรูปแบบทั้งตึกแถว หอพัก โรงงาน บ้าน ออฟฟิศ โดยงานรับช่วงแรกๆ มีมูลค่าไม่สูงนัก ประมาณ 1.2 แสนบาท/งาน แล้วก็ขยับขึ้นมาเรื่อยๆ จนงานใหญ่สุดมีมูลค่าสูงสุด 10 ล้านบาท มียอดรับงานแต่ละปีประมาณ 50 ล้านบาท

หลังจากทำรับเหมาไปได้ 6-7 ปี ประมาณปี 2538 ก็เริ่มเห็นอาการของเศรษฐกิจฟองสบู่คนที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์เริ่มไม่ใช่กลุ่มความต้องการจริงหรือเรียลดีมานด์ แต่เป็นการซื้อเพื่อเก็งกำไร โดยเฉพาะที่ดิน เห็นชัดเจนมาก ตลาดหุ้นพุ่งทะยานไปแตะ 1,400-1,500 จุด คนในวงการรับเหมาหลายคน รวมถึงตัวบิ๊กบอสเอ็มเพอเร่อร์ด้วยเช่นกัน นำเงินที่ได้จากค่างวดรับเหมาไปใช้ผิดประเภท ไปลงทุนเก็งกำไรต่างๆ จนท้ายที่สุดก็ถึงทางตัน

สุรัตน์ชัย เล่าว่า ตอนนั้นมองว่าต้องมองหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อเตรียมตัวฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจที่มีโอกาสเกิดขึ้น เพียงแต่ในเวลานั้นทุกคนยังไม่รู้เศรษฐกิจจะดำดิ่งลงไประดับใด ซึ่งในเวลานั้น มีโอกาสได้เรียนปริญญาโทเอ็มบีเอ จึงได้เรียนรู้การเขียนแผนธุรกิจ จึงนำหลักทางวิชาการบวกกับประสบการณ์ที่ได้ทำงานจริงมาเขียนแผนธุรกิจ วิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง และอีกหนึ่งความโชคดี นั่นคือ มีโอกาสได้พูดคุยกับกลุ่มผู้พัฒนาแบรนด์ “มาสเตอร์พีซ” โครงการบ้านจัดสรรที่เป็นบ้านหรูราคา 20 ล้านบาท ซึ่งจะไม่เดินหน้าพัฒนาโครงการต่อแล้ว จึงมองว่าเป็นโอกาสที่เอ็มเพอเร่อร์จะเข้าไปแทนที่

เอ็มไพร์ส กรุ๊ป จึงปรับโพซิชั่นนิ่งของตัวเองใหม่ จากบริษัทรับเหมาก่อสร้างเป็นบริษัทรับสร้างบ้านที่มีมาตรฐานและเป็นมากกว่าแค่ผู้รับเหมา พร้อมกับใช้ชื่อบริษัทใหม่เป็น “ดิ เอ็มเพอเร่อร์ เฮ้าส์” เลือกโฟกัสตลาดรับสร้างบ้านหรูสไตล์คลาสสิก 20 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมกับจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2539 ซึ่งเป็นจังหวะที่เศรษฐกิจไทยเริ่มออกอาการทรุดหนักแล้ว ทำให้หลายคนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์มองว่าดิ เอ็มเพอเร่อร์ เฮ้าส์ ไม่น่าจะไปรอด

“ผมส่งหมายเชิญสื่อมวลชนให้มาร่วมแถลงข่าวที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว ตอนนั้นเรียกว่าโนบอดี้มาก เป็นใครก็ไม่รู้ที่ไม่มีใครรู้จักประกาศตัวว่าจะเป็นบริษัทรับสร้างบ้าน 20 ล้านบาท มันสวนทางกับเศรษฐกิจมากจนได้รับความสนใจจากนักข่าวมาก ผมยังจำได้เลยว่า มีนักข่าวมาร่วมงานเปิดตัวบริษัทมากถึง 35 คน ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับบริษัทเปิดตัวใหม่”

แต่ท่ามกลางวิกฤต ยังมีโอกาสเสมอ เพราะประมาณกลางปี 2540 ที่รัฐบาลในยุคนั้นประกาศลดค่าเงินบาท กลุ่มผู้ส่งออกเป็นกลุ่มที่ได้กำไรค่าเงินบาทเป็นเท่าตัว เงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ จาก 25 ล้านบาท กลายเป็น 40 ล้านบาท ขายของเท่าเดิม แต่ได้เงินมากขึ้น ก็เลยได้ลูกค้ารายแรกเป็นเจ้าของธุรกิจส่งออกจิวเวลรี่ สั่งสร้างบ้านมูลค่าเริ่มต้น 22 ล้านบาท รวมตกแต่ง 43 ล้านบาท ต่อเนื่องนั้นก็ได้รับงานต่อเนื่อง และมีมูลค่าสูงขึ้น จนปัจจุบันมูลค่าบ้านสูงสุดที่เอ็มเพอเร่อร์พัฒนาแตะ 260 ล้านบาท/หลังแล้ว

ในเวลานั้นผู้บริโภคคนไทยยังเข้าใจธุรกิจรับสร้างบ้านน้อยมาก โดยตลาดสร้างบ้านเองในปี 2540 มีมูลค่าประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น สร้างโดยบริษัทผู้รับเหมามากถึง 90% และสร้างโดยบริษัทรับสร้างเพียง 10% หรือมีมูลค่าเพียง 3,500 ล้านบาท จนปัจจุบันแม้ผู้บริโภคจะเข้าใจธุรกิจรับสร้างมากขึ้น แต่ตลาดยังเล็กมาก มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 20% ของตลาดรวมรับสร้างบ้านเอง

สำหรับเหตุผลที่เลือกทำตลาดรับสร้างบ้านหรูสไตล์คลาสสิก นอกจากจะเป็นตลาดที่ไม่ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงขึ้นหรือขาลง ก็มีผลต่อการตัดสินใจสั่งสร้างบ้านหรูน้อยมากแล้ว ทีมงานในมือทั้งทีมออกแบบ ทีมก่อสร้าง และทีมควบคุมงานตั้งแต่ช่วงที่ทำรับเหมาก่อสร้างในนามเอ็มไพร์ส กรุ๊ป ยังเป็นทีมงานที่มีความพร้อมในการสร้างบ้านหรูด้วย ส่วนสไตล์คลาสสิก เป็นสไตล์บ้านที่หรูหราและยั่งยืน ไม่ว่าจะยุคสมัยใดสไตล์คลาสสิกก็ยังอยู่ได้ ซึ่งสไตล์ของธุรกิจรับสร้างบ้านในยุคเริ่มต้น ส่วนใหญ่มีอิทธิพลมาจากธุรกิจบ้านจัดสรร ซึ่งเวลานั้นโครงการจัดสรรที่เป็นสไตล์คลาสสิกที่น้อยมาก แต่ได้รับความนิยมมาก เช่น หมู่บ้านชิชา พระราม 2 หมู่บ้านเลคไซด์ ฯลฯ จึงเป็นโอกาสที่ดีทางธุรกิจ และจากยอดสั่งสร้างต่อเนื่องของเอ็มเพอเร่อร์ก็เป็นบทพิสูจน์ได้มากทีเดียวว่าเดินมาถูกทางแล้ว

