รู้จัก..น้อยไป สุชาติ เดือด เดินชนไหล่นักข่าว ปมถูกซักสินบนกรมคพ.

รู้จัก..น้อยไป สุชาติ เดือด เดินชนไหล่นักข่าว ปมถูกซักสินบนกรมคพ.

รู้จัก..น้อยไป สุชาติ เดือด เดินชนไหล่นักข่าว ปมถูกซักสินบนกรมคพ.

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

“สุชาติ” ยั้ว เดินชนไหล่นักข่าว บอก “มึงรู้จักกูน้อยไป” หลังถูกจี้ถามเหตุไม่ตั้งคกก.ตรวจสอบกรมควบคุมมลพิษ เผยเป็นหน่วยงานวิชาการ ไม่มีหน้าที่อนุญาต บอก ต่อสายประธานหอการค้าฯ เอง ให้เอาหลักฐานมา   

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 19 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ โดยคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน ระบุกรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานที่มี มูลค่าสินบนเฉลี่ยต่อครั้งสูงสุด อันดับ 1 อยู่ที่ 102,160 บาทว่า ต้องเข้าใจว่า การทำโพลหรือการวิจารณ์สามารถทำได้หมด แต่ถ้าทำโพลแล้วมีผลกระทบ ทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือเสียขวัญกำลังใจ โดยที่ไม่มีข้อมูล หลักฐาน ถามว่า จ่ายเพื่ออะไร และทุจริตแล้วได้อะไร คุณต้องการอะไรจากเขา สำหรับตนในฐานะหัวหน้าครอบครัวก็ต้องปกป้อง ตนมีหน่วยงานที่ต้องควบคุมทั้งหมด 9 กรม เหมือนมีลูก 9 คน เราเลี้ยงลูกมาทำไมเราจะไม่รู้ว่า ลูกเราคนไหนเป็นอย่างไร การจะตีลูกเราต้องมีหลักฐาน ถ้าจะมาฟ้องลูกเราก็ต้องมีหลักฐานว่า ลูกเราเกเรอย่างไร ถึงจะตีหรือลงโทษลูกเราได้ หรือถ้ามีการดำเนินคดีทางกฎหมายก็ต้องลงโทษตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นกับกรมควบคุมมลพิษหลังจากเป็นข่าววันแรก ตนได้ให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษเป็นผู้ชี้แจง

สุชาติ ชมกลิ่น

“ผมในฐานะหัวหน้าครอบครัว วันนี้ได้มอบให้พี่สาวคนโตคือ ปลัดกระทรวง ซึ่งเป็นผู้ปกครอง ไปบริหารจัดการให้สังคมเคลียร์และกระจ่าง โดยประสานกับทาง กกร. ให้นำข้อมูลมาชี้แจงกับทางปลัดกระทรวง ทส. ตอนนี้ถือเป็นหน้าที่ปลัดกระทรวง เพราะเป็นผู้ปกครอง เป็นหัวหน้าราชการ นิสัยผม สไตล์ผมก็คือ ไม่ใช่ว่า ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ แต่ผมกำลังบอกว่า โพลที่ออกมาชี้ว่า คนนั้นทุจริต คนนี้ทุจริต แต่ถ้าโพลชี้นำว่า ครอบครัวของสื่อมวลชนหรือของใครเป็นครอบครัวที่ดี แย่ สื่อมวลชนจะรับได้หรือไม่ ไม่มีใครรับได้หรอก ต้องเอาหลักฐานมาดู นี่คือ สิ่งที่ผมจะยอมรับในความเป็นลูกผู้ชายของเรา ถ้าผิดก็ต้องลงโทษ แต่ถ้ามีคนมาบอกว่าลูกเราเป็นคนไม่ดี เกเร แล้วเราไปตีลูกเราเลย ลูกเราจะไม่เตลิดเปิดเปิงหรอ ต้องสอบสวนหาข้อเท็จจริง ต้องออกมาปกป้องลูกของเรา เราอยู่กับลูกทุกวัน มันไม่ใช่นิสัยอย่างนั้น เรารู้ว่า ลูกเราเป็นอย่างไร” นายสุชาติ กล่าว

นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่เคยให้ท้ายข้าราชการที่ไม่ดี สังเกตได้ว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตั้งกรรมการสอบ ให้ออกไม่รู้กี่คน ตั้งแต่ตนมาอยู่เพียงไม่กี่เดือน เอาออกหมดไม่ว่าใครทำผิด ใครที่ทำให้ทรัพยากรเสียหาย ร่วมมือกับนายทุน ตนเอาออกหมด ส่วนกรณีนายกฯตั้งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯเป็นคณะทำงานประสานทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ต้องบอกว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่บั่นทอนจิตใจของคนทำงาน

