ท็อป ดารณีนุช เผยเหตุผล ตัดใจทุบบ้านเก่า 62 ปี สมบัติของพ่อแม่

ท็อป ดารณีนุช เผยเหตุผล ตัดใจทุบบ้านเก่า 62 ปี สมบัติของพ่อแม่

ท็อป ดารณีนุช เผยเหตุผล ตัดใจทุบบ้านเก่า 62 ปี สมบัติของพ่อแม่

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.01 น.

22 เมษายน 2569 นักแสดงรุ่นใหญ่ “ท็อป ดารณีนุช โพธิปิติ” เปิดเผยเรื่องราวสะเทือนใจผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว หลังตัดสินใจทุบบ้านเก่าอายุกว่า 62 ปี ซึ่งเป็นบ้านที่พ่อแม่สร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรง และเป็นสถานที่ที่เธอเกิดและเติบโตมา

เจ้าตัวระบุว่า “ลาก่อนบ้านที่ พ่อจ๋า แม่จ๋า สร้างขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรง

62 ปีแล้ว ที่ท็อปเกิดและโตที่นี่ ท็อปพยายามรักษา สมบัติของพ่อแม่เอาไว้ 14 ปีหลังจากแม่กับพ่อจากไป ตอนนี้ลูกรั้งไว้ไม่ไหวแล้วจ้ะ ถนนข้างนอกมันสูงกว่าบ้านพ่อแม่ขึ้นมาก ฝนมา น้ำมาบ้านเราลำบากกันมาก ท็อปรู้ว่าพ่อกับแม่จะเข้าใจ

ทุกอย่างที่ราบเลียบตรงหน้า เหมือนเริ่มต้นใหม่ มันคือบทใหม่ของชีวิตในช่วงปัจฉิมวัยของลูกที่เหลือความทรงจำบนผืนดินแห่งนี้”

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ได้มีคนในวงการบันเทิงและแฟนคลับจำนวนมากเข้ามาแสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจให้กับเธออย่างล้นหลาม โดยหลายคนชื่นชมในความเข้มแข็งและเข้าใจในเหตุผลของการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้

ขอบคุณที่มา : @topdaraneenute

หนุ่ม กรรชัย ฟ้อง ปู มัณฑนา หลังโพสต์อ้างส่งลูกน้องป่วนห้องพิจารณาคดี

หนุ่ม กรรชัย ฟ้อง ปู มัณฑนา หลังโพสต์อ้างส่งลูกน้องป่วนห้องพิจารณาคดี

หนุ่ม กรรชัย ฟ้อง ปู มัณฑนา หลังโพสต์อ้างส่งลูกน้องป่วนห้องพิจารณาคดี

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.01 น.

หลังจากกรณีก่อนหน้านี้ที่ ลูกหมี รัศมี ทองสิริไพรศรี นางแบบชื่อดังยื่นฟ้อง ปู มัณฑนา ในความผิดฐานข้อหาฉ้อโกง และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คไปก่อนหน้านั้น จนกลายเป็นกระแสร้อนแรงราวกับไฟลามทุ่งแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง และผลการตัดสินของศาลออกมาเมื่อช่วงสายของวันที่ 22 เมษายน 2569 ว่า “ศาลแขวงพระนครใต้ คดีลูกหมี ศาลได้มีคำพิพากษา คดีฉ้อโกงจำคุก ปู มัณฑนา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ให้นับโทษต่อจากคดีเดิมนั้น” จนในช่วงเวลาประมาณใกล้เที่ยงของวันเดียวกัน ทางด้าน ปู มัณฑนา ไม่ปล่อยให้สงสัยนาน ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อชี้แจงจุดยืนของตัวเองทันที โดยระบุข้อความสั้น ๆ ว่า “ปูเคารพคำพิพากษาของศาล และขอใช้สิทธิ์ตามกฎหมายในการยื่นอุทธรณ์ต่อไปค่ะ”

แต่ประเด็นที่กลายเป็นชนวนเหตุใหม่ คือโพสต์ก่อนหน้านั้นของ ปู มัณฑนา ที่ระบุว่า “เซอร์ไพรส์ แก๊งค์ลูกหมาขนเมียทนายตุ๋ย และลูกน้อง หนุ่ม กรรชัย มาป่วนคุณปู มัณฑนาเต็มห้องบังลังก์ 403 #ศาลแขวงพระนครใต้” ทำเอาโลกโซเชียลถึงกับฮือฮาในคลิปวิดีโอข้อความของเธอ

หนุ่ม กรรชัย

ล่าสุดในรายการ เที่ยงวันทันเหตุการณ์ ทางด้านพิธีกรชื่อดัง หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง โดยระบุว่าตลอดเวลาที่มีประเด็นกันมาตนไม่เคยเอ่ยถึงคู่กรณีเลย แต่ครั้งนี้รู้สึกว่าไม่ถูกต้องและเป็นการใส่ร้าย “ผมไม่เคยเอ่ย แต่ครั้งนี้ผมรู้สึกว่า มันไม่ถูกต้อง ผมนั่งอ่านข่าวอยู่ที่นี่นี่นะครับ ผมไม่ได้มีลูกน้อง ลูกน้องผมคือทีมงานโหนกระแสอยู่ที่นี่หมด แต่การที่คุณปูไปบอกว่า ลูกน้องของหนุ่มกรรชัยไปป่วนปู มัณฑนาเต็มห้องบังลังก์ สำหรับผม ผมถือว่า เป็นการใส่ร้ายผมนะ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตสงวนสิทธิ์ในการฟ้องอันนี้อีก 1 คดี ผมจะให้ช่อง 3 ออกแถลงการณ์เรื่องนี้ด้วย และผมขอให้ช่อง 3 เป็นคนดูแลคดีนี้ให้ด้วย ประกาศให้รู้โดยทั่วกันนะครับ”

เหตุการณ์นี้ทำเอาชาวเน็ตจับตามองอย่างใกล้ชิดว่ามหากาพย์ครั้งนี้จะจบลงอย่างไร เพราะนอกจากคดีหลักกับ ลูกหมี รัศมี แล้ว ปู มัณฑนา อาจต้องเตรียมรับมือกับคดีใหม่จากพิธีกรฝีปากกล้าและต้นสังกัดอย่างช่อง 3 อีกด้วย