สุรัตน์ชัย กล่าวถึงแนวทางของเอ็มเพอเร่อร์นับจากนี้ ว่า หลังจากที่อยู่ในแวดวงรับสร้างบ้านหรูมายาวนานกว่า 28 ปี ก็ถึงเวลาที่ต้องสำรวจตัวเองจะเดินไปต่อไปทิศทางใด ซึ่งจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุุ่มลูกค้า ทำให้ได้รับรู้ว่าลูกค้าคุ้นเคยที่จะเรียกชื่อบริษัท ดิ เอ็มเพอเร่อร์ เฮ้าส์ ในแบบสั้นๆ ว่า “เอ็มเพอเร่อร์” มากกว่า จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทต้องรีแบรนด์ด้านการสื่อสารครั้งใหญ่โดยแม้จะยังใช้ชื่อบริษัทในการรับสร้างบ้านว่าบริษัท
ดิ เอ็มเพอเร่อร์ เฮ้าส์ แต่แบรนด์ที่จะใช้ในการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายจะใช้ว่า “เอ็มเพอเร่อร์”

ขณะที่โครงสร้างบริษัทก็ปรับให้ชัดเจนมากขึ้น โดยปัจจุบันมีด้วยกัน 4 บริษัท ได้แก่ 1.ดิ เอ็มเพอเร่อร์ เฮ้าส์ บริษัทแม่ที่เปรียบเหมือนเป็นอัมเบรลล่า แบรนด์ เน้นรับสร้างบ้านหรู คิดเป็นสัดส่วนในการสร้างรายได้ให้กับทั้งกลุ่ม 70-80% 2.บริษัท ลีโอ แองเจลโล บริษัทนำเข้าเฟอร์นิเจอร์จากยุโรป สัดส่วนรายได้ 20% 3.บริษัท ออกแบบ เอ็มเพอเร่อร์ ดีวัน รับออกแบบบ้านตกแต่งหลังจากที่สร้างเสร็จแล้ว และ 4.บริษัท ธนบดี เป็นบริษัทออกแบบและก่อสร้างบ้านขนาดเล็ก ระดับราคา 3-20 ล้านบาท และตกแต่งคอนโดมิเนียม ซึ่งปัจจุบันเจ้าของบ้านที่สร้างบ้านกับเอ็มเพอเร่อร์ 95% ให้สั่งสร้างแบบครบวงจร ก่อสร้างและตกแต่ง มีตกแต่งเองเพียง 5% เท่านั้น

“ถ้าเอ่ยถึงวันแรกจนถึงวันนี้ แม้จะไม่อยากกล่าวคำนี้ แต่ก็ต้องขอพูดว่า มันเกินความฝันไปแล้ว ตอนแรกเริ่มไม่ได้ฝันขนาดนี้ ไม่ได้คิดว่าจะมาไกลขนาดนี้ ไม่คิดว่าทุกคนจะยอมรับเราขนาดนี้ ต่อจากนี้ก็ต้องรักษาคุณภาพ และพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไป”สุรัตน์ชัย กล่าว

การเติบโตของเอ็มเพอเร่อร์ บิ๊กบอสแห่งเอ็มเพอเร่อร์ มองว่า ถ้าแบ่งการเติบโตขององค์กรเป็น 4 สเต็ป สเต็ปแรก เข้ามาทำธุรกิจ เริ่มต้นด้วยการเขียนแผนธุรกิจและทำตามแผน สเต็ปสอง อยู่รอด ทีมงานต้องเก่ง ไม่งั้นไม่รอด สเต็ปสาม ทำกำไร ต้องใช้บัญชีเข้ามาช่วย ลดคอสต์ จัดซื้อ บริหารต้นทุน และสเต็ปสี่ เติบโต ต้องใช้เอชอาร์มาช่วยเสริมทัพ เพราะเป็นสเต็ปของการสร้างคนมารับช่วงต่อ ซึ่งปัจจุบันเอ็มเพอเร่อร์กำลังอยู่ในสเต็ปสี่ สร้างทีมงานใหม่ในการทำให้องค์กรเติบโตต่อเนื่อง โดยบริษัทวางแผนเรื่องนี้มา 4-5 ปีแล้ว เพราะบริษัทจะเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปไม่ได้ ถ้าขาดบุคลากรที่ดี ซึ่งตลอดระยะเวลา 50 ปีที่มีธุรกิจรับสร้างบ้านในเมืองไทยส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยเจ้าของกิจการเอง ยังไม่เห็นภาพเจนสองเลย

ความสำเร็จในวันวานที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงตำนานที่กล่าวขานถึง แต่วันนี้ต้องมองไปข้างหน้า ความสำเร็จในอนาคตขึ้นอยู่กับสเต็ปสี่เป็นสำคัญ ใครปั้นคนได้เร็ว สร้างทีมงานที่จะมาสานต่อธุรกิจได้ ก็จะเดินต่อไปยังเส้นทางธุรกิจรับสร้างบ้าน

ทุบสถิติหลังละ 350 ล้าน

หากใครเป็นแฟนละครช่อง 3 คงคุ้นเคยกับภาพคฤหาสน์ขนาดใหญ่สไตล์คลาสสิกที่ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำละครหลายเรื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา และถือเป็นหนึ่งในผลงานอันภาคภูมิใจของเอ็มเพอเร่อร์ โดยจากจุดเริ่มต้นเข้าสู่ธุุรกิจรับสร้างบ้านด้วยการสร้างบ้านหลังแรกให้กับเจ้าของธุรกิจส่งออกจิวเวลรี่ในช่วงปลายปี 2540 มูลค่าบ้านเริ่มต้น 20 ล้านบาท รวมมูลค่าตกแต่งแล้วอยู่ที่ 43 ล้านบาท ต่อจากนั้นมูลค่าบ้านเริ่มต้นก็ไต่ลำดับขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็น 30 ล้านบาท 50 ล้านบาท 80 ล้านบาท

แล้วในปี 2547 ก็ได้เห็นผลงานคฤหาสน์หลังใหญ่สุดรวมมูลค่าตกแต่ง 216 ล้านบาท ต่อจากนั้นราคาสูงสุดก็ทุบสถิติใหม่ต่อเนื่องเป็น 260 ล้านบาท 320 ล้านบาท แล้วภายในปี 2559 นี้ เอ็มเพอเร่อร์กำลังจะได้งานรับสร้างคฤหาสน์หลังใหม่ ซึ่งเป็นสถิติใหม่อีกครั้งที่ 350 ล้านบาท

