ครม. เคาะ ไทยช่วยไทยพลัส เริ่ม 25 พ.ค. นี้ พ่วงเพิ่มเงินบัตรคนจน 1,000 บาท

ครม. เคาะ ไทยช่วยไทยพลัส เริ่ม 25 พ.ค. นี้ พ่วงเพิ่มเงินบัตรคนจน 1,000 บาท

ครม. เคาะ ไทยช่วยไทยพลัส เริ่ม 25 พ.ค. นี้ พ่วงเพิ่มเงินบัตรคนจน 1,000 บาท

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

ไทยช่วยไทย พลัส “ช่วย 43 ล้านคน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พ่วงรัฐร่วมจ่ายเงิน สัดส่วน 60/40 คนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน เปิดลงทะเบียนผ่านแอปฯเป๋าตัง ตั้งแต่วันที่ 25-29 พ.ค.69 ยันไม่รีบทำเจอวิกฤตหลายระลอกแน่ กรุงไทย ยันความพร้อมแอปเป๋าตัง

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 19 พ.ค.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง พร้อมทั้งนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกันแถลงข่าวโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” ภายหลังผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้

ไทยช่วยไทยพลัส

นายเอกนิติ แถลงว่า ครม.อนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัส ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพประชาชนและรักษาไม่ให้กำลังซื้อลดลงมากเกินไป โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือประชาชนกว่า 43 ล้านคน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ผ่านการใช้เงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงินรวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท สำหรับการช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.การช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนประมาณ 13.2 ล้านคน ซึ่งรัฐจะให้เงินเพิ่มอีกเดือนละ 700 บาท จากเดิมได้ 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน และในช่วงระหว่างนี้กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย จะร่วมกันปรับปรุงฐานข้อมูลเพื่อให้มีความแม่นยำและเปิดลงทะเบียนใหม่เพื่อให้กลุ่มที่ตกหล่นสามารถเข้าถึงสิทธิ์ได้ 2.การช่วยเหลือคนชั้นกลางและมนุษย์เงินเดือนที่ประสบปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้น โดยใช้หลักการรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายประจำวันในวงเงินคนละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน 3.การช่วยต่อลมหายใจให้ร้านค้าและธุรกิจรายย่อยทั่วประเทศโดยเน้นการเติมสภาพคล่องและเติมสายป่านให้ผู้ขายรายเล็กสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

นายเอกนิติ กล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ระลอกที่สองคือวิกฤตต้นทุน ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเฉพาะอย่างเกษตรกรและผู้ขับรถขนส่งไปแล้วเมื่อวันที่ 11 เมษายน ผ่านมา แต่ในขณะนี้กำลังก้าวเข้าสู่ระลอกที่สามคือวิกฤตของแพง โดยตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 2.9% และมีโอกาสจะสูงขึ้นอีก หากไม่ดำเนินการแก้ไขจะนำไปสู่ระลอกต่อไป นั่นคือวิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งจะกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีเงินออมสะสม จนอาจนำไปสู่การปิดตัวของธุรกิจ การตกงาน และเศรษฐกิจซึมยาว

“หากรัฐบาลไม่สามารถรับมือกับวิกฤตของแพงได้ หรือหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่ทำอะไรเลย อัตราเงินเฟ้ออาจจะพุ่งสูงขึ้นไปถึง 5% ได้ ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้อที่อาจขึ้นไปถึงระดับ 5% นั้น เป็นภาพสะท้อนของภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างมาก และหากไม่สามารถประคองสถานการณ์ไว้ได้จะนำไปสู่วิกฤตกำลังซื้อที่ทำให้ธุรกิจรายย่อยต้องปิดตัวลงและส่งผลให้เกิดปัญหาคนตกงานตามมา”

นายเอกนิติ กล่าวว่า  สิ่งที่น่ากลัวมากในเวลานี้คือวิกฤตของโลกที่ทุกคนกำลังกังวล ซึ่งหากติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจะพบว่าขณะนี้ทุกคนมีความกังวลในเรื่องของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา โดยในตลาดการเงินโลกพบว่ามีการเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความกังวลว่าภาวะเงินเฟ้อจะรุนแรงและสูงขึ้นมาก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรหรือบอนด์ยิวของสหรัฐฯ ขยับสูงขึ้นมาก ปรากฏการณ์นี้เป็นการยืนยันในมุมมองของนักการเงินและนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก ว่าตลาดโลกและตลาดการเงินต่างคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้นมากอย่างแน่นอน หรืออาจมีโอกาสที่จะสูงกว่าระดับที่ประเมินไว้ด้วยซ้ำ ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องเตรียมตัวรับมือ เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤตระดับโลกที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเพียงแห่งเดียว

ไทยช่วยไทยพลัส

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะดูแลประชาชนมากกว่า 43 ล้านคน โดยกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคนแรกจะได้รับเงินเพิ่มเป็น 1,000 บาท ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายนเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไปในโครงการ 60/40 รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 30 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากโครงการเดิมที่เคยมีผู้ลงทะเบียนสูงสุด 28 ล้านคนเพื่อให้ครอบคลุมผู้ที่เคยลงทะเบียนไม่ทันในอดีต 

“โครงการ 60/40 ไม่ใช่โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิม แต่เป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยกำหนดเกณฑ์อายุผู้เข้าร่วมตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปตามเกณฑ์ตลาดแรงงาน และมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขร้านค้าที่เข้าร่วมโดยจะไม่รวมร้านในภาคบริการ เช่น ร้านทำผม ร้านนวด หรือสปา เพื่อให้เงิน 1,000 บาทในแต่ละเดือนถูกนำไปใช้ซื้อสินค้าที่จำเป็นอย่างแท้จริง โดยเงินช่วยเหลือ 1,000 บาทในแต่ละเดือนของโครงการ 60/40 จะต้องใช้ให้หมดภายในเดือนนั้น ๆ และไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไปได้เพื่อให้เกิดผลในการบรรเทาภาระตามช่วงเวลาที่กำหนด”

สำหรับกำหนดการของโครงการนั้น ประชาชนทั่วไปสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 25-29 พฤษภาคม นี้ ระหว่างเวลา 06.00 น. ถึง 22.00 น. ส่วนร้านค้าเดิมที่เคยเข้าร่วมโครงการของรัฐให้เข้าไปยืนยันตัวตนในระบบ และร้านค้าใหม่สามารถลงทะเบียนได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขาตั้งแต่วันที่ 25 – 30 พฤษภาคม สำหรับการใช้จ่ายผ่านระบบฟู้ดเดลิเวอรี่ทั้ง 4 รายยังสามารถทำได้เช่นเดิมแต่ระบบจะพร้อมใช้งานหลังจากเริ่มโครงการไปแล้วประมาณ 2 สัปดาห์