สุชาติ ชมกลิ่น

ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องฟ้องเพื่อเรียกหลักฐานมาดู นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่ได้บอกว่า ฟ้อง แต่อธิบดีได้บอกแล้วว่า ได้ทำหนังสือเปิดผนึกไปขอหลักฐานที่ว่า มีการจ่ายเงินเพื่อต้องการอะไรจากกรมควบคุมมลพิษ เพราะกรมไม่ได้มีหน้าที่ออกใบอนุญาต เนื่องจากเป็นกรมวิชาการ ไม่ได้มีหน้าที่ออกใบอนุญาต  หรือให้คุณ ให้โทษที่จะให้เปิดโรงงานได้ มันไม่มี เมื่อถามว่า พอมีข่าวนี้ออกมา ควรจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงที่จะตรวจสอบก่อนหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า มันเป็นเรื่องการเมือง กลายเป็นว่า มีนักการเมืองบางกลุ่มหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นประเด็นและขยายความว่า เราไม่ยอมรับ ซึ่งมันไม่ใช่ ต้องแยกประเด็นก่อน สมมุติมีโพลๆ หนึ่งทำโพลว่า สส.พรรคใดที่มีคดีเยอะที่สุด แล้วถ้าผลออกมาว่า เป็นพรรคของคุณ คุณยอมรับหรือไม่ คุณก็ไม่ยอมรับ เพราะโพลไม่สามารถชี้ได้ว่า เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะมันเป็นการถามและให้ขีดคำตอบ มันเป็นกูเกิล  เมื่อถามย้ำว่า ในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงควรมีการตรวจสอบก่อนหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า แน่นอน แต่อันดับแรกตนได้ให้อธิบดีชี้แจงแล้ว ทุกกรมต้องออกมาปกป้องศักดิ์ศรี เมื่อวันหนึ่งลูกบอกว่า แม่เขาไม่ได้ทำ เราเลี้ยงลูกก็รู้ว่าลูกเราเป็นอย่างไร เราปกป้องลูกเราก่อน ถ้าปกป้องเสร็จก็ต้องบอกคนที่ว่า ลูกเราให้เอาหลักฐานมาหน่อย เดี๋ยวเราจะตีลูกเราเอง

เมื่อถามอีกว่า ทำไมไม่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบก่อน ทำไมถึงออกมาพูดว่า ไม่ยอมรับโพลดังกล่าว นายสุชาติ กล่าวว่า ตนให้ปลัดกระทรวง ทส.ชี้แจงแล้ว เราเลี้ยงลูกมา 9 คน ตนรู้ว่า ลูกเรานิสัยอย่างไร ถ้าลูกคุณนิสัยอย่างนี้ เมื่อรู้คุณก็ต้องตั้งกรรมการสอบ แต่คุณรู้ว่า ลูกคุณไม่มีอำนาจอะไรเลย แล้วมาว่า ลูกคุณว่า ขี้ขโมย คุณจะตีลูกคุณเลยหรือไม่ ผู้สื่อข่าวจึงย้อนว่า มันคนละอย่างกัน รัฐมนตรีจะเอามาเปรียบเทียบอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของการทำงาน นายสุชาติ ตอบว่า ถ้าคุณเป็นหัวหน้าหน่วย มีคนมาว่า ลูกน้องคุณ คุณต้องปกป้องลูกน้องคุณก่อน ผู้สื่อข่าวรายเดิมจึงบอกว่า อย่างนั้นไม่ได้ ถ้าทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว และบอกว่า ปกป้องลูกน้องก่อน แสดงว่า ไม่ใช่นักบริหารแล้ว มันต้องตรวจสอบ นายสุชาติ จึงตอบว่า ตอนนี้ปลัดกระทรวงตรวจสอบแล้ว ผู้สื่อข่าวจึงระบุว่า ปัญหาคือ ท่าทีของรัฐมนตรี ที่ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับโพลเลย มันเหมือนกับว่า รัฐมนตรีไม่ยอมรับกระบวนการตรวจสอบ นายสุชาติ กล่าวว่า ถ้าเรารู้ว่า หน่วยงานเราเป็นหน่วยงานวิชาการ ซึ่งหน่วยงานวิชาการมันจะให้คุณให้โทษกับใครได้ การชี้แจงมันหมายความว่า เราทำผิดหรือ  

สุชาติ ชมกลิ่น

ผู้สื่อข่าวรายเดิมถามอีกว่า สิ่งที่รัฐมนตรีพูดเหมือนว่า ไม่เห็นด้วยกับ กกร. นายสุชาติ จึงย้อนถามว่า แล้วคุณจะแนะนำอย่างไร ผู้สื่อข่าวจึงระบุว่า ไม่ได้แนะนำ เพียงแต่บอกว่า เรื่องนี้ควรมีการตรวจสอบก่อน แต่ถ้ามีข่าวปุ๊บแล้วรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยเลย มันจะเป็นปัญหาว่า เราไม่ยอมรับกระบวนการ นายสุชาติ ตอบว่า ตนก็ให้อธิบดีชี้แจงก่อน ให้คนออกมาชี้แจงทั้งหมดก่อน ตนมาพูดหลังจากที่กรมชี้แจงไปแล้ว ที่ไม่ออกมาชี้แจงก่อนเพราะตนไม่รู้อำนาจหน้าที่ทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายเดิมยังถามย้ำว่า แต่การชี้แจงมันไม่ใช่การตรวจสอบ มันเหมือนเป็นการออกมาพูดเฉยๆ นายสุชาติ กล่าวว่า การตรวจสอบก็ต้องให้ กกร.เอาหลักฐานออกมาว่า ที่ทำโพลมาว่า รับเงินในข้อหาได้ใบอนุญาต หรือใบอะไร ผู้สื่อข่าวจึงย้อนถามว่า สรุปว่า ท่านไม่ได้ตรวจสอบใช่หรือไม่ นายสุชาติ แสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างมาก ก่อนชี้มือไปที่ผู้สื่อข่าวที่ถามว่า “ผมถาม ผมโทรไปถามพี่พจน์ (พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย) ให้เอาหลักฐานมา ผมโทรไปเอง ถามเขาดูว่า จริงมั้ย ผมเป็นคนชัดเจน” เมื่อถามอีกว่า ที่บอกว่า ให้รายงานกับปลัดกระทรวง คือให้ตรวจสอบใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนให้ปลัดกระทรวงเรียก กกร.มาในวันนี้ ให้เอาหลักฐานเอกสารมาดู ผู้สื่อข่าวจึงระบุว่า ก็ว่ากันไปตามกระบวนการ ทำให้นายสุชาติ กล่าวย้ำว่า “ตั้งแต่วันแรกเลย ผมโทรหาพี่พจน์ ไปถามดูว่า โทรไปจริงมั้ย คนอย่างผมไม่มีถอยหรอก โทรถามเลย เอาหลักฐานมาพี่พจน์ รู้จักกันต้องรู้จักนิสัยกัน”