หนุ่ม กรรชัย
หนุ่ม กรรชัย
หนุ่ม กรรชัย

>>> อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง คลิกเลย <<<

‘ปู มัณฑนา’ เคลื่อนไหวแล้ว หลังศาลสั่งจำคุกไม่รอลงอาญา 2 ปี

ไม่รอลงอาญา ลูกหมี ชนะคดี ปู มัณฑนา พร้อมนับโทษต่อคดีเดิม

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก รายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์, เฟซบุ๊ก Pou Mantana,

ส่องแฟชั่น’ลิซ่า’กับไอเทมชุมชนสุดจี๊ดดร้อยเรียงเสน่ห์วิถีไทย

ส่องแฟชั่น'ลิซ่า'กับไอเทมชุมชนสุดจี๊ดดร้อยเรียงเสน่ห์วิถีไทย

ส่องแฟชั่น’ลิซ่า’กับไอเทมชุมชนสุดจี๊ดดร้อยเรียงเสน่ห์วิถีไทย

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.44 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปล่อยภาพเบื้องหลังชิ้นงานโฆษณาชุดล่าสุด “feel all the feelings” ที่มี “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ในบทบาท Amazing Thailand Ambassador ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์และอารมณ์ของการท่องเที่ยวไทยอย่างรอบด้าน ไม่เพียงสะท้อนความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังโดดเด่นด้วย “แฟชั่นและไอเทมชุมชน” ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เติมเต็มเรื่องราวพร้อมสะท้อนอัตลักษณ์ วิถีชีวิต รวมถึงความงดงามของไทยได้อย่างลึกซึ้ง

ผลงานโฆษณา “feel all the feelings” ไม่ได้เป็นเพียงเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับที่ปรากฏบนจอ แต่ยังเป็นเวทีที่แฟชั่นได้ร้อยเรียงอารมณ์ ความรู้สึก และความงดงามของวัฒนธรรมไทยเข้าด้วยกัน ผ่านการผสมผสานระหว่างดีไซน์ร่วมสมัยและภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมอย่างลงตัวกับชุดและเครื่องประดับที่ “ลิซ่า”สวมใส่ ซึ่งรังสรรค์โดยดีไซเนอร์และแบรนด์ไทย ผ่านนำเสนอเสน่ห์ของแฟชั่นไทยร่วมสมัยอย่างมีสไตล์

ชุดสีขาวจากแบรนด์ Muscovy Studio ที่สะท้อนความเรียบง่ายและความกลมกลืนกับทิวทัศน์ได้
อย่างลงตัว

ลุคนี้โดดเด่นด้วยเส้นสายที่สง่างามและความพลิ้วไหว สื่อถึงความรู้สึกที่ผสานลงตัวเข้ากับทิวทัศน์ที่งดงาม พร้อมที่จะทะยานไปกับการเดินทางท่องเที่ยวแห่งใหม่ ๆ โดยดีไซน์จาก Muscovy Studio ได้นำแรงบันดาลใจจาก “งานจักสานไทย” มาตีความใหม่ในรายละเอียดบริเวณช่วงแขนเสื้อและหัวไหล่ ถ่ายทอดรูปทรงและโครงสร้างของลายสานให้ดูทรงพลัง ทันสมัย และเปี่ยมเสน่ห์ ขณะเดียวกัน ยังเติมลูกเล่นด้วยเทคนิคการมัดย้อมในรายละเอียดช่วงปลายกระโปรง เพื่อเพิ่มมิติและความเคลื่อนไหวให้กับชุด อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการสวมใส่จากเดรสสั้นที่คล่องตัว ไปสู่เดรสยาวทรงหางปลาที่พลิ้วไหวสง่างาม ผ่านการต่อเลเยอร์ผ้าที่ช่วยสร้างไดนามิกและมิติให้ลุคดูโดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมเทคนิคการผสมโทนสีขาวเข้ากับโทนอุ่นที่ช่วยขับเน้นความงามของแฟชั่นไทยร่วมสมัยในมุมมองใหม่

ชุดเดรสยาวสีทองจากแบรนด์ UNKUNIYA ที่เจิดจรัสดุจต้องมนตร์

เสน่ห์แห่งสีทองที่ถักทอด้วยความประณีต ตัวชุดเน้นเส้นสายโค้งมนที่ดูอ่อนช้อยและวิจิตรบรรจงช่วงบนรังสรรค์เป็นทรงคอปาดพร้อมงานปักเลื่อมระยิบระยับที่เรียงร้อยอย่างมีชั้นเชิง รับกับช่วงล่างที่ทิ้งตัวพลิ้วไหวอย่างสง่างาม ยามเคลื่อนไหวจึงดูหรูหราและเปี่ยมด้วยมนตร์ขลัง เป็นลุคที่พร้อมเจิดจรัสและมีมิติอย่างน่าอัศจรรย์แม้เพียงต้องแสงเทียน

ชุดเกาะอกผ้าไหมสีทองจากแบรนด์ ASAVA ที่พาผู้ชมสัมผัสมิติใหม่ของชุดไทย

ชุดนี้นำเสนอมิติใหม่ของชุดไทย รังสรรค์โดยแบรนด์ ASAVA ถ่ายทอดเสน่ห์ของผ้าไทยในมุมมองร่วมสมัยผ่านการผสมผสานโครงสร้างแฟชั่นสากลเข้ากับวัสดุสิ่งทอไทยอย่างมีชั้นเชิง ดีไซน์ช่วงบนเป็นเกาะอกที่ใช้เทคนิคการตัดเย็บแบบคอร์เซต สะท้อนความประณีตของงานแฟชั่นตะวันตก ขณะที่ช่วงล่างโดดเด่นด้วยกระโปรงทรงบอลลูนซึ่งช่วยสร้างวอลลุ่มและมิติให้ลุคดูสง่างาม พร้อมเลเยอร์ผ้าคลุมสีทองที่เสริมความหรูหราและความพลิ้วไหวได้อย่างลงตัว

ชุดสีครีมจากแบรนด์ VASSANA ที่ถ่ายทอดงานจักสานไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัยและเปี่ยมไปด้วยพลัง
แห่งความสร้างสรรค์ 