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารฯ ได้จัดเตรียมความพร้อมของระบบปฏิบัติการ เพื่อให้ประชาชนสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ได้ครอบคลุมทั้ง 30 ล้านสิทธิ์ 
สำหรับประชาชนรายเดิมที่เคยร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถกดยืนยันสิทธิ์และจะทราบผลทันทีภายใน ส่วนรายใหม่ต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการก่อน ซึ่งจะใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลกับกรมการปกครองประมาณ 3 วัน 
ส่วนของร้านค้า สามารถเข้าไปที่แอปพลิเคชันถุงเงินเพื่อกดยืนยันรับเงื่อนไขและจะพร้อมรับชำระเงินตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ขณะที่ร้านค้าใหม่สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ทั้งที่สาขาธนาคาร เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันถุงเงิน ซึ่งจะมีการประกาศจุดบริการรับสมัครเพิ่มเติมในระยะถัดไป 

สำหรับฟู้ดเดลิเวอรี่ผู้ประกอบการสามารถกดสมัครผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินได้ในวันที่ 10 มิถุนายน นี้ และประชาชนจะเริ่มเลือกใช้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

นายผยง กล่าวว่า ธนาคารยังจัดทำฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า นกกระซิบ ซึ่งเป็นระบบ AI ที่จะเข้ามาช่วยผู้ประกอบการรายย่อยใน 3 ด้าน คือ 1.การตอบคำถามทั่วไปเกี่ยวกับโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 2.การวิเคราะห์ยอดขายรายวันเพื่อช่วยให้ร้านค้าทราบช่วงเวลาที่ขายดีที่สุดและยอดขายเฉลี่ยต่อรายการ ซึ่งข้อมูลนี้จะช่วยในการบริหารสต็อกของสดและการจัดสรรพนักงานให้เหมาะสม และ 3.การเชื่อมโยงข้อมูลราคาวัตถุดิบรายวันจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เช่น ราคาหมูหรือไก่ เพื่อให้ร้านค้าบริหารจัดการต้นทุนและตั้งราคาขายให้มีกำไรอย่างเหมาะสม 

ทีมกฎหมาย ชัชชาติ เบรก ห้ามใช้ ‘หน้า-ชื่อ-โลโก้’ ขึ้นป้ายร่วมผู้สมัคร สก. โหนเลือกตั้ง

ทีมกฎหมาย ชัชชาติ เบรก ห้ามใช้ ‘หน้า-ชื่อ-โลโก้’ ขึ้นป้ายร่วมผู้สมัคร สก. โหนเลือกตั้ง

ทีมกฎหมาย ชัชชาติ เบรก ห้ามใช้ ‘หน้า-ชื่อ-โลโก้’ ขึ้นป้ายร่วมผู้สมัคร สก. โหนเลือกตั้ง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.05 น.

ทีมกฎหมาย “ชัชชาติ” เบรก ห้ามใช้ “หน้า-ชื่อ-โลโก้” ชัชชาติ ขึ้นป้ายร่วมผู้สมัคร สก. โดยไม่ได้รับอนุญาต จี้ผู้แอบแฝงใช้ให้แก้ด่วนก่อนผิดกฎหมายเลือกตั้ง

วันที่ 19 พ.ค.69 หลังนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครวานนี้(18พ.ค.) ในวันนี้(19พ.ค.) ทีมงานฝ่ายกฎหมาย “ชัชชาติ” ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ห้ามใช้ “หน้า-ชื่อ-โลโก้” ชัชชาติ ขึ้นป้ายร่วมผู้สมัคร สก. โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยได้โพสต์แจ้งเป็นสาธารณะผ่านเฟสบุ๊ก “ทีมชัชชาติ” ข้อความดังนี้

“วันที่ 19 พฤษภาคม ทีมงานฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร แจ้งว่า ณ ปัจจุบัน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยังไม่ได้ให้ความยินยอมแก่ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) รายใด ในการใช้ ชื่อ คำขวัญ คติพจน์ หรือภาพ ขึ้นร่วมกันเพื่อหาเสียงในการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร 2569

หากว่าที่ผู้สมัครรายใดกระทำการละเมิดดังกล่าว จะเป็นการทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 ข้อ 18 ได้กำหนดให้การนำข้อมูลหรือภาพบุคคลอื่นมาเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง จะต้องได้รับความยินยอมจากบุคคล และข้อ 23 (6) ได้กำหนดห้ามไม่ให้ผู้สมัครหรือผู้ใดหาเสียงเลือกตั้งโดยนำชื่อ คติพจน์ คำขวัญ หรือภาพบุคคล มาใช้ในการหาเสียง โดยไม่ได้มีหนังสือให้ความยินยอมจากบุคคลหรือพรรคการเมือง

ดังนั้น ขอให้ผู้ที่นำภาพ ชื่อ คำขวัญ คติพจน์ ของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ไปใช้หาเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตในปัจจุบัน แก้ไข หรือ ถอดออกจากการหาเสียง โดยเร่งด่วน มิฉะนั้นฝ่ายกฎหมายของทีมชัชชาติจะดำเนินการร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งในลำดับต่อไป”

ยกเลิก ฟรีวีซ่า 60 วัน รมว.ท่องเที่ยวฯ เผย ครม. กลับไปใช้เกณฑ์เดิม

ยกเลิก ฟรีวีซ่า 60 วัน รมว.ท่องเที่ยวฯ เผย ครม. กลับไปใช้เกณฑ์เดิม

ยกเลิก ฟรีวีซ่า 60 วัน รมว.ท่องเที่ยวฯ เผย ครม. กลับไปใช้เกณฑ์เดิม

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

รมว.ท่องเที่ยวฯ เผย ครม.ยกเลิก ‘ฟรีวีซ่า 60 วัน‘ กลับไปใช้เกณฑ์เดิม รอ คกก.ตรวจลงตราพิจารณาหลักเกณฑ์ใหม่ ก่อนชงรัฐบาล

วันนี้ 19 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 12.30 น.ที่ทำเนียบฯ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน จำนวน 90 กว่าประเทศ รวมถึงยกเลิกประเทศที่มี 1 มากกว่า 1 วีซ่าก็ยกเลิกเช่นเดียวกัน โดยให้นำไปใช้หลักเกณฑ์เดิม ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ ก็จะมีการแจ้งกับหน่วยงานต่างๆต่อมติดังกล่าว ส่วนเกณฑ์เสนอใหม่นั้น คณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตรา จะมีการพิจารณาในรายประเทศอีกครั้งหนึ่งว่าประเทศใดเหมาะสมกับวีซ่าประเภทไหน โดยคำนึงถึงเรื่องของความมั่นคงและเศรษฐกิจในรอบด้าน

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

ทั้งนี้ ทุกประเทศที่ถูกยกเลิก 60 วัน ก็จะกลับไปใช้วีซ่าประเภทเดิม ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ประมาณ 30 วัน

วุฒิสภาถกเหตุอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ วุฒิพงศ์ ชง สส.-สว.ตรวจด้วย หากพบสีม่วง ปลดออกทันที

วุฒิสภาถกเหตุอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ วุฒิพงศ์ ชง สส.-สว.ตรวจด้วย หากพบสีม่วง ปลดออกทันที

วุฒิสภาถกเหตุอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ วุฒิพงศ์ ชง สส.-สว.ตรวจด้วย หากพบสีม่วง ปลดออกทันที

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.52 น.