สุชาติ ชมกลิ่น

เมื่อถามว่า ทาง กกร.จะเอาหลักฐานไปให้ปลัดกระทรวง ทส.วันนี้ใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่รู้ ต้องคุยกับปลัดกระทรวงเอง เพราะมอบให้ปลัดกระทรวงไปแล้ว เนื่องจากเป็นหัวหน้าส่วนราชการ ที่ต้องตรวจสอบค้นหาความจริงให้ได้ ตนเป็นหัวหน้าครอบครัว ปลัดกระทรวงเป็นผู้ปกครอง หน้าที่ของปลัดกระทรวงไปว่าเอา เพราะตนไม่ได้เป็นคนตั้งข้าราชการซี 8 ซี 9 เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงและอธิบดีที่เป็นคนตั้ง ตนเป็นคนตั้งอธิบดีเสนอเข้า ครม. ตนถึงรู้นิสัยว่า อธิบดีแต่ละคนเป็นอย่างไร แต่ถ้าเป็นข้าราชการข้างล่าง ปลัดกระทรวงก็ไปจัดการ ไปค้นหามา 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังสัมภาษณ์เสร็จสิ้น สีหน้านายสุชาติแสดงออกถึงความไม่พอใจ และเดินแหวกวงสัมภาษณ์ตรงจุดที่ผู้สื่อข่าวรายที่จี้ถามหลายคำถาม โดยระหว่างนั้นมีการเดินชนไหล่กับผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวด้วย ทำให้ผู้สื่อข่าวรายนั้นถึงกับพูดว่า “เดินชนกันอย่างนี้เลยหรอ” ขณะที่นายสุชาติได้หันมาพูดว่า “มึงรู้จักกูน้อยไป” ก่อนเปลี่ยนไปขึ้นทางตึกบัญชาการ 2 (เดิมขึ้นทางตึกบัญชาการ 1)

สุชาติ ชมกลิ่น

ก่อนที่ในเวลาต่อมาเจ้าตัวจะนั่งโต๊ะเปิดใจพูดคุยกับผู้สื่อข่าวคู่กรณี แล้วพูดคุยปรับความเข้าใจกันอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง โดยหลังจากนั้นทั้งสองคนยกมือไหว้และกล่าวขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเหตุการณ์ดังกล่าว

สุชาติ ชมกลิ่น
สุชาติ ชมกลิ่น
สุชาติ ชมกลิ่น

คปท.ยื่นนายกฯ-คลัง จี้เร่งบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน

คปท.ยื่นนายกฯ-คลัง จี้เร่งบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน

คปท.ยื่นนายกฯ-คลัง จี้เร่งบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.46 น.

คปท.ยื่นนายกฯ-คลัง จี้เร่งบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป “ทักษิณ” 1.7 หมื่นล้าน ขู่ฟ้องล้มละลายหากไร้การชำระ

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.20 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และแนวร่วม ประมาณ 40 คน นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล, นายนัสเซอร์ ยีหมะ, น.ส.พวงทิพย์ บุญสนอง (ทนายมิ้นท์) และนางกรองแก้ว วัฒนกุล เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

โดยมีข้อเรียกร้องหลัก 2 ประเด็น ประกอบด้วย การขอให้เร่งรัดติดตามการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ของนายทักษิณ ชินวัตร เพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ

คณะผู้ชุมนุมระบุว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2568 (คดีทางแพ่ง) ซึ่งยกฟ้องคดีที่นายทักษิณ ชินวัตร เป็นโจทก์ฟ้องกรมสรรพากร ส่งผลให้คำสั่งเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น จำนวนกว่า 17,600 ล้านบาท มีผลผูกพันทางกฎหมาย และต้องมีการชำระคืนแก่รัฐ

อย่างไรก็ตาม เครือข่ายฯ ระบุว่า หลังศาลมีคำพิพากษาผ่านมากว่า 9 เดือน ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าในการติดตามหนี้ภาษีดังกล่าวอย่างชัดเจน และแสดงความกังวลว่า หากปล่อยให้ล่วงเลยจนถึงช่วงกลางปี 2570 ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดระยะเวลาบังคับชำระภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 อาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก

จึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแล สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการบังคับคดีโดยด่วน หากพบว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้ ให้ดำเนินการฟ้องล้มละลาย เพื่อไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และป้องกันการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ในอีกประเด็น เครือข่ายฯ ยังขอให้กรมสรรพากรเร่งดำเนินการบังคับคดีภาษีดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยระบุว่า ปัจจุบันมีการบังคับชำระภาษีได้เพียงประมาณ 50 ล้านบาทเศษ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับยอดหนี้ทั้งหมด

พร้อมย้ำให้ใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ในการเร่งรัดยึดทรัพย์และติดตามหนี้ ก่อนหมดอายุความในช่วงกลางปี 2570 และหากพบว่าทรัพย์สินไม่เพียงพอ ให้พิจารณาดำเนินการฟ้องล้มละลายโดยทันที

ต่อมาในเวลา 10.30 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้ยื่นหนังสือถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผ่านว่าที่ร้อยตรี ศรัณย์ สมานพันธ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อรับเรื่องไว้ดำเนินการตามขั้นตอน

วิปฝ่ายค้าน ประชุมนัดแรก ตั้ง 3 คณะ สางปม ป.ป.ช. ยกคำร้อง ศักดิ์สยาม-กกต. สอบคดีฮั้วสว.-เขากระโดง

วิปฝ่ายค้าน ประชุมนัดแรก ตั้ง 3 คณะ สางปม ป.ป.ช. ยกคำร้อง ศักดิ์สยาม-กกต. สอบคดีฮั้วสว.-เขากระโดง

วิปฝ่ายค้าน ประชุมนัดแรก ตั้ง 3 คณะ สางปม ป.ป.ช. ยกคำร้อง ศักดิ์สยาม-กกต. สอบคดีฮั้วสว.-เขากระโดง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.22 น.

