‘อลงกรณ์’ปล่อยเรือตรวจการณ์ ป้องกันการทำผิดกฎหมายประมง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711557

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทยประจำปี 2566 หรือมาตรการปิดอ่าวไทย ที่บริเวณสวนสาธารณะปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัด องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น สมาคมประมง ร่วมพิธี เพื่ออนุรักษ์พ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำที่มีไข่แก่พร้อมสืบพันธุ์วางไข่ และอนุรักษ์สัตว์น้ำวัยอ่อนให้เจริญเติบโตเป็นสัตว์น้ำรุ่นใหม่ โดยกำหนดช่วงเวลาปิดอ่าวไทย ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 พฤษภาคมนี้ ครอบคลุมเขตพื้นที่อ่าวไทยตอนกลาง – อ่าวไทยตอนใน

(รูปตัว ก) ในเขตพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี และระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน 2566 ในบริเวณอาณาเขตตามแผนที่แนบท้ายของประกาศปิดอ่าวไทยตอนกลางและเขตต่อเนื่องตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ ถึง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์และบริเวณพื้นที่อ่าวไทยรูปตัว ก 2 ช่วงระยะเวลา ได้แก่ ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2566 ในพื้นที่อ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร และระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม- 30 กันยายน 2566 ในพื้นที่อ่าวไทยตอนในด้านเหนือของจังหวัดสมุทรสาครกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี อนุญาตให้ทำการประมงเฉพาะเครื่องมือบางประเภทที่ประกาศให้ใช้ได้เท่านั้น

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ได้ประกอบพิธีบวงสรวง พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และกล่าวคำปฏิญาณตน พร้อมกล่าวเปิดพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ มีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ในพื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2566 มอบแผ่นป้ายเงินอุดหนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมงให้กับผู้แทนองค์กรประมงท้องถิ่นทั่วประเทศ จำนวน 200 ชุมชน โดยมอบให้กับผู้แทนสมาคมประมงพื้นบ้าน และมอบป้ายเงินอุดหนุนให้แก่ประธานองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นในเขตจังหวัดชุมพร จำนวน 4 ชุมชน ประธานองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นในเขตประจวบฯ จำนวน 3 ชุมชน และประธานองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 3 ชุมชน

‘กรมการข้าว’เปิดฝึกอบรมหลักสูตร’ชาวนามืออาชีพ’ ตามแบบเกษตรทฤษฎีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711714

'กรมการข้าว'เปิดฝึกอบรมหลักสูตร'ชาวนามืออาชีพ' ตามแบบเกษตรทฤษฎีใหม่

‘กรมการข้าว’เปิดฝึกอบรมหลักสูตร’ชาวนามืออาชีพ’ ตามแบบเกษตรทฤษฎีใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.31 น.

“กรมการข้าว”เปิดฝึกอบรมหลักสูตร”ชาวนามืออาชีพ” มุ่งเน้นให้ความสำคัญนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างชาวนามืออาชีพ ยึดหลัก”ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต” เกษตรทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพ่อ ประจำปีงบประมาณ 2566

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรชาวนามืออาชีพตามแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ ประจำปีงบประมาณ 2566 โดยมี นายพรเทพ สีวันนา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการพระราชดำริ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดอบรมในครั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าวแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ และสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ในการผลิตข้าวขั้นสูงที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มคุณภาพและปริมาณของการผลิตข้าว รวมถึงสามารถลดต้นทุนการผลิตและใช้ปัจจัยการผลิตข้าวอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถพัฒนากระบวนการผลิตข้าว และพึ่งพาตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างยั่งยืน ณ โรงแรมศรีอู่ทองแกรนด์ จังหวัดสุพรรณบุรี