สะท้อนภูมิปัญญาและงานฝีมือไทยอย่างประณีต ผ่านดีเทลสามมิติบนเสื้อและกระโปรง นำเสนอ “ลายจักสาน” งานหัตถกรรมพื้นบ้านอันทรงคุณค่ามาตีความใหม่ให้ร่วมสมัยมากขึ้น โดยใช้วัสดุจากไม้ไผ่มารังสรรค์เป็นดีไซน์แฟชั่นอย่างสร้างสรรค์ ช่วงบนของชุดออกแบบเป็นเกาะอกที่ใช้ตอกไม้ไผ่ซึ่งมักใช้สานหมวกชาวนา มาตัดเย็บและจัดวางอย่างประณีต ขณะที่กระโปรงนำเส้นไผ่มาสานเป็นลวดลายเรียบง่ายแต่โดดเด่น ช่วยสร้างมิติและเอกลักษณ์ให้ลุคดูทันสมัย ถ่ายทอดทั้งคุณค่าทางศิลปะและเรื่องราวของวัฒนธรรมไทยไว้ในชุดเดียวอย่างกลมกลืน ผสานเข้ากับโทนสีธรรมชาติที่ได้แรงบันดาลใจจากไม้ไผ่ยิ่งช่วยขับเน้นเสน่ห์ของงานจักสานไทยให้โดดเด่น พร้อมคอมพลีตลุคด้วยกระเป๋าจักสานทรงขนมจีบ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก “อุบะพวงมาลัย”มอบกลิ่นอายแบบประยุกต์อย่างสง่างามและมีสไตล์

ลุคแฟชั่นของ “ลิซ่า” ถูกยกระดับความสมบูรณ์แบบด้วยเครื่องประดับสีทองจรัสจากแบรนด์ SARRAN ถ่ายทอดความสดใสและพลังแห่งธรรมชาติผ่านแรงบันดาลใจจากความงดงามของดอกไม้ไทย โดยเฉพาะ “ดอกรัก” ดอกไม้แห่งความศรัทธา สะท้อนเรื่องราวแห่งการเดินทางที่นำพาความงดงาม วัฒนธรรม และตัวตนของไทยสู่สายตาชาวโลก คอลเลกชันนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางของคณะเอกอัครราชทูตไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ยุคที่ผู้แทนแห่งสยามข้ามมหาสมุทรเพื่อสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างนานาประเทศ ถ่ายทอดจิตวิญญาณความเป็นไทยในรูปแบบงานศิลปะที่สวมใส่ได้ พร้อมตีความพวงมาลัยและอุบะแบบดั้งเดิมขึ้นใหม่ สู่การเชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่บริบทร่วมสมัยบนเวทีสากลนอกจากแฟชั่นในโฆษณาแล้ว เบื้องหลังกองถ่ายยังเต็มไปด้วยไอเทมจากชุมชนไทย ที่เรียบง่ายแต่มีเรื่องราวทุกชิ้นถูกคัดสรรมาเพื่อสร้างบรรยากาศ และสะท้อนวิถีชีวิตพร้อมเอกลักษณ์ของท้องถิ่นอย่างมีชีวิตชีวาไม่ว่าจะเป็น

พัดใบตาล มรดกหัตถกรรมพื้นบ้าน จังหวัดบุรีรัมย์ – ความเรียบง่ายที่พัดพาความรู้สึก

พัดถือเป็นไอเทมคู่บ้านที่หลายครัวยังใช้ในชีวิตประจำวัน สื่อถึงความเนิบช้า อ่อนโยน และจังหวะชีวิตที่ไม่เร่งรีบ สำหรับ “พัดใบตาล” นับเป็นมรดกภูมิปัญญาพื้นบ้านไทยโบราณของบ้านโนนมะงา ตำบลสะแก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนาน และเป็นงานหัตถกรรมท้องถิ่นที่ทำจาก “ใบตาล” ด้วยจุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของการใช้ทั้งใบตาลอ่อนและใบตาลแก่ เพื่อสร้างสีสันให้พัดที่แตกต่างกัน สะท้อนฝีมือหัตถศิลป์ไทยที่ใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดสรรและคัดแยกวัสดุ การพัฒนารูปทรงผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการเพิ่มเติมสีสันที่หลากหลาย เพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับภูมิปัญญาและศิลปะท้องถิ่น จึงทำให้ไอเทมชิ้นนี้มีดีเทลที่ประณีต สวยงาม ในราคาที่จับต้องได้ เข้าถึงได้ในวงกว้าง และยังคงเป็นไอเทมที่หลายคนยังเก็บไว้ติดบ้านมาจนถึงทุกวันนี้

เก้าอี้หวาย เครื่องจักสานช้างม่อย จังหวัดเชียงใหม่ – เสน่ห์งานหัตถศิลป์ไทย

ขณะเดียวกัน เก้าอี้หวายนั้นสะท้อนถึงความสบายและความอบอุ่นของบ้านไทย และนับเป็นหนึ่งในเฟอร์นิเจอร์งานฝีมืออันดับต้น ๆ ที่ถูกหยิบมาใช้เป็นไอเทมหลักในการตกแต่งทั้งบ้านและคาเฟ่ ช่วยมอบกลิ่นอายที่ผ่อนคลาย อบอุ่น ให้กับพื้นที่ภายใน สำหรับ “เก้าอี้หวายช้างม่อย” ถือเป็นงานหัตถกรรมท้องถิ่นของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รังสรรค์จากวัสดุธรรมชาติอย่าง “หวายน้ำผึ้ง” ผสานเข้ากับเทคนิคเฉพาะตัวของช่างฝีมือในการสร้างสรรค์รูปทรงใหม่ ๆ อย่างพิถีพิถัน มีให้เลือกหลากหลายดีไซน์ ตั้งแต่ศิลปะแบบดั้งเดิม ไปจนถึงสไตล์โมเดิร์นที่ตอบโจทย์คนยุคใหม่ เผยเสน่ห์ของความเรียบง่าย คลาสสิก และเป็นธรรมชาติ  พร้อมความทนทานและการใช้งานได้จริง อีกทั้งยังสะท้อนคุณค่าของวัสดุธรรมชาติและงานศิลปะชุมชนไทย
ที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนาน

ย่ามปกาเกอะญอ ภูมิปัญญาท้องถิ่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน – อัตลักษณ์ชาติพันธุ์แห่งงานหัตถศิลป์บนผืนผ้า

ย่ามทอมือของชุมชนปกาเกอะญอ โดดเด่นด้วยเทคนิค “การทอผ้าแบบดั้งเดิม” ที่เป็นตัวแทนของมรดก ภูมิปัญญาของชนเผ่าและวัฒนธรรมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผืนผ้าแต่ละชิ้นหลอมเอาจิตวิญญาณของชุมชน  รวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ผ่านการสร้างสรรค์ลวดลายและสีสันไม่เพียงเพิ่มมิติให้กับภาพในฉาก แต่ยังเล่าเรื่องราวความผูกพันระหว่างคนกับผืนแผ่นดินอย่างกลมกลืน ตั้งแต่การย้อมสีธรรมชาติ การทอผ้า ไปจนถึงการสร้างลวดลายด้วยเทคนิคเฉพาะตัวที่ทำด้วยสองมือของชาวบ้านอย่างละเอียดละออ การสืบสานภูมิปัญญาการทอผ้าของชาวปกาเกอะญอยังถูกต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์แฟชั่นร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ย่ามปกาเกอะญอนี้ไม่เพียงเป็นไอเทมงานฝีมือให้เลือกช้อป แต่ยังเป็นประสบการณ์การเดินทางที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน และดื่มด่ำกับความงดงามของผืนผ้าที่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของชนเผ่าอย่างแท้จริง

ชามตราไก่ ของดีขึ้นชื่อ จังหวัดลำปาง – หวนคืนสู่ความทรงจำบนโต๊ะอาหารไทย

เพียงแค่เอ่ยถึง ก็ชวนให้นึกถึงข้าวสวยร้อน ๆ ลอยขึ้นมา “ชามตราไก่” ถือเป็นสัญลักษณ์ครัวเรือนไทยมายาวนานกว่า 100 ปี พร้อมทั้งเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเครื่องลายครามจีน และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของไทย (Geographical Indication: GI) เนื่องจากดินขาวที่จังหวัดลำปางมีคุณสมบัติที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการผลิตเซรามิก ชามเซรามิกชิ้นนี้มีคุณภาพและลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ กล่าวคือ มักวาดด้วยมือปรากฏเป็นรูปไก่ควบคู่กับดอกโบตั๋น และต้นกล้วย ซึ่งในวัฒนธรรมจีน “ไก่” เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่ง ความขยันขันแข็งและความอุดมสมบูรณ์ แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป โรงงานผลิตชามตราไก่หลายแห่งต้องปิดตัวลง ผนวกกับผู้คนรุ่นใหม่เริ่มหันไปใช้ถ้วยชามรูปแบบอื่นมากขึ้น แต่ก็ยังมีกลุ่มคน
ที่หลงใหลและให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ชามตราไก่ จัดตั้งสมาคมเครื่องปั้นดินเผาจังหวัดลำปาง เพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ สำหรับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ “ชามตราไก่” ไม่ได้เป็นเพียงไอเทมสะสมหายาก แต่ยังเป็นประสบการณ์การเดินทางเชิงวัฒนธรรม ที่สามารถสัมผัสเรื่องราวความงดงามของเครื่องลายคราม ร่วมเรียนรู้ฝีมือหัตถกรรม และดื่มด่ำกับมรดกวัฒนธรรมไทย-จีนที่ผสานเข้ากับวิถีชีวิตท้องถิ่น ได้อย่างลงตัว

ร่มบ่อสร้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ – สีสันแห่งงานหัตถศิลป์ล้านนา

“ร่มบ่อสร้าง” งานหัตถกรรมร่มกระดาษสาที่กลายเป็นไอคอนระดับโลกจากอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่แหล่งกำเนิดและศูนย์กลางการผลิตร่มกระดาษสาที่มีชื่อเสียงระดับโลกมายาวนานกว่าร้อยปี รวมถึงเป็น ภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ด้วยเอกลักษณ์ของลวดลายสีสันแบบศิลปะล้านนา ที่สดใส งดงาม ผสานกับความประณีตในทุกรายละเอียด ทำให้ “ร่มบ่อสร้าง” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องใช้กันแดดกันฝน  แต่เป็นงานศิลปะที่มีชีวิตซึ่งสะท้อนจิตวิญญาณของชาวเหนือได้อย่างชัดเจน หัวใจสำคัญของ “ร่มบ่อสร้าง” อยู่ที่กระบวนการผลิตอันละเอียดอ่อน ตั้งแต่การคัดสรรวัสดุธรรมชาติอย่างกระดาษสาคุณภาพดี นำมาประกอบเข้ากับโครงไม้ไผ่ที่ผ่านการเหลาและขึ้นรูปอย่างแม่นยำ โดยมีให้เลือกสรรถึง 3 รูปแบบ ได้แก่ ร่มกระดาษสา  ร่มผ้าแพร และร่มผ้าฝ้าย ซึ่งในปัจจุบัน ความงามสุดคลาสสิกนี้ยังกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่ศิลปินและนักออกแบบรุ่นใหม่ ในการนำไปประยุกต์สู่ผลงานร่วมสมัยที่เข้ากับวิถีชีวิตยุคใหม่ได้อย่างลงตัว นอกจากคุณค่าด้านความงามทางศิลปะและประโยชน์ใช้สอยแล้ว “ร่มบ่อสร้าง” ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและเศรษฐกิจชุมชนที่สำคัญ สร้างอาชีพและรายได้ให้กับคนท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน และยังได้รับการเฉลิมฉลองผ่าน “เทศกาลร่มบ่อสร้างและหัตถกรรมสันกำแพง” ที่จัดขึ้นในเดือนมกราคมเป็นประจำทุกปี ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้มาเยี่ยมชมกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม เลือกซื้อร่มเป็นของฝาก และสัมผัสเสน่ห์ของหมู่บ้านหัตถกรรมที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา

ภาพยนตร์โฆษณาชุด “feel all the feelings” จึงไม่ใช่แค่การชวนออกเดินทางเที่ยวไทย เพื่อสัมผัสกับประสบการณ์และความรู้สึกที่หลากหลายรอให้นักเดินทางมาค้นพบด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็ยังเปิดโอกาสให้คนไทยได้ชื่นชมและภาคภูมิใจกับคุณค่าของสิ่งใกล้ตัวและภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านไอเทมชุมชนที่สะท้อนรากฐานความเป็นไทยผ่านสายตา “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล Amazing Thailand Ambassador

รับชมเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณา “feel all the feelings – เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก” ได้ที่ช่องทางของ Amazing Thailand: https://youtu.be/2hbFUwU5z98

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือความร่วมมือหนุนกิจการศาสนา ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือความร่วมมือหนุนกิจการศาสนา ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือความร่วมมือหนุนกิจการศาสนา ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.33 น.