สุรัตน์ชัย กล่าวว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจะยังไม่ได้ฟื้นตัวขึ้นมาก แต่ธุรกิจบ้านหรูยังไปได้ สะท้อนได้จากยอดสั่งสร้างบ้านหรูที่มีเข้ามาต่อเนื่อง และล่าสุด เอ็มเพอเร่อร์กำลังได้รับงานสำคัญจากลูกค้าในแวดวงลีสซิ่ง จ.สุโขทัย กับการสร้างคฤหาสน์สไตล์คลาสสิก มูลค่ารวมตกแต่งราว 350 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งผลงานท้าทายที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับเอ็มเพอเร่อร์อีกครั้ง

“บทพิสูจน์ในด้านคุณภาพที่สำคัญของเอ็มเพอเร่อร์ นั่นคือ เรากล้าพาลูกค้าใหม่ไปเจอกับลูกค้าเก่า พาไปดูบ้านของลูกค้า เพราะเรามั่นใจว่าไม่ว่าบ้านหลังนั้นจะผ่านมาหลายปี ก็ยังดูดีพร้อมที่จะอวดโฉมกับทุกคน โดยเฉพาะคนที่กำลังจะสร้างบ้านหรูในอนาคต”

ตลอดระยะเวลากว่า 28 ปี เอ็มเพอเร่อร์ก่อสร้างบ้านหรูมาแล้วประมาณ 50 หลัง หรือเฉลี่ย 3 หลัง/ปี ด้วยความภูมิใจในผลงาน จึงได้ออกหนังสือ The House of The Emperor เป็นหนังสือที่รวบรวมผลงานของเอ็มเพอเร่อร์ให้เห็นภาพผลงานบ้านคุณภาพทั้งงานสถาปัตยกรรมภายนอก งานตกแต่งภายใน และงานจัดสวน พร้อมเสริมความรู้ด้านงานสถาปัตยกรรมคลาสสิก โดยหนังสือเล่มนี้รวบรวมภาพบ้านระดับสูงให้เห็นทั้งภายนอกและภายใน ที่มาที่ไปของการออกแบบและแนวคิดในการตกแต่งจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วไป เพื่อเป็นทั้งไอเดียให้กับคนที่กำลังจะสร้างบ้าน และเป็นองค์ความรู้ให้กับแวดวงรับสร้างบ้าน ซึ่งปัจจุบันออกมาแล้ว 2 เล่ม

นอกจากในเมืองไทยแล้ว เอ็มเพอเร่อร์ยังเริ่มชิมลางสยายปีกรับงานสร้างบ้านในต่างประเทศ ประเดิมที่ประเทศลาว โดยช่วงแรกที่เข้าไปทำตลาดในลาวได้ร่วมทุนกับบริษัท อินทรี กรุ๊ป ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการก่อสร้างในลาว ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีมาก และปัจจุบันบริษัทก็เปิดกว้างกับการหาพันธมิตรรายใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยคนลาวรู้จักเอ็มเพอเร่อร์จากละครไทยหลายเรื่องที่ใช้บ้านของลูกค้าที่บริษัทเป็นผู้สร้างให้เป็นฉากในการถ่ายละคร ซึ่งละครหลังข่าวของไทยมีอิทธิพลกับพฤติกรรมความต้องการของผู้บริโภคในลาวมาก

สำหรับบ้านหรูที่เอ็มเพอเร่อร์ได้เข้าไปรับงานในลาว ขณะนี้มีด้วยกัน 2 หลัง คือ คฤหาสน์ มูลค่ารวมตกแต่ง 250 ล้านบาท และบ้านหรูที่จำปาศักดิ์ มูลค่ารวมตกแต่ง 60-70 ล้านบาท ซึ่งแล้วเสร็จส่งมอบเป็นที่เรียบร้อย โดยเมื่อไม่นานนี้ เจ้าของคฤหาสน์หลังใหญ่ได้จัดงานเปิดบ้านให้คนสำคัญของประเทศลาวร่วมเยี่ยมชมบ้าน จึงมีแนวโน้มที่จะได้งานสร้างบ้านหรูหลังใหม่ๆ ที่ลาวต่อเนื่อง เพราะธุรกิจรับสร้างบ้านหรูที่เจาะกลุ่มเป้าหมายระดับบนจะต้องใช้เครือข่ายที่เป็นกลุ่มคนระดับบนด้วยกัน

ขณะที่ในประเทศอื่นๆ ปีนี้มีแผนจะร่วมงานแฟร์เกี่ยวกับการสร้างบ้านและที่อยู่อาศัยที่พม่าและเขมร คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ดีในการเปิดตลาดใหม่ๆ และเป้าหมายของแบรนด์เอ็มเพอเร่อร์ในอนาคต หลังจากมีทีมที่แข็งแกร่งแล้ว ต้องเติบโตให้ไกลกว่าตลาดในไทย ต้องบุกตลาดอาเซียนได้ ส่วนตลาดในไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดสั่งสร้างบ้านหรูไว้ที่ 400 ล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้วที่มียอดสั่งสร้างบ้านหรู 380 ล้านบาท ส่วนบริษัทลูกต่างๆ คาดว่าจะมีมูลค่างานราว 100 ล้านบาท

ก้าวแห่งความสำเร็จของเอ็มเพอเร่อร์ในวันนี้อาจเป็นแนวทางให้คนทำธุรกิจรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ โดยสุรัตน์ชัย กล่าวว่า คนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากเติบโตแบบก้าวกระโดด อยากจะประสบความสำเร็จเร็ว อยากเป็นแบบมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก อยากเป็นสตาร์ทอัพที่สร้างธุรกิจมาเพื่อหวังจะขายให้ได้กำไรภายในชั่วข้ามคืน ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งที่อยากฝากกับนักธุรกิจรุ่นใหม่ คือ ไม่ว่าจะยุคสมัยใด การเติบโตในแบบสเต็ปบายสเต็ป หรือการเติบโตทีละขั้นเป็นสิ่งที่ใช้ได้เสมอ อย่าคิดโตเร็วถ้ายังไม่แข็งแรงพอ เพราะไม่มีใครเป็นอย่างมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ได้ทุกคน มีฝันไกลได้ แล้วค่อยๆ ก้าวไปให้ถึง ก่อนจะรวยได้ ก่อนจะประสบความสำเร็จได้ ต้องยืนให้มั่นคงก่อน แล้วเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

มึงต่างหากที่ไม่พร้อม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2559 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/423778

มึงต่างหากที่ไม่พร้อม?