‘วุฒิสภา’ ถกปมอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ถนนอโศก -ดินแดง ด้าน ‘สว.วุฒิชาติ’ เผยตอนเป็น ‘ผู้ว่า รฟท.’ เคยลงจุดเกิดเหตุ ฝาก ‘รัฐบาล’ เข้มบังคับใช้กม.จริงจัง -แก้ปัญหาใช้ถนนร่วมกัน ขณะที่ ‘วุฒิพงศ์’ จี้เอาคนผิดมาลงโทษ แก้ปัญหา 3 ข้อ โดยเฉพาะยาเสพติด ต้องตรวจก่อนขับ แม้แต่ ‘นักบิน-ขรก.’ ยังต้องตรวจก่อน ลามชงใหญ่จับ ‘สส.-สว.’ ตรวจด้วย หากพบสีม่วง ปลดออกเลย

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟ กับถนนอโศก-ดินแดง เมื่อวันนที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยนายวุฒิชาติ กัลยานมิตร สมาชิกวุฒิสภา(สว.)เป็นผู้เสนอ และญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ ซึ่งเป็นวิกฤตความปลอดภัย และการเยียวยา โดยนาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. เป็นผู้เสนอ เพื่อให้รัฐบาลนำไปแก้ไขต่อไป 
    
นายวุฒิชาติ เสนอญัตติโดยได้เปิดคลิปวิดีโอเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ ให้สมาชิกในที่ประชุมได้พิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงคลิปการโบกธงแดง พร้อมกล่าวว่าการเดินรถฝ่ายกฎหมายกำหนดไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่สิ่งที่แปลกใจพนักงานให้สัญญาณรถไฟหยุดรถแต่รถไฟยังเดินต่อ ซึ่งขาดการประสานงานที่ดี และปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา สร้างความรู้สึกสลดใจเป็นอย่างมาก ซึ่งต้องบอกว่าระเบียบของหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกรมการขนส่งทางบก เกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนน พ.ร.บ.จราจร ที่ควบคุมการปฏิบัติโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเรื่องกฎระเบียบของการรถไฟ มีระเบียบเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยทั้งหมด แต่ถ้าทุกคนช่วยกันปฏิบัติตาม เหตุการณ์เหล่านี้ก็จะไม่เกิด ซึ่งบริเวณดังกล่าวกายภาพของถนนไม่สามารถช่วยในเรื่องของการจัดการจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มีการเคลียร์รถที่ต้องผ่านทั้งหมด 3 แยกออกให้หมดก่อน
    
“ตอนสมัยผมดำรงตำแหน่งผู้ว่าการถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)ผมเคยลงไปดูจุดนี้ เพื่อที่จะหาทางแก้ไขปัญหาว่าเราจะแก้ไขอย่างไร เพราะต้องยอมรับว่าในเรื่องการใช้ถนนร่วมกัน การใช้ร่าง เวลารถไฟวิ่งผ่านกัน ถ้าเป็นขบวนที่วิ่งสวนกันใช้เวลาประมาณ 1 นาทีเป็นอย่างต่ำ ซึ่งก็เข้าใจว่าคนที่มีภารกิจรีบร้อน แล้วมาอยู่ในช่วงการจราจรติดขัด ก็ต้องรีบทุกอย่าง เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายเร็วที่สุด”นายวุฒิชาติ กล่าว
        
นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า ในรัศมีรางรถไฟ 2 ฝั่ง 5 เมตร ห้ามมียานพาหนะกีดขวาง และกายภาพของพื้นที่ถนนไม่สามารถทำให้การจัดการด้านการจราจรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หากเกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจที่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การเดินรถไฟ และจะต้องมีการปรับปรุงอุปกรณ์กั้นทางรถไฟอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้สอดคล้องกับภูมิศาสตร์พื้นที่ของถนนว่าควรจะเป็นแบบไหน ซึ่งต้องกั้นไม่ให้มีช่องว่างให้รถหรือคนเดินผ่านได้เลย จึงฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณา
        
นายวุฒิชาติ กล่าวถึงเรื่องใบอนุญาตของพนักงานขับรถไฟ โดยระบุถึงพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การขนส่งทางราง ที่พึ่งบังคับใช้เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ที่ได้มีการกำหนดไว้อยู่แล้ว ซึ่งเป็นกฎไปทั้งหมด แต่ฝากถามไปยังรัฐบาลว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งพ.ร.บ.การจราจร รถยนต์ หรือรถไฟมีการบังคับใช้อย่างจริงจังหรือไม่ เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์ก็ยังคงมียานพาหนะ จอดคร่อมรางรถไฟ เหมือนกับว่าไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเลย และเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการดูแล จึงขอให้สมาชิกวุฒิสภาระดมความคิดเห็นและส่งไปยังรัฐบาล เพื่อให้เกิดการประสานงานบูรณาการเรื่องการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังเพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคต
    
ด้านนาวาตรีวุฒิพงศ์ เสนอญัตติว่า เรื่องนี้เป็นโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ เป็นวิกฤตความปลอดภัยและแนวทางเยียวยา ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับชาวไทยที่เกิดเหตุการณ์ ที่เกิดเกิดจากความประมาทของคนบางคน และการเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้เสียหายเป็นเรื่องจำเป็นไม่แค่เปลี่ยนความเสียหายแต่จะต้องมีการเยียวยาโดยการแก้ไข จึงขอให้ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ขอโทษต่อประชาชนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะมีทั้งผู้เสีย 8 ราย ผู้บาดเจ็บ 32 คน และรถที่ได้รับความเสียหาย 10 คัน และเรียกร้องให้ผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ไม่ว่าใครที่ละเลยประมาท ละเว้น ไม่เพียงแค่ตัวเล็กตัวน้อย ต้องเอาตัวใหญ่มารับความผิดด้วย
     
นาวาตรีวุฒิพงศ์ กล่าวว่า ตนขอเสนอให้แก้ไขคือ 1.เรื่องวินัยจราจรและ “กับดัก” จุดตัด จะต้องกำหนดพื้นที่ห้ามหยุดรถ ไม่ให้รถจอดแช่คร่อมรางเป็นประจำในช่วงวิกฤตจราจร 2.การประสานงานเคลียร์เส้นทางระหว่างตำรวจจราจร และรฟท. ในชั่วโมงเร่งด่วน 3.ไร้ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และ 4.จุดบอดร้ายแรง ด้านบุคลากร หลังจากพบว่าพนักงานขับรถรถไฟตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรง รุนแรงมากๆ เพราะวิทยุไป 2 รอบไม่มีใครตอบ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมถึงเบรกรถไฟไม่ทัน 
        