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือแนวทางความร่วมมือสนับสนุนกิจการศาสนา ความมั่นคงรัฐ ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นภาครัฐ–ผู้นำศาสนา

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 เม.ย. 2569 ที่ห้องรับรองสำนักจุฬาราชมนตรี นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ให้การต้อนรับ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4  และทำหน้าที่ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4)  ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนรับฟังข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานด้านกิจการศาสนาอิสลาม

โดยพล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย , นายชัช  หะซาเล็ม ผู้ทรงคุณวุฒิ จุฬาราชมนตรี, นายประสิทธิ์ มะหะหมัด เลขานุการจุฬาราชมนตรี  ดร.ปัณฑิพาณ์ ธาราภิบาล , ดร.ศรีสุดา  เลิศยิ่งเจริญชัย ร่วมให้การต้อนรับ

ด้าน จุฬาราชมนตรีได้กล่าวแสดงความขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกิจการศาสนาอิสลามด้วยดีมาโดยตลอด เพื่อเสริมสร้างประโยชน์แก่พี่น้องมุสลิมและสังคมไทยโดยรวม พร้อมยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด

การเข้าพบในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และการประสานความร่วมมืออย่างมีเอกภาพระหว่างภาครัฐและองค์กรศาสนาอิสลาม ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนกิจการศาสนาอิสลามของประเทศ และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนต่างศาสนาในสังคมไทยให้ยั่งยืนต่อไป

โค้งสุดท้าย! ‘VIPA Pitching Project 2026’ เวิร์กชอปเข้ม ปั้นไอเดียสู่การผลิตจริง สมัครก่อน 3 พ.ค.นี้

โค้งสุดท้าย! 'VIPA Pitching Project 2026' เวิร์กชอปเข้ม ปั้นไอเดียสู่การผลิตจริง สมัครก่อน 3 พ.ค.นี้

โค้งสุดท้าย! ‘VIPA Pitching Project 2026’ เวิร์กชอปเข้ม ปั้นไอเดียสู่การผลิตจริง สมัครก่อน 3 พ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.51 น.

โค้งสุดท้าย! ‘VIPA Pitching Project 2026’ เวิร์กชอปเข้ม ปั้นไอเดียสู่การผลิตจริง สมัครก่อน 3 พ.ค.นี้

โค้งสุดท้าย! อย่าพลาด “VIPA Pitching Project 2026” เวทีพัฒนาไอเดียสารคดีสู่การผลิตจริงอัดแน่น 2 เวิร์กชอป เทคนิคเล่าเรื่อง-ลงมือผลิต ใกล้ชิดตัวจริงของวงกสน ทั้งผู้กำกับและนักสร้างสรรค์สารคดีระดับแนวหน้าของไทย พร้อมเปิดประสบการณ์เรียนรู้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของไอเดียสู่การ Pitch ผลงานอย่างมืออาชีพรีบสมัครได้ถึง 3 พ.ค.นี้

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดย Thai PBS Academy และ VIPA เปิดรับสมัครเยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าร่วมโครงการ “VIPA Pitching Project 2026” ภายใต้แนวคิด “The Power of Human : Behind the Scene” หรือ “เบื้องหลัง…พลังคนธรรมดา” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ผ่านมุมมองสารคดีเชิงสร้างสรรค์ โดยเปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ – 3 พ.ค. 2569

นางสาวกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส ในฐานะคณะทำงานโครงการฯ  กล่าวว่า โครงการนี้มุ่งสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ผู้เข้าร่วมได้ “คิดและลงมือทำจริง” ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการไฮไลต์สำคัญของโครงการปีนี้ คือ เวิร์กชอปเชิงปฏิบัติการแบบเข้มข้น ที่ออกแบบให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ครบทุกมิติของการผลิตสารคดี ตั้งแต่การพัฒนาไอเดีย ไปจนถึงการลงมือผลิตและนำเสนอผลงานจริง โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก ได้แก่

ช่วงแรก “The Power of Story” ระหว่างวันที่ 25 – 28 มิ.ย. 2569 (4 วัน) การอบรมเพื่อพัฒนาแนวคิดและโครงสร้างการเล่าเรื่องสารคดี ตั้งแต่การค้นหาเรื่อง มุมมองผู้กำกับ จนถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการนำเสนอผลงาน ต่อเนื่องด้วย “The Power of Production” ระหว่างวันที่ 22 – 26 ก.ค. 2569 (5 วัน) การอบรมเชิงปฏิบัติการที่ต่อยอดสู่การผลิตจริง ครอบคลุมการวางแผนการถ่ายทำ การจัดการกอง เทคนิคภาพและเสียง การตัดต่อ และการ Pitch อย่างมืออาชีพ

“อยากให้เวิร์กชอปครั้งนี้ เป็นมากกว่าการอบรม แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้เข้าร่วมได้ทดลองสร้างงานของตัวเองจริง ได้เรียนรู้ตั้งแต่การตั้งคำถามกับเรื่องเล่า ไปจนถึงการผลิตและนำเสนอผลงานอย่างมืออาชีพ ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถต่อยอดสู่การทำงานในอุตสาหกรรมสื่อได้” นางสาวกนกพร กล่าว