คิดดูว่าต้องเสียเงินค่าเงินเดือนพนักงานเพิ่มขึ้นอีกกี่คน ต้องเสียค่าอบรมภาษาจีนให้เจ้าหน้าที่อีกเท่าไหร่ ยกตัวอย่างข่าวนักท่องเที่ยวจีนไปทำปะการังฉิบหาย ถามว่าคนดูแลอุทยานมีกี่คน …3 คน (ตะโกนเสียงดัง) ไอ้เหี้ย แล้วมึงจะดูแลคนเป็นหมื่นได้ไงวะ ภาษาจีนก็พูดไม่ได้สักคำ ถามหน่อยมึงจะไปดูแลเหี้ยอะไรได้ แค่จะต้อนขึ้นจากน้ำก็เป็นไปไม่ได้แล้ว มันเลยเหยียบปะการังฉิบหายวายป่วงหมดไง

-เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2554  ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ 27 มี.ค. 59

อ่านบทสัมภาษณ์ : เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ “นักท่องเที่ยวจีนไม่ผิด มึงต่างหากที่ไม่พร้อม”

 

มุมมอง “นิกร จำนง” รัฐบาลหน้าเจอวิบาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2559 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/423763

มุมมอง "นิกร จำนง" รัฐบาลหน้าเจอวิบาก

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ถนนทุกสายกำลังพุ่งตรงไปยังรัฐธรรมนูญที่กำลังปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แบบ ก่อนนำไปลงประชามติ เพื่อสอบถามความเห็นประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ หากผ่านเท่ากับการันตีการยอมรับอย่างชอบธรรม ก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมาย แต่ถ้าไม่ผ่านก็ต้องว่ากันอีกยาว

หากกล่าวถึงเนื้อหาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง นิกร จำนง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ผู้คร่ำหวอดแวดวงทางการเมืองมายาวนานได้วิเคราะห์ประเด็นระบบเลือกผู้แทนผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ถึงอนาคตหลังรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยและสามารถเดินตามโรดแมปได้

“รัฐบาลตั้งไม่ยาก แต่บริหารประเทศยาก เหมือนช่วงสนธยา มืดแล้วค่อยสว่าง” นิกร เริ่มต้นเสียงเข้ม พร้อมระบุว่า เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อ หลังมีการเลือกตั้งกลัวว่ารัฐบาลชุดหน้าจะเจอปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่ เพราะรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาในเรื่องนโยบายยุทธศาสตร์ 20 ปี ทำให้เคลื่อนตัวลำบาก

นิกร อธิบายว่า เหมือนแบกอนาคตประเทศขึ้นภูเขาเป็นทางวิบาก กฎหมายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้พะรุงพะรัง ซึ่งปัจจัยไม่ได้อยู่ภายนอก แต่อยู่ที่การบริหารประเทศ เมื่อประเทศอื่นไปกันแล้ว จังหวะตรงนี้ประชาชนพร้อมไม่พอใจรัฐบาลง่ายๆ

นิกร ระบุว่า ทุกพรรคการเมืองหลังการเลือกตั้งครั้งหน้าจะอ่อนแอเหมือนรีสตาร์ท ทำให้พรรคการเมืองดิ้นรนน้อยลง ยอมกันมากขึ้น เพียงเพื่อให้มีรัฐบาล ให้มีการเลือกตั้ง ให้มีสภาผู้แทน แม้จะเป็นฝ่ายค้าน การเป็นฝ่ายค้านหรือเป็นรัฐบาลมีความสนใจน้อยกว่า การมีสภาก็มีความสุขแล้ว

“ในอนาคตพรรคต่างๆ คงไม่อยากเป็นรัฐบาล เพราะรู้ว่าบริหารยาก ไม่สนุก การตรวจสอบเข้มข้นถือเป็นภาระหนักมาก ใครไปเป็นรัฐบาลต้องเสียสละ เรื่องใหญ่อยู่ข้างหน้าต้องปีนขึ้นมาจากหล่มให้ได้ ไม่ใช่บอกว่าเป็นรัฐบาลแล้วมีเครดิตดี สุ่มเสี่ยงแก้ปัญหาไม่ได้ก็เยอะ

“หลังเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นรัฐบาลวิบากมาก จากข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ และปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาประเทศ คนจะเรียกร้องตอนนี้ เพราะเป็นรัฐบาลทหารที่เข้ามาชั่วคราว แต่เมื่อเป็นรัฐบาลจริงมาเมื่อไหร่ เขาจะทุ่มความปรารถนาไปที่รัฐบาลทุกเรื่อง

ส่วนการจะจัดตั้งรัฐบาลเร็วหรือช้าถือเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้กันไว้ เพราะเกรงว่าจะเกิดวิกฤตจึงถ่างเวลา คือให้สามารถตั้งช้าได้โดยไม่ต้องรีบและยังเป็นการดี ดังนั้นวิเคราะห์ว่าการตั้งรัฐบาลหน้าไม่จำเป็นต้องเร็ว และที่จะกลัวว่าเปลี่ยนขั้วก็สามารถเปลี่ยนกลับได้อีก”

“สมัยก่อนเป็นการรวมชื่อเขียนกันหมดต้องแสดงตัวหมดขานชื่อ จะเร็วหรือช้ามันเป็นข้อตกลงของสาธารณะ รีบไปช้าไปไม่ต่างกัน ไม่มีไรผูกมัด เมื่อก่อนล็อกตัว รีบแถลง รัฐบาลหน้าไม่ได้เป็นความปรารถนาของพรรค เพียงแต่บอกว่ามีสภาก็สุขใจแล้วสำหรับฝ่ายการเมือง แต่การเป็นรัฐบาลจะถูกใจหรือไม่ ไม่รู้ แต่ไม่ใช่ของหวาน ต้องดูกันไปพิจารณาหลายรอบ แต่เป็นทางวิบาก”

ความกังวลที่เกรงว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลเสียเอง ในมุมมองนิกรเห็นว่า ไม่ควรเข้ามา เพราะปัจจุบัน คสช.ก็แบกจนบ่าล้า และปีหน้าก่อนจะถึงเลือกตั้งเป็น Hard Year

“ลำบากทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ภัยแล้ง รวมถึงสารพัดปัญหาที่จะมาในปีหน้า ไปหาเรื่องหนักอีกทำไม วันนี้สถานการณ์ประเทศเวลาขับรถขึ้นทางด่วนก็เห็นป้ายโฆษณาค่อยๆ ร่วงไปทีละป้าย มีแต่ป้ายใครสนใจติดต่อเบอร์นี้

“มันบอกถึงใบไม้แห้งที่ร่วงลงทีละใบ เพราะเศรษฐกิจแย่มาก สีสันของเมืองคือป้ายโฆษณาเริ่มร้างและมืดกลางคืน บอกได้ว่าแล้งไม่ใช่แค่เกษตรกรแต่ในเมืองก็แล้ง ความพยายามของรัฐบาลในการแก้เศรษฐกิจมีมากแต่ไม่ขึ้น”

สำหรับประเด็น “นายกฯ คนนอก” ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เปิดทางไว้ นิกร บอกว่า นายกฯ คนนอกอาจจะบริหารประเทศลำบากกว่านายกฯ คนในด้วยซ้ำ “คิดว่าอยากมาเป็นหรือ ไม่ว่าเป็นคนนอกหรือคนใน ไม่ใช่เรื่องสนุกกับรัฐบาลหน้า เพราะต้องเสียสละพอสมควร และถ้าเป็นคนนอกก็อาจโดนรุมโจมตีหนักกว่าคนในแน่นอน”