“ก่อนจะขึ้นบินนักบินทุกคนต้องตรวจสารเสพติดก่อน ข้าราชการยังต้องตรวจเลย ผมว่าสภาก็น่าจะตรวจบ้าง มีใครติดยาบ้าบ้างหรือไม่ ตรวจให้หมด สส.สว.ใครเป็นสีม่วงเมื่อไหร่ก็จับปลดเลย” นาวาตรีวุฒิพงศ์กล่าว 
         
นาวาตรีวุฒิพงศ์ กล่าวต่อว่า ขอเสนอให้ระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการเยียวยาและมาตรการเร่งด่วน การตรวจสอบระบบเทคนิคอย่างโปร่งใส แผนยุทธศาสตร์ยกระดับความปลอดภัย เสนอให้จัดตั้ง “กองทุนเยียวยาอุบัติเหตุจากขนส่งสาธารณะ” ที่สามารถเบิกจ่ายได้ทันที  ไม่ใช่รอความกรุณาจากรัฐบาล ความกรุณาเป็นเรื่องที่ดีแต่ควรเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องไปขอความกรุณา แต่จะต้องเป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องจ่ายเพื่อรับผิดชอบเยียวยาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทันที

ชัชชาติ จัดเต็ม! เปิดแคมเปญชิงผู้ว่าฯสมัย 2 ‘กรุงเทพฯ ทำงาน’ พร้อมขึ้นจอ LED 37 ป้าย

ชัชชาติ จัดเต็ม! เปิดแคมเปญชิงผู้ว่าฯสมัย 2 ‘กรุงเทพฯ ทำงาน’ พร้อมขึ้นจอ LED 37 ป้าย

ชัชชาติ จัดเต็ม! เปิดแคมเปญชิงผู้ว่าฯสมัย 2 ‘กรุงเทพฯ ทำงาน’ พร้อมขึ้นจอ LED 37 ป้าย

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.38 น.

“ชัชชาติ” เปิดแคมเปญชิงผู้ว่าฯสมัย 2  “กรุงเทพฯ ทำงาน” ขึ้นจอ LED 37 ป้าย สื่อสารแท็กไลน์ “เมืองสร้างโอกาส ทีมชัชชาติสร้างความหวัง” ด้วยแนวคิดทำงานให้สนุกตาม DNA ทีมชัชชาติ  ย้ำทำงานด้วยความตั้งใจ ไม่ทะเลาะกับใคร หวังพากรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งโอกาส แข่งขันได้ในระดับโลก 

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 หลังนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเมื่อวานนี้ ล่าสุดทีมชัชชาติเริ่มเปิดตัวแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 ด้วยการขึ้นข้อความบนจอ LED บริเวณทางด่วนเฉลิมมหานคร ช่วงราบบ่อนไก่ (สวนป่าเบญจกิติ ฝั่งถนนดวงพิทักษ์) รวม 37 จอ ภายใต้แนวคิดการสื่อสารเดิมของทีม คือ “ทำงานให้สนุก”

การเปิดตัวครั้งนี้มาในรูปแบบการ “ตบมุก” ผ่านข้อความบนจอ LED โดยเริ่มจากข้อความว่า “เมืองสร้างโอกาส วันคริสต์มาส สร้างความหวัง” ก่อนเฉลยเป็นข้อความหลักว่า “เมืองสร้างโอกาส ทีมชัชชาติ สร้างความหวัง” พร้อมข้อความสั้น ๆ อย่าง “เอ้ย!” เพื่อสร้างจังหวะและสีสันในการสื่อสาร

สำหรับข้อความที่ปรากฏบนจอ LED ประกอบด้วย

“เมืองสร้างโอกาส
ทีมชัชชาติ
สร้างความหวัง”
.
“เมืองสร้างโอกาส
วันคริสต์มาส
สร้างความหวัง”
.
“เอ้ย!”
“ชัชชาติ พร้อม!
เป็นผู้ว่าฯ ต่อ”
.
“มากับนโยบาย
250+ ข้อ”
“พากรุงเทพฯ
พุ่งทะยาน”
.
“เลือกตั้งผู้ว่าฯ
28 มิ.ย. นี้”
.
“ย้ำอีกครั้ง!”
.
“28 มิ.ย. นี้”

ทั้งนี้ นายชัชชาติยังกล่าวถึงแนวคิด “กรุงเทพฯ ทำงาน” ในการลงสมัครชิงผู้ว่าฯ กทม. อีกสมัย โดยระบุว่า แนวคิดดังกล่าวมี 2 ความหมาย คือ เมืองที่ระบบทำงานเพื่อประชาชน และทุกคนต้องร่วมกันทำงานต่อ เพื่อสร้างเมืองที่มีโอกาสและความหวังมากขึ้น หน้าที่สำคัญของเมืองคือการสร้างโอกาสให้กับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนบางกลุ่ม เพราะเมืองคือพื้นที่ที่ผู้คนใช้ชีวิต ทำงาน และเติบโต ดังนั้น การพัฒนาเมืองจึงต้องทำให้ประชาชนมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีการศึกษา และมีสุขภาพที่ดีขึ้น

นายชัชชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคนจำนวนมากหมดความหวังกับเมืองและระบบต่างๆ ทีมชัชชาติจึงต้องการสร้างความหวังให้ประชาชนสามารถก้าวต่อไปในอนาคตได้อย่างมั่นคง สอดคล้องกับแท็กไลน์หลักของแคมเปญครั้งนี้ คือ “เมืองสร้างโอกาส ทีมชัชชาติสร้างความหวัง”

ในด้านทีมทำงาน นายชัชชาติ กล่าวว่า การทำงานต้องเริ่มจากความสนุก เพราะหากทำงานแล้วไม่สนุก อาจแปลว่าไม่ตรงกับแพชชั่น หรือไม่ตรงกับสิ่งที่อยู่ในใจและจิตวิญญาณของคนทำงาน พร้อมย้ำว่าทีมทำงานด้วยความตั้งใจจริง ไม่ได้เข้ามาเพื่อมุ่งหวังตำแหน่งหรือผลประโยชน์ แต่มาด้วยความหวังที่จะทำให้เมืองดีขึ้น และเลือกทำงานอย่างสร้างสรรค์ ไม่ทะเลาะหรือด่าใคร

“ที่ผ่านมาผมเชื่อว่าเราทำด้วยความสนุก เราไม่ได้ไปทะเลาะกับใคร ไม่ได้ไปด่าใคร แต่เราทำด้วยความหวังว่าจะทำให้เมืองนี้ดีขึ้น” นายชัชชาติ กล่าว

พร้อมทิ้งท้ายว่า 4 ปีข้างหน้าต้องไม่ใช่เพียงการทำให้กรุงเทพฯ ดีขึ้นจากเดิมเท่านั้น แต่ต้องทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่สามารถแข่งขันกับเมืองต่างๆ ทั่วโลกได้ เนื่องจากเมืองทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยี กรุงเทพฯ จึงไม่ได้แข่งขันกับตัวเองอีกต่อไป แต่ต้องแข่งขันในระดับโลก