สำหรับหลักสูตรการฝึกอบรมในครั้งนี้ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการทำนา เบื้องต้นว่าเป็นปัจจัยแรกที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำนา จึงได้จัดฝึกอบรม “หลักสูตรการทำนามืออาชีพตามแบบเกษตรทฤษฎีใหม่”ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์การเกษตรสร้างมูลค่า โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน กิจกรรมเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะของผู้เข้าอบรม และสามารถนำความรู้และทักษะที่ได้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ในการฝึกอบรมครั้งนี้ มีเนื้อหาประกอบด้วย เทคโนโลยีการผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP , หลักการวินิจฉัยศัตรูข้าว การป้องกันและกำจัดแบบผสมผสาน (การอารักขาข้าว) , การเรียนรู้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) Sensor ในการเก็บข้อมูลสภาพดินฟ้าอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น เพื่อช่วยลดความเสียหายของผลผลิตทางการเกษตร, เทคนิคกลยุทธ์ การวางแผนการผลิตและการตลาดข้าว และแนวทางการแปรรูปข้าว ที่สอดคล้องกับบริบทและวิถีบริโภคของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญของกรมการข้าว หน่วยงานภาคเอกชนร่วมสนับสนุน ด้วยวิธีการบรรยายและฝึกปฏิบัติ

การฝึกอบรมในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 17 กุมภาพันธ์ 2566 โดยมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมทั้งสิ้น 100 คน ประกอบด้วย เกษตรกรผู้ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรทฤษฎีใหม่ พร้อมด้วยนักวิชาการกรมการข้าวส่วนภูมิภาค

ก.เกษตรฯโชว์นวัตกรรม’หอมแดงอบแห้ง’สร้างมูลค่าเพิ่ม!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711586

ก.เกษตรฯโชว์นวัตกรรม'หอมแดงอบแห้ง'สร้างมูลค่าเพิ่ม!

ก.เกษตรฯโชว์นวัตกรรม’หอมแดงอบแห้ง’สร้างมูลค่าเพิ่ม!

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.18 น.

ก.เกษตรฯโชว์นวัตกรรม”หอมแดงอบแห้ง”สร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมนำส่วนเหลือทิ้งผลิตเครื่องสำอางและเวชภัณฑ์

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จ.ศรีสะเกษ เป็นแหล่งผลิตหอมแดงคุณภาพดี มีชื่อเสียง ซึ่งมีคุณลักษณะพิเศษคือเปลือกมีสีแดงเข้ม ด้านในมีสีม่วง กลิ่นฉุนแรงเก็บรักษาได้ยาวนาน เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศที่นิยมอาหารไทย เช่น ยุโรปและญี่ปุ่น โดยหอมแดงคุณภาพที่ส่งออกต้องมีลักษณะเป็นหัวเดียวหรือหัวที่ยังไม่แยกออก ขนาดหัวจัมโบ้ (มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.5 – 4.0 เซนติเมตร (เฉลี่ย 3.47 ซม.) ผิวแห้งสนิท ปราศจากโรคแมลง ขนาดหัวสม่ำเสมอ และปลอดภัยจากสารพิษ โดยมีแหล่งปลูกสำคัญที่อำเภอยางชุมน้อย ขุขันธ์ ราษีไศล วังหิน และกันทรารมย์

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงจังหวัดศรีสะเกษส่วนใหญ่ผลิตและจำหน่ายหัวหอมสดเพียงอย่างเดียว ซึ่งสามารถเก็บรักษาได้เพียง 2 – 3 เดือน ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ กรมวิชาการเกษตรจึงได้ศึกษาวิจัยแปรรูปหอมสดเป็นหอมแดงพร้อมใช้ โดยการนำหอมสดมาหั่นแล้วแช่ในสารละลายแคลเซี่ยมคลอไรด์และกรดซิตริก เพื่อคงลักษณะทางกายภาพของหอมแดงสดไว้ จากนั้นอบด้วยลมร้อน ซึ่งหอมแดงอบแห้งสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานประมาณ 8 – 12 เดือน เมื่อต้องการใช้ประกอบอาหาร นำมาแช่น้ำสะอาดเพื่อให้หอมแดงจะคืนตัวโดยมีลักษณะทางกายภาพและกลิ่นเหมือนหอมแดงสด