นิกร ยังวิเคราะห์ประเด็นความได้เปรียบเสียเปรียบในระบบเลือกตั้งใหม่ที่อาจจะเอื้อให้พรรคขนาดเล็กและขนาดกลาง เขายอมรับว่า อาจจะจริง เพราะว่าปัญหาทางการเมืองไทยในอดีตขาดดุลยภาพที่เหมาะสม

“ก่อนหน้านั้นพรรคใหญ่ก็ใหญ่มากเกินครึ่ง ทำให้การเมืองเกิดความขัดแย้ง การเมืองมี 2 มิติ คือ ยึดถือประชาธิปไตยเสียงข้างมาก มีอำนาจออกกฎหมายบริหารประเทศ เพราะประชาชนเลือกมา แต่อีกข้างประชาธิปไตยเชิงคุณธรรม ไม่ยอมรับเสียงข้างมาก เพราะเชื่อว่าซื้อสิทธิขายเสียง

“มันจึงเกิดความขัดแย้งจนแกะไม่หลุดมาเป็น 10 ปี แก้ไม่ได้ เพราะเชื่อคนละแบบ ไม่มีทางหลีกกัน เหมือนรถไฟวิ่งเข้าหาบนรางเดียวกัน พอชนก็พาตกรางกันไปหมด รางก็คือประเทศจะพังไปด้วย ฉะนั้นการเมืองแบบนี้ในความเห็นผมมันอันตราย เพราะไม่สามารถสลับข้างได้ ไม่มีทางออก”

นิกร ระบุด้วยว่า ระบบสองพรรคมีได้อย่างเดียวในโลกคือ สหรัฐอเมริกา เพราะเคยผ่านสงครามกลางเมือง มีประสบการณ์ฆ่าฟันกันอย่างรุนแรง และไม่อยากกลับไปตรงนั้นอีก เลยมาสู้กันในระบบการเมืองคือ ทูปาร์ตี้ซิสเต็ม แม้ขนาดอยู่คนละพรรคยังสามารถไปเป็นรัฐมนตรีช่วยให้กับอีกพรรคได้

ทว่า ประเทศไทยไม่มีวัฒนธรรมแบบนั้น อยู่คนละข้างก็กลายเป็นศัตรู บิดตัวไม่ได้ ครั้นพรรคการเมืองที่เหลือจะย้ายฝั่งไปอยู่อีกข้างก็ไม่พอ ฉะนั้นการเมืองที่เกินครึ่งมากๆ ทำให้เสียดุลยภาพอย่างรุนแรงถือเป็นอันตรายและต้องพัฒนาต่อเนื่อง

“พอเป็นแบบนี้ฝ่ายรับภาระแก้วิกฤตความขัดแย้งอนาคต เมื่อโจทย์เป็นอย่างนี้ก็พยายามกันมาก ดีไซน์การเลือกตั้งให้ออกมาเป็นกลางๆ เพื่อให้การเมืองสมดุล เช่น ร่าง บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีการพูดเรื่องนี้ แต่วิธีการทำให้พรรคการเมืองเล็กลงจนถูกโจมตี

“แต่การแก้ไม่ใช่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ แต่อย่าทำให้ขาดดุลยภาพรุนแรงเหมือนอย่างที่เป็นมา ซึ่งชุด มีชัย ฤชุพันธ์ุ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มองเห็นเช่นนี้ ชุดที่แล้วก็พยายามทำ เพื่อไม่ให้พรรคการเมืองสุดโต่งและขาดกันมาก

“หากมองในแง่ลบไม่อยากให้การเมืองมีอำนาจก็เป็นได้ ดังนั้นขึ้นอยู่กับมุมมอง แต่ปัญหามีเท่าเดิมและแบบเดิมอยู่ที่จะมองว่าแก้แบบไหน เพื่อสร้างดุลยภาพให้มากกว่านี้ ไม่สุดโต่งจนเกิดความขัดแย้ง คราวที่แล้วไม่ผ่าน ปัญหาเหมือนเดิม มาเลือกตั้งสัดส่วนผสมเป็นความเชื่อปัญหาเดิมคำตอบเดิม

“แต่วิธีการต่างกันเล็กน้อย ซึ่ง กรธ.เชื่อความคิดถูก เพราะเห็นว่าฝ่ายการเมืองไม่เห็นชอบบัตรใบเดียว แต่อยากให้มีสองใบโอเค แต่เลือกสองใบกลับรูปแบบเดิม พรรคได้เยอะก็เยอะ แต่ผิดถูกเป็นความคิด กรธ.ไม่ใช่ผู้เล่น แต่เป็นผู้ออกกฎ แต่หลักคิดสองบัตร เขตเยอะ ปาร์ตี้เยอะอีก เสียดุลยภาพรุนแรง

“แต่ที่ คสช.ขอมาเป็นวิธีการซื้อเสียงอีกอย่าง ตรงนี้แก้ได้คือ แบ่งเป็นเขตใหญ่ เรียงเบอร์ เลือกได้เบอร์เดียว สส.ก็แทรกกันได้เยอะ ในเขตพรรคการเมืองหนึ่งแข็ง ทำให้อีกพรรค การเมืองอื่นแทรกได้ในเขตเลือกตั้ง เพราะว่าเสียงจะถูกดูดไปที่ผู้มีเสียงมากสุด ขณะที่เบอร์สามแทรกโดนพรรคอื่น

“ที่เคาะแบบนี้ ทำให้พรรคการเมืองแตก หาเสียงยาก ไปเอาเรียงเบอร์มันโหวตได้สามเสียง มันก็ผิดหลักเขตเดียวคนเดียวก็ไม่ได้อีก เพราะคิดว่าแบบนี้ก็มีปัญหาแบบเขาก็มีปัญหาอยู่บ้าง แต่แบบเขาในความเห็นผมมันมีปัญหาน้อยกว่าก็เลยยืนยันในหลักการเดิม”

นิกร ยอมรับว่า ในอดีตการต่อรองทางการเมืองทำให้ระบบเสียหายมาก แต่นั่นเป็นปัญหาในอดีต เพราะรัฐธรรมนูญออกแบบมาให้พรรคใหญ่เสียงข้างมากเกิด แต่ก็พังเหมือนกัน จึงเกิดการพัฒนาการเมืองและปัญหาอย่างในอดีตคงไม่กลับมา แม้อำนาจการต่อรองอาจมี แต่คงไม่แย่ เพราะเคยผ่านประสบการณ์มาแล้ว รวมถึงภาคสังคมทั้งประชาชน สื่อมวลชน ก็จับตา

นิกร ยังได้วิเคราะห์สถานการณ์หลังการเลือกตั้งครั้งหน้าว่า การเมืองในอนาคตไม่มีทางเลวกว่าเดิม ความขัดแย้งไม่มากกว่าเดิม เพราะสูญเสียกันมาพอสมควร จะกลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้ การเมืองนับจากนี้มีแต่จะบวก เพราะมีประสบการณ์มากแล้ว