ด้าน นายประสาน อิงคนันท์ ผู้ก่อตั้ง บ.บุญมีฤทธิ์ มีเดีย และ สื่อออนไลน์ มนุษย์ต่างวัย และคณะทำงานโครงการฯ กล่าวถึงความเข้มข้นของเวิร์กชอปว่า ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของคนทำงานสารคดีตัวจริงในทุกขั้นตอน ทั้งการเล่าเรื่องแบบปราณีต ค้นคว้าข้อมูลดี ๆ พาตัวเองไปสู่โลกกว้าง เจอผู้คนหลากหลาย ล้วนเป็นเสน่ห์ของงานสารคดี ดังนั้น เวิร์กชอปครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่ได้ความรู้ แต่คือประสบการณ์ตรงที่สามารถเข้าถึงหัวใจของงานสารคดี

เวิร์กชอปครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญในวงการภาพยนตร์และสื่อสารคดี มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จริงอย่างใกล้ชิด อาทิ อาทิ พัฒนะ จิรวงศ์ เจ้าของผลงาน “ติดถ้ำ”, เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์ จาก “Breaking The Cycle” และ นนทวัฒน์ นำเบญจพล ผู้กำกับผลงานระดับนานาชาติอย่าง Boundary และ By the River และ ปฏิภาณ บุณฑริก ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ทะเลของฉัน มีคลื่นเล็กน้อย ถึงปานกลาง (Solids by the Seashore) รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเสียง การตัดต่อ กฎหมาย และการผลิตสื่อดิจิทัล ที่จะมาร่วมเติมเต็มทุกมิติของการสร้างสรรค์ผลงาน

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 20 ทีมที่ผ่านการคัดเลือก จะได้พัฒนาผลงานสารคดีสั้นความยาว 10–15 นาที พร้อมโอกาสเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม VIPA และชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท รวมถึงโอกาสต่อยอดผลงานร่วมกับไทยพีบีเอสในอนาคต

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ – 3 พฤษภาคม 2569 และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.VIPA.me/PitchingProject2026

กรวีร์ คุมวิปรัฐบาล! จี้ รมต.ตอบกระทู้-เร่งเคลียร์กฎหมายค้าง

กรวีร์ คุมวิปรัฐบาล! จี้ รมต.ตอบกระทู้-เร่งเคลียร์กฎหมายค้าง

กรวีร์ คุมวิปรัฐบาล! จี้ รมต.ตอบกระทู้-เร่งเคลียร์กฎหมายค้าง

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.15 น.

“ปธ.วิปรัฐบาลคนใหม่”เผย”นายกฯ”ให้กำลังใจทำหน้าที่ ยันพร้อมประสาน รมต.มาตอบกระทู้ในสภาฯ วอน”ฝ่ายค้าน”แจ้งหลังถกวิปว่าจะถามคนใด ขอรอ”ครม.”ยืนยันร่างกฎหมายค้างจากชุดก่อน กลับมาพิจารณาให้ทันตามกรอบเวลา

22 เมษายน 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (ประธานวิปรัฐบาล) กล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อนงานในสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานวิปรัฐบาล โดยกำหนดให้มีการประชุมวิปรัฐบาลทุกสัปดาห์ในวันจันทร์ช่วงบ่าย และคาดการณ์ว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเร็วๆนี้จะสามารถพิจารณาร่างกฎหมายได้ เพราะขณะนี้กำลังรอรัฐบาล เตรียมยืนยันร่างกฎหมายที่ค้างจากสมัยประชุมสภาครั้งก่อนกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง ระหว่างรอการประชุมสภาผู้แทนราษฎรทุกสัปดาห์ ในวันพุธจะเป็นการพิจารณาญัตติที่ยื่นค้างไว้ในวาระการประชุมสภา ส่วนการประชุมวันพฤหัสบดีจะเป็นวาระพิจารณากระทู้ถามสด กระทู้ถามทั่วไป รวมถึงเรื่องรับทราบและญัตติอื่นๆ พร้อมเปิดเผยว่า ตั้งแต่เปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรมามีการประสานงานระหว่างวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านมาโดยตลอด ซึ่งเป็นไปด้วยดี

นายกรวีร์ ยังกล่าวถึงการประสานรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ชี้แจงข้อซักถามต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตามข้อเรียกร้องของฝ่ายค้าน ว่า ตามหลักการเว็บรัฐบาลเห็นด้วยว่าฝ่ายบริหาร หรือรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเรื่องต่างๆ ต้องรับผิดชอบต่อสภาให้มากขึ้น พร้อมขอฝ่ายค้านแจ้งในวันจันทร์ว่าต้องการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีคนใดเพื่อประสานไว้ล่วงหน้า โดยยืนยันว่าจะประสานอย่างเต็มที่ ย้ำว่าไม่มีเหตุผลใดรัฐมนตรีจะต้องกลัว หรือหนีสภากลัวการติดตามตรวจสอบของฝ่ายค้าน เพราะทุกท่านต้องทำการบ้านและมีข้อมูลในการชี้แจง

“เราอยากจะเห็นการตอบกระทู้สดที่มากขึ้นเราก็มีการพูดคุยกับทางฝ่ายค้านไว้ ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่หากวันจันทร์ช่วงเย็น หลังจากที่มีการประชุมวิปฝ่ายค้านแล้ว จะขอทราบว่าในสัปดาห์นั้นกระทู้สดจะถามรัฐมนตรีท่านใด ทางผมเองจะได้ประสานกับรัฐมนตรีเอาไว้ล่วงหน้า หรือบางครั้งที่ถามตัว พณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี จะได้มีการเตรียมว่าควรจะมอบใครกรณีที่นายกรัฐมนตรีติดภารกิจ อยากจะเห็นครับว่าวันพฤหัสจะมีรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ของสภาทางฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลอย่างเป็นประจำ” ประธานวิปรัฐบาล กล่าว

นายกรวีร์ ยังกล่าวถึงการประสานตกลงเกี่ยวกับการจัดสรรโควตาตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร ว่า ในท้ายที่สุดจะตกลงกันได้ ซึ่งจะต้องมีการหารือกัน ชี้ไม่มีใครที่จะได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ ฝ่ายรัฐบาลเองก็ไม่ได้ทุกอย่าง ฝ่ายค้านเองก็ไม่ได้ทุกอย่าง จะต้องดูว่าในประเด็นไหนที่จะพอรับกันได้ เพื่อจัดสรรให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ ยืนยันจะพยายามพูดคุยจัดสรรปันส่วนให้ลงตัวมากที่สุด ซึ่งไม่สามารถทำให้ทุกฝ่ายพอใจได้แต่จะต้องทำให้สามารถรับเงื่อนไขของกันและกันได้ เบื้องต้นขณะนี้ในการหารือลงตัวในหลายคณะยังติดอยู่ในบางคณะเท่านั้นที่ยังพูดคุยตกลงยังไม่ได้