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ ยังได้ทำงานวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าจากสิ่งเหลือใช้ของหอมแดง โดยหลังจากการเก็บเกี่ยวหอมแดงเกษตรกรจะนำต้นหอมแดงมามัดให้เป็นกลุ่มๆ นำมาแขวนตากและจะแต่งทำความสะอาดมัดเป็นจุกก่อนการจำหน่าย ซึ่งจะมีส่วนที่ไม่ใช้ประโยชน์คือ เปลือก ราก ใบ ซึ่งเป็นสิ่งเหลือใช้มีปริมาณรวม 4,000 ตัน/ปี คิดเป็นร้อยละ 10 ของผลผลิต คณะนักวิจัยจึงได้วิจัยพัฒนาสร้างนวัตกรรมจากสิ่งเหลือใช้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า โดยนำเปลือก ราก และใบหอมแดง มาสกัดสารสำคัญและกลั่นน้ำมันหอมระเหย พบว่ามีสารสำคัญหลายชนิด เช่น สารเคอร์ซิติน สารในกลุ่มไกล์โครไซด์ ซัลเฟอร์ และกลุ่มฟาโวนอย มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเปลี่ยนแปลงโปรตีนทำให้คอลลาเจนอยู่ในสภาวะปกติไม่สลายตัว (ลดริ้วรอยตามวัย) สร้างเซลล์ใหม่ได้รวดเร็ว (สมานแผล และลบรอแผลเป็น) และลดอาการหวัดคัดจมูก

จากคุณสมบัติดังกล่าว ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ จึงร่วมกับ จ.ศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลเบญจลักษ์ เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา วิจัยและพัฒนาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารสกัดหรือน้ำมันหอมระเหยมาทำเครื่องสำอาง ได้แก่ สบู่ ครีมบำรุงผิวหน้า เจลแต้มสิว โฟมล้างหน้า และเวชภัณฑ์ ได้แก่ สติกเกอร์แผ่นแปะ และน้ำมันหอมแดงช่วยบรรเทาอาการหวัดผลจากการวิจัยพัฒนาการแปรรูปหอมสดเป็นหอมแดงพร้อมใช้ นอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าของหอมแดงแล้วยังทำให้สามารถกระจายผลผลิตและลดปริมาณหอมแดงไม่ให้ออกสู่ตลาดมากเกินความต้องการ ทำให้ราคามีเสถียรภาพ อำนาจการต่อรองของกลุ่มเกษตรกรและเกษตรกรจะมีมากขึ้น รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมจากสิ่งเหลือใช้เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและเวชภัณฑ์จะเป็นส่วนช่วยให้เกิดการบริโภคหอมแดงในรูปแบบต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ราคาหอมแดงสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และการแปรรูปหอมแดงยังสามารถสร้างอาชีพใหม่ สร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น และสร้างความยั่งยืนให้กับกลุ่มเกษตรกรและเกษตรกร โดยศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษได้นำผลงานวิจัยการแปรรูปเพื่อสร้างนวัตกรรมเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่จากหอมแดง

– 006

ปลัดมท.มุ่งยกระดับพัฒนาชุมชนด้วยการเกษตรควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711651

ปลัดมท.มุ่งยกระดับพัฒนาชุมชนด้วยการเกษตรควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม

ปลัดมท.มุ่งยกระดับพัฒนาชุมชนด้วยการเกษตรควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 17.40 น.

มหาดไทยร่วมหารือสยามคูโบต้า มุ่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนด้วยมิติด้านการเกษตรควบคู่การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน

วันนี้ (16 ก.พ.66) เวลา 10.00 น.ที่ห้องประชุมดำรงธรรม ชั้น 2 อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และคณะ ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและผู้แทนบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด นำโดยคุณวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส คุณพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ คุณรัชกฤต สงวนชีวิน Business Value Creation Division Manager และคณะ เพื่อหารือแนวทางการร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทยและบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ในการพัฒนาชุมชนด้วยการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่ความอยู่ดีกินดีของเกษตรกรประชาชนคนไทยอย่างยั่งยืน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า วันนี้กระทรวงมหาดไทยมีความยินดีที่ได้ร่วมหารือและได้ให้การต้อนรับคณะผู้บริหาร และผู้แทนจากบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งถือเป็นภาคีเครือข่ายภาคเอกชนของกระทรวงมหาดไทย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมเกษตรกรไทย ส่งเสริมชุมชนและสังคมไทยสู่ความยั่งยืนด้วยมิติด้านการเกษตรที่เป็นรากฐานการพัฒนาที่สำคัญ ซึ่งปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยได้มีการดำเนินโครงการและกิจกรรมที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พัฒนาหมู่บ้านและชุมชนไปสู่ความยั่งยืนโดยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา อันเป็นพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมุ่งมั่นในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ประการขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) ผนวกเข้ากับกลไก 3 5 7 อันประกอบด้วย 3 ระดับ ได้แก่ ระดับชุมชน/หมู่บ้าน ระดับจังหวัด และระดับประเทศ 5 กลไก ได้แก่ การประสานงานภาคีเครือข่าย การบูรณาการแผนงานและยุทธศาสตร์ การติดตามหนุนเสริมและประเมินผล การจัดการความรู้ และการสื่อสารสังคม 7 ภาคีเครือข่าย ได้แก่ ภาครัฐ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน อย่างประสิทธิภาพ ดังนั้น การหารือกันในวันนี้ จึงถือเป็นเรื่องที่ดี ที่จะเป็นการส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงมหาดไทยในฐานะภาครัฐ และภาคีเครือข่ายภาคเอกชน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