“วิปฝ่ายค้าน”ประชุมทางการนัดแรก ตั้ง 3 คณะกรรมการ สางปม ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม- กกต.คดีฮั้ว สว.- เขากระโดง”

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมวิปฝ่ายค้านในวันนี้ว่า จะเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังมีการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โดยได้มีการลงนามตั้งวิปฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ ซึ่งแน่นอนว่าบทบาทของฝ่ายค้านมีความสำคัญอย่างยิ่งในระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าแต่ละพรรคที่มารวมกันนั้น ก่อนการเลือกตั้งอาจจะมีนโยบายหรือจุดยืนที่แตกต่างกันไป ซึ่งการมารวมกันเป็นฝ่ายค้าน แต่ละพรรคไม่ได้ตัดสินใจมารวมกัน เหมือนอย่างพรรคร่วมรัฐบาล แต่คิดว่าจะหาจุดร่วมกันในการทำตามความคาดหวังของประชาชนคือการตรวจสอบรัฐบาลและเสนอแนะแนวทางที่ดีขึ้นให้กับรัฐบาล ระบบการเมืองที่ปราศจากฝ่ายค้านคือระบบการเมืองที่อันตรายมาก จะเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถบริหารแบบปราศจากการถูกตั้งคำถามและการตรวจสอบ 

นายพริษฐ์  กล่าวว่า โดยที่ประชุมวิบฝ่ายค้านในวันนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ 3 ประเด็น ที่เห็นว่ามีความสำคัญในขณะนี้ ได้แก่ คณะกรรมการชุดที่ 1 ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา มุมหนึ่งจะทำให้คำร้องที่มีการจัดทำขึ้น แล้วเสร็จในเดือนนี้ พร้อมยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยสิ่งที่ค้นพบมาก่อนหน้านี้คือ ป.ป.ช. อาจจะไม่มีการไต่สวนเลย แต่อาศัยช่องในการบอกว่าตรวจสอบเบื้องต้นแล้วไม่พบข้อมูลที่จะดำเนินการต่อ จึงยกคำร้องไป ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้รับคำตอบจาก ป.ป.ช. ว่ามีการไต่สวนหรือไม่ และอีกประเด็นที่นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้ร้องที่ได้ร้องขอไปเกี่ยวกับการดำเนินการของ ป.ป.ช. คำชี้แจงของนายศักดิ์สยาม และความเห็นของ ป.ป.ช. ก่อนจะยกคำร้อง โดยระเบียบ ป.ป.ช. ต้องส่งให้ผู้ร้องภายใน 15 วัน ซึ่งจะครบกำหนดภายในปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งในวันนี้วิปฝ่ายค้านจะออกหนังสือเชิญ ป.ป.ช. มาชี้แจงถึงกระบวนการขั้นตอนการทำงาน ที่จะทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงและเพื่อให้คำร้องที่กำลังจัดทำอยู่มีความสมบูรณ์มากขึ้น

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า คณะกรรมการชุดที่ 2 ตรวจสอบกรณีการทุจริตในการเลือก สว. หรือคดีฮั้วเลือก สว. วันนี้มีภาคประชาชนเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งคิดว่าความเร่งด่วนที่สุดของคดีนี้คือการจับตาท่าทีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่คาดว่าต้องมีมติภายใน 1 เดือนข้างหน้า ว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่ หลังจากคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. มีมติว่าควรจะส่งเรื่องต่อไปยังศาล แต่ต่อมาทราบว่า กกต. ตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งมีมติว่าควรจะยกคำร้องทั้งหมด โดยพรรคฝ่ายค้านเห็นว่าจากหลักฐานข้อเท็จจริง ทั้งที่ปรากฏต่อสาธารณะและอยู่ในสำนวนเพียงพอที่ กกต. จะส่งเรื่องต่อศาล ซึ่งหากย้อนไป 1-2 ปีที่ผ่านมา มีเพียงข้อความทางแอปพลิเคชั่น Line กกต. ยังมีมติส่งเรื่องไปยังศาลเลย ดังนั้น ในกรณีนี้ที่มีหลักฐานชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการลงคะแนนเลือก สว. เส้นทางการเงิน หลักฐานการนัดหมาย กกต. ควรจะส่งเรื่องไปยังศาล และคณะกรรมการชุดที่ 3 ตรวจสอบคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านต้องตรวจสอบอย่างแน่นอน แต่ว่าจะใช้กลไกอะไรบ้างนั้น จะต้องให้แต่ละพรรคหารือกัน

สุริยะ เผย สตง. ติงจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรกร ไม่เข้าข่ายใช้งบกลางได้ ต้องถอนทบทวนใหม่

สุริยะ เผย สตง. ติงจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรกร ไม่เข้าข่ายใช้งบกลางได้ ต้องถอนทบทวนใหม่

สุริยะ เผย สตง. ติงจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรกร ไม่เข้าข่ายใช้งบกลางได้ ต้องถอนทบทวนใหม่

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.21 น.