“เมืองยังเป็นตลาดแรงงาน และเป็นพื้นที่ที่ผู้คนเข้ามาอยู่เพราะมีงานและโอกาส ดังนั้นหัวใจของการพัฒนาเมือง คือการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่สร้างทั้งความสุข โอกาส และความหวังให้กับทุกคน”

การเปิดตัวแคมเปญดังกล่าวเกิดขึ้นหลังนายชัชชาติประกาศเดินหน้าลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อีกสมัย โดยบนจอ LED ยังมีข้อความย้ำวันเลือกตั้งว่า “เลือกตั้งผู้ว่าฯ 28 มิ.ย. นี้” และ “ย้ำอีกครั้ง! 28 มิ.ย. นี้” เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนจดจำวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งใหม่ด้วย

ไชยชนก ไม่กังวล เสรีพิศุทธ์ เตรียมยื่นศาลรธน. ถอดถอนปมเขากระโดง ยันมีเอกสารสิทธิ์ครบ

ไชยชนก ไม่กังวล เสรีพิศุทธ์ เตรียมยื่นศาลรธน. ถอดถอนปมเขากระโดง ยันมีเอกสารสิทธิ์ครบ

ไชยชนก ไม่กังวล เสรีพิศุทธ์ เตรียมยื่นศาลรธน. ถอดถอนปมเขากระโดง ยันมีเอกสารสิทธิ์ครบ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

‘ไชยชนก’ ย้ำ ไม่กังวล หลัง ‘เสรีพิศุทธ์’ จ่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนปมเขากระโดง ยัน มีเอกสารสิทธิ์ครบ บอก เรื่องอยู่ในกระบวนการกฏหมายมาระยะหนึ่งแล้ว โต้ไม่ได้ดำเนินการตรงไหน 

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ถอดถอนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนายไชยชนก ออกจากตำแหน่งเนื่องจากผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีไม่ได้ดำเนินการที่ดินเขากระโดงจังหวัดบุรีรัมย์ ว่า ตนไม่กังวล ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย 

เมื่อถามว่า มองว่าเป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ แต่ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการกฎหมายอยู่แล้ว เดี๋ยวรอดูว่าจะเป็นอย่างไร ย้ำว่าตนไม่กังวล เพราะมีเอกสารสิทธิ์ทุกอย่าง ตนยืนยันในสิทธิ์ของตน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้อยู่ในกระบวนการทางกฎหมายมาซักระยะหนึ่งแล้วเลยไม่แน่ใจว่า ไม่ได้ดำเนินการอย่างไร

สุริยะ ถอนวาระชง ครม.ของบกลาง 6.5 พันล้าน ดันปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี

สุริยะ ถอนวาระชง ครม.ของบกลาง 6.5 พันล้าน ดันปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี

สุริยะ ถอนวาระชง ครม.ของบกลาง 6.5 พันล้าน ดันปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.21 น.

‘สุริยะ’ ถอนวาระชง ครม.ของบกลาง 6.5 พันล้าน ดันปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี เหตุ ไม่เข้าเกณฑ์เร่งด่วน เล็งปรับแผน

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ของบ
กลาง 6.5 พันล้านบาท ทําโครงการปุ๋ยชีวภาพ- ชีวพันธ์ เพื่อทดแทนการขาดแคลนปุ๋ย จากการสู้รบตะวันออกกลาง ว่า ทางกรมวิชาการเกษตรได้เสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้เสนอ ครม. แต่ว่าเมื่อวันที่ 18 พ.ค. ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้แจ้งเรื่องมายังปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าโครงการนี้อาจไม่เข้าข่ายในเรื่องของความเร่งด่วนเป็นพิเศษ เพื่อจะใช้งบกลาง ดังนั้น เพื่อความรอบคอบ ตนจึงทําเรื่องขอถอนโครงการดังกล่าวออกจาก ครม.ไปก่อน เพื่อไปดูทุกอย่างให้เกิดความเรียบร้อย และดูว่าจะดําเนินการอย่างไรต่อไป

เมื่อถามว่า หากไม่ได้งบกลาง จะเปลี่ยนเป็นโครงการอื่นหรือไม่ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนปุ๋ยให้เกษตรกร นายสุริยะ กล่าวว่า ขอดูข้อสังเกตของ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ก่อน เพื่อให้เกิดความรอบคอบ แล้วค่อยพิจารณาทิศทางการดําเนินการต่อไป

สุชาติ นั่งไม่ติด ไหว้ขอโทษนักข่าว หลังปะทะคารม-พูดไม่ดี แจงมองคนละมุม เราลูกผู้ชายต้องขอโทษ

สุชาติ นั่งไม่ติด ไหว้ขอโทษนักข่าว หลังปะทะคารม-พูดไม่ดี แจงมองคนละมุม เราลูกผู้ชายต้องขอโทษ

สุชาติ นั่งไม่ติด ไหว้ขอโทษนักข่าว หลังปะทะคารม-พูดไม่ดี แจงมองคนละมุม เราลูกผู้ชายต้องขอโทษ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.12 น.

‘สุชาติ’ นั่งไม่ติด ปรี่ลงจากห้องประชุม ครม. เข้าขอโทษนักข่าวรัวๆ  หลังปะทะคารมระหว่างสัมภาษณ์เมื่อช่วงเช้า แจง มองคนละมุม รับ เจอเรื่องนี้เฟลเหมือนกัน ด้านนักข่าว บอก ไม่ติดใจ ขอมองข้ามเรื่องเล็กน้อย

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังกรณีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และมีการปะทะคารมกัน ก่อนจะเดินชนไหล่นักข่าว และเวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที นายสุชาติ ได้ให้ทีมงานประสานติดต่อไปยัง นายวิษณุ นุ่นทอง  บรรณาธิการข่าวการเมือง สำนักข่าว The Better เพื่อที่จะขอโทษ และพูดคุยทำความเข้าใจ ก่อนที่นายสุชาติ จะเดินลงมาจากห้องประชุมคณะรัฐมนตรี แม้การประชุมยังไม่เสร็จสิ้น เพื่อมาหานายวิษณุ ที่ห้องทำงานสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล 

ทันทีที่มาถึง นายสุชาติได้ยกมือขึ้นไหว้ขอโทษกับนักข่าวคู่กรณี พร้อมบอกว่า “ขอโทษครับพี่” และจับมือพร้อมกับนั่งลงพูดคุยเคลียร์ใจ โดยนายสุชาติ กล่าวว่า “ผมขอโทษ สิ่งที่พี่แนะนำผมน้อมรับไว้ ต้องขอโทษอีกครั้ง เพราะเรามองกันคนละมุม”

โดยนายวิษณุ ได้ตอบไปว่า “ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอโทษ ตอนแรกคิดว่ารัฐมนตรีจะเดินมาคุย เพราะทุกครั้งหลังสัมภาษณ์ก็จะเป็นแบบนี้ที่สัมภาษณ์ในวง และออกมาคุยกันได้ อยากให้รัฐมนตรีอย่าไปติดใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ”