คุณวราภรณ์ โอสถาพันธ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บจก.สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ขอขอบคุณปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ได้ให้เกียรติและให้โอกาสกับทาง บจก.สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น ในวันนี้ ซึ่งจะได้หารือและแลกเปลี่ยนผลสำเร็จของการขับเคลื่อนโครงการด้านการพัฒนาชุมชนและสังคมของบริษัทฯ จำนวน 3 โครงการที่เกิดผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อเกษตรกร ได้แก่ 1) โครงการชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า โดยสยามคูโบต้าได้ทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรในการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา ส่งเสริมกิจกรรมด้านการเกษตรผ่านกระบวนการเรียนรู้และโครงการต่าง ๆ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้เกษตรกรในชุมชนมีความอยู่ดีกินดี สามารถพึ่งพาตนเองได้ ท้ายที่สุดสามารถพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบและขยายผลสู่ชุมชนอื่นต่อไป 2) โครงการคูโบต้าร่วมมือเกษตรร่วมใจ เพื่อส่งเสริมเครื่องจักรกลการเกษตรให้เข้าถึงชุมชน ยกระดับรายได้ของเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานรากให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน และ 3) โครงการชุมชนเพาะสุขสยามคูโบต้า ที่ได้มีการดำเนินการในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และมีผลลัพธ์ที่น่าพอใจ สามารถช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกรได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังถือเป็นโอกาสที่ดีที่บริษัทฯ จะได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขอรับทราบข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่จะเป็นประโยชน์ในการร่วมกันดำเนินงานในอนาคตต่อไป

คุณพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ กล่าวว่า ในส่วนของโครงการชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้านั้น เป็นโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาธุรกิจการเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ มุ่งสู่การเป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทั้งหมดจำนวน 1,405 คน จากวิสาหกิจชุมชนจำนวน 7 กลุ่ม ใน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแพร่ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดชัยนาท จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดศรีสะเกษ และโครงการคูโบต้าร่วมมือเกษตรร่วมใจ เป็นโครงการพัฒนาต้นแบบการบริหารจัดการเครื่องจักรแบบรวมกลุ่ม โดยจะส่งมอบเครื่องจักรให้วิสาหกิจชุมชนที่ไม่มีกำลังทรัพย์ลงทุนแต่บุคลากรมีศักยภาพ นอกจากนี้จะมีการเสริมความรู้การใช้งานการดูแลรักษาการบริหารจัดการเครื่องจักรและการสร้างแบรนด์ ซึ่งโครงการนี้ ได้ช่วยเพิ่มรายได้หรือลดต้นทุนเฉลี่ย 10% ต่อปีให้แก่เกษตรกร ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเกษตรกรในโครงการจำนวน 13,244 คน จากวิสาหกิจชุมชนจำนวน 168 กลุ่ม ใน 59 จังหวัด