“เพราะความขัดแย้งสูญเสียที่ใหญ่กว่าตัวเอง ก็คือประชาธิปไตยโดยรวม ความผิดถูกจริงแท้แน่นอนมันอยู่ในตัวทุกคน แต่อาจจะพูดไม่ได้ เพราะอยู่ตรงข้ามกัน แต่ลึกๆ ในใจมันบอกและฝ่ายประชาชนจะรู้ว่ามีอารมณ์กับระบบการเมืองบางครั้ง บางจังหวะ ได้ไม่คุ้มเสีย คือ เศรษฐกิจ

“ผลมันตกกับทุกฝ่ายทั้งที่ล้มรัฐบาลและผู้ถูกล้มจะอยู่กันลำบาก พืชผลขายไม่ได้ ถูกกดดันจากต่างประเทศ ฝ่ายที่เข้ามาในภาวะแบบนี้ประเทศบริหารยาก โลกมันเปลี่ยนไปเยอะ ทุกฝ่่ายมีบทเรียน ประเทศมีต้นทุนเรื่องนี้เยอะมาก การสูญเสียมากขนาดนี้ทุกฝ่ายได้เรียนรู้ จะกลับไปแบบเดิมอีกไม่ง่าย”

พรรคชาติไทยพร้อมลงสนาม

แน่นอนว่าหากรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน และประกาศใช้ในฐานะผู้เล่นตามกติกากับการเตรียมตัวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง นิกร จำนง ยืนยันชัดเจนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “พรรคชาติไทยพัฒนามีความพร้อม ไม่ลำบาก มีสภา เลือกตั้งกลับมา ก็พาพรรคไปสู่ตรงนั้น”

นิกร บอกว่า จะมากจะน้อยพรรคดำรงอยู่ได้แน่นอน เพราะขณะนี้ยังรักษาพื้นที่ได้ดีไม่มีปัญหาอะไร ส่วนจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านไม่ใช่สาระ ขอให้พรรคดำรงอยู่ต่อไปในทางการเมือง จุดที่จะวิ่งไปเส้นชัยไปได้แน่ ไม่ได้เครียด เพราะพรรคชาติไทยพัฒนาเคยได้รับโอกาสให้เป็นนายกฯมาแล้ว จึงไม่มีอะไรใหม่สำหรับการเลือกตั้ง รวมถึงพรรคเองก็เคยปฏิรูปการเมืองมาก่อน

ส่วนจะปฏิรูปพรรคก็ต้องรอดูกฎหมายพรรคการเมืองจะออกมาอย่างไร แต่เชื่อว่าพรรคสามารถปฏิบัติได้ตามกฎหมาย โดยนิตินัยและพฤตินัยพรรคยังมีคนจงรักภักดี มีคนชื่นชม คนที่เคยนิยมพรรคอยู่เดิมก็ยังอยู่ ซึ่งเชื่อว่าไม่ได้เสื่อมไปจากพรรคชาติไทยยังอยู่ในสถานะไปได้ดี การปรับปรุงพรรคน่าจะทำได้คล่องตัว ขณะที่ บรรหาร ศิลปอาชา ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก็ยังอยู่และทำงานการเมืองอยู่ทุกวัน

“สิ่งที่พยายามทำคือ ดำรงพรรคไว้และความปรารถนาไม่ได้จำเป็นต้องมีตำแหน่ง แต่อยากให้พรรคยังมีชีวิตอยู่ต่อไป ส่วนจะกลับมาใช้ชื่อเดิมหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับกฎหมาย แต่ขณะนี้กฎหมายยังไม่เปิดช่อง หากเปิดก็จะกลับไปเหมือนเดิมเพราะมันคือเรา

เราไม่เคยนับว่าพรรคชาติไทยมีอายุเท่าไร ไม่เคยมีการจัดงานครบรอบปีของพรรค ตั้งแต่เปลี่ยนชื่อ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็มีอายุแค่เพียงไม่กี่ปี แต่เรามีมาก่อน จิตวิญญาณ เราทำให้จิตวิญญาณชาติไทยเสียไม่ได้ มันยังอยู่ ถ้าสามารถใช้ชื่อเดิมได้ มันก็เป็นความปรารถนาสูงของเรา”

นิกร ยังเล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า ขนาดป้ายชื่อพรรคชาติไทยซึ่งเป็นของเดิมก็ยังอยู่ เพียงแต่เอาป้ายชื่อพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเป็นของใหม่มาครอบไว้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามจะอยู่ในป้ายหรืออยู่ในตึก ก็ยังน้อยกว่าอยู่ในใจ เพราะในใจทุกคนเป็นชาติไทยทั้งนั้น ซึ่งลึกกว่าป้าย

การเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ได้เข้ามาทำงานการเมืองร่วมกับพรรคชาติไทยพัฒนา นิกร บอกว่า ถ้าพูดไปตอนนี้ก็เท่านั้น เพราะยังทำกิจกรรมการเมืองอะไรไม่ได้ อีกทั้งกติกายังไม่ออก สนามเตะที่ไหนยังไม่รู้ เวลานี้ทำได้เพียงรักษาค่ายไว้ให้ดีก็พอ

นิกร ได้สะท้อนมุมในฐานะเป็นพรรคการเมืองขนาดกลางกับวิธีการเลือกตั้งที่ กรธ.ตั้งกลไกไว้ แม้จะไม่เห็นด้วย หรือถามว่าชอบไหม คล้ายๆ ว่า ถ้าระบบไหนมีปัญหาน้อยสุดก็พอรับกับระบบนั้นได้ และที่มองว่าหลังจบการเลือกตั้งพรรคขนาดกลางจะได้เปรียบ เพราะรัฐธรรมนูญออกแบบมาคงไม่ใช่ เพราะอำนาจการต่อรองก็ยังอยู่ที่พรรคขนาดใหญ่เหมือนเดิม แต่ว่าอำนาจน้อยลง

“การเมืองที่เสียดุลยภาพอย่างรุนแรงมันจะเหมือนกับว่า เดิมมันจะมีแตงโมลูกใหญ่และก็มีส้มลูกหนึ่ง แล้วที่เหลือเป็นเมล็ดงา ดังนั้นเวลาคลุกรวมกันแล้วมันไม่สามารถย้ายจากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม แม้ระบบในรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาทำให้พรรคการเมืองตลอด 3-4 ปี ได้ปรับตัว กลับไปย้อนคิดพิจารณา แล้วเห็นปัญหา มันเป็นการพัฒนา คือ ลงไปต่ำสุดของการเมือง พรรคการเมืองและประเทศ รวมถึงระบบการเมืองทั้งหลายต้องปีนขึ้นหมดเป็นการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญ อยู่ในภาวะลำบากเพื่อเติบโตต่อไป แต่บทเรียนการสูญเสีย ทุกองค์กร ทุกส่วนเจ็บต้องพยายามทำให้ดี