“สุริยะ”เผย สตง. ติงจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรกร ไม่เข้าข่ายใช้งบกลางได้ ต้องถอนทบทวนใหม่

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าจัดซื้อปุ๋ยชีวภาพ – ชีวภัณฑ์ และปุ๋ยอินทรีย์แทนที่ ที่เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ของบกลางจำนวน 6,500 ล้านบาทในวันนี้ ว่า เรื่องนี้ เมื่อวานสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ได้ทำเรื่องถึงปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า โครงการนี้อาจจะไม่เข้าข่ายเรื่องความเร่งด่วนเป็นพิเศษ ที่ต้องใช้งบกลาง ดังนั้น เพื่อความรอบคอบ จึงทำเรื่องขอถอนจาก ครม. ไปดูให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นจะดู ว่า ควรจะพิจารณาอย่างไรต่อไป

ทั้งนี้หากใช้งบกลางไม่ได้ จะใช้งบจากส่วนอื่น หรือ เปลี่ยนเป็นโครงการอื่น เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรได้หรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า ขอเอาข้อสังเกตของ สตง. ไปดูให้รอบคอบก่อน แล้วค่อยดู ว่า มีช่องทางไหนที่จะดำเนินการต่อไปได้

อรรถกร ชี้ต้องเริ่มนับหนึ่งแก้รธน.ใหม่ สวนทางผลประชามติ

อรรถกร ชี้ต้องเริ่มนับหนึ่งแก้รธน.ใหม่ สวนทางผลประชามติ

อรรถกร ชี้ต้องเริ่มนับหนึ่งแก้รธน.ใหม่ สวนทางผลประชามติ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.20 น.

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.พรรคกล้าธรรม กล่าวถึงท่าทีของพรรคกล้าธรรมในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า เป็นเรื่องน่าเสียดายที่รัฐสภาไม่ได้พิจารณารับรองร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกว่า 20 ฉบับ จึงเริ่มใหม่ทั้งหมด ซึ่งค่อนข้างที่จะย้อนแย้งกับผลประชามติที่ออกมา ซึ่งพรรคจะประชุมสส.พรรค เพื่อเปิดโอกาสให้กับสมาชิกพรรคพูดคุยในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่ามีแนวทางอย่างไร หรือจะยื่นร่างของพรรคเองหรือไม่ ถ้าร่างไหนไม่เป็นอันตรายต่อการปกครองซึ่งต้องครอบคลุมเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และเสริมสร้างประชาธิปไตย หากเราไม่ยื่นเองก็จะสนับสนุนร่างนั้น เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำโดยพรรคใดพรรคหนึ่งได้ ต้องอาศัยเสียงของสมาชิกรัฐสภาและกว่าจะผ่านแต่ละครั้งได้ ต้องใช้เวลามาก จึงควรเลือกฉบับที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์ที่สุดต่อ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เมื่อถามว่า ร่างรัฐธรรมนูญในแบบของพรรคกล้าธรรมจะต้องปรับปรุงจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ในเรื่องใด หรือเพิ่มเติมเรื่องใดบ้าง นายอรรถกร กล่าวว่า จะเน้นเรื่องการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน และอะไรที่เป็นจุดอ่อน หรือที่ประชาชนไม่ชอบ ก็จะพิจารณาเรื่องนั้นในลำดับต้นๆ และยืนยันว่าจะไม่แตะหมวดที่มีความสำคัญ  ส่วนประเด็นบัตรเลือกตั้ง ตนได้คุยกับนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้ให้ข้อเสนอ เรื่องรายละเอียดของบัตรเลือกตั้ง ซึ่งทุกวันนี้ไม่ได้อำนวยความสะดวกให้กับคนไทยที่จะมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ จึงจะทำให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้น

นายกฯ ประธานประชุม ครม. ก่อนนำแถลงโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส บรรเทาภาระค่าครองชีพ

นายกฯ ประธานประชุม ครม. ก่อนนำแถลงโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส บรรเทาภาระค่าครองชีพ

นายกฯ ประธานประชุม ครม. ก่อนนำแถลงโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส บรรเทาภาระค่าครองชีพ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.10 น.

นายกฯ ประธานประชุมครม. ก่อนนำแถลงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส บรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก ฝ่าวิกฤตพลังงานไปด้วยกัน” 

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำสัปดาห์ ก่อนที่เวลา 12.00 น. นายกฯ จะเป็นประธานการแถลงข่าว โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส บรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก ฝ่าวิกฤตพลังงานไปด้วยกัน” พร้อมด้วย 
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ ครม.แจ้งลาการประชุม 3 คน ได้แก่ 1.นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข 2.นายนิกร โสมกลาง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 3.นายสรรเพรช บุญญามณี รมช.คมนาคม 

ศุภมาส แจงยิบ! เตรียมพับแผนซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายฟุตบอลโลก เหตุราคาสูง-ไม่มีเอกชนเป็นสปอนเซอร์

ศุภมาส แจงยิบ! เตรียมพับแผนซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายฟุตบอลโลก เหตุราคาสูง-ไม่มีเอกชนเป็นสปอนเซอร์

ศุภมาส แจงยิบ! เตรียมพับแผนซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายฟุตบอลโลก เหตุราคาสูง-ไม่มีเอกชนเป็นสปอนเซอร์

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.54 น.