ด้าน คุณรัชกฤต สงวนชีวิน Business Value Creation Division Manager กล่าวเสริมว่า สำหรับโครงการชุมชนเพาะสุขสยามคูโบต้า เป็นโครงการเพื่อการพัฒนาชุมชนนำไปสู่ความอยู่ดีกินดี ที่มีปัจจัยสำคัญสำหรับการดำเนินการ 3ประการ ได้แก่ การต่อยอด การถ่ายทอด และสร้างความยั่งยืน โดยจะเลือกองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละชุมชนมาพัฒนาชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ผ่านรูปแบบการรวมกลุ่มทำการเกษตรและแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน การพัฒนาบุคลากรและชุมชนผ่านองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ และการสร้างเครือข่ายขายต่อยอดความยั่งยืนผ่านสถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็ง ที่พร้อมประยุกต์เอาแนวทางด้านการเกษตรต่าง ๆ มาเป็นส่วนผสมด้วย เช่น โคก หนอง นา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น และจะเน้นให้มีปัจจัยเสริมด้านอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เช่น การสร้างการท่องเที่ยวเชิงชุมชน หัตถกรรมพื้นบ้าน ปศุสัตว์  ปัจจุบันมีการดำเนินโครงการใน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดน่าน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ได้มีการดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและสังคมไทย ที่เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ซึ่งในส่วนของการต่อยอดขยายผลการดำเนินโครงการของบริษัทฯ หรือความร่วมมือระหว่างกันในการดำเนินงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในระยะต่อไป กระทรวงมหาดไทยในฐานะส่วนราชการที่มีองคาพยพและภาคีเครือข่ายในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมร่วมสนับสนุนตามอำนาจหน้าที่เพื่อขับเคลื่อนโครงการที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ และพร้อมสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อนำมาร่วมกันวิเคราะห์ วางแผน ที่จะเป็นการสนับสนุนการทำงานระหว่างกัน โดยมีกรมการพัฒนาชุมชนและกรมการปกครอง เป็นกลไกหลักในระดับพื้นที่ ทั้งมิติที่เป็นอุปสรรคและโอกาสสำหรับการพัฒนาตั้งแต่ระดับครัวเรือน ชุมชน หมู่บ้าน และตำบล ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์ในการร่วมกันดำเนินงานในระยะต่อไป นอกจากนี้ การส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาให้ความสำคัญกับการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็ถือเป็นประเด็นท้าทายที่สำคัญ โดยเฉพาะการลดการเผาไร่นา สวนอ้อยหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว

ทั้งนี้ การส่งเสริมไถกลบตอซังข้าวและการอัดฟางก้อน ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและเป็นการดำเนินกิจกรรมที่สามารถช่วยกระตุ้นให้เกิดการลดการเผาได้ในหลายพื้นที่ แต่ก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่มีเกษตรกรที่ยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว โดยทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันในการมุ่งเน้นมิติของการทำเกษตรที่ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทยและโลกใบเดียวนี้ นายสุทธิพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

40ปีไทย-ญี่ปุ่นฝึกผู้นำเยาวชนเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711418

40ปีไทย-ญี่ปุ่นฝึกผู้นำเยาวชนเกษตร

40ปีไทย-ญี่ปุ่นฝึกผู้นำเยาวชนเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างสภาแลกเปลี่ยนการเกษตรแห่งประเทศญี่ปุ่น กับกระทรวงเกษตรฯ ว่าด้วยโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในญี่ปุ่น โดยมีนายเรียวจิ ซากาโมโตะ (Mr. RYOJI SAKAMOTO, Executive Director of JAEC) ผู้แทนสภาแลกเปลี่ยนการเกษตรแห่งประเทศญี่ปุ่น ร่วมลงนาม พร้อมด้วยนายเรียวซุเกะ โอกาวะ (Mr. RYOSUKE OGAWA, Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries หรือ MAFF) ปลัดกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงญี่ปุ่น น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน ที่ โรงแรมรามาการ์เด้น กทม.ว่าความร่วมมือด้านการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่น ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2526 จึงถือว่าเป็นความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่น อย่างยาวนานกว่า 40 ปี และมีผู้ผ่านการฝึกงานมาแล้วกว่า 662 คน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่น เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนเกษตรของไทยได้ไปเรียนรู้ในลักษณะการฝึกงานในฟาร์ม (On the Job Training)กับครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่นเป็นระยะเวลา 11 เดือน ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ด้านการทำการเกษตรในมิติต่างๆ อาทิ การจัดการฟาร์ม การบริหารจัดการธุรกิจเกษตร การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี การทำการตลาด และการปรับใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตรอย่างเหมาะสม ตลอดจนการส่งเสริมความเข้าใจอันดี และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างเกษตรกรญี่ปุ่นกับเยาวชนเกษตรไทย เพื่อนำมาประยุกต์และพัฒนาการดำเนินอาชีพเกษตรกรของตนในอนาคต รวมทั้งการเป็น Young Smart Farmer ในการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการปฏิบัติใหม่ๆ ที่ถูกต้องให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ อย่างกว้างขวางในลักษณะภาคีเครือข่าย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทยโดยรวม

‘เฉลิมชัย’ยกระดับศพก. รับข้อเสนอแปลงใหญ่ทำทันที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711419

‘เฉลิมชัย’ยกระดับศพก.  รับข้อเสนอแปลงใหญ่ทำทันที

‘เฉลิมชัย’ยกระดับศพก. รับข้อเสนอแปลงใหญ่ทำทันที

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้คณะกรรมการเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ระดับประเทศ และคณะกรรมการเครือข่ายแปลงใหญ่ ระดับประเทศ เข้าพบ เพื่อรับมอบนโยบายภาคการเกษตร ซึ่งในส่วนของคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. มีแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานในปี 2566 ได้แก่ 1.การพัฒนาศักยภาพของ ศพก.และศูนย์เครือข่าย 2. การพัฒนาเกษตรกร 3.สนับสนุนการให้บริการของ ศพก.และเครือข่าย โดยจะมีการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) และการประกวด ศพก. ดีเด่น 4.การบริหารจัดการเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงาน โดยให้มีการประชุมคณะทำงานและคณะกรรมการเครือข่าย ศพก.ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ศพก.และประชุมคณะกรรมการเครื่อข่าย ศพก.และแปลงใหญ่ทุกระดับ อีกทั้งพัฒนาประธาน ศพก. เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ผู้ประกอบการด้านเกษตร และส่งเสริมการพัฒนาแปลงต้นแบบ ศพก. ด้านเศรษฐกิจพอเพียง และ 5. ติดตามและรายงานผล นอกจากนี้ยังมีแนวทางในการจัดตั้งกองทุน ศพก.และให้ ศพก.เป็นสถานอบรมอาชีพแก่เกษตรกรด้วย

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนแปลงใหญ่ของคณะกรรมการเครือข่ายแปลงใหญ่ระดับประเทศ ปี 2566-2569 ได้แก่ 1.การพัฒนาแปลงใหญ่ให้มีความมั่นคงยั่งยืน 2.ต้องมีตลาดกลางหรือตลาดซื้อขายล่วงหน้าสำหรับจำหน่ายสินค้าแปลงใหญ่ 3.แปลงใหญ่ต้องผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานปลอดภัยและตรงตามความต้องการของตลาด 4.พัฒนาแปลงใหญ่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร 5.ต้องมีการวางแผนการผลิตและมีข้อมูลการผลิตในแต่ละปี 6.มีการทำงานแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐภาค ภาคเอกชน และเกษตรกร 7.มีการเชื่อมโยง ศพก.และแปลงใหญ่กับ Young Smart Farmer (YSF) เพื่อให้เกิดทายาทภาคการเกษตร และ 8.ต่อยอดยกระดับแปลงใหญ่

“ขอขอบคุณคณะกรรมการทั้ง 2 กลุ่ม ที่เสียสละเวลามาร่วมพูดคุย และมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อน ศพก. และแปลงใหญ่ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ โดยข้อเสนอทุกข้อจะขอรับไว้ เพราะเป็นแนวทางที่ตั้งใจให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี การดำเนินงานในยุคนี้จะต้องปรับเปลี่ยนการทำงาน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร มุ่งเน้นการพัฒนาคนและสร้างพื้นฐานให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง โดยจะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการผลิตสินค้าให้ตรงความต้องการของตลาดจะนำไปสู่การลดต้นทุน การเพิ่มผลผลิต และการควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานระดับสากลซึ่งหากจะทำให้ประเทศเข้มแข็งได้ ต้องทำให้คนส่วนใหญ่ในประเทศเข้มแข็งก่อน ซึ่งก็คือเกษตรกร จึงขอให้ความมั่นใจว่าเกษตรกรจะต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิมอย่างแน่นอน” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

รองฯกรมข้าวรุดเยี่ยม ศูนย์ฯบ้านน้ำสาดเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711417