ส่วนการมาบอกว่ารัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้พรรคขนาดกลางเกิด คงพูดแบบนั้นไม่ได้ พรรคใหญ่เล็กลง พรรคขนาดกลางโตขึ้น แต่ไม่ใช่ลักษณะสองพรรคแบบสหรัฐ เพราะใช้กับประเทศไทยไม่ได้ ยังมีความขัดแย้งอยู่ แต่จะกลายเป็นพรรคการเมืองขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่กันมากในอนาคต แต่การเมืองจะมีดุลยภาพมากขึ้น

“จนกว่าประชาชนค่อยเรียนรู้และเลือกพรรคใหญ่ที่มีนโยบายชัด การเมืองจะเป็นมัลติปาร์ตี้ คือ รัฐบาลผสม ที่ไม่ใช่ต่อรอง เดิมพรรคเล็กไปต่อรองกับพรรคใหญ่ แต่ขณะนี้ใหญ่เล็กไม่มาก ปัญหาคือพรรคการเมืองมีนโยบายที่คมชัดจะชี้ไม่ค่อยได้ เพราะมันเป็นรัฐบาลผสม ทำให้รัฐบาลข้างหน้าจะลำบากและโอกาสที่ คสช.จะตั้งพรรคการเมืองมาสู้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย” นิกร ระบุ

ทางออกประเทศอยู่ที่ กรธ.

เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายให้ความสนใจกับการร่างรัฐธรรมนูญว่าจะสามารถแก้ปัญหาประเทศที่หมักหมมมายาวนานได้มากน้อยเพียงใด นิกร จำนง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อธิบายว่า เรื่องนี้เป็นไปตามหน้าที่ที่ได้กำหนดในรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 35 จึงเป็นที่มาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แต่ต้องเข้าใจว่า กรธ.มีหน้าที่ข้อจำกัด ประเด็นเพราะถูกตั้งมาโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดังนั้น ความเห็นจาก คสช.ก็ต้องฟัง จึงอยู่ภายใต้ข้อนี้ และประสบการณ์จากชุดบวรศักดิ์ ซึ่งร่างแล้วไม่ผ่าน

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อส่วนตัวผู้ร่างทั้งหลายมีความหวังและความฝันเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อหาทางออกให้ประเทศ ตามความคิดกรรมการ เพราะประธานคร่ำหวอดด้านกฎหมาย อีกทั้งมีคนเคารพนับถือ ฉะนั้น เชื่อว่าจุดเริ่ม กรธ.การร่างที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัด ก็มีความหวังหาทางออกประเทศ

นิกร เล่าว่า เท่าที่ดูการร่างตั้งแต่ต้น พยายามสร้างอะไรใหม่ๆ ในการแก้ปัญหา เพราะถ้าไปเอาตามแบบรัฐธรรมนูญเดิม เช่น ปี 2540 แม้เป็นฉบับที่ดี แต่มีปัญหาเรื่องรัฐบาลแข็งเกินไป ขณะที่รัฐธรรมนูญ ปี 2550 รัฐบาลอ่อนเกินไป ก็ไม่พอดี หรือไปร่างตามที่เคยเกิดความผิดพลาดก็คงไม่ทำกัน

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบอะไรใหม่ๆ มาเยอะเหมือนกัน เช่น ระบบวิธีการเลือกตั้งวุฒิ แต่ สว.สังเกตตั้งแต่ต้นไม่ให้มีการเลือกตั้ง เป็นหลักการที่ไม่ให้มีการเลือกตั้งโดยตรง เพราะเลือกตั้งตรงจะทำให้เกิดความสับสนว่าใครเป็นตัวแทนประชาชน และความคิดว่า สว.ดูแลเรื่องกฎหมายเป็นหลักตั้งแต่ต้นของ กรธ. คือ มีหน้าที่จำกัด ไม่มีหน้าที่ถอดถอน เรื่องแต่งตั้งไม่มี แต่มีหน้าที่ตรวจสอบการแต่งตั้ง เพราะมีหน่วยงานเสนอขึ้นมา”

อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ทางพรรคถือว่ามีประสบการณ์ในเรื่องวุฒิฯ ทั้งแบบสรรหา คือแต่งตั้งโดยตรงสมัย รัฐบาลบรรหาร จึงมีบันทึกไปถึงบวรศักดิ์ และชุดมีชัย เหมือนๆ กัน ซึ่งเป็นหลักการที่พรรคชาติไทยพัฒนาเชื่อ คือให้พิจารณาอำนาจวุฒิฯ เพราะเป็นหลักสำคัญ ถ้ามีอำนาจในการกลั่นกรองกฎหมาย ถือว่ามีความเหมาะสมและจำเป็นของวุฒิฯ เพราะกฎหมายใช้บังคับกับประชาชนทั่วไป

ทั้งนี้ ด้วยลำพังสภาไม่ได้ชำนาญเรื่องกฎหมาย แต่รู้จักประชาชนกับปัญหาดีมาก แต่ฝ่ายที่ชำนาญการด้านกฎหมาย จำเป็นต้องมีและควบคู่ทำงานตรงนี้ ช่วยทำงานตั้งแต่เดิม ไม่ใช่สภาพี่เลี้ยง ช่วยกฎหมาย ถ้าแค่นั้นมาจากการแต่งตั้ง หรือสรรหาได้ครบทุกกลุ่มทุกเรื่อง เช่น สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเป็นองค์กรที่มีครบ

นิกร กล่าวว่า ถ้าจะให้เอานักกฎหมายมาก็ไม่เข้าใจเรื่องบริหาร เอานักบริหารมาก็ไม่เข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ถ้าเอามาครบก็จะเป็นเรื่องดี จึงได้เสนอไปว่าให้ดูเรื่องอำนาจ ถ้าเป็นในเรื่องกลั่นกรองกฎหมาย มาจากวิธีไหนก็ได้ แต่ถ้ามีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้าย ให้คุณให้โทษองค์กร คน หรือฝ่ายการเมืองที่มาจากประชาชน ควรต้องเสมอกัน คือ ต้องมาจากการเลือกตั้งเหมือนกันถึงจัดการเรื่องนี้ได้

“ไม่เช่นนั้น มาจากไหนไม่รู้แล้วมากระทบอำนาจที่มาจากประชาชน ซึ่งฝ่ายการเมืองไม่ใช่หวงอำนาจ แต่สิ่งที่ฝ่ายการเมืองได้รับ คือ อำนาจที่ได้จากประชาชน ดังนั้น อำนาจที่มาจัดการฝ่ายการเมืองได้ต้องเป็นอำนาจที่มาจากประชาชนเท่ากัน คือ การเลือกตั้ง”

นอกจากนี้ ยังได้เสนออีกว่าให้เลือกเอาทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่มาแบบครึ่งๆ คือ มาจากเลือกตั้งและสรรหา เพราะจะกลายเป็นปลาสองน้ำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีจะกลายเป็นว่าขัดกันเองเป็นการภายใน และไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เห็นว่าแล้วแต่เลือก สะดวกตามความจำเป็น หลักการนี้ยืนมาตลอด