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า “ต้องขอโทษ ด้วยความที่เรามีความตั้งใจในการทำงาน ตอนแรกเราก็ได้ให้แก้ไขปัญหา ชี้แจงในเรื่องที่ถูกต้อง และต้องขอโทษจริงๆที่พูดกับพี่ไม่ดี เราลูกผู้ชายต้องขอโทษ ขอให้ถือว่าผมเป็นน้องของพี่ สิ่งที่ผมพูดไป อาจจะมีข้อมูลอีกด้าน เราอาจจะฟังมาจากคนข้างนอกหมด เมื่อกี้นั่งประชุม ครม. ก็คิดว่าลงมาขอโทษพี่ดีกว่า และได้ให้ทีมงานประสานมา ขอให้พี่ให้อภัยผมก็แล้วกัน ก็ผิดพลาดกันได้ ยืนยัน ตนมีความตั้งใจ ผมมาย้อนฟังถึงคำถามของพี่ ก็รู้ว่าพี่หวังดี เราก็ไม่สบายใจ ต้องขอโทษพี่จริงๆด้วยความเคารพ ที่ผ่านมาสื่อมวลชนทุกท่าน ผมไม่เคยไม่ให้สัมภาษณ์ใคร แต่บังเอิญ ว่าเรามุ่งหวังคาดหวังแบบนี้ อาจจะทำให้กระทบกระทั่งน้ำใจกันก็ขอโทษจริงๆ”

ก่อนที่นายสุชาติ จะยกมือไหว้อีกครั้ง และยกมือไหว้ไปที่สื่อมวลชน ก่อนบอกว่า “ขอโทษสื่อมวลชนทุกคน” ขณะที่นักข่าวคู่กรณี กล่าวว่า ตนไม่ได้ติดใจอะไร

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า “ขอบคุณพี่ๆที่ให้คำแนะนำ ยอมรับว่า เราทำงานอยู่ มาเจอเรื่องนี้เราก็เฟลเหมือนกัน ไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้น ก่อนยกมือไหว้อีกครั้ง และจับมือกับนักข่าวคนดังกล่าว ก่อนกลับขึ้นไปประชุมคณะรัฐมนตรีต่อ” 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : รู้จัก..น้อยไป สุชาติ เดือด เดินชนไหล่นักข่าว ปมถูกซักสินบนกรมคพ.

หนี้ก้อนนี้คุ้มไหม? ผ่าแผนกู้ 4 แสนล้าน เปิด 3 มุมมอง “ดี-รอด-ร่วง”

หนี้ก้อนนี้คุ้มไหม? ผ่าแผนกู้ 4 แสนล้าน เปิด 3 มุมมอง

หนี้ก้อนนี้คุ้มไหม? ผ่าแผนกู้ 4 แสนล้าน เปิด 3 มุมมอง “ดี-รอด-ร่วง”

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.25 น.

การตัดสินใจของรัฐบาลในการออกพระราชกำหนดหรือการจัดทำงบประมาณเพื่อกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท ถือเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางการเงินของประเทศในระยะยาว วัตถุประสงค์หลักของการกู้เงินครั้งนี้ ตามที่ระบุในเอกสารชี้แจงของกระทรวงการคลัง คือการนำเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว ฟื้นฟูภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม นโยบายสาธารณะขนาดใหญ่เช่นนี้ย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วย ผู้ที่มองด้วยความระมัดระวัง และผู้ที่แสดงความกังวลอย่างชัดเจน

การกระตุ้นเศรษฐกิจที่จำเป็น (มุมมองเชิงบวก)

มุมมองหน่วยงานภาครัฐ การกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาทเป็นเครื่องมือทางการคลังที่จำเป็นอย่างยิ่งในสภาวะที่เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น การส่งออก หรือการลงทุนจากภาคเอกชน ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ นายกรัฐมนตรีแถลงถึงนโยบายการกู้เงินครั้งนี้ว่า

“เมื่อกู้ผ่านแล้ว เงินทุกบาท ทุกสตางค์ จะไปถึงพี่น้องประชาชนโดยตรงไม่ผ่านโครงการ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอย และทำให้ระบบสภาพคล่องทางการเงินของประเทศไทยหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น พร้อมย้ำว่าสิ่งที่ทำเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์มาก” – อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าว

และเชื่อมั่นว่าการใช้จ่ายผ่านโครงการต่าง ๆ จะทำให้เกิดผลทวีคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) ซึ่งหมายความว่า เงิน 1 บาทที่รัฐบาลจ่ายออกไป จะถูกนำไปหมุนเวียนในการบริโภคและการผลิต เกิดเป็นรายได้และภาษีกลับคืนสู่รัฐ

นอกจากนี้ ข้อมูลจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยยังสะท้อนมุมมองที่สอดคล้องกัน โดยทางสภาหอการค้าฯ ประเมินว่า หากเม็ดเงินกู้ถูกนำไปใช้ในโครงการที่สามารถกระจายรายได้สู่ระดับท้องถิ่นได้จริง จะช่วยต่อลมหายใจให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ทั่วประเทศ

“วันนี้โลกกำลังแข่งกันที่ต้นทุนพลังงานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากไทยลงทุนได้ถูกจุด วิกฤตครั้งนี้จะกลายเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งกว่าเดิม… การใช้จ่ายเงินกู้ในครั้งนี้ต้องไม่ใช่เพียงการประคองเศรษฐกิจให้ผ่านไปวัน ๆ แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน” – พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ กล่าว

ในด้านของตลาดทุน บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด (บล.ทิสโก้) ได้ประเมินผลกระทบของ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ต่อตลาดหุ้นไทยไว้ว่า “การออก พ.ร.ก.กู้เงิน จะเป็นปัจจัยบวกในระยะสั้น จากเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่เศรษฐกิจเพื่อช่วยกระตุ้นการบริโภคและแก้ปัญหาปากท้อง ซึ่งมองว่าจะเป็นผลดีและส่งอานิสงส์โดยตรงต่อหุ้นในกลุ่มค้าปลีก กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องระมัดระวังผลกระทบเชิงลบในระยะกลาง จากสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต”

การประคองสถานการณ์ที่ต้องจับตา (มุมมองระดับกลาง)

สำหรับกลุ่มนักวิชาการและสถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจ การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ใช่เรื่องที่ผิดหลักการ แต่ความสำเร็จของนโยบายนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่กู้มา หากแต่อยู่ที่ “ประสิทธิภาพ” และ “ความโปร่งใส” ในการใช้จ่ายเงินก้อนดังกล่าว

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ให้ความเห็นในรายงานประเมินเสถียรภาพระบบการเงินว่า แม้การกู้เงินจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีปรับตัวสูงขึ้น แต่ตราบใดที่ตัวเลขดังกล่าวยังอยู่ภายใต้กรอบพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ (ซึ่งปัจจุบันกำหนดเพดานไว้ที่ 70% ของจีดีพี) ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้และบริหารจัดการสภาพคล่องได้