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนพี่น้องเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยมีนายสิทธิชัย ม่วงงาม ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครสวรรค์ พร้อมด้วยพี่น้องเกษตรกรให้การต้อนรับ ที่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านน้ำสาดเหนือ ต.ธารทหาร อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ สำหรับศูนย์ข้าวชุมชนบ้านน้ำสาดเหนือ มีสมาชิกกลุ่ม 35 ราย มีพื้นที่ทำนากว่า 4,000 ไร่โดยเป็นกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ ให้แก่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครสวรรค์ มีการพัฒนาโดยการนำเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ในกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพทางด้านประสิทธิภาพของกลุ่มในการลดต้นทุนการผลิตเมล็ดพันธุ์ แก้ปัญหาแรงงานขาดแคลนและมีราคาแพง ทำให้แผนการปลูกข้าวเป็นไปตามเป้าหมายมาตลอด

ในการนี้ รองอธิบดีกรมการข้าว ได้เยี่ยมชมเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมถึงพื้นที่การทำนา ตลอดจนรับฟังผลการดำเนินงาน ปัญหา/อุปสรรค พร้อมให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ แก่พี่น้องเกษตรในการบริหารจัดการดำเนินงานของศูนย์ข้าวชุมชนฯ ให้สำเร็จตามเป้าหมายได้อย่างลุล่วงต่อไป

‘ประภัตร’ร่วมมือ ภาคเอกชนจากจีน ส่งออกผลไม้ไทย ฝ่าพ้นช่วงวิกฤต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711414

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยานลงนามความร่วมมือในการส่งออกผลไม้ ระหว่างบริษัท ควีนโฟรเซ่นฟรุต จำกัด กับ Tsinghua Uniresource Company จากประเทศจีน ที่กระทรวงเกษตรฯโดยนายประภัตร กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทย และประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปยังประเทศจีน ทางกระทรวงเกษตรฯ จึงเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผลไม้ของประเทศไทยพอถึงฤดูกาลอาจจะทำให้ราคาตกต่ำลงและสร้างความเดือดร้อนกังวลใจให้แก่พี่น้องเกษตรกร ก็มีความยินดีที่จะทำให้เกษตรกรได้เกิดความมั่นใจว่าจะมีตลาดในการส่งออกผลไม้ เพราะจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ
โควิด-19 ทำให้เกิดวิกฤตและมีความยากลำบากในการส่งออกสินค้าทางการเกษตร ซึ่งทางรัฐบาลไทยได้ช่วยเหลือสร้างความมั่นใจให้ทั้งพี่น้องเกษตรกรและประเทศจีน อย่างเต็มที่ ว่าสามารถส่งได้ในทันที และจะให้ราคาที่ดีเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้ได้มากที่สุด อนาคตหวังว่าจะสามารถส่งผลไม้ หรือสินค้าประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหมาก ชมพู่ มะพร้าว น้ำหอม และอาหารทะเล ไปยังประเทศจีน โดยในปี 2566 ประเทศจีน จะรับซื้อทุเรียนประมาณ 2,000-3,000 ตู้คอนเทนเนอร์ (1 ตู้คอนเทนเนอร์เฉลี่ยประมาณ 18 ตัน) และต้องขอบคุณบริษัท ไทย อะกรีคัลเจอร์ จำกัด ที่ทำให้เกิดสัญญาซื้อขายนี้ขึ้น” นายประภัตร กล่าว

‘เฉลิมชัย’ดันแปลงใหญ่ผัก จังหวัดพังงามุ่งสู่ครัวอันดามัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711159

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ผัก จ.พังงา ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หมู่ 9 ต.โคกกลอยอ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้สำนักงานเกษตร จ.พังงา ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่จัดตั้งกลุ่มแปลงใหญ่ผักขึ้น ขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับเกษตรกรรุ่นใหม่ ดำเนินการจัดตั้งกลุ่มแปลงใหญ่ผัก เริ่มต้นในพื้นที่ 4 อำเภอต้นแบบ ได้แก่ อ.เมือง อ.ทับปุด อ.ตะกั่วป่า และ อ.ท้ายเหมือง ก่อนขยายผลสู่ อ.ตะกั่วทุ่ง