ดังนั้น ข้อเสนอแม่น้ำ 4 สาย ที่เสนอมาว่าให้ สว. 5 ปี มาจากการสรรหา ส่วนตัวมองอำนาจมี 3 อย่าง

1.ให้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ คือ ไม่ให้แก้การแก้ต้องถาม สว.ก่อน ประเด็นนี้ ขอเวลา 5 ปี แล้วแก้ไม่ได้ กับร่างเดิมของมีชัย แก้ไม่ได้เลย เพราะรัฐธรรมนูญเดิมพิทักษ์ตัวเองแก้ไม้ได้ แต่ขอ 5 ปีไม่ให้แก้ หลังจากนั้นไปถอดสลัก ค่ายกล ก็ดีกว่าร่างเดิมมีชัย

2.เกี่ยวกับการดูแลการปรับปรุงพัฒนาเป็นหน้าที่ของสภาไหนสภานั้น แต่เรื่องอำนาจที่ให้อำนาจ สว.อภิปรายเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งรัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่เคยมีเรื่องนี้ ถือว่าข้ามฟากรุนแรงทำให้เกิดรัฐบาลอ่อนแอมากและเข้มแข็งมาก ซึ่งไม่ดีทั้งสองอย่าง

3.จำนวน สว. 250 มีนัย คือ ไม่ได้สร้างสมดุลแต่เป็นการควบคุม ตรงนี้ถ้ามีอำนาจแบบนั้นจริงเหมือนที่ขอมา ทำให้รัฐบาลที่ไม่ยอม สว.อ่อนแอ อภิปรายวันไหนแพ้วันนั้น

“หากเข้ากัน คือ สว.ไปเข้ากับรัฐบาล การเมืองก็จะเข้มแข็งที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ไม่สามารถอภิปรายได้ แค่ยื่นก็เสียงไม่พอ จะกลายไปเป็นปี 2540 ในอนาคตอาจลุแก่อำนาจไปไกล ดังนั้น การมีอำนาจตรงนี้ เป็นเรื่องผิดฝาผิดตัว เป็นเรื่องอำนาจข้ามฟาก แล้วจะสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลในอนาคต อีกทั้ง ไม่ใช่ผลดีกับประเทศ ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ตรงนี้แก้ไปไม่ให้มีอำนาจตรงนี้ก็ผ่อนคลาย”

นอกจากนี้ ยังมีอำนาจเพิ่มขึ้นมา คือ แต่งตั้งนายกฯ ไม่มี กรณีเกิดวิกฤตทำอย่างไร คำตอบเดิม เชื่อว่าวิกฤตนี้ไม่มี เพราะประชาชน นักการเมือง พรรคการเมืองเปลี่ยนไป อีกทั้งได้ออกกฎหมายป้องกันไว้หมด เดิม สว. ทาง กรธ.เสนอว่าใช้เหมือนมาตรา 7 คือ ให้ศาลรัฐธรรมนูญ คำตอบไม่มี เกิดความขัดแย้ง แต่ศาลรัฐธรรมนูญลดอำนาจลงเพื่อแก้วิกฤต ทุกอย่างคลี่คลาย แต่เมื่อเกิดวิกฤตทางออกพรรคขัดแย้งเอาคนนอกมาเป็น

นิกร บอกว่า ใน สปท.ได้คุยเรื่องนี้ และเสนอไปในกรรมาธิการ (กมธ.) การเมือง โดยหลักการนายกฯ มาจากการเลือกตั้ง คือ สส. เพราะมีต้นทุนจากพฤษภาทมิฬ ลืมเรื่องนี้เมื่อไหร่ เกิดความขัดแย้งในแผ่นดิน ถ้ามีปัญหา 1.ให้นายกฯ มาจาก สส.เท่านั้น เป็นบุคลิกการเมืองไทย แต่ถ้ามีวิกฤตให้ใช้เสียง 2 ใน 3 ของเสียงข้างมาก ตั้งไม่ได้ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ เพื่อตอบคำถามนี้

ประเด็นต่อมา วิกฤตอื่น รัฐสภา สว. หากมองไปกลไกอื่น เช่น ศาล ถือว่าไม่ใช่ทางออก สว.ที่ กรธ.พบครึ่งทางไม่ให้ตั้งนายกฯ แต่สภามีวิกฤตตั้งไม่ได้ก็ประชุมรัฐสภาใช้เสียงข้างมากเด็ดขาด มีมติไม่ใช่ข้อนี้ของรัฐธรรมนูญ คือ พรรคการเมืองเสนอ และขอให้เชื่อว่า 100% พรรคการเมืองจะเสนอคนของตัวเองเข้ามา เรื่องคนนอกพรรคขนาดเล็กมากๆ ก็ได้เสียง 5% ไม่ถึง 25% ดังนั้นเป็นเรื่องไม่จริง

ข้อเสนอนี้ก็กลับไปให้ สส.เลือก หากเลือกไม่ได้ก็ยุบสภา แต่เรื่องกลไกนี้มาจาก สปท. การที่ สว.มีอำนาจตรงนี้พอฟังได้ แต่ถ้าให้ชอบ ไม่ชอบ แต่ดีกว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญไปคิดเอง ที่ให้รัฐสภาเพราะไม่ว่ายังไงสภาก็รับฟังประชาชน ประชาชนสามารถเข้ามาให้ความเห็นได้ ไม่ใช่มุบมิบเรื่องอำนาจ ดังนั้น การให้อำนาจ สว. ในประเด็นนี้ของ กรธ.พอรับได้ เมื่อเทียบกับอันเดิมจึงดีกว่า

นิกร ระบุว่า ถ้าเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ในเรื่องที่มาของ สว. ซึ่ง สว.ปี 2540 มาจากการเลือกตั้งหมด ทำให้ประเด็นเกี่ยวโยงกับฝ่ายการเมืองมีจริง เพราะว่าไปใช้กลไกระบบเลือกตั้งของพรรคการเมือง กลายเป็นสภาซ้อนสภา เป็นตัวแทนประชาชนเหมือนกัน และด้วยธรรมชาติเมื่อไปพิงการเมืองก็เชื่อมกันอัตโนมัติ จนถูกหาว่าเป็นสภาผัวเมีย สว.เป็นของคนนั้นคนนี้

ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่เอาอย่างนั้น คือ มาอย่างละครึ่ง และผลที่เห็นเป็นความขัดแย้งที่สมบูรณ์ เป็นปลาสองน้ำ อยู่กันคนละแบบฝ่ายหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง อีกฝ่ายมาจากการเลือกตั้ง และสิ่งที่ได้มาจาก สว.ปี 2550 งานที่ได้เป็นบวกกับลบพอกัน

ดังนั้น รัฐธรรมนูญปี 2540 มีปัญหาในแบบของมัน แต่เกี่ยวกับการเมือง เพราะเลือกตั้งหนีการเมืองไม่พ้น หัวคะแนนคนเดียว ถึงอย่างไรก็พันๆ กัน