อย่างไรก็ตาม ธปท. เน้นย้ำว่า “สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือการนำเงินกู้ไปใช้ในโครงการที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำ ซึ่งอาจทำให้หนี้สาธารณะปรับตัวสูงขึ้นโดยที่รายได้ของประเทศไม่ได้เติบโตตามขอบเขตที่ตั้งไว้”

ทางด้านสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้นำเสนอบทวิเคราะห์ที่ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในขั้นตอนการปฏิบัติงาน นักวิจัยจาก TDRI ระบุว่า “ปัญหาที่มักพบในการใช้จ่ายเงินกู้ก้อนใหญ่ของภาครัฐ คือความล่าช้าในการเบิกจ่ายและการกระจุกตัวของงบประมาณในบางภาคส่วน หากรัฐบาลไม่สามารถเร่งรัดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้รวดเร็วและโปร่งใส เม็ดเงินที่ควรจะเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างทันท่วงทีก็อาจล่าช้าออกไป ทำให้ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย”

นอกจากนี้ มุมมองที่เป็นกลางยังให้ความสำคัญกับระบบการตรวจสอบ (Check and Balance) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และองค์กรอิสระต่าง ๆ ได้ออกข้อเสนอแนะให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดของทุกโครงการที่ใช้เงินกู้ ตั้งแต่ขั้นตอนการอนุมัติไปจนถึงการประเมินผล เพื่อให้ภาคประชาชนและสื่อมวลชนสามารถร่วมตรวจสอบได้ การดำเนินการที่โปร่งใสนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการรั่วไหลของงบประมาณ แต่ยังเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการสร้างภาระหนี้ของรัฐบาลอีกด้วย

ความเสี่ยงต่อวินัยการคลังและภาระระยะยาว (มุมมองเชิงวิพากษ์)

ในทางตรงกันข้าม มีเสียงสะท้อนที่แสดงความกังวลอย่างมากต่อนโยบายนี้ โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านและนักเศรษฐศาสตร์สายอนุรักษ์นิยมทางการคลัง ซึ่งมองว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทอาจเป็นการสร้างภาระผูกพันระยะยาวที่ได้ไม่คุ้มเสีย และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของคนรุ่นต่อไป

ตัวแทนจากพรรคฝ่ายค้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงทางวินัยการคลังว่า รัฐบาลยังขาดความชัดเจนว่าจะหาเงินจากแหล่งใดมาชำระคืนหนี้ก้อนนี้ โดยระบุว่า

“ส่วนเงินสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินและจำเป็นที่ถูกผลาญไปหมด ทำให้รายการที่ตั้งใจตั้งงบไม่พอจะสร้างปัญหาใหญ่ เช่น งบชำระดอกเบี้ย บำนาญข้าราชการ ขาด 5.1 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะมีล่าช้าหรือตกเบิกแน่นอน”

พร้อมตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า ท้ายที่สุดแล้วภาระเหล่านี้จะตกไปอยู่กับประชาชนผ่านการรีดภาษีเพิ่มในอนาคตหรือไม่

ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า งบประมาณที่ต้องใช้ในการชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยในแต่ละปีมีแนวโน้มสูงขึ้น นักวิชาการเตือนว่า “หากในอนาคตประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ใหม่ที่ไม่ได้คาดคิด เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติขนาดใหญ่ หรือวิกฤตเศรษฐกิจโลก รัฐบาลอาจจะไม่มีความสามารถในการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อมารับมือกับสถานการณ์เหล่านั้นได้อีก เนื่องจากเพดานหนี้ถูกใช้ไปจนเต็มแล้ว”

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจชั้นนำอย่าง KKP Research และ SCB EIC เคยประเมินฉากทัศน์ความเสี่ยง (Risk Scenario) ในลักษณะนี้ไว้ว่า หากพื้นที่ทางการคลังของไทยแคบลงอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก (Credit Rating Agencies) ปรับลดเครดิตลง ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ‘ต้นทุนการกู้ยืม’ ที่แพงขึ้นทั้งระบบ และจะพุ่งชนบิลค่างวดรถและบ้านของประชาชนโดยตรง”

อนาคตเศรษฐกิจไทยบนความท้าทาย

การพิจารณาแผนการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่สามารถประเมินผลได้จากตัวเลขเพียงมิติเดียว จากข้อมูลและข้อคิดเห็นของหน่วยงานต่าง ๆ สรุปได้ว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีความท้าทายในทุกขั้นตอน

ในด้านหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจไทยต้องการแรงกระตุ้น การกู้เงินเพื่อนำมาลงทุนและประคองกำลังซื้อตามที่รัฐบาลและภาคเอกชนคาดหวัง เป็นกลไกที่สอดคล้องกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคในยามที่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข้อควรระวังจากธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันวิจัยชี้ให้เห็นว่า กระบวนการเบิกจ่าย ความโปร่งใส และการบริหารจัดการโครงการ เป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดว่าเงินกู้ก้อนนี้จะเป็นประโยชน์สูงสุดหรือไม่

ขณะเดียวกัน เสียงสะท้อนจากฝ่ายค้านและนักวิชาการก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องนำมาประกอบการตัดสินใจ การตระหนักถึงภาระหนี้สาธารณะ พื้นที่ทางการคลังที่ลดลง และผลกระทบต่อคนรุ่นหลัง จะช่วยให้การจัดสรรงบประมาณมีความรอบคอบมากขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า นโยบายที่นำเงินกู้ไปใช้นั้น เป็นการลงทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่สามารถหารายได้กลับเข้าประเทศได้อย่างแท้จริง มิใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ท้ายที่สุด เงิน 4 แสนล้านบาทคือเครื่องมือ ไม่ใช่ผลลัพธ์ คำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องร่วมกันติดตามตรวจสอบไม่ใช่แค่เพียงว่า “เราจะกู้เงินหรือไม่” แต่คือ “เราจะบริหารจัดการเงินกู้อย่างไร ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อเศรษฐกิจ และทิ้งภาระไว้ให้ลูกหลานน้อยที่สุด” ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้การกู้เงินครั้งนี้ เป็นทางออกของประเทศอย่างแท้จริง

สุชาติ เดือด! ส่งทนายแจ้งความ ไอซ์ รักชนก ปมโพสต์แซะ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

สุชาติ เดือด! ส่งทนายแจ้งความ ไอซ์ รักชนก  ปมโพสต์แซะ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

สุชาติ เดือด! ส่งทนายแจ้งความ ไอซ์ รักชนก ปมโพสต์แซะ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.19 น.