ปัจจุบันแปลงใหญ่ผัก จ.พังงา มีเกษตรกรเข้าร่วมแล้ว 5 กลุ่ม มีสมาชิกรวม 169 ราย พื้นที่รวม 131 ไร่ 3 งาน ชนิดพืชหลักที่ปลูก เช่น ผักสลัด ผักกูด ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว มะเขือ มะนาว บวบ กวางตุ้ง เป็นต้น ผ่านความเห็นชอบให้ตั้งเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ผัก ประจำปีงบประมาณ 2566 จากคณะกรรมการขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรระดับจังหวัด (SCP) ประกอบด้วย กลุ่มแปลงใหญ่ผัก อ.เมือง มีสมาชิก 33 ราย 37 ไร่ กลุ่มแปลงใหญ่ผัก อ.ทับปุด มีสมาชิก 35 ราย 40 ไร่ กลุ่มแปลงใหญ่ผัก อ.ตะกั่วป่า มีสมาชิก 30 ราย 32 ไร่ กลุ่มแปลงใหญ่ผัก อ.ท้ายเหมือง มีสมาชิก 43 ราย 14 ไร่ และ กลุ่มแปลงใหญ่ผัก อ.ตะกั่วทุ่ง มีสมาชิก 30 ราย 10 ไร่

ทั้งนี้ จ.พังงา มีกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 61 แปลง แบ่งเป็นด้านพืช 54 แปลงปศุสัตว์ 6 แปลง และด้านประมง 1 แปลงโดยทุกแปลงยังคงดำเนินการตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของโครงการ คือเกษตรกรมีการรวมกลุ่มและบริหารจัดการร่วมกัน ทำให้เกิดการรวมกันผลิตและรวมกันจำหน่ายโดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน และเกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต มีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน โดยมุ่งสู่การเป็นครัวอันดามัน

สำหรับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.ตะกั่วทุ่ง เป็นหนึ่งในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรหลักทั้ง 8 แห่งของ จ.พังงา ตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชน สำหรับแก้ปัญหาด้านการเกษตร ตอบสนองความต้องการด้านการเกษตรของชุมชน ถือเป็นศูนย์ที่มีจุดเด่นในเรื่องการจัดการฟาร์มด้วยระบบอัจฉริยะ สามารถให้เกษตรกรมาเรียนรู้และฝึกปฏิบัติได้โดยสินค้าทางการเกษตรของ ศพก.ตะกั่วทุ่ง ได้รับเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร หรือเครื่องหมายรับรอง “Q” จากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรฯ ที่แสดงถึงความมีคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า

เกษตรฯร่วมหารือ สำรวจ-แก้ปัญหา โรคใบด่างในมันฯ จัดการ5ประเด็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711154

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือแนวทางการสำรวจโรคใบด่างมันสำปะหลังโดยมีประเด็นสำคัญ คือ 1.สถานการณ์การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในพื้นที่ 15 จังหวัด รวม 80,528 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 0.952 ของพื้นที่เพาะปลูก โดยขอให้มีการทบทวนข้อมูลพื้นที่ระบาดในจังหวัดที่มีการระบาดสูงสุด ได้แก่ จ.นครราชสีมา และกาญจนบุรี 2.แนวทางการสำรวจโรคใบด่างมันสำปะหลัง จากการหารือ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวบรวมข้อมูลพื้นที่ระบาด ผ่านระบบรายงาน report-ppsf.doae.go.th รวบรวม วิเคราะห์ สรุป และรายงานสถานการณ์ให้ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ทราบ

3.ข้อเสนอแนะการจัดการแปลงปลูกมันสำปะหลัง แบ่งเป็น 3 ระดับ 3.1 กรณีพื้นที่ไม่พบการระบาด (พื้นที่สีเขียว) : ตรวจแปลงสม่ำเสมอ ไม่นำต้นพันธุ์จากพื้นที่อื่นมาปลูก กำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบเพื่อเป็นแหล่งผลิตต้นพันธุ์สะอาด 3.2 กรณีพบการระบาดน้อย (พื้นที่สีเหลือง) :ตรวจแปลงสม่ำเสมอ เพื่อพบต้นเป็นโรคให้ถอนทำลาย เพื่อควบคุมการระบาดให้อยู่ในระดับต่ำ ห้ามนำต้นพันธุ์ไปปลูกที่อื่น แต่สามารถคัดเลือกต้นที่ไม่เป็นโรคมาปลูกในพื้นที่เดิมได้ หากหาต้นพันธุ์สะอาดจากแหล่งอื่นไม่ได้ และ 3.3 กรณีพบการระบาดของโรคมาก (พื้นที่สีแดง) :ให้ตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรคโดยกำจัดต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคในแปลงให้สิ้นซาก และพักแปลงปลูก 2-3 เดือน ที่สำคัญห้ามเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ออกนอกพื้นที่