‘ศุภมาส’ แจ้งเหตุเตรียมพับแผนซื้อลิขสิทธิ์ถ่าย‘ฟุตบอลโลก’เหตุราคาสูงอธิบายปชช.ไม่ได้-ไม่มีเอกชนเป็นสปอนเซอร์ ลั่นราคาต้องยุติธรรมเพราะต้องเก็บสตางค์ไว้ทำอย่างอื่น

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.38 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี  รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลเตรียมถอยเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ว่า นายกฯ มีความปรารถนาดี อยากให้คนไทยมีความสุขในการชมฟุตบอลโลก ซึ่งสัปดาห์ที่แล้วคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติให้กรมประชาสัมพันธ์ ไปคุยกับภาครัฐ ภาคเอกชน และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อให้การสนับสนุนและหลังจากที่ไปพูดคุยมาแล้วได้พบว่า สถานการณ์ไม่เหมือนเดิม ทั้งสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง  เวลาการถ่ายทอดก็ไม่เหมือนเดิม อยู่ช่วงเวลา 03.00 เวลา 05.00 น. และเวลา 09.00 น. โอกาสที่ร้านอาหารจะขายของได้ ก็ไม่มีในช่วงเวลานั้น และการขายโฆษณาก็ยากไม่เหมือนเมื่อก่อน ขณะที่ราคาค่าลิขสิทธิ์ที่เสนอมา ตนไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขได้ตามกติกาฟีฟ่า แต่เป็นราคาที่ถ้าเราซื้อมาจะอธิบายกับประชาชนไม่ได้ ประเทศไทยมีคน 70 ล้านคน  แต่บางประเทศมีเป็นพันล้านคน เยอะกว่าเราหลายเท่า แต่ค่าลิขสิทธิ์สามารถซื้อได้ถูกกว่าเรา รัฐบาลจึงเล็งเห็นปัญหา ในช่วงนี้ที่คนไทยต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง ตัวเลขที่เสนอมาจึงถือว่าค่อนข้างสูง และไม่มีเอกชนเป็นสปอนเซอร์เหมือนครั้งที่แล้ว เมื่อครั้งที่แล้วเรามีเงินจากกสทช.หนึ่งก้อน และเอกชนอีกหนึ่งก้อน

“ราคาต้องยุติธรรม สามารถตอบคนไทยได้ เพราะถ้าหากราคาไม่ยุติธรรม เราคงต้องเก็บสตางค์ไว้ทำอย่างอื่น”น.ส.ศุภมาส กล่าว

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ทั้งนี้ ตนในฐานะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ จะเข้าไปขอความเห็นในที่ประชุมครม. ว่าเรามีแนวคิดจะดำเนินการอย่างไรต่อ ซึ่งช่องทางที่คนไทยจะสามารถดูได้ตนกำลังเช็คกับทางฟีฟ่าอยู่ ซึ่งคาดว่าฟีฟ่าอาจจะมีช่องทางให้ดูได้โดยมีการเสียค่าใช้จ่าย หรืออาจจะถ่ายทอดให้ดู 10 นาทีแรกในบางแมตช์ ซึ่งเรื่องนี้เป็นแนวคิดที่ยังพูดคุยกันอยู่ 

เมื่อถามว่าจะสามารถสรุปได้เลยหรือไม่ว่าประชาชนจะไม่ได้ดูฟุตบอลโลก เพื่อจะได้ไม่ต้องคาดหวัง น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ต้องรอดูว่ามีเอกชนรายไหนหรือไม่ที่จะเห็นโอกาสทางธุรกิจนี้ เพราะยังพอมีเวลาอยู่

เมื่อถามย้ำว่าจะถือว่าพับโครงการนี้เลยใช่หรือไม่ น.ส.ศุภมาส กล่าว ความจริงแล้วรัฐก็อยากสนับสนุน ทั้งเรื่องของเยาวชนในการปลูกฝัง แต่ช่องทางที่จะสนับสนุนเรื่องฟุตบอลให้กับเยาวชนหรือแม้แต่คนที่โตแล้ว มันมีหลายช่องทาง และการลงทุน ณ เวลานี้ถือว่ายังไม่คุ้มค่าพอต้องดูเป็นเคสไป

ถือว่าดีกว่าคาด เอกนิติ ปลื้มตัวเลขจีดีพีโต 2.8% เร่งอัดงบรับมือ วิกฤตปากท้อง

ถือว่าดีกว่าคาด เอกนิติ ปลื้มตัวเลขจีดีพีโต 2.8% เร่งอัดงบรับมือ วิกฤตปากท้อง

ถือว่าดีกว่าคาด เอกนิติ ปลื้มตัวเลขจีดีพีโต 2.8% เร่งอัดงบรับมือ วิกฤตปากท้อง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.41 น.

จากกรณีที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 เมื่อวานนี้ (18 พ.ค. 2569) ว่า เศรษฐกิจไทยได้ขยายตัวที่ระดับ 2.8% โดยเม็ดเงินลงทุนของภาคเอกชนที่ขยายตัวอย่างร้อนแรงถึง 10.1% นับเป็นการเติบโตในอัตราเลขสองหลักครั้งแรกในรอบ 11 ปี ผลักดันให้ภาพรวมการลงทุนทั้งประเทศทะยานขึ้นไปแตะ 9.9% อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยังคงส่งสัญญาณเฝ้าระวังมรสุมเศรษฐกิจลูกใหญ่ที่กำลังไล่หลังมา โดยเฉพาะวิกฤตค่าครองชีพที่อาจส่งผลกระทบต่อปากท้องประชาชนในระยะต่อไป

ล่าสุดวันนี้ 19 พฤษภาคม 2569 นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงตัวเลขจีดีพีดังกล่าวว่าของ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในไตรมาสที่ 1 ว่า เป็นผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแต่ให้ผลระยะยาว หรือ Quick Big Win รวมถึงการใช้ระบบช่องทางด่วนอย่าง BOI Fast Pass ที่เข้ามาทลายข้อจำกัดและเร่งรัดให้เม็ดเงินลงทุนต่าง ๆ ไหลเข้าสู่ระบบได้เร็วขึ้น จนส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody’s ปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางบวก เนื่องจากเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของการลงทุนขนาดใหญ่ที่เคยซบเซาไปนาน นอกจากนี้ภาคการส่งออกในไตรมาสแรกยังได้รับอานิสงส์จากการที่ผู้ประกอบการเร่งระบายสินค้าออกไปก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มมาตรการภาษี 301 ในช่วงปลายปีนี้