“นายกรัฐมนตรีได้ฝากฝังในการทำหน้าที่ประธานวิปรัฐบาลกับผมว่า ทำให้เต็มที่ หากมีตรงไหนที่ต้องประสานเพื่อให้งานของสภาฯ และฝ่ายบริหารเดินหน้าได้ พร้อมกับให้กำลังใจในการทำงาน” นายกรวีร์ กล่าว

หมอวรงค์ อัด ศุภจี ไร้ประสบการณ์แก้ปัญหาราคาข้าว-ผลผลิตเกษตรกรรากหญ้า

หมอวรงค์ อัด ศุภจี ไร้ประสบการณ์แก้ปัญหาราคาข้าว-ผลผลิตเกษตรกรรากหญ้า

หมอวรงค์ อัด ศุภจี ไร้ประสบการณ์แก้ปัญหาราคาข้าว-ผลผลิตเกษตรกรรากหญ้า

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.02 น.

หมอวรงค์ อัด ศุภจี ไม่มีประสบการณ์แก้ปัญหาราคาข้าว-ผลผลิตเกษตรกรรากหญ้า

เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569 เวลา 15.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติการแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ของนายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายว่า ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำหลายรายการ โดยเฉพาะราคาข้าว ฤดูกาลนี้เป็นฤดูข้าวนาปรัง ประมาณ 70% เก็บเกี่ยวเดือนมีนาคม ถึงเมษายน ปริมาณออกมามากจนราคาตกต่ำ ทั้งที่ชาวนาเป็นฐานเสียงเลือก สส.เข้าสภาฯ ในวงจรข้าว โรงสี พ่อค้าข้าวถุง พ่อค้าส่งออกร่ำรวย แต่ชาวนาผู้ปลูกข้าวจน  

“ขอเรียนนางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ชื่นชมเพราะหลายเรื่องนางศุภจีทำได้ดี แต่การแก้ปัญหาเรื่องข้าว หรือผลผลิตการเกษตรระดับรากหญ้า ท่านไม่มีประสบการณ์จริงๆ มาเรียนรู้กับผมได้” นพ.วรงค์ กล่าว

นพ.วรงค์ กล่าวด้วยว่า ปัญหานี้เกิดทุกสมัย แต่ไม่มีใครจริงใจแก้ปัญหา แนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนคือ การเสนอพ.ร.บ.การแบ่งบันผลประโยชน์ข้าว ที่มีการกำหนดไว้ชัดเจนถึงการแบ่งปันผลประโยชน์ให้เกษตรกร โรงสีข้าว ผู้จัดจำหน่วยข้าวสาร และให้ความคุ้มครองกำไรกับชาวนาไม่น้อยกว่า 50 % ที่เสนอโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ เมื่อปี2562 ถ้ารัฐบาลเอาสิ่งนี้ไปทำ พร้อมสนับสนุนเต็มที่ให้กฎหมายนี้เกิดขึ้น ให้ชาวนาลืมตาอ้าปากแบบยั่งยืน ไม่ต้องจำนำ ไม่ต้องประกัน เพราะทุกคนได้รับความเป็นธรรม

กองทัพเรือเผยโฉม 6 บริษัท ยื่นซองชิงดำโครงการเรือฟริเกต ย้ำโปร่งใสภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม

กองทัพเรือเผยโฉม 6 บริษัท ยื่นซองชิงดำโครงการเรือฟริเกต ย้ำโปร่งใสภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม

กองทัพเรือเผยโฉม 6 บริษัท ยื่นซองชิงดำโครงการเรือฟริเกต ย้ำโปร่งใสภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.39 น.

กองทัพเรือแจงความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต มีบริษัทต่างๆ มายื่นข้อเสนอ 6 ราย จากที่เชิญชวน 11 ราย ทั้งนี้ อยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม

22 เมษายน 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกต ตามขั้นตอนการเชิญชวนบริษัทผู้มีศักยภาพและมีประสบการณ์ในการต่อเรือฟริเกตจากหลายประเทศ เข้ายื่นข้อเสนอ จำนวน 11 ราย บัดนี้ ครบกำหนดเวลาแล้ว มีบริษัทฯ เข้ายื่นข้อเสนอจำนวน 6 ราย ได้แก่ 1.บริษัท Hyundai Heavy Industries Co., Ltd. (สาธารณรัฐเกาหลี) 2.บริษัท Singapore Technologies Engineering Ltd. (สาธารณรัฐสิงคโปร์) 3.บริษัท Askeri Fabrika ve Tersane İşletmeleri A.Ş. (สาธารณรัฐตุรกี) 4.บริษัท TAIS Gemi İnşa ve Teknoloji A.Ş. (สาธารณรัฐตุรกี) 5.บริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. (สาธารณรัฐเกาหลี) และ 6.บริษัท Navantia S.A. (ราชอาณาจักรสเปน)

โดยมีบริษัทฯ ที่ส่งหนังสือแจ้งความประสงค์ไม่เข้ายื่นข้อเสนอฯ จำนวน 3 ราย และมีบริษัทฯ ที่ไม่ได้เข้ายื่นข้อเสนอฯ ภายในระยะเวลาที่กำหนด จำนวน 2 ราย ทั้งนี้ กระบวนการต่างๆ ในการรับข้อเสนอฯ ของกองทัพเรือ ได้ดำเนินการภายใต้การสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) เพื่อให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

สำหรับในขั้นตอนต่อไปนั้น คณะกรรมการที่กองทัพเรือแต่งตั้งขึ้นจะดำเนินการพิจารณาข้อเสนอของทุกๆ บริษัทโดยละเอียด ครอบคลุมในประเด็นสำคัญ ได้แก่ คุณสมบัติของผู้เสนอราคา ข้อเสนอทางเทคนิค ข้อเสนอด้านการชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Offset) และข้อเสนอด้านราคา โดยกระบวนการพิจารณาดังกล่าวคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือนเศษ เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

กองทัพเรือขอยืนยันว่า การจัดหายุทโธปกรณ์ในครั้งนี้ มุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดยยึดหลักความโปร่งใส ความคุ้มค่า และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ และก่อให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในประเทศ

– 006

ผู้แทนฯควักจ่ายอิ่มมื้อแรก! หมอวรงค์-จูรี นำไลฟ์สดบรรยากาศ สส.ซื้อข้าวกินเอง

ผู้แทนฯควักจ่ายอิ่มมื้อแรก! หมอวรงค์-จูรี นำไลฟ์สดบรรยากาศ สส.ซื้อข้าวกินเอง

ผู้แทนฯควักจ่ายอิ่มมื้อแรก! หมอวรงค์-จูรี นำไลฟ์สดบรรยากาศ สส.ซื้อข้าวกินเอง

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.05 น.

คิกออฟผู้แทนฯควักจ่ายอิ่มมื้อแรก! วันประชุมสภาฯ 22 เมษาฯ สส.ซื้อข้าวกินเอง “หมอวรงค์-จูรี”นำไลฟ์สดพาชมบรรยากาศ

22 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ ภายหลังจากเทศกาลสงกรานต์ ถือเป็นวันแรกที่ สส.จะต้องจ่ายเงินซื้ออาหารมื้อกลางวันเพื่อมารับประทานเอง ซึ่งเป็นไปตาม นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มีนโยบายจากข้อตกลงร่วมกันกับพรรคการเมืองในสภาฯ และจัดพื้นที่บริเวณชั้น 2 ห้องอาหารที่ติดกับห้องประชุมสภาฯ จัดให้มีร้านค้าเพื่อบริการให้กับ สส. โดยในช่วงเริ่มต้นจะเป็นการเอาเงินสดไปแลกคูปอง เพื่อซื้ออาหาร หรือสามารถสแกนจ่าย QR Code หน้าร้านได้เลย ส่วนในอนาคตจะมีเป็นบัตรอาหารแบบเติมเงิน เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับ สส.ในการจ่ายเงิน

ทั้งนี้ มี สส.หลายคนได้ไลฟ์สดลงเพจและเฟซบุ๊กของตัวเอง พาเยี่ยมชมร้านอาหาร อาทิ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี ไลฟ์สดพร้อมระบุว่า “#อาหารมื้อแรกในสภา วันนี้ได้ทานอาหารมื้อแรก ในห้องอาหารสภา หลังจากที่ให้ สส.ซื้ออาหารทานเอง ผมทานข้าวหมูแดงหมูกรอบ ราคาชามละ 65 บาท ถ้าสภาเปิดโอกาสให้คณะทำงานของ สส.มาซื้อทานด้วย น่าจะทำให้ร้านค้าขายดีขึ้น วันแรกยังจำกัดเฉพาะ สส. น่าจะทำให้ลูกค้าน้อย ที่ใช้บริการ”

เช่นเดียวกับ นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ไลฟ์สดพาเยี่ยมชมร้านอาหารเช่นกัน ซึ่งร้านอาหารที่นำมาจำหน่ายให้กับ สส. อาทิ ก๋วยเตี๋ยว เส้นหมี่ไก่ฉีก ข้าวมันไก่ ข้าวซอย ข้าวราดแกง ข้าวหมกไก่อิสลาม ลูกชิ้นปิ้ง กาแฟสด เครื่องดื่ม และ ขนม เป็นต้น

ภูมิธรรม ย้ำดีเอ็นเอเพื่อไทย 30 ปีหัวใจไม่เปลี่ยน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ภูมิธรรม ย้ำดีเอ็นเอเพื่อไทย 30 ปีหัวใจไม่เปลี่ยน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ภูมิธรรม ย้ำดีเอ็นเอเพื่อไทย 30 ปีหัวใจไม่เปลี่ยน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.53 น.

22 เมษายน 2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความพร้อมภาพผ่านเฟซบุ๊ก ภายหลังร่วมรับประทานอาหารกับแกนนำพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า เมื่อวานพวกเรา​”ทีมเพื่อไทย”
หลายรุ่นได้มีโอกาสพบปะพูดคุย
ทานอาหารร่วมกัน

“ทีมเพื่อไทย” เป็นการรวมกัน
ของประสบการณ์ ความตั้งใจ​
และ​ความรู้​ ที่ต่อเนื่องยาวนาน
ตั้งแต่รุ่นสร้าง​ “ไทยรักไทย”
ผ่าน “พลังประชาชน”
มาถึงรุ่นสานต่อ “เพื่อไทย” ในวันนี้
ที่ยังคงยืนอยู่บนหลักคิดเดิม
อย่างมั่นคง

หลายคนในภาพนี้
บางท่านอาจไม่ได้มีตำแหน่ง
บางท่านอาจไม่ได้อยู่หน้าฉากทางการเมือง
และอีกหลายท่านที่ไม่ได้มาในวันนี้

แต่ทุกคนยังคงมีสิ่งที่เหมือนกัน
คือ “หัวใจ” ที่ไม่เคยเปลี่ยน
หัวใจของการทำงานการเมือง
ที่ยึด “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง”

ผมคิดว่าการพูดคุย
จะไม่จบแค่โต๊ะนี้ วันนี้
เราจะชวนกันมาคุยในครั้งต่อๆไป เพื่อ “รวมสมอง รวมหัวใจ
ของคนเพื่อไทย”ให้ช่วยกัน
ในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี
พรรคเพื่อไทยผ่านทั้งช่วงรุ่งเรือง
และช่วงท้าทายอย่างเช่นปัจจุบัน​
ซึ่ง เรา “ยกเครื่อง” ตัวเอง
มาเป็นลำดับ
เพื่อให้พรรคเพื่อไทยแข็งแรงขึ้น พร้อมรับใช้ประชาชนได้ดีกว่าเดิม

และยังเชื่อมั่นเหมือนเดิมว่า
การเมืองที่ดี ต้องทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นจริง
นี่คือ “เพื่อไทย”
ที่ยังคงเป็นความหวัง
และเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชน…เสมอมาและต่อไปในอนาคต