ปากเสียจนได้เรื่อง! ส้มฉะกันเองอีกแล้ว ปม กรุณพล แช่งนายกฯ น่าจะติดเตียงทรมาน เจอ ครูธัญ สั่งสอน-แจ้นขอโทษ

22 กันยายน 2569 เวลา 17:10 น.

22 กันยายน 2569 นายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ รองโฆษกพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความตอบโต้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ภายหลังจากที่นายอนุทิน ได้กล่าวตอบโต้กรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน จี้ให้เดินทางมาตอบกระทู้ถามในสภาฯ ซึ่งนายอนุทินระบุว่า “รอให้บุญถึงก่อนนะครับ”

โดย นายกรุณพล ได้นำภาพข่าวดังกล่าวมาโพสต์ พร้อมระบุข้อความว่า “คงบุญไม่ถึงอย่างคุณอนุทินว่าจริงๆ แหละครับ ยังไงพรรคผมก็จะอดทนทำกรรมดีต่อไป อยู่ที่ว่าท่านนายกฯ อย่าเพิ่งหมดบุญไปซะก่อนหละครับ แต่ดูแล้วคนอย่างท่านน่าจะไปยังยาก น่าจะติดเตียงทรมานอีกนานกว่าจะได้ลงไปข้างล่าง #นายกหรือเกรียนคีย์บอร์ด #พรรคประชาชน”

ต่อมา นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กเตือนนายกรุณพล กรณีตอบโต้นายอนุทิน ว่า “น่าจะติดเตียงทรมานอีกนานกว่าจะได้ลงไปข้างล่าง” โดยนายธัญวัจน์ ระบุว่า “ไม่ใช่เรื่องตลก แต่คือชีวิตจริงที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่ทุกวัน อย่านำความเจ็บป่วย ความพิการ หรือภาวะติดเตียงมาล้อ หรือใช้สาปแช่งใคร เราจะไม่เห็นด้วยกับใครมากแค่ไหน การเมืองก็ไม่ควรทำให้เราลืมความเป็นมนุษย์ของกันและกัน” พร้อมแนบภาพข้อความระบุว่า “ภาวะติดเตียง ไม่ใช่มุกตลก และไม่ควรถูกใช้เป็นคำสาปแช่ง”

ล่าสุด นายกรุณพล ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ขอบคุณครูธัน ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ – Tunyawaj Kamolwongwat ที่แนะนำนะครับ และต้องขอโทษทุกท่านที่เลือกอาการป่วยมาใช้ตอบโต้ทางการเมือง ขอรับไปแก้ไขเพื่อให้การสื่อสารดีขึ้นในครั้งต่อไป ทั้งนี้ได้ทำการแก้ไขเรียบร้อยครับ #พรรคประชาชน” ขณะที่ นายธัญวัจน์ เข้ามาคอมเมนต์ว่า “ขอบคุณคุณเพชรนะคะ”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

– “ศิริกัญญา” ซัดแรง! แซะ “นายกฯ” ขยันเล่นเฟซบุ๊กแต่ไม่อ่านกฎหมาย ท้าให้มาตอบกระทู้ในสภา

– “อนุทิน” สวนกลับเดือด “ศิริกัญญา” ลั่น “รอให้บุญถึงก่อน” หลังถูกแซะขยันเล่นเฟซฯ แต่เมินตอบกระทู้สภา

โฆษก ภท.ปัดคุยกล้าธรรม ดึงร่วมรัฐบาล โยนวิปฝ่ายค้านแจงเหตุถีบออก เผยวงประชุม สส. ลั่นตอนนี้มีแค่พรรคร่วมเดิม

22 กันยายน 2569 เวลา 16:48 น.

22 กันยายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยภายหลังการประชุม สส.ประจำสัปดาห์ ว่า เป็นการพูดคุยถึงสถานการณ์การเมือง เช่น วาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ส่วนเรื่องของพรรคกล้าธรรม ขอไม่ก้าวล่วง เพราะเพิ่งทราบจากข่าว และไม่ทราบว่าคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) มีปัญหาอะไรจนนำพรรคกล้าธรรมออก และนำพรรคอื่นเข้ามา เรื่องนี้เป็นสิ่งที่วิปฝ่ายค้านต้องตอบเอง

เมื่อถามว่า ในที่ประชุมวันนี้ได้ถามความเห็นของ สส.กรณีกระแสข่าวพรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ในที่ประชุมไม่มีการพูดคุยเรื่องดังกล่าว แค่คุยกันว่ากระแสข่าวที่เกิดขึ้นมาจากไหน ซึ่งเป็นเพียงสำนักข่าวต่างๆ ที่วิเคราะห์กัน พวกเรามองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาของพรรคร่วมฝ่ายค้านมากกว่า