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

แฟ้มภาพ

ถึงกระนั้น รมว.คลัง ยอมรับว่าตัวเลขที่ออกมาเปรียบเสมือนภาพในกระจกหลังที่ผ่านไปแล้ว แต่สถานการณ์บนถนนข้างหน้ายังมีความผันผวนสูง เนื่องจากสถิติดังกล่าวยังไม่ได้คำนวณผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในช่วงเดือนมีนาคมเข้ามาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งในเวลานั้นรัฐบาลยังสามารถตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรเอาไว้ได้

นายเอกนิติ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า วิกฤตการณ์ในปัจจุบันไม่ได้เหมือนกับวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ระบบจีดีพีติดลบ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552 ที่ภาคส่งออกพังทลาย แต่ครั้งนี้คือ วิกฤตปากท้อง ที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจภาพรวมอาจดูดี แต่ความเดือดร้อนจะแสดงออกผ่านค่าครองชีพและเงินเฟ้อ รัฐบาลจึงต้องเดินหน้ามาตรการเยียวยาควบคู่กับการประคับประคองเครื่องยนต์การลงทุน เพื่อขยายขีดความสามารถของประเทศในระยะยาวต่อไป

เอกนิติ

แฟ้มภาพ

อนึ่งเมื่อวานนี้ (18 พ.ค. 2569) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 69 สศช. คาดว่าจะขยายตัวตามเดิม คือ ช่วง 1.5 – 2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2%) มีปัจจัยสนับสนุน คือ 1.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน 2.การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ 3.การขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออก ในขณะเดียวกันยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ 1.ความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 2.ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก 3.ภาระหนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และคุณภาพสินเชื่อ SMEs ด้อยลง และ 4.ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรง และกระทบต่อภาคการเกษตรมากขึ้น

สศช. ได้เสนอแนะประเด็นการบริหารนโยบายที่สำคัญในช่วงที่เหลือของปี 69 ดังนี้ 1.บริหารจัดการผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มุ่งเน้นความมั่นคงทางพลังงานและการดูแลภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น 2.ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน 3.รักษาแรงส่งภาคส่งออก เตรียมพร้อมรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ และเร่งเจรจา FTA กับคู่ค้าใหม่ๆ 4.เร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ให้ไม่ต่ำกว่า 90.7% 5.ดูแลภาคเกษตร และบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือปรากฏการณ์ “ซุปเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงครึ่งปีหลัง และ 6.แก้ปัญหาหนี้สินและสินเชื่อ เร่งปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนเชิงรุกและช่วย SMEs ให้เข้าถึงสภาพคล่อง

นายดนุชา ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “กรณีรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท คาดว่าปีนี้จะเบิกจ่ายมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทย 1.7-2 แสนล้านบาท กระตุ้น GDP ปีนี้เพิ่มขึ้นได้อีก 0.4% แต่การกู้เงินที่ส่วนหนึ่งจะนำมาใช้ช่วยลดค่าครองชีพจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจไม่ทำให้เงินเฟ้อปีนี้ชะลอตัวลง โดยคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ว่าจะเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2-3% จากประมาณการเดิมที่คาดไว้เพียง 0.2%”

พริษฐ์ ชงตั้ง กมธ.วิสามัญสอบ ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’ จับตาประธานสภา บรรจุญัตติด่วน ถกการใช้งบ

พริษฐ์ ชงตั้ง กมธ.วิสามัญสอบ ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’ จับตาประธานสภา บรรจุญัตติด่วน ถกการใช้งบ

พริษฐ์ ชงตั้ง กมธ.วิสามัญสอบ ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’ จับตาประธานสภา บรรจุญัตติด่วน ถกการใช้งบ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.23 น.

‘พริษฐ์’ ชงตั้งกมธ.วิสามัญ ตรวจสอบพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จับตาประธานสภา บรรจุญัตติด่วน ถกการใช้งบ ย้ำสำคัญเร่งด่วนไม่แพ้แลนด์บริดจ์ พิสูจน์ความจริงใจรัฐบาล  

วันที่ 19 พฤษถาคม 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า เมื่อศาลรับคำร้องแล้วโดยกระบวนการ สภาก็ต้องชะลอการพิจารณาอนุมัติร่างพ.ร.ก.กู้เงินออกไป แต่ในเมื่อรัฐบาลก็ประกาศชัดว่าจะเดินหน้าใช้เงินต่อ ซึ่งเข้าใจว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ก็น่าจะมีการอนุมัติการใช้เงินในส่วนแรก อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าสิ่งที่สภาจะทำได้เลยคือการเดินหน้าตรวจสอบการใช้เงิน สิ่งที่เป็นรูปธรรมคือการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เหมือนกับที่ทำในการตรวจสอบพ.ร.ก.ในอดีต ว่ามีการใช้เงินตรงไปตรงมา โปร่งใสหรือไม่