 “สุชาติ”ส่งทีมทนายแจ้งความคดีอาญากับ “ไอซ์ รักชนก” ปม โพสต์กล่าวหา “คนชั่ว ครองเมือง – รับสินบน ยืนยันเป็นข้อมูลเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง โจมตีทางการเมือง

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีอาญากับนางสาวรักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาชน, ประธานคณะ กมธ.ศึกษาจัดทำและติดตามการบริหารงานงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ในปมโพสต์บิดเบือนข้อเท็จจริงและเป็นเท็จ โดยกล่าวหาว่า ปม “คนชั่ว ครองเมือง – รับสินบน” ในข้อหาความผิดตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 14 (2) (5), หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328   

ตรวสอบข้อมูลจาก รายงานคดีสำคัญเป็นที่สนใจของประชาชน สตช. ได้รับการยืนยันว่า พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ได้รายงานเหตุสำคัญเป็นที่สนใจของประชาชนต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.12 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบอำนาจให้ทนายความร้องทุกข์กล่าวโทษกับนางสาวรักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาชน, ประธานคณะ กมธ.ศึกษาจัดทำและติดตามการบริหารงานงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร โดยมี พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ แป้นจันทร์ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวน ได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษตามกฎหมายแล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้อง

 ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง พบว่า สส.ไอซ์ รักชนก ศรีนอก ตกเป็นจำเลยคดีเป็นพรวน ศาลอาญา ในคดีหมายเลขดำที่ อ.683/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ.3749/2566 ข้อหาหมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ปอ.มาตรา 112 พิพากษาจำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา โดยคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ในคดีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นโจทก์ฟ้อง ต่อศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.740/2568 โดยศาลประทับรับฟ้องเป็นจำเลยพร้อมกับนายสหัสสวัต คุ้มคง สส.พรรคประชาชน เขต 7 จังหวัดชลบุรี ปมกล่าวหาตึก SKYY9 อยู่ระหว่างนัดสืบพยาน ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2569 นายสุชาติฯ เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญานางสาวรักชนกฯ ต่อศาลอาญาตลิ่งชัน คดีหมายเลขดำที่ อ.527/2569 ปมโพสต์กล่าวหาว่า รัฐมนตรีมาจากการโกงการเลือกตั้ง อยู่ระหว่างนัดไต่สวนมูลฟ้อง ในวัน 22 มิถุนายน ศกนี้ และเป็นคดีใหม่ล่าสุด นายสุชาติฯ ได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อ พนง.สอบสวน สน.ทองหล่อ อีก

นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวว่า ข้อมูลที่โพสต์บิดเบือนข้อเท็จจริงและเป็นข้อมูลเท็จ ปั่นกระแสมุ่งโจมตีทางการเมือง สร้างความเสียหาย เมื่อคดีอยู่ในอำนาจศาล ตนไม่ขอให้ความเห็น ให้ไปสอบถามจากทีมทนายความของตน เพราะเสียเวลาในการทำงาน ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และทุกอย่างชี้แจงได้ การปั่นกระแส มุ่งโจมตีทางการเมือง นำเรื่องสมัยที่ตนดำรงตำแหน่ง รมว.แรงงาน ในช่วงปี 2563 – 2566 ตนยืนยันว่า ไม่เคยมีความประพฤติสันดานโกง หรือไปพัวพันรับสินบน ทั้งเป็นอำนาจหน้าที่ ปปช.ตรวจสอบ ตนพ้นตำแหน่งมาหลายปีแล้ว ยืนยันว่า ไม่เคยทุจริต และไม่ได้เป็นคนชั่วเรืองอำนาจ ครองเมือง เจตนาโพสต์ยึดโยงข้อมูลเก่า เป็นการจงใจให้เกิดความเสียหายกระทบเป็นวงกว้าง ตนใช้สิทธิฟ้องปกป้องสิทธิของตนเอง ไม่ได้ฟ้องปิดปาก ให้ไปอ่านสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง อย่ามั่ว ทำให้สังคมสับสน  

ตนผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ทั้งได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้ารัฐบาล ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในการทำหน้าที่บริหารกระทรวง ทส. อย่างต่อเนื่อง และในการสมัครรับเลือกตั้ง สส. ตนได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี มิได้มาจากการทุจริตการเลือกตั้ง มาตามกลไกรัฐธรรมนูญถูกต้องทุกประการ การมุ่งโจมตีทางการเมือง เป็นการโชว์เหนือ สร้างคะแนนนิยมไม่ยั่งยืน ควรให้ ไอซ์ รักชนกฯ ย้อนไปดูตนเองว่า ที่ศาลเมตตาปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณา และมากระทำผิดซ้ำ ตนมีสิทธิยื่นคำร้องขอถอนประกัน และยื่นคำร้องขอให้ ปปช.ไต่สวนว่า กระทำฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ อย่างไร

ส่วนคณะกรรมการร่วมเอกชน (กกร.) ผลสำรวจโพล กรมควบคุมมลพิษ มีการรับสินบนลำดับ 1 ตนได้ชี้แจงไปหมดแล้ว เป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ต้องไปตรวจสอบว่า มีการทุจริตรับสินบนตามข้อกล่าวหาจริงหรือไม่ ตนขอตั้งข้อสังเกตและข้อพิรุธ กลุ่มตัวอย่าง 401 ในการเก็บตัวอย่าง ไม่ครอบคลุมพื้นที่ มีความน่าเชื่อถือได้น้อย อาจเป็นการตั้งคำถามต่อกลุ่มตัวอย่างโดยใช้คำถามชี้นำ ทำให้ได้ผลไม่ตรงต่อความเป็นจริง แล้วไปด่วนสรุปว่า มีการรับสินบนต่อครั้งจำนวนมาก

ตนเข้ามาบริหารกระทรวง ทส. ตั้งแต่ตุลาคม 2568 เป็นต้นมา ถึงปัจจุบัน ไม่พบเห็นการทุจริตรับสินบน ของกรมควบคุมมลพิษ ตนไม่ได้ให้ท้ายหรือปกป้องข้าราชการที่ทุจริตคอรัปชั่น แต่ยุคของตนต้องยึดหลักกฎหมาย หลักเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้

หากตนตั้งคำถามบ้างว่า ให้โพลสำรวจความเห็นของประชาชนกับพรรคการเมือง ในประเด็นว่า พรรคการเมืองใด มีการคุกคามทางเพศมากที่สุด ถามว่า จะยอมรับได้หรือไม่

ทุกคนต้องอยู่ภายใต้หลักกฎหมายเดียวกัน ตามหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ไอซ์ รักชนก ควรประพฤติตนให้มีแบบอย่างที่ดีแก่สังคมและดำรงตนให้เหมาะสมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ภายใต้กรอบกฎหมายและจริยธรรม อย่าคิดว่า ได้นั่งตำแหน่ง ปธ.กมธ.ศึกษาจัดทำและติดตามการบริหารงานงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร แล้วตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้และย่อมถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ โดยใช้มติเสียงในสภาฯ ทั้ง รธน. มาตรา 219 ให้นำข้อกำหนดมาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองฯ พ.ศ.2561 เป็นตัวกำกับอีกชั้นหนึ่ง

ตนขอตั้งคำถามว่า เอาผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และศาลพิพากษาจำคุก 6 ปี ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นส่วนหนึ่งของระบอบการปกครองประชาธิปไตย มานั่งดำรงตำแหน่ง ปธ.กมธ.ศึกษาจัดทำและติดตามการบริหารงานงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร สังคม ยอมรับกันได้หรืออย่างไร