เมื่อถามย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีมีการดึงพรรคกล้าทำเข้าร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ตอนนี้เรามีพรรคร่วมรัฐบาลเท่าที่เห็น

เมื่อถามว่า ขณะนี้พรรคกล้าธรรมไม่ได้อยู่ในฝ่ายค้านแล้ว ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยจะปิดกั้นการทำงานระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรมหรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ทุกพรรคในสภาฯทำงานร่วมกันตลอดอยู่แล้ว ไม่ว่าพรรคไหนก็ตาม เพราะต้องคุยกันเรื่องวาระสภาว่าการประชุมในสัปดาห์มีอะไรบ้าง คงจะไม่บอกว่าเราจะไม่ทำงานกับใคร เพราะทุกวันนี้วิปรัฐบาล และวิปฝ่ายค้านพูดคุยกันตลอดอยู่แล้ว จะไปพูดว่าเราปิดประตูคนนั้นปิดประตูคนนี้ก็คงไม่ใช่ เพราะพรรคการเมืองทุกพรรคทำงานด้วยกันในสภาอยู่แล้ว ขอย้ำว่า ณ ตอนนี้ทุกพรรคทำงานด้วยกันเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าแต่ละพรรคอยู่ในสถานะใดในสภาฯ ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่า พรรคร่วมรัฐบาลยังคงเดิมตามที่เคยประกาศไว้

เมื่อถามว่า ตอนนี้พรรคร่วมรัฐบาลมีพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ณ ตอนนี้เป็นแบบนี้ ส่วนวิปฝ่ายค้านก็ประกาศชัดเจนเขาก็ประกาศว่า มีพรรคไหนบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องของฝ่ายค้าน

กนช.เคาะงบกลาง ดัน 68 โครงการ แก้ไขปัญหาท่วม-แล้ง คุณภาพน้ำทั่วทุกภูมิภาค

22 กันยายน 2569 เวลา 16:12 น.

22 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 4/2569 โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า นายทรงศักดิ์ ได้มอบนโยบายต่อที่ประชุมว่า จากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่านช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและมีพื้นที่ที่เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง รองนายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งมีการประชุมด่วนระหว่าง สทนช. ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมหารือแนวทางช่วยเหลือและการแก้ไขปัญหา โดยให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เร่งช่วยเหลือประชาชนและฟื้นฟูเยียวยาให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะในห้วงวันที่ 23-26 กันยายน 2256 จะมีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคกลาง ภาคอีสานตอนล่างและภาคใต้ตอนบน ซึ่งจะต้องมีการเตรียมการรับมือต่อไป

สำหรับในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ทุกหน่วยงานยังต้องเตรียมรับมือกับฤดูฝนทางภาคใต้ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังจะมาถึง เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ จึงได้มอบหมายจังหวัดและหน่วยงานเกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือนภัย ให้ประชาชนรับทราบเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์สารปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแม่น้ำลาวอย่างใกล้ชิด โดยให้ชี้แจงสถานการณ์และให้ความรู้กับประชาชนอย่างต่อเนื่องด้วย

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางการเสนอเรื่อง ต่อ กนช. เพื่อพิจารณาแผนงานโครงการที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยให้ สทนช. ตรวจสอบ วิเคราะห์กลั่นกรองโครงการก่อนเสนอ กนช. พิจารณา และวันนี้ได้เห็นชอบในหลักการแผนงานโครงการที่หน่วยงานตามที่เสนอขอรับสนับสนุนงบประมาณ งบกลางฯ จำนวน 99 โครงการ วงเงินทั้งสิ้น 509.7005 ล้านบาท โดยโครงการทั้งหมดจะกระจายอยู่ในพื้นที่ที่เคยประสบปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง และมีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยให้หน่วยงานดำเนินการตามระเบียบที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด นอกจากนั้น เพื่อให้การวางแผนการบริหารจัดการน้ำในเชิงป้องกันมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ที่ประชุมยังได้รับทราบผลการดำเนินงานของคณะทำงานถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย (อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา) และผลการดำเนินการของคณะทำงานแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และให้รายงาน ครม. เพื่อทราบ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการขับเคลื่อนตามแผนต่อไป

นอกจากนี้ กนช. ยังมีมติให้ความเห็นชอบการดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำญวน จังหวัดพะเยา ความจุอ่างเก็บน้ำ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร ระยะเวลาดำเนินโครงการ 6 ปี (พ.ศ. 2571 – 2576) วงเงินงบประมาณ 2,600 ล้านบาท เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนกิจกรรมการใช้น้ำในพื้นที่กว่า 20,910 ไร่ ของอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา โดยให้กรมชลประทานดำเนินการตามกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญกับการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังต้องเร่งรัดการขออนุญาตใช้พื้นที่อนุรักษ์และดำเนินการโครงการให้เป็นไปตามแผน รวมถึงรายงานผลการดำเนินงานให้ กนช. รับทราบทุก 6 เดือน

สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่อยู่ในระหว่างดำเนินการ ที่ประชุมได้เห็นชอบการขอขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการ ภายใต้กรอบวงเงินเดิม จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการปรับปรุงคลองยม – น่าน จังหวัดสุโขทัย (จากเดิม 8 ปี เป็น 9 ปี) และโครงการประตูระบายน้ำศรีสองรักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย (จากเดิม 10 ปี เป็น 14 ปี)

มท.2 แฉนายทุน โยงเครือข่ายยิว เตรียมซื้อที่ดิน 3 จังหวัดชายแดนใต้ มูลค่าเกือบ 100 ล้าน สร้างชาบัด

22 กันยายน 2569 เวลา 16:03 น.

“มท.2″แฉ”นายทุน” โยง”เครือข่ายยิว” เตรียมซื้อที่ดิน”3 จังหวัดชายแดนใต้” มูลค่าเกือบ 100 ล้าน สร้าง”ชาบัด” จ่อลงพื้นที่เข้มตรวจสอบด้วยตัวเอง หวั่นลามทำขัดแย้งกับศาสนา-ชุมชน กำชับ”ผู้ว่าฯ-ปกครอง”สแกนทั่วพื้นที่ เร่งทำความเข้าใจคลายกังวลชาวบ้าน เผยเคส”ภูเก็ต”พิรุธเพียบ ไร้ขออนุญาตสร้าง ขีดเส้น 30 วัน หากยัง ต้อง”ทุบทำลาย” ขณะที่”ถนนท่าพระทิตย์-สุขุมวิท 22″ ยังไม่พบผิดปกติ ส่วนที่”กระบี่”หากจังหวัดทำไม่ได้ เดี๋ยวลงไปทำเอง

22 กันยายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบศูนย์ชุมชนและศาสนสถานของชาวอิสราเอล หรือ ชาบัด ในทั่วประเทศ ว่า วันนี้กำลังตรวจสอบในรายละเอียดอยู่ว่า เนื่องจากตรวจพบชาบัด ประมาณ 8 – 9 ที่แล้ว อย่างเช่น ชาบัด ที่ จ.ภูเก็ต จากการตรวจสอบโดยผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พบว่ามีพิรุธเกี่ยวกับใบอนุญาตก่อสร้างจริง ไม่ว่าจะเป็นการต่อเติม หรืออาคารที่ไม่ควรเป็นอาคาร จากนี้จะมีเวลาให้ 30 วัน หากไม่มียื่นขออนุญาติ หรือยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้อง ก็คงต้องให้มีการทุบทำลาย นอกจากนี้ ยังพบร้านขายของที่มีสินค้านำเข้ามาไม่มีฉลาก หรือ อย. คำถามคือนำเข้ามาขายได้อย่างไร ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการทางเอกสารเพื่ออายัดสินค้าทั้งหมดแล้ว

รมช.มหาดไทย กล่าวต่อว่า ส่วนชาบัดที่อื่นๆ ในภาคใต้ หรือที่กำลังจะก่อสร้าง ประชาชนในพื้นที่ยังมีความกังวลอยู่ ได้กำชับให้ผู้ว่าฯ แต่ละพื้นที่ลงไปตรวจสอบโดยเฉพาะเรื่องใบอนุญาตแล้ว พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบบริษัทที่มาครอบครองที่ดิน ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ การขออนุญาตก่อสร้างเป็นอย่างไร เส้นเงินที่กำลังก่อสร้างที่ถือเป็นเรื่องสำคัญต้องตรวจสอบ เพราะชาบัด หรือโบสถ์ของชาวยิว มันไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ได้ แต่นำมาเงินลงทุน 50 ล้านบาท 100 ล้านบาท 1,000 บาท อย่างที่ชาบัด สุขุมวิท กทม. เราก็อยากรู้ว่าเอาเงินจากไหนมาดูแล

“ตอนนี้เรากำลังตรวจสอบอยู่ ในโครงข่ายที่ผมเคยพูดไป ขณะนี้ก็ขยายไปค่อนข้างที่จะเกือบสมบูรณ์แล้ว เดี๋ยวจะมีการประชุมร่วมกับดีเอสไอ อีกรอบเพื่อดูว่าโครงข่ายนี้จะขยายไปถึงไหนได้บ้าง เพราะไม่อยากให้ประชาชนกังวล” นายพลพีร์ กล่าว

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันยังมี สส.หลายคนมาคุยกับตนว่าพบเครือข่ายชาวอิสราเอล โดยเฉพาะบริษัทที่ทำเกี่ยวกับสุสาน หรือธุรกิจอื่นๆ ไปซื้อที่ดินที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วด้วย มูลค่าน่าจะอยู่ที่ประมาณเกือบ 100 ล้านบาท ซึ่งตนจะลงไปตรวจสอบด้วยตัวเองในอนาคตอันใกล้นี้ว่า เป็นพื้นที่ใคร ใช้เงินที่ไหนมาซื้อ เป็นบริษัทอะไร เจตนารมย์คืออะไร รวมถึงอาจเชิญมาหารือเรื่องธุรกิจที่กำลังที่ทำด้วย เพราะเรากลัวว่าหากมีการกระทำที่ขัดแย้งต่อศาสนา หรือชุมชนเดี๋ยวจะมีปัญหาอีก ประชาชนจะได้ไม่กังวลใจ

เมื่อถามถึงชาบัด ที่ จ.กระบี่ ที่ประชาชนค่อนข้างกังวลใจ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ตนก็กังวลใจเหมือนกัน เป็นหน้าที่ของกรมการปกครอง และผู้ว่าฯ ในการตรวจสอบ หาข้อมูล และประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนเข้าใจว่าสิ่งที่เขากำลังจะทำคืออะไร หากจังหวัดไม่สามารถทำได้ เดี๋ยวตนจะลงไปทำเอง จะลงไปดูด้วยตัวเองว่าเนื้อหาต่างๆ คืออะไร ทั้งนี้ ต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าถึงเนื้อหาข้อเท็จจริงที่สุด เขาจะได้สบายใจที่สุด ส่วนชาบัดในพื้นที่ กทม.เช่น ที่บริเวณถนนพระอาทิตย์ ทาง กทม.ได้เข้าไปตรวจสอบแล้ว ไม่ได้มีการก่อสร้างชั้นใต้ดินอย่างที่มีข่าวออกมา ขณะที่พื้นที่ชั้น 2 – 3 เปิดเป็นที่พักให้ชาวอิสราเอล เบื้องต้นยังไม่พบอะไรผิดปกติ ขณะที่การก่อสร้างชาบัดเฮ้าส์ ในซอยสุขุมวิท 22 ที่พบการสร้างที่จอดรถชั้นใต้ดินลงไป 3 ชั้น และอาคารอีก 5 ชั้น พบว่าเป็นไปตามนั้น มีการใช้สิทธิแจ้งก่อสร้างหรือดัดแปลงตาม มาตรา 39 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จากการหารือกับผู้ว่าฯ กทม.ยังไม่พบอะไรผิดปกติ แต่อาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับระยะร่นจากถนนถึงรีสอร์ท ก็อาจจะต้องมีคำสั่งให้แก้ไข อย่างไรก็ตาม ตนได้สั่งการให้กรมการปกครอง ตรวจเช็คข้อมูลกับ กทม.หากพบอะไรผิดปกติ ตนก็จะลงไปตรวจสอบเช่นกัน

บิ๊กดุลย์ เผยงบ 3,500 ล้านถึงมือ 3 เหล่าทัพ ซื้อทดแทน-ซ่อมบำรุงอาวุธ เพิ่มความพร้อมป้องกันประเทศ

22 กันยายน 2569 เวลา 15:37 น.

บิ๊กดุลย์ ประชุม สภากลาโหม พรุ่งนี้ กำชับเหล่าทัพ อย่าเกิดช่องว่างช่วงสับเปลี่ยนตำแหน่ง ย้ำระวังชายแดน ชี้รัฐบาลอนุมัติงบ 3.5 พันล้านซื้อ-ซ่อม อาวุธยุทโธปกรณ์ รับมือหากมีรอบใหม่

ที่องค์การทหารผ่านศึก(อผศ.)พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมสภากลาโหมในวันพรุ่งนี้ (23 ก.ย.69) ซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะมีการสับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการทำงานว่า สิ่งที่ตนจะเน้นย้ำก็มีในหลายประเด็น ทั้งเรื่องของพลทหารอาสา ที่อยากให้คนที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ เร่งดำเนินการผลักดัน เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม และนำไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจน รวมถึงมาตรการการฝึก การลงโทษที่ต้องยึดระเบียบวินัย และการปลูกฝังให้มีความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

นอกจากนี้ในส่วนของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดน ต้องมีความระมัดระวัง เพราะเราไม่รู้ว่า ภัยคุกคามจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และต้องเตรียมความพร้อม ซึ่งการสับเปลี่ยนกำลัง ก็ไม่ได้สับเปลี่ยน 100% เราดำเนินการเพียง 2 ใน 3 ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บัญชาการเหล่าทัพ, แม่ทัพภาค และผู้บัญชาการกองกำลัง ซึ่งมีวิธีการบริหารจัดการ

พลโท อดุลย์ กล่าวอีกว่า วันนี้รัฐบาลได้มีการอนุมัติงบกลางประมาณ 3,500 ล้านบาทให้ 3 เหล่าทัพเพิ่มเติม ในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อทดแทนของเดิมที่ใช้ไป และซ่อมบำรุงสิ่งที่ชำรุดจากการสู้รบ และนำไปซื้อของจำเป็น เพื่อปฏิบัติการในครั้งต่อไป เพื่อให้เกิดความพร้อมในทุกด้าน ซึ่งขอให้ประชาชนสบายใจว่า เราจะป้องกันประเทศแบบองค์รวม ทั้งทหาร, ประชาชน และหน่วยงานราชการมีส่วนร่วม รวมไปถึงกระทรวงฯ ต่าง ๆ

พลโท อดุลย์ กล่าวอีกว่า ในขณะเดียวกัน เรายังคงปิดด่านอยู่ จึงอยากให้ช่วยกันสนับสนุนผู้ประกอบการพ่อค้า-แม่ค้า ที่อยู่ตามแนวชายแดน แบบไทยช่วยไทย หันมาซื้อของไทย

เมื่อถามถึงกรณี พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หรือ ผอ. JIC จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้นั้น พลโท อดุลย์ กล่าวว่า คงต้องหารือกัน แต่ยืนยันว่า ศูนย์ JIC ยังคงอยู่ เพราะเป็นไปตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) เพียงแต่ว่า ต้องไปพูดคุยกันว่า จะเดินไปในรูปแบบไหน แต่สำหรับตัวบุคคลนั้น ตนขอหารือกับพลอากาศเอก ประภาส อีกครั้ง

รัฐบาลเดินหน้าแผนกองทุนน้ำมันปี 2569-2572 ชูเชื้อเพลิงชีวภาพผลิตได้ในประเทศ ลดพึ่งพาการนำเข้า-เสริมความมั่นคงพลังงานไทย

22 กันยายน 2569 เวลา 15:32 น.

22 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ “แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572” และ “แผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572” เพื่อวางกรอบการบริหารจัดการพลังงานของประเทศให้พร้อมรับความผันผวนของตลาดโลก ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เอง โดยเฉพาะเชื้อเพลิงชีวภาพ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า เชื้อเพลิงชีวภาพถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของความมั่นคงด้านพลังงาน เนื่องจากสามารถผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตรภายในประเทศ และนำมาใช้เป็นส่วนผสมในน้ำมันเชื้อเพลิง ช่วยทดแทนการใช้น้ำมันจากต่างประเทศบางส่วน ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

แผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572 จึงกำหนดให้การรองรับการเปลี่ยนผ่านของน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเมื่อเกิดวิกฤต เพื่อให้ประเทศไทยมีเครื่องมือบริหารจัดการพลังงานที่เหมาะสมกับสถานการณ์ และสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศมากขึ้น

ขณะเดียวกัน แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572 ยังวางกรอบการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและลดผลกระทบต่อประชาชนเมื่อเกิดความผันผวนของราคาพลังงาน โดยต้องคำนึงถึงฐานะและสภาพคล่องของกองทุน รวมถึงความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเพิ่มบทบาทของเชื้อเพลิงชีวภาพยังช่วยเชื่อมโยงนโยบายพลังงานกับภาคการเกษตร เนื่องจากวัตถุดิบสำคัญสามารถผลิตได้ภายในประเทศ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศเพียงด้านเดียว

“ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเอง เชื้อเพลิงชีวภาพเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ไทยมีศักยภาพ เพราะเราสามารถผลิตวัตถุดิบได้ภายในประเทศ นำมาใช้ทดแทนการนำเข้าพลังงานบางส่วน และช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

รัฐบาลทบทวนเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569’ ลดเงื่อนไข ก่อนประกาศผล

22 กันยายน 2569 เวลา 15:09 น.

รัฐบาลทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ลดเงื่อนไขที่อาจทำคนเดือดร้อนหลุดสิทธิ ย้ำเกณฑ์ใหม่ใช้ตรวจผู้ยื่นทบทวนสิทธิ 5.01 ล้านคน ก่อนประกาศผล 30 ก.ย. เริ่มใช้สิทธิ 1 ต.ค.

วันที่ 22 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม โดยทบทวนหลักเกณฑ์คุณสมบัติบางส่วนให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสภาพความเดือดร้อนของประชาชนมากขึ้น หลังพบว่าหลักเกณฑ์เดิมบางประการอาจทำให้ผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ

การทบทวนครั้งนี้สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่ให้เร่งพิจารณาหลักเกณฑ์คุณสมบัติอีกครั้ง โดยเฉพาะเงื่อนไขที่อาจทำให้ผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือหลุดออกจากระบบ และต่อมาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 คณะรัฐมนตรีได้รับทราบแนวทางการทบทวนข้อมูลในการตรวจสอบคุณสมบัติในระยะเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

สำหรับหลักเกณฑ์ที่เสนอปรับปรุงในครั้งนี้ ประเด็นแรก คือ เกณฑ์นักเรียนและนักศึกษา โดยเสนอให้ไม่นับนักเรียนหรือนักศึกษาในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท และผู้เรียนการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ เพื่อไม่ให้สถานะการเรียนในลักษณะดังกล่าวเป็นเหตุให้ถูกตัดสิทธิ

ประเด็นที่สอง คือ เกณฑ์การเป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการ โดยเสนอให้ยกเว้นกรณีที่เป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือเป็นวิสาหกิจชุมชนภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อไม่ให้การมีชื่ออยู่ในกิจการประเภทดังกล่าวเป็นเหตุให้ถูกตัดสิทธิโดยอัตโนมัติ

ประเด็นที่สาม คือ เกณฑ์การถือครองหลักทรัพย์และตราสารหนี้ โดยเสนอให้ผู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์คงเหลือในบัญชี หรือมีมูลค่าหลักทรัพย์คงเหลือรวมทุกบัญชีไม่เกิน 5,000 บาท ไม่ถูกตัดสิทธิ เช่นเดียวกับผู้ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้ หรือมีตราสารหนี้รวมกันไม่เกิน 5,000 บาท เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นว่าเงินลงทุนในระดับดังกล่าวมีมูลค่าต่ำ และการเปิดบัญชีลงทุนอาจเป็นเพียงช่องทางการออมระยะยาว ไม่ได้สะท้อนว่าบุคคลนั้นมีฐานะทางเศรษฐกิจสูง

ประเด็นที่สี่ คือ เกณฑ์การถือครองรถ โดยเสนอให้ไม่นำรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกิน 15 ปีนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรกมาเป็นเหตุในการตัดสิทธิ เว้นแต่เป็นรถจักรยานยนต์มูลค่าสูงหรือรถสะสมตามชนิด แบบ และรุ่นที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ขณะที่รถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรมที่มีอายุเกิน 20 ปีนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรก จะได้รับการยกเว้นในลักษณะเดียวกัน เว้นแต่เป็นรถยนต์มูลค่าสูงหรือรถสะสมตามประกาศกรมการขนส่งทางบก

นอกจากนี้ ยังมีการปรับแนวทางตรวจสอบเกณฑ์หนี้สินให้สะท้อนภาระหนี้ที่แท้จริงมากขึ้น โดยกรณีสินเชื่อเพื่อการเกษตรของ ธ.ก.ส. ที่ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และถูกบันทึกเป็นสินเชื่อประเภทอื่น จะให้ ธ.ก.ส. แยกส่งเฉพาะยอดหนี้ในส่วนที่ไม่ใช่เพื่อการเกษตรให้กระทรวงการคลังนำไปประมวลผล ขณะที่สินเชื่อโครงการผลิตภัณฑ์ชุมชนชื่อสัตย์ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้แทนมัสยิดเป็นผู้ลงนามแทนชุมชน จะไม่นำมารวมคำนวณเพื่อตัดสิทธิผู้แทนมัสยิด เนื่องจากไม่ได้เป็นการกู้เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล

ส่วนวงเงินค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ถูกส่งไปยังบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด และอาจถูกนับซ้ำกับสินเชื่อที่กู้จากสถาบันการเงินโดยตรง จะไม่นำวงเงินค้ำประกันที่ยังไม่มีภาระหนี้คงค้างจริงมารวมคำนวณเป็นภาระหนี้ของผู้ลงทะเบียน

“การทบทวนครั้งนี้ต้องการให้การคัดกรองสะท้อนฐานะและความเดือดร้อนที่แท้จริงของประชาชนมากขึ้น เพราะข้อมูลบางประเภท เช่น การมีเงินลงทุนเพียงเล็กน้อย การมีรถที่ใช้งานมานาน หรือการมีชื่อเกี่ยวข้องกับกิจการบางประเภท อาจไม่ได้สะท้อนว่าบุคคลนั้นมีฐานะทางเศรษฐกิจสูง รวมถึงต้องป้องกันไม่ให้การนับภาระหนี้ซ้ำซ้อนหรือข้อมูลที่ไม่สะท้อนหนี้ส่วนบุคคลจริง กลายเป็นเหตุให้ประชาชนเสียสิทธิ” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นสำคัญที่ประชาชนควรทำความเข้าใจ คือ การนำหลักเกณฑ์ที่ทบทวนใหม่มาใช้กับรอบทบทวนสิทธิ โดยขณะนี้สิ้นสุดระยะเวลาการยื่นขอทบทวนสิทธิแล้วตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติที่ยื่นขอทบทวนสิทธิ 5,011,678 คน และมีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติที่ไม่ได้ยื่นขอทบทวนสิทธิ 4,302,575 คน

สำหรับผู้ที่ยื่นขอทบทวนสิทธิ 5,011,678 คน คณะกรรมการฯ กำหนดให้สามารถแก้ไขข้อมูลกับหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติได้ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 และจะนำข้อมูลของผู้ขอทบทวนสิทธิกลุ่มนี้ไปตรวจสอบคุณสมบัติอีกครั้งตามหลักเกณฑ์ที่ทบทวนใหม่ หากคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติรอบทบทวนสิทธิในวันที่ 30 กันยายน 2569

นางสาวลลิดา กล่าวว่า สำหรับผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการปี 2569 ทุกรายที่ยืนยันตัวตน (e-KYC) แล้ว จะสามารถเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยผู้ผ่านคุณสมบัติสามารถยืนยันตัวตนที่ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ส่วนธนาคารกรุงไทยสามารถยืนยันตัวตนได้ถึงวันที่ 12 มกราคม 2570

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังเสนอให้นำฐานข้อมูลผู้ลงทะเบียนโครงการปี 2569 ซึ่งสะท้อนข้อมูลด้านรายได้ อายุ สภาพร่างกาย การศึกษา และการประกอบอาชีพ ไปใช้บูรณาการความช่วยเหลือประชาชนทั้งกลุ่มที่ผ่านและไม่ผ่านคุณสมบัติในด้านอื่นเพิ่มเติม โดยให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกระทรวงมหาดไทยพิจารณาความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐพิจารณามาตรการแก้ไขภาระหนี้และสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพ ขณะที่กระทรวง อว. กระทรวงแรงงาน และกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาการพัฒนาความรู้ ทักษะฝีมือแรงงาน และการเข้าสู่ตลาดแรงงานให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละบุคคล

พร้อมกันนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องตรวจสอบกรณีประชาชนถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม หรือถูกนำชื่อไปแอบอ้างทำธุรกรรมหรือนิติกรรม และดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งปรับปรุงฐานข้อมูลของภาครัฐให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การกำหนดมาตรการช่วยเหลือในอนาคตมีความแม่นยำและตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

ทั้งนี้ คาดว่าการจัดสรรสวัสดิการสำหรับผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 จะใช้งบประมาณไม่เกิน 42,000 ล้านบาท จากงบประมาณกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ตามกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยการทบทวนหลักเกณฑ์ครั้งนี้มีเป้าหมายให้การจัดสวัสดิการของรัฐสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ใช้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และช่วยเหลือประชาชนได้ตรงกับสภาพปัญหาของแต่ละรายมากขึ้น

หมอตุลย์ บุก กกต. จี้ทบทวนมติฮั้วเลือก สว. ชงส่งศาลฎีกาเชือดฟัน 229 คน ตาม ม.62 ชี้มติเดิมฟ้องแค่ 77 คน ส่อละเว้นหน้าที่

22 กันยายน 2569 เวลา 15:04 น.

22 กันยายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เดินทางมายื่นหนังสือถึง กกต. เรียกร้องให้ กกต.จัดประชุมเพื่อพิจารณาลงมติสำนวนคดีในการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 อีกครั้ง ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรม การสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ด้วยสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งให้ครบถ้วน ตามมาตรา 62 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 และดำเนินคดีต่อพยานเลขที่ 16/26 , 21/26 และ 22/26 ที่กลับคำทั้ง 3 คน ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

นพ.ตุลย์ กล่าวว่า การที่ กกต.มีมติให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียง 77 คน ในความผิด 7 มาตรา ยังเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ไม่ครบถ้วน เนื่องจากไม่ได้พิจารณาการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 คน ตามมาตรา 62 ถือเป็นการละเว้นต่อหน้าที่ เพราะตามสำนวนคดีของคณะอนุกรรม การสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 มีพยานหลักฐานชัดเจนว่า ผู้ถูกกล่าวหาเหล่านี้ร่วมกันกระทำการโดยทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

มหาดไทย เล็งแก้กฎกระทรวง ปลดล็อกสนุกเกอร์​ พ้นการพนัน ‘พลพีร์’​ลั่นผ่านครม.เมื่อไหร่ บังคับใช้ทันที

22 กันยายน 2569 เวลา 14:54 น.

วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา​ 12.00 น.​ ที่ทำเนียบ​รัฐบาล​ นาย​พล​พี​ร์​ สุวรรณ​ฉวี​ รมช.​มหาดไทย​ กล่าวถึงการปลดล็อกสนุกเกอร์ออกจากพนัน​ว่า​ อยู่ระหว่างการแก้กฎกระทรวง ขณะนี้อยู่ที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย ก่อนที่จะเสนอไปยัง รมว.มหาดไทย เพื่อให้ความเห็นชอบ และจะนำร่างกฎหมายขึ้นมา

จากนั้นจะมีการรับฟังความคิดเห็น 30 วัน เมื่อรับฟังความคิดเห็นเสร็จแล้ว จะส่งร่างกลับมายังรมว.มหาดไทย เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเมื่อผ่านที่ประชุม ครม.ก็สามารถบังคับใช้ได้เลย​ ทั้งนี้ เราให้ความสำคัญในการพัฒนาทักษะของนักกีฬาในอนาคต แต่มีช่วงหนึ่งที่จะต้องไปหารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันอยู่ ส่วนกระทรวงมหาดไทยจะดูเรื่องระเบียบ เพราะเราไม่อยากให้ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนไปเกี่ยวข้องกับการพนันภายในร้านสนุกเกอร์​ หรือ​ บิลเลียดต่างๆ​ และเห็นว่าวิธีการแบบนี้จะรวดเร็วกว่าการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติที่ใช้ระยะเวลานาน และทำให้ทันเวลาในการผลักดันทักษะของเยาวชน ให้เป็นมืออาชีพ

ครม. ไฟเขียว ไทยช่วยไทย พลัส เพิ่มเติม วงเงิน 1,000 บาท ใช้ภายใน 2 เดือน

22 กันยายน 2569 เวลา 14:52 น.

ครม. ไฟเขียว “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพิ่มเติม” ดูแลกลุ่มเปราะบาง–พยุงกำลังซื้อ เริ่ม 1 ต.ค. – 30 พ.ย. 2569 รัฐร่วมจ่าย 60% สูงสุด 200 บาท/วัน – 1,000 บาท/คนตลอดโครงการ

วันนี้ (22 ก.ย. 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปรับลดกรอบวงเงินที่เคยได้รับอนุมัติสำหรับดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” และอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ เพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง บรรเทาภาระค่าครองชีพ รักษากำลังซื้อของประชาชน และช่วยผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ

โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” ประกอบด้วย 2 มาตรการ ได้แก่ 1) โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม (โครงการเพิ่มวงเงินเพิ่มเติมฯ) และ 2) โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)” โดยมีกรอบวงเงินรวมไม่เกิน 42,690.6503 ล้านบาท ทั้งนี้ คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ได้ให้ความเห็นชอบข้อเสนอแล้ว ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา

นางสาวลลิดากล่าวว่า สำหรับโครงการเพิ่มวงเงินเพิ่มเติมฯ จะเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ให้แก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ผ่านคุณสมบัติก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 อีก 700 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิม 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางและได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน

ส่วนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)” มีระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1) ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” อยู่ในปัจจุบัน และ 2) ผู้ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ทั้งกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 เดิม และกลุ่มที่ลงทะเบียนใหม่

สำหรับการใช้สิทธิ ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดในอัตรา 60% แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนตลอดระยะเวลาโครงการ โดยประชาชนสามารถใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. หรือซื้ออาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่เข้าร่วมโครงการ ในเวลา 06.00 – 21.00 น.

สำหรับการยืนยันสิทธิ ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสามารถกดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 ตุลาคม 2569 ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการสามารถกดยืนยันผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569

“มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมช่วยให้ประชาชนบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและสภาพคล่องได้เหมาะสมในช่วงที่ค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง” นางสาวลลิดากล่าวย้ำ