นายพริษฐ์ กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางพรรคประชาชนได้ยื่นญัตติด่วนเข้าไปแล้ว ตอนนี้รอการวินิจฉัยของประธานสภาว่า จะเป็นญัตติด่วนหรือไม่ หากวินิจฉัยว่าเป็นญัตติด่วน เรื่องนี้ก็จะถูกพิจารณาในการประชุมสภาในสัปดาห์หน้าซึ่งก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประธานสภา จะวินิจฉัยเป็นเรื่องด่วน เหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งประธานสภาวินิจฉัยว่าเรื่องแลนด์บริดจ์เป็นเรื่องด่วน เห็นว่าเรื่องนี้ก็ด่วนไม่น้อยไปกว่าเรื่องแลนด์บริดจ์ อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะรัฐบาลเริ่มใช้เงินจากพ.ร.ก.กู้เงินแล้วิ ดังนั้นหากประธานสภาไม่วินิจฉัยว่าด่วน แล้วถ้าเรื่องนี้ไม่เข้าสภาในสัปดาห์หน้านั้น ตนคิดว่าก็ต้องตั้งคำถามจริงๆ จังๆ กับการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา ว่ามีความเป็นกลางจริงหรือไม่

 เมื่อถามว่า นอกจากบรรรจุวาระล่าช้าแล้ว สุดท้ายหากไม่มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญจะเป็นอย่างไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า อย่างที่ชี้แจงไปก่อนหน้านี้ว่า การที่รัฐบาลดำเนินการเอาเงิน 2 ก้อน 200,000 ล้านบาท ที่เป็นเงินสำหรับการช่วยเหลือประชาชน มามัดรวมกับก้อนที่ 2 อีก 200,000 ล้านบาท ที่เป็นโครงการพลังงาน เหมือนกับการพยายยามเอาเงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกันเพื่อสอดไส้โครงการพลังงงาน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ตรงไปตรงมาในการดำเนินการของรัฐบาล หากประสภา หรือสส.รัฐบาลใช้วิธีการพยายามสกัดกั้นการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบการใช้เงินนั้น ก็จะยิ่งตอกย้ำถึงความไม่ตรงไปตรงมาของรัฐบาลชุดนี้ เรียกว่าเป็นการหนีสภาพลัส หนีสภาแรกคือการยัดไส้โครงการพลังงานเข้ามาในพ.ร.ก.กู้เงินกับก้อนเยียวยา เพื่อใช้กลไกพ.ร.ก.ข้ามกระบวนการปกติของสภา หนีสภาเด้งที่สองคือ การไม่เปิดให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ก็ยิ่งตอกย้ำข้อกังวลของฝ่ายค้าน

มีตรงไหนไม่จริงบ้าง กรณ์ กางตัวเลขโรงกลั่นรวยอู้ฟู่ ทำโซเชียลแห่คอมเมนต์

มีตรงไหนไม่จริงบ้าง กรณ์ กางตัวเลขโรงกลั่นรวยอู้ฟู่ ทำโซเชียลแห่คอมเมนต์

มีตรงไหนไม่จริงบ้าง กรณ์ กางตัวเลขโรงกลั่นรวยอู้ฟู่ ทำโซเชียลแห่คอมเมนต์

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.09 น.

วันนนี้ 19 พฤษภาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โพสต์ข้อความระบุว่า “หลังจากที่ฉายภาพไปเมื่อวันก่อนว่า ‘บริษัทโรงกลั่นไทยออยล์’ กำไรไตรมาสแรกเพิ่ม 456% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ตอนนี้รายงานมาอีก 4 โรงกลั่นแล้วนะครับ กำไรอู้ฟู่ถ้วนหน้า ไทยออยล์ว่าแรงแล้ว มาเจอ IRPC กำไรเพิ่มขึ้น +754% และ SPRC +930%!! แถมวันนี้มีการปรับราคานํ้ามันหน้าปั๊มเพิ่มขึ้นทุกชนิด และวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายที่รัฐบาลประกาศไว้ว่าจะลดให้ 3 บาท (จากที่เคยลด 5 บาท) ต้องรอดูว่าจะเอาอย่างไรต่อ

ภาษีสรรพสามิต ยังอยู่ที่ 7 บาท

กรณ์ จาติกวณิช

-ไม่มีลดใดๆ ทั้งสิ้น

ภาษีลาภลอย

-ไม่มีพิจารณา

รัฐบาลออกมาแสดงความเห็นใจประชาชนว่าเดือดร้อนเพราะค่าครองชีพแพง แล้วบอกว่าจะแก้ด้วยการออก พรก. กู้เงิน?! เงินกู้บางส่วนเอามาแจกกับโครงการที่เคยสัญญาว่าจะใช้เงินงบประมาณ บางส่วนเอามาทำโครงการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งก็ควรจะใช้งบประมาณปกติเช่นกัน ส่วนการประหยัดงบปีปัจจุบันเพื่อโอนเงินจากรายการไม่จำเป็นมาใช้ให้ตรงกับสถานการณ์ เดิมทีบอก 100,000 ล้านแน่นอน ค่อยๆลดลงมาเหลือ 20,000 ล้าน วันนี้เงียบไปแล้ว มีตรงไหนไม่จริงบ้าง?”

หลังจากโพสต์ของ นายกรณ์ จาติกวณิช ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างหลั่งไหลเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด อาทิเช่น

“บริบทของรบ.นี้ ” แดรกจนวันสุดท้ายของชีวิต” ขอโทษที่ไม่สุภาพค่ะ มันขึ้นเองอัตโนมัติ “

“รวยจนเคยตัวละครับ ลงไม่ได้แล้วครับ 555”

“ยืนยันจาก งบการเงิน irpc ที่รายงานให้ตลาดหลักทรัพย์ ไตรมาสแรกของปีนี้ กำไรเยอะจริงครับ…… ส่วนสี่ปีก่อนหน้านั้น ขาดทุนยับเยิน”

“แล้ว 3บริษัทแรกใครถือหุ้นใหญ่ครับ”

“รวยๆๆๆ”

“รักชาติน้ำลายไหล กินรวบ อิ่มกันถ้วนหน้า”

“70ล้านคนคือมดงาน”

กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij